ไม่ได้พึ่งแค่ทุ่น! มท.3 การันตีระบบเตือนภัยสึนามิไทยปลอดภัย แจ้งเตือนทันเวลาแน่นอน

16 สิงหาคม 2569 เวลา 20:43 น.

ไม่ได้พึ่งแค่ทุ่น! มท.3 การันตีระบบเตือนภัยสึนามิไทยปลอดภัย SOP รัดกุม ทันเวลาแน่นอน

เมื่อวันที่ 16ส.ค.2569 นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ชี้แจงกรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับ ทุ่นตรวจวัดสึนามิบางจุดไม่ส่งข้อมูล จนทำให้ประชาชนเกิดความกังวล โดยย้ำว่า ระบบเฝ้าระวังและเตือนภัยสึนามิของประเทศไทยไม่ได้พึ่งพาทุ่นเพียงอย่างเดียว และขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากหน่วยงานราชการเป็นหลัก

นายเจเศรษฐ์ ระบุว่า ทุ่นตรวจวัดสึนามิเป็นเพียง หนึ่งในเครื่องมือของระบบเฝ้าระวังสึนามิของประเทศไทย การที่ทุ่นบางจุดไม่ส่งข้อมูล ไม่ได้หมายความว่าระบบเตือนภัยหยุดทำงาน เนื่องจากประเทศไทยยังมีระบบและข้อมูลประกอบการประเมินสถานการณ์จากหลายด้าน ทั้ง ข้อมูลแผ่นดินไหว สถานีวัดระดับน้ำทะเล ข้อมูลจากเครือข่ายและหน่วยงานระหว่างประเทศ รวมถึงมีขั้นตอนการปฏิบัติงานตามมาตรฐาน หรือ SOP สำหรับวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์อย่างเป็นระบบ

นอกจากนี้ หากประเมินสถานการณ์แล้วพบว่ามีความเสี่ยงและจำเป็นต้องแจ้งเตือนประชาชน รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังมีช่องทางในการแจ้งเตือนประชาชน รวมถึง ระบบ Cell Broadcast เพื่อส่งข้อมูลไปยังโทรศัพท์มือถือในพื้นที่เสี่ยงอย่างรวดเร็ว

“ผมขอให้พี่น้องประชาชนไม่ต้องตื่นตระหนกครับ ระบบเตือนภัยไม่ได้มีเพียงทุ่น แต่เป็นการทำงานร่วมกันของข้อมูลหลายแหล่ง หลายหน่วยงาน และหลายขั้นตอน เพื่อให้เราสามารถประเมินสถานการณ์ได้อย่างแม่นยำและแจ้งเตือนประชาชนได้อย่างทันท่วงที”

นายเจเศรษฐ์ กล่าวด้วยว่า ขอขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ช่วยกันติดตาม ตั้งคำถาม และให้ข้อมูลในประเด็นดังกล่าว เพราะการที่ประชาชนช่วยกันให้ความสนใจเรื่องภัยพิบัติ ถือเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความรู้และความตื่นตัวให้กับสังคม โดยเฉพาะ ภัยสึนามิซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวและทุกคนควรมีความรู้และเตรียมพร้อมอยู่เสมอ

“สำหรับกระทรวงมหาดไทยและกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เราให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ และจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การเฝ้าระวัง การประเมินสถานการณ์ และการแจ้งเตือนประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ”

ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากหน่วยงานราชการและแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้เป็นหลัก ไม่ส่งต่อข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน และขอให้ทุกคนมีสติ ไม่ตื่นตระหนก แต่พร้อมรับมือหากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน

สึนามิเตือนภัยแนวหน้าออนไลน์

ลุ้น!! โผนายพลใหญ่ เข้าบอร์ดกลั่นกรอง 21 ส.ค.นี้

16 สิงหาคม 2569 เวลา 19:31 น.

ลุ้น!! โผนายพลใหญ่ เข้าบอร์ดกลั่นกรอง 21 ส.ค.นี้ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว ขยับเป็น ผบช.กมค.

