นายกฯ ย้ำสหรัฐฯ ชวนเลือกข้าง AI ไม่เกี่ยวเจรจาภาษี ปัดกลาโหมสหรัฐฯ กดดัน ชูสัมพันธ์ชื่นมื่น

17 สิงหาคม 2569 เวลา 09:57 น.

17 สิงหาคม 2569 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีสหรัฐอเมริกา เตรียมส่งจดหมายแจ้งเตือนประเทศพันธมิตร และผู้ค้ากว่า 35 ประเทศ ให้ต้องเลือกข้าง ในการแข่งขันด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ซึ่งทางเราวางตัวเป็นกลางมาตลอด จะส่งผลกระทบกับเจรจาภาษีหรือไม่ ว่า ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกัน มันก็มีเงื่อนไขเวลาเข้าไปโต๊ะเจรจา ซึ่งมันมีเงื่อนไขเหล่านี้อยู่ และยังมีรายละเอียดอยู่ข้างล่าง ว่าคำว่าเลือกข้างแปลว่าอะไร ต้องไปถึงระดับไหน ที่จะต้องเลือกข้าง เรื่องนี้เหมือนกับสัปดาห์ที่แล้ว ที่รัฐมนตรีช่วยกลาโหมสหรัฐฯ แวะมาที่ทำเนียบรัฐบาล และยืนยันว่าเรื่องความมั่นคง การฝึกครอบร้าโกลด์ การสนับสนุนด้านความมั่นคงทางการทหาร ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเจรจาทางการค้า ก็ยืนยันกันทั้งสองฝ่ายแบบนี้

เมื่อถามว่า แต่การที่ รมช.กลาโหมสหรัฐฯ มาพบเราถี่ มีการกดดันอะไรเราหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “ไม่มีเลย ไม่ได้ดูรูปหรือ ทุกอย่างบรรยากาศเป็นไปด้วยความชื่นชมของความร่วมมือ ทำไมถึงบอกว่าเขามากดดันมัน ไม่มีเลย มาพบกัน มาคุยกัน เรียกขานกันด้วยชื่อแรกด้วยซ้ำ ผมเรียกท่านรัฐมนตรี เขาเรียก Mr.Prime Minister ผมก็บอกว่า call me หนู”

อนุทินชาญวีรกูล,นายกรัฐมนตรี,ด่านตรวจ,ยาเสพติด,

นายกฯ การันตีคลังยังแกร่ง แย้มเตรียมคลอด ไทยช่วยไทยเฟส 2 มุ่งยกระดับชีวิตประชาชน

17 สิงหาคม 2569 เวลา 09:53 น.

นายกฯ ชี้ ไทยช่วยไทยเฟส 2 อะไรทำให้คุณภาพชีวิตประชาชนดีต้องคิดทุกวัน แต่ไม่ใช่รัฐสวัสดิการ – ประชานิยม ยัน เงินในคลังยังไม่ขาด

เมื่อเวลา 08.35 น. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ ความคืบหน้าโครงการไทยช่วยไทยพลัสเฟส 2 มีแนวโน้มอย่างไร ว่า เราต้องสมดุลกันตลอดเวลา เศรษฐกิจต้องเดินไปได้ ประชาชนได้ลดค่าใช้จ่าย รัฐบาลบริหารจัดการงบประมาณได้ มันต้องมีหลายองค์ประกอบ ที่มันบรรจบเข้าด้วยกัน รัฐบาลมีหน้าที่ต้องดูแลทุกข์สุขของประชาชน อย่างเต็มที่อยู่แล้ว แต่รูปแบบของการดูแล ต้องเป็นรูปแบบที่ไม่ใช่รัฐสวัสดิการ ไม่ใช่ประชานิยม ต้องเป็นการร่วมกันและเป็นช่วงเวลาจังหว่ะที่ดี

เมื่อถามว่าไทยช่วยไทยพลัสเฟส 2 จะต้องมีใช่หรือไม่ นายกฯกล่าวว่าอะไรที่ทำให้ประชาชนได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี เราต้องคิดทุกวัน มันไม่ใช่เรื่องนี้เรื่องเดียว

เมื่อถามว่า เงินในคลังยังสามารถซัพพอร์ต เรื่องนี้ได้ใช่หรือไม่นายกฯกล่าวว่าที่ผ่านมาก็ยังไม่เคยขาด

อนุทิน ชาญวีรกูลไทยช่วยไทยเฟส 2

ปชป.เปิดเวทีอภิปราย นักเรียนยิงในโรงเรียน ย้ำครอบครัว-โรงเรียน ต้องเป็นหนึ่งเดียว

17 สิงหาคม 2569 เวลา 09:40 น.

