พิพัฒน์ ปิดปากปมขยาย EEC สู่ปราจีนบุรี ชี้ อยู่ในความรับผิดชอบนายกฯ

18 สิงหาคม 2569 เวลา 10:44 น.

พิพัฒน์ ไม่ขอออกความเห็นปมขยาย EEC สู่ปราจีนบุรี ชี้ อยู่ในความรับผิดชอบนายกฯ เผย สุชาติ เตรียมลงพื้นที่แก้ปัญหาขยะ-มลพิษ วันนี้

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 18 ส.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงกรณีชาวบ้านในจังหวัดปราจีนบุรีออกมาคัดค้าน และต้องการให้ทบทวนการนำจังหวัดปราจีนบุรีเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ Eastern Economic Corridor (EEC) ว่า ขณะนี้ตนคงไม่มีความคิดเห็นในกรณีดังกล่าว เนื่องจากเรื่อง EEC นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ดูแลอยู่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เท่าที่ทราบ มีประเด็นเรื่องขยะที่สร้างมลพิษ โดยหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะลงพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ส่วนกรณีข้อกังวลว่านายทุนจะเข้ามาแทรกแซงเรื่องการทำกินของชาวบ้าน นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบรายละเอียด โดยเรื่อง EEC ต้องไปสอบถามนายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และขอให้รอนายกรัฐมนตรีกลับมาก่อน พร้อมยืนยันว่า ตนไม่กล้าแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ และขอเรียนอย่างตรงไปตรงมา เมื่อถามว่า ในช่วงที่นายพิพัฒน์เป็นประธานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เคยมีการพูดคุยเรื่องการควบรวมจังหวัดปราจีนบุรีเข้ามาอยู่ใน EEC หรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ขณะนั้นมีการเสนอจังหวัดปราจีนบุรีเข้ามา ซึ่งไม่ได้ขัดข้อง และได้มอบหมายให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ไปศึกษาต่อว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ จากเดิมที่มีอยู่แล้ว 3 จังหวัด ได้แก่ ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา นายพิพัฒน์ กล่าวว่า สิ่งที่เลขาธิการ EEC นำเสนอ คือ การขยายไปยังจังหวัดปราจีนบุรี เนื่องจากต้องการเรื่องแรงงาน เพราะแรงงานจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะเดินทางมาทำงานได้สะดวกมากขึ้น โดยเป็นการมองในมิติดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ขณะนั้นยังไม่มีข้อสรุป เนื่องจากสภาพัฒน์ยังไม่ได้ส่งผลการศึกษามา เมื่อถามว่า วันนี้ผู้นำฝ่ายค้านจะลงพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี กังวลหรือไม่ว่าจะกลายเป็นประเด็นทางการเมือง นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ไม่กังวล เพราะเรื่องนี้มี 2 กระทรวงที่รับผิดชอบ คือ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะลงพื้นที่ไปดูปัญหา  

EECนายกฯปราจีนบุรีแนวหน้าออนไลน์

พิพัฒน์ โนคอมเมนต์ ปมขยาย EEC สู่ปราจีนบุรี ชี้อยู่ในความรับผิดชอบนายกฯ

18 สิงหาคม 2569 เวลา 10:42 น.

18 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงกรณีชาวบ้านในจังหวัดปราจีนบุรีออกมาคัดค้าน และต้องการให้ทบทวนการนำจังหวัดปราจีนบุรีเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ Eastern Economic Corridor (EEC) ว่า ขณะนี้ตนคงไม่มีความคิดเห็นในกรณีดังกล่าว เนื่องจากเรื่อง EEC นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ดูแลอยู่

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เท่าที่ทราบ มีประเด็นเรื่องขยะที่สร้างมลพิษ โดยหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะลงพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว

ส่วนกรณีข้อกังวลว่านายทุนจะเข้ามาแทรกแซงเรื่องการทำกินของชาวบ้าน นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบรายละเอียด โดยเรื่อง EEC ต้องไปสอบถามนายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และขอให้รอนายกรัฐมนตรีกลับมาก่อน พร้อมยืนยันว่า ตนไม่กล้าแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ และขอเรียนอย่างตรงไปตรงมา

เมื่อถามว่า ในช่วงที่นายพิพัฒน์เป็นประธานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เคยมีการพูดคุยเรื่องการควบรวมจังหวัดปราจีนบุรีเข้ามาอยู่ใน EEC หรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ขณะนั้นมีการเสนอจังหวัดปราจีนบุรีเข้ามา ซึ่งไม่ได้ขัดข้อง และได้มอบหมายให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ไปศึกษาต่อว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ จากเดิมที่มีอยู่แล้ว 3 จังหวัด ได้แก่ ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า สิ่งที่เลขาธิการ EEC นำเสนอ คือ การขยายไปยังจังหวัดปราจีนบุรี เนื่องจากต้องการเรื่องแรงงาน เพราะแรงงานจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะเดินทางมาทำงานได้สะดวกมากขึ้น โดยเป็นการมองในมิติดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ขณะนั้นยังไม่มีข้อสรุป เนื่องจากสภาพัฒน์ยังไม่ได้ส่งผลการศึกษามา

เมื่อถามว่า วันนี้ผู้นำฝ่ายค้านจะลงพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี กังวลหรือไม่ว่าจะกลายเป็นประเด็นทางการเมือง นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ไม่กังวล เพราะเรื่องนี้มี 2 กระทรวงที่รับผิดชอบ คือ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะลงพื้นที่ไปดูปัญหา

พิพัฒน์รัชกิจประการ,EEC,ปราจีนบุรี,

เหน็บใคร!? นิพิฏฐ์ อวดกึ๋น จัดการพวกทุจริตท้องถิ่น แซะนักการเมืองของท่านทำอะไรบ้าง!?

18 สิงหาคม 2569 เวลา 10:21 น.

เหน็บใคร!? นิพิฏฐ์ อวดกึ๋น จัดการพวกทุจริตท้องถิ่น แซะนักการเมืองของท่านทำอะไรบ้าง!?

เมื่อวันที่  นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ถ้าผมเป็นนักการเมืองของท่าน

ผมจะให้ผู้ที่สอบท้องถิ่น และถูกกล่าวหาว่าทุจริตในการสอบ ด้วยการแก้คะแนนมาพบ และจะนำไปพบปปช.

ผมจะต่อรองกับปปช.ว่า หากปปช.กันเขาไว้เป็นพยาน จะให้เขาให้การตามความจริงว่า เขาให้เงินใครไป

เพื่อให้ปปช.ดำเนินคดีกับบุคคลในระดับตัวการ หรือ ในระดับสูงกว่านั้น เช่น นักการเมือง

เวลานี้ ถึงเวลาแล้วที่“รัฐไทย” ต้องเลือกว่า จะจับการทุจริต ระดับปลาซิว หรือ ปลาช่อน

วิธีนี้ เป็นอย่างเดียวเท่านั้น ที่สามารถกวาดล้างการทุจริต และดำเนินคดีกับคนกลางที่รับเงินได้ และ ระดับที่สูงกว่านั้น

ผมไม่ได้เป็นนักการเมืองของท่าน

ส่วนนักการเมืองของท่าน ทำอะไรบ้างกับการกวาดล้างการทุจริตในประเทศนี้

หรือ นักการเมืองของท่านทุจริตเสียเอง เพื่อเอาเงินมาซื้อเสียงเวลาเลือกตั้ง”

การเมืองทุจริตสอบท้องถิ่นนิพิฏฐ์แนวหน้าออนไลน์

‘นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ’ ประเดิมคิวแรก! สมัครชิงนายก อบจ.นนทบุรี ชูธง ‘กลุ่มผึ้งหลวง’ สานต่องานอดีตนายกฯ

18 สิงหาคม 2569 เวลา 09:54 น.

บรรยากาศการรับสมัครเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นนทบุรี เป็นไปอย่างคึกคัก โดย นายนฤพนธ์ เย็นประเสริฐ เดินทางมาถึงสถานที่รับสมัครเป็นคนแรก เพื่อลงชิงตำแหน่งนายก อบจ. ในครั้งนี้

เปิดใจ “นฤพนธ์” ขอสานต่องาน “อดีตนายกฯ”

หลังจากผ่านกระบวนการรับสมัครเสร็จสิ้น นายนฤพนธ์ เย็นประเสริฐ ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงเหตุผลในการตัดสินใจลงสมัครครั้งนี้ว่า ตนในฐานะหลานชายของอดีตนายกฯ มองว่าจากเหตุการณ์ความสูญเสียที่เกิดขึ้น หากตนไม่ลงสมัครเพื่อสานต่องานที่คั่งค้างอยู่ตามนโยบายเดิมของอดีตนายกฯ คงเป็นเรื่องที่ไม่สมควร จึงตัดสินใจลงสมัครเพื่อสานต่องานให้สำเร็จและมุ่งมั่นจะทำให้ดียิ่งขึ้น

ชูความพร้อมนโยบาย “การศึกษา-สาธารณสุข”

สำหรับนโยบายหลักที่จะสานต่อนั้น นายนฤพนธ์ระบุว่า เบื้องต้นจะเน้นย้ำเรื่อง การศึกษา” ซึ่งอดีตนายกฯ ได้วางรากฐานไว้แล้วแต่อาจต้องมีการปรับปรุงรายละเอียดเพิ่มเติม รวมถึงด้าน สาธารณสุข” ที่ได้เริ่มดำเนินการไปแล้วบางส่วน นอกจากนี้ยังมีเรื่องของสิ่งแวดล้อมที่ได้หารือไว้เบื้องต้น โดยรายละเอียดนโยบายฉบับเต็มจะมีการจัดแถลงข่าวเปิดตัวอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

มั่นใจเต็มร้อย ไม่หวั่นคู่แข่ง

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงระยะเวลาหาเสียงที่กระชั้นชิด นายนฤพนธ์เผยว่าไม่หนักใจ เนื่องจาก กลุ่มผึ้งหลวง” มีความพร้อมและความสามัคคีสูงมาก โดยกลยุทธ์หลักคือการลงพื้นที่ให้ครอบคลุมและใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด

ส่วนกรณีที่ผู้สมัครคู่แข่งอย่างพรรคประชาชนที่เปิดตัวนโยบายกว่า 20 นโยบาย รวมถึงมีโปรไฟล์ที่โดดเด่นนั้น นายนฤพนธ์ยืนยันว่า ไม่หนักใจและมั่นใจในทีมงานกลุ่มผึ้งหลวงเกินร้อย” พร้อมย้ำว่าการมาลงสมัครครั้งนี้ไม่ได้มาเพื่อเล่นๆ แต่มีความประสงค์ที่จะทำงานรับใช้พี่น้องชาวนนทบุรีอย่างแท้จริง

ตัวแทนครอบครัว “เย็นประเสริฐ” วอนชาวนนท์ให้โอกาส

ด้านตัวแทนทีมงาน นางสาวพรรษพร เย็นประเสริฐ ได้กล่าวเสริมว่า ขณะนี้ตนยังอยู่ในความโศกเศร้าเสียใจกับการจากไปของคุณพ่อ จึงมองว่า พี่ตี๋” (นายนฤพนธ์) ในฐานะพี่ชายคนโตของตระกูลเย็นประเสริฐ เป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติครบถ้วนและเหมาะสมที่สุดที่จะเข้ามาสานต่อปณิธาน

อยากขอโอกาสจากพี่น้องประชาชนให้พี่ตี๋ได้เข้ามาช่วยเหลือและพัฒนา ทั้งด้านการศึกษา กีฬา ดนตรี นาฏศิลป์ และสาธารณสุข ความหวังของเด็กๆ รอไม่ได้ ทุกอย่างที่คุณพ่อวางแผนไว้ หากเราได้รับโอกาส พี่ตี๋และกลุ่มผึ้งหลวงพร้อมเริ่มงานทันทีตั้งแต่หน้าแรก”

ก่อนจบการสัมภาษณ์ นายนฤพนธ์ได้ฝากทิ้งท้ายว่า ตนเป็นเด็กนนทบุรีตั้งแต่กำเนิด เติบโตและเรียนที่นี่เหมือนกับอดีตนายกฯ หากพี่น้องชาวจังหวัดนนทบุรีเปิดโอกาสให้เข้าไปสานงานต่อ มั่นใจว่าจะสามารถดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ได้สำเร็จอย่างแน่นอน

สำหรับ นายนฤพนธ์ เย็นประเสริฐ ปัจจุบัน อายุ 57 ปี จบการศึกษาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาล้ยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า พระนครเหนือ เป็นบุตรของ นายณรงค์ เย็นประเสริฐ อดีตสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี ผู้เป็นพี่ชายของ พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ อดีตนายก อบจ.นนทบุรี

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของผู้สมัครจากพรรคประชาชน นายเดชรัต สุขกำเนิด จะเดินทางไปลงสมัครนายก อบจ.นนทบุรี ในวันที่ 20 สิงหาคมนี้.