เมื่อวันที่ 16 ส.ค.2569 มีรายงานว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) นัดประชุมคณะกรรมการพิจารณารายชื่อข้าราชการตำรวจหรือ “บอร์ดกลั่นกรอง” ที่มี รองผบ.ตร. และตัวแทน ก.พร. เป็นคณะกรรมการบอร์ดกลั่นกรองเข้าร่วมประชุมพิจารณารายชื่อผู้ที่เหมาะสมที่ผ่านการพิจารณาระดับ บช.ระดับ รองผบ.ตร. จนถึง ผบช. หรือ “โผนายพลใหญ่” วันที่ 21 สค. รายงานว่า ปีนี้ตำแหน่งนายพลระดับรองผบ.ตร.- ผบก.ว่าง 156 ตำแหน่ง รองผบ.ตร.ว่าง 3 ตำแหน่ง ผู้ช่วยผบ.ตร.ว่าง 6 ตำแหน่ง ผบช.ว่าง 18 ตำแหน่ง รองผบช.ว่าง 40 ตำแหน่ง ผบก.ว่าง 89 ตำแหน่ง ระดับ รองผบ.ตร.ว่าง 3 ตำแหน่ง มีการเลื่อนผู้ช่วยผบ.ตร. ตามลำดับอาวุโส พล.ต.ท.ณพวัฒน์ อารยางกูร ผู้ช่วยผบ.ตร. พล.ต.ท.ธนพล ศรีโสภา รอง จตช. และ พล.ต.ท.กฤษฎา สุรเชษฐพงษ์ ผู้ช่วยผบ.ตร. ระดับผู้ช่วย ผบ.ตร.ว่าง 6 ตำแหน่ง มีการเลื่อนผบช.ตามลำดับอาวุโส พล.ต.ท.สันติ ชัยนิรามัย ผบช.4 พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผบช.ศ. พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส. พล.ต.ท.กฤษกร พลีธัญญวงศ์ ผบช.สตส. และพล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7 ระดับ ผบช. พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น.นรต.รุ่น 46 อยู่ที่เดิม พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศรัย ผบช.ก.นรต.รุ่น 47 อยู่ที่เดิม พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผบช.ตชด. นรต.รุ่น 48 อยู่ที่เดิม พล.ต.ท.ยศวินท์ หรรษมนตร์ ผบช.ส. นรต.รุ่น 45 อยู่ที่เดิม พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบช.ภ.9 อยู่ที่เดิม พล.ต.ท.ศัดดิ์รพะ เพรียวพานิช ผบช.รร.นรต.นรต.รุ่น 43 อยู่ที่เดิม พล.ต.ท.นพศิลป์ พูนสวัสดิ์ ผบช.ประจำสง.ผบ.ตร. นรต.รุ่น 46 มือทำงาน พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ว่าที่ ผบ.ตร. โยกมาคุมหน่วยหลัก ผบช.สตม. พล.ต.ท.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบช.ประจำสง.ผบ.ตร. นรต.รุ่น 52 ขยับมาเป็น ผบช.ปส. พล.ต.ท.พงษ์ สยาม มีขันทอง รอง ผบช.ทท. นรต.รุ่น 42 อดีตนายเวร พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ อดีตผบ.ตร.ขยับขึ้นตรง ผบช.ทท. พล.ต.ท.นราเดช ทิพย์รักษ์ ผบช.ประจำสนง.ผบ.ตร.นรต.รุ่น 41 เพื่อนร่วมรุ่น พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ขยับมาเป็น ผบช.ภ.1 พล.ต.ท.ศิรัชเขต ครูวัฒนเศรษฐ์ จตร.(สบ.8) เป็น ผบช.ภ.3 พล.ต.ต.นพเก้า โสมนัส รองผบช.ภ.4 นรต.รุ่น 48 แรงดันดีขึ้นตรงผบช.ภ.4 พล.ต.ท.พิเชษฐ จีระนันตสิน ผบช.กมค.นรต.รุ่น 44 เป็น ผบช.ภ.5 พล.ต.ต.วรวัฒน์ มะลิ รองผบช.ภ.6 นรต.รุ่น 44 เป็น ผบช.ภ.6 พล.ต.ท.วิมล พิทักษ์บูรพา ผบช.สยศ.ตร. นรต.รุ่น 45 เป็น ผบช.ภ.8 พล.ต.ต.พิทักษ์ อุทัยธรรม รอง ผบช. ประจำ สง.ผบ.ตร. นรต.รุ่น 48 ที่ได้รับเยียวยาจาก ก.พ.ค.ตร. เป็น ผบช.สกบ. พล.ต.ต.ปรีดา สถาวร รองผบช.สกพ.ขึ้น ผบช.สกพ. พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รองผบช.สตม.นรต.รุ่น 48 ขยับเป็น ผบช.ประจำสนง.ผบ.ตร. พล.ต.ต.สมบูรณ์ เทียนขาว รอง ผบช.ปส.นรต.รุ่น 50 เป็น ผบช.ประจำสนง.ผบ.ตร. พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ รองผบช.สอท. นรต.รุ่น 45 ได้รับการเยียวยาจาก ก.พ.ค.ตร. เป็น ผบช.ประจำสนง.ผบ.ตร. พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผบช.ก.นรต.รุ่น 45 เป็น ผบช.กมค. พล.ต.ต.วีระพัฒน์ ศิวะแพทย์ รองผบข.สยศ. ขึ้น ผบช.สยศ. พล.ต.ท.พฤทธิพงษ์ ประยูรศิริ ผบช.ภ. 3 นรต.รุ่น 42 ถูกโยกเป็น จตร.(สบ.8) ช

ตำรวจแต่งตั้งแนวหน้าออนไลน์โผตำรวจ

นายกฯ เตรียมบินเยือนออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ 17-22 ส.ค. ดึง 14 บิ๊กเอกชนขยายการค้า-ลงทุน

16 สิงหาคม 2569 เวลา 19:20 น.

นายกฯ เตรียมบินเยือนออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ 17-22 ส.ค. นี้ มุ่งยกระดับความสัมพันธ์สู่ หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ ดึง 14 บิ๊กเอกชนขยายการค้า-ลงทุน

เมื่อวันที่ 16 ส.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาล ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีกำหนดการเดินทางเยือนเครือรัฐออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 17–22 ส.ค.2569 นี้ เพื่อต่อยอดความสัมพันธ์และขยายโอกาสทางเศรษฐกิจการลงทุนสำหรับการเยือนเครือรัฐออสเตรเลีย ระหว่างวันที่ 17–20 ส.ค.2569

ถือเป็นการเยือนอย่างเป็นทางการครั้งแรกของนายกรัฐมนตรีในรอบ 14 ปี ตามคำเชิญของนายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย โดยมีเป้าหมายเพื่อต่อยอดความสัมพันธ์ในฐานะหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ และเตรียมความพร้อมสู่การเฉลิมฉลองครบรอบ 75 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–ออสเตรเลีย ในปี 2570

