พริษฐ์ สวน โสภณ ไม่มีใคร หมกมุ่น คดีศักดิ์สยาม แต่กลัวท่านปธ. หมกเม็ด ตัดตอนให้ไปไม่ถึงศาล เหตุเป็นแผลใหญ่ระบอบน้ำเงิน

19 สิงหาคม 2569 เวลา 08:00 น.

พริษฐ์ สวนกลับ โสภณ ยันไม่มีใคร หมกมุ่น คดีศักดิ์สยาม แต่กลัวท่านประธาน หมกเม็ด ตัดตอนเรื่องนี้-ฮั้วสว.ไปไม่ถึงศาล เหตุเป็นแผลใหญ่ของระบอบสีน้ำเงิน

เมื่อวันที่ 19 ส.ค.2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้าน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ” [ถึงประธานรัฐสภาโสภณ ซารัมย์: ไม่ได้มีใคร “หมกมุ่น” กับเรื่อง ป.ป.ช. และคดีศักดิ์สยาม แต่เราเพียงกังวลว่าท่านประธานจะ “หมกเม็ด” และตัดตอนให้เรื่องนี้ไปไม่ถึงศาล ]

วันนี้ ผมเห็นประธานรัฐสภา โสภณ ซารัมย์ ให้สัมภาษณ์โดยแนะนำไม่ให้เรา “หมกมุ่น” กับคำร้องที่ฝ่ายค้านและ สว. บางส่วน ยื่นต่อประธานรัฐสภาเพื่อส่งต่อให้ศาลฎีกาตั้งคณะมาไต่สวน ป.ป.ช. กรณีที่มีการยกคำร้องคดีซุกหุ้นของศักดิ์สยาม ชิดชอบ

ผมย้ำว่า ไม่ใคร “หมกมุ่น” กับเรื่องนี้ แต่เรากังวลว่าท่านจะ “หมกเม็ด” และตัดตอนให้เรื่องนี้ไปไม่ถึงศาล

– ท่านบอกว่าท่าน “ทำเหมือนในอดีต” แต่ในอดีตครั้งล่าสุด ประธานมงคล (ประธานวุฒิสภาที่ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธานรัฐสภา ณ เวลานั้น) ใช้เวลาไม่ถึง 41 วัน ในการส่งเรื่องไปที่ศาล, แต่ในกรณีนี้ ผ่านไปแล้ว 74 วัน ประธานโสภณ กลับทำได้เพียงแค่ตั้งคณะกรรมการขึ้นมากลั่นกรอง

– ท่านบอกว่าท่านต้องการให้คณะกรรมการทำงานอย่างเป็น “อิสระ” แต่ท่านกลับจิ้มเลือกกรรมการเองทั้งหมดทุกคนแบบผูกขาด แถมยังปกปิดรายชื่อกรรมการจนทำให้การทำงานของคณะกรรมการ กลายเป็น “อิสระจากประชาชนในการตรวจสอบ”

– ท่านบอกว่าท่านต้องการให้การพิจารณามีความรอบคอบ แต่ท่านกลับยังไม่กำหนดหรือรับประกันว่าจะมีการเชิญตัวแทนผู้ยื่นคำร้อง เข้าไปให้ข้อมูลต่อคณะกรรมการะหว่างการพิจารณา

– ท่านบอกว่าท่านไม่ได้ยื้อเวลา แต่ท่านกลับไม่กำหนดกรอบระยะเวลาที่ชัดเจน ว่าคณะกรรมการที่ท่านตั้งขึ้นมา จะต้องดำเนินการและเสนอความเห็นต่อท่านภายในกี่วัน

ทางวิปฝ่ายค้านเราได้ทำหนังสือไปถึงท่านประธานโสภณตั้งแต่เดือนที่แล้ว (22 ก.ค.) เพื่อขอให้ท่าน (1) เปิดรายชื่อคณะกรรมการกลั่นกรอง (2) กำหนดกรอบเวลาให้ชัด (3) เชิญผู้ร้องเข้าให้ข้อมูล (4) เผยแพร่บันทึกการประชุม แต่มาถึงวันนี้ เรายังไม่ได้รับคำตอบใดๆจากประธานโสภณ

หากเรากังวลว่า กกต. จะตัดตอนคดีโกง สว. ให้ไปไม่ถึงศาล เช่นไร

เราก็ควรกังวลว่า ประธานรัฐสภา จะตัดตอนเรื่อง ป.ป.ช. และศักดิ์สยาม ให้ไปไม่ถึงศาล เช่นนั้น

เพราะทั้งสองเรื่องนี้เป็นบาดแผลขนาดใหญ่ ที่ระบอบสีน้ำเงินคงต้องทำทุกวิถีทางให้เรื่องไปไม่ถึงศาล”

คดีศักดิ์สยามนายกฯป.ป.ช.พริษฐ์ฮั้วสว.แนวหน้าออนไลน์โสภณ

ยิงสลุต 19 นัด! ต้อนรับ นายกฯ อนุทิน เยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ

19 สิงหาคม 2569 เวลา 07:34 น.

ยิงสลุต 19 นัด! ต้อนรับ นายกฯ อนุทิน เยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ ก่อนเปิดวงหารือกลุ่มเล็ก ต่อยอดหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ไทย–ออสเตรเลีย

เมื่อวันที่ 19 ส.ค.2569 เวลา 09.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นกรุงแคนเบอร์รา ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 3 ชั่วโมง ณ ลาน Ceremonial Forecourt ด้านหน้าอาคารรัฐสภาเครือรัฐออสเตรเลีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ ในโอกาสเดินทางเยือนเครือรัฐออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ

เมื่อนายกรัฐมนตรีเดินทางถึงอาคารรัฐสภาเครือรัฐออสเตรเลีย นายแอนโทนี แอลบาเนซี นายกรัฐมนตรีเครือรัฐออสเตรเลีย ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ก่อนนำนายกรัฐมนตรีเข้าสู่พิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ ณ ลาน Ceremonial Forecourt โดยมีการยิงสลุต 19 นัด จากนั้นนายกรัฐมนตรีตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ ท่ามกลางการบรรเลงเพลงชาติไทยและเพลงชาติออสเตรเลีย ก่อนที่นายกรัฐมนตรีทั้งสองฝ่ายจะแนะนำคณะทางการของแต่ละฝ่าย โดยพิธีต้อนรับเป็นไปอย่างสมเกียรติและสง่างาม สะท้อนถึงมิตรภาพอันใกล้ชิดและการให้ความสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับออสเตรเลีย

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีต้อนรับ นายกรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีเครือรัฐออสเตรเลียเดินเข้าสู่อาคารรัฐสภา โดยนายกรัฐมนตรีได้ลงนามในสมุดเยี่ยม ณ โถง Marble Foyer และร่วมถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกับนายกรัฐมนตรีเครือรัฐออสเตรเลีย ตามธรรมเนียมการต้อนรับแขกต่างประเทศระดับสูงของออสเตรเลีย

จากนั้น นายกรัฐมนตรีทั้งสองฝ่ายได้ร่วมหารือข้อราชการกลุ่มเล็ก ณ ห้องทำงานของนายกรัฐมนตรีเครือรัฐออสเตรเลีย ในบรรยากาศที่เป็นมิตรและสร้างสรรค์ โดยได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวทางการต่อยอดความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย–ออสเตรเลียให้มีความแน่นแฟ้นและเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น รวมถึงหารือประเด็นที่ทั้งสองประเทศให้ความสำคัญร่วมกัน ทั้งด้านเศรษฐกิจ การลดอุปสรรคและอำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างกัน ตลอดจนความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและอาชญากรรมออนไลน์

ทั้งสองฝ่ายจะแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวทางในการรับมือกับความท้าทายร่วมกัน พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนความสัมพันธ์ไทย–ออสเตรเลียให้ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง และเปลี่ยนความร่วมมือที่มีอยู่ให้เกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ

ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือข้อราชการกลุ่มเล็ก นายกรัฐมนตรีทั้งสองฝ่ายได้เข้าร่วมการหารือทวิภาคีแบบเต็มคณะ เพื่อหารือแนวทางขยายความร่วมมือระหว่างไทยกับออสเตรเลียในมิติต่าง ๆ ต่อไป

นายกฯอนุทินออสเตรเลียแนวหน้าออนไลน์

หมอตุลย์ นัดรวมพล ยื่นหนังสือ กกต. วันนี้ 10 โมง จี้ส่งฟ้องคดีฮั้ว สว. 229 ราย

19 สิงหาคม 2569 เวลา 07:28 น.

19 สิงหาคม 2569 นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง และอาจารย์ประจำภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า เรียนพี่น้องประชาชนคนไทยที่รักความเป็นธรรมทุกท่าน ทุกท่านคงทราบดีเรื่องการทุจริตการเลือก สว. (ฮั้ว สว.) ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้สอบสวนมา 2 ปีแล้ว อนุสอบสวนชุดที่ 26 มีมติว่าเห็นควรส่งฟ้อง 229 คน ขั้นตอนต่อไป กกต.จะต้องยื่นต่อศาลฎีกา แต่ กกต.กลับตั้งอนุฯ ชุดที่ 36 กลับมีมติไม่ฟ้องใครเลย อันขัดกับหลักฐานที่สังคมรับรู้ และ กกต.อาจสั่งไม่ฟ้อง ดังนั้น เพื่อเรียกร้องให้ กกต.ทำตามหน้าที่อย่างถูกต้อง ผมและเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ขอเชิญชวนพี่น้องทุกท่านมาร่วมกันยื่นหนังสือต่อ กกต. ในวันพุธที่ 19 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 น.ที่สำนักงาน กกต. ศูนย์ราชการ อาคาร B (ประตูด้านทิศตะวันออก) 

กกตคณะกรรมการการเลือกตั้งตุลย์สิทธิสมวงศ์หมอตุลย์ฮั้วสว.

