เคาะโผทหาร ‘ศรัณย์’นั่งคั่วปลัดกห. ‘ชาคริต’ผงาดมทภ.4

18 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

จับตา สภากลาโหม 20 สิงหาคมนี้ ถกเคาะโผทหารโค้งสุดท้าย ก่อนส่งให้นายกฯ 28 สิงหาคม เพื่อนำทูลเกล้าฯต่อไป คาด “ศรัณย์” นั่งปลัดกห. ดัน “รบพิเศษ” นั่งมทภ.4 ดับไฟใต้ รอผบ.ทบ.วางไลน์ 5 เสือใหม่ “ระวิน” นักบิน F-16 บินอารักขานายกฯ ขึ้นผู้ช่วยผบ.ทอ. ส่วน “บิ๊กโก๋” ทำหน้าที่ ผอ.ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ต่อ

                เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 17 สิงหาคม 2569 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6 ) ดอนเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิเสธตอบคำถามถึงกระแสเรื่องการแต่งตั้งตำรวจระดับนายพล โดยชี้ไปที่ พลตำรวจเอกกิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.)ที่เดินทางมาส่งนายกฯ เดินทางไปประเทศออสเตรเลีย

พลตำรวจเอก กิตติ์รัฐ ให้สัมภาษณ์ว่า อย่าใช้คำว่าโผเลย ทุกอย่างปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย ทั้ง พ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติและ ก.ตร. ไม่มีโผไม่มีอะไรทั้งนั้น ทุกอย่างเป็นไปตามที่หน่วยพิจารณาตามความเหมาะสม และนำเรื่องขึ้นมายังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อรายชื่อส่งขึ้นมาแล้ว ก็จะจัดอยู่ในกลุ่มผู้มีเกณฑ์ และจะนำไปสู่ที่ประชุมคณะกรรมการคณะกรรมการตามมาตรา 81 (1)(ก) ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติซึ่งเราก็ต้องว่ากันไป และ พิจารณาตามความเหมาะสมว่าใครมีผลงาน ใครมีประวัติอย่างไรเราก็ว่าไปตามนั้น ไม่ได้มีโผ ไม่ได้มีอะไร

เมื่อถามว่ามีกระแสว่าชื่อนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นที่ 47 ค่อนข้างนิ่งแต่นายร้อยตำรวจรุ่น 48 รายชื่อขยับขึ้นระดับ พลตำรวจโท พลตำรวจเอกกิตติ์รัฐ กล่าวว่า ไม่มีจำกัดว่านักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นไหนจะรุ่นพี่รุ่นน้องอยู่ที่ประวัติและผลงานที่จะต้องนำมาเสนอกันในที่ประชุม ทุกอย่างขอให้ทุกคนไม่ต้องกังวล ว่าจะมาจำกัดรุ่นหรืออะไร ยืนยันว่าทุกอย่างไม่มี

ผู้สื่อข่าวย้ำถามว่าทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนและทุกคนได้รับความเป็นธรรมใช่หรือไม่ พลตำรวจเอกกิตติ์รัฐ ตอบสั้นๆ ว่า “ถูกต้องครับ”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 20 สิงหาคมนี้ จะมีการประชุมสภากลาโหม โดยมี พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานและมีผู้บัญชาการเหล่าทัพเข้าร่วมประชุม คาดว่าก่อนการประชุมจะมีการหารือคณะกรรมการปรับย้ายนายทหารชั้นนายพล (บอร์ดกลาโหม) เพื่อพิจารณาการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารชั้นนายพล เพื่อสรุปการจัดทำโผทหารรอบสุดท้าย ก่อนส่งรายชื่อให้ เจ้ากรมเสมียนตราไปตรวจสอบความถูกต้อง แล้วค่อยส่งต่อนายกรัฐมนตรี วันที่ 28 สิงหาคม เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ ต่อไป

สำหรับตำแหน่งสำคัญที่น่าสนใจ คือปลัดกระทรวงกลาโหม คาดว่าจะเป็น พลเอก ศรัณย์ เพชรานนท์ รองปลัดกระทรวงกลาโหม (ตท.26)

ส่วนตำแหน่ง ผู้บัญชาการทหารเรือ มี 3 แคนดิเดตคือ พลเรือเอก นเรศ วงศ์ตระกูล ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารเรือ (ตท.26) , พลเรือเอก ธาดาวุธ ทัตพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ (ตท.27) และ พลเรือเอก กรวิทย์ ฉายะรถี ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ (ตท.26)

ขณะที่กองทัพไทย คาดว่าจะขยับ พลเอก ณัฐพงษ์ เพราแก้ว รองเสนาธิการทหาร (ตท.26) ในฐานะเลขานุการคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล ขึ้นเป็น เสนาธิการทหาร ส่วน พลเอก ชิดชนก นุชฉายา เสนาธิการทหารคนปัจจุบัน (ตท.26) ขยับขึ้นเป็นรองผู้บัญชาการฐานสูงสุด

สำหรับกองทัพบกในระดับ 5 เสือ มีการปรับเปลี่ยนในบางตำแหน่ง อาทิ พลเอก ณรงค์ฤทธิ์ คัมภีระ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก (ตท.26) จะขยับขึ้นเป็นรองผู้บัญชาการทหารบก จ่อชิงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกในปี 2570 ซึ่ง พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบกปัจจุบัน อยู่ระหว่างการพิจารณารายชื่อ เพื่อนำไปหารือในบอร์ดกลาโหม

นอกจากนี้ ยังมีรายชื่อ พลเอก อมฤต บุญสุยา (ตท.27) ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก, พลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก (ตท.26) รวมถึง พลโท วรยส เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 1 (ตท.28), พลโท สราวุธ ไชยสิทธิ์ รองเสนาธิการทหารบก (ตท.28) รวมถึง พลโท ธีรนันท์ นันทขว้าง เจ้ากรมข่าวทหารบก (ตท.26) อยู่ระหว่างการพิจารณา เพราะต้องมีการขยับ

ในขณะที่ตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 4 คาดว่าจะมีการปรับ พลโท นรธิป โพยนอก (ตท.26) ขึ้นอัตราพลเอก แล้วให้ พลตรี ชาคริต อุจะรัตน รองแม่ทัพภาคที่ 4 (รบพิเศษ) (ตท.28) ขึ้นมาแทน

ส่วนกองทัพอากาศ พลอากาศเอก ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ จะเกษียณอายุราชการ คาดว่าจะมารับตำแหน่งสำคัญในกระทรวงกลาโหม เพื่อทำหน้าที่ ผอ.ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) ต่อ ทั้งนี้ คาดว่า พลอากาศเอก ระวิน ถนอมสิงห์ ผู้บัญชาการกองบัญชาการควบคุมปฏิบัติการทางอากาศ (ผบ.คปอ. (ตท.26) ขึ้นมาแทน โดยล่าสุดได้ขับเครื่องบิน F-16 บินอารักขาเครื่องบินของนายกรัฐมนตรี ในการตรวจเยี่ยมกองบิน 1 จังหวัดนครราชสีมา

ชาคริตปลัดกลาโหมมทภ.4ศรัณย์โผทหาร

เหยียบบึ้มช่องอานม้า ทหารขาขาด สังเวยรายที่15แล้ว พื้นที่เขมรเคยรุกล้ำ

18 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

สลดอีกแล้ว! ทหารพราน เหยียบทุ่นระเบิดขาขาด เป็นรายที่ 15 ทบ.แจงเข้าปฏิบัติหน้าที่เก็บกู้ทุ่นระเบิดบริเวณช่องอานม้า จ.อุบลฯ เร่งนำตัวไปรักษาพร้อมดูแลเต็มที่ ด้านโฆษกกลาโหม ไม่ออกความเห็นปมชาวกัมพูชา จะได้กลับเข้าพื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว อ้างเป็นการเมืองภายใน ย้ำใช้กลไกทวิภาคี พูดคุย

เมื่อเวลา 11.50 น.วันที่ 17 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) ในพื้นที่ช่องอานม้า ต.โซง อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ซึ่งอยู่ระหว่างการเก็บกู้วัตถุระเบิด ปรากฏว่า จ.ส.อ.ชาญณรงค์ วงศ์ชนะ สังกัดกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 2 ได้ประสบเหตุเหยียบทุ่นระเบิด ทำให้ขาขาด เป็นรายที่ 15