ทั้งนี้ นายกฯ จะเดินทางไปยังนครซิดนีย์และกรุงแคนเบอร์รา โดยมีกำหนดการสำคัญในการพบหารือทวิภาคีกับนายแอนโทนี แอลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย พร้อมร่วมลงนามความตกลงและแถลงข่าวร่วมกัน ตลอดจนเข้าเยี่ยมคารวะนาง Sam Mostyn ผู้สำเร็จราชการแห่งเครือรัฐออสเตรเลีย และผู้สำเร็จราชการแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ รวมถึงหารือกับหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน

นอกจากนี้ ในออสเตรเลียยังมีวาระสำคัญด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยี โดยนายกฯ จะกล่าว ปาฐกถาที่ Lowy Institute พบผู้บริหารพร้อมเยี่ยมชมบริษัท Canva และเยี่ยมชมองค์การวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งเครือจักรภพ (CSIRO) ตลอดจนพบปะชุมชนไทยใน Thai Town และเยี่ยมชมวัดธัมมธโร ซึ่งประเด็นหลักที่ไทยจะผลักดันในการหารือครั้งนี้ครอบคลุมทั้งด้านการเมือง ความมั่นคง กลาโหม การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การค้า การลงทุน พลังงาน ดิจิทัล และนวัตกรรม

หลังจากนั้น ในวันที่ 20–22 ส.ค.2569 นายกรัฐมนตรีจะเดินทางต่อไปยังนครโอ๊คแลนด์ นิวซีแลนด์ ซึ่งนับเป็นการเยือนอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบ 13 ปี เพื่อร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 70 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต และจะมีการลงนามปฏิญญาร่วมเพื่อยกระดับความสัมพันธ์ไทย–นิวซีแลนด์ขึ้นเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ในการเยือนนิวซีแลนด์ นายกฯ จะได้รับการต้อนรับอย่างเป็นทางการตามประเพณีเมารี และจะหารือทวิภาคีกับนายคริสโตเฟอร์ ลักซอน นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ พร้อมเป็นสักขีพยานการลงนามบันทึกความเข้าใจ( MOU)

โดยไทยเตรียมผลักดันการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการร่วมฯ ไทย–นิวซีแลนด์ ค.ศ. 2026–2030 การค้าการลงทุน การปราบปรามอาชญากรรมและยาเสพติด รวมถึงการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยเฉพาะการผลักดันให้กลับมาเปิดเที่ยวบินตรงระหว่างกรุงเทพฯ–โอ๊คแลนด์ นอกจากนี้ยังมีกำหนดการเยี่ยมชมบริษัท NZAero เพื่อดูงานด้านเครื่องบินเล็กด้วย

การเดินทางเยือนทั้งสองประเทศในครั้งนี้ รัฐบาลได้นำคณะภาคเอกชนชั้นนำของไทย 14 บริษัทร่วมเดินทางไปด้วย อาทิ ไทยเบฟเวอเรจ, กัลฟ์, Minor Group, บี.กริม เพาเวอร์, กลุ่มมิตรผล, บ้านปู, ปตท., กลุ่มเซ็นทรัล, CPF และ SCG เพื่อร่วมกิจกรรม Business Networking ที่ออสเตรเลีย และกิจกรรม Business Breakfast รวมถึง Working Lunch กับภาคเอกชนนิวซีแลนด์ เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม

นายกฯภารกิจนายกฯแนวหน้าออนไลน์

โฆษก รบ.เพิ่งตื่น!! ตำหนิใช้ AI สร้างภาพชุมนุมหน้าทำเนียบฯ

16 สิงหาคม 2569 เวลา 18:50 น.

โฆษก รบ.เพิ่งตื่น!! ตำหนิใช้ AI สร้างภาพชุมนุมหน้าทำเนียบฯ ยันรัฐบาลฟังเสียงปชช.

เมื่อวันที่ 16 ส.ค.2569 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีมีการเผยแพร่ภาพที่ทำให้เข้าใจว่ามีประชาชนจำนวนมากออกมาชุมนุมบริเวณทำเนียบรัฐบาล ซึ่งไม่เป็นความจริง และบางโพสต์แพลตฟอร์มระบุชัดว่าเป็นเนื้อหาที่สร้างโดย AI อยากขอให้ช่วยกันตรวจสอบก่อนแชร์ เพราะการสร้างภาพหรือข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง ไม่ได้ทำให้การแสดงออกทางการเมืองและการตรวจสอบรัฐบาลมีความน่าเชื่อถือ แต่กลับทำให้ประชาชนสับสน

น.ส.รัชดา กล่าวว่า รัฐบาลฟังเสียงประชาชน และไม่ได้ปฏิเสธการตรวจสอบ ตรงกันข้าม รัฐบาลพร้อมเข้าสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตอบทุกคำถามและชี้แจงด้วยข้อเท็จจริง ขณะเดียวกัน ประชาชนต้องได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อเป็นผู้ตัดสินด้วยตัวเอง

อนุทิน บอกเจอ ทักษิณ ต้องกราบตักอยู่แล้ว ไม่ได้คุยอะไรพิเศษ แค่ถามสารทุกข์สุกดิบ

อนุทิน บอกเจอ ทักษิณ ต้องกราบตักอยู่แล้ว ไม่ได้คุยอะไรพิเศษ แค่ถามสารทุกข์สุกดิบ

อนุทิน บอกเจอ ทักษิณ ต้องกราบตักอยู่แล้ว ไม่ได้คุยอะไรพิเศษ แค่ถามสารทุกข์สุกดิบ

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 22.21 น.

