นายกฯ ลงนามถวายความอาลัย สมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 แห่งนอร์เวย์ เสด็จสวรรคต

2 กันยายน 2569 เวลา 13:08 น.

2 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ทำเนียบเอกอัครราชทูตราชอาณาจักรนอร์เวย์ประจำประเทศไทย ถนนสุขุมวิท เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ลงนามถวายความอาลัยต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 แห่งนอร์เวย์

ทั้งนี้ สมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 แห่งนอร์เวย์ เสด็จสวรรคตขณะมีพระชนมพรรษา 89 พรรษา โดยสำนักพระราชวังในกรุงออสโลระบุว่า พระองค์เสด็จสวรรคตอย่างสงบเมื่อเวลา 06.35 น. ตามเวลาท้องถิ่นของนอร์เวย์ (11.35 น. ตามเวลาในประเทศไทย) ของวันศุกร์ที่ 28 ส.ค. ณ โรงพยาบาลแห่งชาติในกรุงออสโล หลังจากทรงเข้ารับการรักษาพระอาการประชวรจากภาวะความผิดปกติของพระโลหิตชนิดหายาก

ผอ.JIC เผย ไทยพร้อมโต้กลับ หลัง กัมพูชา เตรียมใช้เวทีฝรั่งเศส โจมตีปมชายแดน ย้ำไม่กังวลหากพูดข้อเท็จจริง

2 กันยายน 2569 เวลา 11:45 น.

ผอ.JIC เผย ไทยพร้อมโต้กลับ หลัง กัมพูชา เตรียมใช้เวทีฝรั่งเศส โจมตีปมชายแดน ย้ำไม่กังวลหากพูดข้อเท็จจริง ลั่นอย่าใช้เวทีทางการเมืองระหว่างประเทศ แทนกลไกทวิภาคี

2 กันยายน 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้อำนวยการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (ผอ.JIC ไทย) กล่าวถึงกรณีกัมพูชา เตรียมนำข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ขึ้นหารือบนเวที Francophonie หรือ องค์การระหว่างประเทศของกลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาฝรั่งเศส พร้อมกล่าวหาว่าไทยพยายามล็อบบี้ไม่ให้ดำเนินการว่า ประเด็นสำคัญไม่ใช่ว่าใครพูดในเวทีไหน แต่คือพูดอะไร และสิ่งที่พูดนั้นสามารถตรวจสอบได้หรือไม่

ทั้งนี้ ประเทศไทยไม่เคยกลัวการนำเสนอข้อเท็จจริงต่อประชาคมระหว่างประเทศ แต่ยืนยันว่าปัญหาเขตแดนควรได้รับการแก้ไขผ่านกลไกที่ทั้งสองประเทศยอมรับร่วมกัน ไม่ใช่พยายามทำให้เวทีทางการเมืองระหว่างประเทศกลายเป็นผู้ตัดสินเขตแดนแทนกลไกที่มีอยู่

เมื่อถามว่า แสดงว่าไทยไม่ต้องการให้กัมพูชาพูดเรื่องนี้บนเวทีโลกหรือไม่ พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ไม่ใช่ กัมพูชามีสิทธิที่จะพูด และไทยก็มีสิทธิที่จะชี้แจงข้อเท็จจริง แต่ต้องแยกให้ออกระหว่างสิทธิในการพูดกับอำนาจในการตัดสินเขตแดน

“การกล่าวบนเวทีระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะกล่าวกี่ครั้งว่าพื้นที่นี้เป็นของฉัน หรือเรียกอีกฝ่ายว่า ผู้รุกรานก็ไม่ได้ทำให้ข้อกล่าวอ้างฝ่ายเดียวกลายเป็นข้อยุติทางกฎหมาย”

ส่วนกรณีที่ทางการทูตกัมพูชาระบุว่าไทยเป็น “Aggressor”ผู้รุกราน ขณะที่กัมพูชาเป็น “Victim” หรือเหยื่อ นั้น พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า คำว่า ผู้รุกรานและเหยื่อเป็นคำที่มีน้ำหนักสูงมากในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จึงควรตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงทั้งหมด ไม่ใช่เลือกเฉพาะบางช่วงของเหตุการณ์

“หากต้องการให้ประชาคมระหว่างประเทศเข้าใจสถานการณ์จริง เราพร้อมเสนอลำดับเหตุการณ์ทั้งหมด หลักฐานที่ตรวจสอบได้ และข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายได้ทำร่วมกัน อย่าเริ่มเรื่องจากวันที่ไทยตอบโต้ แล้วลบสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นออกจากประวัติศาสตร์” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่กัมพูชากล่าวหาว่าไทยกำลังสร้าง “fait accompli” หรือเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงในพื้นที่เพื่อสร้างความได้เปรียบด้านเขตแดน พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า การใช้คำว่า fait accompli ไม่สามารถใช้แทนหลักฐานได้

“สถานะของเขตแดนไม่ได้เปลี่ยนเพราะตู้คอนเทนเนอร์ ลวดหนาม ถนน บังเกอร์ หรือคำแถลงข่าวของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากมีความเห็นต่างเรื่องพื้นที่ สิ่งที่ควรทำคือนำข้อมูลเข้าสู่กลไกที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับและตรวจสอบร่วมกัน ไม่ใช่ประกาศคำตัดสินผ่านสื่อก่อนที่กระบวนการจะทำงาน”

เมื่อถามว่า เหตุใดไทยจึงไม่ต้องการให้เรื่องนี้ถูกทำให้เป็นประเด็นระหว่างประเทศ พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ประเทศไทยไม่ได้ปฏิเสธประชาคมระหว่างประเทศ แต่ต้องแยกระหว่างการสร้างความโปร่งใส กับ การทำให้ข้อพิพาททวิภาคีกลายเป็นเวทีแข่งขันทางการเมือง

