‘อนุชา’บุกชุมชนวัดมะกอก ชี้ 5 นโยบายโดนใจ หลังเดินเคาะบ้านหาเสียง ชู จัดการน้ำขัง-ขยะในชุมชน

‘อนุชา’บุกชุมชนวัดมะกอก ชี้ 5 นโยบายโดนใจ หลังเดินเคาะบ้านหาเสียง ชู จัดการน้ำขัง-ขยะในชุมชน

‘อนุชา’บุกชุมชนวัดมะกอก ชี้ 5 นโยบายโดนใจ หลังเดินเคาะบ้านหาเสียง ชู จัดการน้ำขัง-ขยะในชุมชน

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.16 น.

‘อนุชา’ ลุยหาเสียงชุมชนวัดมะกอกบอก กระแสดีวันดีคืน ชี้ 5 นโยบายโดนใจ หลังเดินเคาะบ้านหาเสียง ชู จัดการน้ำขัง-ขยะในชุมชน

วันที่ 3 มิถุนายน 2569 เวลา 14.00 น. ที่สวนพญาไทภิรมย์ นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายอนุชาญ กวางทอง ผู้สมัคร ส.ก. เขตพญาไท เบอร์ 7 ลงพื้นที่หาเสียงพบปะประชาชน ชุมชนวัดมะกอก บริเวณใต้ทางด่วน โดยเดินหาเสียงแบบเคาะประตูบ้าน ร้านค้า ขอคะแนน ซึ่งระหว่างเดินนายอนุชา ได้พบกับกองขยะที่อยู่ริมถนนและในชุมชน 

โดยนายอนุชา กล่าวว่า หนึ่งนโยบายที่เราทำคือเรื่องความสะอาด หนึ่งในนั้นคือเรื่องขยะ การจัดเก็บเป็นสิ่งที่สำคัญ การเอามาวางไว้ถนนใจกลางเมืองแบบนี้ เราน่าจะหาการเก็บได้ดีกว่านี้ เพราะเวลาเดินผ่านสิ่งแรกที่เห็นคือเรื่องทัศนียภาพความสวยงามส่วนที่สอง คือ เรื่องของกลิ่น เพราะหากทิ้งไว้ค้างคืนหรือฝนตกลงมา น้ำก็ไหลลงท่อระบายน้ำ ทำให้เกิดกลิ่น ต้องหาภาชนะหรือถังมีฝาปิด ให้กลิ่นหรือน้ำเอาไปข้างใน

นายอนุชา กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องการจัดเก็บขยะการนำขยะเหล่านี้ไปเผา เพื่อเป็นพลังงาน เพื่อหลีกเลี่ยงการฝังกลบและในอนาคตพยายามให้คนแยกขยะ ต้องสามารถที่จะทำได้โดยการสร้างแรงจูงใจ โดยการลดค่าธรรมเนียมต่างๆ เมื่อแยกขยะแล้วจัดเก็บให้มากขึ้นบ่อยขึ้น และพูดให้ชัดว่าแต่ละวันจะจัดเก็บขยะอะไร เรื่องของขยะสามารถทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

จากนั้น นายอนุชา ได้ขึ้นรถแห่หาเสียงต่อไปยังชุมชนอุทัยรัตน์ ในซอยประดิพัทธ์ 15 เดินหาเสียงแบบเคาะประตู ขอคะแนนให้เลือกผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งผู้ว่าฯและส.ก. 

โดยนายอนุชา ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ลงพื้นที่ทำให้เห็นว่าจะมีต้องปรับปรุงบางส่วน เวลาลงชุมชนเห็นเรื่องความสะอาด เพราะเมื่อฝนตกมีน้ำท่วม ไม่สามารถที่จะระบายได้ เป็นประเด็นปัญหาที่เราคิดว่าต้องแก้ไขและมีพี่น้องประชาชนร้องเรียนด้วย บางที่ไม่ใช่แค่ 1-2 วัน และเมื่ออุดตันทำให้น้ำเสีย เรื่องความสะอาด เรื่องของขยะเราไม่ได้เก็บไว้อยู่ในถัง แต่เอามาวางทิ้งไว้ริมทาง ทำให้เกิดกลิ่น น้ำเสีย ทำให้เกิดเชื้อโรคต่างๆ 

ส่วนเรื่องของเศรษฐกิจ เราลงพื้นที่ได้เห็นพื้นที่จำนวนมาก กรุงเทพฯจะมาช่วยเสริมให้เป็นพื้นที่ที่เป็นประโยชน์ให้ช่วยขายของ อย่างเขตพญาไท ก็จะมีที่ว่างที่ไม่ใช้ประโยชน์ แต่ค่อนข้างที่จะทรุดโทรมและมืดอันตราย สิ่งที่ประชาธิปัตย์นำเสนอคือการนำที่ว่างเปล่ามาทำให้เกิดประโยชน์ แม้กทม.จะไม่สามารถควบคุมได้ทั้งหมด ก็ต้องมีการเจรจากันกับพี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ ส่วนพื้นที่ใต้ทางด่วนสามารถนำมาเป็นลานกีฬาได้

นายอนุชา กล่าวว่า เรื่องการเดินทางของประชาชน การเดินทางไปสถานีรถไฟฟ้า ค่อนข้างไกล เดินทางลำบาก ต้องไปวินมอเตอร์ไซค์บางครั้งฝนตกก็ลำบาก เราคงต้องบริหารจัดการในเรื่องของเส้นทางที่เป็นเส้นเลือดฝอย นำพี่น้องจากหมู่บ้านซอยเล็กๆไปสู่ขนส่งสาธารณะเพื่อที่จะสามารถจอดรถ และมอเตอร์ไซค์โดยไม่ต้องกังวลเรื่องที่จอดรถ

“ส่วนกระแสการตอบรับในตัวผม ของพี่น้องประชาชนในกทม. เรียกว่าดีวันดีคืน ผมยังไม่เข้าไปแนะนำตัว เขาก็ให้การต้อนรับด้วยความอบอุ่นเดินเข้ามาก็จำได้แล้วว่าผู้สมัครมาจากพรรคประชาธิปัตย์ เบอร์อะไร นโยบายของเรามีอะไร แบะประชาชนเห็นด้วยในเรื่องที่เราเสนอนโยบาย ทั้ง 5 เพราะตรงใจและพร้อมยินดีที่จะสนับสนุนและจะไปบอกเพื่อน บอกญาติ ว่าให้เลือกพรรคประชาธิปัตย์ ถ้าผู้ว่าฯและส.ก.ประชาธิปัตย์ เข้าไปทำงาน เดินหน้าทำงานทันที” นายอนุชา กล่าว 

อนุทิน ขอ ปชช. อย่ากังวลเหตุยั่วยุชายแดนไทย-เขมร เมิน กังฟู แฉบ่อนโยงนักการเมือง

อนุทิน ขอ ปชช. อย่ากังวลเหตุยั่วยุชายแดนไทย-เขมร  เมิน กังฟู แฉบ่อนโยงนักการเมือง

อนุทิน ขอ ปชช. อย่ากังวลเหตุยั่วยุชายแดนไทย-เขมร เมิน กังฟู แฉบ่อนโยงนักการเมือง

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.57 น.

