พท. ยื่นร่างกม. 10 ฉบับเข้าสภาฯ หวังทำให้แล้วเสร็จใน 2 ปี พร้อมรับมือสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

พท. ยื่นร่างกม. 10 ฉบับเข้าสภาฯ หวังทำให้แล้วเสร็จใน 2 ปี พร้อมรับมือสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

พท. ยื่นร่างกม. 10 ฉบับเข้าสภาฯ หวังทำให้แล้วเสร็จใน 2 ปี พร้อมรับมือสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.15 น.

เพื่อไทย ยื่นร่างกฎหมาย 10 ฉบับเข้าสภาฯ หวังทำให้แล้วเสร็จภายใน 2 ปี พร้อมรับมือสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป 

เมื่อวันที่ 25 มี.ค.2569 ที่รัฐสภา พรรคเพื่อไทย นำโดยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ นายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อ และ สส.พรรคเพื่อไทย แถลงยื่นร่างกฎหมายชุดแรกจำนวน 10 ฉบับ เข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ โดยมีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 เป็นผู้รับยื่นหนังสือ

นายยศชนัน กล่าวว่า วันนี้พรรคเพื่อไทยไม่ได้นิ่งนอนใจเรื่องเกี่ยวกับพลังงาน ซึ่งได้มีการพูดคุยและเสนอญัตติรวมถึงอภิปราย ขณะนี้การอภิปรายกำลังดำเนินการอยู่ ทั้งนี้ประเทศไทยกว้างใหญ่และปัญหาของประชาชนทุกกลุ่มมีความจำเป็นต้องช่วยเหลือขนานกันไป ตามที่เคยสัญญากับประชาชนว่าพรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะยื่นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับปากท้องของประชาชนทั้งในด้านความปลอดภัย การดูแลในเชิงสังคมเศรษฐกิจ วันนี้เราได้ยื่นร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ให้นายเลิศศักดิ์เพื่อบรรจุวาระแล้ว

นายยศชนัน กล่าวต่อว่า สำหรับสัปดาห์นี้มีทั้งหมด 10 ร่างกฎหมายที่เราได้ทำเรียบร้อยแล้ว ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ.การส่งเสริมวิทยาศาสตร์ การวิจัย และนวัตกรรม ร่าง พ.ร.บ.โรงแรมและสถานที่พักที่เป็นโรงแรม ร่าง พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ร่าง พ.ร.บ.ภาพยนตร์ ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ ร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ร่าง พ.ร.บ.ขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล ร่าง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ร่าง พ.ร.บ.การฌาปนกิจสงเคราะห์ และร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว

นายยศชนัน กล่าวอีกว่า ส่วนในสัปดาห์หน้าจะตามมาอีก 6 ร่างกฎหมายทั้งเรื่องการศึกษา ได้แก่พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ร.บ. ฃการเข้าถึงบริการอย่างเท่าเทียม และ พ.ร.บ.ที่เกี่ยวกับในกลุ่มแรงงาน ซึ่งจะเป็นส่วนที่เราพยายามบริหารจัดการความเดือดร้อนของประชาชนให้เข้าสู่การพิจารณากฎหมายต่างๆ ทั้งนี้ การพิจารณาอาจไม่เร็ว แต่เราพร้อมดำเนินการเสนอกันไปเพื่อแก้ปัญหาให้กับประชาชนทันที นอกเหนือจาก 47 ร่างกฎหมายที่เราพยายามเตรียม และระหว่างนี้อาจมีความจำเป็นในกฎหมายต่างๆ เพิ่มเติม โดยเรื่องนี้จะพยายามทำให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปีครึ่งถึง 2 ปีและวันนี้บรรยากาศการประชุมก็ดี และจะมีการเพิ่มเติมวันประชุมขึ้นมา หากมีวาระเร่งด่วน

เมื่อถามว่า มองว่ากฎหมายของพรรคเพื่อไทยที่เสนอไป จะเปลี่ยนประเทศไทยอย่างไรบ้าง นายยศชนัน กล่าวว่า ร่างกฎหมายนี้เป็นการร่างเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ในบริบทที่เปลี่ยนไป และขณะนี้เรามีปัญหาเยอะ ทั้งปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศ ประชาธิปไตย ความเท่าเทียม สังคม ทั้งหมดนี้เป็นประเด็นหลักสำคัญ รวมถึงรายได้ที่เกิดขึ้นจากธุรกิจต่างๆ ใหม่ๆ ซึ่งมีหลาย พ.ร.บ.ที่ปัจจุบัน ยังไม่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้เราต้องทำเรื่องนี้อย่างเด่นชัด รวมถึงปัญหาทางสังคมด้วยการเข้ามาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลง ก็มีความจำเป็นที่ต้องดูแลอย่างทั่วถึง การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย ก็เป็นประเด็นหลักที่เราต้องดูแล การท่องเที่ยวทำให้เมืองปลอดภัย การศึกษา ที่ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์โลก และสภาพเศรษฐกิจ

พิพัฒน์ หัวโต๊ะถกพลังงาน วางแผนไม่ให้น้ำมันขาดช่วงหยุดยาวสงกรานต์

พิพัฒน์ หัวโต๊ะถกพลังงาน วางแผนไม่ให้น้ำมันขาดช่วงหยุดยาวสงกรานต์

พิพัฒน์ หัวโต๊ะถกพลังงาน วางแผนไม่ให้น้ำมันขาดช่วงหยุดยาวสงกรานต์

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.10 น.