กลุ่มผึ้งหลวงนฤพนธ์ เย็นประเสริฐนายก อบจ.นนทบุรี

นายกฯ โชว์วิชั่นเวที Lowy เมื่อโลกแบ่งขั้ว ไทยไม่เลือกข้าง แต่ต้องมีทางเลือก ชูอาเซียนเข้มแข็ง-เศรษฐกิจยืดหยุ่น

18 สิงหาคม 2569 เวลา 09:34 น.

18 สิงหาคม 2569 เวลา 10.20 น.ตามเวลาท้องถิ่นนครซิดนีย์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 3 ชั่วโมง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แสดงวิสัยทัศน์ในหัวข้อ “Beyond the Thailand-Australia Bilateral Partnership: Advancing International Order through Regional and Minilateral Cooperation” ณ สถาบัน Lowy (Lowy Institute) นครซิดนีย์ เครือรัฐออสเตรเลีย ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยอิสระด้ายนโยบาย ระหว่างประเทศ (Think Tank) ของประเทศออสเตรเลีย โดยมีบทวิเคราะห์สถานการณ์ระดับโลกต่างๆและจัดทำดัชนีชี้วัด ที่สื่อมวลชนและรัฐบาลทั่วโลกนำไปอ้างอิง โอกาสนี้ Dr. Michael Fullilove ผู้อำนวยการบริหารสถาบัน Lowy ให้การต้อนรับ นายกรัฐมนตรีใช้โอกาสนี้นำเสนอมุมมองของไทยต่อแวดวงนโยบายต่างประเทศและยุทธศาสตร์ของออสเตรเลีย ถึงบทบาทของไทย ออสเตรเลีย และประเทศขนาดกลางในการรับมือกับโลกที่มีความไม่แน่นอนมากขึ้น พร้อมเสนอ 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ 1) ทำให้ภูมิภาคนิยม (Regionalism) สามารถตอบโจทย์ความท้าทายได้อย่างแท้จริง 2) รักษาความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Autonomy) และ 3) สร้างภูมิคุ้มกันและความยืดหยุ่น (Resilience) ผ่านการบูรณาการทางเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การเยือนออสเตรเลียครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญ ก่อนที่ไทยและออสเตรเลียจะครบรอบ 75 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตในปีหน้า โดยทั้งสองประเทศควรต่อยอดความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์จากความร่วมมือทวิภาคี ไปสู่การร่วมสร้างประโยชน์แก่ภูมิภาค ท่ามกลางโลกที่ภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีเชื่อมโยงกันมากขึ้น การแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์และความขัดแย้งส่งผลโดยตรงต่อการค้า การลงทุน ห่วงโซ่อุปทาน พลังงาน และความมั่นคงทางอาหาร นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ในภาวะที่ระบบระหว่างประเทศมีความไม่แน่นอนและคาดการณ์ได้ยาก ไทยและออสเตรเลียต่างมีผลประโยชน์ร่วมกันในการรักษาสภาพแวดล้อมระหว่างประเทศที่เปิดกว้าง มีเสถียรภาพ และตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎกติกา โดยทุกประเทศต้องมีส่วนร่วมในการธำรงรักษาระบบดังกล่าว ไม่ใช่เป็นหน้าที่ของประเทศมหาอำนาจเพียงฝ่ายเดียว ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีเสนอ 3 แนวทางสำคัญ เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลกในปัจจุบัน ประการแรก ทำให้ภูมิภาคนิยม (Regionalism) สามารถตอบโจทย์ความท้าทายได้อย่างแท้จริง โดยนายกรัฐมนตรีเห็นว่า สถาบันระดับโลกยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่ง แต่ในช่วงเวลาที่การสร้างฉันทามติในระดับโลกเป็นไปได้ยาก สถาบันระดับภูมิภาคจำเป็นต้องมีบทบาทมากขึ้น ทั้งในการรักษาช่องทางการหารือ สร้างความไว้วางใจ และแปลงหลักการไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม สำหรับประเทศไทย อาเซียนยังคงเป็น “หลักยึดทางยุทธศาสตร์” ที่สำคัญ โดยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา อาเซียนมีส่วนสำคัญในการเปลี่ยนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากภูมิภาคที่เคยมีความแตกแยกและความไม่ไว้วางใจ ไปสู่ภูมิภาคแห่งการหารือ ความร่วมมือ และการบูรณาการที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี อาเซียนจำเป็นต้องพัฒนาต่อไป โดยความเป็นเอกภาพและความเป็นศูนย์กลางของอาเซียนต้องได้รับการสนับสนุนด้วยความสามารถในการกำหนดวาระของตนเอง และตอบสนองต่อความท้าทายในภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในเรื่องเมียนมา นายกรัฐมนตรียืนยันว่า ไทยสนับสนุนฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน (Five-Point Consensus) ควบคู่กับแนวทางการมีปฏิสัมพันธ์อย่างเหมาะสมและเป็นขั้นเป็นตอน (calibrated re-engagement) เพื่อรักษาช่องทางการหารือและส่งเสริมให้เกิดความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม โดยล่าสุดทางการเมียนมาได้อนุญาตให้ผู้แทนคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) เข้าพบนางออง ซาน ซู จี ซึ่งเป็นสิ่งที่ไทยได้ผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง และไทยหวังว่าจะนำไปสู่พัฒนาการเชิงบวกเพิ่มเติม สำหรับความสัมพันธ์กับกัมพูชา นายกรัฐมนตรียืนยันว่า ไทยยังคงมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ผ่านการเจรจาและกลไกทวิภาคีที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องร่วมกัน พร้อมกับรักษาความเป็นเอกภาพของอาเซียน โดยแม้ความท้าทายในแต่ละกรณีจะแตกต่างกัน แต่หลักการสำคัญยังคงเหมือนกัน คือกลไกภูมิภาคต้องช่วยให้ประเทศสมาชิกสามารถบริหารจัดการความเห็นต่าง ขณะเดียวกันต้องรักษาพื้นที่สำหรับความร่วมมือเอาไว้ ประการที่สอง รักษาความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Autonomy) ด้วยการขยายและกระจายความเป็นหุ้นส่วน นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า Strategic Autonomy ไม่ได้หมายถึงการแยกตัวออกจากประเทศอื่น หรือการวางตัวเป็นกลางในทุกประเด็น แต่หมายถึงการรักษาความสามารถในการตัดสินใจและกำหนดทางเลือกของตนเอง สามารถทำงานร่วมกับหุ้นส่วนที่หลากหลาย และพิจารณาแต่ละประเด็นบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและผลประโยชน์ของประเทศ โดยหากประเทศต่าง ๆ สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่สร้างสรรค์กับหุ้นส่วนได้หลากหลายมากเท่าใด ก็ยิ่งมีทางเลือกมากขึ้น และลดความเสี่ยงที่จะถูกบีบให้เลือกทางใดทางหนึ่งตามผลประโยชน์ของประเทศอื่น ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไทยและออสเตรเลียสามารถร่วมมือกันได้มากขึ้น นายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชมออสเตรเลียในฐานะประเทศคู่เจรจาประเทศแรกของอาเซียน ซึ่งให้การสนับสนุนความเป็นศูนย์กลางของอาเซียนและสถาปัตยกรรมภูมิภาคที่เปิดกว้างและครอบคลุมมาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีบทบาทผ่านกรอบความร่วมมือกับอาเซียน ความเป็นหุ้นส่วนลุ่มน้ำโขง–ออสเตรเลีย (Mekong–Australia Partnership) และความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมกันนี้ ไทยและออสเตรเลียควรต่อยอดความร่วมมือผ่านการรวมกลุ่มขนาดเล็กที่มุ่งผลลัพธ์ในประเด็นเฉพาะ หรือ Minilateral Cooperation เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อปัญหาที่มีความเร่งด่วนได้อย่างคล่องตัวและเป็นรูปธรรม โดยตัวอย่างสำคัญคือความร่วมมือในการต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์และอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งนายกรัฐมนตรีและนายแอนโทนี แอลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย มีกำหนดลงนามในถ้อยแถลงร่วมว่าด้วยความร่วมมือด้านอาชญากรรมข้ามชาติ ณ กรุงแคนเบอร์รา เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายระหว่างสองประเทศ นายกรัฐมนตรีย้ำว่า แนวทางดังกล่าวคือการรักษาความสามารถในการกำหนดทิศทางของตนเองของประเทศต่าง ๆ โดยไม่จำเป็นต้องเลือกข้างหรือเลือกค่าย แต่เป็นการสร้างแนวร่วมและเครือข่ายความร่วมมือที่ช่วยขยายพื้นที่สำหรับการทำงานร่วมกัน ประการที่สาม สร้างภูมิคุ้มกันและความยืดหยุ่น (Resilience) ผ่านการบูรณาการทางเศรษฐกิจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในช่วงเวลาที่การพึ่งพาระหว่างประเทศอาจกลายเป็นความเปราะบาง การสร้างความยืดหยุ่นไม่ควรหมายถึงการแบ่งแยกหรือแตกตัวของระบบเศรษฐกิจ แต่ควรหมายถึงการกระจายความเสี่ยง ลดการพึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่งมากเกินไป โดยไม่ทำลายความเปิดกว้างทางเศรษฐกิจซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค ไทยและออสเตรเลียมีรากฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง โดยความตกลงการค้าเสรีไทย–ออสเตรเลียมีผลใช้บังคับมาตั้งแต่ปี 2548 และในปี 2568 การค้าสองฝ่ายมีมูลค่าประมาณ 32,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ขณะที่ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–ออสเตรเลีย–นิวซีแลนด์ (AANZFTA) และความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ช่วยเชื่อมโยงเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศเข้ากับภูมิภาคในวงกว้างยิ่งขึ้น นายกรัฐมนตรีเห็นว่า ขั้นต่อไปคือการยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจดังกล่าวไปสู่ “หุ้นส่วนที่มีความยืดหยุ่นและพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง” (resilient partnership) โดยออสเตรเลียมีจุดแข็งด้านแร่ธาตุสำคัญ พลังงาน การศึกษา เทคโนโลยี และเงินทุน ขณะที่ไทยมีศักยภาพด้านการผลิตขั้นสูง การผลิตอาหาร การเชื่อมโยงภูมิภาค ตลอดจนอุตสาหกรรมสีเขียวและดิจิทัลที่กำลังเติบโต ทั้งสองประเทศจึงควรเชื่อมโยงจุดแข็งเหล่านี้เข้าด้วยกัน ตั้งแต่แร่ธาตุสำคัญ แบตเตอรี่ และยานยนต์แห่งอนาคต พลังงานสะอาดและการผลิตขั้นสูง ความมั่นคงทางอาหารและเทคโนโลยีการเกษตร ไปจนถึงการค้าดิจิทัล ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างมีความรับผิดชอบ ขณะเดียวกัน กระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ของไทย จะมีส่วนสำคัญในการยกระดับมาตรฐาน กฎระเบียบ และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม โดยไทยยินดีและขอบคุณออสเตรเลียสำหรับการสนับสนุนไทยในกระบวนการดังกล่าว นายกรัฐมนตรีย้ำว่า โลกไม่สามารถย้อนกลับไปสร้างระบบระหว่างประเทศแบบเดิมขึ้นมาใหม่ได้ทั้งหมด ทุกประเทศต้องมีส่วนร่วมสร้างระเบียบระหว่างประเทศสำหรับอนาคต ด้วยการสร้างหุ้นส่วนที่ช่วยรักษาทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ และบูรณาการทางเศรษฐกิจที่ช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่นและภูมิคุ้มกัน “ไทยและออสเตรเลียอาจไม่ใช่ประเทศที่กำหนดดุลอำนาจของโลก แต่เราสามารถมีส่วนร่วมในการกำหนดว่าอำนาจจะถูกใช้อย่างไรในภูมิภาคของเรา” นายกรัฐมนตรีย้ำบทบาทใหม่ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย–ออสเตรเลีย เสริมสร้างความสัมพันธ์ทวิภาคีให้แข็งแกร่ง และทำงานร่วมกันเพื่อรักษาภูมิภาคให้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎกติกา เปิดกว้าง ครอบคลุม และยืดหยุ่น พร้อมรับความเปลี่ยนแปลง เพื่อสร้างสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืนแก่ประชาชนของทั้งสองประเทศและภูมิภาคโดยรวม” สถาบันโลวี (Lowy Institute) คือ สถาบันวิจัยอิสระด้ายนโยบาย ระหว่างประเทศ (Think Tank) ของประเทศออสเตรเลีย มี เป้าหมายหลัก: เพื่อศึกษาวิจัย เสนอแนะนโยบาย เกี่ยวกับประเด็นกิจการระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างออสเตรเลียกับภูมิภาคเอเชียและทั่วโลก

นายกรัฐมนตรีอนุทินชาญวีรกูลอาเซียนเศรษฐกิจ

ปิยะบุตร เปิดใจ ฟิเดล คาสโตร เป็นไอดอล นำแนวคิดมาประยุกต์ใช้กับไทย

18 สิงหาคม 2569 เวลา 09:33 น.