นายกฯ ขอ ปชช.ไม่ต้องกังวล เหตุยั่วยุชายแดนไทย-เขมร เย้ย “กังฟู” แฉบ่อนเอี่ยวนักการเมือง เรื่องมั่นคงของจริงไม่มีใครไลฟ์บอกน่าส่งไปศรีธัญญา 

เมื่อเวลา 14.40 น. วันที่ 3 มิถุนายน 2569 ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะพื้นที่ช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ที่เกิดเหตุยั่วยุกันเมื่อวันที่ 2 มิ.ย. ยังควบคุมได้ไม่มีอะไรต้องกังวลใช่หรือไม่ว่า ประชาชนยังสามารถดำเนินชีวิตตามปกติได้ ทั้งฝ่ายความมั่นคงและกองทัพยืนยันว่า จะดูแลแนวเขตของประเทศไทยอย่างเต็มที่ ส่วนเรื่องของการเจรจาอะไรที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนั้นก็ปล่อยให้เป็นไปตามขั้นตอนของกระทรวงการต่างประเทศ เราไม่มีความเดือดร้อนอะไร เรายังไม่มีการเจรจาเรื่องเขตแดน จากการที่เราได้มีการยกเลิกเอ็มโอยู 44 ไป ขอให้เชื่อว่ารัฐบาลได้ไตร่ตรอง หารือ และประเมินสถานการณ์แล้ว การตัดสินใจของรัฐบาลอยู่บนพื้นฐานที่จะทำให้ประเทศไทยเข้มแข็ง มีประโยชน์ และไม่ก่อความเดือดร้อนใดๆ ให้กับคนในประเทศของเรา 

เมื่อถามย้ำว่า กรณีเกิดเหตุการณ์ยั่วยุในพื้นที่ช่องบก อ.น้ำยืน เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. ที่ผ่านมา นายกฯ กล่าวว่า เป็นอย่างนี้ทุกวันเขาถึงเรียกว่าการยั่วยุ มันเป็นองค์ประกอบของการที่เรายังไม่สามารถมีความสัมพันธ์ที่ดีได้ เราต้องมีความอดทน เราเหนือกว่า เราต้องนิ่ง เราต้องอดทนให้ดีกว่า ก็ต้องขอชมเชยพี่น้องทหารที่ใช้ความอดทนอย่างเต็มที่ต่อการยั่วยุ เราไม่เคยเป็นฝ่ายยั่วยุ เราเป็นฝ่ายที่นิ่งต่อสถานการณ์ก็ทําให้ประเทศของเรา มีความเข้มแข็งเป็นที่ยําเกรง 

เมื่อถามว่า ประชาชนในพื้นที่มีความกังวลกับเรื่องนี้พอสมควร นายกฯ กล่าวว่า ไม่มีอะไรต้องกังวล ทุกอย่างในวันนี้เมื่อเทียบกับเมื่อปีที่แล้วช่วงเดือนเดียวกัน ตนว่าปัญหาห่างกันเยอะ วันนี้ความสงบเกิดขึ้น แนวชายแดนมีความสงบถ้าเทียบกับปีที่แล้ว ถือว่าคําถามนี้ไม่สะท้อนกับความเป็นจริง 

เมื่อถามย้ําว่า ประชาชนตามแนวชายแดนจะมั่นใจได้ใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ที่ผ่านมาตั้งแต่เราลงนามในข้อตกลงหยุดยิง เมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 68 ก็ไม่ได้มีเหตุการณ์อะไรที่จะต้องวิตกกังวลใดๆ 

เมื่อถามอีกว่า ก่อนการหยุดยิงเมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 68 นายวสวรรธน์ พวงพรศรี หัวหน้าพรรคไทรวมพลัง ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลว่ามีกาสิโน ที่ช่องสะงำเกี่ยวข้องกับนักการเมืองไทย นายกฯ กล่าวว่า ตนไม่รู้เรื่องพวกนี้หรอก จะไปฟังทุกคนอย่างนี้ไม่ได้ รัฐบาลก็มีการข่าวของรัฐบาล มีแผนป้องกันแนวชายแดน ป้องกันประเทศของรัฐบาล กองทัพก็มีความเข้มแข็ง อาวุธยุทโธปกรณ์ไม่มีขาดตกบกพร่อง ไม่มีคําว่าแสนยานุภาพลดด้อยถอยลง รัฐบาลดูแค่นี้ เรื่องอื่นๆ เป็นเรื่องยิบย่อยที่กุกันขึ้นมา ตราบใดที่ยังไม่เกิดขึ้นในดินแดนของเราใครจะไปเดือดร้อน สิ่งที่เขาทําอยู่ฝั่งนั้น พวกสแกมเมอร์กองทัพของเราก็จัดการเรียบร้อยหมดแล้ว ผู้ที่เดือดร้อนก็ถูกส่งกลับ ผู้ที่กระทําความผิดก็ถูกดําเนินคดี ถูกยึดทรัพย์มากมายตั้ง 3-4 หมื่นล้านบาทซึ่งเกิดภายใต้รัฐบาลชุดนี้ ท่ามกลางคําว่าไม่มีผลงาน ท่ามกลางคําว่าไม่ได้ทําอะไร ถ้าไปฟังเสียงลือเสียงเล่าอ้างก็ไม่ต้องทํางานกันพอดี 

เมื่อถามว่า จะต้องมีการตรวจสอบผู้ที่ออกมาเปิดเผยเพิ่มเติมหรือไม่ เพราะมีการระบุว่าเกี่ยวข้องกับนักการเมือง นายกฯ กล่าวว่า ไม่ต้องตรวจสอบ เพราะเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตํารวจ ฝ่ายความมั่นคง และหน่วยข่าวกรอง ซึ่งเขามีศักยภาพดีกว่าคนที่ออกมาไลฟ์สด  ของจริงเขาไม่ไลฟ์สดกันหรอก เรื่องความมั่นคงไม่มีใครเขาออกมาพูด คนที่ออกมาพูด ออกมาไลฟ์ มาปั่นป่วนต่างๆ พวกนี้ที่จริงก็เป็นภัยสังคม 

เมื่อถามว่า เหมือนว่าเป็นการเรียกยอดไลฟ์ใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “ไม่รู้เขา” พร้อมหัวเราะ ก่อนกล่าวต่อว่า ” ต้องส่งไปแถวโรงพยาบาลศรีธัญญา “

นายกฯหลังสวนแนะรัฐ เร่งให้ข้อมูลแลนด์บริดจ์รอบด้าน

นายกฯหลังสวนแนะรัฐ เร่งให้ข้อมูลแลนด์บริดจ์รอบด้าน

นายกฯหลังสวนแนะรัฐ เร่งให้ข้อมูลแลนด์บริดจ์รอบด้าน

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.45 น.

