พิพัฒน์ เผยเตรียมให้สภาพัฒน์ศึกษา ท่าเรือน้ำลึกแห่งใหม่ ที่จะนะ เหตุเขตท่าเรือสงขลา ขุดเพิ่มไม่ได้

17 สิงหาคม 2569 เวลา 16:11 น.

“พิพัฒน์” เผยเตรียมให้สภาพัฒน์ฯศึกษา ท่าเรือน้ำลึกแห่งใหม่ของสงขลาที่จะนะ ชี้เป็นกึ่งนิคมอุตสาหกรรม ภาคเอกชนลงทุนเอง เขตท่าเรือสงขลา ไม่สามารถขยาย รองรับเรือขนาดใหญ่ เหตุขุดลึกเพิ่มไม่ได้ติดโบราณสถาน

วันที่ 17 สิงหาคม 2569 เวลา 13.10 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการ หรือ ครม.สัญจร ที่จังหวัดสงขลา ระหว่างวันที่ 31 ส.ค.-1 ก.ย.ว่าตนในฐานะรองนายกฯ ที่กำกับดูแลพื้นที่ภาคใต้ ได้ประชุมร่วมกับนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย และนายสรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม หารือกับผู้ว่าราชการจังหวัด และคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน ( กรอ. ) เพื่อนำเสนอโครงการต่างๆ ในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ ที่ทั้ง 5 จังหวัดอยากได้ รวบรวมให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาก่อนเสนอผ่านกระทรวงมหาดไทยไปยังสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งจะมีการประชุมในวันที่ 31 ส.ค. อีกครั้งหนึ่ง

นายพิพัฒน์ กล่าวว่าส่วนใหญ่จะเป็นโครงการป้องกันน้ำท่วม ซึ่งปีที่แล้วจังหวัดสงขลา เจออุทกภัยหนัก และ 4 จังหวัดที่เหลือได้รับผลกระทบไม่มากก็น้อย ส่วนโครงการอื่นจะเป็นเรื่องผังจังหวัด ว่าจะมีการปรับสีใหม่หรือ จะมีการพัฒนาเรื่องเศรษฐกิจโดยเฉพาะใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่าจะฟื้นเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างไร เพราะรายได้ต่อคน ต่อปี ค่อนข้างต่ำ จึงต้องหารือกับผู้ว่าฯ แต่ละจังหวัด ส่วนจังหวัดสงขลา จะมีโครงการพัฒนาที่จะนะ ซึ่งจะเป็นกึ่งนิคมอุตสาหกรรมลงทุนโดยภาคเอกชน

เมื่อถามว่าจะเป็นการรื้อฟื้นโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ ที่ถูกยกเลิกในสมัยรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาใช่หรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ไม่ได้ล้มโครงการ แต่เป็นการนำมาให้สภาพัฒน์ฯ ได้ศึกษาใหม่ โดยนำมาต่อยอดใหม่ ที่สภาพัฒน์ฯ ลงไปสำรวจเรื่อง SCA ซึ่งเหลือประเด็นนี้ที่ยังเห็นไม่ตรงกัน คือการสร้างท่าเรือน้ำลึก เนื่องจากเรามีท่าเรือน้ำลึกสงขลา อยู่แล้ว แต่วันนี้เกิดปัญหาความแออัด ที่ผู้ประกอบการส่งออกในพื้นที่กังวล เพราะท่าเรือไม่พอกับการรองรับ กับเรือขนส่งสินค้า ซึ่งท่าเรือสงขลา ไม่สามารถขยายได้ เพราะความลึกที่จะลอกเกินกว่า 9 เมตร ซึ่งติดกับรากหิน เรียกว่าเขาหัวแดง เป็นที่ตั้งของโบราณสถาน จึงไม่สามารถที่จะลากหินลงไปในแนวทะเลให้ลึกกว่า 9 เมตรได้ ดังนั้นจะมีปัญหาว่าเรือมีขนาดใหญ่กว่าปัจจุบัน ไม่สามารถเข้าเทียบท่าได้ ตรงนี้จะศึกษาเพิ่มเติม ตามที่นายสรรเพชญ ไปหาข้อมูลร่วมกับกรมเจ้าท่า จะนำให้สภาสภาพัฒน์ฯ ศึกษาต่อใหม่

เมื่อถามถึงงบประมาณ ที่จะใช้ในการพัฒนาพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ นายพิพัฒน์ กล่าวว่ายังไม่เห็นสรุปตัวเลข แต่ที่นำเสนอมาเป็นเรื่องของตัวเลขการลงทุนของภาคเอกชนเป็นส่วนใหญ่เกือบทั้งหมด ดังนั้นในส่วนของภาครัฐก็คือการอนุมัติโครงการเท่านั้นเอง แต่หลักใหญ่คือเรื่องของผังเมือง

คมนาคมท่าเรือสงขลาพิพัฒน์เรือน้ำลึกแห่งใหม่

โปรดเกล้าฯ สถาปนาสมณศักดิ์ พระธรรมวชิรดิลก ขึ้นเป็น พระพรหมวชิรมุนี

17 สิงหาคม 2569 เวลา 15:57 น.

FacebookXLineGmailCopy LinkShare

โปรดเกล้าฯ สถาปนาสมณศักดิ์ พระธรรมวชิรดิลก ขึ้นเป็น พระพรหมวชิรมุนี

วันที่ 17 สิงหาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศสถาปนาสมณศักดิ์

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า โดยที่ทรงพระราชดำริว่า พระสงฆ์ซึ่งดำรงในสมณคุณ มีอุปการะยิ่งแก่การพระศาสนา สมควรจะได้เลื่อนอิสริยฐานันดรในสมณศักดิ์สูงขึ้นมีอยู่

จึงทรงพระกรุณาโปรดสถาปนา พระธรรมวชิรดิลก วัดสุทัศนเทพวราราม ราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร ขึ้นเป็น พระราชาคณะเจ้าคณะรอง มีราชทินนามตามที่จารึกในหิรัญบัฏว่า พระพรหมวชิรมุนี มีฐานานุศักดิ์ ตั้งฐานานุกรมได้ 8 รูป