“ประชาคมระหว่างประเทศสามารถสนับสนุนสันติภาพ การลดความตึงเครียด และการตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ แต่การกำหนดเขตแดนต้องเป็นไปตามกฎหมาย ข้อตกลง และกลไกที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่ตัดสินด้วยจำนวนเวทีที่ฝ่ายหนึ่งสามารถนำข้อกล่าวหาไปกล่าวซ้ำได้” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว

ส่วนกรณีที่กัมพูชานำเรื่องดังกล่าวขึ้นเวที Francophonie จริง ไทยกังวลหรือไม่นั้น พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ไม่กังวล หากเป็นการพูดบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง โดยไทยพร้อมอธิบายต่อทุกประเทศว่า ไทยต้องการสันติภาพที่มีหลักประกัน การลดความตึงเครียด การเคารพข้อตกลง และการแก้ปัญหาผ่านกลไกที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับ สิ่งที่เราไม่ต้องการคือการเปลี่ยนเวทีความร่วมมือระหว่างประเทศให้กลายเป็นเวทีตัดสินว่าใครผิดใครถูกจากข้อมูลของฝ่ายเดียว

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวอีกว่า ไม่จำเป็นต้องแข่งขันกันว่าใครสามารถพูดได้มากเวทีกว่า แต่ควรแข่งขันกันว่าใครทำให้สันติภาพเกิดขึ้นได้จริง โดยกัมพูชามีสิทธิพูด และไทยมีสิทธิชี้แจง แต่ท้ายที่สุดประชาชนของทั้งสองประเทศไม่ได้ต้องการ “สงครามถ้อยคำ” แต่ต้องการชายแดนที่สงบและปลอดภัย รวมถึงต้องการให้รัฐบาลของทั้งสองประเทศสามารถนั่งลงแก้ปัญหาด้วยข้อเท็จจริงและกลไกที่ตกลงกันไว้

“กัมพูชามีสิทธิพูดทุกเวที ไทยก็พร้อมชี้แจงทุกเวที แต่ไม่มีเวทีใดทำให้ข้อกล่าวอ้างฝ่ายเดียวกลายเป็นเส้นเขตแดนได้ เขตแดนต้องตัดสินด้วยกฎหมาย ข้อเท็จจริง และกลไกที่ทั้งสองประเทศยอมรับ ไม่ใช่ด้วยจำนวนครั้งที่กล่าวซ้ำผ่านสื่อ”

กัมพูชา,ชายแดนไทยกัมพูชา,JIC,

ไร้เงา หมอสรณ ศาลปกครองสูงสุดงดอ่านคำสั่ง คดีเพิกถอนมติพ้นประธาน กสทช.

2 กันยายน 2569 เวลา 11:25 น.

2 กันยายน 2569 ศาลปกครองกลาง งดอ่านคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ในคดีที่ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลปกครองกลางที่ไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา กรณีฟ้องคณะกรรมการสรรหา กสทช. ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยคณะกรรมการสรรหา กสทช. ที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 ก.ค. 2569 ซึ่งวินิจฉัยว่า นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้ามและขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. มาตั้งแต่ต้น

โดย นพ.สรณ ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยดังกล่าว และให้การเพิกถอนมีผลย้อนหลัง นับแต่วันที่มีคำวินิจฉัย เสมือนว่าไม่เคยมีคำวินิจฉัยดังกล่าวมาก่อน

สำหรับสาเหตุที่ศาลปกครองสูงสุด งดการอ่านคำสั่งในวันนี้ เนื่องจากผู้ฟ้องคดีคือ นพ.สรณ ไม่ได้เดินทางมาศาล และไม่ได้มอบอำนาจให้บุคคลใดมารับฟังคำสั่งแทน ขณะที่ฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีคือคณะกรรมการสรรหา กสทช. มีตัวแทนเดินทางมารับฟังคำสั่ง โดยจากนี้ ศาลปกครองสูงสุดจะดำเนินการแจ้งคำสั่งให้ นพ.สรณ ในฐานะผู้ฟ้องคดีได้รับทราบต่อไป

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า นพ.สรณ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้งดการเผยแพร่คำสั่งหรือคำพิพากษาที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ต่อสาธารณะ ขณะที่ในการนัดอ่านคำสั่งวันนี้ มีสื่อมวลชนเดินทางมาเฝ้ารอติดตามและรายงานข่าวเป็นจำนวนหนึ่ง

ศาลปกครองสูงสุด,หมอสรณ,นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์,กสทช,

รัฐบาลเร่งอัดฉีด 40 ล้าน ช่วยโรงเรียนเอกชนชายแดนใต้ ก่อนปิดปีงบฯ ดูแลผู้ได้รับผลกระทบกว่า 3 หมื่นคน

2 กันยายน 2569 เวลา 11:14 น.