ปิยะบุตร เปิดใจ ฟิเดล คาสโตร เป็นไอดอล นำแนวคิดมาประยุกต์ใช้กับไทย

เมื่อวันที่ 18 ส.ค.2569 นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์บทความ ระบุว่า ” [“ประวัติศาสตร์จะตัดสินให้ผมพ้นผิด” : รำลึก 100 ปีชาตกาล ฟิเดล คาสโตร]

ฟิเดล คาสโตร และพวก ตัดสินใจก่อการปฏิวัติล้มระบอบบาติสต้า ในวันที่ 26 กรกฎาคม 1953 โดยนำกองกำลังติดอาวุธบุกเข้ายึดค่ายทหาร Moncada ผลปรากฏว่า ล้มเหลว ถูกรัฐบาลบาติสต้าปราบปราม เสียชีวิต เกือบ 70 คน ถูกจับกุมคุมขังอีก 30 คน

ฟิเดล คาสโตร ถูกจับกุมคุมขัง และส่งศาลพิจารณาคดี เขาตระหนักดีอยู่แล้วว่าศาลและกระบวนการพิจารณาคดีอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการบาติสต้า ไม่ว่าจะสู้คดีอย่างไร ผลลัพธ์ก็ต้องถูกลงโทษอยู่ดี เมื่อเป็นคดี “การเมือง” ก็ต้องใช้ “การเมือง” โต้กลับ ดังนั้น ในการพิจารณาคดีเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 1953 เขาจึงใช้เวลามากกว่า 2 ชั่วโมง เปลี่ยนเวทีแห่งกฎหมายและคดีความ ให้กลายเป็นเวทีแห่งการต่อสู้ทางการเมืองและปฏิวัติ

เนื้อหาในคำให้การต่อศาลนี้ แสดงให้เห็นถึงความสามารถของฟิเดล คาสโตร ทั้งในทางนิติศาสตร์ ในทางการเมือง ในทางวาทศิลป์ และในทางปฏิวัติ

ในทางนิติศาสตร์ แม้คดีนี้เป็นคดีการเมือง แต่เมื่อแปลงรูปให้เป็นกระบวนการทางกฎหมาย ฟิเดล คาสโตร จึงมิอาจพูดแต่เรื่องการเมืองแต่เพียงอย่างเดียว จำต้องมีประเด็นตอบโต้ทางกฎหมายด้วย ด้วยวุฒิการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต เขาใช้ความรู้ทางกฎหมาย นำเอาหลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ “ย้อนศร” ไปที่คณะรัฐประหารของบาติสต้า และทิ่มแทงกลับไปที่ศาล (ทำหน้าที่เหมือนศาลรัฐธรรมนูญ) ที่ยอมรับให้คณะรัฐประหารผู้กระทำความผิด ล้มล้างรัฐธรรมนูญ ล้มล้างระบอบการปกครอง กลับขึ้นมาอยู่เหนือรัฐธรรมนูญเสียเอง นอกจากนี้ เขายังได้โจมตีไปที่กระบวนการยุติธรรมในคดีนี้ที่ไม่ได้รับรองสิทธิในการต่อสู้คดีของเขาได้อย่างเพียงพอ และตั้งข้อกล่าวหากลับไปที่ศาลและอัยการว่าอยู่ภายใต้บงการของคณะรัฐประหาร

เขาไม่ได้พูดเจื้อยแจ้วหรือใช้โวหารปลุกระดมเรื่อยเปื่อย แต่เขาหยิบยกงานวิชาการของนักกฎหมายรัฐธรรมนูญทั้งของคิวบา คือ Ramón Infiesta y Bages [1] และทั้งของฝรั่งเศส คือ Léon Duguit [2] เขาแสดงทักษะทางกฎหมายของเขาด้วยการโจมตีธรรมนูญการปกครอง 4 เมษายน 1952 (รัฐธรรมนูญชั่วคราว) ที่บาติสต้าประกาศใช้แทนรัฐธรรมนูญ 1940 โดยชี้ให้เห็นถึงความไร้เหตุผลในทางเนื้อหาที่ขัดแย้งกันเอง การรวบอำนาจเข้าสู่จอมเผด็จการบาติสต้า แต่กลับยังหน้าด้านยืนยันว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ตลอดจนยืนยันว่ารัฐธรรมนูญ 1940 ยังคงมีผลอยู่

ดังนั้น ธรรมนูญการปกครองนี้ รวมไปถึงคำวินิจฉัยศาลที่ยอมรับสถานะของธรรมนูญการปกครองนี้ ต้องตกเป็นโมฆะ ในช่วงท้ายของคำให้การ ฟิเดล คาสโตร แสดงให้เห็นถึงความรู้อันกว้างขวางของเขาในด้านนิติปรัชญาและปรัชญาการเมือง เขายืนยันสิทธิของประชาชนในการต่อต้านและล้มล้างการปกครองที่ไม่ชอบธรรม โดยหยิบยกทั้งงานของปรัชญาเมธีจำนวนมาก [3] ทั้งเอกสารทางการเมืองและกฎหมายที่สำคัญ [4] ทั้งตัวบทรัฐธรรมนูญ [5]

ในทางการเมือง ฟิเดล คาสโตร ใช้โอกาสนี้ในการอภิปรายถึงความชอบธรรมของการก่อการของเขาและคณะเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 1953 ในขณะที่การก่อรัฐประหาร 10 มีนาคม 1952 ของบาติสต้าและพวกนั้น ปราศจากความชอบธรรมอย่างสิ้นเชิง เขายังใช้ยุทธวิธี “ก่อร่างสร้างประชาชน” ขึ้นมาใหม่ เพื่อให้คนแต่ละคนที่ถูกกดขี่เกิดจิตสำนึกในการต่อสู้กับระบอบ และหลอมรวมตนเข้าด้วยกันกลายเป็น “ประชาชน” ผู้เป็นองค์ประธานของการปฏิวัติ [6]

ฟิเดล คาสโตร ยังใช้ยุทธวิธี “แยกปลาออกจากน้ำ” ดึงทหารมาเป็นพวก โดยการชี้ให้เห็นถึงความเลวร้ายที่ระบอบบาติสต้าทำกับทหาร ใช้ทหารเป็นเครื่องมือรับใช้พวกเขา และปราบปรามประชาชนซึ่งต่างก็เป็นพี่น้อง ญาติสนิท มิตรสหายกับทหาร เขายังย้ำอีกหลายครั้งหลายหนว่า มีแต่เขานี่แหละที่ปกป้องทหาร ต้องการให้ทหารมีคุณภาพชีวิตที่ดี มิใช่ถูกพวกผู้นำเผด็จการใช้เป็นเครื่องมือ จนพวกเขาร่ำรวยและมีอำนาจล้นฟ้า ส่วนพวกทหารก็ยังยากจนข้นแค้นเหมือนเดิม

เพื่อให้กินใจประชาชนชาวคิวบามากขึ้น ก็ต้องพูดสิ่งที่เป็นเนื้อนาดินของคิวบาเอง เป็นประวัติศาสตร์ที่คนคิวบามีสำนึกร่วมกัน ฟิเดล คาสโตร ย้อนไปถึงวีรบุรุษ นักต่อสู้ ในประวัติศาสตร์คิวบา รำลึกถึงวีรกรรมต่างๆ ได้แก่ การ์โลส มานูเอล เด เซสเปเดส (Carlos Manuel de Céspedes) บิดาแห่งประชาชาติคิวบา (Father of the Homeland) ผู้นำการต่อสู้ในสงคราม 10 ปี (Ten Years’ War) เพื่อเรียกร้องอิสรภาพจากสเปน และเป็นผู้ประกาศปลดปล่อยทาสในคิวบาเป็นคนแรก, อิกนาซีโอ อากรามอนเต (Ignacio Agramonte) ผู้นำทางทหารและนักการเมืองฝ่ายเสรีนิยมคนสำคัญในสงคราม 10 ปี ผู้ร่วมยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกของขบวนการกู้ชาติคิวบา, อันโตนีโอ มาเซโอ (Antonio Maceo) แม่ทัพใหญ่ฉายา “The Bronze Titan” (ยักษ์ไตตันผิวทองแดง ซึ่งในคำให้การนี้ คาสโตรเรียกเขาว่า Titan) นายพลเชื้อสายแอฟริกัน-คิวบา ผู้เกรียงไกรที่สุดคนหนึ่งในสงครามกู้ชาติ

โดยฟิเดล คาสโตร หยิบยกข้อความที่มาเซโอเคยพูดไว้ว่า “เสรีภาพไม่ได้มาจากการขอร้อง แต่ชนะมาด้วยคมของมีดมาเชเต” มากล่าวในศาล, มักซิโม โกเมซ (Máximo Gómez) จอมพลและผู้บังคับบัญชาสูงสุดของกองทัพกู้ชาติคิวบาในสงครามอิสรภาพ (Cuban War of Independence) ผู้เชี่ยวชาญสงครามจรยุทธ์, โฮเซ มาร์ตี (José Martí) กวี นักคิด และอัครสาวกแห่งอิสรภาพคิวบา โดยในคำให้การในศาลนี้ ฟิเดล คาสโตรเรียกเขาว่า “The Apostle” (อัครสาวก) และอ้างถึงหนังสือของมาร์ตีเรื่อง The Golden Age (La Edad de Oro)

ในทางวาทศิลป์ แน่นอนที่สุด ฟิเดล คาสโตร เป็นนักปราศรัยที่เก่งกาจ เนื้อหาดี น้ำเสียงทรงพลัง ยิ่งการกล่าวในศาลครั้งนี้กินเวลามากกว่า 2 ชั่วโมง แต่เขาก็ยังคงดำเนินเรื่องราวต่อไปได้ นี่คือบทพิสูจน์ว่า เขามีวาทศิลป์อันเยี่ยมยอด เขาใช้เทคนิควิธีย้อนศรทิ่มแทงกลับไปที่คณะรัฐประหารของบาติสต้า ศาล และกระบวนการยุติธรรม แทนที่เขาเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่าว่าเป็นกบฏและเป็นจำเลยคดีนี้ แต่เขากลับกลายเป็นผู้กล่าวหาหรือโจทก์แทน กล่าวหาและทำลายความชอบธรรมของระบอบบาติสต้า นำสิ่งที่ระบอบบาติสต้ากระทำกับประชาชนอย่างทารุณมาแฉกลางศาล และเรียกร้องต่อศาลกลับไปว่า คนเหล่านี้หรือจะกลายมาเป็นรัฐบาลปกครองประเทศ เป็นเจ้าหน้าที่จับกุมคุมขังพวกเขา เป็นโจทก์ที่จะฟ้องร้องดำเนินคดีพวกเขา ศาลมีหน้าที่ต้องต่อต้านรัฐประหาร มิใช่รับใช้รัฐประหาร มิฉะนั้น ก็ควรเลือกหนทางลาออกจากตำแหน่งดีกว่ายอมทนรับใช้ระบอบนี้

ในตอนท้าย ฟิเดล คาสโตร ไม่ได้จบด้วยคำขอต่อศาลเหมือนดังคดีอาญาทั่วไปที่จำเลยต้องยืนยันว่าตนไม่ได้กระทำความผิดและขอให้ศาลพิพากษายกฟ้อง ปล่อยตัวจำเลยไป แต่เขากลับยืนยันขอให้ศาลลงโทษให้เขาจำคุกร่วมกับสหายที่ร่วมต่อสู้ด้วยกัน และปิดท้ายประโยค ซึ่งต่อมากลายเป็นอมตะและใช้รณรงค์ต่อสู้กันทั่ว ว่า “จงลงโทษผมเถิด มันไม่สลักสำคัญหรอก แล้วประวัติศาสตร์จะตัดสินให้ผมพ้นผิดเอง!”