นายกเทศมนตรีเมืองหลังสวน มองแลนด์บริดจ์ดีถ้าประชาชนได้ประโยชน์ เผยเป็นโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในพื้นที่ แนะรัฐบาลคิดให้รอบคอบ เร่งทำความเข้าใจให้ข้อมูลที่ชัดเจนกับชาวบ้าน 

เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ สำนักงานเทศบาลตำบลปากน้ำหลังสวน ต.ปากน้ำ อ.หลังสวน จ.ชุมพร เพื่อรับฟังมุมมองความคิดเห็น เสียงสะท้อนของผู้นำพื้นที่ เกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ 

นายวิชัย อนันตเมฆ นายกเทศมนตรีตำบลปากน้ำหลังสวน เปิดเผยว่า สิ่งที่ควรทำที่สุด คือ อยากให้รัฐบาล หรือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาทำความเข้าใจในข้อมูลของโครงการแลนด์บริดจ์ให้กับชาวบ้านเพิ่มมากขึ้น เพราะจากข่าวที่นำเสนอมี 2 มุม ทั้งดีและไม่ดี

ส่วนตัวผู้ที่อยู่ใกล้ชิดโครงการ คือ ตำบลปากน้ำหลังสวน มองว่า ถ้ามีโครงการใหญ่ๆ แบบนี้ ก็เป็นเรื่องที่ดี ถ้าเกิดประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน หรือในมุมของภาคใต้ โครงการนี้เป็นโครงการใหญ่ระดับภูมิภาคอาเซียน เพราะฉะนั้นรัฐต้องคิดให้รอบคอบ ว่า ถ้าทำไปแล้ว จะมีผลกระทบอย่างไรบ้าง อยากจะให้ทางรัฐ และผู้เสนอโครงการ ได้มาพูดคุยกับชาวบ้านให้เข้าใจ จะได้ไม่ต้องมาทะเลาะกันเอง หรือเถียงกันเองในพื้นที่ บางทีตอนนี้กลายเป็นเหตุทะเลาะ หรือถกเถียง หรือไม่เข้าใจกัน ในพื้นที่ว่าดีหรือไม่ดี อันไหนมีมากกว่ากัน

นายวิชัย เปิดเผยอีกว่า ส่วนตัวต้องยอมรับว่า ในพื้นที่ภาคใต้ อยากจะให้มีการพัฒนาในเรื่องต่างๆ ให้เท่าเทียมเหมือนภาคอื่น แต่ว่าในการพัฒนา ต้องคิดให้รอบคอบว่า เราอาจจะเสียธรรมชาติ เสียเรื่องราวเหล่านี้ไปแล้ว เราได้อะไรมาทดแทนที่คุ้มค่าหรือไม่ ซึ่งตนเองก็เข้าใจได้ว่า การได้แล้วไม่มีเสียเลย คงเป็นไปไม่ได้ แต่ได้กับเสีย แบบไหนจะคุ้มมากกว่ากัน ข้อมูลเหล่านี้ รัฐจะต้องทำหน้าที่ให้มากกว่านี้ เพราะว่าประชาชนในพื้นที่ เท่าที่ดูมา หลายคนก็ยังไม่เข้าใจอะไรเลย บางคนก็เข้าใจบ้าง แต่ส่วนที่เข้าใจดี เชื่อว่า มีไม่มาก

‘คริส’เตรียมเปิดหลักฐานเด็ด ตั๋ว ผอ.เขตพุ่ง4ล้าน จี้ถามชัชชาติเกรงใจใคร? 4ปีจัดการไม่ได้!

'คริส'เตรียมเปิดหลักฐานเด็ด ตั๋ว ผอ.เขตพุ่ง4ล้าน  จี้ถามชัชชาติเกรงใจใคร? 4ปีจัดการไม่ได้!

‘คริส’เตรียมเปิดหลักฐานเด็ด ตั๋ว ผอ.เขตพุ่ง4ล้าน จี้ถามชัชชาติเกรงใจใคร? 4ปีจัดการไม่ได้!

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.35 น.

‘คริส พรรคเศรษฐกิจ’ แฉเดือด ‘ระบบอากง’ ซื้อตำแหน่ง ผอ.เขต กทม. เรตสูงลิ่ว 4 กิโลฯ! จี้ถาม ‘ชัชชาติ’ เกรงใจใคร 4 ปี จัดการคอรัปชั่นไม่ได้ เตรียมแฉหลักฐานเด็ด

สนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ลุกเป็นไฟ! “คริส โปตระนันทน์” สส.บัญชีรายชื่อ และประธานพรรคเศรษฐกิจ เปิดหน้าชน “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” กลางรายการ “แนวหน้าข่าวเที่ยง” แฉยับกระบวนการทุจริตฝังรากลึกที่เรียกว่า “ระบบอากง” เผยหลักฐานเด็ดตั๋ว ผอ.เขต ราคาพุ่งสูงถึง 4 ล้านบาท ท้าตรวจสอบทิ้งทวนแต่งตั้ง 17 ข้าราชการไร้คุณธรรม ยันทำเพื่อ “Save กรุงเทพฯ” ไม่ใช่เกมการเมือง

คริส โปตระนันทน์ เปิดเผยว่า หลังจากที่พรรคเศรษฐกิจได้ส่ง พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ลงชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. ทำให้มีข้าราชการและประชาชนส่งข้อมูลเบาะแสการทุจริตเข้ามาเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะข้อมูลการซื้อขายตำแหน่งระดับผู้อำนวยการเขต (ผอ.เขต)

“มีหลักฐานการซื้อตำแหน่ง ชนิดที่ว่าจะเป็น ผอ.เขต ได้ ต้องจ่ายถึง 4 กิโลฯ (4 ล้านบาท) เท่ากับว่าภายในวาระ 4 ปี ต้องหาผลประโยชน์ให้ได้ปีละ 2 กิโลฯ (2 ล้านบาท) พอมีเรื่องแบบนี้ ถึงมีปัญหาทุจริตในสำนักงานเขตอยู่ตลอดเวลา” นายคริส ระบุ

นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงกรณีที่คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) มีคำสั่งสั่งเบรกการแต่งตั้ง ผอ.เขต จำนวน 17 คน ซึ่งเป็นการลงนามแต่งตั้งในนาทีสุดท้ายก่อนผู้บริหารชุดเดิมจะหมดอำนาจ โดยพบว่าหลายรายมีอายุงานในตำแหน่งผู้ช่วย ผอ.เขต เพียงแค่ปีครึ่งเท่านั้น ซึ่งผิดปกติวิสัย