“อนุทิน”บอกเจอ”ทักษิณ” ต้องกราบตักอยู่แล้ว ไม่ได้คุยอะไรพิเศษ แค่ถามสารทุกข์สุกดิบ ชี้คนคุ้นเคยทั้งนั้น ย้ำทำงานร่วม”เพื่อไทย”ราบรื่น-เข้าขากันดี

14 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลา 21.30 น.ที่ จ.อุบลราชธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม นายเกรียง กัลป์ตินันท์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งถือเป็นการพบกันของ 4 นายกรัฐมนตรี คือ นายอนุทิน , นายทักษิณ ชินวัตร , น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งในช่วงท้ายก่อนที่นายทักษิณจะเดินทางกลับ ปรากฏภาพนายอนุทินกราบที่ตักของนายทักษิณ

โดย นายอนุทิน กล่าวว่า ตนเจอนายทักษิณก็ต้องกราบอยู่แล้ว เพราะถือเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลนายทักษิณตั้งแต่ปี 2547 และเป็นรัฐมนตรีลำดับท้าย ที่นายทักษิณได้ให้ความเมตตา ส่วนได้พูดคุยเรื่องอะไรกับนายทักษิณ นั้น นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ได้พูดคุยอะไร เพียงแต่ถามเรื่องสารทุกข์สุกดิบ นอกจากนี้ ยังได้มีโอกาสเจอกับ น.ส.แพทองธาร และ นายสมชาย ที่เป็นคนคุ้นเคยกันทั้งนั้น

เมื่อถามว่า วันนี้ถือว่าเป็นการเจอกันของ 4 นายกรัฐมนตรี รู้สึกดีใจหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตอนนี้พรรคเพื่อไทย เป็นพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกัน ทุกคนมีความคุ้นเคยกันอยู่แล้ว

ส่วนการเจอกันจะทำให้การทำงานของรัฐบาลราบรื่นขึ้นอย่างไร นายอนุทิน ระบุว่า ราบรื่นมาโดยตลอด และตอนนี้ในรัฐบาลก็มี นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรี และเป็นหัวหน้าคลัสเตอร์ของพรรคเพื่อไทย รวมทั้งมี นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ , นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ , นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ก็ทำงานเข้าขากันได้ดี (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : อนุทิน กราบตัก ทักษิณ ส่งขึ้นรถกลับบ้าน อิ๊งค์ ชวน อาหนู ปิดห้องกินข้าวกับพ่อ หลังงานสวดพระอภิธรรม เกรียง กัลป์ตินันท์)

กลุ่มผึ้งหลวง เคาะส่ง นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ หลานชาย พ.ต.อ.ธงชัย ลงชิงเก้าอี้ นายก อบจ.นนทบุรี

กลุ่มผึ้งหลวง เคาะส่ง นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ หลานชาย พ.ต.อ.ธงชัย ลงชิงเก้าอี้ นายก อบจ.นนทบุรี

กลุ่มผึ้งหลวง เคาะส่ง นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ หลานชาย พ.ต.อ.ธงชัย ลงชิงเก้าอี้ นายก อบจ.นนทบุรี

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 21.10 น.

14 สิงหาคม 2569 จากกรณีการเสียชีวิตของ พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี เหตุ นายฉลอง เรี่ยวแรง อดีต สส.นนทบุรี บุกยิง ทำให้ต้องมีการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรีอีกครั้ง ซึ่งทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี ประชาสัมพันธ์ปฏิทินการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี โดยวันที่ 17 – 21 สิงหาคม 2569 เปิดรับสมัครรับเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี และวันที่ 20 กันนยายน 2569 เป็นวันเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี

ทั้งนี้ ล่าสุด แกนนำกลุ่มผึ้งหลวง ได้เปิดเผยกับแนวหน้าออนไลน์ ว่า ทางกลุ่มผึ้งหลวง มีมติส่ง นายนฤพนธ์ เย็นประเสริฐ ซึ่งเป็นหลานชายของ พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ ลงสมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี ในนามกลุ่มผึ้งหลวง

อนุทิน กราบตัก ทักษิณ ส่งขึ้นรถกลับบ้าน อิ๊งค์ ชวน อาหนู ปิดห้องกินข้าวกับพ่อ หลังงานสวดพระอภิธรรม เกรียง กัลป์ตินันท์

อนุทิน กราบตัก ทักษิณ ส่งขึ้นรถกลับบ้าน อิ๊งค์ ชวน อาหนู ปิดห้องกินข้าวกับพ่อ หลังงานสวดพระอภิธรรม เกรียง กัลป์ตินันท์

อนุทิน กราบตัก ทักษิณ ส่งขึ้นรถกลับบ้าน อิ๊งค์ ชวน อาหนู ปิดห้องกินข้าวกับพ่อ หลังงานสวดพระอภิธรรม เกรียง กัลป์ตินันท์

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 20.40 น.

14 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังเสร็จสิ้นพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม นายเกรียง กัลป์ตินันท์ อดีตรมช.มหาดไทย เจ้าภาพได้เชิญ 4 นายกรัฐมนตรีถ่ายภาพร่วมกับครอบครัวกัลป์ตินันท์ โดยไม่ได้ร่วมภาพร่วมกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ก่อนที่จะมารับประทานอาหารร่วมกันในห้องส่วนตัว ซึ่งไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าถ่ายภาพ โดย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกฯ ได้เดินมาชวนนายอนุทิน เข้าไปรับประทานอาหารร่วมกับ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ซึ่งนายอนุทินนั่งตรงกลางโต๊ะ โดยมีนายทักษิณ และ น.ส.แพทองธาร นั่งขนาบข้าง รวมถึง นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ ด้วย

