ปกรณ์ เผย มหาดไทย เสนอคืนปืนเถื่อนโดยไม่ต้องรับผิด

18 สิงหาคม 2569 เวลา 13:44 น.

ปกรณ์ เผย มหาดไทย เสนอคืนปืนเถื่อนโดยไม่ต้องรับผิด ย้ำร้านขายปืนมีส่วนช่วยในการควบคุม-เพิ่มการดูแลสุขภาพจิต พร้อมขอประชาชนอย่าใช้อารมณ์

เมื่อวันที่ 18 ส.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย กล่าวถึงการควบคุมอาวุธปืนว่า ตามที่นายกรัฐมนตรีคืบหน้าการปรับปรุงกฎหมายและระเบียบการครอบครองอาวุธปืนว่า เมื่อวันที่ 17 ส.ค.กระทรวงมหาดไทย ได้มาขอหารือนอกรอบในเบื้องต้น และกลับไปประสานงานกับทางเลขาคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งกระทรวงมหาดไทยและรัฐบาลต้องทำงานร่วมกัน

เมื่อถามว่า รายละเอียดที่สังคมเป็นห่วงเกี่ยวกับการครอบครองปืน และการพกพา จะต้องดูทั้งหมดใช่หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า อย่างที่นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์คือต้องดูแลตั้งแต่ต้นทาง การสั่งเข้า การจำหน่าย การมีไว้ในครอบครอง เรื่องใบอนุญาต รวมถึงการนำไปใช้ต่างๆ สุดท้ายไม่ใช่เรื่องของปืนอย่างเดียว ยังรวมถึงเรื่องกระสุนปืน จะต้องสัมพันธ์กับประกาศที่จะมีการใช้ด้วย นอกจากนี้ยังมีสถานที่ที่มีการใช้ปืนต้องมีการตรวจสอบอย่างเข้มข้น ไม่ให้กระสุนรั่วไหลไปที่อื่น เราต้องมีการตรวจสอบอยู่ตลอด และระบบการอนุญาตต้องมีการปรับปรุงใหม่ทั้งหมด เพราะที่ผ่านมาทำด้วยมือ ออกคนละใบสองใบก็ไม่รู้อยู่ตรงไหนแน่ ก็ต้องทำให้พบยอดได้ทั้งหมด

ซึ่งถ้านำระบบเทคโนโลยีเข้ามาใช้ จะทำให้การอนุมัติอนุญาตเร็วขึ้น สามารถควบคุมได้ง่ายขึ้น และดูได้ว่ามีช่องโหว่ตรงไหนบ้าง

เมื่อถามว่า ปืนที่ขณะนี้มี 10 ล้านกระบอกในประเทศ จากนี้จะไม่ได้เพิ่มไปมากกว่านี้ใช่หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า ตอนนี้จะไม่มีอนุมัติเพิ่ม

เมื่อถามว่า ในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ จะต้องนำมาพิจารณาด้วยหรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า ขอแบ่งเป็น 3 ส่วน คือร้านปืน ที่ต้องมีความรับผิดชอบในการดูแลการขายปืน ต้องมีการควบคุมเหมือนในต่างประเทศ ที่ควบคุมตั้งแต่ร้านขายปืน ไม่ใช่อยู่ที่เจ้าหน้าที่อย่างเดียว ถ้าร้านได้รับการอนุญาตให้ขาย คนขายก็ต้องช่วยรัฐดูแลด้วย ว่าจะขายให้ใคร และเรื่องของสุขภาพจิตต่างๆ ต้องมีการตรวจสอบด้วย เพราะที่ผ่านมาไม่มีการดูแลกันตรงนี้ ซึ่งในต่างประเทศเขาดูหมด

และในเรื่องของตัวเจ้าหน้าที่ก็ต้องดูแลกำกับให้เข้มข้นขึ้น แต่มันยาก เพราะระบบที่ผ่านมาปืนรั่วไหลไปในท้องตลาด อยู่ในมือของผู้คนเยอะไปหมด ฉะนั้นสิ่งที่เราต้องทำคือบอกให้ประชาชนอย่าใช้อารมณ์กันมาก

ส่วนเรื่องที่จะให้เอาปืนมาคืน ก็เป็นส่วนหนึ่งที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ คล้ายๆ ว่าถ้ามีปืน แต่ไม่มีใบอนุญาต ป.4 ให้นำปืนมามอบคืนกับทางราชการก็จะไม่มีความผิด กระทรวงมหาดไทยเสนอมาอยู่เหมือนกัน ซึ่งอยู่ในสิ่งที่กำลังทำ

นายปกรณ์ กล่าวต่อว่า ในต่างประเทศที่ออสเตรเลีย มีเหตุการณ์กราดยิงที่หาดบอนได รัฐบาลกลางของออสเตรเลียก็ออกกฎหมายมา คือการซื้อปืนคืนจากผู้ได้รับอนุญาต แต่ก็ยังเป็นกฎหมายที่ถกเถียงกันอยู่ เพราะมีบางรัฐไม่ยอมรับกฎหมายฉบับนี้ เช่น นอร์เทิร์นเทร์ริทอรี ส่วนบางรัฐก็โอเค ไม่มีปัญหา ทำได้ แต่ราคาที่ซื้อก็อีกราคาหนึ่ง เช่นซื้อมาแพงแต่รัฐรับซื้อในราคาถูกกว่าประมาณ 1000 เหรียญ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่ อันนี้เป็นตัวอย่างที่เกิดขึ้นแล้วในต่างประเทศ ที่จะพยายามควบคุม ไม่ได้เกิดที่ประเทศไทยประเทศเดียว มันอยู่ที่คนใช้ปืนถ้ามีสติสัมปชัญญะ ไม่ใช้อารมณ์วู่วาม ก็จะไม่เกิดปัญหา

เมื่อถามว่า หากมีการเซ็ตระบบเรียบร้อย ผู้ที่มีปืนไม่สามารถนำปืนไปจำนำได้ใช่หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า โดยหลักปืนจำนำไม่ได้อยู่แล้ว เพราะปืนออกให้เฉพาะตัวผู้มีใบอนุญาตเท่านั้น ตรงนี้ชาวบ้านไม่รู้ เอาปืนมาวางแล้วเอาตังค์ไปจำนำไว้ผิด ซึ่งคนรับจำนำไว้ผิดกฎหมาย และขณะนี้ก็ถือว่าผิดกฎหมายอยู่ ถึงได้บอกว่าถ้าเอาปืนไปจำนำแล้วผิดกฎหมายเอามาคืนหลวงดีกว่าไหม หรือเอาไปให้เจ้าหน้าที่ได้เลย ไปแสดงความบริสุทธิ์ใจได้เลย ไม่ต้องรอกฎหมายออก ว่าเราครอบครองปืนโดยมิชอบ