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2569 ณ ห้องศรีวิชัย CD โรงแรมวังใต้ อ.เมืองสุราษฎร์ธานี มีการเปิดเวทีอภิปราย เรื่อง “นักเรียนยิงในโรงเรียน ปัญหานักเรียน-นักศึกษา” จัดโดย นายวัชระ เพชรทอง อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ หัวหน้าสาขาพรรคประชาธิปัตย์ เขต1 สุราษฎร์ธานี ร่วมกับกรรมการสาขาพรรคประชาธิปัตย์ เขต 1 สุราษฎร์ธานี (ไม่ได้ใช้งบประมาณของพรรคหรือราชการ) โดยมีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก ประกอบด้วยวิทยากรหลักๆ และส่วนใหญ่เป็นอดีตผู้บริหารสถานศึกษาและข้าราชการครู อาทิ ผอ.สุนิตย์ พิมาน,ผอ.เกรียงไกร แก้วมีศรี , ผอ.มุตตา กาญจนอักษร , อ.มนพัทธ์ สินธนามราพันธ์ และนายเศกสิทธิ์ อินทร์พรหม นายกสโมสรนักศึกษา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี (เยาวชนคนรุ่นใหม่) ดำเนินรายการโดย นายกิตติชัย ใสสะอาด หรือผู้พันจ๊อด สำหรับประเด็นหลักๆ ของการอภิปรายมีการหยิบประเด็นเหตุการณ์นักเรียนยิงที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี และสภาพสังคมไทยในอดีตกับปัจจุบันที่แตกต่างกัน ทั้งในเรื่องของยุคสมัย เทคโนโลยี สภาพเศรษฐกิจ โดยวิทยากรส่วนใหญ่ต่างมุ่งเน้นไปในเรื่องของสถาบันครอบครัว,การศึกษา ต้องเป็นครอบครัวเดียวกัน ตลอดจนคนในครอบครัว ต้องให้ความสำคัญกับลูกหลานในทุกๆ วัย และในโรงเรียน ครู อาจารย์ต้องรับฟัง รับรู้ ความเป็นตัวตนของเด็กขณะเดียวกันปัญหาหลักๆของระบบการศึกษาไทยคือความไม่ต่อเนื่องของนโยบายการศึกษา เปลี่ยนรัฐมนตรีบ่อย เกินไป ผอ.สุนิตย์ พิมาน กล่าวว่า การแก้ปัญหาหลักๆ ของเยาวชนไทย จุดเริ่มต้นต้องแก้จากสถาบันครอบครัว ให้ความรัก ให้ความเมตตา และโรงเรียนเป็นบ้านหลังที่ 2 ของนักเรียน ผู้บริหาร ครูประจำชั้น ครูผู้สอน ต้องให้ความรัก ความเมตตา เช่นกัน ตราบใดที่ความรัก ความเมตตาเกิดขึ้นที่ไหน ที่นั่นมีแต่ความสุข ความขัดแย้งต่างๆ ก็จะไม่มี ซึ่งการแก้ปัญหาจะต้องแก้ที่จิตใจเป็นอันดับแรก ถ้าจิตใจดี คนนั้นก็จะเป็นคนดีได้ในโอกาสต่อไป ที่สำคัญการเมืองมีบทบาทมากกับเรื่องการศึกษา การเมืองเป็นผู้กำหนดนโยบาย ให้สถาบันการศึกษานั้นเป็นการปฏิบัติได้จริง ไม่ใช่นโยบายที่เป็นจินตนาการ ด้าน ผอ.เกรียงไกร แก้วมีศรี กล่าวว่า สิ่งที่สำคัญกว่านโยบายคือเริ่มที่วิธีคิดที่เป็นแบบอย่างให้กับเยาวชน สิ่งที่คิดควรกำหนดก่อนนโยบาย คือนักการเมืองทั้งหลายที่ถูกเลือกควรเป็นแบบอย่าง เป็นไอดอลที่ดีของเยาวชน สัมผัสได้ ว่าเขาเป็นผู้นำของประเทศ ส่วนเรื่องกำหนดนโยบายนั้น โดยเฉพาะนโยบายเรื่องการศึกษา เป็นเรื่องที่สำคัญมาก กำหนดนโยบายหลัก ทั้งการพัฒนาโรงเรียน องค์ความรู้ คุณธรรม จริยธรรม “ไม่ใช่เป็นนโยบายรายวัน เป็นนโยบายจริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องกลับไปดูยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ข้อใดบ้างที่มีตัวชี้วัดยังไปไม่ได้ในเรื่องการศึกษา ต้องกลับไปทบทวนเรื่องกลยุทธ์ เรื่องยุทธศาสตร์เหล่านั้น ต้องไปดูว่านโยบาย 20 ปี ซึ่งจะครบ 20 ปีแล้ว มันตอบโจทย์หรือยัง หรือมันล้มเหลว หรือมันจะต้องเริ่มต้นกันใหม่ เพราะนโยบายการศึกษาต้องทำให้ชัด ประเมินว่าที่ไว้มันสำเร็จหรือล้มเหลว” ผอ.เกรียงไกร กล่าว

นักเรียนพรรคประชาธิปัตย์ยิงในโรงเรียน

อนุทิน แจงดราม่า ปัดจัดฉากเข้าด่านตรวจ บอกวันหยุดไปส่วนตัว-ไม่มีรถนำ ขอให้คิดเรื่องอื่นดีกว่า

17 สิงหาคม 2569 เวลา 09:32 น.

17 สิงหาคม 2569 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการถูกด่านตรวจค้นอาวุธปืนและยาเสพติด ในพื้นที่ ต.บ้านด่าน อ.บ้านด่าน จ.บุรีรัมย์ ตรวจค้นรถระหว่างลงพื้นที่เมื่อวันที่ 16 ส.ค.ว่า เขาตั้งด่านตรวจปกติ พอดีรถผ่านไปไม่มีอะไรหรอก อย่าไปคิดอะไรมาก ตั้งด่านตรวจก็ดีแล้ว

เมื่อถามว่า ด่านดังกล่าวจับยาเสพติดได้เยอะ นายอนุทิน กล่าวว่า เขาเล่าให้ฟังว่าจับยาเสพติดได้ ซึ่งคนที่ขับมอเตอร์ไซค์แล้วขนยาเห็นด่านก็ตกใจมอเตอร์ไซค์คว่ำ

เมื่อถามว่า การไปที่ด่านดังกล่าวไม่ได้วางแผนหรือบอกใครไว้ก่อนใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนไม่ได้ไปบุรีรัมย์มาหลายสัปดาห์แล้ว ต้องแวะไปบ้าง

เมื่อถามอีกว่า พอมีข่าวออกไปแล้วมีดราม่า คนออกมาตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการจัดฉากหรือไม่ เพราะตำรวจจะไม่รู้เลยหรือว่าเป็นรถนายกฯ นายอนุทิน กล่าวว่า “คิดเรื่องอื่นดีกว่าเนอะ ตำรวจไม่รู้ครับ เพราะไม่มีรถนำ เป็นวันหยุด ไม่มีขบวน ผมไปกับทีมส่วนตัว ไม่มีการตั้งแถวรับ ไม่มีการจัดใครมารับทั้งสิ้น”

ด่านตรวจนายกรัฐมนตรียาเสพติดอนุทินชาญวีรกูล

เฟกนิวส์คือเฟกนิวส์ !! อนุทิน ลั่น ปมภาพ AI ม็อบทำเนียบฯ วอนเสพสื่อต้องตรวจสอบ

17 สิงหาคม 2569 เวลา 09:27 น.