คริส โปตระนันทน์  ยืนยันว่า แม้จะไม่ได้มีการซื้อขายตำแหน่งครบทุกเขต แต่พฤติกรรมการทุจริตในระดับ “ฝ่าย” นั้น “มีครบทั้ง 50 เขตทั่วกรุงเทพฯ” พร้อมยกตัวอย่างรูปแบบการขูดรีดประชาชน เช่น ฝ่ายโยธา เรียกรับเงินสินบนแลกกับการออกใบอนุญาตก่อสร้างและต่อเติมอาคาร , เทศกิจ เก็บส่วยพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่แผงลอย และเก็บส่วยแรงงานต่างด้าว , ฝ่ายรักษาความสะอาดฯ เรียกเก็บเงินพิเศษในการตัดต้นไม้ ตั้งแต่ 30,000 บาท ถึงหลักแสนบาท งานบริการสาธารณะ การเรียกเก็บเงินใต้โต๊ะในบริการรถสูบส้วมของ กทม. ซึ่งประชาชนรับรู้กันดีแต่ไม่มีใครกล้าพูดความจริง

เมื่อพิธีกรถามว่าการออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้หวังผลทางการเมืองในช่วงเลือกตั้งหรือไม่ ? นายคริส ยอมรับว่าชัชชาติยังมีโอกาสนอนมาในการเป็นผู้ว่าฯ กทม. สูงที่สุด แต่เป้าหมายหลักคือการรณรงค์พูดความจริงเพื่อประโยชน์ของประชาชน พร้อมทั้งตั้งคำถามทางอ้อมถึงตัวผู้ว่าฯ กทม.

“ผมยอมรับว่าท่านชัชชาติเป็นคนเก่งและดี ตลอด 4 ปีไล่ข้าราชการออกไป 41 คนตามคำแนะนำของผม แต่วันนี้ระบบมันฝังลึกกว่านั้น คำถามคือ ทำไมท่านชัชชาติถึงจัดการสำนักงานเขตไม่ได้? วันนี้ท่านเกรงใจใครอยู่?”

ส่วนตัวละครที่เรียกว่า “อากง” ซึ่งเป็นผู้อยู่เบื้องหลังระบบนี้จะเป็นใคร ขอให้รอฟังการแถลงข่าวใหญ่และเปิดหลักฐานเพิ่มเติมในวันเสาร์ที่จะถึงนี้ พร้อมเชิญชวนให้ประชาชนร่วมส่งข้อมูลเข้ามาเพิ่มเพื่อร่วมกันล้างบางขบวนการนี้ทิ้ง โดยพรรคเศรษฐกิจ เปิดศูนย์รับเรื่องร้องเรียน การทุจริตในกทม. ที่เบอร์ 02-0556765

อนุทิน ปลื้ม ไทยช่วยไทยพลัส กระแสดี ย้ำไม่ปรับเงื่อนไขบัตรคนจน แต่รับฟังไปปรับปรุงโครงการหน้า

อนุทิน ปลื้ม ไทยช่วยไทยพลัส กระแสดี ย้ำไม่ปรับเงื่อนไขบัตรคนจน แต่รับฟังไปปรับปรุงโครงการหน้า

อนุทิน ปลื้ม ไทยช่วยไทยพลัส กระแสดี ย้ำไม่ปรับเงื่อนไขบัตรคนจน แต่รับฟังไปปรับปรุงโครงการหน้า

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.06 น.

“นายกฯ” เผย กระแส ไทยช่วยไทยพลัสคึกคัก หลังเดินตลาดศรีย่านเช็คด้วยตัวเอง ปลื้ม ชาวบ้าน ขออย่าให้หยุด บอกบัตรคนจนรอบนี้ไม่มีปรับหลักเกณฑ์ แต่จะรับฟังทำโครงการต่อไปให้โดนใจ 

วันที่ 3 มิถุนายน 2569 เวลา 14.40 น. ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงหลังดูการจับจ่ายใช้สอยโครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่ตลาดศรีย่านว่า ตนไปศรีย่านประจำอยู่แล้วไปรับประทานอาหาร ร้านก๋วยเตี๋ยวที่ไปทานอยู่หน้าตลาดศรีย่านพอดีเห็นประชาชนมาจับจ่ายใช้สอย โดยโครงการไทยช่วยไทยพลัส เห็นความคึกคักมากพอสมควร ได้สอบถามทั้งคนซื้อคนขายเขาพึงพอใจ 

เมื่อถามว่าเห็นกระแสแล้วน่าจะเป็นไปตามเป้าหมายที่จะช่วยประชาชนในช่วงนี้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า คิดว่าทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ทั้งผู้ซื้อผู้ขาย เราเน้นช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทั้งค่าน้ำมัน ค่าไฟ เมื่อได้ดูของจริงเห็นว่าไม่ใช่แค่ซื้อก๋วยเตี๋ยวซื้อข้าวซื้อผลไม้ ร้านของชำ ร้านสะดวกซื้อต่างๆที่ไม่ได้เป็นห้างก็มีคนเข้าไปเข้าไปใช้สิทธิ์ ทั้งไทยช่วยไทยพลัส และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เมื่อได้ถามไปเขาก็พึงพอใจ 

เมื่อถามว่ามีเสียงสะท้อนขออะไรเพิ่มเติมหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ขออย่าให้หยุด ตนจึงบอกไปว่าถ้าโครงการได้รับการตอบรับที่ดี อย่างที่บอกเป็นการช่วยกันทำให้เม็ดเงินเข้าไป มีการไหลเวียนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น เราก็ต้องหาเรื่องพลัสไปเรื่อยๆ คงไม่ใช่ออกมาในรูปแบบเดิมรัฐบาลมีหน้าที่ต้องหาโปรแกรมดีๆหาโครงการดีๆมาให้ประชาชนได้รับประโยชน์มากที่สุดเท่าที่จะทำได้อยู่แล้ว ส่วนกรณีที่คนลงทะเบียนไม่ครบ 30 ล้านสิทธิ์ที่เตรียมไว้ เงินส่วนนี้ก็จะนำไปให้ประโยชน์อย่างอื่นหากมีสิ่งจำเป็นเร่งด่วนภายใต้กฎเกณฑ์ พ.ร.ก.กู้เงิน เพราะเรากู้ตามจำนวนที่ใช้ 

เมื่อถามว่าหลักเกณฑ์ใหม่ของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กรณีนำชื่อพ่อแม่ไปลดหย่อนภาษีแล้วพ่อแม่ถูกตัดสิทธิบัตรสวัสดิการ ทำให้ถูกวิจารณ์ว่าหลักเกณฑ์เข้มเกินไป นายอนุทิน กล่าวว่า ปัญหาต่างๆก็ต้องมีบ้าง เรื่องโครงการเหล่านี้ เรายังประโยชน์ให้กับประชาชน ก็อาจมีคนพอใจ ไม่พอใจ เราก็ไปรวบรวมสำรวจความถึงพอใจ ตรงไหนที่ประชาชนไม่พอใจที่เกิดจากที่เรารู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือเข็มขัดสั้นคาดไม่ถึง เราก็จะไปปรับปรุงแก้ไขเพราะเราไม่ได้มีโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งนี้ครั้งเดียวเสียเมื่อไหร่ ก็จะมีอะไรที่เป็นประโยชน์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อถามย้ำว่าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบนี้ต้องยึดหลักเกณฑ์นี้ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มันดำเนินการไปแล้ว 