เท้งซัดอนุทิน เบี่ยงประเด็นฮั้วสว. โวลั่นทีเด็ดซักฟอก

19 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

เท้งซัดอนุทิน

เบี่ยงประเด็นฮั้วสว.

โวลั่นทีเด็ดซักฟอก

การเมืองสาดน้ำลายโหมโรง ศึกซักฟอกภราดรยืนกรานรัฐบาลไม่เกี่ยวข้องคดีฮั้วสว. ชี้เกิดมาตั้งแต่ปี 2567 แล้ว ยืนยัน 6 เดือนไม่มีเรื่องทุจริต ด้านเท้งนั่งไม่ติดหลังเจอสวนพวกแพ้เลือกตั้งอยากเป็นรัฐบาล ฟาดกลับนายกฯอย่าเบี่ยงประเด็น โวลั่นมีหลักฐานชัดเจนเก็บไว้เป็นหมัดน็อกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ขณะที่ปกรณ์เดินหน้าจัดระเบียบปืนเถื่อนเผยมหาดไทยจ่อเสนอเอามาคืนโดยไม่ต้องรับผิด ย้ำต้องปรับปรุงระบบใหม่ทั้งหมด

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ถึงมาตรการควบคุมอาวุธปืนว่าตามที่นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งให้มีการควบคุมอาวุธปืนและให้ตนดูแลปรับปรุงข้อกฎหมายใหม่ เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา กระทรวงมหาดไทยมาขอหารือนอกรอบเพื่อกลับไปประสานงานกับทางเลขาคณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งเรื่องนี้กระทรวงมหาดไทยและรัฐบาลต้องทำงานร่วมกัน

ปกรณ์ชี้ปรับปรุงระบบใหม่ทั้งหมด

เมื่อถามว่ารายละเอียดที่สังคมเป็นห่วงเกี่ยวกับการครอบครองปืนการพกพาจะต้องดูทั้งหมดใช่หรือไม่ นายปกรณ์กล่าวว่าตามที่นายกฯให้สัมภาษณ์คือ ต้องดูแลตั้งแต่ต้นทาง การสั่งเข้า การจำหน่าย การมีไว้ในครอบครอง เรื่องใบอนุญาตรวมถึงการนำไปใช้ สุดท้ายไม่ใช่เรื่องของปืนอย่างเดียว แต่รวมถึงเรื่องกระสุนปืนที่จะต้องสัมพันธ์กับประกาศที่จะมีการใช้ด้วย

นอกจากนี้ยังมีสถานที่ที่มีการใช้ปืนที่ต้องตรวจสอบอย่างเข้มข้น ไม่ให้กระสุนรั่วไหลไปที่อื่น เราต้องตรวจสอบอยู่ตลอดเช่นเดียวกันระบบการอนุญาตที่ต้องมีการปรับปรุงใหม่ทั้งหมดเพราะที่ผ่านมาทำด้วยมือออกคนละใบสองใบแล้วไม่รู้อยู่ตรงไหนแน่ ก็ต้องทำให้พบยอดได้ทั้งหมดซึ่งถ้านำระบบเทคโนโลยีเข้ามาใช้ จะทำให้การอนุมัติอนุญาตเร็วขึ้น สามารถควบคุมได้ง่ายขึ้น และดูได้ว่ามีช่องโหว่ตรงไหนบ้าง

เมื่อถามว่าปืนที่ขณะนี้มี 10ล้านกระบอกในประเทศจากนี้จะไม่ได้เพิ่มไปมากกว่านี้ใช่หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า“ตอนนี้จะไม่มีอนุมัติเพิ่ม”

ย้ำร้านขายปืน ต้องช่วยควบคุม

ผู้สื่อข่าวถามว่าต้องพิจารณาการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ จะต้องนำมาพิจารณาด้วยหรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า ขอแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ร้านปืน ที่ต้องมีความรับผิดชอบในการดูแลการขายปืน ต้องมีการควบคุมเหมือนในต่างประเทศ ที่ควบคุมตั้งแต่ร้านขายปืน ไม่ใช่อยู่ที่เจ้าหน้าที่อย่างเดียว ถ้าร้านได้รับการอนุญาตให้ขาย คนขายก็ต้องช่วยรัฐดูแลด้วยว่าจะขายให้ใครและเรื่องของสุขภาพจิตต่างๆ ต้องมีการตรวจสอบด้วย เพราะที่ผ่านมาไม่มีการดูแลกันตรงนี้ ซึ่งในต่างประเทศเขาดูหมด

มท.เสนอคืนปืนเถื่อนไม่ต้องรับผิด

นายปกรณ์ กล่าวว่าในเรื่องของตัวเจ้าหน้าที่ก็ต้องดูแลกำกับให้เข้มข้นขึ้น แต่มันยาก เพราะระบบที่ผ่านมาปืนรั่วไหลไปในท้องตลาด อยู่ในมือของผู้คนเยอะไปหมด ฉะนั้นสิ่งที่เราต้องทำคือบอกให้ประชาชนอย่าใช้อารมณ์กันมาก ส่วนเรื่องที่จะให้เอาปืนมาคืน ก็เป็นส่วนหนึ่งที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ คล้ายว่าถ้ามีปืน แต่ไม่มีใบอนุญาต ป.4 ให้นำปืนมามอบคืนกับทางราชการก็จะไม่มีความผิด กระทรวงมหาดไทยเสนอมาอยู่เหมือนกัน อยู่ในสิ่งที่กำลังทำ

แนะปชช.อย่าใช้อารมณ์เป็นที่ตั้ง

นายปกรณ์ กล่าวอีกว่า ในต่างประเทศ เช่น ออสเตรเลีย มีเหตุการณ์กราดยิงที่หาดบอนได รัฐบาลกลางของออสเตรเลียก็ออกกฏหมายมาคือการซื้อปืนคืนจากผู้ได้รับอนุญาตแต่ก็ยังเป็นกฎหมายที่ถกเถียงกันอยู่ เพราะมีบางรัฐไม่ยอมรับกฎหมายฉบับนี้ เช่น นอร์เทิร์นเทร์ริทอรี ส่วนบางรัฐก็โอเค ไม่มีปัญหา ทำได้ แต่ราคาที่ซื้อก็อีกราคาหนึ่ง เช่นซื้อมาแพงแต่รัฐรับซื้อในราคาถูกกว่าประมาณ 1,000 เหรียญ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่ อันนี้เป็นตัวอย่างที่เกิดขึ้นแล้วในต่างประเทศ พี่จะพยายามควบคุม ไม่ได้เกิดที่ประเทศไทยประเทศเดียว มันอยู่ที่คนใช้ปืนถ้ามีสติสัมปชัญญะ ไม่ใช้อารมณ์วู่วาม ก็จะไม่เกิดปัญหา

ย้ำปืนจำนำไม่ได้-ให้เอามาคืนหลวง

เมื่อถามว่า หากมีการเซ็ตระบบเรียบร้อย ผู้ที่มีปืนไม่สามารถนำปืนไปจำนำได้ใช่หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า โดยหลักปืนจำนำไม่ได้อยู่แล้ว เพราะปืนออกให้เฉพาะตัวผู้มีใบอนุญาตเท่านั้น ตรงนี้ชาวบ้านไม่รู้ เอาปืนมาวางแล้วเอาตังค์ไปจำนำไว้ผิด ซึ่งคนรับจำนำไว้ผิดกฎหมาย และขณะนี้ก็ถือว่าผิดกฎหมายอยู่ ถึงได้บอกว่าถ้าเอาปืนไปจำนำแล้วผิดกฎหมายเอามาคืนหลวงดีกว่าไหม หรือเอาไปให้เจ้าหน้าที่ได้เลย ไปแสดงความบริสุทธิ์ใจได้เลย ไม่ต้องรอกฎหมายออก ว่าเราครอบครองปืนโดยมิชอบ

เมื่อถามย้ำว่ารวมถึงปืนเถื่อนด้วยหรือไม่ ที่ต้องเอามาไว้กับรัฐ นายปกรณ์ กล่าวว่า ทั้งหมด ปืนอะไรก็ตามถ้าไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ยิ่งปืนเถื่อนยิ่งหนัก สมัยตอนตนเด็กๆ มีสงครามเวียดนาม สงครามในกัมพูชาที่เขารบกันเอง ปืนทะลักเข้ามาในบ้านเราเต็มไปหมด หาง่ายจะตาย ซึ่งรัฐบาลที่ผ่านมาพยายามให้เขานำสิ่งเหล่านี้มาคืน และออกกฏหมายมา ถ้าใครเอาปืนมาให้ทางราชการ สิ่งที่ไม่ชอบก็ไม่เป็นความผิด ซึ่งทำมาแล้ว 8 หน แต่ก็รับได้บางส่วนเท่านั้นเอง มันไม่ได้เยอะ เพราะระบบการอนุมัติอนุญาตล้าสมัยอยู่แค่นั้นเอง

กฎหมายปืนแต่ละปท.ไม่เหมือนกัน

เมื่อถามว่าจะมีการนำการปรับปรุงกฎหมายของต่างประเทศมาศึกษาด้วยหรือไม่ นายปกรณ์กล่าวว่า นโยบายปืนไม่เหมือนกันในทุกประเทศ แต่ละประเทศมีกฎหมายไม่เหมือนกัน อย่างที่อเมริกาก็จะเสรีปืนตามรัฐธรรมนูญ มีการซื้อขายปืนโดยเสรี มีกระทั่งปืนอาวุธสงคราม เพียงแต่ร้านขายปืนได้รับการอนุมัติอนุญาตในการขายปืนดังนั้นตัวร้านจะมีส่วนช่วยกับรัฐในการดูแลอย่างมาก ทั้งในเรื่องตัวปืน เครื่องกระสุนปืน พฤติกรรมของผู้ซื้อเพราะมีสิทธิ์ปฏิเสธไม่ขายปืนให้ใครก็ได้ ถึงแม้คุณจะมีใบอนุญาตเขาก็มีสิทธิ์ปฏิเสธซึ่งตรงนี้เป็นประเทศที่เสรี ส่วนในประเทศที่มีการควบคุมมากๆอย่างที่ออสเตรเลียเขาควบคุมปืนอยู่แล้ว ปืนทุกกระบอกต้องมีใบอนุญาต แต่บางคนก็มีเหมือนบ้านเราคือมี 30-40 กระบอก เพราะบางคนชอบ ห้ามไม่ได้ แต่คนพวกนี้มักไม่เอาไปทำอะไรใคร แต่คนมักจะไปทำอะไรใครคือคนที่มักมีปืนเถื่อน

ภราดรเมินฝ่ายค้านจั่วซักฟอกฮั้วสว.