อนุทิน บอก เฟกนิวส์คือเฟกนิวส์ หลัง ปรากฎภาพม็อบชุมนุมไล่หน้าทำเนียบฯ ลั่นรัฐบาลทำงานทุ่มเท-ซื่อสัตย์ วอนเสพสื่อต้องตรวจสอบ

เมื่อเวลา 08.35 น. วันที่ 17 ส.ค.2569 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6 ) ดอนเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีการเผยแพร่เฟกนิวส์ชุมนุมขับไล่นายกฯ หน้าทำเนียบรัฐบาล และอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ว่า เฟกนิวส์ คือเฟกนิวส์ การเสพสื่อเหล่านี้ก็ควรจะต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริง เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ว่าจะบานปลาย โดยการปลุกระดมทางโซเชียล นายกฯ กล่าวว่ารัฐบาลทำงานทุกอย่างตามภารกิจหน้าที่ ด้วยความทุ่มเท และซื่อสัตย์สุจริต  

AIนายกฯม็อบอนุทินแนวหน้าออนไลน์

รัฐบาลเตือน! ทันตแพทย์จ่ายกัญชา ลงนามในใบสั่งล่วงหน้า ไม่ตรวจวินิจฉัย ผิด 4 กฎหมายสำคัญ

17 สิงหาคม 2569 เวลา 08:01 น.

17 สิงหาคม 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าต่อเนื่องยกระดับควบคุมและเฝ้าระวังการใช้กัญชาอย่างเข้มงวดภายใต้ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ.2568 เตือนทันตแพทย์ระมัดระวังการสั่งจ่ายสมุนไพรควบคุม (กัญชา) ตามแบบ ภ.ม.33 ต้องไม่กระทำการสั่งจ่ายกัญชาตามแบบ ภ.ท.33 โดยลงนามในใบสั่งจ่ายสมุนไพรควบคุม (กัญชา) (แบบ ภ.ท.33) ล่วงหน้าโดยมิให้มีการตรวจ วินิจฉัย หรือให้บริการแก่ผู้ป่วย หากพบว่าผู้ประกอบวิชาชีพทันตกรรมมีการลงนามล่วงหน้าในใบสั่งดังกล่าวจะถูกดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า กรณีทันตแพทย์ลงนามสั่งจ่ายล่วงหน้า โดยมิได้มีการตรวจวินิจฉัย ถือเป็นการประกอบวิชาชีพที่ต่ำกว่ามาตรฐาน ผิดจริยธรรมแห่งวิชาชีพทันตกรรม และกฎหมายอื่นๆ ดังนี้ 1.พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ.2542 (ฉบับนี้คุมเรื่อง “ช่อดอกกัญชา” ซึ่งเป็นสมุนไพรควบคุม) 2.ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564 (ฉบับนี้คุมเรื่อง “สารสกัดกัญชา” ที่มี THC เกิน 0.2% ซึ่งจัดเป็นยาเสพติด ประเภท 5) 3.พ.ร.บ.วิชาชีพทันตกรรม พ.ศ.2537 (ฉบับนี้คุมเรื่อง “จริยธรรมและใบอนุญาตทำฟัน” ของทันตแพทย์) และ 4.พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 (เงื่อนไขสำคัญที่ต้องปฏิบัติควบคู่กัน (ตามมาตรา 34)

“การออกใบสั่งจ่ายสมุนไพรควบคุม (กัญชา) (แบบ ภ.ท.33) โดยมิได้มีการตรวจ วินิจฉัย หรือให้บริการแก่ผู้ป่วย เป็นรายกรณี จะเข้าข่ายผิดข้อบังคับทันตแพทยสภา ว่าด้วยจริยธรรมแห่งวิชาชีพทันตกรรม ข้อ 17 ผู้ประกอบวิชาชีพทันตกรรม ต้องไม่ออกใบรับรองอันเป็นเท็จโดยตั้งใจ หรือให้ความเห็นโดยไม่สุจริตในเรื่องใด ๆ อันเกี่ยวกับวิชาชีพของตน” นางสาวพลอยทะเล ย้ำ

รัฐบาล,ทันตแพทย์,กัญชา,กระทรวงสาธารณสุข,

จับตา ! ชง กิติภณ นั่งผอ.สำนักข่าวกรองฯ คนใหม่ แทน ฐนัตถ์ เกษียณอายุราชการ

17 สิงหาคม 2569 เวลา 07:41 น.

จับตา ! ชง กิติภณ นั่งผอ.สำนักข่าวกรองฯ คนใหม่ แทน ฐนัตถ์ เกษียณอายุราชการ แต่ยังทำหน้าที่หัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขอยู่

เมื่อวันที่ 17 ส.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลว่า นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) เตรียมจะเสนอชื่อนายกิติภณ รื่นสัมฤทธิ์ รองผู้อำนวยการสขช. ต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการสขช.คนใหม่ แทนนายฐนัตถ์ ที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย.นี้ เนื่องจากเป็นรองผู้อำนวยการคนเดียวที่ยังเหลืออายุราชการอยู่ ส่วนรองผู้อำนวยการสขช.อีก 2 คนคือ นายวีรศักดิ์ ทิพย์มณเฑียร และน.ส.สุรีย์พร อินทุเศรษฐ รองผู้อำนวยการ จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย.นี้เช่นเดียวกับนายฐนัตถ์ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของนายฐนัตถ์ แม้จะเกษียณอายุราชการไปแล้ว แต่จะยังทำหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป  

สำนักข่าวกรองเกษียณแนวหน้าออนไลน์

ฝ่ายค้านตีปี๊บซักฟอก พ่นศึกน้ำลาย หมายหัวถล่มลูกเทพ ไอติมโวลั่นมีหมัดเด็ด ภท.โต้คืนอย่าดีแต่ปาก ขอดูหลักฐานคดีฮั้วสว. 53นักกม.จี้กกต.ส่งศาล

17 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

ไอติม-พริษฐ์ วัชรสินธุค่ายปชน.   ยืนยันปลายสิงหาคมนี้ ฝ่ายค้านยื่นอภิปรายแน่นอนเน้นบริหารงานทุจริตผิดพลาด ทั้งโกงสอบท้องถิ่น โยงฮั้วสว.ย้ำฝ่ายค้านมีหมัดเด็ด ทั้งปักหมุดถล่มลูกเนวิน ปม  TH-PASSPORT  ด้าน จตุพร พรหมพันธ์ชี้การเมืองครึ่งหลังสิงหา เดือดแน่ ฟันธงฝ่ายค้านโค่นรัฐบาลไม่ลง