พิพัฒน์ หัวโต๊ะประชุมสถานการณ์ด้านพลังงาน วางแผนไม่ให้น้ำมันขาดช่วงหยุดยาวสงกรานต์

เมื่อวันที่ 25 มี.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหาร และติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เป็นประธานการประชุมหารือสถานการณ์ด้านพลังงาน โดยมีรัฐมนตรี หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และผู้แทนผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 เข้าร่วมประชุม

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมต่อเนื่องจากการประชุม ศบก. เมื่อวันที่ 23 มี.ค. สำหรับการติดตามปริมาณน้ำมันตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยแต่ละขั้นตอนขอให้ผู้ประกอบการภาคเอกชนรายงานข้อมูลปัจจุบันที่เกี่ยวข้องเพื่อการสอบถามข้อมูลของแดชบอร์ดไปด้วยในตัว เริ่มจากโรงกลั่นว่าสามารถผลิตน้ำมันแต่ละประเภทได้เท่าไหร่ มีการใช้น้ำมันสำรองเข้าสู่ระบบแล้วเท่าไหร่ กี่ลิตรต่อวัน มีการกระจายน้ำมันไปยังกลุ่มต่างๆ ทั้งจ๊อบเบอร์และสถานีบริการน้ำมันแล้วเท่าไหร่ สำหรับผู้ค้าตามมาตรา 7 ขอให้ช่วยนำเสนอผลการดำเนินงานหน้าสถานีบริการว่าในทางปฏิบัติประชาชนเริ่มเข้าถึงน้ำมันได้สะดวกขึ้นและสถานการณ์เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้วหรือยัง

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ทั้งนี้ แม้ว่าสถานการณ์ขนส่งน้ำมันจะเริ่มดีขึ้นจากการที่อิหร่านอนุญาตให้เรือบรรทุกน้ำมันดิบของไทย แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้เมื่อวานนี้ แต่สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง ขณะที่ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่วันหยุดยาวในเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งคนจะเดินทางมากขึ้น ใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น ดังนั้น จึงอยากจะหารือกับทุกภาคส่วนเพื่อร่วมกันกำหนดมาตรการการบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับช่วงเทศกาลสงกรานต์เพื่อสร้างความมั่นใจว่าระบบการกระจายน้ำมันของเรามีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะสนับสนุนการเดินทางกลับบ้านและท่องเที่ยวของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด และมีปัญหาอะไรที่เราต้องจะแก้ต่อไป

หิ้วปิ่นโตเข้าสภาฯ ไม่ช่วย? สมชัย จี้ประธานรัฐสภาสั่งงดเลี้ยงอาหารถาวร

หิ้วปิ่นโตเข้าสภาฯ ไม่ช่วย? สมชัย จี้ประธานรัฐสภาสั่งงดเลี้ยงอาหารถาวร

หิ้วปิ่นโตเข้าสภาฯ ไม่ช่วย? สมชัย จี้ประธานรัฐสภาสั่งงดเลี้ยงอาหารถาวร

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.03 น.

25 มีนาคม 2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความระบุว่า “การทานอาหารที่โรงอาหารสภา หิ้วปิ่นโตมาทาน ไม่ได้ช่วยให้งบในการจัดเลี้ยงอาหารของ สส.ลดลง เพราะ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทน ยังต้องจัดอาหารไว้เลี้ยงที่ห้องอาหารในจำนวนเท่าเดิม ใช้งบประมาณเท่าเดิม เพียงแต่มีคนมาทานลดลง สิ่งที่ทำได้ถาวร คือ ประธานรัฐสภา มีคำสั่งให้สำนักงานเลขา ฯ งดจัดเลี้ยงอาหารตลอดวัน สั่งเลยครับ สั่งเลย”

ประวัติครม.อนุทิน 2 ถึงมือสลค.ครบแล้ว อยู่ระหว่างเร่งตรวจสอบ ด้าน ปกรณ์ ไขก๊อกบอร์ด PTTGC

ประวัติครม.อนุทิน 2 ถึงมือสลค.ครบแล้ว อยู่ระหว่างเร่งตรวจสอบ ด้าน ปกรณ์ ไขก๊อกบอร์ด PTTGC

ประวัติครม.อนุทิน 2 ถึงมือสลค.ครบแล้ว อยู่ระหว่างเร่งตรวจสอบ ด้าน ปกรณ์ ไขก๊อกบอร์ด PTTGC

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.55 น.

ประวัติครม.อนุทิน 2 ถึงมือสลค.ครบแล้ว อยู่ระหว่างเร่งตรวจสอบ ด้าน ปกรณ์ ไขก๊อกบอร์ด PTTGC หลังมีชื่อจ่อนั่งรองนายกฯ

เมื่อวันที่ 25 มี.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงความคืบหน้าการส่งประวัติ และคุณสมบัติของบุคคลที่ถูกเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ใน ครม. อนุทิน 2 ให้สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ตรวจสอบนั้น ล่าสุด วันที่ 25 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้บุคคลที่ถูกเสนอรายชื่อให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีได้ส่งประวัติและคุณสมบัติให้ สลค.ตรวจสอบครบแล้ว และอยู่ระหว่างส่งให้หน่วยงานต่างๆ เร่งตรวจสอบให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว 

ขณะเดียวกัน มีการเผยแพร่เอกสารแจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่า นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ลาออกจากประธานกรรมการและประธานกรรมการอิสระ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ตั้งแต่วันที่ 25 มี.ค.โดยให้เหตุผลว่า ลาออกจากตำแหน่ง/บริษัท เนื่องจากมีภารกิจอื่น ซึ่งนายปกรณ์มีชื่อจะมาเป็นรองนายกฯ ฝ่ายกฎหมายแทนนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ 

ไหนว่าจะแฉ? วีระยุทธ ไม่เปิดชื่อไอ้โม่งตุนน้ำมัน แค่ชง 3 แนวทางแก้ไข

ไหนว่าจะแฉ? วีระยุทธ ไม่เปิดชื่อไอ้โม่งตุนน้ำมัน แค่ชง 3 แนวทางแก้ไข

ไหนว่าจะแฉ? วีระยุทธ ไม่เปิดชื่อไอ้โม่งตุนน้ำมัน แค่ชง 3 แนวทางแก้ไข

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.27 น.