จากนั้น นายอนุทินได้เดินมาส่งนายทักษิณขึ้นรถยนต์ โดยได้พูดคุยกันสั้นๆ โดยนายทักษิณ ถามว่า “ท่านนายกฯ ไปไหนต่อ” นายอนุทิน กล่าวว่า “เดินทางกลับครับ” ก่อนที่นายทักษิณจะขึ้นไปนั่งบนรถยนต์ โดยนายอนุทินได้เข้าไปกราบที่ตักนายทักษิณ

– 006

คนการเมืองเนืองแน่น! อนุทิน-ทักษิณ-อุ๊งอิ๊งค์-สมชาย ร่วมบำเพ็ญกุศล เกรียง กัลป์ตินันท์

คนการเมืองเนืองแน่น! อนุทิน-ทักษิณ-อุ๊งอิ๊งค์-สมชาย ร่วมบำเพ็ญกุศล เกรียง กัลป์ตินันท์

คนการเมืองเนืองแน่น! อนุทิน-ทักษิณ-อุ๊งอิ๊งค์-สมชาย ร่วมบำเพ็ญกุศล เกรียง กัลป์ตินันท์

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 19.33 น.

14 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลา 18.30 น.ที่ทำการพรรคเพื่อไทย จ.อุบลราชธานี ถนนบูรพาใน บ้านดู่ จ.อุบลราชธานี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ในการบำเพ็ญกุศล นายเกรียง กัลป์ตินันท์ อดีตรมช.มหาดไทย เป็นเวลา 3 วัน ระหว่างวันที่ 13 – 15 ส.ค.

โดยวันที่ 14 ส.ค. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานในพิธี โดยมี นายทักษิณ ชินวัตร , น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ มาร่วมในการบำเพ็ญกุศล โดยมี รัฐมนตรี แกนนำพรรคเพื่อไทย สส.ในพื้นที่อีสานทั้งพรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย เดินทางมาร่วมในการบำเพ็ญกุศลจำนวนมาก อาทิ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ , นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกฯ และรมว.มหาดไทย , นายวัชระพล ขาวขํา รมช.เกษตรและสหกรณ์ , นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ , น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม , นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม โดยมีประชาชนในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี และใกล้เคียง เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศภายในงาน เป็นการพบกันของ 4 นายกฯ โดยนายอนุทิน ได้ไหว้ทักทายนายทักษิณ , น.ส.แพทองธาร และ นายสมชาย อดีตนายกฯ อย่างเป็นกันเอง โดยนายอนุทินได้นั่งข้างนายทักษิณ และถัดไปเป็น น.ส.แพทองธาร ที่มีการพูดคุยอย่างเป็นกันเอง ซึ่งมีบางจังหวะทั้งคู่พูดคุยอย่างยิ้มแย้ม ท่ามกลางการจับตาของคอการเมืองที่ติดตามถึงการพบกันครั้งแรก ภายหลังได้รับการปล่อยตัว ซึ่งภายในงานมี สส.และสมาชิกพรรคของพรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย ร่วมงานอย่างเนื่องแน่น

– 006

จับตาบิ๊กต่าย ชง ก.ตร. เคาะโผนายพลตำรวจ คืนความเป็นธรรม พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ

จับตาบิ๊กต่าย ชง ก.ตร. เคาะโผนายพลตำรวจ คืนความเป็นธรรม พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ

จับตาบิ๊กต่าย ชง ก.ตร. เคาะโผนายพลตำรวจ คืนความเป็นธรรม พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.56 น.

จับตา”บิ๊กต่าย”ชง ก.ตร. เคาะโผนายพลตำรวจ ปลายเดือนนี้ มั่นใจมีข้อสรุปด้วยดี คืนความเป็นธรรม”พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ”

14 สิงหาคม 2569 มีรายงานความคืบหน้า การประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ครั้งถัดไป ที่มี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะนั่งเป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบัญชีการแต่งตั้งโยกย้าย (โผนายพลตำรวจ) ในช่วงวันที่ 24 – 31 สิงหาคม 2569 นี้

โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ว่า กระบวนการพิจารณาจัดทำบัญชีแต่งตั้งโผนายพลตำรวจ อยู่ในช่วงขั้นตอนการกลั่นกรองของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้ดำเนินการมีความเรียบร้อยด้วยดีของคณะกรรมการกลั่นกรอง ก่อนนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ก.ตร.เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบตามกำหนดการในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้

สำหรับโผรายชื่อนายตำรวจระดับรองผู้บัญชาการ ที่มีความอาวุโส สมควรจะได้พิจาณาเลื่อนขึ้นเป็นตำแหน่งผู้บัญชาการ ที่สำคัญและน่าจับมองของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ คือ ชื่อของ พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ รอง ผบช.สอท. (ตำรวจไซเบอร์) ซึ่งคาดว่าจะได้รับความเป็นธรรมในการได้รับการแต่งตั้งขึ้นระดับ พล.ต.ท. ด้วย

เนื่องจาก พล.ต.ต.วิวัฒน์ ถือว่ามีผลงานโดดเด่น จนได้รับการกล่าวขานถึงว่า “คนทำงานดีที่ถูกลืม” มีความพร้อมทั้งอาวุโส ความรู้ความสามารถ และผลงานสำคัญเป็นที่ประจักษ์ อีกทั้ง มีผลงานปราบปรามด้านไซเบอร์ ด้านการสืบสวนสอบสวนที่โดดเด่นระดับชาติ มีความเหมาะสมและลำดับอาวุโส ซึ่งล่าสุด คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) ซึ่งเป็นกลไกที่มีบทบาทสำคัญในการพิจารณาคืนความเป็นธรรมให้ตำรวจทุกระดับ ได้วินิจฉัยให้ ก.ตร.คืนความเป็นธรรม ให้ พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ เป็นอีกหนึ่งนายตำรวจที่จะได้รับการเยียวยาคืนความเป็นธรรม ในการแต่งตั้งนายพลตำรวจในห้วงปลายเดือนสิงหาคมนี้