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2569  นายพริษฐ์   วัชรสินธุ  ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์ถึงการพูดคุยกับพรรคร่วมฝ่ายค้านเพื่อยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ว่า พรรคร่วมฝ่ายค้านรับรู้ร่วมกันอย่างไม่เป็นทางการตั้งแต่ก่อนปิดสมัยประชุมแล้วว่า เราจะมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจในสมัยประชุมที่จะถึงนี้ โดยเมื่อเปิดประชุมสภาช่วงปลายเดือนสิงหาคม จะประสานพรรคร่วมฝ่ายค้านอย่างเป็นทางการ เพื่อหารือกรอบเนื้อหา เวลา และบุคคลในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เราจะเสนอญัตติไม่ไว้วางใจ

              เมื่อถามว่า เบื้องต้นได้มีการวางกรอบประเด็นคร่าวๆ ไว้หรือไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรบ้าง นายพริษฐ์ กล่าวว่า คงจะเป็นในขั้นตอนถัดไปที่จะมีการแลกเปลี่ยนกรอบเนื้อหากัน แต่ในส่วนของพรรคประชาชนตั้งแต่ก่อนปิดสมัยประชุม เราได้ให้โจทย์ สส.ไปหาข้อมูลเพื่อเสนอประเด็นที่คิดว่าสมควรที่จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งขณะนี้ สส.ของพรรคก็มีการส่งข้อมูลเข้ามาที่ส่วนกลางของพรรคอย่างต่อเนื่อง

             นโยบายทุจริตผิดพลาด

              นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ตนคิดว่าประเด็นที่จะอภิปรายส่วนหนึ่งคงจะเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับนโยบายที่ผิดพลาดหรือมีข้อครหาเรื่องการทุจริตที่ปรากฏต่อสาธารณะอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นคดีโกงสว. การสอบท้องถิ่น TH-Passport และโครงการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และบางส่วนอาจจะเป็นประเด็นที่ไม่ได้ปรากฏต่อสาธารณะ แต่ขณะนี้สส.ในพรรคกำลังรวบรวมข้อมูลอยู่ อย่างไรก็ตาม เราไม่ทราบว่าจากวันนี้จนถึงวันอภิปรายจริง จะมีประเด็นอะไรใหม่ๆ เกี่ยวกับการบริหารที่ผิดพลาดหรือข้อครหาเกี่ยวกับการทุจริตของรัฐบาลที่เพิ่มเข้ามาหรือไม่

                โวแหลกมีหมัดเด็ด

            เมื่อถามว่า ทุกการอภิปรายฝ่ายค้านจะมีหมัดเด็ดเสมอ ครั้งนี้จะมีอีกใช่หรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า “ครับ” เราก็ทำเต็มที่ และตนคิดว่าท้ายที่สุดคนที่จะตัดสินก็คือประชาชน ฉะนั้น ขอให้รอดูวันอภิปรายจริง แล้วให้ประชาชนเป็นคนตัดสินดีกว่า

            เมื่อถามถึง กรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุว่ามั่นใจ หากฝ่ายค้านถามอะไรก็พร้อมที่จะตอบนั้น นายพริษฐ์ กล่าวว่า “ต้องรอดูว่าจะสามารถตอบคำถามที่จะถูกอภิปรายในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจได้จริงหรือไม่ แต่ผมตั้งข้อสังเกตว่าหากนายกฯ อนุทินบอกว่าถามอะไรก็ตอบได้หมด หากตอบได้จริง เหตุใดในสมัยประชุมสภาที่ผ่านมา เราไม่เคยเห็นนายกฯ อนุทินมาตอบกระทู้สดในสภาแม้แต่ครั้งเดียว ฉะนั้น หวังว่าในสมัยประชุมสภาที่จะมาถึงนี้ เราจะเห็นนายกฯ อนุทินมาตอบกระทู้สดตามหน้าที่ที่ควรจะทำบ้าง“

               นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า และหวังว่าจะเป็นการตอบกระทู้สดที่ไม่ใช่แค่กระทู้สดของรัฐบาลที่มีการเตรียมคำถามไว้ก่อนล่วงหน้าเพื่อชงคำถามให้กัน แต่จะมาตอบกระทู้ของฝ่ายค้านด้วยที่จะเกี่ยวข้องกับการบริหารประเทศในฐานะนายกฯ และการบริหารภารกิจของกระทรวงมหาดไทยในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

              เชื่อหนูกังวลซักฟอก

            ต่อข้อถามว่า นายอนุทินระบุอีกว่าหากฝ่ายค้านไม่ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็จะไม่มีผลงาน ในส่วนนี้จะทำให้ฝ่ายค้านต้องทำการบ้านเพิ่มเติมหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า สิ่งที่ตนคิดว่านายอนุทินควรกังวลคือผลงานรัฐบาลมากกว่า เพราะหลายเรื่องเราเห็นว่าเป็นปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข เช่น ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ตอนรับตำแหน่งนายอนุทินบอกว่ารู้สึกอับอายในคะแนนความโปร่งใสของประเทศตามดัชนีสากล แต่ตั้งแต่บริหารมาตนเห็นว่าปัญหาการทุจริตยิ่งแต่จะหนักหนาสาหัสขึ้น ไม่ว่าจะเป็นข้อครหาเกี่ยวกับการโกงสว. การโกงสอบท้องถิ่น หรือปัญหาข้อครหาในการทุจริตอื่นๆ หรือแม้กระทั่งเรื่องเศรษฐกิจเราก็เห็นว่ารัฐบาลชุดนี้มีการกู้เงินผ่านกลไกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้ในปริมาณที่สูง ซึ่งต้องรอดูว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชนได้อย่างแท้จริงหรือไม่

              “ฉะนั้น ผมคิดว่าให้คุณอนุทินกังวลเรื่องผลงานรัฐบาลดีกว่า มาแสดงความเห็นเกี่ยวกับผลงานของฝ่ายค้าน แต่หากพูดในฐานะฝ่ายค้าน ผมคิดว่าเราวางบทบาทเราเป็นสองบทบาทคู่ขนานกันเสมอ คือ การตรวจสอบรัฐบาลเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการใช้กลไกการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่อีกบทบาทที่เราวางไว้ว่าเป็นบทบาทของฝ่ายค้านคือการผลักดันแก้ไขกฎหมายที่จะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน“ นายพริษฐ์ กล่าว