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า และวันนี้ที่ไปเดินตลาดดูไทยช่วยไทยพลัส หลายคนก็ไม่ได้เข้า บางคนบอกไม่เข้าเพราะขายดีอยู่แล้วไม่อยากวุ่นวายเสียเวลาสแกน เสียเวลาไปตรวจสอบยอดต่างๆ เขาก็เลือกทางของเขา แต่หลายคนเข้าไม่ถึงระบบไม่ทราบว่าต้องทำอย่างไรก็ต้องมาดูว่าเพราะอ่อนประชาสัมพันธ์ของรัฐหรือไม่ เราก็ต้องหาแนวทางให้เขากลับเข้ามาในระบบของรัฐในโครงการถัดไป นี่คือนโยบายที่ตนจะพูดกับ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ตนไม่ทราบว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร 

เมื่อถามว่าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในอนาคตหลังฟังเสียงสะท้อนแล้วจะปรับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า อย่างที่ตนไปเดินก็เจอเป็นร้อยคน ทั้งบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและไทยช่วยไทยพลัสก็ไม่เห็นมีใครบ่น เมื่อถามว่าคนที่ได้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิมอาจรู้สึกว่าจะเสียสิทธิ์เพราะหลักเกณฑ์เข้มขึ้น นายอนุทิน กล่าวว่า เขาพร้อมที่จะแก้ไขปรับปรุงให้สิทธิเหล่านี้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน เมื่อถามว่าผู้มีสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิม 13 ล้านคน จากหลักเกณฑ์ใหม่จะทำให้ผู้มีสิทธิ์มากขึ้นหรือน้อยลง นายอนุทิน กล่าวว่า เดี๋ยวให้นายเอกนิติ มาตอบรายละเอียด ตนให้การสนับสนุนเชิงนโยบาย แต่คนที่จะนำข้อมูลต่างๆมาตัดสินใจคือกระทรวงการคลัง ก็ต้องให้เขาเสนอมา 

นายกฯ-ภริยา คณะรัฐมนตรี หน่วยงานภาครัฐ-เอกชน ประชาชน พร้อมใจลงนามถวายพระพร พระราชินี

นายกฯ-ภริยา คณะรัฐมนตรี หน่วยงานภาครัฐ-เอกชน ประชาชน พร้อมใจลงนามถวายพระพร พระราชินี

นายกฯ-ภริยา คณะรัฐมนตรี หน่วยงานภาครัฐ-เอกชน ประชาชน พร้อมใจลงนามถวายพระพร พระราชินี

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.58 น.

นายกฯ-ภริยา คณะรัฐมนตรี หน่วยงานภาครัฐ-เอกชน ประชาชน พร้อมใจลงนามถวายพระพร “พระราชินี” ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิ.ย.2569 

วันที่ 3 มิถุนายน 2569 เวลา 08.00-12.00 น.สำนักพระราชวังเปิดให้ลงนามถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569 ที่อาคารหน่วยราชการในพระองค์ 904 , ศาลาสหทัยสมาคม,  และสนามหญ้าข้างศาลาลูกขุนใน พระบรมมหาราชวัง โดยมี สมาชิกราชสกุลทุกมหาสาขา,องคมนตรี,คณะทูตานุทูต, ผู้นำศาสนา นายกรัฐมนตรี, คณะรัฐมนตรี, ประธานรัฐสภา, ประธานวุฒิสภา, ประธานศาลฯ, องค์กรอิสระ, ผู้นำเหล่าทัพ, บุคคลสำคัญ, ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่, หน่วยงานภาครัฐภาคเอกชน มูลนิธิ และประชาชนทั่วไป พร้อมใจนำแจกันดอกไม้และสิ่งของมาถวายเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี และลงนามถวายพระพรชัยมงคลให้ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน มีพระพลานามัยที่สมบูรณ์แข็งแรงตลอดไป

อาทิ หน่วยราชการในพระองค์ โดยมี พลอากาศตรี สุพิชัย สุนทรบุระ รองเลขาธิการสำนักพระราชวัง พร้อมด้วยข้าราชบริพาร, นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง มหาดไทย พร้อมด้วยนางธนนนท์ ชาญวีรกูล คู่สมรส และคณะรัฐมนตรี(ครม.), ราชสกุลสิริสัมพันธ์, ราชสกุลทองแถม, กรมการปกครอง, กรมพัฒนาชุมชน, สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ(กพร.), กรมอุทยาน แห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช, สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ , ปลัดกระทรวงมหาดไทย , สมาคมแม่บ้านมหาดไทย,  พลอากาศเอกเสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ กองทัพอากาศ, ผู้บัญชาการ กองทัพไทย,  สำนักเลขาคณะรัฐมนตรี, สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.)

นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด และคณะผู้บริหาร, นางเอมอร ศรีวัฒนประภา ประธานกรรมการ อาวุโส กลุ่ม บริษัทคิง เพาเวอร์ , บริษัท TOA, คณะผู้บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน), น.ส.วราจิต ยมเสถียรกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทโตโยต้า มอเตอร์ประเทศไทย จำกัด จำกัดพร้อมด้วย นายชุมพร เพชรชุมชน รองผู้อำนวยการฝ่ายกิจการสัมพันธ์, 

นางมุกดา จิราธิวัฒน์ เอื้อวัฒนสกุล ผู้บริหารกลุ่มเซ็นทรัล พร้อมคณะ, นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย นายแพทริค หอรัตนชัย นางภาวินี ไชยสิทธิ์ นางสาวน้ำฝน อังศุธรรังสี และคณะผู้บริหาร TCC GROUP, นายสรวิช ภิรมย์ภักดี กรรมการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด พร้อมนายธนะวุฒิ ภิรมย์ภักดี รองกรรมการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส และนางณัฐวรรณ ทีปสุวรรณ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และคณะ,

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ คำพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, นางสาวซาบิดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม, นายประเสริฐ  จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ, ศ.ยศชนนันท์ วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัย และนวัตกรรม,  นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์  หัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมสมาชิกพรรคเพื่อไทย, สำนักนายกรัฐมนตรี, 

พลอากาศเอกพงศ์เทพ หนูเทพ องคมนตรี ประธานกรรมการบริหารมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ, กรมทรัพยากรน้ำ, นายพิบูลย์อัฑฒ์ หฤหรรษ์ปราการ สมาชิกวุฒิสภา, นพ. สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข, กระทรวงมหาดไทย , คณะผู้บริหาร ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, ดร.รารีวรรณ สภาสตรีฯ, คณะผู้บริหารธนาคารออมสิน, กระทรวงยุติธรรม, พลโทอาวุธ พุทธอำนวย กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 พร้อมคณะผู้บริหาร, คณะผู้บริหาร และผู้ประกาศข่าว สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี่ช่อง 3, 

บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด(มหาชน),บริษัท ICC, บริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ, สำนักงานพระคลังข้างที่, โรงเรียนนวมินทราชูทิศ บดินทร์เดชา , สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, คณะครูและนักเรียนโรงเรียนเศรษฐเสถียร ในพระราชูปถัมภ์, สภาสมาคมสตรีไทยดีเด่นแห่งชาติ, กระทรวงคมนาคม, สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ, สภาสหพันธ์รักษาสันติภาพ, นักเรียนทุน “มูลนิธิทุนการศึกษาพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร” (ม.ท.ศ.), ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ, องค์กรส่งเสริมต้นกล้าวัฒนธรรมเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย, โรงเรียนวัดท่าด่าน และโรงเรียนวัดท่าชัย จังหวัดนครนายก, ครอบครัวนาคอ่อน , องค์กรการมีส่วนร่วมภาคประชาชน, โรงเรียนอัสสัมชัญ ศรีราชา, ไทยอาสาป้องกันชาติ, มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง, กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, โรงเรียนราชินี, มูลนิธิอนุสรณ์หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร ในราชูปถัมภ์  สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า  กรมสมเด็จพระเทพราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, กรมฝนหลวงและการบินเกษตร กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, ข้าราชบริพาร วังเลอดิส  เป็นต้น 
 

กองทัพ ย้ำ ความน่าเชื่อถือ วัดที่การกระทำ ไม่ใช่เพียงวาทกรรม ขอเชื่อมั่น รัฐบาล-กองทัพ แก้ปัญหากัมพูชา

กองทัพ ย้ำ ความน่าเชื่อถือ วัดที่การกระทำ ไม่ใช่เพียงวาทกรรม ขอเชื่อมั่น รัฐบาล-กองทัพ แก้ปัญหากัมพูชา

กองทัพ ย้ำ ความน่าเชื่อถือ วัดที่การกระทำ ไม่ใช่เพียงวาทกรรม ขอเชื่อมั่น รัฐบาล-กองทัพ แก้ปัญหากัมพูชา

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.58 น.

”กองทัพ“ ย้ำ ความน่าเชื่อถือ ไม่ได้ชี้วัดด้วย วาทกรรม-ตอบโต้ รายวัน แต่ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง ขอ ประชาชนเชื่อมั่น รัฐบาล-กองทัพ แก้ปัญหากัมพูชา เสพข่าวสารมีสติ ใช้วิจารณญาณ

วันที่ 3 มิถุนายน 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา กล่าวให้สัมภาษณ์ถึงจุดยืนของประเทศไทยต่อสถานการณ์และการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นไทย–กัมพูชา ในช่วงที่ผ่านมาว่า ประเทศไทยยังคงยึดมั่นในหลักการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ความเคารพซึ่งกันและกัน และการปฏิบัติตามพันธกรณีและข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงร่วมกันไว้

ประเทศไทยไม่มีความประสงค์จะตอบโต้ทุกถ้อยแถลงหรือทุกข้อมูลที่เผยแพร่ผ่านสื่อและสื่อสังคมออนไลน์เป็นรายวัน เพราะเห็นว่าการแข่งขันกันด้วยวาทกรรมไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหา และอาจส่งผลให้บรรยากาศแห่งความไว้วางใจระหว่างกันลดลง

สิ่งที่ประเทศไทยให้ความสำคัญมากกว่าคือการปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมและข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามร่วมกันไว้ โดยเฉพาะการลดระดับความตึงเครียด การหลีกเลี่ยงการยั่วยุ การงดเว้นการเผยแพร่ข้อมูลเท็จหรือข่าวปลอม การป้องกันความเข้าใจผิด และการสร้างความไว้วางใจระหว่างกัน

ประเทศไทยเชื่อว่าความน่าเชื่อถือของทุกฝ่ายไม่ได้วัดจากถ้อยแถลงหรือข้อความที่เผยแพร่ในแต่ละวัน แต่วัดจากการปฏิบัติจริงว่าสอดคล้องกับสิ่งที่ได้ตกลงร่วมกันไว้หรือไม่ ความไว้วางใจระหว่างประเทศเกิดจากการกระทำที่ต่อเนื่อง มีความรับผิดชอบ และมีความสุจริตใจ

“ประเทศไทยจะไม่แข่งขันกันด้วยวาทกรรม แต่จะยึดข้อเท็จจริง กฎหมายระหว่างประเทศ และการปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมเป็นหลัก เพราะความไว้วางใจเกิดจากการกระทำ ไม่ใช่เพียงถ้อยคำ”

ประเทศไทยจึงขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยึดมั่นในถ้อยแถลงร่วมที่ได้ให้ไว้ต่อกันและต่อประชาคมระหว่างประเทศ ร่วมกันลดการยั่วยุ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด ความเกลียดชัง หรือความแตกแยก และร่วมกันรักษาบรรยากาศที่เอื้อต่อการเจรจาและการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี

ประเทศไทยยังคงพร้อมใช้กลไกทวิภาคี กลไกทางการทูต และช่องทางความร่วมมือที่มีอยู่ทั้งหมดในการหารืออย่างสร้างสรรค์ เพื่อแก้ไขประเด็นต่าง ๆ บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง กฎหมายระหว่างประเทศ และความเคารพซึ่งกันและกัน

“วันนี้สิ่งที่ประชาคมโลกจับตา ไม่ใช่ว่าใครพูดอะไร แต่คือทุกฝ่ายปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมที่ได้ให้ไว้หรือไม่”

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวอีกว่า ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยจะยังคงรักษาสิทธิ อธิปไตย และผลประโยชน์แห่งชาติภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเต็มที่ โดยดำเนินการด้วยความรอบคอบ ความรับผิดชอบ และความชอบธรรม เพื่อให้ทุกมาตรการเป็นที่ยอมรับของประชาคมระหว่างประเทศ

“ขอให้พี่น้องประชาชนชาวไทยรับฟังข้อมูลข่าวสารด้วยสติและวิจารณญาณ ไม่ตื่นตระหนก ไม่ตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอมหรือข้อมูลบิดเบือน และติดตามข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ และให้มั่นใจว่า รัฐบาล กองทัพ และหน่วยงานด้านความมั่นคงของไทยกำลังดำเนินการทุกมิติอย่างรอบคอบ ต่อเนื่อง และเป็นเอกภาพ โดยยึดถือผลประโยชน์แห่งชาติ ความปลอดภัยของประชาชน อธิปไตยของประเทศ และหลักกฎหมายระหว่างประเทศเป็นสำคัญ สติ ความสามัคคี ความอดทน และการยึดมั่นในข้อตกลงร่วม จะเป็นพลังสำคัญในการลดความตึงเครียด สร้างความไว้วางใจ และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างสันติและยั่งยืนต่อไป“ พล.อ.อ.ประภาส กล่าว

นัช ธนัญญ์ ผู้สมัคร ส.ก.สาว เขตพระนคร ปชป. ขอทุ่มลุยหาเสียงชิงปักธงเมืองกรุงฯ ชูจุดเด่น การเมืองสุจริต’

นัช ธนัญญ์ ผู้สมัคร ส.ก.สาว เขตพระนคร ปชป. ขอทุ่มลุยหาเสียงชิงปักธงเมืองกรุงฯ ชูจุดเด่น การเมืองสุจริต’

นัช ธนัญญ์ ผู้สมัคร ส.ก.สาว เขตพระนคร ปชป. ขอทุ่มลุยหาเสียงชิงปักธงเมืองกรุงฯ ชูจุดเด่น การเมืองสุจริต’

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.54 น.