หลังจาก พล.ต.ต.วิวัฒน์ ยื่นร้องทุกข์ต่อ ก.พ.ค.ตร.กรณีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจเมื่อปี 2568 ตนเองไม่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง คดีจึงเข้าสู่การพิจารณา จนนำมาสู่คำวินิจฉัย เรื่องดำที่ รท.180/2568 และเรื่องแดงที่ รท.27/2569 ลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา

โดย ก.พ.ค.ตร.วินิจฉัย ว่า พล.ต.ต.วิวัฒน์ มีคุณสมบัติความรู้ความสามารถและอาวุโส (ครอง รองผบช. 3 วาระ), มีภาวะผู้นำสูง เป็นที่ยอมรับ, มีมนุษยสัมพันธ์ดีเยี่ยม รักษาวินัยเคร่งครัด และได้รับความไว้วางใจให้เป็นหัวหน้าชุดปฎิบัติการสำคัญต่อเนื่อง

“คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรรมข้าราชการตำรวจชี้ว่า คณะกรรมการพิจารณาการแต่งตั้งระดับสำนักงานตำรวจนห่งชาติ ไม่ได้นำความรู้ความสามารถของ พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ มาเปรียบเทียบกับผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งซึ่งมีอาวุโสน้อยกว่าอย่างแท้จริง ทั้งที่ พล.ต.ต.วิวัฒน์ฯ มีผลงานโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์”

ก.พ.ค.ตร.จึงวินิจฉัยว่า การใช้ดุลพินิจดังกล่าวไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์แห่งมาตรา 82 วรรคสอง ของพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 และมีมติให้เยียวยา โดยให้แต่งตั้ง พล.ต.ต.วิวัฒน์ ขึ้นดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการ ในวาระแต่งตั้งประจำปี 2569

ผิดจริง ไล่ออกแล้ว! สิทธิโชติ เผยปม เจ้าหน้าที่ กกต.รับเงิน แต่ไม่สอบสจ.คนสนิทสส. ชี้หลักฐานไม่ถึง

ผิดจริง ไล่ออกแล้ว! สิทธิโชติ เผยปม เจ้าหน้าที่ กกต.รับเงิน แต่ไม่สอบสจ.คนสนิทสส. ชี้หลักฐานไม่ถึง

ผิดจริง ไล่ออกแล้ว! สิทธิโชติ เผยปม เจ้าหน้าที่ กกต.รับเงิน แต่ไม่สอบสจ.คนสนิทสส. ชี้หลักฐานไม่ถึง

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.59 น.

สิทธิโชติ เผยปมเจ้าหน้าที่ กกต.รับเงิน ตาก-อำนาจเจริญ พบผิดจริงและไล่ออกแล้ว ส่วน คดี สส.อำนาจเจริญ ยังไม่รื้อสำนวน เหตุหลักฐานเชื่อมโยงไม่ถึงผู้สมัคร ด้าน ฮั้ว สว. ยันไม่กังวล ไม่หลุดกรอบเวลา พิจารณาครบ 7 ข้อหาสัปดาห์สุดท้าย ก่อนเว้น 1 สัปดาห์ให้ กกต.ตกผลึก ลงมติรายบุคคล ย้ำทุกมติต้องมีเหตุผล-พร้อมรับผิดชอบต่อสังคม

เมื่อวันที่ 14 ส.ค.2569 ที่โรงแรมเซ็นทาราไลฟ์ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะฯ กรุงเทพฯ กรุงเทพฯ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่สังคมและฝ่ายค้านตั้งคำถามเรื่องกระบวนการเลือกสว. รวมถึงการที่มีพนักงาน กกต. เข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีการเลือกตั้ง สส.ว่า กกต.ได้มีการดำเนินคดีและตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจังหรือไม่ นายสิทธิโชติ กล่าวว่า  ก่อนหน้านั้นได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบในสํานวนการสืบสวนไต่สวนการเลือกตั้ง สส.เมื่อปี 2566 ซึ่งมีเรื่องร้องเรียนเข้ามาและมีการสั่งให้ไปไต่สวนสํานวนคดีของ สส.เพิ่มเติมใน 2 จังหวัด คือ จังหวัดตาก และจังหวัดอำนาจเจริญ 

สำหรับกรณีที่จังหวัดตาก เป็นเรื่องการเลือกตั้งท้องถิ่นและมีปัญหาในลักษณะทุจริตเรียกรับเงินนั้น นายสิทธิโชติ กล่าวยืนยันว่าทางสำนักงาน กกต.ได้รับทราบข่าวและมีผู้ร้องเรียนเข้ามา จึงได้ตั้งกรรมการสอบสวนและพบว่าเจ้าหน้าที่รายนั้นมีการกระทำผิดจริง ซึ่งปัจจุบันคณะกรรมการสอบสวนได้มีมติให้ไล่ออกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ส่วนกรณีที่จังหวัดอำนาจเจริญ ซึ่งเป็นอีกเคสที่ส่วนกลางส่งเจ้าหน้าที่คนนี้เข้าไปสืบสวนไต่สวนเพิ่มเติมในคดี สส. ก็พบว่ามีการร้องเรียนและพบพฤติการณ์ทุจริตรับเงินเช่นกัน จึงได้มีการตั้งกรรมการสอบสวน ซึ่งจริง ๆ แล้วเจ้าหน้าที่คนนี้ถูกไล่ออกไปก่อนแล้วในคดีเคสแรก แต่ขั้นตอนทางวินัยยังคงดำเนินการค้างอยู่ ซึ่งล่าสุดคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยมีความเห็นเบื้องต้นว่าควรให้ไล่ออก และปัจจุบันเรื่องอยู่ระหว่างการพิจารณาขั้นสุดท้ายของคณะอนุกรรมการฯเพื่อลงมติว่าจะเห็นชอบตามความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยหรือไม่ ซึ่งคาดว่าจะทราบผลมติในเร็วๆ นี้