ขออาราธนาพระคุณ จงรับธุระพระพุทธศาสนา เป็นภาระสั่งสอน ช่วยระงับอธิกรณ์ และอนุเคราะห์พระภิกษุสามเณรในคณะและในพระอาราม ตามสมควรแก่กำลัง และอิสริยยศ ซึ่งพระราชทานนี้ และจงเจริญอายุ วรรณะ สุข พล ปฏิภาณ คุณสารสิริสวัสดิ์ จิรัฐิติ วุฒิพิไพบูลย์ ในพระพุทธศาสนาเทอญ
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม พุทธศักราช 2569

ประกาศ ณ วันที่ 17 สิงหาคม พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

เพจดังจี้ถาม เหมาะสมไหม? ม.อ.ปัตตานี จัดเสวนา ผูกขาดเชิญพรรคส้ม 2 เดือน 4 งาน แลกชั่วโมง นศ.

17 สิงหาคม 2569 เวลา 15:17 น.

วันที่ 17 สิงหาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก เปิดโปง BRN ได้ออกมาโพสต์ถึงเรื่องของพรรคประชาชนจัดกิจกรรมเสวนาทางการเมืองที่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

โดยระบุว่า 2 เดือน 4 กิจกรรม 17.ก.ค.69 , 24 ก.ค.69 11 ส.ค.69 และ 21 ส.ค.69 นี่คือตัวเลขที่พรรคประชาชนจัดกิจกรรมเสวนาทางการเมืองที่ มอ.ปัตตานี

อาจฟังดูแล้วไม่เห็นจะแปลกตรงไหน แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าบอกว่ากิจกรรมที่จัดขึ้นทั้งหมดนี้บังคับให้นักศึกษาที่เข้าร่วมจะได้รับคนละ 3 ชั่วโมงกิจกรรมแบบนี้แปลกหรือยัง ?

โดยรายละเอียด ดังนี้

วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน นายรอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน นายเอกราช อุดมอำนวย สส.กทม. พรรคประชาชน และนายศุทธสิทธิ์ พจน์ฐศักดิ์ สส.นครราชสีมา พรรคประชาชน บรรยายวิชาหลักรัฐศาสตร์ให้นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ ชั้นปีที่ 1 ในหัวข้อ “รัฐโปร่งใสและรัฐก้าวหน้ากับกระบวนการสันติภาพในจังหวัดชายแดนใต้” โดยเปิดให้นักศึกษาถามคำถาม

24 กรกฎคม 2569 กิจกรรมบรรยายพิเศษ รายวิชา 196-204 THEORY AND POLITICAL PHILOSOPHY หัวข้อ การเมืองในอุดมคติกับการเมืองที่เป็นจริง : จากเผด็จการการเลือกตั้งสู่การเมืองที่ดีกว่า

โดย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า

11 สิงหาคม 2569 กิจกรรม รัฐ (ทำ) นูญ กติกาของประชาชน หรือ เครื่องมือของผู้มีอำนาจ

โดย รักชนก ศรีนอก สมาชิกผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ สังกัดพรรคประชาชน

ผศ.สุทธิชัย งามชื่นสุวรรณ คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่

นักศึกษาที่เข้าร่วมจะได้รับชั่วโมงกิจกรรม 3 ชั่วโมง

21 สิงหาคม 2569

กิจกรรม ใต้เงาระบอบสีน้ำเงิน แค่ยุคทองของบ้านใหญ่ หรือ การเมืองใหม่ถึงกาลอวสาน

โดย รังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชน

วิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน

เต้ ยื่น ผบ.ตร.ตรวจสอบการพกปืน นายกฯ-ภรรยา สส.-สว.และผู้ติดตาม มั่นใจเจอเพียบ

17 สิงหาคม 2569 เวลา 14:39 น.

เต้ มงคลกิตติ์ ยื่น ผบ.ตร.ตรวจสอบการพกปืน นายกฯ-ภรรยา  สส.-สว.และผู้ติดตาม มั่นใจเจอเพียบ พร้อมเสนอทบทวนสิทธิเจ้าหน้าที่พื้นที่เสี่ยง – ผุดตั้งมาเฟียสีขาวในโรงเรียน ป้องกันความรุนแรง

เมื่อวันที่ 17 ส.ค.2569 นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หรือ “เต้ 007 ” หัวหน้าพรรคก้าวล้ำ เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อขอให้ตรวจสอบประเด็นเกี่ยวกับการครอบครองและการพกพาอาวุธปืนของบุคคลที่อยู่ในแวดวงการเมืองตั้งแต่ นายกรัฐมนตรี ภรรยา รัฐมนตรี สส. และสว. ตลอดจนบุคคลที่ทำหน้าที่ติดตามหรือรักษาความปลอดภัย โดยเน้นย้ำว่าต้องการให้ตรวจสอบว่าอาวุธที่มีการครอบครองนั้นมีทะเบียนถูกต้อง และมีเอกสารอนุญาตให้พกพาตามกฎหมายหรือไม่

เต้ มงคลกิตติ์ กล่าวว่า ปัจจุปันมีอาวุธปืน ที่อยู่ด้วยกันครอบครองของประชาชนกว่า 10 ล้านกระบอก แต่นโยบายนายกรัฐมนตรี ห้ามพกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะ ตนจึงมายื่นหนังสือ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนปัจจุบันเตรียมเกษียณอายุราชการวันที่ 30 กันยายน และ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ว่าที่ ผบ.ตร.ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบอาวุธที่เกี่ยวข้องกับบุคคลทางการเมือง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและบุคคลที่เดินทางติดตามบุคคลสำคัญ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงรถที่ใช้ติดตามนักการเมืองและบุคคลสำคัญ โดยเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่และขั้นตอนของกฎหมาย เพื่อให้ทราบว่าอาวุธที่พบ หากมีการตรวจสอบจริง มีเอกสารการครอบครองและการพกพาถูกต้องหรือไม่ พร้อมย้ำว่าการตรวจสอบควรครอบคลุมอย่างเสมอภาค ไม่ควรยกเว้นเพียงเพราะผู้เกี่ยวข้องมีตำแหน่งทางการเมือง และการตรวจค้นก็ไม่ต้องแจ้งล่วงหน้าตนเองเชื่อว่าจะเจอแน่นอน เพราะส่วนใหญ่จะไม่มีใบอนุญาตพกพา หรือ ป.12 และอีกส่วนก็เป็นปืนเถื่อน