                แย้มร่างกม.ฝ่ายค้าน50ฉบับ

            นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้มีร่างกฎหมายที่เสนอโดยสส.พรรคฝ่ายค้านประมาณ 40-50 ฉบับ ซึ่งมีการเสนอเข้าไปแล้ว แต่อยู่ระหว่างการรอพิจารณา ฉะนั้น ตนจึงหวังว่าวิปรัฐบาลจะให้ความร่วมมือกับวิปฝ่ายค้านในการทำให้สมัยประชุมหน้ามีการเพิ่มวันประชุมสภาสำหรับการพิจารณาร่างกฎหมายของ สส. และภาคประชาชนเป็นการเฉพาะ ซึ่งก็เป็นหนึ่งในสัญญาที่นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เคยแสดงวิสัยทัศน์ก่อนที่จะได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาฯ ซึ่งก็หวังว่าประธานสภาฯ จะพูดแล้วทำ และทางวิปรัฐบาลก็จะให้ความร่วมมือ เพราะมีกฎหมายหลายฉบับที่เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนในหลายด้าน อาทิ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ พ.ร.บ.กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น พ.ร.บ.แรงงาน เป็นต้น

                เชื่อปธ.รัฐสภาไฟเขียว

             “หวังว่าจะได้รับความร่วมมือจากประธานสภาฯ และประธานวิปรัฐบาลให้เราได้มีการเพิ่มวันประชุมเพื่อพิจารณาร่างกฎหมายที่ถูกเสนอโดย สส.และภาคประชาชน เพราะหากไม่มีการกระทำเช่นนั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามข้อบังคับคือร่างกฎหมายของสส.จะถูกแซงคิวโดยร่างของ ครม.เสมอ ซึ่งจะทำให้ร่างกฎหมายที่เรายื่นเข้าไปไม่ได้มีโอกาสที่จะถูกพิจารณาในสภา“ นายพริษฐ์ กล่าว

              เมื่อถามว่า หากมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 มองว่าฝ่ายค้านจะลงมติเป็นเอกภาพหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือกันว่าจะมีพรรคร่วมฝ่ายค้านไหนร่วมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจบ้าง แล้วจะเป็นการยื่นกรอบเนื้อหาอะไร ยื่นอภิปรายใครบ้าง คาดหวังให้พรรคร่วมฝ่ายค้านแม้อาจจะมีความเห็นหรือนโยบายบางเรื่องที่อาจจะเห็นต่างกัน แต่ก็หวังว่าจะมีจุดร่วมกันในการตรวจสอบรัฐบาลอย่างเต็มที่

                หลังสิงหาการเมืองเดือด

 นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน กล่าวในรายการประเทศไทยต้องมาก่อน โดยประเมินสถานการณ์ช่วงครึ่งหลังเดือนสิงหาคมว่า ปัจจัยคำตัดสินคดีบัตรเลือกตั้งบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดจะเป็นจุดพลิกเปลี่ยนสถานะการเมืองของรัฐบาลได้มากกว่ากรณีฮั้ว สว.อีกทั้งคาดว่า ช่วงครึ่งหลังเดือนสิงหาคม สถานการณ์อยู่ที่สองปัจจัยชี้นำ คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะตัดสินใจการฮั้ว สว.อย่างไร และจะยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาหรือไม่ โดย กกต.ระบุจะตัดสินใจก่อนสิ้นเดือนสิงหาคมนี้ นอกจากนี้ สถานการณ์ปั่นป่วนเริ่มก่อหวอดขึ้นช่วงศาล รธน.นัด 26 ส.ค.นี้ เพื่อไต่สวนพยาน 5 ปากของ กกต.ในกรณีบัตรเลือกตั้งบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดฝ่าฝืน รธน.ทำให้การใช้สิทธิ์เป็นความลับหรือไม่

                “หลังการไต่สวนวันที่ 26 ส.ค.แล้ว ศาล รธน.ยังจะติดใจอะไรอีกหรือไม่ ถ้าไม่มี ต้องนัดฟังตำวินิจฉัย โดยมีข้อสังเกตว่า ถ้ากรณีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดไม่มีอะไรแล้ว คงไม่ทิ้งเวลาให้นานเหมือนขณะนี้ ถ้าคำวินิจฉัยออกมาเป็นลบจะเป็นเรื่องพังกระดานการเมืองทั้งกระดาน”

ขณะเดียวกันการวินิจฉัยกรณีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดจะสะเทือนถึงท่าทีการเมืองของฝ่ายค้านในสมัยประชุมสภาครั้งหน้าที่จะเปิดในวันที่ 25 ส.ค.นี้ เพราะถ้าฝ่ายค้านเห็นว่า ศาล รธน.นัดอ่านคำวินิจฉัยแล้ว คงต้องรีบยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนายอนุทิน ส่วนการยื่นอภิปรายฯ หลังคำตัดสินของศาล ฝ่ายค้านคงจบเช่นกัน

                การเมืองเอาแน่นอนไม่ได้

            นายจตุพร กล่าวว่า สถานการณ์ลุ่มๆ ดอนๆ เอาแน่นอนทางการเมืองไม่ได้นั้น ความเสี่ยงย่อมเกิดขึ้นได้ทั้งสองทางคือ ถ้าศาลนัดสินว่าบัตรเลือกตั้งบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดยังเป็นความลับ สถานการณ์ก็ปกติ แต่ถ้าตัดสินว่า ไม่เป็นความลับแล้วย่อมพังทั้งกระดานการเมืองของสภาล่าง 500 สส. ดังนั้น การวินิจฉัยของศาล รธน.คือการกำหนดเกมหักเหทางการเมืองในวันข้างหน้า

              “ถ้าคำตัดสินว่า ไม่เป็นความลับ สถานการณ์การเมืองจะตึงกันอีกแบบ ต้องเลือกตั้งกันใหม่ สิ่งสำคัญหลังเลือกตั้งใหม่ย่อมยากจะคาดคเนว่า อะไรจะเกิดและไม่เกิดขึ้น ซึ่งประเทศไทยจะให้คำตอบ 100% ไม่ได้อยู่แล้ว”