25 มีนาคม 2569 เฟซบุ๊ก “พรรคประชาชน – People’s Party” โพสต์ข้อความระบุว่า ถ้ารัฐบาลไม่เปลี่ยน 3 แนวทาง วิกฤตการณ์น้ำมันไม่จบ

1. เปลี่ยนทำงานแบบปิด เป็นทำงานแบบเปิด

2. เปลี่ยนตรึงราคา เป็นอุดหนุนขั้นบันได

3. เปลี่ยนธงเขียวเพื่อโฆษณา เป็นดูแลทั้งซัพพลายเชน

ยิ่งโลกป่วน ผู้นำยิ่งต้องเคียงข้างประชาชน

วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค และผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อพรรคประชาชน เสนอญัตติด่วนด้วยวาจาเรื่อง “วิกฤตน้ำมัน” เพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลถึงมาตรการรับมือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

การบริหารประเทศยามวิกฤต—โลกป่วน

วีระยุทธชี้ว่าน้ำมันเป็นเสมือน “เส้นเลือดใหญ่” ของระบบเศรษฐกิจไทย ช่วยให้คนไทยจำนวนมากสามารถทำมาหากินเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นไรเดอร์ คนขับรถ คนขายของ ชาวประมง หรือเกษตรกรในช่วงเก็บเกี่ยว เมื่อน้ำมันดิบกว่า 60% ที่ไทยใช้ต้องนำเข้าจากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ สงครามในตะวันออกกลางจึงกระทบเส้นเลือดใหญ่เศรษฐกิจไทยโดยตรง

การพาประเทศไทยฝ่า “วิกฤตโลกป่วน” ต้องอาศัยภาวะผู้นำที่สูงกว่าช่วงเวลาปกติ เพราะต้องมีทั้งความเข้าใจเศรษฐกิจโลก ความกล้าตัดสินใจ และที่สำคัญที่สุดคือ ความเห็นอกเห็นใจคนตัวเล็กตัวน้อย โดย วีระยุทธเสนอว่ามี 3 เรื่องใหญ่ที่รัฐบาลต้องเปลี่ยนแนวทางการทำงานเพื่อกู้วิกฤตครั้งนี้

1. เปลี่ยนจากการจัดการวิกฤตแบบปิด เป็นการเปิดรับฟัง เปิดข้อมูล ลงโทษคนผิด

การทำงานของรัฐบาลภายใต้ “ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง” หรือ ศบก. ที่มีพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมต.คมนาคม เป็นผู้อำนวยการ มีเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมต.คลัง เป็นรองผู้อำนวยการ ที่ผ่านมามีการทำงานเป็นวงปิดมากเกินไป พูดคุยเฉพาะกับกลุ่มธุรกิจใหญ่เป็นหลัก

เมื่อ 15 มี.ค. ที่ผ่านมา ศบก. ก็เรียกเฉพาะบริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ 5-6 ราย เข้ามาสอบถามว่ามีน้ำมันเหลือไหม พอบริษัทใหญ่บอกว่ามีน้ำมันพอ พิพัฒน์กับเอกนิติก็ออกมาแถลงต่อว่าไม่ขาดแคลน ไม่ต้องกังวล

แต่กลุ่มอื่นๆ ที่เดือดร้อนกลับไม่เคยถูกเชิญมาให้ข้อมูล ไม่ว่าจะปั๊มขนาดเล็ก ชาวนา ชาวประมง กลุ่มขนส่ง จนสุดท้ายคนกลุ่มนี้ต้องรวมตัวกันไปหาสื่อมวลชน หรือไม่ก็ต้องเดินทางเข้ามาเรียกร้องถึงกรุงเทพฯ เอง แต่กลุ่มอื่นๆ ที่เป็นคนตัวเล็กตัวน้อยทำมาหากินรายวันอย่างไรเดอร์ เกษตรกร ชาวประมง ย่อมไม่มีเวลาและเงินทองพอที่จะเดินทางมากรุงเทพฯ

นี่คือหน้าที่ของรัฐบาลและศบก. ที่ต้องเดินเข้าไปหาแต่ละกลุ่ม ไปทำความเข้าใจว่าพวกเขาเดือดร้อนกันอย่างไร จึงจะเรียกว่าเป็น “การทำงานแบบเปิด” เปิดหู เปิดใจ รับฟัง

รัฐบาลย้ำแต่ว่า “ไทยมีน้ำมันสำรองเป็น 100 วัน” “เยอะสุดในอาเซียน” สิ่งที่ประชาชนอยากรู้คือ “แล้วทำไมไปปั๊มแล้วน้ำมันหมด” “แล้วตกลงเติมน้ำมันได้ที่ไหน” ดังนั้น จะลดความตื่นตระหนกของประชาชนได้ รัฐบาลก็ต้องเปิดข้อมูลให้ประชาชนเห็นชัดๆ ไปเลย ว่าปั๊มใกล้บ้านของเขาปั๊มไหนที่ยังมีน้ำมันเหลือ แต่ละคนจะได้วางแผนชีวิตและการทำมาหากินได้

เพื่อความโปร่งใสและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน พรรคประชาชนจึงเรียกร้องให้รัฐบาลและ ศบก. เปลี่ยนแนวทางการบริหารจัดการวิกฤตแบบปิดมาเป็น “การจัดการวิกฤตแบบเปิด” ด้วยการเปิดรับฟังเสียงให้รอบด้าน เปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะ และกล้าจับคนผิดมาลงโทษ

2. เปลี่ยนจากการตรึงราคา เป็นการอุดหนุนแบบขั้นบันไดและช่วยกลุ่มเปราะบาง

ความโกลาหลหน้าปั๊มน้ำมันที่ผ่านมา เกิดขึ้นเพราะรัฐบาลประกาศล่วงหน้าว่าจะ “ตรึงราคา” เป็นเวลา 15 วัน พอประกาศตรึงราคาแต่กำหนดเวลาไว้แบบนั้น จึงทำให้เกิด “ความอยากซื้อมากกว่าปกติ” ของผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรม พร้อมกับ “ความอยากขายน้อยกว่าปกติ” ของผู้ค้าส่งค้าปลีก จนน้ำมันหน้าปั๊มไม่พอขาย

รัฐบาลจึงไม่ควรโทษประชาชน แต่ควรยอมรับว่าการตรึงราคาแบบกำหนดวันตายตัวเป็นสาเหตุสำคัญของความโกลาหลที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ นอกจากการอุดหนุนแบบกำหนดวันตรึงราคาแล้ว รัฐบาลยังสามารถใช้แนวทางอื่นๆ ได้อีก เช่นการ “อุดหนุนแบบขั้นบันได” โดยการวางกรอบว่าหากราคาน้ำมันโลกอยู่ในช่วงราคานี้ รัฐบาลจะอุดหนุนเท่าใด เพื่อให้ราคาในประเทศสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันในตลาดโลก แต่ไม่กระชากหรือสูงเกินไปจนสร้างความเดือดร้อนรุนแรง