เต้ มงคลกิตติ์ ยังกล่าวถึงประสบการณ์ในช่วงที่เคยทำงานการเมืองและลงพื้นที่หาเสียง โดยระบุว่าเคยพบเห็นอาวุธในรถของบุคคลที่รู้จัก และไม่ทราบว่าอาวุธดังกล่าวมีใบอนุญาตถูกต้องหรือไม่ จึงเห็นว่าประเด็นดังกล่าวควรให้หน่วยงานที่มีอำนาจเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยตรง ซึ่งข้อกล่าวอ้างเกี่ยวกับการมีอาวุธหรือการไม่มีใบอนุญาตของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใด ยังจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบจากหน่วยงานที่มีอำนาจก่อนที่จะสรุปว่าเป็นการกระทำผิดกฎหมาย

นอกจากนี้ ยังย้ำถึงกรณีที่บุคคลบางรายมีอาวุธที่ขึ้นทะเบียนถูกต้อง แต่ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการพกพา โดยเห็นว่าต้องแยกให้ชัดเจนระหว่าง “การมีอาวุธไว้ในครอบครองอย่างถูกต้อง” กับ “การนำอาวุธติดตัวหรือพกพา” ซึ่งอาจอยู่ภายใต้เงื่อนไขทางกฎหมายที่แตกต่างกัน เช่น สถานการณ์ของเจ้าหน้าที่รัฐที่ต้องปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน และเจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งยังตั้งข้อสังเกตว่า หากเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงต้องนำอาวุธไปเก็บไว้ที่หน่วยงานเมื่อหมดเวลาปฏิบัติหน้าที่ อาจเกิดช่องว่างในช่วงเดินทางกลับบ้านหรือเดินทางไปปฏิบัติภารกิจต่อเนื่อง จึงเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาว่าควรมีกฎหรือข้อยกเว้นเฉพาะสำหรับเจ้าหน้าที่ที่มีภารกิจด้านความปลอดภัยหรือไม่

พร้อมยกตัวอย่างเจ้าหน้าที่ตำรวจสายสืบหรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายปราบปราม ซึ่งบางครั้งต้องปฏิบัติภารกิจนอกเวลาราชการหรือทำงานต่อเนื่อง หากเกิดเหตุฉุกเฉินระหว่างการเดินทาง อาจมีข้อจำกัดด้านอุปกรณ์ในการป้องกันตัว จึงเสนอให้การออกกฎระเบียบเกี่ยวกับการพกพาอาวุธของเจ้าหน้าที่รัฐพิจารณาจากลักษณะงาน ความเสี่ยง และพื้นที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างรอบคอบ โดยย้ำว่าต้องไม่ทำให้เกิดช่องว่างที่กระทบต่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่

ทั้งนี้ เต้ มงคลกิตติ์ ยังกล่าวถึงปัญหาความรุนแรงและการกลั่นแกล้งในสถานศึกษา โดยเฉพาะการบูลลี่ระหว่างนักเรียน รวมถึงการด่าทอกันผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ได้เสนอแนวคิดให้สถานศึกษามีบุคคลหรือกลุ่มนักเรียนที่ผ่านการฝึกอบรมด้านการระงับเหตุและการช่วยป้องกันความขัดแย้งในโรงเรียน ซึ่งเรียกว่า “มาเฟียสีขาว” โดยให้ทำหน้าที่ในเชิงป้องกัน ช่วยห้ามปรามหรือแจ้งครูและผู้รับผิดชอบเมื่อเกิดปัญหา เพื่อให้โรงเรียนสามารถจัดการความขัดแย้งตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ก่อนลุกลามกลายเป็นเหตุรุนแรงหรือเข้าสู่กระบวนการทางอาญา พร้อมเสนอให้พิจารณาสร้างระบบการดูแลนักเรียนตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย

เต้ มงคลกิตติ์ ยังกล่าวถึงปัญหาการกลั่นแกล้งผ่าน โซเชียลมีเดีย โดยเห็นว่าควรมีผู้ใหญ่หรือบุคลากรที่ทำหน้าที่ให้ความรู้กับเด็กเกี่ยวกับผลทางกฎหมายและผลกระทบจากการใช้สื่อออนไลน์ เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาความขัดแย้งในโลกออนไลน์พัฒนาไปสู่ความรุนแรงในชีวิตจริง

เต้ มงคลกิตติ์ ยังกล่าวถึงทิศทางการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดนนทบุรี หลังมีการสอบถามถึงกระแสข่าวว่าพรรคก้าวล้ำอาจส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี ( นายก อบจ.นนทบุรี ) โดยยืนยันว่า พรรคก้าวล้ำไม่ได้ส่งผู้สมัครในนามของพรรค แต่จะทำหน้าที่ในลักษณะ “ไปเป็นเพื่อน” และพร้อมเดินทางไปร่วมในวันที่ผู้สมัครลงสมัครรับเลือกตั้ง โดยผู้สมัครที่กล่าวถึงจะลงในนามอิสระ ยอมรับว่าบรรยากาศทางการเมืองในจังหวัดนนทบุรีว่า มีการแข่งขันที่น่าจับตา และมีหลายกลุ่มเตรียมเข้าสู่สนามเลือกตั้ง โดยพรรคก้าวล้ำจะไม่ได้ส่งผู้สมัครเอง แต่จะสนับสนุนในลักษณะช่วยลงพื้นที่และให้กำลังใจผู้สมัครที่เห็นว่าเหมาะสม โดยคาดหวังให้ทุกฝ่ายแข่งขันกันอย่างสุจริต ไม่มีการซื้อเสียง และยอมรับผลการเลือกตั้ง หากใครได้รับความไว้วางใจจากประชาชนก็ควรได้เข้ามาบริหารจังหวัด

นายกฯอาวุธปืนแนวหน้าออนไลน์

‘เสรีพิศุทธ์’ โผล่ศาลบุรีรัมย์ สู้ที่ดินเขากระโดง แนะ ‘เนวิน’ ยอมคืนที่ดินแต่โดยดี ลั่นสู้ไปยังไงก็ไม่ชนะ

17 สิงหาคม 2569 เวลา 14:54 น.