ในทางปฏิวัติ ฟิเดล คาสโตร ฉวยโอกาสนี้ ในการเผยแพร่อุดมการณ์และแนวนโยบายของคณะปฏิวัติของพวกเขา เขาได้อธิบายถึงสภาพการณ์ของคิวบาและปัญหา 6 ประการที่เป็นบ่อเกิดของความจำเป็นที่คิวบาต้องปฏิวัติเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ ได้แก่ ปัญหาที่ดิน ปัญหาอุตสาหกรรม ปัญหาที่อยู่อาศัย ปัญหาคนว่างงาน ปัญหาการศึกษา และปัญหาสาธารณสุข เขายืนยันว่าการปฏิวัติเป็นบ่อเกิดของระบอบการเมืองและเป็นฐานก่อตั้งระบบกฎหมายได้ แต่สิ่งที่บาติสต้าและคณะทำนั้น มิใช่การปฏิวัติ แต่เป็นการรัฐประหารแย่งชิงอำนาจ เขาอาศัยพื้นที่ของศาลแปลงให้เป็นพื้นที่ของสื่อ ประกาศหลักการ “กฎของการปฏิวัติ 5 ประการ” อันเสมือนเป็นสัญญาต่อประชาชนว่าพวกเขาจะทำทันทีหากปฏิวัติสำเร็จ ได้แก่

ประการแรก นำรัฐธรรมนูญ 1940 กลับมาใช้ใหม่ และคืนอำนาจสูงสุดให้แก่ประชาชน ในระหว่างที่รอจัดการเลือกตั้ง ให้คณะปฏิวัติเป็นผู้ทรงอำนาจ และใช้อำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ไปพลางก่อน

ประการที่สอง มอบกรรมสิทธิ์ในที่ดินประเภทไม่สามารถนำไปจำนองได้และไม่สามารถโอนได้ ให้แก่ผู้เช่าที่ดิน ผู้เช่าช่วง เกษตรกรผู้แบ่งปันผลผลิต และผู้บุกรุกทำกินทุกคน ที่ถือครองที่ดินขนาดไม่เกิน 5 กาบาเยเรียส (ประมาณ 420 ไร่) โดยรัฐจะจ่ายค่าชดเชยให้แก่เจ้าของเดิมโดยคำนวณจากค่าเช่าที่เจ้าของเดิมควรได้รับจากที่ดินผืนนั้นๆ เป็นระยะเวลาสิบปี

ประการที่สาม ให้คนงานและลูกจ้างมีสิทธิในการได้รับส่วนแบ่ง 30% จากกำไรของกิจการอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม และเหมืองแร่ขนาดใหญ่ทั้งหมด ซึ่งรวมถึงโรงงานน้ำตาลด้วย ทั้งนี้ กิจการที่เป็นเกษตรกรรมโดยแท้จริงจะได้รับยกเว้น เพื่อพิจารณาตามกฎหมายปฏิรูปที่ดินฉบับอื่นๆ ที่จะประกาศใช้ต่อไป

ประการที่สี่ ให้เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยทุกคนมีสิทธิในการได้รับส่วนแบ่ง 55% จากผลผลิตน้ำตาล พร้อมทั้งกำหนดโควตาขั้นต่ำสี่หมื่นอาร์โรบา (Arrobas ; 1 อาร์โรบา เท่ากับ 11.5 กิโลกรัม) สำหรับผู้เช่าที่ดินรายย่อยทุกคนที่เข้ามาตั้งหลักแหล่งทำกินมาแล้วตั้งแต่สามปีขึ้นไป

ประการที่ห้า ยึดทรัพย์สินและผลประโยชน์อันมิชอบทั้งหมดของผู้ที่เคยกระทำการทุจริตในสมัยรัฐบาลก่อนๆ ตลอดจนทรัพย์สินและผลประโยชน์อันมิชอบของบรรดาผู้รับมรดกและทายาทของคนเหล่านั้นด้วย และเพื่อดำเนินมาตรการนี้ ศาลพิเศษที่มีอำนาจเต็มจะเข้าถึงบันทึกข้อมูลของบริษัททั้งหมดที่จดทะเบียนหรือดำเนินงานในประเทศ เพื่อตรวจสอบเงินที่ซุกซ่อนไว้ซึ่งมีที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย พร้อมทั้งร้องขอให้รัฐบาลต่างประเทศส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนและอายัดทรัพย์สินที่เป็นของประชาชนชาวคิวบาโดยชอบธรรม ทั้งนี้ ทรัพย์สินครึ่งหนึ่งที่เรียกคืนมาได้จะนำไปสนับสนุนกองทุนบำเหน็จบำนาญสำหรับคนงาน และอีกครึ่งหนึ่งจะนำไปใช้สำหรับโรงพยาบาล สถานสงเคราะห์ และองค์กรการกุศลต่างๆ

อาจกล่าวได้ว่า นี่ไม่ใช่เป็นเพียงคำให้การของฟิเดล คาสโตร ต่อศาลเท่านั้น แต่มันคือการกล่าวสุนทรพจน์หรือการปราศรัยปลุกระดมทางการเมืองดีๆ นี่เอง เพียงแต่เปลี่ยนสถานที่จากพื้นที่ลานกว้างๆ สนามกีฬา สวนสาธารณะ มากระทำกันในศาล คำให้การในศาลของเขา คือ บทพิสูจน์ว่า แม้พ่ายแพ้ แม้ถูกจับกุมคุมขัง แม้ถูกดำเนินคดีในศาล แต่สำหรับเขาแล้ว ทุกช่วงเวลา ทุกสถานการณ์ คือ โอกาสของการต่อสู้และการปฏิวัติ

ผมได้รับอิทธิพลและแรงบันดาลใจจากคำให้การของฟิเดล คาสโตร ชิ้นนี้มาก อ่านซ้ำหลายรอบ ขีดเส้น บันทึก เมื่อเข้าสู่แวดวงการเมือง ผมได้นำหลายท่อนหลายตอนมาประยุกต์ใช้ ลากเข้าไทย ใช้ประกอบการร่างคำปราศรัยทางการเมืองของผมในหลายต่อหลายครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปราศรัยปิดรณรงค์หาเสียงของพรรคก้าวไกล เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2566 [7] และบทปราศรัยปิดรณรงค์หาเสียงของพรรคประชาชนที่ผมเตรียมไว้ แต่ไม่มีโอกาสนำไปใช้ปราศรัย เพราะพรรคประชาชนไม่ได้เชิญ [8] “

ทั้งนี้ ฟิเดล คาสโตร (Fidel Castro) เกิดเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 1926 ที่คิวบา เดิมเป็นนักกฎหมายและนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ก่อนนำขบวนปฏิวัติต่อต้านรัฐบาลเผด็จการของ ฟุลเคนซิโอ บาติสตา จนประสบความสำเร็จในปี 1959

หลังการปฏิวัติ คาสโตรเปลี่ยนคิวบาเข้าสู่ระบอบสังคมนิยมและสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสหภาพโซเวียต ทำให้คิวบากลายเป็นคู่ขัดแย้งสำคัญของสหรัฐฯ โดยเฉพาะในช่วง วิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา ปี 1962

คาสโตรปกครองคิวบายาวนานเกือบ 50 ปี ก่อนส่งมอบอำนาจให้ราอูล คาสโตรในปี 2008 และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2016 อายุ 90 ปี

คาสโตรสร้างระบบการเมืองแบบพรรคเดียวและจำกัดกิจกรรมของฝ่ายค้าน รัฐบาลประสบความสำเร็จบางด้าน เช่น การขยายการศึกษาและระบบสาธารณสุข แต่ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเรื่อง การจำกัดเสรีภาพทางการเมือง การปราบปรามฝ่ายเห็นต่าง และสิทธิมนุษยชน 

เขาได้รับการยกย่องจากฝ่ายสนับสนุนว่าเป็นผู้นำที่นำคิวบาต่อสู้กับอิทธิพลสหรัฐฯ และพัฒนาการศึกษา-สาธารณสุข แต่ฝ่ายวิจารณ์มองว่าเป็นผู้นำเผด็จการที่จำกัดเสรีภาพทางการเมือง

ปิยบุตรฟิเดลคาสโตรแนวหน้าออนไลน์

นายกฯ เยี่ยมคารวะ ผู้สำเร็จราชการแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ สานต่อมิตรภาพไทย-ออสเตรเลีย

18 สิงหาคม 2569 เวลา 09:01 น.

18 สิงหาคม 2569 เวลา 09.30 น.ตามเวลาท้องถิ่นนครซิดนีย์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 3 ชั่วโมง ณ ห้อง Drawing Room ทำเนียบรัฐบาลรัฐนิวเซาท์เวลส์ เครือรัฐออสเตรเลีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าเยี่ยมคารวะนางมาร์กาเร็ต บีซลีย์ (The Honourable Margaret Beazley AC KC) ผู้สำเร็จราชการแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย-ออสเตรเลีย และแนวทางการขยายความร่วมมือในสาขาที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเยือนครั้งนี้นับเป็นการเยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีไทยครั้งแรกในรอบ 14 ปี และชื่นชมออสเตรเลียในฐานะหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่มีบทบาทอย่างสร้างสรรค์ในภูมิภาค โดยไทยและออสเตรเลียมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดมาอย่างยาวนาน และจะครบรอบ 75 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในเร็ว ๆ นี้ โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรียังชื่นชมผู้สำเร็จราชการแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ที่ให้ความสำคัญและมีปฏิสัมพันธ์กับชุมชนไทยในรัฐนิวเซาท์เวลส์อย่างต่อเนื่อง พร้อมแสดงความยินดีในโอกาสที่ได้รับการขยายวาระการดำรงตำแหน่งจนถึงเดือนพฤษภาคม 2571 นายกรัฐมนตรีชื่นชมรัฐนิวเซาท์เวลส์ในฐานะสังคมพหุวัฒนธรรมที่เปิดโอกาสให้ชุมชนจากทั่วโลก รวมถึงชุมชนไทย สามารถรักษาอัตลักษณ์และมรดกทางวัฒนธรรม ควบคู่กับการมีส่วนร่วมในสังคม ปัจจุบันมีชาวไทยในรัฐนิวเซาท์เวลส์ประมาณ 30,000 คน และนักศึกษาไทยประมาณ 10,000 คนศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยชั้นนำของรัฐ ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือด้านการวิจัย การแลกเปลี่ยนนักศึกษา และการพัฒนากำลังคนในสาขาแห่งอนาคต ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรียินดีต่อการเติบโตของการท่องเที่ยวระหว่างไทยกับออสเตรเลีย โดยในปี 2568 มีนักท่องเที่ยวออสเตรเลียเดินทางมาไทยประมาณ 800,000 คน สะท้อนถึงสายสัมพันธ์ระดับประชาชนที่แน่นแฟ้นและมีพลวัตระหว่างสองประเทศ ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีขอบคุณรัฐบาลรัฐนิวเซาท์เวลส์ที่ให้การสนับสนุนชุมชนไทยและกิจกรรมทางวัฒนธรรมไทยอย่างต่อเนื่อง รวมถึงงาน Sydney Lunar Festival และการจัดงาน Thailand Grand Festival โดยสถานกงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ ในเดือนกันยายนนี้

ด่านตรวจนายกรัฐมนตรียาเสพติดอนุทินชาญวีรกูล

สุทิน ข้องใจสื่อหลัก ปั่นข่าวตบหัวตำรวจ กลบดราม่า สส.ชัยชนะ วิจารณ์ รมต.คลัง

18 สิงหาคม 2569 เวลา 08:53 น.

18 สิงหาคม 2569 นายสุทิน วรรณบวร อดีตสื่อมวลชนอาวุโส โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Sutin Wannabovorn ระบุว่า ไอโอโจมตี ส.ส.ชัยชนะ เรื่องวิจารณ์ รมต.คลัง หนึ่งอาทิตย์เต็มๆ จู่ๆ เรื่องตบหัวตำรวจก็โผล่ขึ้นมา คนที่ไอโอบอกว่า ถูกทำร้ายไม่แจ้งความบอกว่าไม่มีอะไร แต่แปลกใจที่อธิบดีกรมตำรวจสั่งให้ผู้กำกับสอบสวน โดยส่วนตัวไม่ชอบหน้าผู้ถูกกล่าวหา แต่ในฐานะทำข่าวมาเกือบห้าสิบปี รู้สึกว่าสื่อกระแสหลักโดยเฉพาะทีวีปั่นกระแสนี้เกินเหตุ ผิดธรรมชาติสื่อที่ต้องพิจารณาว่าควรมีค่าเป็นข่าวไหม ถ้าผู้เสียหายเอาเรื่องตั้งแต่ต้นนั้นควรเป็นข่าว แต่นี้ใครไม่โพสต์ขี้นมา ก็นำมาปั่นเป็นข่าวใหญ่เพื่อกลบเกลื่อนเรื่องอะไรไม่เข้าใจสื่อ

ชัยชนะเดชเดโชรมตคลังสุทินวรรณบวร

หนูซัดพวกแพ้เลือกตั้ง จองล้มรัฐบาล ลั่นไม่เกี่ยวปมฮั้วสว. แตะเบรกยื่นซักฟอก ฝ่ายค้านอย่านอกเกม ‘เท้ง’ประกาศเอาแน่ มีหลักฐานชัดโยงใคร

18 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

 “อนุทิน” ลั่นซักฟอก พร้อมตอบผลงาน เรื่องอื่นไม่ตอบ ย้ำไม่เกี่ยวเลือกสว.ปี’67 ก่อนรบ.เข้ามา เย้ย“ปชน.”แพ้เลือกตั้งต้องรับ อย่าอยู่นอกเกม ย้ำ“ไทยช่วยไทยเฟส 2” มุ่งทำเพื่อปชช. แต่ไม่ใช่รัฐสวัสดิการ-ประชานิยม ยันเงินในคลังยังไม่ขาด ก่อนบินลัดฟ้าเยือนซิดนีย์ในรอบ 14 ปี มุ่งกระชับสัมพันธ์ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ ด้าน ‘ยศชนัน’โวพร้อมตอบตั้งแต่วันนี้ ขณะที่’ไชยชนก’ไม่กังวลเป็นสายล่อฟ้า เพราะมีทั้งข้อดีข้อเสีย จับโยง’เนวิน’เรื่องปกติของการเมือง ด้าน’พิพัฒน์’ไม่หวั่นพุ่งเป้า แต่ไม่รู้จะถูกซักฟอกเรื่องอะไร