2 กันยายน 2569 ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกระทรวงศึกษาธิการ ได้เร่งรัดการช่วยเหลือโรงเรียนเอกชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเร่งปรับโอนเงินสนับสนุนวงเงินประมาณ 40 ล้านบาท ภายในก่อนสิ้นปีงบประมาณ 2569 นี้ เพื่อใช้ดูแลนักเรียนและผู้ได้รับผลกระทบรวมกว่า 30,000 คน ในจังหวัดชายแดนใต้

ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวเป็นการเร่งรัดการสนับสนุนเงินช่วยเหลือแก่โรงเรียนเอกชนในพื้นที่ที่มีความจำเป็น เพื่อบรรเทาภาระด้านการจัดการศึกษาและดูแลนักเรียนให้สามารถเรียนได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังช่วยเสริมสภาพคล่องและความมั่นคงในการดำเนินงานของสถานศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มุ่งบรรเทาภาระของสถานศึกษาและรักษาความต่อเนื่องของการจัดการเรียนการสอนในพื้นที่

นอกจากนี้ ในเรื่องของสวัสดิการบุคลากรทางการศึกษา รัฐบาลยังได้รับฟังข้อเสนอให้ขยายสิทธิการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลและการเข้าถึงสถานพยาบาลให้แก่บุคลากรทางการศึกษาในโรงเรียนเอกชนให้ครอบคลุมมากขึ้น เพื่อเสริมหลักประกันด้านสุขภาพ ลดภาระค่าใช้จ่าย และสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ โดยรัฐบาลจะนำข้อเสนอที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป

ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ย้ำว่า มาตรการช่วยเหลือโรงเรียนเอกชนในชายแดนใต้ดังกล่าว มีเป้าหมายเพื่อดูแลผู้เรียนและบุคลากรในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์เฉพาะด้าน ขณะเดียวกันก็ยังเดินหน้าพัฒนาสวัสดิการครูเอกชนในภาพรวมควบคู่กันไป เพื่อสร้างความมั่นคงและคุณภาพให้ระบบการศึกษาเอกชนทั้งประเทศ

รัฐบาล,โรงเรียนเอกชนชายแดนใต้,กระทรวงศึกษาธิการ,จังหวัดชายแดนภาคใต้,

กองทัพเรือ จับตาเข้ม! ช่องแคบฮอร์มุซ-อ่าวเปอร์เซีย พบตึงเครียดสูง หลังมีเรือถูกโจมตีต่อเนื่อง ย้ำเรือไทยเพิ่มความระมัดระวัง-หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง

2 กันยายน 2569 เวลา 11:07 น.

2 กันยายน 2569 พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองทัพเรือได้ติดตามสถานการณ์ทางทะเลบริเวณช่องแคบฮอร์มุซและอ่าวเปอร์เซียอย่างต่อเนื่อง พบว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในพื้นที่ยังคงมีความตึงเครียดสูง และส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยของการเดินเรือพาณิชย์ระหว่างประเทศ

ล่าสุด เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 มีรายงานจาก United Kingdom Maritime Trade Operations (UKMTO) ว่า เรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งถูกอาวุธไม่ทราบชนิดจำนวน 3 ลูกโจมตี ขณะเดินเรือออกจากช่องแคบฮอร์มุซ บริเวณห่างจากเมืองคาซับ (Khasab) ประเทศโอมาน ไปทางตะวันออกประมาณ 17 ไมล์ทะเล โดยเบื้องต้นไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างตรวจสอบรายละเอียดของเหตุการณ์ และยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการถึงชนิด แหล่งที่มา หรือผู้ก่อเหตุ

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงระดับความเสี่ยงต่อการเดินเรือในพื้นที่ ซึ่งยังคงอยู่ในระดับที่ต้องเฝ้าระวังความเสี่ยงระดับวิกฤติ โดยองค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) ระบุว่า นับตั้งแต่ความขัดแย้งในภูมิภาคเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 จนถึงปลายเดือนสิงหาคม มีเหตุโจมตีเรือเดินทะเลระหว่างประเทศที่ IMO ตรวจสอบยืนยันแล้วอย่างน้อย 70 ครั้ง และมีคนประจำเรือเสียชีวิต 19 ราย นอกจากนี้ ยังมีเรือและคนประจำเรือจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนด้านความปลอดภัยในพื้นที่

กองทัพเรือประเมินว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมิใช่ความเสี่ยงเฉพาะจุดหรือเหตุการณ์ชั่วคราว แต่สะท้อนถึงภัยคุกคามต่อความปลอดภัยในการเดินเรือที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์และเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลก จึงอาจส่งผลทั้งต่อความปลอดภัยของเรือและคนประจำเรือ ตลอดจนการขนส่งทางทะเล ห่วงโซ่อุปทาน และราคาพลังงานในตลาดโลก

กองทัพเรือจึงขอให้เรือไทย รวมถึงเรือที่มีคนประจำเรือชาวไทย หรือเรือที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับประเทศไทย หลีกเลี่ยงในการเดินเรือเข้าไปในพื้นที่เสี่ยง แต่หากมีความจำเป็นต้องเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซและพื้นที่ใกล้เคียง ขอเพิ่มระดับความระมัดระวัง และติดตามประกาศและคำเตือนด้านความปลอดภัยทางทะเลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เตรียมมาตรการรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินให้พร้อมอยู่เสมอ และแจ้งให้ทางกองทัพเรือทราบล่วงหน้า เพื่อเตรียมความพร้อมในการประสานงานให้ความช่วยเหลือ

ทั้งนี้ กองทัพเรือจะติดตามพัฒนาการของสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่อาจกระทบต่อเสรีภาพและความปลอดภัยในการเดินเรือ รวมถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเรือ คนประจำเรือ และผลประโยชน์ทางทะเลของประเทศไทย เพื่อประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและดำเนินการตามความเหมาะสมต่อไป

“ทะเลไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในทะเล ส่งผลถึงทุกคน”

กองทัพเรือ,ช่องแคบฮอร์มุซ,อ่าวเปอร์เซีย,เรือถูกโจมตี,เรือไทย,

‘ทนายตั้ม’ ขุดอีก เปิดข้อมูล ‘กลุ่ม12’ รวมคนดังตั้งพรรค แต่วงแตกเพราะ ‘กัน’ ดึงไปเชื่อมกับ ‘ผู้กอง’

2 กันยายน 2569 เวลา 11:03 น.

กลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกออนไลน์ เมื่อ นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ “ทนายตั้ม” เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เปิดเผยเบื้องลึกเบื้องหลังของ “กลุ่ม 12″ ซึ่งเป็นกลุ่มไลน์ที่รวมตัวกันเพื่อหารือเรื่องการตั้งพรรคการเมือง พร้อมทิ้งปมปริศนาถึงสาเหตุวงแตกที่เชื่อมโยงกับ “กัน จอมพลัง” และบุคคลที่ถูกเรียกว่า “ผู้กอง”

จุดเริ่มต้น “กลุ่ม 12” และความฝันตั้งพรรคการเมืองใหม่

ทนายตั้ม เปิดเผยว่า ย้อนกลับไปเมื่อประมาณปี 2565 นายกัน จอมพลัง และน้องสนิทอีกหนึ่งคน ได้เข้ามาชักชวนตนซึ่งในขณะนั้นกำลังมีชื่อเสียงให้มาร่วมกันก่อตั้งพรรคการเมือง โดยมีคอนเซปต์หลักคือ การรวบรวมคนดังจากหลากหลายวงการที่ไม่เคยมีประวัติเล่นการเมืองมาก่อนรวมทั้งหมด 12 คน มาร่วมลงสมัครรับเลือกตั้ง เพื่อสร้างพรรคการเมืองที่ดูสดใหม่และเป็นทางเลือกให้กับประชาชน จึงเป็นที่มาของชื่อไลน์ “กลุ่ม 12″

อุปสรรคและชนวนเหตุ “วงแตก”

อย่างไรก็ตาม ทนายตั้มยอมรับว่าการก่อตั้งพรรคการเมืองไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากต้องใช้ทั้งทุนทรัพย์และระยะเวลาในการเตรียมการ ประกอบกับความยุ่งยากซับซ้อนทำให้เกิดความกังวลสำหรับผู้ที่ไม่มีประสบการณ์ จนกระทั่ง “นายกัน จอมพลัง” ได้ยื่นข้อเสนอบางอย่างเข้ามา

ทนายตั้มระบุว่า ข้อเสนอดังกล่าวเกี่ยวข้องกับบุคคลที่ระบุว่าเป็น “ผู้กองคนหนึ่ง” ซึ่งกลายเป็นชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้กลุ่ม 12 ต้อง “วงแตก” หรือยุติโปรเจกต์ลงในที่สุด

เตรียมนัดไลฟ์สด ชี้แจงข้อเท็จจริง

ในตอนท้ายของโพสต์ ทนายตั้มระบุว่ารายละเอียดของเรื่องนี้ หากเล่าผ่านตัวอักษรอาจจะไม่ได้อรรถรสและไม่เห็นสีหน้าแววตา จึงเตรียมนัดหมายเปิดไลฟ์สดเพื่อเล่าเหตุการณ์นี้แบบเจาะลึกเป็นครั้งแรก หลังจากที่ไม่ได้ไลฟ์มาเป็นเวลานาน พร้อมเปิดโอกาสให้แฟนคลับของตนและแฟนคลับของนายกัน จอมพลัง ได้เข้ามาร่วมซักถามข้อสงสัย

ผู้ที่สนใจสามารถติดตามบทสรุปของเรื่องราวทั้งหมดได้ใน คืนนี้ เวลา 19.00 น. ผ่านทางช่องยูทูปของทนายตั้ม

กันจอมพลัง, ทนายตั้ม

หมายเรียกถึงมือ สมชาติ สส.ภูเก็ต ดีเอสไอนัดเข้าให้ปากคำ 7 ก.ย. คดีนอมินีอสังหาฯ

2 กันยายน 2569 เวลา 10:58 น.

2 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้ากรณี นายสมชาติ เตชถาวรเจริญ สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน ซึ่งปรากฏพยานหลักฐานในชั้นการสืบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พบว่า นายสมชาติ เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเป็นกรรมการถือหุ้นในบริษัทเอกชนที่ถือครองอสังหาริมทรัพย์และห้องชุดใน จ.ภูเก็ต ร่วมกับชาวต่างชาติ ว่า ดีเอสไอได้มีการออกหมายเรียกครั้งที่ 1 แต่เมื่อตรวจสอบสถานะของเอกสาร ได้รับแจ้งว่านำส่งไม่ได้ ทำให้เมื่อวันที่ 31 ส.ค.มีการออกหมายเรียกอีกครั้ง และได้รับแจ้งจากไปรษณีย์ว่า ถึงมือผู้รับแล้ว และดีเอสไอได้ส่งเอกสารบางส่วนให้สถานีตำรวจในพื้นที่ให้นำส่งด้วย โดยนัดหมายให้มาพบดีเอสไอวันที่ 7 ก.ย. ส่วนนายสมชาติจะเดินทางมาพบในวันดังกล่าวหรือไม่นั้น ไม่ทราบ เพราะที่ตรวจสอบไปทราบแค่ว่า ได้รับหมายแล้ว

รุทธพล เนาวรัตน์,กระทรวงยุติธรรม,ดีเอสไอ,สมชาติ เตชถาวรเจริญ,สส.ภูเก็ต,พรรคประชาชน

สมชัย เปิดเอกสาร อัด อนุฯ คดีฮั้ว สว.ชุดที่ 36 ไม่น่าเชื่อถือ

2 กันยายน 2569 เวลา 10:57 น.