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่พรรคฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล หลังเปิดสมัยประชุมสภาว่า ต้องดูว่าฝ่ายค้านจะตกลงกันว่าจะยื่นเปิดอภิปรายตามมาตรา 151เมื่อใด หรือจะยื่นตามมาตรา 152ซึ่งจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจน จึงต้องรอดูฝ่ายค้านก่อนเมื่อถามว่ามองอย่างไรที่มีความพยายามนำเรื่องคดีฮั้วสว.มาอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายภราดร กล่าวว่า อย่างที่นายกรัฐมนตรีเคยให้สัมภาษณ์ว่ารัฐบาลนี้เข้ามาบริหารประเทศในปี 2569 ส่วนรัฐบาลอนุทิน 1ก็ปี2568 แต่คดีฮั้วสว.เกิดขึ้นเมื่อปี2567ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าฝ่ายค้านจะอภิปรายในประเด็นใด ต้องดูหลักการและเหตุผลในญัตติก่อน

ไม่ต้องเก็งตรียมวางแผนรับมือ

เมื่อถามว่ามีการเก็งบ้างหรือไม่ว่าฝ่ายค้านจะหยิบเรื่องใดมาอภิปรายบ้าง นายภราดร กล่าวว่า ยังไม่ได้เก็งอะไร คงอีกสักพักและไม่แน่ใจว่าจะเป็นช่วงใดเมื่อถามว่าจะต้องมีการประชุมวางแผนเตรียมพร้อมรับมือกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ทำงานก่อน หากมีการยื่นอภิปราย ค่อยมาศึกษาแล้วเตรียมตอนนั้น

ย้ำ6เดือนรัฐบาลยังไม่มีทุจริต

เมื่อถามว่าฝ่ายค้านจั่วว่าประเด็นการทุจริตจะเป็นประเด็นหลักในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายภราดร กล่าวว่า รัฐบาลเพิ่งบริหารประเทศมาได้ 6 เดือน ยังไม่เห็นมีเรื่องทุจริตอะไร มีแต่มาแก้ไขปัญหา ส่วนที่มีการกล่าวอ้างว่าทุจริตเช่นเรื่องการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นก็เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่หยิบเรื่องนี้ขึ้นมาดำเนินการ เรื่องไม่ได้เกิดขึ้นในรัฐบาลนี้ แต่เกิดขึ้นมาต่อเนื่องหลายครั้งที่มีการสอบ ตั้งแต่ปี 2562

ไชยชนกไม่รู้จักวิทยาหลังปชน.โยงภท.

ขณะที่ นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย(ภท.)กล่าวถึงกรณีที่นายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาเปิดหลักฐานคดีฮั้วสว.โดยเชื่อมโยงถึงนายวิทยา คำพวง นายกเทศมนตรีตำบลโพนสา อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย กับพรรคภูมิใจไทย โดยนายไชยชนก ตอบเพียงสั้นๆว่า“ยังไม่ทราบรายละเอียด และส่วนตัวก็ยังไม่รู้จักนายวิทยาเลยว่าเป็นใคร”ก่อนขอตัวขึ้นไปประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)

เท้งซัดรบ.หวังสกัดซักฟอกโกงสว.

วันเดียวกัน ที่หอประชุมองค์การบริหารส่วนปราจีนบุรี จ.ปราจีนบุรี นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงคดีการโกงสว.ว่าฝ่ายค้านมีหลักฐานค่อนข้างชัดว่าอาจจะมีส่วนพัวพันกับนักการเมืองพรรคภูมิใจไทยแต่กลายเป็นว่ากลับมีการแสดงความเห็นจากฝั่งรัฐบาลว่าโกงสว.ไม่เกี่ยวกับพรรคการเมืองจะเอาเข้าการอภิปรายไม่ไว้วางใจได้หรือซึ่งการแสดงความคิดความเห็นลักษณะเช่นนี้เป็นการพยายามที่จะเตะสกัดการทำหน้าที่ของพรรคฝ่ายค้านและขาดความกล้าหาญทางการเมืองอย่างชัดเจนที่ไม่ยอมให้ฝ่ายค้านตรวจสอบ

ซัดนายกฯเบี่ยงประเด็นถูกซักฟอก

เมื่อถามถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีบอกว่าฝ่ายค้านเดินเกมเรื่องฮั้วสว.เพราะอยากเป็นรัฐบาล นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนคิดว่านายกฯพยายามเบี่ยงประเด็น จากหลักฐานที่นายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (วิปฝ่ายค้าน) รวมถึงภาคประชาชนเปิดมาเรื่อยๆ นายกฯอาจจะตอบไม่ได้ทั้งหมด วิธีการเดียวที่จะเบี่ยงประเด็น ไม่อยากให้ฝ่ายค้านตรวจสอบในสภาได้อย่างเต็มที่ จึงเบี่ยงประเด็นโยนมาที่ฝ่ายค้านว่าอยากไปเป็นรัฐบาล

“ผมคิดว่าเป็นคนละเรื่องกันและพรรคการเมืองทุกพรรคที่อาสาลงเลือกตั้งก็อยากเป็นรัฐบาลอยู่แล้ว ไม่มีใครตั้งใจลงเลือกตั้งเพื่ออยากจะแพ้การเลือกตั้งฉะนั้นผมไม่ปฏิเสธจุดมุ่งหมายของพรรคประชาชนคืออยากเป็นรัฐบาลเพื่อเข้าไปเปลี่ยนการเมืองไทยให้ดีขึ้นแต่นายกฯเองก็ไม่ควรจะใช้วาทกรรมแบบนี้มาเบี่ยงประเด็นเพื่อที่คุณจะไม่ได้ถูกตรวจสอบในสภา” นายณัฐพงษ์ กล่าว

ชี้หลักฐานชัดกกต.ต้องส่งศาลฎีกา

เมื่อถามว่ามองว่าสุดท้ายหากคดีฮั้วสว. ไม่ได้ถูกชี้มูลทั้งหมด 229 คนจะเป็นการฟอกขาวหรือเปิดทางให้รัฐบาลเดินหน้าทำงานต่อหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า จากหลักฐานที่มีการเปิดเผยออกมาทั้งหมด กกต.ต้องส่งไปยังศาลฎีกาทั้งหมด ซึ่งตามกฎหมายก็ระบุไว้ว่าแค่มีหลักฐานเพียงความเชื่อได้ว่า ก็เพียงพอแล้วที่จะส่งศาล แต่ถ้าหากมีกรณีส่งบางส่วนหรือยกคำร้องทั้งหมด พรรคประชาชนก็เตรียมที่จะร้องคัดค้านไว้เรียบร้อยแล้วงก็คาดว่าน่าจะมีมากกว่า 1ช่องทาง ถ้ากกต.ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เราก็พร้อมที่จะใช้กลไกทางกฎหมายทุกช่องทาง ดำเนินคดีกับกกต.เช่นเดียวกัน

ลั่นเกมบีบนายกฯต้องถูกตรวจสอบ

เมื่อถามว่าตอนนี้เหมือนมีเกมการเมืองที่จะบีบให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ลาออก นายณัฐพงษ์กล่าวว่านายกรัฐมนตรีมีทางเลือกตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการยุบสภาหรือลาออก ตนคิดว่าสิ่งที่สำคัญของคนที่จะดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ต้องพร้อมที่จะถูกตรวจสอบและตอบคำถามจากประชาชนได้ ตนคงไปตัดสินใจแทนนายกรัฐมนตรีไม่ได้ว่าจะยุบสภาฯ หรือลาออกเมื่อไหร่ อยู่ที่ตัวท่านเองเพราะสุดท้ายประชาชนก็จะตัดสินผ่านการเลือกตั้งอยู่แล้ว

ส่วนที่มองเป็นการสกัดหรือตีกันเองในขั้วเดียวกันหรือไม่นายณัฐพงษ์กล่าวว่าพรรคประชาชน พูดมาโดยตลอดว่ามองผิวเผินภายนอกระบอบสีน้ำเงิน อาจจะมองดูว่าแข็งแต่ภายในตราบใดที่ยึดโยงกันด้วย ผลประโยชน์ต่างตอบแทน ไม่ได้ยึดโยงกันด้วยเจตจำนงทางการเมืองที่เข้ามาจัดตั้งรัฐบาลร่วมกันเพราะแก้ปัญหาร่วมกัน