อีกทั้งประเมินถึงการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลว่า ในอดีตไม่มีการชุมนุมใดจัดการรัฐบาลได้ อย่างมากทำให้เกิดเหตุการณ์อื่นตามมา เช่นมีการยึดอำนาจ หรือมีผลต่อการเลือกตั้งครั้งต่อไปเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่มีการวินิจฉัยของศาล รธน.แล้ว สถานการณ์อื่นจะจัดการรัฐบาลได้ยากมาก การชุมนุมในอดีตมีคนออกมาเต็มถนนยังเล่นงานรัฐบาลไม่ได้เลย ส่วนการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านก็เช่นกันไม่เคยมีครั้งใดล้มรัฐบาลได้ ส่วนการฮั้ว สว. ฝ่ายค้านกำหนดเปิดเผยข้อมูลทุกสัปดาห์จนถึงสิ้นเดือนสิงหาคม โดยข้อมูลส่วนใหญ่นำมาจากคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 และมีข้อมูลบางส่วนมาจากชุดที่ 36 ผสมด้วย ดังนั้น ข้อมูลการพูดของฝายค้านไม่ได้ทำให้ กกต.หวั่นไหว เพราะ ฝ่ายค้านนำข้อมูลของ กกต. มาพูดให้ กกต.ฟัง ซึ่งเป็นข้อมูลที่รู้และกอดไว้เป็นปีๆ แล้ว

                 “กรณีฮั้ว สว.ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ กกต. ถ้าส่งฟ้องทุกฝ่ายในคราวเดียวกัน โดยยื่นต่อศาลฎีกา ถ้าไม่ส่งฟ้องเลย กกต.ไปยากเหมือนกัน ผมเชื่อว่า กกต.เขามีคำตอบของตัวเองแล้ว และได้ออกแบบ กำหนดแผนไว้แล้ว ซึ่ง คำตอบของ กกต.คนจะรับกันไหวหรือเปล่า โดยกรณีนี้ถ้าว่ากันแฟร์ๆ ไม่เหลือสักคน เพียงแต่จะผิดกันอย่างไรเท่านั้น”

                วิจารณ์หนูกราบทักษิณ

          ส่วนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ก้มกราบตักทักษิณ ชินวัตร ในงานศพนายเกรียง กัลป์ตินันท์ อดีตแกนนำพรรคเพื่อไทย นายจตุพร กล่าวว่า เป็นท่วงทำนองคนนอบน้อมคนถ่อมตัวของนายอนุทิน และทำให้สังคมลืมเรื่องปืน การพกปืน รุมวิจารณ์เจ้าบ้านใช้ปืนยิงโจรเข้าบ้านผิด แล้วมาตามเรื่องกราบตักกันต่อ ซึ่งเป็นเรื่องปกติการใช้ชีวิตของนายอนุทิน แต่ถูกโยงถึงกรมสรรพากรอาจรอมชอมการเก็บภาษี 1.7 หมื่นล้านกับทักษิณ การวิจารณ์กรณีกราบตักทักษิณ สะท้อนถึงสังคมเห็นอะไรของนายอนุทิน ก็ขวางหูขวางตาไปหมด แล้วพร้อมบวกได้ทุกเมื่อ ดังนั้น แสดงให้เห็นความคนสนใจของสังคมที่มีต่อนายกฯ ย่อมเปลี่ยนเรื่องวิจารณ์ได้ทุกขณะตามพฤติกรรมการใช้ชีวิต

           “เทพไท”ถามหาจุดยืนเพื่อไทย

นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เทพไท – คุยการเมือง ระบุว่า ถามจุดยืน“เพื่อไทย” ต่อการฮั้ว สว.ถ้าพูดถึงปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้มีอยู่หลายปัญหา แต่ปัญหาที่สำคัญและเป็นปัญหาใหญ่สำหรับการเมืองของประเทศไทย ที่จำเป็นจะต้องระดมทุกภาคส่วน เข้ามาร่วมมือกันตรวจสอบแก้ไข และทำให้ความจริงปรากฏขึ้น คือ ปัญหาการฮั้วส.ว.หรือการโกงสว.ซึ่งในขณะนี้พรรคการเมืองทุกพรรค โดยเฉพาะพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ได้จัดเวทีเสวนาและเปิดโปงขบวนการทุจริตการโกงส.ว.หรือการฮั้วสว.ตั้งแต่ภาค1จนถึงภาค4 และภาคต่อไปอีก

ล่าสุด มีการจัดเวทีเสวนาของผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ที่โรงแรมกรุงศรีริเวอร์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในทุกเวทีที่จัดการเสวนา จะมีพยานบุคคล พยานเอกสาร เส้นทางทางการเงิน คลิปเสียงทยอยเปิดโปง ให้เห็นกันมากขึ้น มีพรรคการเมืองหลายพรรคร่วมมือกันตรวจสอบ กดดันให้คณะกรรมการเลือกตั้ง(กกต.) ได้พิจารณามีมติสั่งฟ้องคดีการฮั้วส.ว.หรือโกงส.ว. ต่อศาลฎีกาแผนกเลือกตั้ง ไม่นับพรรคฝ่ายค้านพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นแกนนำหลักในการขับเคลื่อนตรวจสอบเรื่องนี้ รวมไปถึงภาคประชาชนหลายองค์กร เช่น กลุ่มไอลอร์ และกลุ่มคปท. รวมไปถึงกลุ่มการเมืองที่ขับเคลื่อนในสังคมอีกหลายกลุ่มเช่นกัน