เมื่อถามย้ำว่า รวมถึงปืนเถื่อนด้วยหรือไม่ ที่ต้องเอามาไว้กับรัฐ นายปกรณ์กล่าวว่า ทั้งหมด ปืนอะไรก็ตามถ้าไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ยิ่งปืนเถื่อนยิ่งหนัก สมัยตอนตนเด็กๆ มีสงครามเวียดนาม สงครามในกัมพูชาที่เขารบกันเอง ปืนทะลักเข้ามาในบ้านเราเต็มไปหมด หาง่ายจะตาย ซึ่งรัฐบาลที่ผ่านมาพยายามให้เขานำสิ่งเหล่านี้มาคืน และออกกฎหมายมา ถ้าใครเอาปืนมาให้ทางราชการ สิ่งที่ไม่ชอบก็ไม่เป็นความผิด ซึ่งทำมาแล้ว 8 หน แต่ก็รับได้บางส่วนเท่านั้นเอง มันไม่ได้เยอะ เพราะระบบการอนุมัติอนุญาตล้าสมัยอยู่แค่นั้นเอง

เมื่อถามว่า จะมีการนำการปรับปรุงกฎหมายของต่างประเทศมาศึกษาด้วยหรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า นโยบายปืนไม่เหมือนกันในทุกประเทศ แต่ละประเทศมีกฎหมายไม่เหมือนกัน อย่างที่อเมริกาก็จะเสรีปืนตามรัฐธรรมนูญ มีการซื้อขายปืนโดยเสรี มีกระทั่งปืนอาวุธสงครามเพียงแต่ร้านขายปืนได้รับการอนุมัติอนุญาตในการขายปืน ดังนั้นตัวร้านจะมีส่วนช่วยกับรัฐในการดูแลอย่างมาก ทั้งในเรื่องตัวปืน เครื่องกระสุนปืน พฤติกรรมของผู้ซื้อ เพราะมีสิทธิ์ปฏิเสธไม่ขายปืนให้ใครก็ได้ ถึงแม้คุณจะมีใบอนุญาตเขาก็มีสิทธิ์ปฏิเสธ ซึ่งตรงนี้เป็นประเทศที่เสรี ส่วนในประเทศที่มีการควบคุมมากๆ อย่างที่ออสเตรเลียเขาควบคุมปืนอยู่แล้ว ปืนทุกกระบอกต้องมีใบอนุญาต แต่บางคนก็มีเหมือนบ้านเราคือมี 30-40 กระบอก เพราะบางคนชอบ ห้ามไม่ได้ แต่คนพวกนี้มักไม่เอาไปทำอะไรใคร แต่คนมักจะไปทำอะไรใครคือคนที่มักมีปืนเถื่อน

ปืนเถื่อนมหาดไทยแนวหน้าออนไลน์

‘พลพีร์’ กำชับจังหวัด ลงพื้นที่ช่วย ปชช. ยื่นอุทธรณ์บัตรคนจน ให้ทันสิ้นเดือน ส.ค.นี้

18 สิงหาคม 2569 เวลา 13:38 น.

‘พลพีร์’ กำชับ จังหวัดเร่งประชาสัมพันธ์ประชาชนยื่นอุทธรณ์บัตรคนจนให้ทันสิ้นเดือน ส.ค.นี้ พร้อมสั่งกรมการปกครองท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ลงพื้นที่ช่วยรวบรวมข้อมูลข้อติดขัดช่วยประชาชนยื่นอุทธรณ์

เมื่อเวลา 11.35 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการสำรวจผู้ตกหล่น ที่เข้าเกณฑ์การรับสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ว่า สำหรับประชาชนที่ขอยื่นอุทธรณ์ สามารถมาใช้ที่ศูนย์บริการ one stop service ในแต่ละจังหวัดได้ ซึ่งขณะนี้พบว่า มีประชาชนบางส่วนที่เข้ามายื่นขออุทธรณ์ เนื่องจากตรวจสอบสิทธิ์ของตัวเองแล้วพบว่าไม่ได้รับสิทธิ์ จึงไม่ขอเข้ามายื่นอุทธรณ์ เพราะรู้ตัวว่าในบางหัวข้อไม่เข้าข่าย หรือไม่รู้ว่าจะต้องไปยื่นอุทธรณ์ที่ไหน จึงได้สั่งการกรมการปกครอง และผู้นำท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่ ลงพื้นที่ไปหาประชาชนถึงบ้าน หากติดปัญหาอุปสรรคในเงื่อนไขของยานพาหนะก็สามารถให้เจ้าหน้าที่ช่วยดูว่าสภาพใช้ได้หรือไม่ รวมถึงให้เจ้าหน้าที่กรมการปกครองเก็บข้อมูลหลักฐาน เพื่อเป็นพยานให้กับประชาชนในการยื่นอุทธรณ์ ส่วนใครที่มีบัญชีม้า บ้านม้า หรือมีรายได้เพิ่มเติม ก็จะประสานให้กระทรวงการคลัง หรือกระทรวงพาณิชย์เช็คเพิ่มเติม โดยได้เน้นย้ำให้กรมการปกครองลงพื้นที่ไปช่วยเหลือประชาชน

เมื่อถามว่า ยอดการยื่นอุทธรณ์ไม่เคลื่อนไหว รวมถึงมีเสียงเรียกร้องว่าการเดินทางไปยังอำเภอยุ่งยาก กรณีนี้ผู้ใหญ่บ้านมีอำนาจมากแค่ไหน นายพลพีร์ กล่าวว่า ได้สั่งการผู้ว่าราชการจังหวัด เพราะควรจะมีการบูรณาการในจังหวัด การที่ให้ประชาชนมาที่อำเภอที่เดียว บางที่ประชาชนต้องเดินทางไปกลับ 60 กิโลเมตร ซึ่งมีความลำบาก ดังนั้น นายอำเภอก็สามารถใช้กำนันผู้ใหญ่บ้านลงพื้นที่ไปสำรวจได้เลย ซึ่งได้เน้นย้ำไปแล้ว และคิดว่า จะมีผู้เข้ายื่นอุทธรณ์เพิ่มขึ้น ก่อนที่จะหมดเขตในสิ้นเดือนสิงหาคมนี้

เมื่อถามย้ำว่า จะต้องเร่งรัดเรื่องนี้อย่างไร นายพลพีร์ กล่าวว่า ตอนนี้ตนเองไปตรงไหน ก็เหมือนเป็นการประชาสัมพันธ์ ซึ่งสั่งการอธิบดีว่า ให้จังหวัดช่วยกันประชาสัมพันธ์ เพราะจะหมดเขตสิ้นเดือน ส.ค. นี้แล้ว และจะต้องยื่นเอกสารให้ทัน 20 ก.ย. นี้ ทุกพื้นที่มีกำนันผู้ใหญ่บ้านในมืออยู่แล้ว ก็ให้ลงไปหาประชาชนเลย เพราะรัฐบาลไม่ได้มีกรอบกำหนดจำนวนผู้จะได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่ขอให้เป็นผู้ที่มีรายได้น้อยจริง.

บัตรคนจนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐลพีร์ สุวรรณฉวี

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ยกฟ้อง นิพนธ์ บุญญามณี คดีไม่จ่ายเงินค่ารถ ชี้ใช้อำนาจตรวจสอบเพื่อประโยชน์ราชการ ไม่พบเจตนากลั่นแกล้งเอกชน

18 สิงหาคม 2569 เวลา 13:16 น.

18 สิงหาคม 2569 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ในคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา (อบจ.สงขลา) เป็นจำเลย ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณีไม่อนุมัติเบิกจ่ายเงินค่ารถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ จำนวน 2 คัน วงเงินกว่า 50 ล้านบาท ให้แก่บริษัทคู่สัญญา โดยศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ยกฟ้องนายนิพนธ์ หลังเห็นว่าพยานหลักฐานยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อกลั่นแกล้งให้บริษัทคู่สัญญาได้รับความเสียหาย

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยประเด็นสำคัญว่า การที่นายนิพนธ์สั่งให้มีการตรวจสอบและทดสอบรถทั้ง 2 คันเพิ่มเติม เป็นการดำเนินการในฐานะนายก อบจ.สงขลา ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลและสั่งการเพื่อรักษาประโยชน์ของทางราชการ โดยเฉพาะเมื่อการจัดซื้อรถทั้ง 2 คันมีวงเงินสูงกว่า 50 ล้านบาท แต่ มีใบตรวจรับเพียงแผ่นเดียว จึงมีเหตุอันควรที่จะต้องตรวจสอบให้ได้ข้อเท็จจริงและความถูกต้องก่อนดำเนินการต่อไป

ศาลเห็นว่า การสั่งให้ตรวจสอบดังกล่าวมิใช่การใช้อำนาจไปยกเลิกผลการตรวจรับโดยพลการ แต่เป็นการสั่งการในฐานะหัวหน้าส่วนราชการท้องถิ่น เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่ารถที่จัดซื้อมาสามารถใช้งานได้ตรงตามคุณลักษณะและวัตถุประสงค์ของทางราชการ จึงมีอำนาจสั่งให้มีการทดสอบระบบของรถทั้ง 2 คันได้

นอกจากนี้ ก่อนมีการสั่งทดสอบรถ นายนิพนธ์ยังได้เรียกเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้ข้อมูลและชี้แจงข้อเท็จจริงก่อน พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นข้อประกอบที่แสดงให้เห็นว่า จำเลยมิได้ดำเนินการโดยมีเจตนากลั่นแกล้งบริษัทคู่สัญญา แต่เป็นการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนตัดสินใจในฐานะผู้บริหาร

ศาลยังพิจารณาลำดับเหตุการณ์เกี่ยวกับการทดสอบรถ โดยปรากฏว่า เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2556 จำเลยได้ลงนามให้บริษัทนำรถมาทดสอบระบบ แต่บริษัทมิได้โต้แย้งคำสั่งดังกล่าว และต่อมามีหนังสือแจ้งว่าจะนำรถเข้าทดสอบในวันที่ 7 มกราคม 2557 ดังนั้น ความล่าช้าที่เกิดขึ้นในการนำรถเข้าทดสอบจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าเกิดจากการประวิงเวลาของจำเลย

อีกทั้ง บริษัทคู่สัญญามิได้โต้แย้งว่าการสั่งให้ทดสอบรถเป็นการกระทำที่ผิดระเบียบในขณะนั้น ศาลจึงเห็นว่าการสั่งตรวจสอบและทดสอบรถของจำเลยยังอยู่ภายใต้ขอบเขตอำนาจหน้าที่ และเป็นการดำเนินการโดยคำนึงถึงประโยชน์ของทางราชการเป็นสำคัญ

นายลิขิต ซึ่งเป็นพยานโจทก์และผู้เชี่ยวชาญจากกรมบัญชีกลาง ได้ให้การต่อศาลในสาระสำคัญว่า จำเลยสามารถสั่งให้มีการทดสอบรถได้ หากเห็นว่าเป็นประโยชน์แก่ทางราชการ อีกทั้งเมื่อมีประเด็นร้องเรียนเกี่ยวกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง การเบิกจ่ายเงินในช่วงดังกล่าวย่อมไม่สามารถดำเนินการได้ตามปกติ เนื่องจากหากมีการเบิกจ่ายทั้งที่ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับความไม่ชอบมาพากลของกระบวนการจัดซื้อ ก็อาจทำให้ผู้อนุมัติเบิกจ่ายถูกพิจารณาได้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือสมรู้ร่วมคิดกับผู้กระทำความผิด

ศาลอุทธรณ์ยังวินิจฉัยถึงขั้นตอนการเบิกจ่ายเงินว่า ไม่ปรากฏว่ามีการเสนอ “ฎีกาเบิกจ่าย” ต่อจำเลยตามขั้นตอนของระเบียบกระทรวงมหาดไทย โดยฝ่ายพัสดุมีเพียงบันทึกข้อความแจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการตรวจสอบและทดสอบรถ แต่ไม่ได้มีฎีกาจากหน่วยงานที่รับผิดชอบเสนอให้นายก อบจ.สงขลาอนุมัติเบิกจ่ายเงินแก่บริษัท

ตามระเบียบเกี่ยวกับการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน และการเก็บรักษาเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การเบิกจ่ายจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนและมีเอกสารฎีกาที่ถูกต้อง ดังนั้น เมื่อยังไม่มีฎีกาเสนอให้จำเลยอนุมัติเบิกจ่ายเงิน จำเลยจึงยังไม่อาจสั่งเบิกจ่ายเงินได้ และหากใช้บันทึกข้อความหรือเอกสารอื่นแทนฎีกาเพื่ออนุมัติจ่ายเงิน ก็อาจเป็นการปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามระเบียบและก่อให้เกิดความรับผิดแก่ผู้อนุมัติเอง

ในส่วนข้อสงสัยเกี่ยวกับกระบวนการจัดซื้อ ศาลพิจารณาว่า ภายหลังมีหนังสือร้องเรียนเกี่ยวกับการกำหนดคุณลักษณะเฉพาะ การเอื้อประโยชน์แก่ผู้ประกอบการ และข้อสงสัยเรื่องการสมยอมหรือฮั้วประมูล จนฝ่ายนิติการเสนอให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และต่อมาผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลามีหนังสือให้ อบจ.สงขลา ตรวจสอบข้อเท็จจริง หากพบว่ามีการกระทำผิดให้ดำเนินการทั้งทางแพ่งและทางอาญา

เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ทั้งหมด ตั้งแต่การเรียกเจ้าหน้าที่มาสอบถาม การสั่งทดสอบรถ การตรวจสอบข้อร้องเรียนเกี่ยวกับกระบวนการจัดซื้อ ตลอดจนข้อเท็จจริงที่ว่า ไม่มีฎีกาเสนอให้จำเลยอนุมัติเบิกจ่ายเงินตามขั้นตอน ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ยังไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยจงใจใช้อำนาจหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อกลั่นแกล้งบริษัทคู่สัญญา

การกระทำของนายนิพนธ์จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ตามที่โจทก์ฟ้อง ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ยกฟ้อง นายนิพนธ์ บุญญามณี

ศาลอุทธรณ์,ยกฟ้อง,นิพนธ์บุญญามณี,อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา,อบจสงขลา,

กกต.ไร้ความน่าเชื่อถือ! ภัณฑิล จี้ส่งศาลฟันคดีฮั้ว สว. ถามกลับหลักฐานเพียบ ยังไม่เพียงพออีกหรือ

18 สิงหาคม 2569 เวลา 12:54 น.

กกต.ไร้ความน่าเชื่อถือ! “ภัณฑิล”จี้ส่งศาลฟันคดีฮั้ว สว. ถามกลับหลักฐานเพียบ ยังไม่เพียงพออีกหรือ ขู่หากยื่นส่งศาลบางราย เจอ กมธ.เรียกหลักฐานสอบต่อ พ่วงฟัน ม.157 แน่นอน

18 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม.พรรคประชาชน (ปชน.) แถลงถึงการตรวจสอบคดีฮั้ว สว.ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ในขณะนี้ ว่า ขอเรียกร้องให้ กกต.มีมติส่งสำนวนคดีฮั้ว สว.ให้ศาลฎีกา ได้พิจารณาต่อเพียงอย่างเดียว เนื่องจากขณะนี้ ความน่าเชื่อถือของ กกต.แทบไม่เหลือแล้ว และยังไม่นับรวมข่าวรายวันอย่างกรณีที่ กกต.ให้ นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือ ดร.ณัฏฐ์ ทนายความของ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในคดีหมิ่นประมาท น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และยังเคยเป็นที่ปรึกษาของ นายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ กรรมการ กกต.ที่เป็นคนเดินเก็บโพย สว.ในหน่วยออกเสียง มาเป็นพยานในคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ซึ่งเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.ก็จะเดินทางไปร้องเรียนดร.ณัฏฐ์ ต่อสภาทนายความ เนื่องจาก เคยถูกให้ออกจากราชการในตำแหน่งอัยการที่ขอนแก่น แต่ กกต.ก็ยังกลับดึงมาเป็นพยาน ซึ่งไม่มีความน่าเชื่อถือใดๆ

นายภัณฑิล กล่าวว่า เมื่อ กกต.ไม่มีความน่าเชื่อถืออยู่แล้ว คดี สว.ที่สำนวนหลายหมื่นหน้า และหลักฐานที่ชัดเจน กกต.จึงอย่าทำตัวเป็นศาล หากมีหลักฐานอันควรเชื่อ ก็ต้องส่งให้ศาลวินิจฉัย เพราะขณะนี้ พยานเต็มไปหมด และสำนวนก็มีเป็นหมื่นหน้า ดังนั้น กกต.จะต้องอธิบายประชาชนว่า สำนวนหมื่นหน้าเหตุใดถึงจะไม่ส่งศาลฎีกา หรือ กกต.กำลังทำหน้าที่แทนศาล ซึ่งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.ระบุว่า หากมีหลักฐานอันควรเชื่อ ก็ให้ กกต.ยื่นศาลฎีกาได้ ซึ่งตามกฎหมายไม่ได้แต่งตั้งให้ กกต.เป็นศาลฎีกา หรือทำหน้าที่แทนศาล

ส่วนกรณีที่ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการ กกต.ออกมาระบุหากสำนวนคดีมีน้ำหนัก ก็สามารถส่งศาลฎีกาได้ และกรรมการ กกต.จะพิจารณาสำนวนจากอนุกรรมการชุดที่ 26 เป็นหลัก และใช้สำนวนของอนุกรรมการชุดที่ 36 ประกอบนั้น นายภัณฑิล กล่าวว่า นอกจากสำนวนดังกล่าวแล้ว ยังมีหลักฐานที่ฝ่ายค้าน ซึ่งนำโดย นายพริษฐ์ วัชระสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ได้ออกมาเปิดเผยทั้งเส้นทางการเงิน ตั๋วเครื่องบิน โพย พฤติกรรมต่างๆ แล้ว อยากถามว่ายังไม่เพียงพอที่จะทำให้ กกต.ส่งศาลอีกหรือ หรือยังมีพยานใหม่ที่ยังไม่มีใครทราบ

“ดังนั้น ถ้า กกต.จะบอกว่าหลักฐานไม่เพียงพอ แล้วยังต้องการอะไรอีก ขอย้ำว่า ยังมีหลักฐานของนายสุบิน ซึ่งเป็นผู้ช่วย สส.ของ สส.พรรคภูมิใจไทย ที่มีความเชื่อมโยง และมั่นใจว่า หากมีการตรวจสอบ ก็จะสาวไปถึงแม่ทัพภาคใต้ของพรรคภูมิใจไทยได้แน่นอน” นายภัณฑิล กล่าว

นายภัณฑิล กล่าวด้วยว่า สุดท้ายแล้วหาก กกต.จะส่งสำนวนของผู้ถูกกล่าวหาในคดีฮั้ว สว.ไปให้ศาลฎีกาพิจารณาเพียงบางราย ก็จะต้องถูกฟ้องตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 แน่นอน ดังนั้น จึงขอให้ กกต.ตระหนักว่า การลงมติครั้งนี้มีผลต่ออนาคต และมีหลักฐานชัดเจนที่จะต้องส่งศาลฎีกา ซึ่งหลังการลงมติของ กกต.แล้ว ก็ยังมีรัฐสภา ที่กรรมาธิการ (กมธ.) มีอำนาจในการเรียกเอกสาร และหลักฐาน ดังนั้น เรื่องจึงยังไม่จบแน่นอน เพราะทุกการลงมติและหลักฐาน จะต้องถูกตรวจสอบต่อไป

ภัณฑิลน่วมเจิม,พรรคประชาชน,ฮั้วสว,คณะกรรมการการเลือกตั้ง,กกต,

เอกนัฏ บอกชัด! สนใจแต่ปัจจุบัน หลังคนโยงปลัดพลังงานคนใหม่ สายตรงเนวิน แจงดูความเหมาะสม

18 สิงหาคม 2569 เวลา 12:45 น.