เชื่อระบอบสีน้ำเงินยึดโยงผลประโยชน์

นายณัฐพงษ์กล่าวอีกว่าตนเชื่อว่าโครงสร้างของระบอบสีน้ำเงินที่ยึดโยงกันด้วย ผลประโยชน์แบบนี้ตัวมันเองก็จะบอบบางภายในซึ่งตอนนี้ก็เห็นรอยร้าว หลายๆเรื่องจากสิ่งที่เกิดขึ้น เช่น หลักฐานต่างๆ ที่เปิดเผยออกมา คิดว่าเราได้มาจากไหนถ้าไม่ใช่คนที่อยู่ในกระบวนการตอนแรก แล้วเสียประโยชน์จากกระบวนการดังกล่าว ซึ่งในกระบวนการก็ต้องมีทั้งผู้ได้และผู้เสีย สุดท้ายเราบอกแบบนี้ก็เป็นระบอบที่กัดกินตัวเอง และพวกเราฝ่ายค้านก็พร้อมที่จะแฉทุกอย่างออกมาผ่านเวทีสภาฯ

โวมีหลักฐานเด็ดเก็บไว้เปิดช่วงซักฟอก

นายณัฐพงษ์กล่าวด้วยว่านอกจากนี้ยังมีข้อมูลอีกหลายอย่าง ที่ตนก็มี แต่ทีมงานยังไม่ให้โพสต์หรือเปิดเผยออกมา ขอให้เก็บไว้เปิดในช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจดีกว่า ทั้งนี้ ในนามผู้นำฝ่ายค้านฯจะเป็นหลักฐานที่ทำให้เห็นว่ารัฐบาลในนามระบอบสีน้ำเงิน ใช้อำนาจรัฐทุกอย่างเพื่อที่จะพยายามคงอำนาจของตัวเองไว้ ไม่ได้ใช้ไปเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง และใช้อำนาจที่ตัวเองมีทำลายขั้วการเมืองฝั่งตรงข้าม

เมื่อถามถึงกรณีที่นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาเปิดเผยว่ารัฐบาลทำงานมา 6 เดือนแล้วยังไม่เห็นปัญหาทุจริต ฝ่ายค้านกังวลหรือไม่ว่าจะเป็นเหมือนการปิดตาข้างเดียวหรือเป่าคดีต่างๆ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า “ลองถามคำถามเดียวกัน กับคนหลายๆ กลุ่มในสังคมดูก็จะได้คำตอบ”

ปชน.จวกกกต.ยับไร้ความน่าเชื่อถือ!

ที่รัฐสภา นายภัณฑิล น่วมเจิม ส.ส.กทม. พรรคประชาชน(ปชน.)แถลงถึงการตรวจสอบคดีฮั้วส.ว.ของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ในขณะนี้ว่าขอเรียกร้องให้กกต.มีมติส่งสำนวนคดีฮั้วส.ว.ให้ศาลฎีกา ได้พิจารณาต่อเพียงอย่างเดียว เนื่องจากขณะนี้ความน่าเชื่อถือของกกต.แทบไม่เหลือแล้วและยังไม่นับรวมข่าวรายวันอย่างกรณีที่กกต.ให้นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือ ดร.ณัฏฐ์ ทนายความของนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในคดีหมิ่นประมาท น.ส.รักชนก ศรีนอก ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และยังเคยเป็นที่ปรึกษาของนายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ กรรมการกกต.ที่เป็นคนเดินเก็บโพยส.ว.ในหน่วยออกเสียง มาเป็นพยานในคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ซึ่งเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมานายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.ก็จะเดินทางไปร้องเรียนดร.ณัฏฐ์ ต่อสภาทนายความ เนื่องจากเคยถูกให้ออกจากราชการในตำแหน่งอัยการที่ขอนแก่น แต่กกต.ก็ยังกลับดึงมาเป็นพยานซึ่งไม่มีความน่าเชื่อถือใดๆ

จี้ส่งสำนวนให้ศาลฎีกาฟันคดีฮั้วสว.

นายภัณฑิลกล่าวว่าเมื่อกกต.ไม่มีความน่าเชื่อถืออยู่แล้ว คดีส.ว.ที่สำนวนหลายหมื่นหน้าและหลักฐานที่ชัดเจนกกต.จึงอย่าทำตัวเป็นศาล หากมีหลักฐานอันควรเชื่อก็ต้องส่งให้ศาลวินิจฉัย เพราะขณะนี้พยานเต็มไปหมด และสำนวนก็มีเป็นหมื่นหน้า ดังนั้นกกต.จะต้องอธิบายประชาชนว่าสำนวนหมื่นหน้าเหตุใดถึงจะไม่ส่งศาลฎีกา หรือกกต.กำลังทำหน้าที่แทนศาล ซึ่งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งส.ว.ระบุว่าหากมีหลักฐานอันควรเชื่อ ก็ให้กกต.ยื่นศาลฎีกาได้ซึ่งตามกฎหมายไม่ได้แต่งตั้งให้กกต.เป็นศาลฎีกา หรือทำหน้าที่แทนศาล

ชี้หลักฐานเพียบยังไม่เพียงพออีกหรือ

เมื่อถามกรณีที่นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการกกต.ออกมาระบุหากสำนวนคดีมีน้ำหนักก็สามารถส่งศาลฎีกาได้และกรรมการกกต.จะพิจารณาสำนวนจากอนุกรรมการชุดที่26เป็นหลักและใช้สำนวนของอนุกรรมการชุดที่ 36ประกอบนั้น นายภัณฑิล กล่าวว่านอกจากสำนวนดังกล่าวแล้ว ยังมีหลักฐานที่ฝ่ายค้านซึ่งนำโดยนายพริษฐ์ วัชระสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนในฐานะประธานวิปฝ่ายค้านได้ออกมาเปิดเผยทั้งเส้นทางการเงิน ตั๋วเครื่องบินโพยพฤติกรรมต่างๆแล้ว อยากถามว่ายังไม่เพียงพอที่จะทำให้กกต.ส่งศาลอีกหรือ หรือยังมีพยานใหม่ที่ยังไม่มีใครทราบ

“ดังนั้นถ้ากกต.จะบอกว่าหลักฐานไม่เพียงพอแล้วยังต้องการอะไรอีกขอย้ำว่ายังมีหลักฐานของนายสุบิน ซึ่งเป็นผู้ช่วยสส.ของสส.พรรคภูมิใจไทย ที่มีความเชื่อมโยงและมั่นใจว่า หากมีการตรวจสอบก็จะสาวไปถึงแม่ทัพภาคใต้ของพรรคภูมิใจไทยได้แน่นอน”นายภัณฑิล กล่าว

ขู่หากยื่นส่งศาลบางราย เจอม.157แน่

นายภัณฑิล กล่าวด้วยว่าสุดท้ายแล้วหากกกต.จะส่งสำนวนของผู้ถูกกล่าวหาในคดีฮั้วส.ว.ไปให้ศาลฎีกาพิจารณาเพียงบางรายก็จะต้องถูกฟ้องตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 แน่นอน ดังนั้นจึงขอให้กกต.ตระหนักว่าการลงมติครั้งนี้มีผลต่ออนาคต และมีหลักฐานชัดเจนที่จะต้องส่งศาลฎีกา ซึ่งหลังการลงมติของ กกต.แล้ว ก็ยังมีรัฐสภา ที่กรรมาธิการ(กมธ.)มีอำนาจในการเรียกเอกสาร และหลักฐาน ดังนั้นเรื่องจึงยังไม่จบแน่นอน เพราะทุกการลงมติและหลักฐาน จะต้องถูกตรวจสอบต่อไป

อนุทินฮั้วสว.เท้ง

ถึงเวลาต้องชัดเจน! อรรถวิชช์ ผลักดันห้ามใช้เหล็ก IF สร้างเสา-คาน หลังพบตกมาตรฐาน

18 สิงหาคม 2569 เวลา 15:29 น.

18 สิงหาคม 2569 นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ถึงเวลาต้องชัดเจน “ห้ามผลิตเหล็กข้ออ้อย ชนิด IF ในเสาและคาน“

วันนี้ผมมาร่วมเวทีประชาพิจารณ์มาตรฐานเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต ประเด็นสำคัญคือการเดินหน้าตามมติคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) ที่ให้ยกเลิกการใช้เหล็ก IF ในการผลิตเหล็กข้ออ้อยสำหรับทำเสาและคาน

เดิมประเทศไทยล็อกมาตรฐานผลิตเหล็ก ด้วย ”กรรมวิธี” แต่เมื่อปี 2559 มีการแก้ มอก.24 เปิดทางให้ใช้เตาหลอมประเภท IF สามารถผลิตเหล็กข้ออ้อยที่ใช้สร้างตึกได้…เราจึงเปลี่ยนแนวทางกำหนดมาตรฐานมาชี้ขาดที่ “ประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์” 2559 – 2569 เกือบ 10 ปี ในการบังคับใช้ มอก.24 ที่เลวลง

เพราะ กองตรวจการมาตรฐาน 1 ของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มีเจ้าหน้าที่ตรวจมาตรฐานเหล็กเพียง 5 คน ประกอบกับ พ.ร.บ.โรงงาน มีการแก้กฎปี 2562 ให้โรงงานไม่ต้องต่อใบอนุญาต ทำให้ในทางปฏิบัติเจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าไปตรวจโรงงานได้ตามปกติ แล้วกำลังเจ้าหน้าที่น้อยแบบนี้ใครจะไปตามตรวจหน้างานไหว กลายเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่! และเหล็กกรรมวิธี IF นั้นไม่มีกระบวนการขจัดสิ่งเจือปนได้ดีเหมือน กรรมวิธี EF ที่ไทยเราเคยทำก่อนปี 2559 ดังนั้น คุณภาพเหล็ก IF ต้องวัดดวงที่เศษเหล็กที่นำมาหลอม

ในกรณีตึก สตง. ถล่มมีทั้งเหล็กจากกรรมวิธีเตา EF และ IF ทั้ง 2 ประเภทถูกเก็บมาตรวจ ผลคือเหล็กที่ตกมาตรฐานคือ IF