ที่กองบัญชาการกองทัพบก  พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีทหารพรานเหยียบทุ่นระเบิดได้รับบาดเจ็บดังกล่าว ว่าเหตุเกิดในขณะที่ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) กำลังปฏิบัติภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิด บริเวณใกล้ช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี เนื่องจากบริเวณนี้ในอดีต ฝ่ายกัมพูชา เคยรุกล้ำเข้ามาตั้งฐาน ช่วงที่มีสถานการณ์ซึ่งพบว่าเป็นทุ่นระเบิดเก่าที่ถูกวางไว้ จากนั้นฝ่ายไทยได้ผลักดันทหารกัมพูชา ออกไป ก่อนเข้าควบคุมและปิดกั้นพื้นที่ โดยระบุเป็นพื้นที่อันตราย เพื่อให้เจ้าหน้าที่ได้เข้าเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อทำให้พื้นที่ปลอดภัย

ทั้งนี้ จากเหตุดังกล่าว มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บที่ข้อเท้าขวา มือขวา และมีบาดแผลตามร่างกาย ขณะนี้ยังรู้สึกตัวและอาการปลอดภัย อยู่ระหว่างเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ ซึ่งกองทัพบก ขอแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เบื้องต้นทางผู้บังคับบัญชา ได้กำชับต้นสังกัด ดูแลกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บอย่างเต็มที่ให้ดีที่สุด

ด้าน พล.ร.ต.สุรสันต์  คงสิริ  โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีชาวกัมพูชา เตรียมอพยพกลับบ้านหนองจาน พื้นที่ จ.สระแก้ว ว่าประเด็นนี้ต้องตรวจสอบก่อน เพราะยังไม่มีการยืนยัน โดยย้ำว่าต้องตรวจสอบรายละเอียด แต่ก็เป็นการยืนยันหลังจากมีการพบปะพูดคุยของรัฐบาล และผู้แทนรัฐบาลกับหลายประเทศ ยืนยันเช่นเดียวกันว่าปัญหาระหว่างไทยกับกัมพูชา เป็นปัญหาระหว่างสองประเทศ ดังนั้นต้องแก้ไขด้วยเวทีทวีวิภาคี ซึ่งทุกประเทศยืนยันเป็นเสียงเดียวกัน ว่าอยากจะให้ไทยและกัมพูชา พูดคุยกันในลักษณะทวีวิภาคี จะไม่เข้ามายุ่งในเรื่องนี้ เรามีกระบวนการและกลไกพร้อมอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น JBC / GBC ซึ่งเป็นกลไกสำคัญเรื่องการกำหนดเส้นเขตแดน แต่จะต้องรอฟังการเจรจาพูดคุย ผ่านทวิภาคีก่อน

ส่วนกรณีที่กัมพูชา บินโดรนตามแนวชายแดน จะมีวิธีการพูดคุยระหว่างประเทศหรือไม่ พล.ร.ต. สุรสันต์ กล่าวว่า เรื่องการบินโดรน หรือแอนตี้โดรน ที่มีข่าวว่ากัมพูชาใช้อยู่นั้น ไทยใช้แนวทางประท้วง โดยกองกำลังฝ่ายไทยที่อยู่ตามแนวชายแดน ส่งหนังสือประท้วง ซึ่งมาตรการในการป้องกัน เราก็มีระบบในการต่อต้านแอนตี้โดรน เป็นลักษณะแอนตี้ แอนตี้โดรน ที่เรามีระบบพร้อมอยู่แล้ว และบริษัทเอกชนมีความพร้อมในการสนับสนุนการปฏิบัติ แต่ไม่ขอลงรายละเอียดในการใช้เทคนิค แต่ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าเรามีระบบการต่อต้านแอนตี้โดรนของกัมพูชา และมีการข่าวเฝ้าระวังตลอดเวลา ว่ากัมพูชามีการใช้ระบบต่างๆ อย่างไร ซึ่งจะนำไปสู่ปฏิบัติการของไทยในการต่อต้านด้วย

ขณะที่กระบวนการเจรจาทวิภาคี และการประชุม JBC ที่ยังชะงักอยู่ มีความเป็นไปได้หรือไม่ที่จะเกิดสถานการณ์ไม่คาดคิดขึ้นก่อน พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวว่า กระบวนการประชุม JBC จะพูดคุยกันอยู่อย่างน้อยฝ่ายเลขาฯ ก็จะประสานงานกันต่อเนื่อง แต่ต้องดูความพร้อมของทั้งสองฝ่าย ว่าปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อตกลงของ Joint Statement ที่ลงนามเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 มากน้อยเพียงใด แต่เท่าที่ดูเสียงสะท้อนจากนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การต่างประเทศ พูดว่ากัมพูชา ยังไม่แสดงความพร้อม ยังมีการยั่วยุ และพยายามพูดคุยในเวทีต่างประเทศเรื่องการประท้วงและตำหนิไทย ทั้งที่สิ่งที่ฝ่ายไทย ปฏิบัติตามมาตรฐานสากล กฎหมายระหว่างประเทศ และ Joint Statement แต่สิ่งที่กัมพูชา ทำ แสดงความไม่จริงใจ หากจะพูดคุยมันก็ไม่เกิดประโยชน์

สำหรับกรณีกัมพูชา เตรียมรื้อฟื้นความสัมพันธ์ในการฝึกซ้อมรบร่วมทางทหารกับสหรัฐฯ ภายใต้รหัส อังกอร์ เซนตินอล จะกระทบกับไทยหรือไม่นั้น พล.ร.ต. สุรสันต์ กล่าวว่า การฝึกซ้อมระหว่างกัมพูชากับสหรัฐฯ จะเน้นเพื่อการบรรเทาสาธารณภัยเป็นหลัก มิติเรื่องการใช้อาวุธ จะไม่มีการฝึกครั้งนี้ ส่วนตัวมองว่าไม่น่าเป็นห่วง แม้ว่าจะมีการฝึกใช้อาวุธก็ตาม เป็นสิทธิของประเทศนั้น เพราะเป็นอธิปไตยของเขาในการดำเนินงาน แต่สิ่งสำคัญที่อยากจะให้ความเชื่อมั่นกับประชาชน คือไทยเรามีความพร้อม ทั้งกองกำลังตามแนวชายแดน มีการเฝ้าระวัง ตรวจสอบตามแนวชายแดนตลอด และมีมาตรการรับมือกับภัยคุกคาม เชื่อว่าจากที่ผู้ใหญ่ไปพูดคุยกับสหรัฐฯ หรือจีน ทุกคนก็ยืนยันว่าจะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวปัญหาไทยกัมพูชา ขอให้ทั้งสองประเทศพูดคุยกันเอง เจรจาผ่านกลไกทวิภาคี

ขาที่15ช่องอานม้าทหารเหยียบระเบิดอุบลฯ

ไทยสวนกัมพูชาเดือด ไม่ใช่ ตำรวจอาเซียน ย้ำ เขตแดน-สแกมเมอร์ คนละเรื่อง อย่าใช้ดินแดนบังอาชญากรรมข้ามชาติ

17 สิงหาคม 2569 เวลา 21:51 น.