เมื่อเวลา 09.00น.วันที่ 17สิงหาคม2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมคณะ ออกเดินทางจากท่าอากาศยานกองบิน6 ดอนเมือง (บน.6) ไปยังนครซิดนีย์ เครือรัฐออสเตรเลีย เพื่อเยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 17–20สิงหาคม2569 ก่อนเดินทางต่อไปยังนครโอ๊คแลนด์ เพื่อเยือนนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 20–22สิงหาคม2569 นายกฯมีกำหนดเดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติซิดนีย์ คิงส์ฟอร์ดสมิธ (Sydney Kingsford Smith Airport) นครซิดนีย์ ในเวลาประมาณ 21.05น.ของวันที่ 17ส.ค.ตามเวลาท้องถิ่นนครซิดนีย์ ซึ่งเร็วกว่าเวลาประเทศไทย 3ชั่วโมง

 ‘หนู’ลั่นรมต.พร้อมตอบซักฟอก

ทั้งนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ก่อนออกเดินทางกรณีฝ่ายค้านเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจในสมัยประชุมสภาฯ ที่จะถึง ว่า รัฐมนตรีทุกคนมีความพร้อมในการชี้แจงตอบข้อสงสัย หรือสิ่งที่ฝ่ายค้านรู้สึกว่าไม่ไว้วางใจ รัฐมนตรีหลายท่านที่ถูกพาดพิงก็ต้องพร้อมที่จะตอบให้เกิดความชัดเจนต่อประชาชน เราไม่ได้ตอบคนในสภาฯ เราตอบประชาชนทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นรัฐมนตรีทุกคนต้องมีความพร้อม

เฉพาะเรื่องงานรบ.-ฮั้วสว.ไม่เกี่ยว

เมื่อถามว่า ธงของพรรคประชาชน(ปชน.) ในการอภิปรายเหมือนจะเป็นเรื่องฮั้ว สว.นายอนุทิน กล่าวว่า อันนี้ตนไม่ทราบว่าใครมีธงอะไร รัฐบาลนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องสว.ใดๆ ทั้งสิ้น สว.เป็นอีกสถาบันหนึ่ง เรื่องฮั้วสว.ก็เป็นคำบัญญัติของใครที่อยากบัญญัติขึ้นมา รัฐบาลนี้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในปี 2569 สว.เลือกกันปี 2567 เพราะฉะนั้นไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับรัฐบาลนี้

เมื่อถามอีกว่าหากฝ่ายค้านหยิบยกเรื่องดังกล่าวขึ้นมาอภิปรายจะตอบหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า อะไรที่เกี่ยวข้องกับผลการทำงานของรัฐบาลนี้เราก็ตอบ อะไรไม่เกี่ยวข้องเราก็ไม่ตอบ

เมื่อถามอีกว่า นายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ น และน.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาเปิดเผยคลิปสนทนา ฮั้วสว. นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องฮั้วสว.ถามตนไม่ได้ ตนอยู่ฝ่ายบริหาร มันมีความพยายามจะให้มาเกี่ยวโยงกับรัฐบาลก็คงเป็นการพยายามทำให้รัฐบาลขาดความเชื่อมั่นต่างๆ ก็เป็นหน้าที่เป็นเกมของคนที่ไม่ได้อยู่ในรัฐบาลแล้วอยากเป็นรัฐบาล

แพ้ลต.ต้องยอมรับ-อย่าอยู่นอกเกม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จังหวะนี้นายกฯหัวเราะในลำคอ”หีหึ”ก่อนกล่าวอีกว่า”อย่าคิดมาก ทุกอย่างอยู่ที่ผลการเลือกตั้ง จริงๆแพ้เลือกตั้งแล้วก็ต้องยอมรับกติกาก็ตรวจสอบไป แต่อย่าอยู่นอกเกม”

ไทยช่วยไทยเฟส2มุ่งทำเพื่อปชช.

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ ความคืบหน้าโครงการไทยช่วยไทยพลัสเฟส 2 มีแนวโน้มอย่างไร ว่า เราต้องสมดุลกันตลอดเวลา เศรษฐกิจต้องเดินไปได้ ประชาชนได้ลดค่าใช้จ่าย รัฐบาลบริหารจัดการงบประมาณได้ มันต้องมีหลายองค์ประกอบ ที่มันบรรจบเข้าด้วยกัน รัฐบาลมีหน้าที่ต้องดูแลทุกข์สุขของประชาชน อย่างเต็มที่อยู่แล้ว แต่รูปแบบของการดูแล ต้องเป็นรูปแบบที่ไม่ใช่รัฐสวัสดิการ ไม่ใช่ประชานิยม ต้องเป็นการร่วมกันและเป็นช่วงเวลาจังหว่ะที่ดี

ยืนกรานเงินในก.คลังยังใม่ขาด

เมื่อถามว่าไทยช่วยไทยพลัสเฟส 2 จะต้องมีใช่หรือไม่ นายกฯกล่าวว่าอะไรที่ทำให้ประชาชนได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี เราต้องคิดทุกวัน มันไม่ใช่เรื่องนี้เรื่องเดียวเมื่อถามว่า เงินในคลังยังสามารถซัพพอร์ต เรื่องนี้ได้ใช่หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ที่ผ่านมาก็ยังไม่เคยขาด

ซัด’เฟกนิวส์’ชุมนุมหน้าทำเนียบ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีการเผยแพร่เฟกนิวส์ชุมนุมขับไล่นายกฯ หน้าทำเนียบรัฐบาลและอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ว่า เฟกนิวส์ คือเฟกนิวส์ การเสพสื่อเหล่านี้ก็ควรจะต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ว่าจะบานปลาย โดยการปลุกระดมทางโซเชียล นายกฯกล่าวว่ารัฐบาลทำงานทุกอย่างตามภารกิจหน้าที่ ด้วยความทุ่มเทและซื่อสัตย์สุจริต

ทำเนียบฯปกติ-ไม่มีม็อบปิดถนน

ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบโดยรอบทำเนียบรัฐบาล พบว่าไม่มีการชุมนุมของมวลชนตามภาพที่เผยแพร่ มีเพียงกลุ่มสภาเครือข่ายประชาชนอีสาน (สอส.) สภาประชาชน 4 ภาค ประมาณ 200 คน ที่ใช้พื้นที่ถนนพระราม 5 ข้างศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ กางเต้นท์ปักหลักติดตามความคืบหน้าการแก้ปัญหาเรื่องที่ดิน และหนี้สิน ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่ได้เป็นการกีดขวางการจราจรแต่อย่างใด ทั้งนี้ ภาพม็อบดังกล่าวที่ถูกแชร์กันในโลกโซเชียล ถูกตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นภาพจากAI

 ‘อนุทิน’ปัดจัดฉากเข้าด่านตรวจ

นายอนุทิน ยังให้สัมภาษณ์ถึงการถูกด่านตรวจค้นอาวุธปืนและยาเสพติด ในพื้นที่ ต.บ้านด่าน อ.บ้านด่าน จ.บุรีรัมย์ ตรวจค้นรถระหว่างลงพื้นที่เมื่อวันที่ 16 ส.ค.ว่า เขาตั้งด่านตรวจปกติ พอดีรถผ่านไปไม่มีอะไรหรอก อย่าไปคิดอะไรมาก ตั้งด่านตรวจก็ดีแล้ว เมื่อถามว่า ด่านดังกล่าวจับยาเสพติดได้เยอะ นายอนุทิน กล่าวว่า เขาเล่าให้ฟังว่า จับยาเสพติดได้ ซึ่งคนขับมอเตอร์ไซค์ขนยาเห็นด่านก็ตกใจมอเตอร์ไซค์คว่ำ

เมื่อถามว่าการไปที่ด่านดังกล่าวไม่ได้วางแผนหรือบอกใครไว้ก่อนใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนไม่ได้ไปบุรีรัมย์มาหลายสัปดาห์แล้วต้องแวะไปบ้าง เมื่อถามอีกว่าพอมีข่าวออกไปแล้วมีดราม่าคนออกมาตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการจัดฉากหรือไม่เพราะตำรวจจะไม่รู้เลยหรือว่าเป็นรถนายกฯ นายอนุทิน กล่าวว่า “คิดเรื่องอื่นดีกว่าเนอะ ตำรวจไม่รู้ครับเพราะไม่มีรถนำเป็นวันหยุดไม่มีขบวน ผมไปกับทีมส่วนตัวไม่มีการตั้งแถวรับไม่มีการจัดใครมารับทั้งสิ้น’

‘เต้’ร้องตร.สอบปืนฝ่ายการเมือง

นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หัวหน้าพรรคก้าวล้ำ เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.ขอให้ตรวจสอบการครอบครองและการพกพาอาวุธปืนของบุคคลในแวดวงการเมืองตั้งแต่ นายกรัฐมนตรี ภรรยา รัฐมนตรี สส.และสว.ตลอดจนบุคคลที่ทำหน้าที่ติดตาม หรือรักษาความปลอดภัย โดยเน้นย้ำว่า ต้องการให้ตรวจสอบว่า อาวุธที่ครอบครองมีทะเบียนถูกต้องและมีเอกสารอนุญาตให้พกพาตามกฎหมายหรือไม่ โดยเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่และขั้นตอนของกฎหมาย เพื่อให้ทราบว่า อาวุธที่พบ หากมีการตรวจสอบจริง มีเอกสารการครอบครองและการพกพาถูกต้องหรือไม่ พร้อมย้ำว่าการตรวจสอบควรครอบคลุมอย่างเสมอภาค ไม่ควรยกเว้นเพียงเพราะผู้เกี่ยวข้องมีตำแหน่งทางการเมือง และการตรวจค้นก็ไม่ต้องแจ้งล่วงหน้าตนเองเชื่อว่าจะเจอแน่นอน เพราะส่วนใหญ่จะไม่มีใบอนุญาตพกพา หรือ ป.12 และอีกส่วนก็เป็นปืนเถื่อน

 ‘ไชยชนก’ไม่กังวลรมต.สายล่อฟ้า

นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีฝ่ายค้านเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า ทุกกระทรวงต้องมีการเตรียมความพร้อม ซึ่งเรามีการรวบรวมประเด็นที่น่าสนใจของฝ่ายค้านและทุกอย่างที่เราสามารถรวบรวมได้ก็ทำไปเรื่อย ๆ ระหว่างทำงาน ตนคิดว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องปกติที่ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว ฉะนั้นเราก็ต้องมุ่งทำงานต่อไป

เมื่อถามว่า ตัวรัฐมนตรีไม่กังวลที่จะถูกอภิปรายใช่หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ไม่กังวล เ

เมื่อถามว่า ดูเหมือนว่าเป็นรัฐมนตรีสายล่อฟ้าอยู่เหมือนกัน นายไชยชนก กล่าวว่า ก็ต้องใช้ให้เป็นประโยชน์ การเป็นสายล่อฟ้าก็มีทั้งข้อดีข้อเสีย ในข้อดีถ้าเรามีผลงานและสิ่งดี ๆ จากหน่วยงานที่เรากำกับดูแล ก็จะเป็นที่สนใจเป็นพิเศษก็ไม่ได้ถือว่าเป็นเรื่องแย่อะไร ถ้าเป็นสายล่อฟ้า

ชี้เรื่องปกติลากโยงไปถึง’เนวิน’

เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ถ้าการอภิปรายครั้งนี้ ตัวรัฐมนตรีจะถูกโยงในเรื่องของการเมือง เนื่องจากกรณีนายเนวิน ชิดชอบ ประธานบริหารสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด บิดา นายไชยชนก กล่าวว่า จะไม่โยงได้อย่างไร ตนเป็นเลขาธิการพรรคจัดตั้งรัฐบาล ก็ต้องเกี่ยวข้องและถูกโยงอยู่แล้ว

 ‘พิพัฒน์’พร้อมตอบทุกข้อศึกซักฟอก

ด้าน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีฝ่ายค้านจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางรัฐบาล ว่า พร้อม ถ้าฝ่ายค้านจะอภิปรายในเรื่องกระทรวงคมนาคม ตนก็ต้องพร้อมชี้แจงไม่ว่าฝ่ายค้านจะอภิปรายหรือถามเรื่องอะไร เราจะพยายามชี้แจงให้ครบทุกประเด็น ส่วนตัวไม่ได้กังวลอะไร ผู้สื่อข่าวถามว่า คาดการณ์หรือไม่ว่า ตัวเองจะเป็น1ในผู้ถูกอภิปราย นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เท่าที่ดูกระทรวงคมนาคมจะถูกอภิปรายทุกรอบไม่ว่ารัฐบาลไหน ดังนั้น ในฐานะที่นายกฯ ได้มอบให้ตนกำกับดูแลกระทรวงคมนาคมตนก็ต้องพร้อมที่จะชี้แจง ไม่ได้กังวล อะไรที่เป็นประเด็น อะไรที่เป็นคำถาม อะไรที่ฝ่ายค้านสงสัยก็จะตอบในทุกประเด็น