เหล็กตกมาตรฐาน จะทำให้ตึกถล่มหรือไม่? ก็ต้องดูประกอบกับแบบและการก่อสร้างด้วย แต่ผลตรวจจากแล็บสถาบันเหล็กฯ 2 ครั้ง มันชัดเจนแล้ว IF สอบตก ที่กระทรวงอุตสาหกรรมก็มีเอกสารยืนยันในข้อเท็จจริงนี้

ผมย้ำว่าผลการตรวจสอบของ สตง. ต้องทำอย่างตรงไปตรงมา แต่มีบางฝ่ายพยายามบ่ายเบี่ยงว่า “เหล็กที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่ใช่สาระสำคัญหลักที่ทำให้ตึกถล่ม” เพียงเพราะกลัวว่าถ้าพูดความจริงแล้วสังคมจะตื่นตระหนก

แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าการที่ประชาชนตื่นตระหนก คือ การที่หน่วยงานรัฐไม่ยอมพูดความจริง

“มาตรฐาน” ไม่ใช่เรื่องการเกรงใจ หรือ เพื่อความยุติธรรมทางการค้า มันคือความปลอดภัยของประชาชน เหล็กประเภท IF อยู่ในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2559 ถึง 2569 10 ปีนี้พอแล้ว

ถึงเวลายกระดับมาตรฐานเหล็กไทยด้วยการ “ล็อกมาตรฐานตั้งแต่กระบวนการผลิต” อย่างเข้มงวดได้แล้วครับ

อรรถวิชช์สุวรรณภักดี,เหล็กข้ออ้อย,เหล็กIF,สตง,

เปิดภาพบังเกอร์ชายแดนไทย-กัมพูชา ปรับปรุงแข็งแรงแล้ว หลังโดนดราม่าคุณภาพไม่สมราคา

18 สิงหาคม 2569 เวลา 15:08 น.

เปิดภาพบังเกอร์ชายแดนไทย-กัมพูชา ล่าสุดของ กปช.จต.ได้รับการปรับปรุงแข็งแรงแล้ว หลังโดนดราม่าคุณภาพ ไม่สมราคา ด้าน นย.แจงสร้างช่วงสู้รบรอบแรก “ทำไป สู้ไป” จากงบกลาง ยันไร้เงินทอน ขณะ “กมธ.ทหาร” ลงพื้นที่จริงพิสูจน์ พร้อมรับฟังเสียงทหารแนวหน้า พบข้อจำกัด เร่งประสานงานผลักดันสร้างความแข็งแกร่ง “รั้ว-ถนน-เทคโนโลยี”

ที่ตำบลวัดใหม่ อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี นายเอกราช อุดมอำนวย สส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการทหาร (กมธ.การทหาร) นำคณะกรรมาธิการฯ ตรวจเยี่ยม และศึกษาดูงานด้านกิจการทหารเพื่อความมั่นคง ที่กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด หรือ กปช.จต. กองทัพเรือ โดยมีพลเรือโท อภิชาติ ทรัพย์ประเสริฐ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน (ผบ.นย.) และผู้บัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (ผบ.กปช.จต.) ให้การต้อนรับ

ภายหลังที่ก่อนหน้านี้นายฉัตร สุภัทรวณิชย์ สส.นครราชสีมา พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการทหาร คนที่ 3 ได้เปิดภาพ และตั้งคำถามถึงโครงการก่อสร้างบังเกอร์คุ้มภัยทหาร ที่พบว่าบังเกอร์อาจไม่เป็นไปตามมาตรฐานวิศวกรรมด้านความปลอดภัย และส่อทุจริต หลังมีการอนุมัติงบประมาณในการสร้างบังเกอร์หลังละ 50,000 บาท แต่มีการสั่งทำจริงในราคาประมาณ 35,000 บาท จำนวนรวมกว่า 90 หลัง ส่งผลให้เกิดส่วนต่างงบประมาณสูงถึง 1,350,000 บาท ซึ่งอยู่ในการควบคุมดูแลของ กปช.จต.

โดยคณะกรรมาธิการฯ ได้ใช้เวลาหารือกับ กปช.จต.ประมาณ 15 นาที ก่อนที่นายเอกราช จะให้สัมภาษณ์ว่า หน่วยฯ ได้อธิบายถึงการจัดทำบังเกอร์ต่าง ๆ ของนาวิกโยธิกว่า จะมีความแตกต่างจากการทำงานของหน่วยอื่นอย่างไร รวมไปถึงมีการติดขัดเรื่องการเบิกจ่ายงบกลาง ที่ไม่ได้มีการใช้เงินอย่างคล่องตัวมากนัก เพราะถูกจำกัดเป็นงวดเงิน อีกทั้งกองกำลังฯ มีหลายฝ่าย และต้องมีการย้ายกำลังพลอยู่เรื่อย ๆ

เมื่อถามว่า บังเกอร์ที่เป็นประเด็นก่อนหน้านี้ จากการฟังคำชี้แจงจาก กปช.จต. ยังมีสิ่งใดที่คณะกรรมาธิการฯ ติดใจอยู่หรือไม่ นายฉัตร กล่าวว่า เราได้รับข้อมูลจาก กปช.จต.ว่า หน่วยนาวิกโยธินรับผิดชอบชายแดน ซึ่งกินพื้นที่กว่า 250 กิโลเมตร ซึ่งย่อมมีถิ่นทุรกันดารบางจุดจริง ๆ แต่ว่า ในแต่ละจุดทาง ผบ.นย. ได้ยืนยันว่า ด้วยความตั้งใจต่าง ๆ ไม่ว่า จะใช้กำลังพลอย่างไร จะพยายามเข้าไปให้ถึงพื้นที่ ซึ่งอาจมีบางจุดที่แร้นแค้น หรือกันดาร ซึ่ง ผบ.นย.ก็พยายามวางแผนว่า จุดไหนมีความผันแปร หรือมีการเปลี่ยนจุดจู่โจม ซึ่งทาง กปช.จต. ได้บอกกับคณะกรรมาธิการฯ ว่า จะไปตรวจสอบ เพราะมีความเป็นห่วงกำลังพล ในขณะที่ต้องสู้ไป ทำไป และต้องโยกย้ายกำลังพลไป แต่ขอยืนยันว่า จะทำทุกอย่างเพื่อเรากำลังพลปลอดภัย โดยเฉพาะเรื่องของคุณภาพบังเกอร์ เพราะว่า หลายจุดที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ อยู่ในพื้นที่ห่างไกล และกันดารมาก บางครั้งกว่าจะไปเติม หรือไปดำเนินการก็ค่อนข้างมีอุปสรรค และหากมีเหตุปะทะก็จะทำให้เกิดความล่าช้า

นายฉัตร กล่าวอีกว่า บังเกอร์ที่เป็นประเด็นดังกล่าว ได้รับการชี้แจงว่า เป็นการสร้างขึ้นในช่วงการสู้รบรอบแรก มีการนำงบของกองทัพเรือมาใช้ เพื่อดำเนินการสร้างความมั่นคงแข็งแรงในพื้นที่ก่อน จากนั้นจึงได้รับงบกลาง เข้ามาเพิ่มเติม ซึ่งการก่อสร้างก็ได้ดำเนินการ ระหว่างการสู้รบไปด้วย โดยตัวเลขที่ออกมาหลังละ 50,000 บาทนั้น เป็นเพียงการประเมินเบื้องต้นในเรื่องของการซื้อวัสดุอุปกรณ์ในการก่อสร้าง ไม่ได้กำหนดสเปกโดยเฉพาะ เนื่องจากอยู่ในช่วงการสู้รบ ซึ่งกองทัพมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างที่มั่น เพื่อความปลอดภัยของกำลังพลที่ปฏิบัติงาน จากนั้นกองทัพได้มีการปรับปรุงพัฒนาให้มีความแข็งแรงมากขึ้น และได้ยืนยันว่า ไม่มีเรื่องเงินทอน และจะให้ความสำคัญเรื่องการดูแลความปลอดภัยกำลังพล ซึ่งจากการรับฟังข้อมูลทหาร ตนก็เข้าใจถึงความจำเป็นดังกล่าว

จากนั้นคณะกรรมาธิการฯ ได้ลงพื้นที่ไปยังฐานปฏิบัติการชายแดน จ.ตราด เพื่อไปรับทราบสถานการณ์ในพื้นที่ และตรวจการก่อสร้างบังเกอร์ที่เป็นประเด็นในพื้นที่จริง ซึ่งปัจจุบันพบว่า การก่อสร้างบังเกอร์แล้วเสร็จ มีความแข็งแรงทนทาน และมีคุณภาพ ซึ่งนายเอกราช กล่าวว่า ภายหลังได้ลงพื้นที่ และได้ดูเรื่องเส้นทางการส่งกำลังบำรุง เห็นว่า ควรจะผลักดันเรื่องโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ เช่น น้ำประปา หรือไฟฟ้า รวมถึงเส้นทาง เพื่อให้คุณภาพชีวิตของกำลังพลตามแนวชายแดนดีขึ้น

โดยเฉพาะเรื่องบังเกอร์ที่ประชาชนมีความเป็นห่วง ซึ่งทางคณะกรรมาธิการฯ ได้เห็นถึงการเตรียมพร้อม และการบริหารจัดการ ซึ่งอยู่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ข้อมูลจึงต้องเป็นชั้นความลับ อย่างไรก็ตาม การดำเนินการเรื่องบังเกอร์เป็นไปตามยุทธวิธี และแผนของกองทัพ ซึ่งคณะกรรมาธิการฯ อยากให้รัฐบาลให้ความสำคัญในการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ ทั้งในส่วนของงบกลาง และงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ซึ่งในช่วงการพิจารณางบประมาณ อยากให้มีการผลักดันในเรื่องนี้ และหาแนวทางกระบวนการลดขั้นตอนกระบวนการการจัดซื้อจัดจ้าง โดยให้เป็นไปอย่างโปร่งใสตรวจสอบได้ มีความคล่องตัวทั่วถึง ไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ในแต่ละพื้นที่