ไทยสวนกัมพูชาเดือด ไม่ใช่ ตำรวจอาเซียน ย้ำ เขตแดน-สแกมเมอร์ คนละเรื่อง อย่าใช้ดินแดนบังอาชญากรรมข้ามชาติ

วันที่ 17 สิงหาคม 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) กล่าวถึงกรณีที่กัมพูชากล่าวหาว่าไทยทำตัวเป็น “ตำรวจอาเซียน” ว่า ประเทศไทยไม่ได้ทำตัวเป็นตำรวจอาเซียน และไม่ได้ก้าวก่ายกิจการภายในของประเทศใด แต่ไทยจะไม่เพิกเฉยต่ออาชญากรรมข้ามชาติที่ทำร้ายประชาชนไทย ประชาชนอาเซียน และประชาชนทั่วโลก

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า สิ่งสำคัญคือต้องแยกข้อเท็จจริงออกจากข้อกล่าวหา โดยเรื่องอธิปไตยคือเรื่องอธิปไตย เรื่องสแกมเมอร์คือเรื่องอาชญากรรมข้ามชาติ และเรื่องเมียนมาคือกระบวนการทางการทูตและกลไกอาเซียน ทั้ง 3 เรื่องไม่ควรถูกนำมาปะปนกันเพื่อสร้างข้อกล่าวหาว่าประเทศไทยมีเจตนาอื่นแอบแฝง

เมื่อถามถึงกรณีที่ทางกัมพูชากล่าวหาว่าไทยทำตัวเป็น “ตำรวจอาเซียน” และใช้เรื่องการปราบปรามสแกมเมอร์เป็นข้ออ้างเพื่อบุกรุกกัมพูชา ผอ.JIC กล่าวว่า ควรกลับมาดูข้อเท็จจริงมากกว่าการใช้ถ้อยคำทางการเมือง โดยประเทศไทยไม่เคยประกาศตัวว่าเป็นตำรวจของอาเซียน และไทยเคารพอธิปไตยของประเทศสมาชิกทุกประเทศ

“แต่สแกมเมอร์และอาชญากรรมออนไลน์ไม่ใช่กิจการภายในของประเทศใดประเทศหนึ่ง เพราะผู้เสียหายอยู่ทั่วโลก มีทั้งการฉ้อโกง การฟอกเงิน การค้ามนุษย์ การบังคับใช้แรงงาน และอาชญากรรมข้ามชาติหลายรูปแบบ”

ดังนั้น การปราบปรามเครือข่ายเหล่านี้ไม่ใช่การก้าวก่ายใคร แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของประชาคมระหว่างประเทศ

เมื่อถามย้ำถึงกรณีที่กัมพูชาระบุว่าไทยใช้เรื่องสแกมเมอร์เป็นข้ออ้างในเรื่องดินแดน พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ต้องแยกสองเรื่องนี้ออกจากกันอย่างเด็ดขาด โดยข้อพิพาทหรือประเด็นเกี่ยวกับเขตแดนต้องดำเนินการตามกฎหมายระหว่างประเทศ ข้อตกลง และกลไกที่เกี่ยวข้อง

ส่วนการปราบปรามสแกมเมอร์เป็นเรื่องอาชญากรรมข้ามชาติ อย่านำเรื่องอาชญากรรมมาบังเรื่องเขตแดน และในทางกลับกัน ก็อย่านำเรื่องเขตแดนมาใช้เป็นเกราะกำบังให้อาชญากรรมข้ามชาติ ประเทศไทยพร้อมพูดคุยเรื่องเขตแดนด้วยข้อเท็จจริงและกลไกที่มีอยู่ แต่ในเวลาเดียวกัน ไทยก็มีหน้าที่ปกป้องประชาชนจากเครือข่ายอาชญากรรม

ส่วนกรณีที่ถามว่าไทยมีหลักฐานหรือไม่ว่าสแกมเมอร์เป็นปัญหาระดับโลก ผอ.JIC กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ได้มีเพียงประเทศไทยที่พูด เพราะองค์กรระหว่างประเทศและหลายประเทศทั่วโลกต่างยอมรับตรงกันว่า Scam Centres ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติและการค้ามนุษย์ที่ร้ายแรง

“เพราะฉะนั้น แทนที่จะถามว่า ‘ประเทศไทยมีสิทธิ์ไปปราบหรือไม่’ ผมคิดว่าคำถามที่ประชาคมโลกอยากได้คำตอบมากกว่าคือ เราจะร่วมมือกันอย่างไร เพื่อไม่ให้พื้นที่ใดในอาเซียนกลายเป็น ที่หลบภัย (Safe Haven) ของอาชญากรรมข้ามชาติ ประเทศไทยพร้อมร่วมมือกับทุกประเทศ รวมถึงกัมพูชา”

ส่วนกรณีที่กัมพูชามองว่าประเทศไทยก้าวก่ายมากเกินไป ผอ.JIC กล่าวว่า ไทยไม่ได้ก้าวก่าย และไม่ได้ต้องการเข้าไปทำหน้าที่แทนหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของประเทศอื่น สิ่งที่ไทยต้องการคือ “Cooperation” ไม่ใช่ “Intervention”

“ถ้าอาชญากรรมเกิดขึ้นในประเทศหนึ่ง แต่หลอกเงินประชาชนอีกสิบประเทศ ใช้บัญชีธนาคารอีกประเทศหนึ่ง ใช้เครือข่ายโทรคมนาคมข้ามพรมแดน และมีการค้ามนุษย์จากหลายสิบประเทศ เรื่องนั้นไม่สามารถเรียกว่าเป็น ‘เรื่องภายใน’ ได้อีกต่อไป ทางออกจึงไม่ใช่การกล่าวหากัน แต่คือการร่วมมือกัน”

ส่วนกรณีที่ไทยเชิญผู้นำเมียนมามาเยือน ถือว่าฝ่าฝืนฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียนหรือไม่ ผอ.JIC กล่าวว่า เรื่องเมียนมาเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่ควรนำมาปะปนกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หรือการปราบสแกมเมอร์

ประเทศไทยในฐานะประเทศเพื่อนบ้านได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์ในเมียนมา ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ ชายแดน ผู้พลัดถิ่น และมนุษยธรรม การพูดคุยจึงไม่ได้หมายความว่าไทยเห็นด้วยกับทุกสิ่งที่อีกฝ่ายทำ โดย “Diplomatic engagement” ไม่เท่ากับ “endorsement”

ประเทศไทยยังสนับสนุนบทบาทของอาเซียนและการหาทางออกอย่างสันติ การพูดคุยกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเป็นเครื่องมือทางการทูตเพื่อช่วยลดความรุนแรง ไม่ใช่การทำลายอาเซียน

กัมพูชาชายแดนไทยกัมพูชาตำรวจอาเซียนประเทศไทย

ไอซ์ รักชนก ปฏิเสธทุกข้อหา ‘ทนายสุชาติ’ลั่นไม่ไกล่เกลี่ย

17 สิงหาคม 2569 เวลา 21:10 น.

“ไอซ์ รักชนก” ขึ้น สน.ทองหล่อรับทราบข้อกล่าวหา และพิมพ์ลายนิ้วมือ หลังสุชาติส่งทนายฟ้อง 2 ข้อหา ขณะที่ ”ณัฐวุฒิ“ ทนายส่วนตัวสุชาติ โผล่ระหว่างไอซ์แถลงการเดินทางมาสน.

วันที่ 17 สิงหาคม 2569 เวลา 16.50 น. ไอซ์ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.แบบบัญชีรายชื่อพรรคประชาชน เข้าพบพนักงานสอบสวน ที่ สน.ทองหล่อ ตามหมายเรียก คดีถูกนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.กระทรวงทรัพย์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แจ้งความคดีเผยแพร่โดยการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จในประการทีทำให้ประชาชนตื้นตะหนกตกใจ,หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา

จากนั้นเวลา 18.13 น. น.ส.รักชนก ได้เดินออกมาและกำลังจะแถลงกับสื่อมวลชน นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ทนายความส่วนตัว ของนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ได้รับมอบหมายจากนายสุชาติ ให้ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ เพื่อดำเนินคดีกับนางสาวรักชนก ได้เดินเข้ามา น.ส.รักชนก จึงบอก นายณัฐวุฒิ ออกไปไม่อยากจะร่วมเฟรม แล้ว น.ส.รักชนก เป็นฝ่ายเดินหนี้ไปแถลงข่าวอีกมุมหนึ่ง

โดย น.ส.รักชนก กล่าวว่า มี 2 ข้อกล่าวหาวันนี้จึงมารับทราบข้อกล่าวหา และมาพิมพ์ลายนิ้วมือ และตนได้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา จริงๆแล้วในเรื่องนี้ต้องยืนยันว่าคนที่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คนที่เป็นนักการเมือง ควรที่จะถูกติชมได้ทั้งในเชิงกฎหมายและในเชิงศีลธรรม และควรที่จะรับคำวิพากษ์วิจารณ์ได้ในทางตรงและทางอ้อม ซึ่งส่วนส่วนตัวคิดว่าคนที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองควรที่จะมีความอดทนอดกลั้นมากกว่าบุคคลทั่วไป เพราะถ้าไม่สามารถอดทนอดกลั้นต่อความวิพากษ์วิจารณ์ได้ ก็ลาออกไปซะไปทำมาหากินอย่างอื่น เพราะว่าบุคคลที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างไรก็ต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์ในทุกทุกเรื่องที่ใช้อำนาจของรัฐ ดังนั้น ประชาชนหรือบุคคลทั่วไปก็สามารถที่จะติชมอย่างสุจริตหรือสามารถวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นสาธารณะได้