นอกจากนี้ รัฐบาลยังสามารถ “อุดหนุนเฉพาะจุด” ยิงตรงไปช่วยให้ถึงกลุ่มผู้เปราะบาง กลุ่มรายได้น้อย เกษตรกร ชาวประมง หรือกลุ่มที่เป็นต้นน้ำที่จะส่งผลกระทบส่วนอื่นๆ เช่น ภาคขนส่ง รถสาธารณะ ซึ่งจำเป็นต้องประสานฐานข้อมูลจากหลายหน่วยงานเพื่อใช้ตัดสินใจ

นอกจากกองทุนน้ำมันแล้ว รัฐบาลยังสามารถปรับลด “ภาษีสรรพสามิต” เหมือนที่ช่วยน้ำมันเขียวในภาคประมง รวมถึงการเก็บ “ภาษีลาภลอย” จากโรงกลั่นหรือธุรกิจที่ได้รับกำไรส่วนเกินจากปัจจัยภายนอก โดยไม่ได้ลงทุนเพิ่ม รัฐบาลต้องสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจว่าใช้หลักการอะไรในการตัดสินใจ ใครจะได้ ใครจะเสีย และจะเป็นการเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขในสังคมได้อย่างไร

3. เปลี่ยนจากโครงการธงเขียวเพื่อประชาสัมพันธ์ เป็นการดูแลทั้งซัพพลายเชนและแจกคูปองแบบทั่วถึง

โครงการ “ปุ๋ยธงเขียว” ซึ่งล่าสุดเปลี่ยนชื่อเป็น “​ธง​เขียว​พลัส” เป็นกระบวนท่ามาตรฐานของรัฐบาลที่เน้นการประชาสัมพันธ์ ทั้งที่ในทางปฏิบัติช่วยเกษตรกรได้ในวงจำกัดมากๆ เพราะปุ๋ยธงเขียวที่กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ นำมาขายราคาพิเศษในปีงบประมาณที่ผ่านมามีจำนวน 97,000 กระสอบ คิดเป็นปริมาณราว 5 ล้านกิโลกรัม แต่เนื่องจากไทยเป็นประเทศเกษตกรรมจึงมีความต้องการใช้ปุ๋ยในแต่ละปีถึง 5.6 ล้านตัน

โครงการปุ๋ยธงเขียวจึงเข้าถึงเกษตรกรเพียง 1 ใน 1,000 หรือคิดเป็น 0.1% ของความต้องการใช้ทั้งหมด เปรียบได้กับการเติมหยดน้ำในทะเลทราย เพราะปุ๋ยส่วนที่เหลือก็มีราคาแพงเหมือนเดิมหรือแพงขึ้นกว่าเดิมเสียอีก

วีระยุทธกล่าวว่า พรรคประชาชนเสนอว่าควรเดิน 2 ขาไปพร้อมกัน ด้านหนึ่ง รัฐบาลยังต้องเข้าไปมอนิเตอร์เพื่อดูแลราคาทั้งซัพพลายเชนปัจจัยการผลิตภาคเกษตรให้เป็นธรรม ตั้งแต่ต้นทางการนำเข้าจนถึงการจัดจำหน่ายและการเก็บเกี่ยว ไม่ให้เกิดการโก่งราคาหรือกักตุนเพื่อทำกำไรเกินควรระหว่างวิกฤต

อีกขาหนึ่งคือการแจก “คูปองปุ๋ย” ให้กับเกษตรกร เพื่อนำไปลดราคาปุ๋ยรวมถึงปัจจัยการผลิตอื่น เพราะเรามีฐานข้อมูลเกษตรกรอยู่แล้ว รู้ประเภทพืชที่แต่ละครอบครัวปลูก รู้ขนาดไร่ รู้พื้นที่ว่าอยู่ไหน จึงสามารถปรับการแจกคูปองตามจังหวะการเก็บเกี่ยวพืชผลได้ ทั้งยังควบคุมงบประมาณที่จะใช้ในแต่ละช่วงเวลาได้

สรุป 3 เรื่องเพื่อกู้วิกฤตน้ำมันครั้งนี้ เปลี่ยนจากจัดการปัญหาแบบปิดของ ศบก. มาเป็นการเปิดรับฟัง เปิดข้อมูล ลงโทษคนผิด เปลี่ยนจากการใช้กองทุนเพื่อตรึงราคาน้ำมัน มาเป็นการอุดหนุนแบบขั้นบันไดและช่วยกลุ่มเปราะบาง ร่วมกับมาตรการทางภาษีอย่างสรรพสามิตและลาภลอย และเปลี่ยนจากการทำโครงการธงเขียวที่ช่วยเกษตรกรได้จำกัด มาเป็นการดูแลทั้งซัพพลายเชนการผลิตและแจกคูปองแบบทั่วถึง

อนึ่ง วานนี้ (24 มี.ค.) นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ได้ให้สัมภาษณ์กรณีได้รับร้องเรียนเรื่องไอ้โม่งมาที่พรรคประชาชน บ้างหรือไม่ โดย นายวีระยุทธ กล่าวว่า “ตอนนี้มีหลายจุดที่เราได้รับข้อมูลมา ขอให้รอดูในการอภิปรายพรุ่งนี้ ซึ่งเราจะนำมาเปิดเผย”

ไปดูอะไร! ภัณฑิล ปูดศาลรธน.จ่อบินฝ่าสนามรบดูงาน อียิปต์ ขนคณะ 37 คน ทัวร์ 9 วันงบกว่า 3 ล้าน

ไปดูอะไร! ภัณฑิล ปูดศาลรธน.จ่อบินฝ่าสนามรบดูงาน อียิปต์ ขนคณะ 37 คน ทัวร์ 9 วันงบกว่า 3 ล้าน

ไปดูอะไร! ภัณฑิล ปูดศาลรธน.จ่อบินฝ่าสนามรบดูงาน อียิปต์ ขนคณะ 37 คน ทัวร์ 9 วันงบกว่า 3 ล้าน

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.21 น.