นายเอกราช ยังย้ำว่า ได้เห็นอุปสรรคในหลาย ๆ อย่าง เช่น เส้นทางส่งกำลังบำรุงที่อยู่ในพื้นที่ทับซ้อนกับเขตอุทยานแห่งชาติ ในการดูแลของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำให้เจออุปสรรคทางข้อกฎหมาย จึงต้องดูกรอบการดำเนินการในพื้นที่ทับซ้อนระหว่างความมั่นคง กับพื้นที่ป่าจะจัดการอย่างไร และเมื่อดูจากยุทธศาสตร์ของฝั่งกัมพูชาก็พบว่า ได้ใช้ ชาวบ้าน และเกษตรกรมาอยู่ในพื้นที่ เพื่อเป็นพื้นที่กันชน ซึ่งพี่น้องทหารตามแนวชายแดนได้ส่งสัญญาณมาว่า จะมีความเป็นไปได้หรือไม่ว่า ในอนาคตจะส่งเสริมให้ภาคประชาชนของไทย เข้ามาอยู่เพื่อรักษาแนว เป็นชุมชน ซึ่งจะเป็นการพัฒนาร่วมกันระหว่างฝ่ายปกครอง ทหาร และประชาชน

อย่างไรก็ตามหลังจากนี้คณะกรรมาธิการฯ จะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับปัญหา และอุปสรรค ในการทำเส้นทางส่งกำลังบำรุง รวมไปถึงเรื่องของการใช้งบกลาง เพื่อให้การดำเนินการในทุกเรื่องเป็นไปอย่างคล่องตัว รวมถึงแนวทางในการทำ SMART POWER ในจุดที่สามารถใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่มา สนับสนุนได้ ซึ่งได้มีการพูดคุยถึงเรื่องโดรน และเทคโนโลยีสมัยใหม่กับทหารที่ปฏิบัติงานหน้าแนว ซึ่งเราจะไปช่วยผลักดันในทางนโยบายต่อไป ในเรื่องของความต้องการของพี่น้องทหาร พร้อมยืนยันว่า เราจะติดตาม และผลักดันให้แนวรั้วชายแดน มีความมั่นคงสูง, มีความร่วมสมัย และสามารถรักษาแนวไว้ได้ตลอด.

จันทบุรีชายแดนไทย-กัมพูชาบังเกอร์

นายกฯ ชวนธุรกิจออสเตรเลีย ลงทุนไทย เชื่อมอาเซียน เปิดตลาดเกือบ 700 ล้านคน

18 สิงหาคม 2569 เวลา 14:55 น.

นายกฯ ชวนธุรกิจออสเตรเลีย ลงทุนไทย เชื่อมอาเซียน เปิดตลาดเกือบ 700 ล้านคน ชู 5 อุตสาหกรรมต่อยอดหุ้นส่วนเศรษฐกิจ

เมื่อวันที่ 18 ส.ค.2569 เวลา 16.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นนครซิดนีย์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 3 ชั่วโมง) ณ โรงแรม Crown Towers นครซิดนีย์ เครือรัฐออสเตรเลีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวปาฐกถาในงาน “Thailand–Australia Investment and Business Partnership Reception” หัวข้อ “Thailand and Australia, A Strategic Partnership for Growth” โดยมีผู้แทนภาครัฐและภาคธุรกิจของไทยและออสเตรเลียเข้าร่วม พร้อมเชิญชวนภาคธุรกิจออสเตรเลียใช้ประเทศไทยเป็นฐานการลงทุนและประตูเชื่อมสู่ตลาดอาเซียนที่มีประชากรเกือบ 700 ล้านคน

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในปี 2570 ไทยและออสเตรเลียจะครบรอบ 75 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทั้งสองประเทศได้ร่วมกันสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งทั้งด้านการค้า การลงทุน และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน การเยือนครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการสานต่อความสัมพันธ์ระดับรัฐบาล แต่เป็นโอกาสในการเชื่อมโยงภาคธุรกิจให้เปลี่ยนความสัมพันธ์ที่มีมายาวนานไปสู่การลงทุน การสร้างงาน และโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ โดยรัฐบาลมีหน้าที่เปิดประตูและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย ขณะที่ภาคธุรกิจคือผู้ที่จะเปลี่ยนโอกาสเหล่านั้นให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่เผชิญความไม่แน่นอนจากภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทาน ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการสร้างความยืดหยุ่นและภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ ผ่านการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่เข้มแข็ง การส่งเสริมเทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับประเทศหุ้นส่วน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยและภูมิภาคสามารถเติบโตได้ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง

ในระดับภูมิภาค ไทยในฐานะหนึ่งในประเทศผู้ก่อตั้งอาเซียน และจะรับหน้าที่ประธานอาเซียนในปี 2571 มุ่งเสริมสร้างความเชื่อมโยงและความยืดหยุ่นของภูมิภาค โดยไทยกำลังขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทานกับประเทศต่าง ๆ เพื่อให้อาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีความเข้มแข็ง เชื่อมโยง และสามารถแข่งขันได้มากขึ้น

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า จุดแข็งของประเทศไทยไม่ได้อยู่เพียงขนาดของตลาดภายในประเทศ แต่รวมถึงที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ ฐานอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน และเครือข่ายการค้าที่เชื่อมโยงกับประเทศต่าง ๆ การลงทุนและผลิตในประเทศไทยจึงไม่ได้หมายถึงการเข้าถึงตลาดไทยที่มีประชากรราว 66 ล้านคนเท่านั้น แต่ยังสามารถเชื่อมต่อไปยังตลาดอาเซียนที่มีประชากรเกือบ 700 ล้านคน และมีการบูรณาการด้านการค้าและห่วงโซ่อุปทานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“การลงทุนและผลิตในประเทศไทย ไม่ได้หมายถึงการเข้าสู่ตลาดใดตลาดหนึ่ง แต่คือการเข้าสู่ทั้งภูมิภาค” นายกรัฐมนตรีกล่าว

สำหรับความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย–ออสเตรเลีย นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ทั้งสองประเทศมีรากฐานที่แข็งแกร่งจากความตกลงการค้าเสรีไทย–ออสเตรเลียที่มีผลบังคับใช้มานานกว่า 2 ทศวรรษ ขณะที่โครงสร้างเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศมีจุดแข็งที่สามารถเกื้อหนุนกันได้ โดยเห็นโอกาสขยายความร่วมมือใน 5 สาขาสำคัญ ได้แก่ เกษตรกรรมและอาหาร พลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงาน อุตสาหกรรมดิจิทัลและสร้างสรรค์ การผลิตขั้นสูง และการศึกษา

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อประเทศไทยยังคงแข็งแกร่ง โดยในปี 2568 คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนมีมูลค่าสูงเป็นประวัติการณ์ประมาณ 80,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย เพิ่มขึ้นร้อยละ 67 จากปีก่อน คิดเป็นเงินไทยราว 1.87 ล้านล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยน 23.47 บาท) ซึ่งเพียงช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนแล้วประมาณ 61,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย สะท้อนว่าแม้เศรษฐกิจโลกจะมีความไม่แน่นอน นักลงทุนยังคงมองเห็นโอกาสและเลือกประเทศไทยเป็นฐานการลงทุน

ขณะเดียวกัน รัฐบาลกำลังเร่งทำให้การลงทุนในประเทศไทยสะดวกและแข่งขันได้มากขึ้น โดย Thailand FastPass ช่วยให้นักลงทุนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมสามารถเดินหน้าจากขั้นตอนการอนุมัติไปสู่การดำเนินธุรกิจได้รวดเร็วขึ้น ขณะที่ Skill Bridge มุ่งพัฒนากำลังคนให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมอนาคต ทั้งเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีชีวภาพ และการผลิตขั้นสูง ส่วน Utility Green Tariff นั้น เป็นการเพิ่มทางเลือกให้ภาคธุรกิจเข้าถึงไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เพื่อรองรับการลงทุนที่ให้ความสำคัญกับการลดคาร์บอนและความยั่งยืน

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีเชิญชวนภาคธุรกิจไทยและออสเตรเลียใช้ประโยชน์จากความไว้วางใจที่สั่งสมมาเกือบ 75 ปี และรากฐานจากความตกลงการค้าเสรีที่มีมานานกว่า 2 ทศวรรษ เพื่อเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทาน ขยายการลงทุน และสร้างความร่วมมือในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยมองประเทศไทยเป็นทั้งฐานการลงทุนและจุดเชื่อมต่อสู่โอกาสทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน

ทั้งนี้ ในการจัดงานครั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้เชิญบริษัทชั้นนำของออสเตรเลียกว่า 53 แห่งเข้าร่วม ครอบคลุมอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพและสอดคล้องกับทิศทางการลงทุนของไทย ทั้งเทคโนโลยี ดิจิทัล เกษตรและอาหาร ยานยนต์ การผลิตขั้นสูง เหมืองแร่ และการศึกษา อาทิ ANCA บริษัทด้านการผลิตขั้นสูงซึ่งมีฐานการดำเนินธุรกิจและผลิตเครื่องจักรในประเทศไทย Canva บริษัทเทคโนโลยีด้านการออกแบบที่ให้ความสนใจต่อศักยภาพเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย และ Hastings ซึ่งดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ ส่วนเอกชน ได้แก่ ไทยเบฟเวอเรจ กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล บี.กริม เพาเวอร์ จำกลุ่มมิตรผล เป็นต้น

ภาคธุรกิจออสเตรเลียและไทยที่เข้าร่วมงานยังสะท้อนว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้ช่วยเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนของทั้งสองประเทศได้พบปะและสร้างเครือข่ายทางธุรกิจโดยตรง ขณะเดียวกัน การได้พบกับนายกรัฐมนตรีและผู้กำหนดนโยบายสำคัญของไทย ทำให้ภาคธุรกิจออสเตรเลียได้รับทราบทิศทางนโยบายและโอกาสการลงทุนของประเทศไทยอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น รวมถึงสามารถมองเห็นสาขาที่จุดแข็งของออสเตรเลียสามารถเชื่อมโยงกับความต้องการและทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยได้ในอนาคต

นายกฯแนวหน้าออนไลน์

รัฐบาลอนุมัติงบ 433.5 ล้าน เสริมความปลอดภัย 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา สร้างบังเกอร์-หอกระจายข่าว

18 สิงหาคม 2569 เวลา 14:46 น.