ส่วนที่ทนายของนายสุชาติเดินทางมาสังเกตการณ์ด้วยนั้นตนก็ไม่เข้าใจว่าจะมาทำไมเพราะจริงๆไม่ต้องมาก็ได้เพราะตนถูกเรียกเป็นครั้งที่สองก็จะมาอยู่แล้ว ส่วนครั้งที่แล้วที่ตนไม่ได้มาอาจจะเป็นเพราะว่าทนายประสานผิดพลาดไปนิสหนึ่งก็เลยเลื่อนไม่ทัน ซึ่งเราไม่มีเจตนา ไม่มีวัตถุประสงค์ที่จะไม่มา นัดที่ไหนก็ไปทุกนัด ซึ่งวันนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินไปตามปฏิบัติเหมือนปุตุชนคนธรรมดาทั่วไป ส่วนขั้นตอนต่อไปขณะนี้ตนยังไม่ทราบต้องถามทนายก่อน

น.ส. รักชนก กล่าวต่อว่า ขณะนี้ไม่ได้กังวล เพราะเป็นคดีฟ้องหมิ่นประมาทเป็นปกติที่เกิดขึ้น แต่มันก็จะสร้างพาระให้กับเราต้องมีการเดินทาง หรือเป็นการสร้างภาระให้เราต้องเข้าสู่กระบวนการ ก็ยืนยันว่าทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในนานที่ได้รับความไว้วางใจจากพ่อแม่พี่น้องประชาชน ซึ่งเรื่องก็เดินไปตามขบวนการ ต่อจากนี้ก็คงจะไม่มีอะไรไกลเกลี่ยกันแล้ว ก็ตามขบวนการไป เพราะเหมือนจะไกล่เกลี่ยกันตกลงกันอีกอย่าง ก็พูดอีกอย่างหนึ่ง ก็ไม่รู้จะไปสู่ตรงนั้นทำไม

น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า ที่ตนออกมาเปิดเผยหรือพูดถึงนายสุชาติ ทุกคนก็คงได้เห็นถึงการทำงานของตนอย่สงเข้มข้นและคงไม่มีอะไรเปลี่ยน และหลายๆคดีที่ฟ้องมา พอไปในชั้นศาลถ้าติชุมสุจริตเพื่อความเป็นธรรมและเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติประชาชนตนมั่นใจมากว่าศาลจะให้ความเป็นธรรม

ขณะที่ นายณัฐวุฒิ ทนายความส่วนตัว ของนายสุชาติ กล่าวว่า วันนี้ตนเดินทางมา สน. ทองหล่อเพื่อมาสังเกตการณ์เท่านั้นไม่ได้อยากจะมาร่วมเฟรมด้วย ผมไม่ให้ราคากับ ส.ส.หญิงรายนี้ ก่อนที่จะตรวจสอบคนอื่น ตรวจสอบตัวเองก่อนไหมว่า คดีที่ศาลอาญาพิพากษาจำคุก 6 ปี ศาลอุทธรณ์จะอ่านแล้วเตรียมตัวใช้ชีวิตในเรือนจำอย่างไร ถ้า ส.ส. ไม่มีการโพสต์เรื่องนี้คงไม่มีการแจ้งความ นายสุชาติคงไม่มอบอำนาจให้ตนมาแจ้งความ และเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงไม่เคยกลั่นแกล้ง ส.ส. รายนี้

“วันนี้ที่ผมเดินทางมาสน. ทรอเพื่อมาดูว่าเขาถูกพิมพ์ลายมือหรือไม่ และวันนี้ทราบว่า ส.ส.รักชนก ถูกพิมพ์ลายมือไปแล้วสองคดี ต่อไป ก็ไม่มีการเปิดทางเจรจากันแล้ว เพราะว่าแค่ผมจะเดินทางไปทักทายหน่อยทำเป็นบอกว่า ไม่อยากร่วมเฟรม ผมว่าไม่ต้องพูดแล้ว ผมตอบแทนคุณสุชาติเลยว่าไม่ต้องพูด ไม่ต้องไกล่เกลี่ยแล้ว ดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมายเลยครับ” กล่าวและว่า ส่วนที่คุณรักชนกบอกว่าเป็นการ วิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต นักการเมืองต้องยอมรับคำวิพากษ์วิจารณ์ได้ ผมก็อยากถามพี่น้องสื่อว่า ที่โพสต์ว่า เถื่อน ถ่อย ชั่ว เป็นการวิจารณ์หรือไม่ ผมว่าไม่ใช่การวิพากษ์วิจารณ์ และบอกว่าคุณสุชาติ ทุจริตรับสินบน ก็ไม่ใช่เป็นการวิจารณ์ แต่เป็นการกล่าวหา บุคคลสาธารณะ ตรวจสอบได้ รัฐมนตรีเป็นความคาดหวังของสังคม แต่ตนยืนยันได้ว่าคุณสุชาติไม่เคย กินสินบาทค่าสินบน คุณสุชาติไม่เคยทุจริต คุณสุชาติยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลักตนกล้ายืนยัน และคำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชน ซึ่งวันนี้ก็เดินทางไปต่างประเทศกับนายนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี จึงมอบอำนาจให้ตนมาติดตามคดีและสอบถามพนักงานสอบสวน และทราบว่าคุณรักชนกถูกพิมพ์ลายมือไปแล้ว วันนี้คุณรักชนกเป็นผู้ต้องหา ดังนั้น ในสัปดาห์นี้ ผู้เสียหายได้มอบอำนาจให้ตนไปยื่นคำร้อง ต่อ ป.ป.ช. เพื่อให้ไต่สวนในเรื่องการไม่ปฏิบัติตามาตาฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 219 ก็ต้องร้องให้ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวน ตนถึงเดินทางมาสน.ทองหล่อในวันนี้ เพื่อมาติดตามคดีที่โรงพัก และจะมาเจอว่าคุณรักชนกมาจริงหรือเปล่าแค่นั้นเอง ไม่ได้อยากมาร่วมเฟรม

นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า ในคดีที่ศาลอาญาตลิ่งชัน ดูเหมือนคุณรักชนก จะขอโทษ แต่ไม่ขอโทษ และไม่ลบ ข้อความ ไม่แชร์ข่าว ต้นจึงหยก คดีขึ้นมาไต่สวนใหม่ในวันที่ 19 ตุลาคมนี้ เวลา 13.30 น. พฤติกรรมอย่างนี้นายสุชาติจะให้อภัยได้อย่างไร อย่าลืมว่าวันนี้คุณรักชนกไม่มีเอกสิทธิ์คุ้มครอง เพราะว่าปิดสมัยประชุม ตนก็ตามมาตั้งแต่วันที่ 11 ก.ค. ซึ่งหมายเรียกครั้งแรกวันที่ 6 สิงหาคม ตนก็มาตาม คุณรักชนกก็ไม่มา เป็นขอมดำดิน เพราะเขาใช้ช่องเอกสิทธิ์คุ้มครอง ตามรัฐธรรมนูญ ม.125 วรรค1 เพราะสภาจะเปิดสมัยประชุมครั้งที่2 /2569 วันที่ 29 สิงหาคมนี้ ถ้าวันนี้คุณรักชนกไม่มาอีก ตนก็จะทำหนังสือยื่นคำร้องให้หัวหน้าพนักงานสอบสวน ให้ออกหมายจับทันที
“การที่คุณรักชนกเดินทางมาพบพนักงานสอบสวนแล้ว กระบวนการในการยื่นคำให้การไม่ติดเงื่อนไขรัฐธรรมนูญแล้ว เขาต้องมาดำเนินการในฐานะผู้ต้องหา ก็อยากให้สังคมเข้าใจว่าคุณสุชาติเสียหายจริงๆ และการนำข้อมูลไปโพสต์กระจายในคอมพิวเตอร์เป็นการสร้างความเสียหายให้กับนายสุชาติ พี่น้องประชาชนที่เขาไม่รู้ข้อเท็จจริง ก็มองว่าคุณสุชาติเป็นคนไม่ดี แต่ความจริงแล้วคุณสุชาติไม่เคยทุจริต ไม่เคยเรียกรับสินบน และไม่ได้เป็นคนถ่อยตามที่เขากล่าวหาด้วย” นายณัฐวุฒิ กล่าว

รักชนก ศรีนอกสุชาติ ชมกลิ่น

นายกฯถึงนครซิดนีย์ เยือนออสเตรเลีย ขับเคลื่อนหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ เดินหน้าความร่วมมือรอบด้าน

17 สิงหาคม 2569 เวลา 19:52 น.