ไปดูอะไร! ภัณฑิล ปูดศาลรัฐธรรมนูญเตรียมบินฝ่าสนามรบดูงาน อียิปต์ ขนคณะ 37 คน ทัวร์ 9 วันงบกว่า 3 ล้าน เหน็บอยากดูงานขัดขวางประชาธิปไตยหรือไม่ เหตุถูกจัดอันดับเป็นประเทศ ไม่เสรี จี้เปิดเผยสัญญา-ค่าใช้จ่ายทั้งหมด 

เมื่อวันที่ 25 มี.ค.2569 ที่รัฐสภา นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.พรรคประชาชน แถลงเรียกร้องสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญเปิดเผยข้อมูลการศึกษาดูงานสาธารณรัฐอียิปต์ ระหว่างวันที่ 24 เม.ย. – 2 พ.ค.2569 โดยโครงการดังกล่าว มีราคากลาง 3,234,109.33 บาท และประกาศผู้ชนะเสนอราคา 2,954,000 บาท สำหรับกรณีเรียกร้องนี้ ไม่ใช่การต่อต้านการเรียนรู้จากต่างประเทศในหลักการ แต่เป็นเรื่องใหญ่ที่มีการใช้เงินภาษีของประชาชน ในช่วงเวลาที่รัฐบาลเพิ่งประกาศให้หน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจระงับการเดินทางไปต่างประเทศเพื่อการดูงานและการอบรม และให้จัดในประเทศแทน เว้นแต่เป็นการประชุมระหว่างประเทศที่สำคัญเท่านั้น จึงขอสอบถามว่า การจ้างเหมาบริการทัวร์ในการศึกษาดูงานต่างประเทศนั้น มีสิ่งใดที่ประเทศไทยไม่มี และมีสิ่งใดที่ไม่สามารถเชิญผู้เชี่ยวชาญมาไทยหรือจัดสัมมนาในประเทศได้ในต้นทุนที่ต่ำกว่า 

นายภัณฑิล กล่าวว่า มีอะไรที่ต้องบินไปฟังถึงอียิปต์ จะไปดูปิรามิดกีซ่า หรือจะไปดูสฟริงซ์ หรือมีอะไรที่ไม่สามารถเชิญผู้เชี่ยวชาญมาที่ประเทศไทย หรือจัดสัมมนาในประเทศไทยได้ในต้นทุนที่ต่ำกว่าหลายเท่า คำถามที่สำคัญไปยิ่งกว่านั้นคือเหตุใดจึงเลือกอียิปต์เป็นประเทศต้นแบบ ศาลรัฐธรรมนูญไปศึกษาดูงานที่อียิปต์ ฟังดูก็เอ๊ะหรือใช่หรือไม่ ถ้าเราจะเอาเงินภาษีประชาชนไปดูระบบศาลรัฐธรรมนูญ ประเทศที่เลือกนั้นควรเป็นประเทศที่โดดเด่นด้านนิติธรรม สิทธิเสรีภาพ ความเป็นอิสระของศาล การคุ้มครองประชาธิปไตย แต่ข้อมูลสากลกลับชี้ว่าอียิปต์ไม่ใช่ประเทศแบบนั้น ซึ่ง Freedom House จัดให้อีสาธารณรัฐอียิปต์เป็นประเทศ “ไม่เสรี” ได้คะแนนเพียง 18 จาก 100 คะแนน ส่วน World Justice Project จัดให้สาธารณรัฐอียิปต์อยู่อันดับ 135 จาก 142 ประเทศในดัชนีหลักนิติธรรมปี 2567

“ดังนั้นจึงต้องถามอย่างตรงไปตรงมาว่าประเทศแบบนี้หรือจะเป็นต้นแบบ ที่เหมาะสมสำหรับการไปดูงานของศาลรัฐธรรมนูญ หรือแท้จริงแล้วเรากำลังเลือกประเทศที่มีปัญหาเรื่องการดึงศาลเข้าไปเป็นผู้เล่นหลักเรื่องความขัดแย้งทางการเมือง และการใช้กฎหมายกับกระบวนการยุติธรรมเป็นอาวุธทางการเมือง คล้ายกับข้อถกเถียงที่สังคมไทยเองกำลังถกเถียงกันอย่างเข้มข้นในขณะนี้ จะไปดูว่าเขาขัดขวางขบวนการประชาธิปไตยสำเร็จอย่างไรหรือไม่”นายภัณฑิล กล่าว 

นายภัณฑิล กล่าวต่อว่า อีกประเด็นหนึ่งคือ ความเหมาะสมด้านความปลอดภัย  ซึ่งมีการเปลี่ยนเครื่องที่สนามบินดูไบ ที่ปิดไปครึ่งสนามบิน จะไปได้หรือไม่ เงื่อนไขในการคืนเงินเป็นอย่างไร หากมีการยกเลิกขึ้นมา ซึ่ง ป.ป.ช.คงต้องเข้าไปตรวจสอบสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้อีกครั้ง ซึ่งขณะนี้กรุงไคโรคือสนามรบที่มีความดึงเครียดสูง และมีความเสี่ยงจากความตึงเครียดในภูมิภาคที่ยกระดับสูงขึ้น  ทั้งนี้ขอให้มีการพิจารณาถึงความคุ้มค่าของการเดินทางครั้งนี้ที่ระบุว่ามีผู้ร่วมคณะ 37 คน การใช้งบประมาณเกือบ 3 ล้านบาท เดินทาง 9 วัน 8 คืน แต่เวลาที่เป็นการเรียนรู้จริงเพียง 22 ชั่วโมง หัวข้อที่ไปฟังส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องพื้นฐาน เช่น โครงสร้างศาล อำนาจหน้าที่ กระบวนการพิจารณาคดี ระบบการปกครอง และบทบาทของศาลปกครองต่อการควบคุมความเป็นอิสระของศาลและการคุ้มครองประชาธิปไตย สิ่งเหล่านี้สามารถจัดสัมมนาในประเทศได้ โดยเชิญวิทยากรมาบรรยาย แต่ในเอกสารมีการลงค่าวิทยากรไว้ 4 คน ซึ่งตนคิดว่าเป็นไกด์ เพราะพาไปดูมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นเรื่องประหลาดมาก 

นายภัณฑิล กล่าวต่อว่า  ก่อนหน้านี้ กกต. ป.ป.ช. ก็โดนทัวร์ลงในเรื่องจะไปดูงานและต้องระงับกันหมด เงินจำนวนนี้ในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้เหมาะสมหรือไม่ ดังนั้น จึงขอเรียกร้อง 4 ข้อ ดังนี้1. ขอให้เปิดเผยสัญญาและวันลงนามจริงทั้งหมด 2. ขอให้เปิดเผยค่าใช้จ่ายแยกรายการโดยละเอียด 3. ขอให้เปิดเผยเหตุผลเชิงวิชาการว่าเหตุใดจึงเลือกสาธารณรัฐอียิปต์เป็นประเทศต้นแบบ 4. ขอให้เปิดเผยผลลัพธ์ที่คาดว่าจะได้รับอย่างเป็นรูปธรรม วัดผลได้ และประชาชนตรวจสอบได้

ปลัด มท.เข้ม! เรียกถกผู้ตรวจฯ รับมือวิกฤตเศรษฐกิจ-พลังงาน

ปลัด มท.เข้ม! เรียกถกผู้ตรวจฯ รับมือวิกฤตเศรษฐกิจ-พลังงาน

ปลัด มท.เข้ม! เรียกถกผู้ตรวจฯ รับมือวิกฤตเศรษฐกิจ-พลังงาน

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.20 น.