รัฐบาลอนุมัติงบ 433.5 ล้าน ให้ มท. เสริมความปลอดภัย 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา สร้างบังเกอร์ หอกระจายข่าว เพิ่มประสิทธิภาพระบบสื่อสารและการแจ้งเตือนภัย

18 สิงหาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีอนุมัติจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 433,519,268 บาท ให้กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ดำเนินโครงการสนับสนุนการบริหารจัดการพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังจังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา เพื่อเสริมความปลอดภัยให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพระบบสื่อสารและการแจ้งเตือนภัย

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า งบประมาณดังกล่าวครอบคลุม 3 กิจกรรมเร่งด่วน ได้แก่ การสร้างบังเกอร์และหลุมหลบภัย 1,669 แห่ง วงเงิน 361,021,218 บาท การสร้างหอกระจายข่าวประจำหมู่บ้าน 143 แห่ง วงเงิน 22,880,000 บาท และการปรับปรุงระบบสื่อสารวิทยุเฉพาะกิจแบบดิจิทัลให้ครอบคลุมพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา วงเงิน 49,618,050 บาท

“หัวใจสำคัญคือการเพิ่มพื้นที่ปลอดภัยให้ประชาชนในกรณีเกิดเหตุปะทะ พร้อมทำให้ข้อมูลข่าวสารและการแจ้งเตือนจากภาครัฐสามารถเข้าถึงประชาชนในพื้นที่ชายแดนได้รวดเร็ว ถูกต้อง และทั่วถึงมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉินที่การสื่อสารมีผลโดยตรงต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน” นางสาวลลิดา กล่าว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการดังกล่าวจะครอบคลุมพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา และสนับสนุนการปฏิบัติงานของฝ่ายปกครอง สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน ซึ่งมีบทบาทในการดูแลความสงบเรียบร้อย คุ้มครองประชาชน ตลอดจนดูแลบ้านเรือนและทรัพย์สินในกรณีที่ประชาชนจำเป็นต้องอพยพออกจากพื้นที่

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้สำนักงานงบประมาณได้พิจารณากรอบวงเงิน 493,819,268 บาท ครอบคลุม 4 กิจกรรม ซึ่งรวมการจัดหาอาวุธปืนลูกซอง 1,675 กระบอก วงเงิน 60.3 ล้านบาท สำหรับสนับสนุนการปฏิบัติงานของชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน แต่เนื่องจากการจัดหาดังกล่าวยังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาและขออนุญาตตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กระทรวงมหาดไทยจึงเสนอให้ดำเนินการเฉพาะ 3 กิจกรรมที่มีความพร้อมและมีความจำเป็นเร่งด่วนก่อน ทำให้วงเงินที่เสนออนุมัติในครั้งนี้อยู่ที่ 433.52 ล้านบาท

นางสาวลลิดากล่าวว่า การดำเนินโครงการดังกล่าวมีเป้าหมายให้พื้นที่ชายแดนมีความพร้อมทั้งด้านสถานที่หลบภัย ระบบรับรู้ข่าวสาร การแจ้งเตือนภัย และการติดต่อสื่อสารระหว่างหน่วยงานกับประชาชน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือสถานการณ์ด้านความมั่นคง รวมถึงปัญหาชายแดนในรูปแบบอื่น เช่น การลักลอบเข้าเมือง การลักลอบขนสินค้าหนีภาษี ยาเสพติด และอาชญากรรมข้ามชาติ

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดนเป็นอันดับแรก งบประมาณครั้งนี้จึงมุ่งไปยังสิ่งที่สามารถนำไปใช้ได้จริงและเร่งดำเนินการได้ทันที ทั้งพื้นที่หลบภัยและระบบสื่อสาร เพื่อให้ประชาชนได้รับการแจ้งเตือนและความช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

รัฐบาล,ชายแดนไทยกัมพูชา,บังเกอร์,หอกระจายข่าว,เตือนภัย,

‘ดร.ณัฏฐ์’ ชี้ ปมคดีฮั้ว สว. ไม่เกี่ยวรัฐบาล ‘อนุทิน’ จ่อดำเนินคดี ‘สมชัย’ เรี่ยไรเงิน ฉ้อโกงประชาชน และพรบ.คอมฯ

18 สิงหาคม 2569 เวลา 14:38 น.

ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม

“ดร.ณัฏฐ์” ชี้ กลไก รธน.เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ “ปม คดี ฮั้ว สว. เกิดขึ้นก่อน ไม่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานรัฐบาลอนุทิน เตรียมจ่อดำเนินคดี “สมชัย” อดีต กกต. เรี่ยไรเงิน ฉ้อโกงประชาชน และพรบ.คอมฯ

วันที่ 18 ส.ค.2569 สืบเนื่องจากนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน ผู้นำฝ่ายค้าน เล็งจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล นากยกรัฐมนตรีในปม ฮั้ว สว.นั้น

ดร.ณัฏฐ์

ล่าสุด ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือ “ดร.ณัฏฐ์” นักกฎหมายมหาชน ให้ความเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะและกล่าวว่า ระบบรัฐสภาไทย สร้างกลไกตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจ 3 ฝ่าย ประกอบ ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหารและฝ่ายตุลาการ กลไกตรวจสอบถ่วงดุลซึ่งกันและกัน เพื่อป้องกันผู้ใช้อำนาจปกครองเหลิงอำนาจ เป็นไปหลักทฤษฎี “การแบ่งแยกอำนาจ”

โดยประเทศไทยใช้ระบบรัฐสภาแนวทางเดียวกับสหราชอาณาจักร โดยถืออังกฤษเป็นโมเดล กระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลของไทย กำหนดในกลไกรัฐธรรมนูญ ไม่ว่ารัฐบาลชุดใดๆนับแต่ปี 2475 ถึงปีจจุบัน

แต่ปัญหาว่า การตรวจสอบของ ระหว่าง ส.ส. กับนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน กำหนดกลไกตรวจปีละครั้ง โดยุถือปีสมัยประชุมเป็นหลัก ในการเปิดสมัยประชุม ครั้งที่ 2 ในวันที่ 25 สิงหาคม 2569 ฝ่ายค้านย่อมตรวจสอบถ่วงดุลรัฐมนตรีทั้งคณะหรือบางรายก็ได้ จะลงมติหรือไม่ก็ได้ อยู่ที่ญัตติที่ฝ่ายค้าน นำเสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร แม้ สว.เป็นฝ่ายนิติบัญญัติด้วยกัน ในอังกฤษถือว่าเป็นสภาขุนนางหรือสภาสูง ของไทยไม่ต่างกัน มีหน้าที่เพียงกลั่นกรองกฎหมาย แต่ของไทยพิศษตรงให้อำนาจ สว.เห็นชอบองอค์กรอิสระและองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนุญ โดยโยกอำนาจถอดถอนนักการเมืองให้เป็นอำนาจฝ่ายตุลาการ

เป็นการยกระดับและพัฒนา Constitution ที่ควบคู่กับ ระบบ Parliament ส่วนกลไกรัฐธรรมนูญ สส.ตรวจสอบฝ่ายบริหาร ที่ออกแบบเช่นนี้ เพราพ สส. มาจากการเลือกตั้งของประชาชน โดยกำหนดให้ สส.เลือก หัวหน้ารัฐบาล โดยยึดหลักเสียงข้างมาก ตาม รธน.ม.159

การตรวจสอบถ่วงดุล โดยยื่นญัตติไม่ไว้วางใจ ครม.หรือ รมต.รายบุคคล แล้วแต่เหตผล ส่วนใหญ่เป็นข้อกล่าวหาร้ายแรง เพื่อให้หล่นจากเก้าอี้ แต่ต้องเกิดจากการบริหารราชการแผ่นดิน หากลงมติถือเสียงข้างมาก หากรัฐบาลคุมเกมในสภาได้ หมายความว่า คุมเสียง สส.ข้างมากในสภา โอกาสหล่นจากเก้าอี้มีน้อย เพราะกลไกรัฐสภา ฝ่ายรัฐบาลครองเสียงข้างมาก ส่วนฝ่ายค้านครองเสียงข้างน้อยในสภา

กรณีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน เล็งจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล นากยกรัฐมนตรีในปม ฮั้ว สว.นั้น ดร.ณัฏฐ์ อธิบายว่า เฉพาะล่ารายชื่อ 1 ใน 5 หรือจำนวน 100 คนในการยื่นญัตติ พรรคประชาชนมีเสียงเพียงพอ แต่ในการลงมติ ต้องใช้เสียง 251 เสียง ถามวา ฝ่ายค้านจะไปรวบรวมเสียงมาจากไหน ทั้งปมคดีฮั้ว สว. แม้ถูกกล่าวหาว่าพัวพัน แต่ข้อเท็จจริงเกิดขึ้นในปี 2567 ในยุครัฐบาลแพทองธาร ทั้ง พรรคประชาชน ทำ MOA ผลักดันให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในขณะนั้นที่มีเสียงข้างน้อยเป็นนายกรัฐมนตรี แต่กลับไม่ทำหน้าที่ตรวจสอบทั้งในยุครัฐบาลแพทองธาร ขณะนั้นเป็นพรรคก้าวไกล ก่อนถูกยุบพรรคและปรับโครงสร้างสังกัดพรรคประชาชน ซึ่งทุกคนรู้อยู่แล้ว อำนาจตรวจสอบเป็นของ กกต.มิใช่อำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ ถามว่า ปั่นกระแสการเมืองหรือไม่ และต้องถามหัวหน้าเท้ง ว่า มีบทบัญญัติกฎหมายใดให้อำนาจ สส.ตรวจสอบ กรรมการในองค์กรอิสระได้ เว้นแต่ พรบ.ปปช.