ไม่รู้ฝ่ายค้านพุ่งเป้าถล่มเรื่องอะไร

เมื่อถามว่า มีการเตรียมตัวอย่างไรบ้าง เพราะเป็นรัฐมนตรีที่ฝ่ายค้านพุ่งเป้าไว้แล้ว นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ถ้าจะบอกว่า พุ่งเป้ามาที่ตน กระทรวงคมนาคม ตนคิดว่า ไม่น่าจะมี เพราะส่วนใหญ่ที่พุ่งเป้ามา อย่างในรัฐบาลที่แล้วก็เป็นเรื่องของพลังงาน ซึ่งขณะนี้ตนไม่ได้กำกับดูแลกระทรวงพลังงานแล้ว หลังจากนั้นก็เป็นเรื่องของแลนด์บริดจ์ ซึ่งปัจจุบันมีการยกเลิกไปแล้ว โดยการศึกษาของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ได้ยกเลิกคำว่า แลนด์บริดจ์ไป เพราะฉะนั้น ตนเลยไม่แน่ใจว่า จะมีการอภิปรายเรื่องอะไร แต่ถ้าฝ่ายค้านอภิปรายเรื่องของกระทรวงเราก็ต้องพร้อมชี้แจง

 ‘ฮั้วสว.’ก็ไม่มีชื่อถูกกกต.สอบ

ผู้สื่อข่าวถามว่า เห็นว่า ฝ่ายค้านจะนำเรื่องฮั้ว สว. มาอภิปรายด้วย ส่วนตัวคิดว่า เหมาะหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เรื่องฮั้ว สว. ตนคิดว่า อยู่ในกระบวนการที่ทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สอบอยู่ แม้ว่า จะมี 2 คณะ ซึ่งจะมีความเห็นเป็นอย่างไร ตนไม่ทราบ เพราะทางคณะที่ทำการหาข้อเท็จจริงยังไม่มีการสรุปออกมาที่ชัดเจน และยังไม่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะ ต้องรอดูว่า เรื่อง สว.จะเป็นอย่างไร แต่สำหรับตน ในเรื่องของการฮั้ว สว.ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะใน 229 คนที่ว่านั้น ชื่อตนก็ไม่มี

เล็งฟื้นนิคมอุตสาหกรรมจะนะ

นายพิพัฒน์ ยังกล่าวถึงการประชุมครม.นอกสถานที่อย่างเป็นทางการ หรือครม.สัญจร จ.สงขลา ระหว่างวันที่ 31ส.ค.-1ก.ย.ว่า ตนในฐานะรองนายกฯกำกับดูแลพื้นที่ภาคใต้ ได้ประชุมร่วมกับนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทยและนายสรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม หารือกับผู้ว่าราชการจังหวัดและคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) เพื่อนำเสนอโครงการต่างๆในพื้นที่5 จังหวัดภาคใต้ ตามที่ทางจังหวัดต้องการ ทั้งนี้ จะรวบรวมให้ผู้ว่าฯสงขลา เสนอผ่านกระทรวงมหาดไทย ไปสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งจะประชุมวันที่ 31ส.ค.นี้ ส่วนใหญ่เป็นโครงการป้องกันน้ำท่วม โดยปี2568 จ.สงขลา ประสบอุทกภัยหนักและ4จังหวัดที่เหลือก็ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน ส่วนโครงการอื่นจะเป็นเรื่องผังจังหวัดว่า จะปรับสีใหม่หรือไม่ ซึ่งจะพัฒนาเรื่องเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในพื้นที่ 3จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่าจะฟื้นเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างไร เนื่องจากรายได้ต่อคนต่อปีค่อนข้างต่ำ จึงต้องหารือกับผู้ว่าฯ แต่ละจังหวัด ขณะที่จังหวัดสงขลา จะมีโครงการพัฒนาที่จะนะ เป็นกึ่งนิคมอุตสาหกรรม ลงทุนโดยภาคเอกชน

ให้สภาพัฒน์ฯศึกษาโครงการใหม่

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะเป็นการรื้อฟื้นโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ ที่ถูกยกเลิกในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช่หรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ไม่ได้ล้มโครงการ เป็นการนำมาให้สภาพัฒน์ศึกษาใหม่ โดยนำมาต่อยอดใหม่ จากที่สภาพัฒน์ลงไปสำรวจเรื่องSCAซึ่งเหลือประเด็นนี้ที่ยังเห็นไม่ตรงกัน คือ การสร้างท่าเรือน้ำลึก ขณะนี้มีท่าเรือน้ำลึกสงขลาอยู่แล้ว แต่เกิดปัญหาความแออัดที่ผู้ประกอบการส่งออกในพื้นที่กังวลว่า ท่าเรือไม่เพียงพอรองรับเรือขนส่งสินค้า

อย่างไรก็ตาม ท่าเรือสงขลาไม่สามารถขยายได้ เพราะความลึกที่จะลอกเกินกว่า 9 เมตร และติดกับรากหิน จุดดังกล่าวเรียกหัวเขาแดง เป็นที่ตั้งของโบราณสถาณ จึงไม่สามารถที่จะลากหินลงไปในแนวทะเลให้ลึกกว่า 9 เมตร จึงเกิดปัญหาว่าเรือขนาดใหญ่กว่าปัจจุบันไม่สามารถเข้าเทียบท่าได้ โดยให้นายสรรเพชญ หาข้อมูลร่วมกับกรมเจ้าท่า เพื่อนำให้สภาสภาพัฒน์ ศึกษาต่อใหม่ ส่วนงบประมาณที่จะใช้ในการพัฒนาพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ ยังไม่เห็นตัวเลข ซึ่งที่นำเสนอมาส่วนใหญ่เป็นเรื่องของตัวเลขการลงทุนของภาคเอกชน ดังนั้นในส่วนของภาครัฐ คือ การอนุมัติโครงการเท่านั้น แต่หลักใหญ่คือเรื่องของผังเมือง

‘ยศชนัน’ไม่จำเป็นต้องเตรียมตัว

นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีฝ่ายค้านจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ หากมีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกระทรวง อว. มีการเตรียมความพร้อมในการชี้แจงแล้วหรือไม่ ว่า เรื่องนี้เอาให้ชัดเจน เรามีการตั้งคณะกรรมการดูแลเรื่องนี้อยู่แล้ว ซึ่งมีการทำตามคำแนะนำทุกขั้นตอน เป็นไปตามกระบวนการ มันไม่ใช่ว่า มั่นใจหรือไม่มั่นใจ เพราะเราทำตามกระบวนการมาตลอดอยู่แล้ว ไม่ได้มีอะไรต้องกังวลในเรื่องนี้

เมื่อถามย้ำว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกของนายยศชนันนายศชนัน ถามกลับว่า ตนถูกอภิปรายหรือ เมื่อถามอีกว่า จะต้องมีการเตรียมตัว หรือให้พรรคเพื่อไทยติวอะไรหรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ตนในฐานะที่เป็นรองนายกฯ มีความรับผิดชอบในเรื่องนี้เต็มที่ มาเรื่องนี้ได้ด้วยสิ่งที่ประเทศมอบหมายมาให้ทำ ไม่มีการนำเรื่องนี้มาเป็นเรื่องส่วนตัว ฉะนั้น ทำเต็มที่ เตรียมข้อมูลและสามารถตอบตั้งแต่วันนี้ได้ด้วยซ้ำ ไม่ได้จำเป็นต้องเตรียม และไม่จำเป็นต้องดูแลเรื่องการแยกส่วนของการเมืองกับของกระทรวง

ปชน.ส่ง’เดชรัต’ชิงเนายกอบจ.นนท์

ที่อาคารอนาคตใหม่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) แถลงข่าวเปิดตัว นายเดชรัต สุขกำเนิด รองหัวหน้าพรรค อดีตอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นผู้สมัครเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นนทบุรี ซึ่งจะเลือกตั้งวันที่ 20กันยายนนี้ แทน พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ อดีตนายก อบจ.นนทบุรี ที่ถูกนายฉลอง เรี่ยวแรง อดีตส.ส.นนทบุรีหลยิงเสียชีวิต

‘เท้ง’ลั่นคุณสมบัติเหมาะสมที่สุด

โดยนายณัฐพงษ์ กล่าวว่า การเปิดตัวครั้งนี้มาจากเหตุการณ์ที่เราไม่อยากให้เกิดขึ้น เนื่องจากพ.ต.อ.ธงชัย เสียชีวิตและเป็นผู้บริหารที่ได้รับความไว้วางใจ ส.ส.และผู้บริหารท้องถิ่น ที่พรรคประชาชนเคยทำงานร่วมกันมาต่อเนื่องเพื่อแก้ปัญหาประชาชนในพื้นที่ ตนในฐานะหัวหน้าพรรคให้เกียรติและเคารพ จึงจะรอให้ผ่านพ้นการจัดงานของพ.ต.ท.ธงชัยไปก่อน โดยจะส่งผู้สมัครไปสมัครรับเลือก ในวันที่ 20 สิงหาคมนี้ ทั้งนี้เราพร้อมเต็มที่มี ทั้งนโยบาย บริหารและบุคคลที่จะเสนอตัวเข้ามาช่วย เพื่อเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดให้กับชาวนนทบุรี จึงขอเชิญชวนให้ทุกคนไปเลือกตั้งในวันที่ 20 กันยายนนี้ เข้าคูหากาเพื่อนิวนนท์

ผู้สื่อข่าวถามว่า ทำไมถึงเลือก นายเดชรัต ลงสมัคร นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า นายเดชรัต มีคุณสมบัติ เป็นที่ยอมรับทั้งในและนอกพรรค ซึ่งกระบวนการเลือกผู้สมัครของพรรคประชาชน ทุกการเลือกตั้งไม่ได้มีเรื่องการล็อกผู้สมัครคนใดคนหนึ่งเป็นแคนดิเดต แต่มีกระบวนการเปิดกว้างมาตลอดทุกการเลือกตั้งและการเลือกตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุที่เราไม่อยากให้เกิด กระบวนการคัดเลือกจึงเร่งรัด พรรคต้องใช้กระบวนการเลือกผู้สมัครที่คิดว่ามีความเหมาะสมที่สุด และนายเดชรัต มีคุณสมบัติตรงนั้นรวมถึงสส. สจ.ของพรรคในจังหวัดให้การยอมรับ และนายเดชรัต เป็นคนนนทบุรีแท้ รู้และเข้าใจปัญหาและได้รับการยอมรับ ส่วนคนที่จะตัดสินใจเลือกนายกอบจ.คนต่อไปคือ ประชาชนชาวนนทบุรี

มั่นใจนโยบายพรรคถูกใจชาวนนท์

เมื่อถามว่ามีสิ่งใดที่ทำให้มั่นใจ ว่าจะทำให้ชนะการเลือกตั้ง นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า วิธีการหาเสียงของแต่ละคนจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับกลุ่มนั้น ส่วนพรรคประชาชนมุ่งมั่นในแนวทางเดิมของเรา และคิดว่าสิ่งที่จะได้รับความไว้วางใจจากชาวนนทบุรี คือ นโยบายนับจากวันนี้ถึงวันที่ 20กันยายน จะมีอีกหลายเวที ที่อยากให้ชาวนนทบุรีร่วมกันติดตามการหาเสียงเลือกนายกอบจ.ในครั้งนี้ว่า เรานำเสนอนโยบายอะไร และคิดว่านโยบายที่ตอบโจทย์คนในพื้นที่จะเป็นปัจจัยที่ทำให้พวกเราได้รับความไว้วางใจจากชาวนนทบุรี รวมถึงเรื่องทีมงานในพื้นที่มีความพร้อมเป็นอย่างมาก และอยากให้ชาวนนทบุรี ให้ความไว้วางใจไม่ต่างจากที่เลือกส.ส.และส.จ.ของพรรค

 ‘เท้ง’ยันเอาแน่ฮั้วสว.เป็นขนวนการ

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์กรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ระบุว่า คดีฮั้วส.ว. ไม่เกี่ยวกับฝ่ายรัฐบาล และหากพรรคประชาชนชนะเลือกตั้งคงไม่ตรวจสอบ ว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่ใช่การพิสูจน์ทราบเพื่อสิ้นข้อสงสัย ตนเชื่อว่านายกฯอยู่การเมืองมานานรู้อยู่แล้วว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นเพียงแค่การมีมูลอันควรเชื่อได้ว่า ก็สามารถนำมาอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ ซึ่งเป็นกระบวนการปกติมากในสภาและในฐานะฝ่ายค้าน ผ่านการจัดเวทีเสวนาคดีฮั้วส.ว.จะเห็นว่า เรามีหลักฐานชี้ชัดว่า ขบวนการครั้งนี้มีการจัดตั้ง แลกเปลี่ยน รับผลประโยชน์แน่นอน ที่เรียกกันว่าขบวนการโกงส.ว.จากคำให้การของพยาน รวมถึงหลักฐานการจองโรงแรม เส้นทางการเงิน ก็ควรที่จะพาดพิงกลับไปยังพรรคการเมือง นักการเมืองที่สังกัดอยู่พรรคภูมิใจไทย ดังนั้นเรื่องนี้ปฏิเสธได้ยากที่จะใช้เทคนิคบังคับกฎหมาย เพื่อมาสกัดไม่ให้เรื่องนี้เข้าสู่กระบวนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ลั่นรัฐบาลต้องพร้อมถูกตรวจสอบ

ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้าชนะเลือกตั้งจะไม่ตรวจสอบใช่หรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า พรรคประชาชน ทำหน้าที่พรรคฝ่ายค้านอย่างเต็มที่ ประเด็นการโกงส.ว.หลักฐานชัดมาก จึงไม่มีอะไรที่อยากเรียกร้องไปมากกว่าอยากให้นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลเป็นนักการเมืองก็ควรถูกตรวจสอบได้จากสภาผู้แทนราษฎร

ยันการแนะนะตัวไม่ผิดระเบียบกกต.