ปลัดมหาดไทย เรียกประชุมผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าเสริมสร้างประสิทธิภาพงานมหาดไทยให้เกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุดต่อพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ

25 มีนาคม 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ครั้งที่ 3/2569 โดยมี นายสมภพ สมิตะสิริ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายศักระ กปิลกาญจน์ รองหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายปราชญา อุ่นเพชรวรากร ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายชำนาญ ชื่นตา ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายทศพล เผื่อนอุดม ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย น.ส.กาญจน์ชนิษฐา เอกแสงศรี ผู้ช่วยปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้ตรวจราชการกรมในสังกัดกระทรวงมหาดไทย น.ส.รัตนา สรภูมิ ผู้อํานวยการสํานักตรวจราชการและเรื่องราวร้องทุกข์ พร้อมด้วยหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม ณ ห้องประชุมสำนักตรวจราชการและเรื่องราวร้องทุกข์ ชั้น 5 อาคารดำรงราชานุภาพ กระทรวงมหาดไทย และผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์

นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์ปัจจุบัน ผลกระทบจากภาวะสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางได้ส่งผลสืบเนื่องต่อประเทศไทยในหลายมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น กระทบต่อราคาต้นทุนสินค้าอุปโภคบริโภคสูงขึ้น และภาพรวมทางเศรษฐกิจในทั่วทุกพื้นที่ ดังนั้น กระทรวงมหาดไทย ในฐานะหน่วยงานหลักที่มีหน้าที่ดูแลความเป็นอยู่ของประชาชน จึงต้องมีมาตรการ รวมถึงกำหนดแผนและแนวทางการปฏิบัติราชการให้สอดรับกับสถานการณ์ เพื่อให้ภารกิจ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” เกิดผลสัมฤทธิ์และมีประสิทธิภาพสูงสุด

“การประชุมในวันนี้ เพื่อติดตามแนวทางการตรวจราชการของผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย โดยมอบหมายให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย และผู้ตรวจราชการกรม ในสังกัดกระทรวงมหาดไทย เร่งรัดติดตามการเบิกจ่ายงบประมาณของสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย (สป.มท.) กรม และจังหวัด ให้เป็นไปตามมาตรการเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ทั้งในด้านการเบิกจ่ายงบประมาณ งบจังหวัด กลุ่มจังหวัด การลงนามทำสัญญาในโครงการต่างๆ ตลอดจนการบริหารจัดการให้เป็นไปตามแผนงานและเป้าหมายของกระทรวง” นายอรรษิษฐ์ กล่าว

นายอรรษิษฐ์ กล่าวต่อไปอีกว่า นอกจากนี้ ได้มีข้อเสนอแนะให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย และผู้ตรวจราชการกรมฯ ให้ความสำคัญเรื่องการตรวจประเด็นการตรวจราชการที่เสร็จสิ้นแล้ว เพื่อให้ข้อแนะนำต่อผลการดำเนินการ รวมถึงให้ความสำคัญกับการบูรณาการร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด ในการตรวจติดตามการปฏิบัติงาน เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในพื้นที่ อาทิ ให้กรมการปกครอง เข้มงวดกวดขันควบคุมราคาเครื่องอุปโภคบริโภคที่มีแนวโน้มสูงขึ้น การลงพื้นที่ติดตามและตรวจสอบสถานบริการน้ำมัน ร่วมกับนายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้ประกอบการ ให้กรมการพัฒนาชุมชนส่งเสริมการสร้างความมั่นคงทางอาหาร โดยน้อมนำแนวพระราชดำริฯ โครงการ “บ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง” และ “ทางนี้มีผล ผู้คนรักกัน” เพื่อลดผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นจากภาวะสงคราม และสร้างการพึ่งพาตนเองในยามวิกฤต ส่งเสริมการปลูกผักและเลี้ยงไก่ไข่ โดยให้ขยายผลการปฏิบัติตั้งแต่จวนผู้ว่าราชการจังหวัด ไปสู่อำเภอ และชุมชน

ในส่วนของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ให้ตรวจติดตามการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยแล้งและปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 รวมถึงมาตรการช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยให้ความสำคัญกับการตั้งด่านชุมชนและมาตรการลดอุบัติเหตุ “ดื่มไม่ขับ” ให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ติดตามและรณรงค์การขับเคลื่อนโครงการป้องกันและลดภาวะคลอดก่อนกำหนด ซึ่งปัจจุบันมีแนวโน้มที่ดีขึ้น รวมถึงการส่งเสริมด้านพัฒนาการกีฬาที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทย ให้กรมโยธาธิการและผังเมือง เข้มงวดกวดขันการควบคุมดูแลมาตรฐานความปลอดภัยของอาคารและป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ และให้สำนักพัฒนาและส่งเสริมการบริหารราชการจังหวัด (สบจ.) ปรับแนวทางการเร่งรัดและติดตามการเบิกจ่ายงบประมาณ โดยให้มีการแจ้งเตือนความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง และทำหน้าที่เป็น “พี่เลี้ยง” สนับสนุนให้จังหวัดสามารถดำเนินการได้สอดคล้องตามแผนงานที่วางไว้