ทำไมไม่ไปถาม นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.ที่เป็นคู่ขัดแย้งกับ กกต.และขณะนี้ อดีต กกต.รายนี้ ถูกดำเนินคดีอาญาหนักหลายข้อหาและข้อหาฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติจริยธรรมร้ายแรง ที่ชอบทำตัวเป็นเจ้าพ่อเก่งทุกเรื่องเรี่ยไรหาเงินมาต่อสู้คดี เอาตัวเองยังไม่รอดเลย ได้สายลับแจ้งข่าวว่า เรี่ยไรโดยไม่ขออนุญาต น่าจะโดนคดีอาญาฐานฉ้อโกงประชาชนและ พรบ.คอมฯ ตามเป็นพรวน ตนจะไปกล่าวโทษด้วยตนเอง

ส่วนเวทีสัมมนาปมฮั้ว สว.เท่าที่ติดตาม เอาเหล้าเก่ามาเขย่าขวดใหม่ พยานบุคคลที่นำมาแสดง ต่างร้องคัดค้านต่อ กกต. เฉพาะปมคุณสมบัติ สว.ด้วยกัน ไม่รู้เห็นเหตุการณ์ และไม่ใช่พยานในสำนวนคดี ที่ กกต.ไต่สวน ต้องไปถามบุคคลที่นำไปเปิดว่า จริงหรือไม่

ส่วนที่นักการเมืองท้องถิ่นรายหนึ่งทางภาคอีสาน เคยโพสต์ว่า “เพราะสิ่งนี้ที่เราทำนี้ เราไม่ได้ทำเพื่อธุรกิจ แต่เราทำเพื่อข้างบน มันเป็นภารกิจเพื่อข้างบนเข้าในนะฮะ” ต้องไปถามเจ้าตัวว่า ข้อความที่โพสต์ หมายถึงอะไร เพราะตีความได้หลายกรณี

แต่ไม่เกี่ยวข้องกับ กกต. คุณอย่าไปเผาทำลายบ้านคนอื่นเขา พูดไปเรื่อย เป็นนักการเมืองท้องถิ่นประสาอะไร ไม่ศึกษากฎหมาย โพสต์ไปเรื่อย หากตีความว่า ข้างบน หมายถึง พระมหากษัตริย์ ตนจะไปดำเนินคดีอาญากับนาย ว.เป็นคนแรก เพราะเป็นคดีอาญาแผ่นดิน ตนคงยอมไม่ได้ หากมีพฤติกรรมไปแอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ คุณจะดึงฟ้าต่ำเพื่อเกมการเมืองเพื่ออะไร ทั้งๆ ที่ พรป.สว.ได้ออกแบบกลไกเลือกไขว้ป้องกันทุจริตไว้แล้ว

ส่วนที่แอบอ้าง กกต. โดย กกต.เป็นองค์กรอิสระและได้รับความเสียหาย ต้องดำเนินคดีอาญา ต้องไปถาม ปธ.กกต.จะดำเนินคดีอาญาหรือไม่ ตนไม่เกี่ยวข้อง

การเมืองณัฐวุฒิ วงศ์เนียมนักกฎหมายสว.ฮั้ว สว.

เช็กรายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

18 สิงหาคม 2569 เวลา 14:34 น.

18 สิงหาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้งประจำวันอังคารที่ 18 ส.ค.69 ดังนี้

เรื่อง การมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบการมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ)เป็นผู้รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี และสั่งการเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลและการอนุมัติเงินงบประมาณ อันอยู่ในอำนาจของนายกรัฐมนตรีเฉพาะที่เกี่ยวเนื่องกับการดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 ในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันอังคารที่ 18 สิงหาคม 2569

ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามความนัยคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 90/2569 เรื่อง มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี และมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ในกรณีที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติราชการได้

สาระสำคัญของเรื่อง

1. นายกรัฐมนตรีได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 90/2569 เรื่อง มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี และมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ในกรณีที่รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ลงวันที่ 11 เมษายน 2569

2. คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 รับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 90/2569 ดังกล่าว โดยมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ตามลำดับ ดังนี้

(1) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ฯลฯ และในระหว่างการรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ผู้รักษาราชการแทน ข้างต้นจะสั่งการใดเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลและการอนุมัติเงินงบประมาณอันอยู่ในอำนาจของนายกรัฐมนตรี ต้องได้รับความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรีเสียก่อน

3. นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเยือนเครือรัฐออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการพร้อมคณะร่วมเดินทาง ระหว่างวันที่ 17-22 สิงหาคม 2569

4. เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย เหมาะสม และเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ระเบียบ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ในห้วงระหว่างที่นายกรัฐมนตรีมีกำหนดเดินทางไปราชการต่างประเทศในวันที่ 17-22 สิงหาคม 2569 โดยเป็นกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนเฉพาะช่วงเวลาดังกล่าว เห็นควรพิจารณามอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) เป็นผู้รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี และสั่งการเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลและการอนุมัติเงินงบประมาณอันอยู่ในอำนาจของนายกรัฐมนตรีเฉพาะที่เกี่ยวเนื่องกับการดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 ในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันอังคารที่ 18 สิงหาคม 2569

ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามความนัยคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 90/2569 เรื่อง มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี และมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ในกรณีที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติราชการได้

เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงสาธารณสุข)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ จำนวน 2 ราย ตั้งแต่วันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ดังนี้

1. นางรพีพรรณ โพธิ์ทอง นายแพทย์เชี่ยวชาญ (ด้านเวชกรรมป้องกัน สาขาโรคติดต่ออุบัติใหม่อุบัติซ้ำ) กรมควบคุมโรค ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรมป้องกัน สาขาโรคติดต่ออุบัติใหม่อุบัติซ้ำ) กรมควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568

2. นางธามน วิภูมิรพี ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาระบบกำกับดูแลผลิตภัณฑ์หลังออกสู่ตลาด (นักวิชาการอาหารและยาเชี่ยวชาญ) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ดำรงตำแหน่ง นักวิชาการอาหารและยาทรงคุณวุฒิ (ด้านอาหารและยา) กลุ่มที่ปรึกษาระดับกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2568 ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายทรงศักดิ์ ทองศรี) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงพลังงาน)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงพลังงาน เสนอรับโอนนายฉันทานนท์ วรรณเขจร ตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงพลังงาน เพื่อทดแทนผู้ดำรงตำแหน่งที่จะเกษียณอายุราชการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการ ก.พ. (นักบริหารสูง)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงาน ก.พ. สำนักนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้ง นางอรวรรณ คงธนขันติธร ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่งที่ปรึกษาระบบราชการ (นักทรัพยากรบุคคลทรงคุณวุฒิ) สำนักงาน ก.พ. สำนักนายกรัฐมนตรี ให้ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการ ก.พ. สำนักงาน ก.พ. สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อทดแทนผู้ดำรงตำแหน่งที่จะเกษียณอายุราชการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงสาธารณสุข)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงสาธารณสุข เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 6 ราย ดังนี้

1. นายสราวุฒิ บุญสุข ตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร) ประเภทบริหาร ระดับสูงกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหาร) ประเภทบริหาร ระดับสูง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข

2. นายณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ ตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร) ประเภทบริหาร ระดับสูงกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหาร) ประเภทบริหาร ระดับสูง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข

3. นายวีรวุฒิ อิ่มสำราญ ตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหาร) ประเภทบริหาร ระดับสูงสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร) ประเภทบริหาร ระดับสูงกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

4. นายธิติ แสวงธรรม ตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง) ประเภทบริหาร ระดับสูง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร) ประเภทบริหาร ระดับสูง กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

5. นายอดิสรณ์ วรรธนะศักดิ์ ตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง)ประเภทบริหาร ระดับสูง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร) ประเภทบริหาร ระดับสูง กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

6. นางสาวอุไรวรรณ จำนรรจ์สิริ ตำแหน่งสาธารณสุขนิเทศก์ (นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ)ประเภทวิชาการ ระดับทรงคุณวุฒิ สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง) ประเภทบริหาร ระดับสูง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร จำนวน 2 คน ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิภาคราชการจำนวน 1 คน และผู้ทรงคุณวุฒิภาคเอกชน จำนวน 1 คน ดังนี้

1. ภาคราชการ

1.1 นายเฉลิมวิทย์ เดือนกลาง

2. ภาคเอกชน

2.1 นายสมคิด เชื้อคง

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป

ข้าราชการ,คณะรัฐมนตรี,ครม,แต่งตั้ง,มติคณะรัฐมนตรี,