สมชัย งัดเอกสารอัด อนุฯ คดีฮั้ว สว.ชุดที่ 36 ไม่น่าเชื่อถือ แฉทำงานแค่ให้ทีมเลขาฯ อ่านสรุปสำนวน-ความเห็นเลขาธิการ กกต. ให้ฟัง แล้วใช้เวลาตัดสินใจแค่ 1% ของเวลาประชุม

เมื่อวันที่ 2 ก.ย.2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “เหตุใด การทำงานของ อนุกรรมการวินิจฉัย ฯ คดีฮั้ว สว. จึงขาดความน่าเชื่อถือ (ตอนที่ 2 วิธีการในการประชุมวินิจฉัย)

การประชุมของอนุวินิจฉัย เริ่มครั้งที่ 1 ในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 ประชุมครั้งสุดท้ายวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 การประชุม มีทุกวันอังคารและพฤหัส เวลา 13.30-16.00 น. หรือครั้งหนึ่งประมาณ สองชม.ครึ่ง ได้เบี้ยประชุม ประธาน 3,000 บาท กรรมการ 2,500 บาท หนึ่งเดือนจึงเฉลี่ยมีการประชุม 8 ครั้ง เท่ากับอนุ แต่ละคนจะได้ค่าตอบแทนเฉลี่ย 20,000 บาทต่อเดือน

วิธีการดำเนินการประชุม จะมีลำดับที่เป็นแบบแผน (pattern) ประมาณนี้

1. ให้ทีมเลขาอนุ ฯ ซึ่งมีประมาณ 9 คน ผลัดกันนำเสนอสำนวนการไต่สวน ทีละคดี โดยเป็นการอ่านสรุปสำนวน ซึ่งแต่ละคดีจะมีความยาวเฉลี่ย 4-5 หน้า บางคดีอาจยาวถึง 10 หน้า พร้อมระบุ พยานบุคคล เส้นทางการเงิน พยานวัตถุ โพย รูปถ่าย คลิปบันทึกเสียง

2. ให้ทีมเลขา สรุปความเห็นของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลางคณะที่ 26 และความเห็นเลขาธิการ กกต. (เป็นความเห็นรองเลขา ฯ ฝ่ายสืบสวน ที่ เลขา ฯ มอบหมาย)

3. อนุกรรมการมีมติ หลังจากฟังการนำเสนอ

สัดส่วนของเวลาที่ใช้ ในการนำเสนอ ส่วนที่ 1 และ 2 ประมาณร้อยละ 95 ของการประชุม ส่วนที่ 3 ใช้เวลาแค่ร้อยละ 1 ที่เหลือเป็นการซักถามบ้างและงานธุรการอื่น ๆ

ตัวอย่างหลักฐานที่ยืนยันในเรื่องนี้ คือ รายงานการประชุมครั้งที่ 12/2569 วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 เริ่มประชุมเวลา 14.00 น. สิ้นสุด ประชุมเวลา 16.30 น. ใช้เวลาประชุม 2 ชั่วโมง 30 นาที ซึ่งมีจำนวนทั้งหมด 39 หน้า

1 หน้า คือ หน้าที่ 1 เป็น รายนามผู้เข้าร่วมประชุม วาระที่ 1 เรื่องแจ้งให้ทราบ และ วาระที่ 3 รับรองรายงานการประชุม คิดเป็นสัดส่วน ร้อยละ 2.56

38 หน้า คือ หน้า2-39 เป็นวาระที่ 3 เรื่องเสนอเพื่อพิจารณาต่อเนื่อง โดยฝ่ายเลขา เป็นผู้อ่านเอกสารสำนวนของชุด 26 โดยไม่มีการซักถาม คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 95.62

1 บรรทัด คือมติที่ประชุม ที่เขียนว่า “รับทราบข้อเท็จจริงตามที่ผู้ชี้แจงได้แถลง” คิดเป็นสัดส่วน ร้อยละ 0.025 (คำนวณจาก 1 หน้า มี 40 บรรทัด)

5 บรรทัด เป็นวาระที่ 4 อื่น ๆ ได้แก่ กำหนดการประชุมครั้งต่อไป คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 0.125

(จบตอนที่ 2 ติดตามตอนที่ 3 ความเป็นมืออาชีพ ของชุด 26) “

กกต, สมชัย, ฮั้วสว., แนวหน้าออนไลน์

นักวิชาการ มธ.ชงออก พ.ร.บ.ดาต้าเซ็นเตอร์ กำกับควบคุมโดยเฉพาะ พร้อมปลดล็อกช่องว่างเอื้อใช้ Local content

2 กันยายน 2569 เวลา 10:12 น.

นักวิชาการธรรมศาสตร์ เตือนไทย ยังเปิดประตูกว้าง ไร้เงื่อนไขคัดกรอง แนะ“บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์”เร่งวางกรอบนโยบาย-หนุนออก“พ.ร.บ.ดาต้าเซ็นเตอร์”ปิดช่องกฎหมายกระจัดกระจาย พร้อมชงทำ“SEA”คาดการณ์ผลกระทบรอบด้าน-ดันนักลงทุนใช้“Local content”พ่วงดึงผู้ประกอบการไทยเข้าซัพพลายเชน

ผศ.นนท์ นุชหมอน อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ประเทศไทยเปรียบเหมือนประตูที่เปิดกว้างรับอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ โดยยังไม่มีมาตรการกำหนดเงื่อนไขว่านักลงทุนต้องผ่านอะไรบ้างจึงจะเข้ามาได้ ต่างจากหลายประเทศที่เริ่มมีมาตรการชะลอการไหลเข้าของอุตสาหกรรมนี้แล้ว โดยเฉพาะในอาเซียนที่เป็นแหล่งลงทุนของดาต้าเซ็นเตอร์ด้วยกัน อย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซียนั้น ไทยเป็นประเทศเดียวที่ยังไม่มีกรอบเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์สีเขียวหรือความยั่งยืนออกมา