เสรีพิศุทธ์

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส เดินทางมาศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ตามกำหนดนัดไต่สวนมูลฟ้องในคดีที่ นายเนวิน ชิดชอบ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง จากกรณีที่มีข้อพิพาทเกี่ยวเนื่องกับประเด็นที่ดินเขากระโดง โดยใช้เวลาไต่สวนนานกว่า 3 ชม. แนะ ‘เนวิน’ ยอมคืนที่ดินแต่โดยดี จะดื้อรั้นไปทำไม ขึ้นศาลยังไงก็แพ้ เผยหากยอมคืนแต่ตอนนี้ ตนก็จะยอมถอย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 08.40 น. วันที่ 17 ส.ค.69 พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย พร้อมคณะและทีมทนายความ ได้เดินทางมาที่ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ เพื่อมาขึ้นศาลไต่สวนในคดีที่นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ยูไนเต็ด เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา และแจ้งความเท็จ กรณีกล่าวหาครอบครองที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ ที่ดินเขากระโดง

เสรีพิศุทธ์

โดย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ได้เดินทางมาด้วยรถยนต์ตู้ ยี่ห้อ อัลฟาด สีดำ ทะเบียน ฉพ 777 กรุงเทพมหานคร ขับมาจอดที่หน้าบริเวณหน้าศาลขังหวัดบุรีรัมย์ จากนั้นในเวลา 09.00 น. พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ และคณะได้เดินขึ้นศาลเพื่อเข้าสู่กระบวนการตามกำหนดนัดไต่สวนมูลฟ้อง ในคดีที่นายเนวิน ชิดชอบ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ซึ่งการเดินทางมาศาลของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ในครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนและประชาชน เนื่องจากคดีดังกล่าวมีที่มาจากเหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับประเด็นข้อพิพาทที่ดินบริเวณเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นประเด็นสาธารณะที่ได้รับความสนใจมาอย่างต่อเนื่อง

สำหรับการดำเนินการในวันนี้ เป็นกระบวนการพิจารณาตามขั้นตอนของศาล โดยศาลจังหวัดบุรีรัมย์กำหนดนัดไต่สวนมูลฟ้องตามที่ได้มีการนัดหมายไว้ ซึ่งการไต่สวนมูลฟ้องเป็นขั้นตอนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรม และยังมิใช่การวินิจฉัยชี้ขาดว่าบุคคลใดกระทำความผิดตามข้อกล่าวหา โดยภายหลังจากนี้จะต้องรอผลการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลจังหวัดบุรีรัมย์ว่าจะมีคำสั่งหรือกำหนดขั้นตอนดำเนินการในคดีต่อไปอย่างไร ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และประเด็นแห่งคดีนั้น ขณะนี้อยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาล จึงควรปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม และหลีกเลี่ยงการแสดงความคิดเห็นหรือการนำเสนอในลักษณะที่อาจกระทบต่อการพิจารณาคดี

เสรีพิศุทธ์

จากนั้นเวลา 12.40 น. พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ได้เดินลงมาจากศาลจังหวัดบุรีรัมย์ โดยมีผู้สนับสนุน แฟนคลับมาร่วมให้กำลังใจอยู่หน้าบริเวณหน้าศาลจังหวัดบุรีรัมย์เป็นจำนวนมาก รวมถึงได้มีประชาชน และอดีตข้าราชการ ที่อ้างว่า ตนไม่ได้รับความเป็นธรรมในกรณีเกี่ยวกับข้อพิพาทเรื่องที่ดิน และเรื่องสหกรณ์ออมทรัพย์ครูบุรีรัมย์ มายื่นหนังสือข้อร้องเรียนต่อ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ในครั้งนี้ด้วย ซึ่ง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ได้รับหนังสือข้อร้องเรียนดังกล่าวไว้ เพื่อนำไปตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้ง

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ให้สัมภาษณ์ว่า ความจริงแล้วในวันนี้ตนเองไม่จำเป็นต้องมาศาลหรอก เพราะเป็นเรื่องของศาลกับฝ่ายโจทย์ เพียงแต่ฝ่ายของตนจะต้องตั้งทนายมาซักค้านเท่านั้น แต่ตนมีคามตั้งใจที่จะมาพบตัวนายเนวิน ด้วยตนเอง และอยากจะสอบถามกับตัวของนายเนวินโดยตรง ว่าเมื่อศาลมีคำพิพากษาไปหมดแล้ว ทำไมถึงยังไม่ยอมคืน และยังจะดื้อรั้นไปทำไม เพราะตนเห็นอย่างกรณีคดีที่เกี่ยข้องกับที่ดินแพ้ทุกคดี แม้กระทั่งฝ่ายจำเลยที่ถูกการรถไฟฟ้อง ว่าไปบุกรุกที่ดินของการรถไฟก็ยังแพ้

เสรีพิศุทธ์

กรณีของนายเนวิน มันมีความชัดเจนไม่ว่าจะเป็นการบุกรุกที่ลำรางสาธารณะ คู คลอง มันเห็นตำตา เพราะว่าถ้าเผื่อยังขืนดื้อดันต่อไป รับรองได้ว่า เมื่อคดีเข้าสู่กระบวนการในชั้นศาล ยืนยันว่ายังไงก็ติดคุก แต่ถ้าเผื่อยอมคืนตั้งแต่ตอนนี้ ตนก็อาจจะจบเรื่องลงตั้งแต่ตอนนี้ก็ได้ และขอให้คืนซ่ะ