“กระทรวงมหาดไทยเป็นกระทรวงใหญ่ และมีภารกิจที่ครอบคลุมงานในทุกมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภารกิจของผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ ซึ่งมีเนื้องานที่ต้องรับผิดชอบ ล้วนส่งผลต่อส่วนรวม จึงเป็นที่จับตามองของสังคม ดังนั้น หากบุคลากรปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ขององค์กร ซึ่งเป็นผลประโยชน์สูงสุดของประชาชนและประเทศชาติ ทั้งนี้ ในการตรวจราชการนั้น หากพบข้อบกพร่องหรือมีข้อสังเกตในการทำงาน ขอให้เร่งรายงานผู้บังคับบัญชาเพื่อดำเนินการแก้ไขและพัฒนาในทันที สิ่งสำคัญที่สุดคือ “ฝ่ายเลขานุการ” ที่จะต้องมีความเข้มแข็ง รวดเร็ว และแม่นยำ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนและผลักดันให้งานของผู้บังคับบัญชาสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี” นายอรรษิษฐ์ กล่าวในช่วงท้าย

ยศชนันอภิปรายครั้งแรก แนะมอง 3 มิติแก้ปัญหาพลังงานอย่างรอบคอบ

ยศชนันอภิปรายครั้งแรก แนะมอง 3 มิติแก้ปัญหาพลังงานอย่างรอบคอบ

ยศชนันอภิปรายครั้งแรก แนะมอง 3 มิติแก้ปัญหาพลังงานอย่างรอบคอบ

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.13 น.

“ยศชนัน”อภิปรายครั้งแรก แนะมอง 3 มิติแก้ปัญหาพลังงานอย่างรอบคอบ บอกวิกฤตครั้งนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ”ก.พลังงาน”อย่างเดียว แต่เป็นความร่วมมือทุกภาคส่วน

25 มีนาคม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วน ที่ 6 พรรคการเมืองเสนอเพื่อให้พิจารณาถึงปัญหาของวิกฤตพลังงานและผลกระทบต่อประชาชน

โดย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) อภิปรายว่า หลายคนได้สะท้อนแนวทางการแก้ปัญหามาแล้ว ซึ่งตนคิดว่ามีประโยชน์แต่ขออนุญาตเสริมคือ วิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับกระทรวงพลังงานอย่างเดียว แต่เป็นความร่วมมือของหลายกระทรวง ของทุกภาคส่วน ซึ่งมิติต่างๆ ที่จะทำให้เราสามารถมองปัญหาเรื่องนี้ได้อย่างรอบคอบและครบวงจร ตนขอเรียกว่า 3 มิติ ในการบริหารจัดการสภาวะวิกฤตตะวันออกกลาง ประกอบด้วย มิติที่ 1 คือปัจจัยสี่ ประกอบด้วยเรื่องอาหาร เครื่องนุ่งห่ม เครื่องอุปโภคบริโภค ยารักษาโรค ซึ่งถือเป็นเรื่องที่มีความจำเป็น เราต้องดูแลเรื่องกลไกราคา นอกถึงการรักษาพยาบาล

มิติที่ 2 เรื่องที่อยู่อาศัย ค่าไฟ เนื่องจากการเดินทางมารักษาทางไกลต้องใช้พลังงานในการเดินทาง โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่จำเป็นต้องดูแลเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน และมิติที่ 3 คือในส่วนของอนาคต ที่ต้องเปลี่ยนแปลงอย่างเร่งด่วน การใช้ระบบดิจิทัลในการติดตามตั้งแต่โรงกลั่น ไม่ใช่แค่ปั๊มน้ำมัน

ทั้งนี้ ตนหวังว่าเราจะสามารถทำเรื่องนี้ได้อย่างทั่วถึงเพื่อประโยชน์ของประชาชน ด้วยทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด อย่างไรก็ตาม เราจำเป็นต้องวางลำดับในการจัดการให้ถูกต้องเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและสังคม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การอภิปรายครั้งนี้ถือเป็นการอภิปรายในสภาฯ ครั้งแรกของนายยศชนัน ในการเป็น สส.ซึ่งก่อนหน้านี้นายยศชนันเคยระบุว่าพร้อมจะทำหน้าที่ในฐานะนิติบัญญัติอย่างเต็มที่

ก.ตร.แต่งตั้ง 60 นายพล อดีตหมอใหญ่ รพ.ตำรวจ ติดยศ พล.ต.อ.

ก.ตร.แต่งตั้ง 60 นายพล อดีตหมอใหญ่ รพ.ตำรวจ ติดยศ พล.ต.อ.

ก.ตร.แต่งตั้ง 60 นายพล อดีตหมอใหญ่ รพ.ตำรวจ ติดยศ พล.ต.อ.

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.44 น.

25 มีนาคม 2569 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มอบหมาย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ครั้งที่ 3/2569 โดยมี รอง ผบ.ตร., จเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.) และ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ ร่วมประชุม

โดยที่ประชุมได้มีการพิจารณาคัดเลือกแต่งตั้งตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำนวน 2 ราย, ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำนวน 13 ราย และผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำนวน 45 ราย รวม 60 ราย

ทั้งนี้ ได้เห็นชอบแต่งตั้งตำแหน่งระดับ ผู้ช่วย ผบ.ตร.และผู้บัญชาการ นอกวาระ พร้อมแต่งตั้งข้าราชการตำรวจตามคำวินิจฉัยคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) จำนวน 2 ราย คือ​ พล.ต.ต.หญิง ลักขณา ศักดิแพทย์ เป็นรองผู้บัญชาการสำนักงานตรวจสอบภายใน​ มีผลย้อนหลังตั้งแต่ 4 กุมภาพันธ์ 2561 ถึง 30 กันยายน 2568 และ พ.ต.อ.หญิง สายวริน ​ลาภไพบูลย์พงศ์ เป็นพยาบาล (สบ 6) ย้อนหลังตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 ซึ่งเป็นไปตามคำวินิจฉัยของ​ ก.พ.ค.ตร.ตามที่ทั้ง 2 ราย ได้ร้องขอความเป็นธรรมไว้

สำหรับตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษ ตร. ยศ พล.ต.อ. เป็นการพิจารณาเรียงลำดับอาวุโส ที่ประชุมเห็นชอบแต่งตั้ง พล.ต.ท.โสภณรัชต์ สิงหจารุ และ พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้ช่วย ผบ.ตร.