ดังนั้น คณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ควรต้องเร่งประสานหน่วยงานต่างๆ เพื่อวางกรอบนโยบายให้มีความชัดเจน และผลักดันให้เกิดการปรับกฎระเบียบให้สามารถส่งเสริม และกำกับควบคุมได้อย่างเหมาะสม เนื่องจากแม้ปัจจุบันไทยจะมีกฎหมายหลายส่วนที่เกี่ยวข้อง แต่ยังไม่มีความเฉพาะเจาะจงในเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์ หรืออีกแนวทางหนึ่งคืออาจจะพิจารณาผลักดันออกกฎหมายควบคุมโดยเฉพาะ เป็น พ.ร.บ.ดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งจะช่วยลดความซับซ้อนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และความกระจัดกระจายของกฎหมาย ที่สำคัญยังจะเป็นการประกาศอย่างชัดเจนว่าไทยมีเป้าหมายในเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์อย่างไร และทำให้นักลงทุนรู้ถึงประโยชน์ที่จะได้รับ และต้นทุนที่ต้องเสีย

นอกจากนี้ ควรเดินหน้าจัดเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ เพราะปัจจุบันยังขาดหลักฐานทางวิชาการที่จะคาดการณ์ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น อาทิ แหล่งที่ตั้งทั้งหมดของดาต้าเซ็นเตอร์ ความต้องการใช้น้ำ และไฟฟ้า การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนข้อมูลอย่างความต้องการทางเทคโนโลยีของดาต้าเซ็นเตอร์แต่ละแห่งที่เข้ามาลงทุนคืออะไร ผู้ผลิตในประเทศรายไหนที่สามารถผลิตชิ้นส่วนสำหรับอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ได้ เพื่อนำไปสู่การกำหนดสัดส่วนอย่างชัดเจนว่าการจะลงทุนมาตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยจะต้องมีการใช้วัตถุดิบที่ผลิตในไทย (Local content) เท่าไหร่ และเชื่อมโยงผู้ประกอบการของไทยเข้าสู่ซัพพลายเชน เพื่อให้การเปิดรับดาต้าเซ็นเตอร์ครั้งนี้นำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศระยะยาวด้วย

“กลายเป็นว่าตอนนี้ผู้ประกอบการของไทยที่ผลิตเทคโนโลยีที่ใช้ในดาต้าเซนเตอร์ก็ต้องเข้าไปหาตลาดในผู้ที่มาลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์เอง และก็จะพบว่าหลายครั้งผู้มาลงทุนใช้การก่อสร้างโดยใช้รูปแบบการนำเข้าเทคโนโลยี หรืออุปกรณ์ที่มีการประกอบสำเร็จรูปมาเลย ทำให้เกิดผลแค่ในอุตสาหกรรมก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ในระยะสั้นเท่านั้น ซึ่งถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป ผลประโยชน์ต่างๆ ที่จะเกิดกับเศรษฐกิจไทยก็จะน้อยลงตามไปด้วย” ผศ.นนท์ กล่าว

ผศ.นนท์ กล่าวต่อไปว่า เพราะถึงแม้เมื่อมีการกำหนดเงื่อนไขแล้วจะทำให้ปริมาณผู้ที่จะมาลงทุนตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ลดลง จากการถูกมองว่าเป็นมาตรการที่เข้มงวดเกินไป แต่จะส่งผลดีกับไทยที่จะได้คัดกรองผู้ที่จะเข้ามาลงทุน เพื่อควบคุมการเข้ามาของดาต้าเซ็นเตอร์ หรือพูดง่ายๆ คือ การเปลี่ยนกลยุทธ์จากการรับการลงทุนด้วยความรวดเร็ว และจำนวนเยอะๆ เป็นการเลือกรับการลงทุนที่พร้อมจะอยู่กับประเทศไทยภายใต้เงื่อนไขต่างๆ ที่เหมาะสม

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ไทยควรมีการคำนึงถึงเรื่องนี้มากขึ้น แม้จะไม่ถึงขั้นจะต้องปิดประตูรับอุตสาหกรรมนี้เลย แต่ควรจะมีมาตรการที่ช่วยกำกับควบคุมผลในระยะยาว เพราะหลังจากก่อสร้างเสร็จแล้ว และดาต้าเซ็นเตอร์เริ่มดำเนินการ ผลต่อเศรษฐกิจจะเปลี่ยนไป เช่น การจ้างงานก็จะเน้นไปที่บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และจ้างในปริมาณไม่มาก อีกทั้งจะต้องมีการจัดหาทรัพยากรน้ำ และไฟฟ้ามารองรับเพิ่มขึ้นเพื่อมารองรับ ซึ่งอย่างกรณีไฟฟ้าตอนนี้ก็ยังอาศัยจากเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และอาจทำให้ไทยไม่สามารถบรรลุเป้าหมายด้านการลดก๊าซเรือนกระจกได้

รวมถึงในส่วนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานทางเลือกของไทยก็ยังไม่พร้อมจะขึ้นมาเป็นพลังงานหลักสำหรับรองรับดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งการจะลงทุนเพิ่มเติมในส่วนนี้ก็เป็นโจทย์ที่ต้องคิดให้รอบคอบ เช่น หากจะตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (SMR) เพื่อมารองรับ ฯลฯ นอกจากนี้ การเข้ามาของดาต้าเซ็นเตอร์จำนวนมากยังอาจส่งผลกระทบในเรื่องราคาที่ดิน ซึ่งพื้นที่ที่ได้รับความสนใจมากก็จะเป็นพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่ตอนนี้ก็ถูกจับจองไปค่อนข้างมากแล้ว รวมถึงยังมีเรื่องผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากการจัดการชิ้นส่วนต่างๆ ที่หมดอายุการใช้งาน หรือของเสียที่หลายคนกำลังมีความกังวลด้วย