นายกฯเดินทางถึงนครซิดนีย์ เยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ พร้อมขับเคลื่อนหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย–ออสเตรเลีย เดินหน้าความร่วมมือรอบด้าน

เมื่อเวลา 22.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นนครซิดนีย์ เครือรัฐออสเตรเลีย ซึ่งเร็วกว่าไทย 3 ชั่วโมง นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางถึงนครซิดนีย์ เครือรัฐออสเตรเลีย เพื่อเยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 17–20 สิงหาคม 2569 ตามคำเชิญของนายแอนโทนี แอลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย โดยการเยือนครั้งนี้มุ่งขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย–ออสเตรเลียให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสองประเทศอย่างรอบด้าน

เมื่อเดินทางถึง นายไมเคิล จอห์น เดลี อัยการสูงสุดรัฐนิวเซาท์เวลส์ ในฐานะผู้แทนผู้สำเร็จราชการแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ นางลอร่า ทอมป์สัน รองอธิบดี ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีฝ่ายพิธีการทูต สำนักนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีเครือรัฐออสเตรเลีย และนางคารินา คาเมรอน รองอธิบดีกรมพิธีการทูตของรัฐนิวเซาท์เวลส์ ให้การต้อนรับ

โดยพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการจะจัดขึ้นในวันพุธที่ 19 สิงหาคม 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาลออสเตรเลีย

สำหรับวันพรุ่งนี้ (18 สิงหาคม 2569) นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการสำคัญในนครซิดนีย์ ดังนี้

ในช่วงเช้า นายกรัฐมนตรีจะเข้าเยี่ยมคารวะผู้สำเร็จราชการแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ ณ Government House จากนั้นจะกล่าวปาฐกถาที่ Lowy Institute ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยด้านนโยบายระหว่างประเทศที่มีบทบาทสำคัญของออสเตรเลีย โดยจะนำเสนอวิสัยทัศน์ของไทยต่อความสัมพันธ์ไทย–ออสเตรเลีย ตลอดจนแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือในภูมิภาคอินโด–แปซิฟิก

จากนั้น นายกรัฐมนตรีจะพบปะชุมชนไทยและเยี่ยมชมย่าน Thai Town เพื่อรับฟังความคิดเห็นและพบปะพี่น้องชาวไทยในออสเตรเลีย ก่อนพบหารือกับผู้บริหารบริษัท Canva Pty Ltd. บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของออสเตรเลีย พร้อมเยี่ยมชมสำนักงาน เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับเทคโนโลยีดิจิทัล นวัตกรรม และโอกาสในการส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลระหว่างไทยกับออสเตรเลีย

ในช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมกิจกรรมพบหารือกับภาคธุรกิจ (Networking Reception) ณ โรงแรม Crown Sydney เพื่อส่งเสริมการเชื่อมโยงระหว่างภาคธุรกิจและสร้างโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างภาคเอกชนไทยกับออสเตรเลีย ก่อนรับประทานอาหารค่ำร่วมกับภาคเอกชนไทย และเดินทางต่อไปยังกรุงแคนเบอร์รา โดยมีกำหนดเดินทางถึงท่าอากาศยาน Fairbairn กรุงแคนเบอร์รา ในเวลา 21.30 น.

“การเยือนออสเตรเลียครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการสานต่อความสัมพันธ์ไทย–ออสเตรเลียในทุกมิติ โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการแปลงความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไปสู่ความร่วมมือที่เกิดผลเป็นรูปธรรม ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง พลังงานสะอาด เทคโนโลยี และนวัตกรรม รวมถึงการสร้างประโยชน์และโอกาสใหม่ ๆ ให้แก่ภาคธุรกิจและประชาชนของทั้งสองประเทศ” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

อนุทิน ชาญวีรกูลออสเตรเลีย

โปรดพระราชทานสัญญาบัตร ตั้งสมณศักดิ์ พระราชาคณะ จำนวน 13 รูป

17 สิงหาคม 2569 เวลา 18:30 น.

วันที่ 17 สิงหาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ จำนวน 13 รูป ดังนี้

1. พระเทพวชิรคุณาธาร เป็น พระธรรมวชิรคุณาธาร ไพศาลศาสนกิจโกศล โสภณธรรมานุสิฐ พิพิธธรรมคุณสุนทร มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะชั้นธรรม สถิต ณ วัดบ้านเปลือยใหญ่ จ.ร้อยเอ็ด มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 6 รูป คือ พระครูปลัดสุธีวรวัฒน์ 1 พระครูวินัยธร 1 พระครูธรรมธร 1 พระครูสังฆรักษ์ 1 พระครูสมุห์ 1 พระครูใบฎีกา 1

2. พระราชวชิรเมธี เป็น พระเทพปริยัติวัชรเมธี ศรีศาสนกิจดิลก ตรีปิฎกบัณฑิต มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะชั้นเทพ สถิต ณ วัดไตรมิตรวิทยาราม วรวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 5 รูป คือ พระครูปลัด 1 พระครูวินัยธร 1 พระครูสังฆรักษ์ 1 พระครูสมุห์ 1 พระครูใบฎีกา 1

3. พระญาณวิลาศ เป็น พระราชญาณวชิโรภาส วิลาสธรรมคุณากร ยติคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะชั้นราช สถิต ณ วัดป่าทรงธรรม จังหวัดร้อยเอ็ด มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานกรมได้ 4 รูป คือ พระครูปลัด 1 พระครูสังฆรักษ์ 1 พระครูสมุห์ 1 พระครูใบฎีกา 1

4. พระพิมลภาวนาพิธาน เป็น พระราชวัชรภาวนาพิธาน วิปัสสนาภารธุราทร มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะชั้นราช ฝ่ายวิปัสสนาธุระ สถิต ณ วัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 4 รูป คือ พระครูปลัด 1 พระครูสังฆรักษ์ 1 พระครูสมุห์ 1 พระครูใบฎีกา 1

5. พระศรีธีรพงศ์ เป็น พระราชวชิรสารเมธี ตรีปิฎกบัณฑิต มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะชั้นราช สถิต ณ วัดทองนพคุณ พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 4 รูป คือ พระครูปลัด 1 พระครูสังฆรักษ์ 1 พระครูสมุห์ 1 พระครูใบฎีกา 1

6. พระครูปริยัติวราภิรักษ์ วัดหนองอีบุตร จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็น พระราชาคณะชั้นสามัญ มีนามว่า พระปริยัติวชิราทร

7. พระครูศรีวิสุทธิวัฒน์ วัดธาตุ พระอารามหลวง จังหวัดขอนแก่น เป็น พระราชาคณะชั้นสามัญ มีนามว่า พระปริยัติวัชรสุนทร

8. พระครูสันติกิจจานุการ วัดบางสมัคร จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็น พระราชาคณะชั้นสามัญ ฝ่ายวิปัสสนาธุระ มีนามว่า พระภาวนาวัชรวิสิฐ

9. พระครูศรีวชิรวงศ์ วัดสุทัศนเทพวราราม ราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร เป็น พระราชาคณะชั้นสามัญ มีนามว่า พระปริยัติวชิรเวที

10. พระครูโชติธรรมประกาศ วัดเกษมทรัพย์พัฒนาราม จังหวัดร้อยเอ็ด เป็น พระราชาคณะชั้นสามัญ มีนามว่า พระวชิรธรรมโชติ

11. พระครูสิทธิภาวนานุศาสก์ วัดศรีสองเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เป็น พระราชาคณะชั้นสามัญฝ่ายวิปัสสนาธุระ มีนามว่า พระภาวนาวชิรธาดา

12. พระครูศรีกิตติวโรดม วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ราชวรวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร เป็น พระราชาคณะชั้นสามัญ มีนามว่า พระกิตติวชิโรดม

13. พระมหาอดิเรก เตชวณโณ (เปรียญธรรม 7 ประโยค) วัดบางตะไนย์ จังหวัดปทุมธานี เป็น พระราชาคณะชั้นสามัญ มีนามว่า พระอุดมวชิรสุธี

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2569 ประกาศ ณ วันที่ 17 สิงหาคม 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

พระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ราชกิจจานุเบกษา

วีระยุทธ ชำแหละจีดีพีไตรมาส 2 โตทิพย์! แฉรัฐบาลปล่อยผี Data Center ดันยอดนำเข้าทะลัก

17 สิงหาคม 2569 เวลา 18:07 น.