ผู้สื่อข่าวถามว่า การฟ้องในลักษณะดังกล่าวมองว่าเป็นการตั้งใจฟ้องเพื่อปิดปากหรือไม่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า มันแน่อยู่แล้วเพราะต้องการฟ้องไม่ให้ตนเองพูดต่อไป หยุดวิพากษ์วิจารณ์ แต่คนอย่างตนเองผ่าคดีฟ้องหมิ่นประมาทมาเป็นร้อยคดีไม่ต่ำกว่า 300 คดี และไม่เคยแพ้เลยสักคดีเดียว

เสรีพิศุทธ์

ถามต่อว่า ครั้งนี้อยากฝากอะไรถึงคุณเนวิน พล.ตงอ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า ก็อยากจะฝากว่าสู้กับตนในเรื่องนี้ยังไงก็ไม่ชนะตนเองอยู่แล้ว ยอมคืนที่ดินซ่ะดีกว่า เพราะถ้ายอมคืนแล้ว ก็ต้องยอมรับว่าเขาเคารพกฎหมาย เราจะไปทำทำไมเพราะว่าที่จริงแล้วก็ไม่ได้มีสาเหตุโกรธเคืองกัน ซึ่งเขาอาจจะคิดว่าตนเองมีความโกรธเคืองเขาก็เรื่องของเขาแต่ตนเองไม่คิด เพราะต้องเข้าใจว่าเมื่อปี พ.ศ.2538 ตนเองเคยจับกุมหัวคะแนนของนายเนวิน คดีจ่ายเงินซื้อเสียงตอนนั้นจับกุมได้เงินสด 11 ล้านบาท หัวคะแนนคนนั้นก็ถูกดำเนินคดีให้จำคุก แต่ทางนั้นก็มาฟ้องกลับตน ตนเองก็ฟ้องกลับคืนว่าฟ้องเท็จ ก็โดนศาลสั่งจำคุกอีก ซึ่งเขาเองน่าจะเป็นฝ่ายที่โกรธตนเอง แต่ตนไม่เคยคิดที่จะโกรธเขาเลย

เสรีพิศุทธ์
เสรีพิศุทธ์
เสรีพิศุทธ์
เสรีพิศุทธ์
เสรีพิศุทธ์

ที่ดินบุรีรัมย์เขากระโดงเนวิน ชิดชอบเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส

สภา กทม.คิกออฟ เปิดประชุม ตั้ง คกก.สอบข้อเท็จจริง ปม ส.ก. เสียบบัตรแทนกัน พิจารณาใน 60 วัน ชี้มีมูลหรือไม่

17 สิงหาคม 2569 เวลา 14:35 น.

17 สิงหาคม 2569 ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการ กทม.2 ดินแดง นางสาวภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ประธานสภากรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยที่สาม ครั้งที่ 4 ประจำปี 2569 วาระเรื่อง การตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ตามข้อบังคับว่าด้วยจรรยาบรรณของสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2559 โดยมีสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.)เข้าร่วมประชุม

นางสาวภัทราภรณ์ กล่าวว่าในที่ประชุมว่า ด้วยนายศรีสุวรรณ จรรยา ได้ยื่นเรื่อง ร้องเรียนเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 กล่าวหานายภัทรศักดิ์ ใหม่พระเนตร ส.ก. เขตยานนาวา(พรรคประชาชน) ว่ากระทำการฝ่าฝืนข้อบังคับว่าด้วยจรรยาบรรณของสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2559 ข้อ 6 ข้อ 7 ข้อ 8 ข้อ 9 ข้อ 12 ข้อ 14 ข้อ 17 และข้อ 19 โดยระบุถึงเรื่องอันเป็นเหตุให้ต้องใช้สิทธิยื่นเรื่องร้องเรียน พร้อมทั้งข้อเท็จจริงหรือพฤติกรรมตามสมควรเกี่ยวกับการกระทำดังกล่าว กล่าวคือ การออกเสียงลงคะแนนแทน ส.ก.ท่านอื่น ในการประชุมสภากรุงเทพมหานคร เมื่อวันศุกร์ที่ 31 ก.ค.69 ในการพิจารณาลงมติญัตติร่างข้อบังคับการประชุมสภากรุงเทพมหานคร ฉบับที่… พ.ศ. … เสนอโดย นายวิพุธ ศรีวะอุไร ส.ก.เขตบางรัก และการพิจารณา 3 วาระรวดเดียว ซึ่งเป็นการกล่าวหาถึงการกระทำในขณะที่ นายภัทรศักดิ์ ดำรงตำแหน่ง ส.ก. และเป็นการยื่นร้องเรียนภายใน 90 วัน นับแต่วันที่มีการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามจรรยาบรรณเกิดขึ้น

ประกอบกับ นายนภาพล จีระกุล ส.ก. เขตบางกอกน้อย นายพินิจ กาญจนชูศักดิ์ ส.ก. เขตสัมพันธวงศ์ นายวิรัช คงคาเขตร ส.ก. เขตบางกอกใหญ่ และ นายสมชาย เต็มไพบูลย์กุล ส.ก. เขตคลองสาน (พรรคประชาธิปัตย์) รวม 4 คน มีหนังสือถึงประธานสภากรุงเทพมหานคร เรื่องขอให้ตรวจสอบกรณีสมาชิกสภากรุงเทพมหานครใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนแทนสมาชิกสภากรุงเทพมหานครผู้อื่น อันอาจเข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ การใช้อำนาจขัดต่อกฎหมาย และการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรม เป็นการกล่าวหาในเรื่องเดียวกันกับศรีสุวรรณ จรรยา

สำนักงานเลขานุการสภากรุงเทพมหานคร ได้ตรวจสอบคำร้องเบื้องต้นดังกล่าวแล้ว เห็นว่าถูกต้องตามระเบียบว่าด้วยการรับเรื่องร้องเรียน การนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณา วิธีพิจารณา การสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง และวิธีพิจารณาสอบสวนของคณะกรรมการจรรยาบรรณสภากรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2560 จึงเสนอเรื่องต่อประธานสภา เพื่อเสนอให้สภาตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง

ตามข้อ 29 แห่งข้อบังคับว่าด้วยจรรยาบรรณของสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2559 กรณีมีการร้องเรียนสมาชิกตามข้อ 28 ให้สภาตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงจำนวน 3 คน จากสมาชิก เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น และเสนอความเห็นต่อประธานสภาฯ ให้คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง พิจารณาเรื่องที่ได้รับร้องเรียนตามข้อบังคับนี้ ให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำร้องจากประธานสภาฯ หากมีความจำเป็นไม่สามารถพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้คณะกรรมการขอขยายเวลาต่อประธานสภาฯได้ไม่เกิน 30 วัน

นายสุรจิตต์ พงษ์สิงหวิทยา ส.ก. เขตลาดกระบัง (กลุ่ม Better Bangkok) ลุกขึ้นเสนอรายชื่อ โดยกล่าวว่า ภายหลังได้มีการหารือร่วม กับสมาชิกโดยไม่อิงพรรคการเมืองไม่อิงกลุ่มใดๆ มีความเห็นร่วมกันที่จะเสนอรายชื่อคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงครั้งนี้ 3 คน ซึ่งได้พิจารณาแล้วว่ามีความเหมาะสม ดังนี้ 1. นายสุชัย พงเพียรชอบ(พรรคประชาธิปัตย์) 2. นายวิพุธ ศรีวะอุไร(กลุ่มคนทำงาน) และ นายอัมรินทร์ สวัสยานุภาพ (พรรคประชาชน)

“การตรวจสอบครั้งนี้สำคัญต่อความเชื่อมั่นในสภากรุงเทพมหานคร ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่ากรรมการทั้ง 3 ท่านยึดหลักธรรมาภิบาลถูกต้องโปร่งใส ประชาชน ที่ติดตามหาคำตอบไม่ได้เร่งการตรวจสอบ แต่สิ่งที่คาดหวังคือความจริง ฉะนั้นคณะกรรมการต้อง พิจารณาอย่างถี่ถ้วน ทั้งเหตุผลที่สนับสนุนและโต้แย้งขอให้ข้อเท็จจริงเป็นคำตอบสุดท้าย ไม่ใช่กระแสไม่ใช่อคติ เพราะความจริงต้องอยู่ในทุกฝ่าย” ส.ก.สุรจิตต์ กล่าว

จากนั้น นายสมชาย เวสารัชสกุล ส.ก.เขตสายไหม ลุกขึ้นแย้งรายชื่อที่ 3 ว่า ใน 3 รายชื่อมีหนึ่งรายชื่อเป็นผู้ที่อยู่พรรคเดียวกันที่มีปัญหา กลัวจะเป็นข้อครหาต่อสังคม ขอให้ประธานสภาพิจารณา ตัวเองไม่ได้ติดขัด แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็หาทางแก้ไขให้ดีที่สุดคือ ต้องมาจากคนที่ไม่ได้อยู่ในกล่มพรรคเดียวกัน ประธานต้องมีความเป็นกลาง ใสสะอาด ไม่ให้มีข้อตำหนิได้ วันนี้ส.ก.บางคนก็ไม่ได้มาประชุมเพราะไม่ทราบ รายชื่อที่เสนอก็เสนอกันผ่าน LINE บางคนก็ไม่ได้อ่าน จึงเสนอให้ไปพิจารณารายชื่อใหม่

จากนั้น ส.ก.หลายคนได้ลุกขึ้นแสดงความเห็นหลากหลาย ทั้งทักท้วง ถกเถียงกันถึงความเหมาะสม หรือไม่เหมาะสม ในการแต่งตั้งคณะกรรมการตามรายชื่อดังกล่าวซึ่งมีทั้งฝั่งผู้ถูกร้องและผู้ร้อง และมีการเสนอชื่อส.ก.คนอื่นแทน ทำให้นายวิพุธ ซึ่งเป็น 1 ในผู้ถูกเสนอชื่อลุกขึ้นขอถอนตัว พร้อมเสนอชื่อ นายสุรจิตต์ เป็นคณะกรรมการแทน

นายสุรจิตต์ รับเป็นรายชื่อที่ 3 โดยกล่าวว่า ขอบคุณ ส.ก.วิพุธ ที่สละตำแหน่งให้ “ผมรับไว้เอง จะได้จบ ขอประกาศใน ที่สภาแห่งนี้ว่า จะยึดหลักธรรมาภิบาล ความถูกต้องโปร่งใสเป็นสำคัญ ผมกลุ่มอิสระ”

ด้าน นายอัมรินทร์ กล่าวว่า ขอบคุณเพื่อนสมาชิกที่ให้เกียรติเป็นคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง “ผมขอยืนยันว่าจะทำหน้าที่อย่างโปร่งใส เที่ยงธรรมยุติธรรมตามหลักพยานหลักฐานและข้อเท็จจริง และขอถอดเข็มกลัดของพรรค เพื่อยืนยันเพื่อนสมาชิกทุกคนว่าสภาแห่งนี้จะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส่ให้เป็นไปตามเงื่อนไขและข้อบังคับของสภากรุงเทพมหานครเพื่อรักษาหลักธรรมาภิบาล”

และ นายสุชัย กล่าวว่า ขอบคุณที่ให้ความไว้วางใจให้เป็นคณะกรรมการจรรยาบรรณ “เราจะทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาในการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไรเพื่อนำเรียนประธานสภาให้ดีที่สุด”

ท้ายสุด ประธานสภากรุงเทพมหานคร ให้คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ตามข้อบังคับว่าด้วยจรรยาบรรณของสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2559 คือ 1. นายสุชัย พงษ์เพียรชอบ 2. นายอัมรินทร์ สวัสยานุภาพ 3. นายสุรจิตต์ พงษ์สิงหวิทยา พิจารณาเรื่องร้องเรียนตามข้อ บังคับนี้อย่างโปร่งใสและยุติธรรม

สำหรับคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงชุดนี้ จะทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง รวบรวมเสนอผลการตรวจสอบรายงานประธานสภากรุงเทพมหานคร ว่ามีมูล หรือไม่มีมูล หากมีมูลจะเข้าสู่ขั้นตอนต่อไป โดยประธานสภา กทม.จะดำเนินการตามข้อบังคับต่อไป

สภากรุงเทพมหานคร,กทม,สก,เสียบบัตรแทนกัน,พรรคประชาชน,

ไชยชนก ลั่น!ไม่กังวล เป็น รมต.สายล่อฟ้า หากฝ่ายค้านจ้องจองกฐินซักฟอก ไม่หวั่นถูกโยงการเมืองเรื่องพ่อ

17 สิงหาคม 2569 เวลา 14:26 น.