“ภาครัฐควรเป็นผู้ที่มองผลกระทบเหล่านี้ในเชิงล่วงหน้า ผ่านการประเมินสิ่งแวดล้อมในเชิงยุทธศาสตร์ (SEA) หรือประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทางเศรษฐกิจในเชิง Macro เป็นเท่าไหร่ โดยอาจจะเปิดให้คนที่สนใจสามารถเข้าไปตรวจสอบ (ผลการประเมิน) ได้ด้วย เพื่อให้ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมได้มาแลกเปลี่ยนข้อมูลกันและจะช่วยให้ทิศทางต่างๆ มีความชัดเจนเร็วขึ้น” ผศ.นนท์ กล่าว

นักวิชาการธรรมศาสตร์,ดาต้าเซ็นเตอร์,กฎหมาย,ผู้ประกอบการไทย,

เปิดลิสต์ ครม.สัญจร ใจป้ำ! จังหวัดไหนได้อะไรบ้าง สรุปมาให้ครบ เช็กได้ที่นี่เลย

2 กันยายน 2569 เวลา 09:50 น.

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม. สัญจร) ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา การประชุมครั้งนี้รัฐบาลได้มุ่งเน้นการพิจารณาโครงการและงบประมาณเพื่อพัฒนาศักยภาพของกลุ่มจังหวัดภาคใต้ ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และการบริหารจัดการภัยพิบัติ รวมถึงการพิจารณาโครงการสำคัญระดับประเทศ

วันนี้ แนวหน้าออนไลน์ ได้รวบรวมและสรุปสาระสำคัญของมติ ครม. โดยเจาะลึกรายละเอียดว่า แต่ละจังหวัดได้รับงบประมาณหรือการสนับสนุนในด้านใดบ้าง เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่ายและเห็นภาพรวมของการพัฒนาอย่างชัดเจน

กลุ่ม 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสตูล)

มติที่ประชุมได้ให้ความสำคัญกับการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนในพื้นที่เปราะบาง โดยมีมาตรการที่ครอบคลุมทั้ง 5 จังหวัด เพื่อรักษาฐานการผลิตและอำนวยความสะดวกในการดำเนินชีวิตของประชาชน ดังนี้

การลดภาระค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ประกอบการ

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงเพื่อยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีและค่าธรรมเนียมใบอนุญาตต่างๆ ให้แก่ผู้ประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 2 และ 3 ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ปัตตานี ยะลา และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา (อำเภอจะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย) โดยให้มีผลบังคับใช้ต่อเนื่องไปอีก 5 ปี (เริ่มตั้งแต่ 20 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป) มาตรการนี้รัฐยอมสูญเสียรายได้ประมาณ 13.2 ล้านบาท เพื่อแลกกับการบรรเทาภาระต้นทุน รักษาการจ้างงาน และป้องกันการย้ายฐานการผลิตออกนอกพื้นที่

โรงงานจำพวกที่ 2 (รง.2) ซึ่งเป็นโรงงานขนาดกลาง (ใช้เครื่องจักร 50-75 แรงม้า หรือมีคนงาน 20-50 คน) ที่ไม่ต้องขอใบอนุญาตแต่ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ทราบก่อนเปิดกิจการ

โรงงานจำพวกที่ 3 (รง.3) ซึ่งเป็นโรงงานขนาดใหญ่หรือมีความเสี่ยงสูง (ใช้เครื่องจักรเกิน 75 แรงม้า หรือคนงาน 50-75 คนขึ้นไป) ที่ต้องขอใบอนุญาตตั้งโรงงาน (ใบ รง.4) และผ่านการตรวจสอบจากภาครัฐอย่างเคร่งครัดก่อนเริ่มกิจการ

การกระตุ้นเศรษฐกิจและการค้าชายแดน

รัฐบาลได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งขับเคลื่อนมาตรการระยะเร่งด่วน (Quick Win) เช่น การปรับเงื่อนไขสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ให้เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ การขยายมาตรการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ออกไปจนถึงสิ้นปี 2572 นอกจากนี้ ยังมีแผนยกเลิกการเก็บค่าธรรมเนียมล่วงเวลาของนักท่องเที่ยวที่ผ่านด่านชายแดนไทย-มาเลเซีย พร้อมทั้งปรับระบบตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรให้เป็นรูปแบบออนไลน์ เพื่อความรวดเร็วในการขนส่งสินค้าและการท่องเที่ยว

การจัดการด้านแรงงาน

เตรียมจัดตั้งศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) เพื่ออำนวยความสะดวกในการจัดการแรงงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ช่วยลดต้นทุนและขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนให้กับผู้ประกอบการ

สรุปผลประโยชน์และโครงการรายจังหวัด

จังหวัดสงขลา

ในฐานะจังหวัดเจ้าภาพ สงขลาได้รับการพิจารณาอนุมัติโครงการที่ครอบคลุมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การแพทย์ และการบริหารจัดการเมือง ดังนี้