‘วีระยุทธ’ ชำแหละจีดีพีไทยไตรมาส 2 โตทิพย์ รัฐบาลปล่อยผี Data Center ดันยอดนำเข้าทะลัก ทิ้งอุตสาหกรรม-แรงงานไทยเข้าสภาวะโคม่า ซัดนี่หรือคือ New Economy?

วันที่ 17 สิงหาคม 2569 รศ.ดร. วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และรองหัวหน้าพรรค ประชาชน กล่าวถึงกรณีที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แถลงตัวเลขจีดีพีไทยไตรมาส 2 ปี 2569 ขยายตัวร้อยละ 1.9 เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว (YoY) แต่ลดลงร้อยละ 0.2 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) โดยระบุว่า ภายใต้ตัวเลขภาพรวมดังกล่าวมีความเหลื่อมล้ำที่ชัดเจนซ่อนอยู่ นั่นคือโครงการ Data Center ได้กลายเป็น “เดอะแบก” ตัวใหม่ของเศรษฐกิจไทย ในขณะที่ภาคการผลิตและ SME ไทยกำลังเจ็บหนักกว่าเดิม

รศ.ดร.วีระยุทธ กล่าวว่า สาเหตุที่รัฐบาลและ BOI ยอม “ปล่อยผี” เร่งอนุมัติโครงการ Data Center ในช่วงที่ผ่านมา โดยไม่ต้องทำรายงาน EIA และไม่มีเงื่อนไขการใช้วัตถุดิบในประเทศ (Local Content) ก็เพื่อช่วยพยุงจีดีพีไตรมาสนี้ไม่ให้ถึงขั้นติดลบ แม้ตัวเลขการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัวสูงถึงร้อยละ 13.4 แต่แทบทั้งหมดคือการนำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์มาติดตั้ง ส่งผลให้เกิดภาวะยอดนำเข้าล้นทะลักตามมา โดยช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ ไทยขาดดุลการค้าทะลุ 1.1 ล้านล้านบาท สร้างสถิติใหม่ทุกเดือน โดยเฉพาะการขาดดุลกับจีนประเทศเดียวที่พุ่งสูงถึง 1.5 ล้านล้านบาท เพราะการลงทุน Data Center ในทางปฏิบัติคือการนำเข้าอุปกรณ์เบ็ดเสร็จตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ

ในทางตรงกันข้าม ภาคอุตสาหกรรมและแรงงานไทยกลับถูกทิ้งให้อยู่ในสภาวะโคม่า การก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมปรับลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี อัตราการใช้กำลังการผลิตร่วงลงมาเหลือเพียงร้อยละ 57.5 ซึ่งต่ำสุดในรอบ 24 ไตรมาส ขณะที่อุตสาหกรรมหลักเดิมอย่างยานยนต์ก็หดตัวถึงร้อยละ 7.2 ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจลดลงเหลือระดับ 44.0 ซ้ำร้ายยังมีผู้ประกันตนว่างงานในระบบมาตรา 33 เพิ่มขึ้นเกือบ 50,000 คนภายในไตรมาสเดียว เรียกได้ว่าตรงข้ามกับตัวเลขการลงทุนและโครงการก่อสร้าง Data Center ที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด คือภาพของภาคอุตสาหกรรมไทยกับแรงงานไทยที่หล่นขอบเหวลงไปเรื่อยๆ

รศ.ดร.วีระยุทธ ยังตั้งคำถามถึงกรณีที่รองนายกฯ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ตีความรายงานของสภาพัฒน์ฯ ในแง่บวก และประกาศว่าเศรษฐกิจไทยขยับเข้าเป็นส่วนหนึ่งของโลก New Economy แล้ว โดยระบุว่า การยกเว้นภาษีและปล่อยฟรีให้ Data Center โดยไม่มีเงื่อนไขบังคับใช้วัตถุดิบในประเทศ ถือเป็นการเข้าสู่ New Economy ที่แท้จริงหรือไม่ เพราะผู้ที่ได้ประโยชน์ดูเหมือนจะมีเพียงเจ้าของที่ดินและผู้รับเหมาก่อสร้างชาวไทย ในขณะที่ผู้ผลิต แรงงาน และ SME ไทยกลับไม่ได้รับอานิสงส์ใดๆ

“เมื่อรัฐบาลปล่อยให้ Data Center นำเข้าทุกอย่างมาแล้ว จะเข้าไปกำกับเรื่อง Local Content ให้เกิดประโยชน์กับเศรษฐกิจไทยย้อนหลังได้อย่างไร นอกจากมาตรการกระตุ้นบริโภคอย่าง 60/40 แล้ว รัฐบาลมองเห็นความเดือดร้อนของอุตสาหกรรมไทยและแรงงานไทยหรือไม่ และจะลงมือช่วยเหลืออุตสาหกรรมไทยจริงจังเมื่อใด ตกลงนี่คือยุค New Economy หรือการผูกอนาคตเศรษฐกิจไทยไว้กับ Data Center ที่มีเพียงเจ้าของที่ดินกับผู้รับเหมาก่อสร้างไทยได้ประโยชน์?” รศ.ดร.วีระยุทธ กล่าวทิ้งท้าย

พรรคประชาชนวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร

ศุภจี นำทีมรัฐมนตรีลุยสุวรรณภูมิ เร่งแก้คอขวด ตม. เพิ่ม Auto Gate เป็น 33 สัญชาติ

17 สิงหาคม 2569 เวลา 17:23 น.

“ศุภจี” นำทีมรัฐมนตรีลุยสุวรรณภูมิ เร่งแก้คอขวด ตม. เพิ่ม Auto Gate เป็น 33 สัญชาติ ยกระดับประสบการณ์นักท่องเที่ยวตั้งแต่ก้าวแรกถึงปลายทาง

วันที่ 17 สิงหาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมหารือเพื่อบูรณาการความร่วมมือในการยกระดับประสบการณ์และการอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2569

การลงพื้นที่ครั้งนี้มีนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ และนายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมผู้บริหารตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจท่องเที่ยว ทอท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมหารือที่ห้อง CIP 1 อาคารผู้โดยสาร

นางศุภจี กล่าวว่า รัฐบาลต้องการเห็นปัญหาจริงที่ด่านหน้าของประเทศ เพราะท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไม่ใช่เพียงสนามบิน แต่เป็นจุดแรกที่นักเดินทางสัมผัสประเทศไทย หากการเข้าเมืองใช้เวลานานหรือเกิดความไม่สะดวก ย่อมกระทบความประทับใจ ความเชื่อมั่น และรายได้ท่องเที่ยวทั้งระบบ

ทั้งนี้ การท่องเที่ยวเป็นรายได้มูลค่าสูงของประเทศ และรัฐบาลต้องการให้รายได้นี้มีความมั่นคงมากขึ้น จึงต้องดูแลตั้งแต่ความสะดวก ความปลอดภัย การผ่าน ตม. การรับกระเป๋า การเดินทางออกจากสนามบิน ไปจนถึงประสบการณ์ระหว่างรอคิว

“วันนี้ไม่ได้มาดูเพียงว่าคิว ตม. ยาวเท่าไร แต่ต้องดูว่าอะไรแก้ได้ทันที อะไรต้องใช้งบประมาณ อะไรต้องแก้กฎหมาย และอะไรต้องวางแผนระยะยาว ทุกหน่วยต้องทำงานร่วมกัน ไม่ใช่แยกกันแก้เป็นส่วน ๆ” นางศุภจีกล่าว