“เอกนัฏ”บอกชัด! สนใจแต่ปัจจุบัน หลังคนโยง”ปลัดพลังงานคนใหม่”สายตรง”เนวิน” แจงดูความเหมาะสม ลั่นใครพร้อมลุยแก้ปัญหาก็มาด้วยกัน รับ”ณัฐพล รังสิตพล”เคยเป็นตัวเลือก

18 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุผลในเลือก นายฉันทานนท์ วรรณเขจร ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ ว่า ดูเป็นคนที่มีความเหมาะสม และช่วงนี้กระทรวงพลังงานมีงานสำคัญที่ต้องทำ เห็นว่า ต้องใช้ประสบการณ์ และมีความตั้งใจปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน จึงตัดสินใจเลือกนายฉันทานนท์ เป็นปลัดกระทรวงพลังงาน ซึ่งในกระทรวงพลังงานเอง อธิบดีเก่งๆ ก็มี แต่หลายคนยังมีอายุราชการอีกเยอะ เกษียณหลังปี 75 เป็นต้นไป ยังมีโอกาสได้ทำงานแสดง

ผู้สื่อข่าวถามว่า การเสนอชื่อในวันนี้ นายเอกนัฏเป็นผู้เสนอเองใช่หรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า รัฐมนตรีเป็นผู้เสนออยู่แล้ว ต้องไปขอตัวจาก นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี และเสนอเข้า ครม.เป็นไปตามกระบวนการ เมื่อถามว่า มีการทาบทามกันนานหรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า คุยกันอยู่แล้ว ตอนแรกก็มีทางเลือกหลายทาง แต่เมื่อพิจารณาดูแล้ว มองว่านายฉันทานนท์เหมาะสมที่สุด เมื่อถามว่า เป็นโควตาบ้านใหญ่ทางการเมืองหรือไม่ นายเอกนัฏ หัวเราะ ก่อนจะบอกว่า เป็นคนละเรื่อง

เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้นายเอกนัฏ อยากได้ นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ไปช่วยงาน นายเอกนัฏ กล่าวว่า ตอนอยู่กระทรวงอุตสาหกรรมทำงานด้วยกันดี ยอมรับว่าเป็นทางเลือกหนึ่ง เพราะการตั้งปลัดกระทรวงสามารถเลือกปลัดจากกระทรวงอื่น หรือข้าราชการระดับเทียบเท่าได้ เมื่อถามว่า ได้คุยกับนายฉันทานนท์ บ่อยหรือไม่ นายเอกนัฏ ยอมรับว่า คุยกันบ่อย

เมื่อถามว่า อายุราชการที่เหลืออยู่ 4 ปี เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เลือกนายฉันทานนท์ใช่หรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า กำลังดี เพราะวาระของปลัดกระทรวงจะมี 4 ปี หากไม่มีการโยกย้าย ซึ่งใกล้เคียงกับอายุราชการของนายฉันทานนท์ ส่วนงานในปัจจุบัน ยืนยันว่า อย่างไรก็ต้องเดิน ทั้งระยะสั้น กลาง ยาว

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่า นายฉันทานนท์ เคยเป็นอดีตคณะทำงานของ นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในสมัยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งครั้งนี้ใช่หรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า ตนสนใจแต่เรื่องปัจจุบัน และเรื่องอนาคตที่ตนต้องทำ ถ้าคุยกับใครแล้วเข้าใจตรงกัน ทั้งนี้ ยอมรับว่า เส้นทางที่จะเดินต่อไปในอนาคต ไม่ได้โรยด้วยความสบายแน่นอน ต้องสู้ ใครพร้อมสู้กับตนก็มาด้วยกันได้ แค่นั้นเอง

เอกนัฏพร้อมพันธุ์,กระทรวงพลังงาน,ฉันทานนท์ วรรณเขจร,ปลัดกระทรวงพลังงาน,เนวินชิดชอบ,

ยศชนัน สั่งปลัด อว. ตรวจสอบปมรัฐศาสตร์ ม.อ. เชิญตัวตึงพรรคส้มหลายคนร่วมเสวนา หลังจัดโปรให้ นศ.ฟัง แลก 3 ชั่วโมงกิจกรรม

18 สิงหาคม 2569 เวลา 12:19 น.

“ยศชนัน”สั่ง”ปลัด อว.” ตรวจสอบปมรัฐศาสตร์ ม.อ. เชิญตัวตึงพรรคส้มหลายคนร่วมเสวนา หลังจัดโปรให้ นศ.ฟัง แลก 3 ชั่วโมงกิจกรรม ย้ำเสรีภาพทางความคิดจำกัดไม่ได้ ขอเช็กจัดงาน-นับชั่วโมงถูกระเบียบหรือไม่

18 สิงหาคม 2569 ที่ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้สัมภาษณ์กรณีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่และวิทยาเขตปัตตานี เชิญบุคลากรของพรรคประชาชนเข้าร่วมเสวนาให้นักศึกษา โดยมีเงื่อนไขระบุว่านักศึกษาที่เข้าร่วมจะได้รับชั่วโมงกิจกรรม 3 ชั่วโมง ว่า ขณะนี้ตนได้พูดคุยกับปลัดกระทรวง อว. แล้ว และขอดูข้อมูลจากมหาวิทยาลัยดังกล่าวว่า การจัดงานเป็นไปตามกระบวนการหรือไม่ ซึ่งเรื่องดังกล่าวตนรับทราบมาจากสื่อมวลชน ส่วนจะเหมาะสมหรือไม่ ขอดูรายละเอียดก่อน แต่ยืนยันว่าอิสรภาพทางความคิดถูกจำกัดไม่ได้ โดยสิ่งที่ตนจะตรวจสอบนั้น จะดูว่าการจัดกิจกรรมและการนับชั่วโมงกิจกรรมเป็นไปอย่างถูกต้องหรือไม่

เมื่อถามว่า หลักเกณฑ์ในการจัดกิจกรรมในลักษณะดังกล่าวของมหาวิทยาลัยเป็นอย่างไร นายยศชนัน กล่าวว่า การจัดกิจกรรมลักษณะดังกล่าวมีเสรีภาพอยู่แล้ว แต่หากเรื่องนี้ถูกผูกกับหน่วยกิต และจัดกิจกรรม ต้องดูว่าถูกต้องตามหลักเกณฑ์หรือไม่ หากถูกต้องก็สามารถดำเนินการได้อยู่แล้ว ส่วนเรื่องเนื้อหาก็มี พ.ร.บ. ของมหาวิทยาลัยที่จะกำหนดว่าส่วนไหนได้หรือไม่ได้ ซึ่งนายกสภามหาวิทยาลัยจะเป็นผู้ดูแล ก็ขอให้รอการชี้แจงจากมหาวิทยาลัยก่อน