ทั้งนี้ ในส่วนของ สส. ที่ถูกร้องเรียนเรื่องการทุจริตการเลือกตั้ง สส.สํานวนนั้น  ก็เป็นอีกสํานวนหนึ่งที่เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวเข้าไปทำ แต่ปรากฏในภายหลังว่ามีเส้นทางการเงินโอนเข้าหาเจ้าหน้าที่ โดยผู้โอนเป็นบุคคลอื่น ซึ่งไม่ใช่ตัว สส.

เมื่อถามย้ำว่าจากกรณีที่มีการระบุชื่อบุคคล เช่น น.ส.ญาณี สีฟ้า ซึ่งเป็น สจ. ที่สนิทสนมกับ น.ส.นางสุขสมรวย วันทนียกุล สส.อำนาจเจริญ พรรคภูมิใจไทย จะมีการตรวจสอบความเชื่อมโยงเพิ่มเติมหรือไม่ นายสิทธิโชติ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีการตั้งสํานวนใหม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยหากจะตั้งเป็นความปรากฏ ได้นั้น จำเป็นต้องมีพยานหลักฐานที่เชื่อมโยงเพียงพอ ซึ่งในขณะนี้ยังไม่มีพยานหลักฐานในเชิงนิติวิทยาศาสตร์หรือพยานบุคคลที่ยืนยันไปถึงขนาดนั้น จึงยังไม่มีการตั้งสํานวนไปยังตัว สส.ที่เกี่ยวข้อง เรื่องจึงจบลงแค่นั้นก่อน ส่วนสํานวนการเลือกตั้ง สส.ที่เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวเคยลงไปทำนั้น ได้มีการวินิจฉัยไปแล้วว่าการเลือกตั้งครั้งนั้นเป็นอย่างไร

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าเจ้าหน้าที่ที่ทุจริตอาจทำให้ข้อมูลที่ กกต. ได้รับไม่ตรงกับความเป็นจริง ดังนั้น จำเป็นต้องนำสํานวนทุจริต สส. ดังกล่าวกลับมาทบทวนใหม่หรือไม่  นายสิทธิโชติ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีการทบทวนสํานวนใดๆทั้งสิ้น เนื่องจากยังไม่มีเหตุปัจจัยหรือหลักฐานที่ถึงขนาดที่จะตั้งสํานวนใหม่ได้ โดยเรื่องร้องเรียนของตัวสส.ในการเลือกตั้งจบไปแล้ว แต่ส่วนใหม่ของเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวที่ปรากฏเส้นเงินในภายหลังยังไม่ไปถึงเหตุที่จะต้องตั้งสำนวนเพิ่มเติมกับผู้ที่อยู่เบื้องหลังได้

เมื่อถามถึงประเด็นคดีฮั้ว สว.ที่ฝ่ายค้านเตรียมจะเปิดหลักฐานเพิ่มเติมในวันเสาร์-อาทิตย์นี้ ทางกกต. มีความกังวลหรือมองเรื่องนี้อย่างไร นายสิทธิโชติ กล่าวว่า ไม่กังวลหรอก  เราพิจารณาเป็นไปตามพยานหลักฐานที่ปรากฏในสํานวน โดยสํานวนของคณะกรรมการสืบสวนไต่สวนชุดที่ 26 ถือเป็นสํานวนหลัก ส่วนคณะอื่นๆ เช่น คณะอนุฯวินิจฉัยที่ 36 เป็นเพียงผู้มาให้ความเห็นว่าจะเห็นด้วยกับคณะที่ 26 หรือไม่ สํานวนคดีมีเพียงสํานวนเดียวเท่านั้น ดังนั้น จึงไม่ต้องกังวลหากพยานหลักฐานในสํานวนหลักของคณะฯ ที่ 26 รวบรวมไว้ว่าอย่างไร กกต.ก็ต้องพิจารณาตามสํานวนนั้นเป็นหลัก แล้วนำความเห็นของคณะฯที่ 36 มาประกอบการพิจารณาว่าเหตุผลที่เห็นแย้งกันนั้นเป็นอย่างไร

เมื่อถามถึงกระแสข่าวการโหวตลงมติคดีฮั้ว สว.ที่มีข่าวลือว่า สว.อาจจะรอด เพราะ กกต.ส่วนใหญ่ได้รับแต่งตั้งมาโดย สว.ชุดนี้ และจะตอบสังคมอย่างไรหากมีมติยกคำร้องหรือลงโทษบางคน นายสิทธิโชติ กล่าวว่า ไม่ว่า กกต.ท่านใดจะมีมติให้ส่งศาลฎีกาหรือให้ยกคำร้อง ทุกอย่างจะต้องมีเหตุผลประกอบเสมอ ซึ่งจะมีช่องคำวินิจฉัยระบุว่าตัดสินด้วยเหตุผลตามคณะที่ 26 ตามคณะที่ 36 หรือเหตุผลอื่นที่ กกต.เห็นเพิ่มเติม ซึ่งเปรียบเหมือนคำพิพากษาของศาล ที่แม้อาจมีคนไม่เห็นด้วย แต่เมื่ออ่านแล้วจะรู้ว่ามีน้ำหนักมีเหตุผลหรือไม่ จึงขออย่าเพิ่งกังวล เพราะการลงมติต้องขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของ กกต.แต่ละท่าน และทุกคนต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ตนวินิจฉัยไป