นางศุภจี กล่าวว่า มาตรการระยะสั้นต้องเน้นลดเวลารอคิว บริหารกำลังเจ้าหน้าที่ให้ตรงกับช่วงเที่ยวบินหนาแน่น เพิ่มพื้นที่พักคอย และขยายจำนวนสัญชาติที่ใช้ช่องตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ หรือ Auto Gate เพื่อระบายผู้โดยสารที่มีความเสี่ยงต่ำออกจากคิวตรวจเจ้าหน้าที่

นอกจากนี้ ยังให้เร่งแก้ปัญหา Thailand Digital Arrival Card หรือ TDAC หลังพบว่านักท่องเที่ยวบางส่วนถูกเว็บไซต์ปลอมหลอกเรียกเก็บค่าบริการ ทั้งที่ระบบทางการไม่มีค่าธรรมเนียม จึงต้องประสานสายการบินให้แจ้งผู้โดยสารตั้งแต่ก่อนเช็กอิน พร้อมสแกน QR Code ทางการให้ถูกต้อง

นางศุภจี กล่าวว่า อีกโจทย์สำคัญคือการทำให้ เวลารอไม่กลายเป็นประสบการณ์ลบ โดยอาจนำแนวคิด Hospitality มาใช้ เช่น ระบบคิวที่ทำให้ผู้โดยสารไม่ต้องยืนกดดันในแถวตลอดเวลา หรือกิจกรรมที่สะท้อนเอกลักษณ์ไทยระหว่างรอ เพื่อเปลี่ยนคอขวดให้เป็นจุดสร้างความประทับใจ

สำหรับระยะกลาง นางศุภจีระบุว่า ได้มอบให้นายสิริพงศ์หารือร่วมกับ ทอท. ศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้พื้นที่ Satellite Terminal เป็นจุดตรวจคนเข้าเมืองเพิ่มเติม พร้อมแนวทางเชื่อมผู้โดยสารที่ผ่าน ตม. แล้วไปยังจุดรับกระเป๋า เพื่อลดแรงกดดันจากโถงกลางของอาคารหลัก

ส่วนระยะยาวต้องเร่งแผน East Terminal เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของสุวรรณภูมิ รองรับจำนวนนักเดินทางที่สูงขึ้น รวมถึงเตรียมระบบให้พร้อมก่อนมาตรการจัดเก็บค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวในปีหน้า เพราะเมื่อไทยต้องการยกระดับรายได้จากผู้มาเยือน ก็ต้องยกระดับบริการรองรับไปพร้อมกัน

นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า กระทรวงการท่องเที่ยวฯ มองว่าความประทับใจแรกของนักท่องเที่ยวเริ่มตั้งแต่ก้าวเข้าสู่สนามบิน หากต้องรอคิวในช่วงพีก การจัดการด้านกายภาพต้องเดินคู่กับการดูแลความรู้สึกของผู้โดยสาร โดยเตรียมหารือ ททท. นำการแสดงโขน หุ่นละครโจหลุยส์ หรือดนตรีพื้นบ้านมาสร้างบรรยากาศไทยในจุดที่เหมาะสม

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมจะเร่งเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งขาเข้าและขาออก โดย ทอท.มีแผนปรับพื้นที่รองรับผู้โดยสารที่มาเช็กอินก่อนเวลา และปรับบางพื้นที่เป็นพื้นที่กิจกรรมหรือเชิงพาณิชย์ เพื่อลดความแออัดในอาคารผู้โดยสาร พร้อมผลักดัน East Terminal และศึกษาการเปิด ตม. ที่ Satellite Terminal เป็นแผนระยะกลาง

พล.ต.ต.คธาธร คำเที่ยง ผู้บังคับการกองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 กล่าวว่า ตม.เตรียมขยาย Auto Gate ขาเข้าสำหรับชาวต่างชาติจากกลุ่มเดิม เป็น 33 สัญชาติ จากปัจจุบันที่รองรับบุคคลสัญชาติไทย สิงคโปร์ และฮ่องกง โดยคัดจาก Henley Passport Index สถิติการปฏิเสธเข้าเมืองต่ำ และความเสี่ยงด้านความมั่นคงน้อย คาดเริ่มทันไฮซีซั่นปีนี้แน่นอน

พล.ต.ต.คธาธร กล่าวว่า ปัจจุบันช่วงโลว์ซีซั่น สุวรรณภูมิมีผู้โดยสารขาเข้าเฉลี่ย 70,000-75,000 คนต่อวัน ช่วงพีก 14.00-17.00 น. มีผู้โดยสารเข้า ตม. 5,000-6,000 คนต่อชั่วโมง ส่วนไฮซีซั่นอาจเพิ่มเป็น 85,000-100,000 คนต่อวัน เจ้าหน้าที่จะจัดกำลังเต็มทุกช่องตรวจในช่วงหนาแน่น

สำหรับช่อง Auto Gate ใช้เวลาตรวจเฉลี่ย 24-30 วินาทีต่อคน หากไม่มีประเด็นด้านความมั่นคง โดยเมื่อระบบพร้อมเต็มที่คาดว่าจะช่วยให้ผู้โดยสารขาเข้าราว 50% ใช้ช่องอัตโนมัติได้ ขณะที่กลุ่มที่ต้องตรวจละเอียดจะยังผ่านเจ้าหน้าที่ตามมาตรฐานความมั่นคง

ทั้งนี้ ที่ประชุมยังหารือการใช้ประโยชน์พื้นที่รอบสนามบิน พื้นที่พักคอยผู้โดยสารต่อเครื่อง จุดบริการร้านค้าและอาหารขาเข้า การจัดระเบียบรถสาธารณะ การดูแลสายพานรับกระเป๋า การลาดตระเวนร่วมของตำรวจท่องเที่ยว การปราบไกด์เถื่อน และการใช้ CCTV กับศูนย์สั่งการอัจฉริยะดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวด้วย

นางศุภจี กล่าวว่า ภายหลังการลงพื้นที่ครั้งนี้จะมีผู้รับผิดชอบ กรอบเวลา และผลลัพธ์ชัดเจน เรื่องใดทำได้ทันทีต้องเร่งทำ เรื่องใดต้องใช้โครงสร้างหรืองบประมาณต้องนำกลับไปวางแผนในระดับรัฐบาล เพื่อให้สุวรรณภูมิเป็นประตูประเทศที่สร้างความประทับใจ และรองรับ Visitor Economy ได้จริง

นักท่องเที่ยวศุภจี สุธรรมพันธุ์สุวรรณภูมิ

เกาหลีใต้ ส่งเครื่องยนต์ใหม่ ถึงไทย ทร. โชว์รับของ จ่อติดตั้งใน ‘เรือหลวงภูมิพล’ หลังเครื่องยนต์เก่าพัง

17 สิงหาคม 2569 เวลา 17:13 น.

“เกาหลีใต้” ส่งเครื่องยนต์ใหม่ ถึง “ไทย” ทร. โชว์รับของ จ่อติดตั้งใน เรือฟริเกตภูมิพล หลังเครื่องยนต์เก่าเจ๊ง “กมธ. ทหาร” ติดตามความคืบหน้า แก้ไขจุดบกพร่อง ก่อนเคาะอู่ต่อเรือลำใหม่

วันที่ 17 สิงหาคม 2569 ที่อู่ราชนาวีมหิดลอดุลยเดช กรมอู่ทหารเรือ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี นายเอกราช อุดมอำนวย สส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการทหาร นำคณะกรรมาธิการตรวจเยี่ยม และศึกษาดูงานด้านกิจการทหารเพื่อความมั่นคง โดยมี พลเรือตรี สุมิตร ชอบสอาด เจ้ากรมแผนการช่าง กรมอู่ทหารเรือ ให้การต้อนรับ

นายเอกราช เปิดเผยว่า การเดินทางมาวันนี้เพื่อมาติดตามความคืบหน้าโครงการซ่อมบำรุงเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช เพื่อรับทราบว่า ผู้ปฏิบัติงานติดขัดการบริหารจัดการสิ่งใดบ้าง ซึ่งทางคณะกรรมาธิการทหารก็ติดตามเรื่องฟริเกต ทั้งเรือใหม่ที่จะจัดหา และเรือที่ซ่อมบำรุงอยู่ แม้ว่า รายละเอียดแผนการซ่อมทำเป็น ความลับทางราชการ แต่ทางคณะกรรมาธิการฯ ได้ติดต่อมาเพื่อติดตาม ซึ่งพบว่า อยู่ในห้วงการดำเนินงานตามแผน และบางส่วนต้องรองบประมาณปี 2570 ส่วนสิ่งใดที่ติดขัดทางสภาก็พร้อมที่จะสนับสนุน และนำข้อมูลที่ได้รับจากทางหน่วย เพื่อนำไปผลักดันต่อไป