ทั้งนี้ พล.ต.ท.โสภณรัชต์ สิงหจารุ เป็นอดีตนายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งเป็น 1 ใน 2 คน ที่โดนแพทยสภาลงโทษพักใช้ใบอนุญาตประกอบอาชีพเวชกรรม 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 – 31 ธันวาคม 2568 เนื่องจากให้ข้อมูลหรือเอกสารทางการแพทย์อันไม่ตรงกับความเป็นจริง กรณีการเข้าพักรักษาตัวของ นายทักษิณ ชินวัตร ที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ

หมอวรงค์สอนมวยรัฐ ตั้งสมมติฐานผิดปมวิกฤตน้ำมัน เลิกโทษ ปชช.ตื่นตระหนก

หมอวรงค์สอนมวยรัฐ ตั้งสมมติฐานผิดปมวิกฤตน้ำมัน เลิกโทษ ปชช.ตื่นตระหนก

หมอวรงค์สอนมวยรัฐ ตั้งสมมติฐานผิดปมวิกฤตน้ำมัน เลิกโทษ ปชช.ตื่นตระหนก

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.58 น.

“หมอวรงค์”สอนมวย”รัฐบาล” ตั้งสมมติฐานผิดปม”วิกฤตน้ำมัน” ยันประชาชนไม่ได้ตื่นตระหนก ข้องใจน้ำมันหายไปไหน เชื่อเกิดการกักตุนครั้งใหญ่ เอาคนในวงน้ำมันมาบริหารทำความลับรั่ว

25 มีนาคม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วน ที่ 6 พรรคการเมืองเสนอเพื่อให้พิจารณาถึงปัญหาของวิกฤตพลังงาน และผลกระทบต่อประชาชน

โดย นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี อภิปรายว่า สิ่งใดที่รัฐบาลทำดีตนก็ชื่นชม อย่างการประสานงานกับอิหร่าน เพื่อให้เรือบางจาก ซึ่งเป็นเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซมาได้ เราขอชื่นชมและให้กำลังใจ เพราะรัฐบาลทำได้ดี ต้องขอขอบคุณทางรัฐบาลอิหร่านและโอมานที่เป็นมิตรภาพที่ดีกับประเทศไทย แต่สิ่งที่รัฐบาลตั้งสมมติฐานไม่ถูกต้อง ตนก็ต้องเตือน วันนี้รัฐบาลตั้งโจทย์ว่าน้ำมันเพียงพอ แต่ท่านมองว่าประชาชนตื่นตระหนก มันจึงทำให้น้ำมันขาด

“ท่านมองว่าประชาชนตื่นตระหนก โดยที่ท่านยกตัวว่าขณะนี้ ในภาวะปกติประชาชนบริโภคน้ำมันดีเซล 67 ล้านลิตรต่อวัน ขณะที่โรงกลั่นสามารถได้ผลิตได้ 76 ล้านลิตร ซึ่งในช่วงประชาชนตื่นตระหนก จะบริโภคน้ำมันถึงวันละ 80 ล้านลิตร ส่วนต่าง 4 ล้านลิตร ทำให้มันขาดแคน ผมถามประธานว่ารัฐบาลเอาตัวเลขนี้มาชี้แจง ไม่ตรวจสอบบ้างหรือว่ามันผิด เพราะไม่มีคนของรัฐบาลไปตรวจสอบกับพื้นที่ปลายทาง คือตามปั๊มต่างๆ ถ้าลงไปตรวจสอบในพื้นที่ปลายทาง จะรับรู้เลยว่าน้ำมันไปไม่ถึงปลายทาง ผมตรวจสอบ 10 กว่าปั๊ม ทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เชื่อหรือไม่ว่าบางปั๊มเคยรับน้ำมันประมาณ 24,000 ลิตร แต่ได้มาประมาณ 1,000 ลิตร อย่าง จ.สมุทรสงคราม มีรถต่อคิวเยอะมาก เขานอนรอ 4 วัน ได้น้ำมันแค่ 15,000 ลิตร ดังนั้น สมมุติฐานที่รัฐบาลบอกประชาชนว่าวันนี้น้ำมันเพียงพอ แต่ประชาชนตื่นตระหนก คำถามที่ต้องถามคือทำไมประชาชนถึงตื่นตระหนก แล้วใช้น้ำมัน 80 กว่าล้านลิตรต่อเนื่อง รวมครึ่งเดือนมันเป็นไปไม่ได้” นพ.วรงค์ กล่าว

นพ.วรงค์ กล่าวต่อว่า ดังนั้น ถือว่าไม่ถูกต้อง ท่านตั้งสมมติฐานผิด นำมาสู่การแก้ไขปัญหาที่ผิด ขอให้ท่านยอมรับอย่างหนึ่งว่ามีการกักตุนเกิดขึ้น ปัญหาอยู่ที่ว่าการกักตุนหรือน้ำมันที่หายไปมันอยู่ตรงไหน ตนกำลังสงสัยว่าอยู่ที่คลังขนาดใหญ่ ตามมาตรา 7 รัฐบาลถูกหลอกจากผู้ให้บริการรายใหญ่ ไม่ต้องมาสำรองน้ำมันราคาแพง เพราะมันมีแต่มีการกักตุนเกิดขึ้น เมื่อรถบรรทุกน้ำมันไม่มีน้ำมัน ต่อให้วิ่งได้ 24 ชั่วโมงตลอดทั้งวันทั้งคืนก็แก้ไขไม่ได้

“ผมท้าเลยว่าเป็นไปไม่ได้ สิ่งที่ผมอยากจะบอกคือเหตุผลที่ทำให้เกิดการกักตุนเกิดขึ้น ผมเชื่อว่ามีอยู่ 2 เหตุผล ได้แก่ การที่รัฐบาลประกาศปรับราคาน้ำมันแล้ว ผมเชื่อว่าราคาพวกนี้ไม่เป็นความลับ เนื่องจากท่านเอาพวกที่เกี่ยวข้องกับการค้าน้ำมันมาดูแล มันจึงนำไปสู่การกักตุน ผมย้ำอย่างนี้เลยว่าหัวใจสำคัญคือท่านเอาคนที่ใกล้ชิดกับวงการน้ำมันมาบริหารระบบนี้ เรื่องนี้มันต้องเป็นความลับในการประกาศราคาน้ำมัน ถ้าไม่เป็นความลับจะทำให้เกิดการกักตุนเกิดขึ้นในรอบต่อไป” นพ.วรงค์ กล่าว