‘นัช ธนัญญ์’ ผู้สมัคร ส.ก.สาว เขตพระนคร ’ปชป.‘ ขอทุ่มลุยหาเสียงชิงปักธงเมืองกรุงฯ ชูจุดเด่น ’การเมืองสุจริต’ บวกประสบการณ์ทำงานโชกโชนเข้าสู้

วันที่ 3 มิถุนายน 2569 น.ส.ธนัญญ์ ทรัพย์ญาณกร์  ผู้สมัคร ส.ก.เขตพระนคร หมายเลข 3  พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยถึงการหาเสียงขอคะแนนคนเขตพระนครว่า ตนพร้อมนำประสบการณ์จากการรับราชการในหน่วยงานกรุงเทพมหานครกว่า 10 ปี งานสภา กทม. และการลงพื้นที่จริง มาทำงานให้พี่น้องชาวพระนครอย่างมืออาชีพ
สำหรับตนคำว่าสุจริต ไม่ใช่เพียงคำสวยๆ บนป้ายหาเสียง แต่เป็นหลักที่นำมาตัดสินใจในวันที่ต้องเลือกระหว่างตำแหน่งกับความถูกต้อง ซึ่งแม้ตำแหน่งจะมีความสำคัญ แต่ความถูกต้องสำคัญกว่า คือประโยคที่สะท้อนเส้นทางของตนได้ชัดเจนที่สุด

น.ส.ธนัญญ์ กล่าวต่อว่า การก้าวเข้าสู่สนามการเมืองครั้งนี้ ไม่ใช่การยืนอยู่คนละฝั่งกับระบบราชการ โดยเชื่อว่าการเมืองที่ดีและข้าราชการที่เข้มแข็งต้องเดินไปด้วยกันอย่างสุจริต โปร่งใส และเคารพหน้าที่ซึ่งกันและกัน เพื่อให้การดูแลประชาชนเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด

“ส่วนตัวรู้ว่าข้าราชการต้องเจอสิ่งที่กดดันจากอำนาจเพียงใด และไม่อยากให้คนทำงานในระบบต้องเลือกระหว่างหน้าที่กับความถูกต้อง ดังนั้นบทบาทของ ส.ก. จึงไม่ใช่แค่การรับเรื่องร้องเรียน แต่ต้องเป็นด่านตรวจสอบงบประมาณ ตรวจสอบการบริหาร และช่วยทำให้กรุงเทพมหานครโปร่งใสขึ้น” น.ส.ธนัญญ์ กล่าว 

น.ส.ธนัญญ์ ยังกล่าวถึงการทำงานตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี ในระบบราชการ กทม.ว่า ตนได้ผ่านการทำงานชุมชนทุกด้าน รวมถึงติดตามแก้ไขปัญหาพื้นที่จริง ลงพื้นที่รับฟังปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องชาวพระนครอย่างต่อเนื่อง ทั้งในฐานะผู้ประสานรับเรื่องความเดือดร้อน และคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม เขตพระนคร ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหาระบายน้ำและบรรเทาความเดือดร้อนของชุมชนในพื้นที่ นอกจากนี้ยังติดตามสภาพความเป็นอยู่ของกลุ่มเปราะบางและที่พักอาศัยของชาวบ้านในเขตพระนครอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การแก้ไขปัญหาไม่หยุดอยู่แค่การรับเรื่อง แต่เดินต่อไปถึงการดูแลที่ตอบโจทย์ประชาชนจริง เพราะไม่ได้เห็นปัญหาพระนครจากเอกสารเท่านั้น แต่เห็นจากบ้านของประชาชน จากชุมชน และจากความเดือดร้อนที่ต้องได้รับการแก้ไขจริง ขณะเดียวกันมองว่าพระนครไม่ใช่เพียงเขตเลือกตั้ง แต่เป็นพื้นที่ที่ตนเองผูกพันจากชีวิตจริง ทั้งการเรียน การเติบโต การทำงาน และการรับใช้ประชาชนในกรุงเทพมหานคร และเขตพระนครยังเป็นหัวใจของเมืองหลวง มีทั้งพระราชวัง วัดเก่าแก่ที่สำคัญ สนามหลวง ชุมชน ประวัติศาสตร์ การท่องเที่ยว วัฒนธรรม ผู้ค้า และ ยังมีปัญหา การจราจร คนไร้บ้าน น้ำท่วม งบประมาณ และระบบราชการหลายชั้นที่ต้องเข้าใจอย่างแท้จริง

น.ส.ธนัญญ์ กล่าวด้วยว่า ส.ก. ไม่ควรเป็นเพียงคนรับเรื่องหรือดูแลปัญหาเฉพาะหน้า แต่ควรเป็นคนที่รู้ทางพาปัญหาไปสู่การแก้ไข รู้วิธีต่อยอดพระนครให้คุณภาพชีวิต ปากท้อง ชุมชน ผู้ค้า และการท่องเที่ยวเดินไปด้วยกันได้จริง พร้อมระบุว่าในนาม พรรคประชาธิปัตย์ พรรคที่ยึดมั่นในหลัก การเมืองสุจริต และมีพระแม่ธรณี เป็นสัญลักษณ์เดียวกับศรัทธาสำคัญของพี่น้องชาวพระนคร ตนยืนยันที่จะใช้ความรู้ ประสบการณ์ และความเข้าใจระบบราชการ ทำงานอย่างตรงไปตรงมา ตรวจสอบได้ และยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก

“การอาสาลาออกจากราชการไม่ใช่การถอย แต่คือการเลือกยืนข้างความถูกต้อง วันนี้นัชขอกลับมาทำงานให้พระนครในอีกบทบาทหนึ่ง ที่เชื่อว่า การเมืองสุจริตจะต้องมีที่ยืน และคนทำงานจริงยังสามารถทำให้พระนครดีขึ้นได้ พร้อมขอโอกาสเป็นคนรุ่นใหม่ที่รู้ระบบ รู้พื้นที่ และพร้อมทำงานอย่างมืออาชีพ เพื่อทำให้คำว่าพิเศษมีความหมายกับชีวิตคนพระนครจริงๆ” น.ส.ธนัญญ์ กล่าว

อนุทิน เช็กกระแส ไทยช่วยไทย พลัส ทดสอบระบบสแกนจ่ายเอง

อนุทิน เช็กกระแส ไทยช่วยไทย พลัส ทดสอบระบบสแกนจ่ายเอง

อนุทิน เช็กกระแส ไทยช่วยไทย พลัส ทดสอบระบบสแกนจ่ายเอง

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.40 น.