17 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีฝ่ายค้านเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่า ทุกกระทรวงต้องมีการเตรียมความพร้อม ซึ่งเรามีการรวบรวมประเด็นที่น่าสนใจของฝ่ายค้าน และทุกอย่างที่เราสามารถรวบรวมได้ก็ทำไปเรื่อยๆ ระหว่างทำงาน ตนคิดว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องปกติที่ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว ฉะนั้นเราก็ต้องมุ่งทำงานต่อไป

เมื่อถามว่า ตัวรัฐมนตรีไม่กังวลที่จะถูกอภิปรายใช่หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ไม่กังวล เมื่อถามว่า ดูเหมือนว่าเป็นรัฐมนตรีสายล่อฟ้าอยู่เหมือนกัน นายไชยชนก กล่าวว่า ก็ต้องใช้ให้เป็นประโยชน์ การเป็นสายล่อฟ้าก็มีทั้งข้อดีข้อเสีย ในข้อดีถ้าเรามีผลงานและสิ่งดีๆ จากหน่วยงานที่เรากำกับดูแล ก็จะเป็นที่สนใจเป็นพิเศษก็ไม่ได้ถือว่าเป็นเรื่องแย่อะไร ถ้าเป็นสายล่อฟ้า

เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ถ้าการอภิปรายครั้งนี้ ตัวรัฐมนตรีจะถูกโยงในเรื่องของการเมือง เนื่องจากกรณี นายเนวิน ชิดชอบ ประธานบริหารสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด บิดา นายไชยชนก กล่าวว่า จะไม่โยงได้อย่างไร ตนเป็นเลขาธิการพรรคจัดตั้งรัฐบาล ก็ต้องเกี่ยวข้องและถูกโยงอยู่แล้ว

ไชยชนกชิดชอบ,เนวินชิดชอบ,พรรคภูมิใจไทย,ฝ่ายค้าน,อภิปรายไม่ไว้วางใจ,

พิพัฒน์ เผย นายกฯ ไฟเขียว ครม.พรุ่งนี้พิจารณาวาระแต่งตั้งได้ แต่ยังไม่เห็นมีกระทรวงไหนบ้าง

17 สิงหาคม 2569 เวลา 14:22 น.

พิพัฒน์ เผย นายกฯ ไฟเขียว ครม.พรุ่งนี้พิจารณาวาระแต่งตั้งได้ บอก ยังไม่เห็นมีกระทรวงไหนบ้าง รอเซ็นอยู่

เมื่อวันที่ 17 ส.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 18 ส.ค. จะมีการพิจารณาวาระแต่งตั้งโยกย้ายระดับอธิบดีในส่วนของกระทรวงคมนาคมหรือไม่ว่า ในส่วนของกระทรวงคมนาคมไม่มี ส่วนการแต่งตั้งระดับปลัดกระทรวงของกระทรวงอื่นนั้น ยังไม่เห็น ตอนนี้จะรอเซ็น เพราะนายกฯ อนุมัติว่า ถ้ามีการเสนอการแต่งตั้งในการประชุม ครม.วันที่ 18 ส.ค. นายกฯ อนุญาตให้นำเข้าที่ประชุม ครม.ได้ ซึ่งตนรออยู่ แต่ตอนนี้ยังไม่เห็น

ผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องการแต่งตั้งปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และปลัดกระทรวงพลังงาน มีการพูดคุยกันหรือยัง นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ เพราะประชุม ครม.สัปดาห์ที่แล้วตนไม่อยู่ ตนอยู่รัสเซีย

ครมพิพัฒน์แต่งตั้งแนวหน้าออนไลน์

ไชยชนก ลั่น!ไทยไม่เลือกข้าง หลังสหรัฐฯ จ้องกดดันชาติพันธมิตร แสดงจุดยืน AI ยันเป็นกลางทั้งภูมิศาสตร์-เทคโนโลยี

17 สิงหาคม 2569 เวลา 14:19 น.

17 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงกรณีรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเตรียมแจ้งประเทศพันธมิตรต้องเลือกข้างในการแข่งขันด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) กับประเทศจีน ว่า เราไม่เลือกแน่ๆ เพราะจุดยืนตั้งแต่ต้นคือ เป็นกลางด้านภูมิรัฐศาสตร์และเทคโนโลยี เพราะอยากให้ประชาชนได้ศึกษาเรียนรู้และเข้าถึงเทคโนโลยีทุกรูปแบบ ไม่ใช่เอไอของสหรัฐฯ หรือจีน แต่ที่อื่นๆ ก็เช่นกัน และเวลาเราไปในเวทีโลกก็ชัดเจนเรื่องนี้ ฉะนั้น เราไม่เลือก ถ้าจะบังคับให้เลือกก็ไม่เลือกอยู่ดี

เมื่อถามถึงจะบาลานซ์ระหว่าง 2 ชาติอย่างไร นายไชยชนก กล่าวว่า ถ้าเขาตัดสินใจจะไม่สนับสนุนหรือไม่ให้เทคโนโลยีเข้ามาในประเทศเรา อันนั้นถือว่าเขาเป็นคนเลือก ไม่ใช่เรา เมื่อถามอีกว่า หากไม่เลือกแล้วจะทำความเข้าใจอย่างไร นายไชยชนก กล่าวว่า ในมุมของเราจะรับทุกเทคโนโลยีถ้าสามารถทำได้ แต่ถ้าเราจะรับเอาเทคโนโลยีของจีนแล้วสหรัฐฯจะเลือกสนับสนุน นั่นก็เป็นการตัดสินใจของสหรัฐฯ ที่จะไม่ให้เราใช้เทคโนโลยีของเขา ไม่ใช่ว่าเราเลือกที่จะไม่ใช้ อย่างไรก็ตาม มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ในทุกเทคโนโลยีอยู่แล้ว ตนอยากให้ประชาชนคนไทยเลือกได้และตัดสินใจเอง ไม่ใช่มาบังคับให้มีข้อจำกัดทางการค้า ดังนั้น ถ้าต้องเลือกทางใดทางหนึ่งก็จะไม่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดต่อประเทศ