แต่ที่น่าแปลกใจคือ บทบาทของพรรคเพื่อไทย ซึ่งเคยมีจุดยืนในการตรวจสอบคดีฮั้วส.ว.หรือโกงส.ว. ในสมัยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จนล่าสุดได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาล ทำไมจึงลดบทบาท ไม่กล้าจะขยับ ไม่กล้าจะเคลื่อนไหว และไม่กล้าจะแสดงความเห็นใดๆที่เกี่ยวกับคดีฮั้วส.ว.หรือโกงส.ว.เลย แม้ว่าพรรคเพื่อไทยพรรคร่วมรัฐบาล โดยมารยาทคงจะไม่ออกมาเคลื่อนไหวในนามพรรค แต่ในนามตัวบุคคล ก็น่าจะเห็นบทบาทของคนที่เคยเป็นตัวหลัก ในการขับเคลื่อนการตรวจสอบคดีฮั้วส.ว.หรือโกงส.ว. อย่างนายภูมิธรรม เวชชยชัย ที่เคยเป็นรองนายกรัฐมนตรีและเคยเป็นประธานบอร์ดDSI ได้ร่วมมือกับพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ที่เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กำกับกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือDSI ขับเคลื่อนตรวจสอบคดีโกงส.ว.หรือฮั้วส.ว.มาโดยตลอด แต่วันนี้พรรคประชาชาติ ก็เป็นพรรคร่วมรัฐบาล แต่พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เป็นหัวหน้าพรรค ได้ใช้สิทธิ์ส่วนตัว ออกมาเคลื่อนไหวขับเคลื่อนและเปิดโปงขบวนการโกงส.ว.และฮั้วส.ว.อย่างเปิดเผย

 จึงเรียกร้องมายังนายภูมิธรรม เวชยชัย ที่เคยขับเคลื่อนเรื่องการโกงส.ว.หรือฮั้วส.ว.คู่กับพ.ต.อ.ทวี สอดสอง ในอดีตที่ผ่านมา ได้ออกมาเคลื่อนไหว หรือแสดงท่าทีจุดยืนเกี่ยวกับคดีฮั้วส.ว.หรือโกงส.ว.ด้วย  เพราะขบวนการโกงส.ว.หรือฮั้วส.ว. เป็นปัญหาใหญ่ที่สุดของประเทศ ต้องร่วมมือกันแก้ไข และดำเนินการตรวจสอบการการโกงส.ว.หรือฮั้วส.ว. เพื่อไม่ให้กลุ่มการเมืองใด กลุ่มการเมืองหนึ่งกินรวบการเมืองของประเทศ และกินรวบกระดานการเมืองทั้งหมดโดยการผูกขาด หรือเรียกกันว่า เป็นการรวบอำนาจ หรือรัฐประหารตามรัฐธรรมนูญ

ซักฟอกฝ่ายค้านไอติม-พริษฐ์

ตบหน้าฉาดใหญ่ โพลจี้จัดการฟอกเงิน ซัดหมดศรัทธาต่อก.ม.

17 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

‘สวนดุสิตโพล’เผยผลสำรวจประชาชน หมดศรัทธาต่อกฎหมาย จี้รัฐฟันตัวการใหญ่ กวาดล้างแก๊งฟอกเงิน-ภัยทางการเงินให้สิ้นซาก พบเคยเห็นโฆษณาเงินกู้นอกระบบหรือชักชวนลงทุนที่น่าสงสัย

                เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “คนไทยกับภัยการเงินและการฟอกเงิน” กลุ่มตัวอย่าง 1,151 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 11-14 สิงหาคม 2569 ผลการสำรวจ พบว่ากลุ่มตัวอย่างร้อยละ 51.69 ไม่เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับภัยทางการเงิน ขณะที่ร้อยละ 48.31 เคยมีประสบการณ์ โดยลักษณะที่พบมากที่สุด คือ โฆษณาเงินกู้นอกระบบหรือการชักชวนลงทุนที่น่าสงสัย ร้อยละ 57.73 และเมื่อพบเบาะแสที่สงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เห็นว่าควรแจ้งสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) ร้อยละ 42.57

                ทั้งนี้กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 59.77 เห็นว่าปัญหาการฟอกเงิน ณ วันนี้น่ากังวลมาก สาเหตุสำคัญคือการบังคับใช้กฎหมายและการลงโทษยังไม่จริงจัง ร้อยละ 76.11 และเห็นว่ารัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจัดการกับตัวการใหญ่ ลงโทษอย่างหนัก กวาดล้างให้สิ้นซากเพื่อป้องกันและแก้ปัญหานี้ ร้อยละ 78.80

                ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลโพลสะท้อนว่าภัยทางการเงินเป็นเรื่องใกล้ตัว เกือบครึ่งมีประสบการณ์ โดยมองว่าปัญหาการฟอกเงินน่ากังวลและยังไม่เชื่อมั่นการบังคับใช้กฎหมายภาครัฐจึงควรเร่งจัดการตัวการใหญ่และผู้เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง ควบคู่กับการตรวจสอบบัญชีผิดปกติและให้ความรู้ประชาชนเพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อหรือถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการโดยไม่รู้ตัว

                ด้าน ดร.งามประวัณ เอ้สมนึก คณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ปัญหาการฟอกเงินไม่ใช่เพียงอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ แต่เป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพของ “หลักนิติธรรม”และความเข้มแข็งของสถาบันรัฐ เมื่อประชาชนร้อยละ 76.11 มองว่าปัญหาเกิดจากการบังคับใช้กฎหมายและการลงโทษที่ไม่จริงจัง จึงสะท้อนช่องว่างสำคัญระหว่างกฎหมายที่มีอยู่กับกฎหมายที่บังคับใช้ได้จริงยิ่งร้อยละ 64.55 เห็นว่าเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนอาจเกี่ยวข้องหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ปัญหาจึงเชื่อมโยงถึงการทุจริตเชิงระบบและความบกพร่องของกลไกกำกับดูแล

                รวมทั้งเสียงประชาชนร้อยละ78.80เรียกร้องให้จัดการตัวการใหญ่ชี้ว่าการบังคับใช้กฎหมายต้องไปให้ถึงผู้บงการ เครือข่าย และโครงสร้างทางการเงิน ที่อยู่เบื้องหลัง มิใช่หยุดเพียงผู้กระทำรายย่อย ดังนั้น การแก้ปัญหาจึงต้องขยับจากการปราบปรามรายคดีไปสู่การจัดการเชิงโครงสร้างควบคู่กับการสร้างความโปร่งใสและความรับผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ

                ท้ายที่สุด หลักนิติธรรรมมิใช่เพียงการมีกฎหมายแต่คือความสามารถของรัฐในการทำให้กฎหมายอยู่เหนือเงิน อิทธิพล และอำนาจ เมื่อกฎหมายบังคับได้จริงและเสมอภาค การปราบปรามการฟอกเงินจึงจะเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาปลายทางสู่การตัดวงจรทุจริตที่ต้นทางอย่างยั่งยืน

ฟอกเงินภัยการเงินสวนดุสิตโพล

นพดล เสนอรัฐบาล รื้อระบบปืนทั้งประเทศ หลังพบ 8 บทเรียนโลก ชี้ กฎหมายเข้มอย่างเดียวเอาไม่อยู่

16 สิงหาคม 2569 เวลา 21:54 น.