เมื่อถามว่ามีประเด็นเรียกร้องให้ตรวจสอบส.ว.สีส้ม ด้วย จะตรวจสอบควบคู่กันหรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า เราตรวจสอบทุกคนอยู่แล้ว แต่ในกระบวนการเลือกส.ว.ระเบียบ กกต.ไม่ได้ห้ามเรื่องการแนะนำตัวผู้สมัครแต่ละคนได้ เป็นกระบวนการที่ควรเป็นด้วยซ้ำ เพราะแต่ละคนต่างที่มา ต่างกลุ่มอาชีพ การที่จะให้รู้จักกัน ที่จะตัดสินใจลงคะแนนก็จะยาก เพราะฉะนั้น กระบวนการแนะนำตัวไม่ได้ขัดต่อระเบียบ กกต.แต่สิ่งที่ทำให้ผิดคือการสัญญาว่าจะให้ เรื่องผลตอบแทนด้านการเงิน ตำแหน่งต่างๆ ที่เราเรียกว่ากระบวนการโกง ส.ว.ยืนยันว่า ตรวจสอบทุกคน เพียงแต่ว่าหลักฐานที่เรามี อิงไปถึงบุคคลที่อยู่ตามคำร้อง ที่ตอนนี้รอมติ กกต.วันที่ 31ส.ค.นี้

จับตามาตลอด-ไม่ใช่แตกคอน้ำเงิน

เมื่อถามว่าทำไมถึงมาตรวจสอบตอนนี้ เป็นเพราะแตกกับฝั่งสีน้ำเงินใช่หรือไม่ คลิปเสียงก็ออกมาตั้งแต่ช่วงนั้น แต่พรรคประชาชนก็เพิกเฉย บอกว่าให้เป็นการดำเนินการของ กกต.นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เราตรวจสอบเรื่องนี้มาโดยตลอด แต่หลักฐานอาจจะมีทั้งเก่าและใหม่ ซึ่งหลักฐานที่ได้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เกิดจากคนในขบวนการนี้ ที่ส่งข้อมูลหลักฐานมาให้ จึงขอตอบสั้นๆ ยืนยันว่าเราตรวจสอบเรื่องนี้มาโดยตลอดอยู่แล้ว ยิ่งหลักฐานที่เราได้มากขึ้นทุกวัน ก็จะเป็นสิ่งที่มัดตัวการกระทำผิดจากฝั่งรัฐบาล ที่เห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้พรรคภูมิใจไทยมีส่วนพัวพันกับขบวนการโกงเลือก ส.ว.จริงๆ

เมื่อถามว่าพอจะบอกได้หรือไม่ว่าคลิปเสียงที่อ้างถึงเบื้องบนล่าสุด หมายถึงใคร นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เรายืนยันคุ้มครองแหล่งที่มาของข้อมูลและเชื่อว่า นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่เป็นคนเปิดเผยข้อมูลก็ไม่ให้ชื่อเหมือนกัน

อ้างคลิปเสียงชัดเจนเชื่อมโยงถึงใคร

เมื่อถามว่ามีดราม่า ที่มีนักวิชาการและนักวิเคราะห์ไม่เห็นด้วยกับกรณีที่ น.ส.รักชนก ศรีนอก ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาเรียกร้องเชิงประชด ให้คนรักสถาบันอย่าอยู่นิ่งกับคลิปเสียง นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ถ้ามองในภาพกว้างจริง ประเทศไทยมีระบบการเมืองที่อนุญาตให้กลุ่มคนที่มีอำนาจใช้กระบวนการนิติสงครามทำลายล้างระบบการเมือง จึงเป็นที่มาที่รณรงค์ในอดีตและมีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย แต่ขณะเดียวกัน คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้เอามาเป็นประเด็นในการรณรงค์ แต่อย่างไรก็ตาม การเดินหน้าแก้ไขระบบการเมืองของพรรคประชาชน เราก็ดำเนินการแก้ไขในส่วนอื่นๆ อยู่ ไม่ว่าจะการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การแก้ไขให้องค์กรอิสระยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด และถ้าเห็นในคลิปเสียงว่ามีการพาดพิงถึงเบื้องบน จะเห็นบางกลุ่มบางก้อนการเมืองในอดีต หรือบรรดานักร้อง ก็จะร้องทำลายล้างมายังพรรคประชาชนมาโดยตลอด ซึ่งกรณีนี้ในคลิปเสียงก็มีหลักฐานค่อนข้างชัด จึงอยากให้ประชาชนลองดูว่ากลุ่มก้อนทางการเมืองเหล่านั้น นักร้องต่างๆ เหล่านั้น จะเอาประเด็นนี้ในการเขียนคำร้อง ร้องคนที่อยู่ในกลุ่มก้อนการเมืองฝั่งเดียวกับตนเองหรือไม่ การร้องในส่วนนี้เป็นประเด็นต่างๆ ที่ชี้ให้เห็นชัดที่สุดว่าสิ่งที่ตนพูดมาทั้งหมดในภาพใหญ่ว่า ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในระบบการเมืองที่เปิดโอกาสให้คนมีอำนาจใช้กระบวนการนิติสงครามในการทำลายล้างทางการเมืองมากกว่าการปกป้องคุ้มครองสถาบันที่เป็นที่รักของพวกเราทุกคน

ต้องดำเนินการมาตรฐานเดียวกัน

เมื่อถามว่าแสดงว่าพรรคประชาชน เรียกร้องให้มีการยื่นคำร้องคดีตาม ม. 112 ด้วยใช่หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนไม่สามารถเรียกร้องอะไรได้ แต่พูดให้เห็นเส้นมาตรฐาน และให้ประชาชนเป็นคนตัดสินเองว่าการดำเนินการในการตัดสินใจ การดำเนินการในลักษณะเดียวกัน ถ้าปิดหน้าปิดชื่อ ไม่ได้ดูว่ามาจากกลุ่มก้อนการเมืองไหน สังกัดพรรคการเมืองไหน หรือเป็นพรรคพวกใคร มีการดำเนินการแบบเดียวกันหรือไม่ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าการร้องหรือไม่ร้องใครในเรื่องข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถาบัน อาจจะเป็นการเลือกปฏิบัติ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อโจมตีทางการเมืองเท่านั้น

‘เสริพิศุทธ์’ขึ้นศาลบุรีรัมย์คดี‘เนวิน’ฟ้อง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกัน เวลา 08.40 น.พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย พร้อมคณะและทีมทนายความ ได้เดินทางมาที่ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ เพื่อมาขึ้นศาลไต่สวนในคดีที่นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ยูไนเต็ด เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา และแจ้งความเท็จ กรณีกล่าวหาครอบครองที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ ที่ดินเขากระโดง โดย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ได้เดินทางมาด้วยรถยนต์ตู้ ยี่ห้อ อัลฟาด สีดำ ทะเบียน ฉพ 777 กรุงเทพมหานคร ขับมาจอดที่หน้าบริเวณหน้าศาลขังหวัดบุรีรัมย์

จากนั้นในเวลา 09.00 น. พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ และคณะได้เดินขึ้นศาลเพื่อเข้าสู่กระบวนการตามกำหนดนัดไต่สวนมูลฟ้อง ในคดีที่นายเนวิน ชิดชอบ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง สำหรับการดำเนินการในวันนี้ เป็นกระบวนการพิจารณาตามขั้นตอนของศาล โดยศาลจังหวัดบุรีรัมย์กำหนดนัดไต่สวนมูลฟ้องตามที่ได้มีการนัดหมายไว้ ซึ่งการไต่สวนมูลฟ้องเป็นขั้นตอนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรม

จากนั้นเวลา 12.40น.พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ได้เดินลงมาจากศาลจังหวัดบุรีรัมย์ โดยมีผู้สนับสนุน แฟนคลับมาร่วมให้กำลังใจอยู่หน้าบริเวณหน้าศาลจังหวัดบุรีรัมย์เป็นจำนวนมาก รวมถึงได้มีประชาชน และอดีตข้าราชการ ที่อ้างว่า ตนไม่ได้รับความเป็นธรรมในกรณีเกี่ยวกับข้อพิพาทเรื่องที่ดิน และเรื่องสหกรณ์ออมทรัพย์ครูบุรีรัมย์ มายื่นหนังสือข้อร้องเรียนต่อ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ในครั้งนี้ด้วย ซึ่ง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ได้รับหนังสือข้อร้องเรียนดังกล่าวไว้ เพื่อนำไปตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้ง

แนะ‘เนวิน’ยอมคืนที่ดินแต่โดยดี

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ให้สัมภาษณ์ว่า ความจริงแล้ว ในวันนี้ตนเองไม่จำเป็นต้องมาศาลหรอก เพราะเป็นเรื่องของศาลกับฝ่ายโจทย์ เพียงแต่ฝ่ายของตนจะต้องตั้งทนายมาซักค้านเท่านั้น แต่ตนมีคามตั้งใจที่จะมาพบตัวนายเนวินด้วยตนเอง และอยากจะสอบถามกับตัวของนายเนวินโดยตรงว่าเมื่อศาลมีคำพิพากษาไปหมดแล้ว ทำไมถึงยังไม่ยอมคืน และยังจะดื้อรั้นไปทำไม เพราะตนเห็นอย่างกรณีคดีที่เกี่ยวข้องกับที่ดินแพ้ทุกคดี แม้กระทั่งฝ่ายจำเลยที่ถูกการรถไฟฟ้องว่าไปบุกรุกที่ดินของการรถไฟ ก็ยังแพ้

กรณีของนายเนวิน มันมีความชัดเจนไม่ว่าจะเป็นการบุกรุกที่ลำรางสาธารณะ คู คลอง มันเห็นตำตา เพราะว่าถ้าเผื่อยังขืนดื้อดันต่อไป รับรองได้ว่า เมื่อคดีเข้าสู่กระบวนการในชั้นศาล ยืนยันว่ายังไงก็ติดคุก แต่ถ้าเผื่อยอมคืนตั้งแต่ตอนนี้ ตนก็อาจจะจบเรื่องลงตั้งแต่ตอนนี้ก็ได้ และขอให้คืนซ่ะ

มั่นใจสู้ยังไงก็ไม่ชนะตนอยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า การฟ้องในลักษณะดังกล่าวมองว่าเป็นการตั้งใจฟ้องเพื่อปิดปากหรือไม่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า มันแน่อยู่แล้วเพราะต้องการฟ้องไม่ให้ตนเองพูดต่อไป หยุดวิพากษ์วิจารณ์ แต่คนอย่างตนเองผ่าคดีฟ้องหมิ่นประมาทมาเป็นร้อยคดีไม่ต่ำกว่า 300 คดี และไม่เคยแพ้เลยสักคดีเดียว

ถามต่อว่า ครั้งนี้อยากฝากอะไรถึงคุณเนวิน พล.ตงอ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า ก็อยากจะฝากว่าสู้กับตนในเรื่องนี้ยังไงก็ไม่ชนะตนเองอยู่แล้ว ยอมคืนที่ดินซ่ะดีกว่า เพราะถ้ายอมคืนแล้ว ก็ต้องยอมรับว่าเขาเคารพกฎหมาย เราจะไปทำทำไมเพราะว่าที่จริงแล้วก็ไม่ได้มีสาเหตุโกรธเคืองกัน ซึ่งเขาอาจจะคิดว่าตนเองมีความโกรธเคืองเขาก็เรื่องของเขาแต่ตนเองไม่คิดเพราะต้องเข้าใจว่าเมื่อปี พ.ศ.2538 ตนเองเคยจับกุมหัวคะแนนของนายเนวิน คดีจ่ายเงินซื้อเสียงตอนนั้นจับกุมได้เงินสด 11 ล้านบาท หัวคะแนนคนนั้นก็ถูกดำเนินคดีให้จำคุก แต่ทางนั้นก็มาฟ้องกลับตน ตนเองก็ฟ้องกลับคืนว่าฟ้องเท็จ ก็โดนศาลสั่งจำคุกอีก ซึ่งเขาเองน่าจะเป็นฝ่ายที่โกรธตนเอง แต่ตนไม่เคยคิดที่จะโกรธเขาเลย.