“อนุทิน” เดินชิล ตลาดศรีย่าน เช็กกระแสไทยช่วยไทย พลัส ทดสอบระบบสแกนจ่ายเอง ปลื้มประชาชน ช็อปกระจาย แจกทุเรียนชาวบ้าน 

เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน เวลา 12.40 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ย่านศรีย่าน เพื่อพบปะประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยในโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 โดยมีการไลฟ์สดผ่าน Facebook ส่วนตัว 

อนุทิน ชาญวีรกูล

ช่วงหนึ่งนายกรัฐมนตรี ได้แวะซื้อผลไม้จากร้านประจำ โดยจ่ายผ่านโครงการไทยช่วยไทย พลัส ก่อนจะแวะทักทายประชาชนและเข้าไปเลือกซื้อสินค้าในร้านขายของชำ โดยเลือกซื้อเงาะกระป๋อง ระหว่างนั้นมีประชาชนเข้ามาทักทาย พร้อมกล่าวว่าโครงการไทยช่วยไทย พลัส ใช้งานได้ดีมาก สะท้อนให้เห็นว่าโครงการดังกล่าวได้รับการตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างดี โดยมีประชาชนทุกเพศทุกวัยมาขอถ่ายภาพร่วมกับนายกรัฐมนตรีอย่างต่อเนื่อง

จากนั้น นายกรัฐมนตรี ได้เดินข้ามถนนไปยังร้านจิว ลูกชิ้นปลาเยาวราช ซึ่งเป็นร้านที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส พร้อมถ่ายภาพทำท่าพลัส ร่วมกับเจ้าของร้าน ก่อนแวะร้านจำหน่ายเครื่องครัว เลือกซื้อช้อนสเตนเลสตราม้าลาย จำนวน 2 กล่อง และกล่องใส่รองเท้า โดยชำระเป็นเงินสด

อนุทิน ชาญวีรกูล

จากนั้น นายกรัฐมนตรี ได้แวะซื้อน้ำจากร้านกาแฟภายในพื้นที่ โดยสั่งเมนูนมชมพู และซื้อทุเรียน แจกวินมอเตอร์ไซค์ แวะพูดคุยทักทายผู้ประกอบการและประชาชนที่มาใช้บริการอย่างเป็นกันเอง ท่ามกลางบรรยากาศที่คึกคัก โดยมีประชาชนขอถ่ายภาพและให้กำลังใจอย่างต่อเนื่อง   

อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล

กองทัพไทย แจงปมรั้วชายแดนโป่งน้ำร้อน เร่งปิดช่อง-เสริมเหล็ก

กองทัพไทย แจงปมรั้วชายแดนโป่งน้ำร้อน เร่งปิดช่อง-เสริมเหล็ก

กองทัพไทย แจงปมรั้วชายแดนโป่งน้ำร้อน เร่งปิดช่อง-เสริมเหล็ก

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.39 น.

โฆษกกองทัพไทยแจงปมรั้วชายแดนโป่งน้ำร้อน ภาพช่องว่างเป็นงานก่อสร้าง ยังไม่ประกอบสมบูรณ์ เร่งปิดช่อง-เสริมเหล็ก

วันที่ 3 มิ.ย. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต. วิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ชี้แจงกรณีมีการโพสต์ภาพ แนวรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย ซึ่งปรากฏช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างแนวกำแพง พร้อมระบุข้อความตั้งคำถามว่า เหตุใดรั้วชายแดนที่สร้างขึ้นเพื่อความมั่นคงจึงยังมีช่องเปิดอยู่

พล.ต.วิทัย ระบุว่า แผ่นปูนและโครงเหล็กที่ใช้ในการก่อสร้างเป็นวัสดุสำเร็จรูป สามารถนำไปติดตั้งได้ทันที โดยขั้นตอนการดำเนินงาน เจ้าหน้าที่จะติดตั้งแยกเป็นจุด ก่อนนำแผ่นปูนและโครงเหล็กมาประกอบเชื่อมต่อกันเพื่อความรวดเร็วในการทำงาน อย่างไรก็ตาม ในบางจุดพบว่าแผ่นปูนไม่สามารถบรรจบกันได้พอดี จึงจำเป็นต้องจัดทำแผ่นปูนเพิ่มเติม พร้อมเสริมโครงเหล็กอีก 1 ชิ้น เพื่อเพิ่มความแข็งแรงและปิดช่องว่างดังกล่าว

พล.ต.วิทัย ยืนยันว่า ภาพที่ปรากฏไม่ได้เป็นการจัดทำช่องทางหรือประตูเข้า-ออกแต่อย่างใด แต่เป็นกรณีแนวกำแพงที่ยังไม่เชื่อมต่อกันสมบูรณ์ โดยกำแพงถูกออกแบบให้มีความยาวแผ่นละประมาณ 3 เมตร ขณะที่พื้นที่ดังกล่าวมีระยะยาวเกินกว่าขนาดมาตรฐานของแผ่น จึงทำให้เกิดช่องว่าง และจำเป็นต้องจัดทำแผ่นเพิ่มเติมเพื่อนำมาติดตั้งให้ครบแนว

ทั้งนี้ การก่อสร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชาในพื้นที่ อ.โป่งน้ำร้อน จะดำเนินการคร่อมแนวหลักเขต โดยวางอยู่กึ่งกลางระหว่างหลักเขต ไม่ล้ำแนวอธิปไตยของทั้งสองประเทศ และไม่สามารถใช้วัสดุคอนกรีตปิดทับหลักเขตได้ จึงต้องออกแบบโครงเหล็กและแผ่นปูนให้สามารถถอดประกอบได้ โดยลักษณะเป็นบานพับเพื่อยกเปิดได้เมื่อจำเป็นต่อการตรวจสอบหลักเขต

โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย กล่าวอีกว่า กรมแผนที่ทหารของไทยและกัมพูชาได้หารือร่วมกัน และเห็นตรงกันว่า หลักเขตไม่ควรถูกปิดทับด้วยวัสดุถาวร จึงออกแบบให้เป็นโครงเหล็กแบบบานพับที่สามารถเปิด-ปิดได้ เพื่อให้สามารถตรวจสอบหรือดำเนินการเกี่ยวกับหลักเขตได้ในอนาคต โดยจุดที่เป็นประเด็นอยู่ระหว่างหลักเขตที่ 52 และหลักเขตที่ 53

สำหรับความคืบหน้าโครงการดังกล่าว มีระยะทางรวมกว่า 1.3 กิโลเมตร ปัจจุบันดำเนินการแล้วประมาณ 40% และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายนนี้ เนื่องจากเหลือเพียงการนำแผ่นปูนและโครงเหล็กมาประกอบติดตั้งให้ครบแนว

“เสมือนการสร้างรั้วบ้าน ที่ไม่สามารถให้ขนาดเท่ากันได้ตลอดแนว ย่อมมีบางช่วงเป็นรอยต่อ ซึ่งต้องเติมเต็มให้สมบูรณ์”พล.ต. วิทัย กล่าว