เมื่อถูกถามย้ำถึงกรอบเวลาเนื่องจากฝ่ายค้านกังวลว่าการพิจารณาอาจยืดเยื้อจากเดือนส.ค.ไปถึงเดือนก.ย.นั้น นายสิทธิโชติ กล่าวว่า กระบวนการทำงานทั้งหมดเป็นไปตามไทม์ไลน์ที่กำหนดไว้ ไม่มีการหลุดกรอบเวลาอย่างแน่นอน ทุกขั้นตอนดำเนินไปอย่างแม่นยำและตรงตามแผนงาน ซึ่งในสัปดาห์สุดท้ายคาดว่าจะสามารถพิจารณาสำนวนคดีในทุกข้อหาได้จนจบกระบวนการ จากนั้นจะเหลือเพียงขั้นตอนการลงมติวินิจฉัย

นายสิทธิโชติ อธิบายอีกว่า สำหรับขั้นตอนการพิจารณานั้น กกต.ได้ดำเนินการประชุมพิจารณาไล่เรียงแยกย่อยทีละข้อหา โดยข้อหาแรกได้ใช้เวลาพิจารณาและพูดคุยกันมาเป็นเวลาเกือบ 1 เดือนเต็ม จากนั้นจึงทยอยพิจารณาข้อหาจนกระทั่งถึงข้อหาที่ 7 ซึ่งถือเป็นข้อหาชุดสุดท้าย ทั้งนี้ เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาแต่ละบุคคลอาจถูกร้องเรียนและเชื่อมโยงในหลายข้อหาที่แตกต่างกัน บางคนอาจโดนหลายข้อหา หรือบางคนอาจมีเพียงข้อหาเดียว ดังนั้น กกต.แต่ละท่านจำเป็นต้องพิจารณาแยกแยะในรายละเอียดของแต่ละข้อหา ก่อนจะนำมาประมวลภาพรวมทั้งหมดร่วมกัน

ทั้งนี้ ภายหลังจากที่ประชุมพิจารณาข้อหาชุดสุดท้ายแล้วเสร็จ ก็จะมีการเว้นช่วงระยะเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อเปิดโอกาสให้กรรมการ กกต. แต่ละท่านได้นำข้อมูล พยานหลักฐาน และเหตุผลข้อโต้แย้งทั้งหมดไปพินิจวิเคราะห์ ตกผลึกทางความคิด และสรุปภาพรวมทั้งหมดอย่างถี่ถ้วน ก่อนที่จะกลับมาร่วมประชุมเพื่อลงมติวินิจฉัยผู้ถูกตั้งข้อกล่าวหาเรียงเป็นรายบุคคลต่อไป

โดยการพิจารณาความหนักเบาของโทษมี 2 ระดับ คือ ระดับโทษทางอาญา และระดับที่หลักฐานไปไม่ถึงโทษอาญา แต่ควรเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งมีการทุจริตหรือไม่สุจริตเที่ยงธรรมหรือไม่ ซึ่งเพียงแค่อย่างหลังก็สามารถส่งศาลฎีกาได้แล้ว โดยหลังจากพิจารณาครบทุกข้อหาแล้ว จะเว้นระยะเวลาไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อให้ กกต. แต่ละท่านได้ไปตกผลึกและพิจารณาภาพรวมทั้งหมดก่อนลงมติ

“ในส่วนของกระบวนการลงมติ กกต. ยอมรับว่าในการประชุมพิจารณาแต่ละข้อหา กรรมการแต่ละท่านย่อมมีการพูดคุย ชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน และอาจมีคำตอบเบื้องต้นอยู่ในใจแล้ว แต่เมื่อพิจารณาในภาพรวมจากข้อหาอื่นๆ เพิ่มเติม ความคิดเห็นนั้นก็อาจเปลี่ยนแปลงไปได้ เปรียบเสมือนการมองภาพช้างทั้งตัว หากเห็นเพียงแค่หู ก็ยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าเป็นช้าง แต่เมื่อพิจารณาไล่เรียงจนเห็นขา เห็นงวง และเห็นหลัง จึงจะสรุปภาพรวมที่แท้จริงได้ ซึ่งเมื่อถึงเวลาลงมติ กรรมการกกต.ทุกท่านจะต้องมีเหตุผลประกอบคำวินิจฉัยของตนเองอย่างชัดเจนว่าเห็นชอบตามสำนวนหลักของคณะที่ 26 ตามความเห็นของคณะที่ 36 หรือมีเหตุผลอื่นเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถตรวจสอบและอธิบายต่อสังคมได้อย่างสมเหตุสมผล”นายสิทธิโชติ กล่าว

เมื่อถามว่าเรื่องนี้พอจะสรุปได้หรือไม่ว่ามีแกนนำพรรครัฐบาลเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ นายสิทธิโชติ กล่าวว่า มีข้อกล่าวหาเป็นเพียงแค่พยานบุคคล แต่จะต้องหลักฐานอื่นมาประกอบบ้าง หากเราส่งเรื่องไปศาลถ้าพยานพูดกล่าวอ้างถึงใครแล้วเราส่งไปหมดโดยที่ไม่มีหลักฐานอื่นประกอบ ก็อาจจะทำให้ศาลรับฟังไม่ได้เหมือนกัน ดังนั้นจะต้องมีหลักฐานอื่นมาประกอบ