จ้องล้มรัฐบาลซัอกฟอกฝ่ายค้านหนูซัด

ตั้งตร.ร่วมทำคดีโกงสอบ ปปช.จัดหนัก ล่าตัวนายหน้า-ผู้บงการ มท.โต้วุ่นโยนเผือกร้อน

18 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

ผบช.ก.แย้ม ผนึกกำลังป.ป.ช. ตามไล่ล่านายหน้า ผู้มีอิทธิพลโกงสอบขรก.ท้องถิ่น สิ้นสิงหาคมนี้ได้เห็นโฉมไอ้โม่งทั้งหลาย ขณะที่มท.4 ปัดโยนเผือกร้อน 5,925 ราย ให้ท้องถิ่นถอดถอนขรก.สีเทาเอี่ยวโกงสอบ ยันต่างฝ่ายต่างทำตามขั้นตอน “นิรัตน์”ระบุพร้อมแนบคะแนนโกงประกอบเป็นหลักฐานให้ท้องถิ่นเชือด

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.)เปิดเผยถึงความคืบหน้าคดีทุจริตการสอบแข่งขันบุคคลเพื่อบรรจุเป็นพนักงานส่วนท้องถิ่นว่า หลังจากพนักงานสอบสวนสืบสวน พบเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง จึงได้ออกหมายเรียกเข้ามารับทราบข้อกล่าวหาก่อนหน้านี้ ทั้ง นายเรืองเดช ศิริกิจ ผอ.สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว), นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.) รวมถึงกลุ่มผู้ร่วมกระบวนการแก้ไขคะแนนข้อสอบ

ถึงคิวเชือดนายหน้า

พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ กล่าวว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้สรุปสำนวนส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายแล้ว ล่าสุด ป.ป.ช.ได้มีคำสั่งแต่งตั้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการไต่สวนพิเศษ พร้อมทั้งส่งข้อมูลเอกสารบางส่วนกลับมาให้ทางตำรวจดำเนินการสืบสวนสอบสวนต่อในอีกหลายประเด็น ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการอย่างเข้มงวด สำหรับกลุ่มนายหน้าและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในลำดับถัดไป

 “ยืนยันว่าตำรวจจะเร่งดำเนินการตามพยานหลักฐานที่ ป.ป.ช. ส่งมา และจะรวบรวมผลการปฏิบัติงานส่งกลับให้ ป.ป.ช. พิจารณาเช่นเดียวกัน โดยขอเวลาให้คณะทำงานและพนักงานสอบสวนได้ทำงานเพิ่มเติม คาดว่าภายในช่วงสิ้นเดือนนี้ถึงต้นเดือนหน้า จะมีความคืบหน้าของคดีที่ชัดเจนยิ่งขึ้น”ผบช.ก.ย้ำ

ส่วนกลุ่มผู้เข้าสอบที่สอบผ่านและบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการไปแล้วนั้น พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ ระบุว่า ขณะนี้ยังมีอีกหลายกลุ่มที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ ต้องรอข้อมูลอย่างเป็นทางการจาก ป.ป.ช. ก่อนจะพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

สำหรับพยานหลักฐานว่าจะเชื่อมโยงไปถึงผู้มีอิทธิพลที่อยู่เบื้องหลังมากกว่าเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่นั้น อยากให้รอการพิจารณาจากคณะกรรมการชุดใหญ่ของ ป.ป.ช. แต่ยืนยันว่าคดีนี้ตำรวจและป.ป.ช. ยังคงขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง ไม่มีการเงียบหายอย่างแน่นอน และจะตรวจสอบผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อดำเนินคดีตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานอย่างถึงที่สุด

ปัดโยนบาปให้ท้องถิ่น

นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) กล่าวถึงกรณีที่นายวีระเดช ภู่พิสิฐ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.)ลำพูน ที่วิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับคำสั่งส่วนกลาง ที่ให้ผู้บริหารท้องถิ่นเซ็นปลดข้าราชการที่เข้าข่ายทุจริตสอบออกจากราชการ ขาดความชัดเจน เหมือนเป็นการโยนเผือกร้อนมาให้ท้องถิ่น โดยที่คนส่วนกลางไม่ต้องรับผิดชอบในคำสั่งตัวเอง

โดยกล่าวว่า ไม่ต้องกังวลขนาดนั้น เพราะก่อนที่จะไปถึงในขั้นตอนของจังหวัด ซึ่งก.จังหวัด จะไปแจ้งเทศบาล อบต.และอบจ.ต่างๆ ในจังหวัดตัวเอง ทางส่วนกลางทั้ง สถ.และก.กลาง ได้ทำหน้าที่ครบขั้นตอนของตนเองเรียบร้อย จนกระทั่งมีผลคะแนนที่ถูกต้องที่ใช้เทียบกับผลคะแนนที่อ้างว่าถูก แต่มีถูก โดยขณะนี้ได้ส่งแยกไปรายจังหวัด ซึ่งตอนนี้ขั้นตอนอาจจะยังไม่ถึง และแต่ละท้องถิ่นก็จะเห็นข้อมูลดังกล่าว

แนบเอกสารทุจริตให้ด้วย

นายนิรัตน์ ระบุเพิ่มเติมว่า แต่ละจังหวัดก็จะมีการประชุม ก.จังหวัด ในวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคมนี้ ซึ่งสิ่งนายก อบจ.ลำพูนแสดงความกังวลออกมา ตนเข้าใจว่า ก.จังหวัดลำพูน เขายังไม่ได้เรียกประชุม ท่านอาจจะยังไม่เห็น แต่เราจะส่งข้อมูลไปพร้อมใบคะแนน

ส่วนที่นายก อบจ.ลำพูน มีการแฉว่า ผู้ใหญ่ใน สถ.กดดันอย่าโวยวาย และรีบเซ็นให้จบเรื่อง นายนิรัตน์ ร้องโห ก่อนระบุว่า “ไม่ใช่ผมแน่นอน ต้องมีใหญ่กว่าผมแล้วแหละ ถ้าเป็นแบบนั้น” พร้อมกล่าวด้วยว่า ตนมั่นใจว่า ไม่มี เพราะการเซ็นประเภทนี้เป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องทำเพื่อรักษาความถูกต้องของระบบการคัดคนในการเข้ารับราชการ จะไปบังคับใครให้เซ็นไปก่อนเป็นไปไม่ได้ และเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง

มท.4เดินหน้าลุยงาน

สำหรับประเด็นการโยนเผือกร้อนให้ท้องถิ่นปลดขรก.สีเทาจากการโกงสอบนั้น นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ปฎิเสธในเรื่องดังกล่าวและว่า ไม่ใช่การโยนภาระให้ท้องถิ่น แต่เป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน และส่วนกลางต้องรับผิดชอบในการกำหนดข้อมูล หลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติให้มีความชัดเจน ดังนั้นกรณีดังกล่าวต้องแยกให้ออกระหว่างการตรวจพบความผิดปกติกับการดำเนินการด้านสถานะบุคคล เพราะแต่ละขั้นตอนอยู่ภายใต้อำนาจหน้าที่ของหน่วยงานที่แตกต่างกัน ไม่ใช่การนำรายชื่อ 5,925 รายไปให้ท้องถิ่นตัดสินเองว่าใครผิดหรือใครต้องออกจากราชการ

 “ผมขอพูดให้ชัดว่า นี่ไม่ใช่การโยนเผือกร้อนให้ท้องถิ่น ส่วนกลางเป็นคนตรวจสอบข้อมูล เป็นคนกำหนดแนวทาง และเป็นคนส่งข้อมูลที่ผ่านกระบวนการมาแล้ว ส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของตัวเองเมื่อได้รับข้อมูลและแนวทางที่ชัดเจน เรื่องนี้ต้องแยกบทบาทกันให้ถูก ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นว่าทุกอย่างโยนให้ท้องถิ่น ทั้งที่ระบบราชการแต่ละระดับมีอำนาจหน้าที่แตกต่างกัน” นายวรศิษฎ์ กล่าว

เผยท้องถิ่นไม่ได้เริ่มต้น

รมช.มหาดไทย กล่าวต่อว่า สำหรับกลุ่ม 5,925 รายที่พบว่ามีความผิดปกติเกี่ยวกับคะแนนสอบนั้น กระบวนการไม่ได้เริ่มต้นจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่เริ่มจากการตรวจสอบข้อมูลในกระบวนการสอบแข่งขัน เมื่อพบความผิดปกติจึงเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง ก่อนจะมีการกำหนดแนวทางดำเนินการและส่งข้อมูลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 “ถ้าส่วนกลางตรวจพบว่าคะแนนมีปัญหาแล้วไม่ดำเนินการ คนก็จะถามว่าทำไมมหาดไทยปล่อยให้คนที่ได้คะแนนมาโดยไม่ถูกต้องอยู่ในระบบต่อไป เพราะฉะนั้นเมื่อเราตรวจพบความผิดปกติ เราต้องแก้ไข แต่การแก้ไขต้องทำตามขั้นตอน ไม่ใช่ใช้อารมณ์ และไม่ใช่ให้ใครคนใดคนหนึ่งรับผิดชอบแทนทั้งระบบ” นายวรศิษฎ์ กล่าว

นายวรศิษฎ์ กล่าวอีกว่า การดำเนินการกับผู้ที่เกี่ยวข้องต้องเดินไปพร้อมกันหลายด้าน ทั้งการแก้ไขบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ การดำเนินการเกี่ยวกับผู้ที่ได้รับการบรรจุไปแล้ว และการส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่มีอำนาจตรวจสอบในส่วนของความรับผิดทางอาญา ซึ่งเป็นคนละกระบวนการกัน

 “ต้องเข้าใจว่าการที่มีรายชื่ออยู่ใน 5,925 ราย ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ทุจริตหรือเป็นผู้กระทำความผิดอาญาโดยอัตโนมัติ รายชื่อดังกล่าวเป็นกลุ่มที่พบความผิดปกติเกี่ยวกับคะแนนสอบ ซึ่งต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนใครจะมีความผิดทางอาญาหรือมีส่วนร่วมกับการทุจริตหรือไม่ เป็นเรื่องของหน่วยงานสอบสวนและกระบวนการยุติธรรมที่จะต้องพิสูจน์ต่อไป” นายวรศิษฎ์ กล่าว

ผู้บริสุทธิ์ต้องมีงานทำ

รมช.มหาดไทย กล่าวว่า ในส่วนของผู้ที่ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการจากผลคะแนนที่มีปัญหา หากตรวจสอบแล้วพบว่าไม่มีสิทธิได้รับการบรรจุตั้งแต่ต้น ก็ต้องดำเนินการแก้ไขสถานะให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะไม่สามารถปล่อยให้ความผิดพลาดหรือการทุจริตในกระบวนการสอบกลายเป็นสิทธิถาวรในระบบราชการได้

 “หลักของผมง่ายมาก ใครได้สิทธิมาโดยไม่ถูกต้อง ก็ต้องแก้ไขให้ถูกต้อง ใครสอบด้วยความสามารถของตัวเองและไม่ได้เกี่ยวข้องกับการทุจริต ก็ต้องได้รับความเป็นธรรม และเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานตามคำสั่งก็ต้องมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน เราจะไม่เอาคนสุจริตมาเป็นผู้รับผลกระทบจากการทุจริตของคนอื่น” นายวรศิษฎ์ กล่าว

นายวรศิษฎ์ กล่าวอีกว่า สิ่งที่ต้องทำให้ชัดเจนคือ อปท.ไม่ได้เป็นผู้ตรวจสอบหรือผู้ชี้ว่าคะแนนสอบของบุคคลใดผิดปกติ แต่เมื่อมีข้อมูลและแนวทางจากส่วนกลางแล้ว หน่วยงานต้นสังกัดมีหน้าที่ดำเนินการด้านบุคคลตามกรอบอำนาจของกฎหมาย ดังนั้นจึงไม่ควรนำคำว่า “โยนเผือกร้อน” มาอธิบายกระบวนการทั้งหมด เพราะจะทำให้สังคมเข้าใจผิดว่า มหาดไทยผลักภาระให้ท้องถิ่นโดยไม่มีแนวทางรองรับ

ปปช.จัดหนักมท.โต้เผือกร้อนโกงสอบท้องถิ่น