เมื่อถามว่า หากกิจกรรมดังกล่าวกระทำผิด จะต้องมีการออกระเบียบเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติแก่มหาวิทยาลัยทั่วประเทศหรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า ในแต่ละมหาวิทยาลัยมีแนวทางของเขา หากมีประเด็นอะไรเกิดขึ้นก็มีกระบวนการของเขาที่จะดำเนินการ กลุ่มนักศึกษาก็มีกระบวนการของตนเอง เช่นเดียวกับกลุ่มอาจารย์ ซึ่งกระทรวง อว. มีหน้าที่ดูว่าแต่ละมหาวิทยาลัยทำถูกต้องตาม พ.ร.บ. ของมหาวิทยาลัยหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าหากเรื่องไหนผิด มหาวิทยาลัยในแต่ละที่ก็มีหลักเกณฑ์และแนวทางในการดำเนินการอยู่แล้ว

ยศชนันวงศ์สวัสดิ์,มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์,พรรคส้ม,

มท.4 การันตี สถ. เป็นพนักพิง-เตรียมทีมกฎหมาย ให้ผู้บริหารท้องถิ่นเดินหน้าเพิกถอนปมทุจริตสอบ ย้ำไม่ได้โยนเผือกร้อน

18 สิงหาคม 2569 เวลา 11:21 น.

18 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการเพิกถอนทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ว่า ตอนนี้ได้ส่งรายชื่อให้กับทุกจังหวัดเรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้จะประชุม ก.จังหวัด และจะส่งข้อมูลไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่ได้รับบรรจุ

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะทำความเข้าใจกับผู้บริหารท้องถิ่น ที่ไม่ลงนามรับผิดชอบในการปลดออกอย่างไร นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ท้องถิ่นไม่ได้ดำเนินการโดยพลการอยู่แล้ว แต่ทำตามข้อมูลและหลักฐานที่ทีมดำเนินการตรวจสอบและส่งข้อมูลไปให้ โดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ได้เน้นย้ำไปเรียบร้อยแล้วว่า การส่งข้อมูลต้องไปพร้อมกับพยานหลักฐาน เพื่อให้เจ้าตัวหรือผู้บริหารท้องถิ่นเห็นว่า เกิดอะไรขึ้นบ้าง ทุกคนจะได้สบายใจ ขณะเกียวกัน ทางอธิบดี สถ.จะประสานงานพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจในเรื่องดังกล่าวต่อไป

เมื่อถามย้ำว่า หากส่วนกลางให้ความมั่นใจไปแล้ว แต่ยังไม่ดำเนินการจะมีมาตรการอย่างไร นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ที่จริงเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการอยู่แล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่การโยนภาระหรือเผือกร้อน แต่เป็นขอบเขตอำนาจหน้าที่ว่า ใครสามารถทำอะไรได้ตามกฎหมาย และส่วนกลางอยากทำให้เสร็จทั้งหมด แต่ด้วยขอบเขตกฎหมายและอำนาจของแต่ละคนที่แตกต่างกันจึงต้องดำเนินการ

ผู้สื่อข่าวถามว่า ต้องมีกรอบเวลาในการดำเนินการหรือไม่ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า เราวางกรอบไว้ภายในวันที่ 31 ส.ค.นี้ แต่เรื่องนี้คงไม่ใช่ปัญหา เพราะตอนนี้ก.จังหวัดหลายที่จะมีการประชุมใน 1-2 วัน

เมื่อถามว่า นายก อบจ.ลำพูน มีความกังวลในหลายเรื่องที่เกี่ยวกับการดำเนินการเพิกถอนรายชื่อ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ตนเข้าใจ ไม่มีใครอยากทำอะไรพวกนี้อยู่แล้ว แต่เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงก็ต้องดำเนินการ โดยเริ่มจากฐานข้อเท็จจริงว่า เรื่องนี้เกิดอะไรขึ้น และบุคคลเหล่านี้มีที่มาของคะแนนที่ผิดปกติ และปัจจุบันพิสูจน์ทราบได้แล้ว ว่าแต่ละคนคะแนนเป็นอย่างไร มีคะแนนเดิมเท่าไหร่ ที่ประกาศออกมาเท่าไหร่ ให้เริ่มต้นจากตรงนี้มากกว่า และอยากให้ทุกคนโฟกัสที่ข้อเท็จจริงมากกว่าอย่างอื่น

เมื่อถามย้ำว่า หากผู้บริหารท้องถิ่นไม่ทำ จะถือว่า มีความผิดหรือไม่ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ต้องไปดูกันต่อ และที่จริงควรต้องทำ โดยมี สถ.เป็นพนักพิงหลังและสนับสนุนข้อมูลให้ รวมถึงเตรียมฝ่ายกฎหมายไว้เช่นเดียวกัน ยืนยันว่า ทุกอย่างจะอยู่บนข้อเท็จจริง และบนกระดาษคำตอบก็มีชื่อและลายเซ็นของแต่ละคนอยู่แล้ว ซึ่งระยะเวลาที่ผ่านมาได้เปิดให้คนที่ประสงค์จะดูคะแนนสอบเข้ามาดูได้ และมีเข้ามาดูหลายคนโดยที่ไม่มีข้อติดใจอะไร

เมื่อถามถึงกรณีสมาคมท้องถิ่นนัดแถลงการณ์เรื่องปัญหาการเพิกถอนข้าราชการท้องถิ่นคดีทุจริตสอบท้องถิ่น นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า รับทราบ ว่าจะมีการประชุมกันวันนี้ และที่จริงทางอธิบดี สถ.ได้ไปพูดคุยทำความเข้าใจในเรื่องนี้แล้ว ตนเข้าใจว่าไม่มีใครอยากทำ แต่เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นก็ต้องทำ

วรศิษฎ์เลียงประสิทธิ์,รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย,มท4,ทุจริตสอบท้องถิ่น,

อนุทิน-เอกนิติ ประสานเสียง จีดีพี ปีนี้โต 2.2% ยังไม่น่าพอใจ ลั่นเศรษฐกิจไทยต้องทะยานไกลกว่านี้

18 สิงหาคม 2569 เวลา 11:15 น.