สำหรับสิ่งที่เป็นห่วงมากก็คือ ในเรื่องของการลงทุน ที่ตนอยากฝากไปถึงรัฐบาล และนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยว่า หากเราอยากเสริมสร้างศักยภาพประเทศ และผลประโยชน์ของชาติทางทะเลก็ควรจะสนับสนุนให้กรมอู่ทหารเรือ มีแผนเตรียม และรองรับวิธีการถ่ายทอดเทคโนโลยี เรื่องของการต่อเรือ ซึ่งสิ่งที่เราขาดตอนนี้คือ สถานที่ในการต่อเรือให้ได้ 100% ดังนั้นหากไม่เริ่มวันนี้ และไปเริ่มอีก 5-6 ปีข้างหน้าก็ช้าไปแล้ว จึงต้องวางแผนเรื่องสถานที่ แผนการลงทุน เพื่อให้อนาคตไทยต่อเรือฟริเกตเองได้ หากมอง 10 ปีข้างหน้า เพื่อให้เกิดการลงทุน กระตุ้นเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ ได้พาไปดูการตรวจรับเครื่องยนต์เอ็มทียู (MTU) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช ส่วนกรณีอาวุธต่อสู้อากาศยานระยะประชิด หรือ Phalanx Close-In Weapon System (CIWS) ยังไม่สามารถใช้การได้นั้น ทางกรมสรรพาวุธ กองทัพเรือ รับผิดชอบในเรื่องนี้ ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการ อย่างไรก็ตามได้ซักถามถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และแนวทางแก้ไขปัญหา เพราะไม่อยากให้เกิดกับเรือฟริเกต ตามงบประมาณปี 2569 ที่กองทัพเรือจะคัดเลือก

ด้านพลเรือตรี สุมิตร ตอบคำถามกรณีอู่ราชนาวีฯ จะสามารถรองรับ Offset โครงการเรือฟริเกตที่กองทัพเรือจัดหา ลำที่ 1 ในปีงบประมาณ 2569 ได้หรือไม่ว่า ยังไม่ทราบว่า Offset เป็นอย่างไร จึงยังไม่สามารถบอกได้ว่าอู่พร้อมหรือไม่ แต่หากพูดถึงการสร้างเรือที่แห่งนี้เคยสร้างเรือมา 2 ลำ เรือหลวงกระบี่ และ เรือหลวงประจวบฯ ซึ่งเราก็มีองค์ความรู้พอสมควรในการสร้างเรือ

เรือฟริเกตภูมิพลเรือหลวงภูมิพล

วีระ กังขา งบศาลยุติธรรม มีเงินสด-เงินฝากกว่า 3.7 หมื่นล้าน รองเลขาฯแจงยิบ 

17 สิงหาคม 2569 เวลา 17:03 น.

‘วีระ’ กังขา ‘งบศาลยุติธรรม’ ทั้งเงินสด-เงินฝาก สูงลิ่ว ด้าน ‘ศาลฯ’ แจงเป็นเงินค่าธรรมเนียม-ค่าปรับ ต้องคืนเมื่อคดีสิ้นสุด ไม่ใช่รายรับ

วันที่ 17 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 สภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธานกมธ. คนที่หนึ่ง ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาการของบประมาณของหน่วยงานศาล

โดยช่วงหนึ่งของการอภิปรายของกมธ. นายวีระ ธีระภัทรานนท์ กมธ. ซักถามต่องบประมาณสำนักงานศาลยุติธรรม ที่ขอจัดสรร 3.7หมื่นล้านบาท ทั้งนี้จากการตรวจสอบพบว่าหน่วยงานมีเงินสดหรือรายการเทียบเท่าเงินสด มากถึง 3.6 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น งบการเงินที่เป็นเงินสด 48 ล้านบาท เงินทดลองจ่าย 38 ล้านบาท เงินฝาก 2.6หมื่นล้านบาท ฝากประจำ 689 ล้านบาท ฝากคลัง 9,520 ล้านบาท ซึ่งเงินส่วนดังกล่าวฝากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย คล้ายกับเงินกระแสรายวันไม่มีดอกเบี้ย ทั้งนี้เงินสดที่หน่วยงานมีจะทำอย่างไรได้หรือไม่ที่จะนำออกมาใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์ประเทศ เพื่อลดภาระทางงบประมาณ

จากนั้น นายภพ เอครพานิช รองเลขาธิการศาลยุติธรรม ชี้แจงว่า งบการเงินของศาลธุติกรรมรวมเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 3.6 หมื่นล้านบาท ไม่ใช่เงินที่ศาลจะนำไปใช้ได้ เพราะเป็นส่วนที่ต้องคืนเมื่อพิจารณาคดีแล้วเสร็จ จึงไม่ใช่เงินรายรับของศาล แต่เป็นเงินที่ต้องคืน โดยเงินฝากที่มีระยะสั้น จำนวน 2.7หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นเงินค่าธรรมเนียมศาลและค่าธรรมเนียมปรับ 907 ล้านบาท ของศาล 280 แห่ง และเป็นเงินรับฝากค่าปรับผู้ประกัน จำนวน 51 ล้านบาท ต้องรอนำส่งสิ้นนปีงบประมาณ

นายภพ ชี้แจงต่อว่าส่วนเงินจำนวนมากจะเป็นเงินรับฝากเงินกลาง 14,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินตามที่กฎหมายวิธีพิจารณาความกำหนด และเป็นไปตามระเบียบที่สำนักงานศาลยุติธรรมกำหนดตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาความ ซึ่งกำหนดไว้ว่าเป็นเงินที่คู่ความหรือบุคคลภายนอกนำมาวางไว้ต่อศาล ซึ่งไม่ใช่ค่าธรรมเนียมศาล และไม่ใช่เงินค่าปรับ แต่เป็นเงินที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการพิจารณา เช่น เงินประกันตัวผู้ต้องหา หรือจำเลย เงินวางทรัพย์ชำระหนี้ เงินค่าทำเนียมอื่นๆ ที่รอศาลตัดสิน จึงเป็นเงินที่มีภาระที่ต้องคืนไม่ว่าโจทก์หรือจำเลย โดยต้องรับชำระเงินไปเมื่อคดีเสร็จสิ้น

นายภพ ชี้แจงด้วยว่า อีกส่วนจะมีเงินฝากของคู่ความที่วางไว้เพื่อส่งคำคู่ความ ถือเป็นเงินรับฝาก จำนวน 437 ล้านบาท โดยอยู่ระหว่างรอจ่าย และเป็นเงินรับฝากค่าป่วยการอนุญาโตตุลาการ 43 ล้านบาทเพื่อจ่ายให้กับฝ่ายที่ชนะคดี ดังนั้นส่วนของเงินสด หรือรายการเทียบเท่า จำนวน 3.6 หมื่นล้านบาทนั้น มีจำนวน 2.7 หมื่นล้านบาท ที่มีภาระผูกพันธ์

“ขณะที่เงินที่ศาลนฝากคลัง เป็นส่วนของเงินประกันสัญญา 195 ล้านบาท คือการดำเนินการตามพ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง โดยมีการจ่ายคืนให้กับคนที่วางหลักประกันไว้ หรือมีการบังคับหลักประกัน ซึ่งเป็นเงินที่มีภาระผูกพันธ์ และมีเงินค่าธรรมเนียมศาลอีกส่วนหนึ่งจำนวน 9,000 กว่าล้านบาทเงินค่าใช้จ่ายในการบังคับคดี 253 ล้านบาท เงินฝากเพื่อบูรณะทรัพย์สิน 93,000 บาท และเงินฝากค่าทำเนียมสอบการแข่งขัน 489,000 บาท ซึ่งจะเป็นเงินคงคลังที่ฝากไว้ แต่สุดท้ายก็จะมีการใช้ในเรื่องของตามภารกิจนั้นๆ ยืนยันว่าในส่วนนี้ไม่ใช่เงินรายรับ” นายภพ ชี้แจง

งบศาลยุติธรรมวีระศาลยุติธรรม