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะต้องมีการพูดคุยกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในการกำหนดท่าทีของไทยหรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า เป็นเรื่องของนายกรัฐมนตรี และ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่มีการสื่อสารบนเวทีโลก ตลอดในช่วงเวลา 1-2 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งเมื่อมีประเด็นดังกล่าวก็มีการหารือกับทั้งนายกรัฐมนตรี และนายสีหศักดิ์ เสมอ ในเมื่อครั้งที่นายกฯ ลงนามความร่วมมือกับจีน ซึ่งยังไม่มีการร่วมลงนาม เพราะต้องคำนึงถึงหลักการบาลานซ์ระหว่างสหรัฐฯ ฉะนั้น มุมมองตรงนี้เราชัดเจนตั้งแต่ต้น

ไชยชนกชิดชอบ,ดีอี,สหรัฐ,เอไอ,AI,

พิพัฒน์ ลั่น พร้อมแจงซักฟอก รีบออกตัวไม่ได้ดูพลังงาน-ยกเลิกแลนด์บริดจ์แล้ว ยันไม่เกี่ยวฮั้ว สว.

17 สิงหาคม 2569 เวลา 14:11 น.

พิพัฒน์ พร้อมแจงหากถูกฝ่ายค้านซักฟอก บอก คมนาคมโดนทุกรัฐบาล แต่ออกตัว ไม่ได้กำกับ ก.พลังงาน-ยกเลิกแลนด์บริดจ์แล้ว ยันไม่เกี่ยวข้องคดีฮั้ว สว.

เมื่อวันที่ 17 ส.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีฝ่ายค้านจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางรัฐบาล ว่า พร้อม ถ้าฝ่ายค้านจะอภิปรายในเรื่องของกระทรวงคมนาคม ตนก็ต้องพร้อมชี้แจงไม่ว่าฝ่ายค้านจะอภิปรายหรือถามเรื่องอะไร เราจะพยายามชี้แจงให้ครบทุกประเด็น ส่วนตัวไม่ได้กังวลอะไร

ผู้สื่อข่าวถามว่า คาดการณ์หรือไม่ ว่าตัวเองจะเป็น 1 ในผู้ที่ถูกอภิปราย หากดูจากการวิพากษ์วิจารณ์ของฝ่ายค้านที่ผ่านมา นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เท่าที่ดูกระทรวงคมนาคมจะถูกอภิปรายทุกรอบไม่ว่ารัฐบาลไหน ดังนั้น ในฐานะที่นายกฯ ได้มอบให้ตนกำกับดูแลกระทรวงคมนาคมตนก็ต้องพร้อมที่จะชี้แจง ไม่ได้กังวล อะไรที่เป็นประเด็น อะไรที่เป็นคำถาม อะไรที่ฝ่ายค้านสงสัยก็จะตอบในทุกประเด็น

เมื่อถามว่า มีการเตรียมตัวอย่างไรบ้าง เพราะเป็นรัฐมนตรีที่ฝ่ายค้านพุ่งเป้าไว้แล้ว นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ถ้าจะบอกว่า พุ่งเป้ามาที่ตน กระทรวงคมนาคม ตนคิดว่า ไม่น่าจะมี เพราะส่วนใหญ่ที่พุ่งเป้ามา อย่างในรัฐบาลที่แล้วก็เป็นเรื่องของพลังงาน ซึ่งขณะนี้ตนไม่ได้กำกับดูแลกระทรวงพลังงานแล้ว หลังจากนั้นก็เป็นเรื่องของแลนด์บริดจ์ ซึ่งปัจจุบันมีการยกเลิกไปแล้ว โดยการศึกษาของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ยกเลิกคำว่า แลนด์บริดจ์ไป เพราะฉะนั้น ตนเลยไม่แน่ใจว่า จะมีการอภิปรายเรื่องอะไร แต่ถ้าฝ่ายค้านอภิปรายเรื่องของกระทรวงเราก็ต้องพร้อมชี้แจง

เมื่อถามว่า เรื่องการทุจริตในกระทรวงคมนาคม มั่นใจใช่หรือไม่ว่า ไม่มีแน่นอน นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ความจริงเราเพิ่งเข้ามาทำงานในกระทรวง ถ้ารอบที่แล้วประมาณไม่ถึง 2 เดือน รอบนี้ก็ 3 เดือนกว่า เกือบ 4 เดือน ก็ไม่น่าจะมีอะไรที่จะกังวล อันนี้ขอเรียนอย่างตรงไปตรงมา

ผู้สื่อข่าวถามว่า เห็นว่า ฝ่ายค้านจะนำเรื่องฮั้ว สว. มาอภิปรายด้วย ส่วนตัวคิดว่า เหมาะหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เรื่องฮั้ว สว. ตนคิดว่า อยู่ในกระบวนการที่ทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สอบอยู่ แม้ว่า จะมี 2 คณะ ซึ่งจะมีความเห็นเป็นอย่างไร ตนไม่ทราบ เพราะทางคณะที่ทำการหาข้อเท็จจริงยังไม่มีการสรุปออกมาที่ชัดเจน และยังไม่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะ ต้องรอดูว่า เรื่อง สว.จะเป็นอย่างไร แต่สำหรับตน ในเรื่องของการฮั้ว สว. ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะใน 229 คนที่ว่านั้น ชื่อตนก็ไม่มี

ซักฟอกฝ่ายค้านพิพัฒน์ฮั้วสว.แนวหน้าออนไลน์แลนด์บริดจ์