  • การแก้ไขปัญหาอุทกภัย อนุมัติงบประมาณกลางกรณีฉุกเฉินวงเงินรวมกว่า 47 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำของเทศบาลนครหาดใหญ่ (25.9 ล้านบาท) และโครงการบรรเทาความเสียหายจากภัยพิบัติของเทศบาลเมืองควนลัง (21.1 ล้านบาท)
  • การยกระดับสาธารณสุข สั่งเร่งรัดการออกแบบและก่อสร้าง “โรงพยาบาลหาดใหญ่ แห่งที่ 2” กรอบวงเงิน 250 ล้านบาท โดยให้กระทรวงสาธารณสุขปรับแผนงบประมาณมารองรับโดยด่วน
  • โครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ มอบหมายให้กระทรวงคมนาคมดำเนินการขุดลอกร่องน้ำท่าเรือน้ำลึกสงขลาให้มีความลึก 9-10 เมตร เพื่อให้สามารถรองรับเรือสินค้าขนาดใหญ่ได้ นอกจากนี้ ครม. ยังเห็นชอบการจัดทำหนังสือข้อตกลงกับมาเลเซียในการกำหนดจุดก่อสร้างประตูรั้วเดี่ยวบนเส้นเขตแดน เพื่อรองรับการเปิดจุดผ่านแดนถาวรสะเดาแห่งใหม่
  • การจัดผังเมืองใหม่ ประกาศใช้ผังเมืองรวมเมืองสงขลาฉบับใหม่ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ่อยาง เขารูปช้าง พะวง เกาะแต้ว และทุ่งหวัง เพื่อจัดระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดินให้สมดุล โดยแบ่งโซนที่อยู่อาศัย พาณิชยกรรม และอุตสาหกรรมให้ชัดเจน พร้อมเพิ่มข้อห้ามกิจการที่สร้างมลพิษในเขตชุมชน

จังหวัดปัตตานี

  • ศูนย์พักพิงและภัยพิบัติ อนุมัติงบประมาณกลางวงเงิน 20 ล้านบาท ให้แก่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดปัตตานี เพื่อก่อสร้างอาคารศูนย์พักพิงชั่วคราวสำหรับรองรับผู้ประสบภัยในพื้นที่
  • การคมนาคมและความมั่นคง ได้รับการพิจารณาขุดลอกร่องน้ำท่าเรือปัตตานีเช่นเดียวกับจังหวัดสงขลา และในด้านความมั่นคง กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เตรียมพัฒนาด่านตรวจเกาะหม้อแกง อำเภอหนองจิก ให้เป็นด่านตรวจอัจฉริยะ (Smart Checkpoint)

จังหวัดนราธิวาส

  • ศูนย์กลางการศึกษาภูมิภาค ผลักดันให้มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ จัดทำแผนยกระดับสถาบันขึ้นเป็น “ศูนย์กลางองค์ความรู้ของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้” โดยจะครอบคลุมตั้งแต่ศูนย์ภาษาชายแดน ศูนย์ธุรกิจฮาลาล บริการสาธารณสุขตติยภูมิ ไปจนถึงการผลิตบุคลากรด้านโลจิสติกส์

จังหวัดสตูล

  • การจัดการสิ่งแวดล้อมเพื่อการท่องเที่ยว มอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาประชากรลิงในแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดสตูลอย่างเป็นระบบและเหมาะสม

และนอกจากกลุ่มจังหวัดชายแดนภาคใต้แล้วก็ยังได้มีการปรับเปลี่ยนแผนการดำเนินการไปยังบริเวณ
จังหวัดอื่นๆ เช่น

จังหวัดนครราชสีมา

  • การเปลี่ยนแปลงสถานที่จัดงานพืชสวนโลก 2572 ครม. มีมติให้ปรับเปลี่ยนสถานที่จัดงานมหกรรมพืชสวนโลก (International Horticultural Expo 2029 Korat Thailand) จากเดิมที่กำหนดไว้ ณ พื้นที่ป่าสาธารณประโยชน์โคกหนองรังกา อำเภอคง ย้ายไปยัง “ศูนย์วิจัยและพัฒนาโคนม อำเภอปากช่อง” เนื้อที่ประมาณ 874 ไร่
  • เหตุผลการย้ายพื้นที่ พื้นที่ใหม่มีความพร้อมด้านคมนาคมสูงกว่า เนื่องจากติดถนนมิตรภาพและใกล้สถานีรถไฟทางคู่ปากช่อง มีระบบสาธารณูปโภคและโรงพยาบาลรองรับ รวมถึงมีโรงแรมที่พักในพื้นที่กว่า 318 แห่ง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการใช้งบประมาณเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ (ประเมินว่าที่ดินเดิมอาจต้องใช้งบเพิ่มถึง 6,000 กว่าล้านบาท) ทั้งนี้ ครม. ได้อนุมัติงบกลาง 88.33 ล้านบาท เพื่อให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์นำไปจ้างออกแบบผังแม่บทในพื้นที่ใหม่ทันที

เดินหน้าอนุมัติโครงการใหญ่ประกันภัยและรถไฟรางคู่

นอกจากการปรับปรุงแผนงานระดับจังหวัดแล้วรัฐบาลยังมีการและยังเดินหน้าอนุมัติโครงการใหญ่อีก 2 โครงการดังนี้

1. โครงการรถไฟรางคู่ เป้นอีกหนึ่งโครงการที่สร้างกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศภาคใต้ในระยะยาว ที่เกี่ยวกับการคมนาคมขนส่งในรูปแบบของรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 โดยอนุมัติวงเงิน 106,798.32 ล้านบาท มีเส้นทางดังนี้ ภาคใต้ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี , สุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่ และชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์

2. ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบโครงการสำคัญระดับประเทศที่จะสร้างความอุ่นใจและเป็นหลักประกันความมั่นคงให้กับประชาชนคนไทยทั้งประเทศ โดยรัฐบาลจะรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพในการจัดซื้อกรมธรรม์ประกันภัยหลักให้กับประชาชนโดยตรง ซึ่งจะครอบคลุมที่อยู่อาศัยประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือนทั่วประเทศ ซึ่งคุ้มครองหลักไว้ 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย แผ่นดินไหว จะมีวงเงินช่วยเหลือ สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน

ครม.สัญจร, ครม.สัญจรสงขลา