“นายกฯ อนุทิน”ควงคู่ขุนคลัง”เอกนิติ” ประสานเสียงจากออสเตรเลีย ลั่นตัวเลขจีดีพีปีนี้ที่สภาพัฒน์ขยับเป้าโตเป็น 2.2% ยังไม่น่าพอใจ ชี้เศรษฐกิจไทยต้องโตทะยานไปได้ไกลกว่านี้ พร้อมแจกยาหอมชื่นชมรองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจทำงานเข้าตา ขณะที่ขุนคลังกางตัวเลขไตรมาส 2 โต 1.9% ชี้รัฐบาลมาถูกทางหลังอัดฉีด 4 แสนล้านกู้ชีพผ่านโครงการ”ไทยช่วยไทย พลัส 60:40″ แต่ยอมรับยังผวา 3 วิกฤตมหาโหดรุมเร้า ทั้งด้านพลังงาน ค่าครองชีพ และกำลังซื้อหด เล็งงัดแผนยุทธศาสตร์เร่งประคอง เปลี่ยนผ่าน และลงทุน ฟุ้งข่าวดีทุนนอกไหลเข้าพุ่งสุดในรอบ 13 ปี

17 สิงหาคม 2569 เวลา 23.00 น.ตามเวลาท้องถิ่นประเทศออสเตรเลีย (เร็วกว่าไทย 3 ชั่วโมง) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ตอบคำถามสื่อมวลชนกรณีที่ที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับคาดการณ์ตัวเลขการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปีนี้จาก 2% เป็น 2.2% โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตัวเลขเศรษฐกิจตอนนี้คงจะบอกว่าพอใจไม่ได้ เราอยากให้เศรษฐกิจโตมากกว่านี้

“ในเรื่องเศรษฐกิจตอนนี้ โอเค แต่เศรษฐกิจโตแค่ไหนไม่มีคำว่าพอใจ ตอนนี้ตัวเลขอยู่เท่านี้ต้องถามว่าทำไมเศรษฐกิจไม่โต 3% ทำไมไม่โต 4 ,5, 6% โตมากขึ้นไปเรื่อยๆ มันมีคำว่าพอใจไม่ได้” นายอนุทิน กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกรัฐมนตรีพอใจรองนายกรัฐมนตรีเศรษฐกิจหรือไม่ นายอนุทินตอบว่า “ยิ่งกว่าพอใจอีก”

ขณะที่ นายเอกนิติ ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวว่า พอใจตัวเลขเศรษฐกิจของปีนี้ที่สภาพัฒน์คาดว่าจะเติบโตประมาณ 2% หรือไม่ ว่ายังไม่พอใจ เพราะมีเรื่องที่ต้องผลักดันเพิ่มเติมคือเรื่องการลงทุนที่เป็นเรื่องที่ต้องขับเคลื่อนเพิ่มเติมอยู่แล้วเพราะตอนนี้ถือว่าเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจไทยแล้วจึงต้องเร่งลงทุนเพิ่มขึ้น และหัวใจสำคัญในเรื่องของการลงทุนคือเราหยุดแค่นี้ไม่ได้ เราจะต้องทำให้การลงทุนนั้นมาช่วยเปลี่ยนผ่านประเทศไทย และช่วยจ้างงานคนไทยให้อยู่ในซัพพลายเชนให้ได้

นายเอกนิติ ยังอธิบายสถานการณ์เศรษฐกิจไทยว่าตัวเลขจีดีพีในไตรมาสที่ 2 ที่ขยายตัวได้ 1.9% ซึ่งตัวเลขนี้สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ประมาณ 1.7% เป็นการยืนยันว่ารัฐบาลมาถูกทางในการตัดสินใจออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาทซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อมาประคองเศรษฐกิจซึ่งในส่วนแรกได้ใช้ไปกับโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60:40 ที่เริ่มดำเนินการในเดือนมิถุนายน และมีส่วนสำคัญในการช่วยพยุงไม่ให้เศรษฐกิจทรุดตัวลงไปมากกว่าที่เป็นอยู่เพราะสามารถช่วยลดค่าครองชีพและเพิ่มการใช้จ่ายให้กับประชาชน

รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลังกล่าวต่อว่าตัวเลขของจีดีพีในไตรมาสที่ผ่านมาสะท้อนและตอกย้ำว่าประเทศไทยเผชิญกับวิกฤต 3 ระลอก ที่กระทบต่อประเทศไทยอย่างชัดเจน ได้แก่

1.วิกฤตพลังงาน ที่ผลกระทบจากสงครามที่ทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติพุ่งสูงขึ้น และทำให้ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดกลับมาขาดดุลในไตรมาสที่ 2 ถึง 17,000 ล้าน หรือประมาณ 600,000 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติปริมาณมากเพื่อใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าและการขนส่ง จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ประเทศไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานโดยด่วน

2.วิกฤตค่าครองชีพ เห็นได้จากอัตราเงินเฟ้อ (CPI) ในไตรมาสที่ 2 ปรับเพิ่มขึ้นจากติดลบเป็นบวก 2.7% จากที่เคยติดลบในไตรมาสแรก ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ซึ่งสะท้อนต้นทุนพุ่งสูงถึงเกือบ 9% ซึ่งเป็นต้นทุนที่สูงขึ้นของผู้ประกอบการ

และ 3.วิกฤตกำลังซื้อ ซึ่งสะท้อนผ่านตัวเลขการบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวลง โดยลดลงจาก 3.3% ในไตรมาสที่ 1 เหลือเพียง1.9% ในไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมา ซึ่งการตัดสินใจออกมาตรการไทยช่วยไทยพลัสก็สามารถช่วยได้ในระดับหนึ่ง
“ถ้าที่ผ่านมาเราไม่รีบทำรีบแก้ปัญหาวิกฤต 3 ระลอก ผลกระทบจะยิ่งแย่กว่านี้ แล้ววันนี้ก็ยังต้องรีบเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพราะสงครามยังไม่จบ ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุลมากสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยเปราะบางมาก ในเรื่องที่เราพึ่งพาน้ำมันกับก๊าซ ถ้าเราไม่เร่งทำ เร่งเปลี่ยนผ่านประเทศไทยก็จะพึ่งพาและขาดดุลมากขึ้น” นายเอกนิติ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้เศรษฐกิจไทยยังมีสัญญาณที่ดีจากการลงทุนที่เติบโตแบบตัวเลขสองหลัก (Double Digit) ถึง 13% ซึ่งเป็นการเติบโตต่อเนื่องและสูงสุดในรอบ 13 ปี โดยเฉพาะการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลและ AI โดยตัวอย่างความสำเร็จจากการดึงดูดบริษัทชั้นนำที่เข้ามาลงทุนและมีการส่งออกเพิ่ม เช่น การลงทุนเทคโนโลยีการส่งข้อมูลด้วยแสง (Optical Transceiver) อันดับ 1 ของโลกจากจีน ที่เข้ามาขยายการลงทุนในไทยเพิ่มที่จังหวัดสระบุรี ซึ่งจะช่วยจ้างงานคนไทยเพิ่มขึ้นเป็น 30,000 คน และมีความร่วมมือด้านการวิจัยกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีด้วย ซึ่งถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดีที่มีการลงทุนจริงและไม่ใช่มีเพียงการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์เท่านั้น

รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวด้วยว่าแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยหลังจากนี้ว่าต้องมุ่งเน้นใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.การประคองเศรษฐกิจ ผ่านมาตรการเยียวยาเพื่อรักษาปัญหากำลังซื้อและปากท้องของประชาชน 2.เร่งเปลี่ยนผ่าน โดยปรับเปลี่ยนโครงสร้างเพื่อลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะด้านพลังงาน และ3.เร่งลงทุนเพื่อสร้างอนาคตของประเทศ โดยมุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและนโยบายส่งเสริมการลงทุนของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อให้การลงทุนจากต่างชาติกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อย และแรงงานไทยได้อย่างแท้จริง ซึ่งถือเป็นการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจให้ประโยชน์ตกอยู่กับเอสเอ็มอี

อนุทินชาญวีรกูล,เอกนิตินิติทัณฑ์ประภาศ,จีดีพี,เศรษฐกิจ,

ไชยชนก บอกไม่รู้จัก วิทยา หลังพรรคประชาชนเชื่อมโยงคดีฮั้ว สว. กับพรรคภูมิใจไทย

18 สิงหาคม 2569 เวลา 11:05 น.

18 สิงหาคม 2569 ที่ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาเปิดหลักฐานคดีฮั้ว สว. โดยเชื่อมโยงถึง นายวิทยา คำพวง นายกเทศมนตรีตำบลโพนสา อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย กับพรรคภูมิใจไทย โดย นายไชยชนก กล่าวว่า ยังไม่ทราบรายละเอียด และส่วนตัวก็ยังไม่รู้จักนายวิทยาเลยว่าเป็นใคร ก่อนขอตัวขึ้นไปประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)

ไชยชนกชิดชอบ,นายกเทศมนตรีตำบลโพนสา,พรรคประชาชน,ฮั้วสว,พรรคภูมิใจไทย,

พิพัฒน์ ซัดแรง ไทยติดกับดักเอ็นจีโอ อัดค้านอะไรต้องมีเหตุผล

18 สิงหาคม 2569 เวลา 11:00 น.

พิพัฒน์ ซัด ไทยติดกับดัก เอ็นจีโอ ชี้ จะค้านโครงการใหญ่ของรัฐบาลขอให้มีเหตุผล – นึกผลดีประเทศ แจง เตรียมฟื้นนิคมฯ จะนะ สงขลา ไม่ใช่เรื่องใหม่ บอกเริ่มมาตั้งแต่รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ เหน็บอยากมาตากแดดกรุงเทพฯ ก็ตามสบาย หลังโซเชียลปลุกม็อบบุกทำเนียบฯ

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 18 ส.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงกรณีที่มีแรงต้านโครงการใหญ่ของรัฐบาล ล่าสุดคือโครงท่าเรือน้ำลึก อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่บนฐานของเหตุผล ซึ่งรัฐบาลจะพัฒนาอะไรก็มีหน้าที่ต้องนำเสนอ ส่วนฝ่ายค้านก็ต้องคัดค้าน แต่การคัดค้านจะต้องมีเหตุผลว่าสิ่งที่คัดค้านเป็นผลดีหรือผลไม่ดีกับประเทศ ถ้าคัดค้านโดยที่ไม่มีการศึกษาดีเท่าที่ควร สุดท้ายผลกระทบก็จะกลับไปหาสิ่งที่พวกคุณกำลังประท้วง

ซึ่งการประท้วง และยับยั้งสิ่งต่างๆ ที่รัฐบาลนำเสนอ บางส่วนเป็นพรรคฝ่ายค้านบางส่วนเป็นเอ็นจีโอ ซึ่งเราเห็นอยู่ว่าประเทศไทยจะทำอะไรสักสิ่งจะติดกับดักคำว่าเอ็นจีโอ แม้กระทั่งโครงการแลนด์บริดจ์ที่ยกเลิกไปแล้วก็ยังมาทวงถาม ขอฝากพวกเราคนไทยด้วยกัน อะไรที่คิดว่าเป็นประโยชน์กับประเทศควรช่วยกันพิจารณา ไม่ใช่นึกอยากจะค้านก็ค้านทุกเรื่อง อยากจะประท้วงก็ประท้วงทุกเรื่อง ตนเป็นคนแบบนี้พูดตรงไปตรงมา ให้พูดแบบอ้อมไปอ้อมมาไม่ใช่นิสัยของตน สวนมาสวนกลับก็ตรงๆแบบนี้

นายพิพัฒน์ ยังชี้แจงถึงแนวคิดการฟื้นโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ จังหวัดสงขลา ว่าไม่ใช่โครงการใหม่ แต่อนุมัติผ่านคณะรัฐมนตรีตั้งแต่สมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งตนคิดว่าควรนำกลับมารื้อฟื้นใหม่

ขณะที่ โครงการท่าเรือน้ำลึกสงขลาแห่งที่สอง ตนอยากถามว่าผู้ที่ประท้วงเข้าใจเหตุผลที่เราจะย้ายไปที่จะนะหรือไม่ เนื่องจากพื้นที่หัวเขาแดงในส่วนพื้นที่หลังท่าเต็มความจุไม่สามารถขยายหรือรองรับได้มากกว่านี้

ประกอบกับไม่สามารถขุดก้นทะเลให้มีความลึก 9 เมตร ทำให้เรือใหญ่ไม่สามารถเข้าเทียบท่าได้ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการสะท้อนมาให้เรารับทราบว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะสร้างท่าเรือแห่งที่สอง ซึ่งเป็นการทำนิคมอุตสาหกรรมที่จะนะ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของ 3 จังหวัดภาคใต้ และอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เพื่อให้ลูกหลานในพื้นที่ไม่ต้องเดินทางออกมาทำงานนอกพื้นที่ และได้ทำงานใกล้บ้าน

เมื่อถามถึงกรณีในโซเชียลมีการปลุกม็อบขึ้นมาต้านรัฐบาล นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ต้องไปถามคนที่มาประท้วง แต่เมื่อเช้าตอนเข้ามาก็ไม่เห็นมี แต่ถ้าจะมาก็ไม่เป็นไร เราก็ต้อนรับ แต่ต้องถามว่ามาด้วยเหตุผลอะไร เพราะวันนี้แลนด์บริดจ์ยกเลิกแล้ว ส่วนโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ หรือ SEC ก็ระงับแล้ว พวกคุณจะมานั่งเพื่อต้องการรับแดดที่กรุงเทพฯก็ไม่เป็นไรเชิญตามสบาย ตนอาจจะใช้คำพูดที่แรงแต่จำเป็นแรงมาก็ต้องแรงไป

จะนะท่าเรือน้ำลึกพิพัฒน์เอ็นจีโอแนวหน้าออนไลน์