นพดล เสนอรัฐบาล รื้อระบบปืนทั้งประเทศ หลังพบ 8 บทเรียนโลก ชี้ กฎหมายเข้มอย่างเดียวเอาไม่อยู่

เมื่อวันที่ 16 ส.ค.2569 ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา
กรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ผู้แทนภาคประชาชน ประธานคณะอนุกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ ด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน อดีตที่ปรึกษาศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ อาจารย์ประจำหลักสูตรปริญญาโท วิชานวัตกรรมสันติภาพ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ได้เผยแพร่บทความเรื่อง บทเรียนผลข้างเคียงและความล้มเหลวของนโยบายคุมปืนในต่างประเทศ โดยมีเนื้อหา ดังนี้ 

จากการทบทวนหลักฐานต่างประเทศ ผมเห็นว่า โจทย์ที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ “นโยบายควบคุมอาวุธปืน (Gun Control Policy) ดีหรือไม่ดี” แต่คือ “นโยบายควบคุมปืนออกแบบครบระบบหรือไม่” เพราะหลายประเทศพบว่า ต่อให้กฎหมายเข้ม ถ้าออกแบบผิดจุด บังคับใช้ไม่ทันตลาดมืด เทคโนโลยีใหม่ หรือพฤติกรรมของอาชญากร ผลที่ได้อาจต่ำกว่าที่คาด สร้างภาระต่อคนที่ปฏิบัติตามกฎหมาย และทำให้รัฐรู้สึกว่ากำลังควบคุมปัญหา ทั้งที่ความเสี่ยงจริงย้ายไปอยู่นอกระบบ

ผมสรุปเป็น “8 บทเรียน ผลข้างเคียงและความล้มเหลวของนโยบายควบคุมอาวุธปืน (Gun Control Policy) ต่างประเทศ” ที่ประเทศไทยน่าจะนำมาพิจารณาปรับใช้ในบริบทของสังคมไทย

  1. คุม “ปืนถูกกฎหมาย” แต่ตลาดมืดยังอยู่ — ปัญหาไม่ได้หาย แค่ย้ายที่

นี่เป็นข้อจำกัดที่ชัดมากในหลายประเทศ กฎหมายอาจลดการเข้าถึงปืนในตลาดถูกกฎหมายได้ แต่หากอาชญากรยังเข้าถึงปืนผ่านการลักลอบข้ามแดน การขโมย ผู้ซื้อแทน หรือการผลิตผิดกฎหมาย ความรุนแรงอาจยังดำรงอยู่

แคนาดาเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ รัฐบาลตรึงตลาดปืนพกสำหรับประชาชนทั่วไป แต่ในเวลาเดียวกันก็ต้องเพิ่มมาตรการสกัดการลักลอบตามพรมแดน เพิ่มบทลงโทษการค้าอาวุธ และตั้งกลไกประสานงานกับสหรัฐฯ เพราะรัฐบาลเองยอมรับว่าการลดแหล่งปืนภายในอาจทำให้อาชญากรหันไปพึ่งปืนลักลอบและการผลิตผิดกฎหมายมากขึ้น

บทเรียนสำหรับไทย อย่าประเมินความสำเร็จจากจำนวนใบอนุญาตที่ลดลงอย่างเดียว ต้องดูว่า ปืนเถื่อนเข้าสู่ตลาดลดลงหรือไม่ ผมจึงเสนอหลักว่า คุมปืนมีทะเบียนหนึ่งระบบ ต้องมีระบบทำลายตลาดปืนเถื่อนอีกหนึ่งระบบเดินคู่กัน”

  1. อาชญากรปรับตัวเร็วกว่ากฎหมาย — คุมปืนชนิดหนึ่ง อาจเกิดปืนรูปแบบใหม่

ในยุโรปมีปืนบางชนิดที่เดิมทำขึ้นเพื่อยิงเสียงดังหรือส่งสัญญาณ และในบางประเทศสามารถซื้อได้อย่างถูกกฎหมาย แต่คนร้ายนำปืนเหล่านี้ไปดัดแปลงให้ยิงกระสุนจริงได้ จึงกลายเป็นช่องทางให้ปืนที่ดูเหมือนไม่อันตราย กลายเป็นอาวุธที่ใช้ก่ออาชญากรรมและมีปฏิบัติการยึดอาวุธลักษณะนี้จำนวนมาก

นี่เป็นตัวอย่างสำคัญว่า กฎหมายอาจนิยาม “ปืน” ได้ทันเมื่อวาน แต่ตลาดอาชญากรรมกำลังสร้าง “ปืนแห่งอนาคต” สำหรับไทยจึงต้องคิดถึง ปืนดัดแปลง ปืนแบลงก์ ชิ้นส่วนสำคัญ ปืนประกอบเอง ปืนพิมพ์สามมิติ
กระสุนและชิ้นส่วนที่ซื้อแยกแล้วนำมาประกอบ ไม่ใช่ควบคุมเฉพาะอาวุธสำเร็จรูปเท่านั้น

อย่าคุมแค่กลุ่มประเภทของปืน แต่ต้องตามคุมทุกศักยภาพในการทำให้สิ่งหนึ่งเป็นอาวุธปืนร้ายแรง”

  1. กฎหมายเข้ม แต่ซับซ้อนเกินไป — ประชาชนไม่เข้าใจ เจ้าหน้าที่ก็ใช้ไม่ตรงกัน

บทเรียนจากอังกฤษคือ กฎหมายยิ่งมากไม่ได้แปลว่าจะยิ่งปลอดภัย หากกฎหมายหลายฉบับซ้ำซ้อน กระจัดกระจาย และตามเทคโนโลยีไม่ทัน สุดท้ายประชาชนสับสน เจ้าหน้าที่ก็อาจใช้กฎหมายไม่ตรงกัน สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่มีกฎหมายมาก แต่ต้องมีกฎหมายที่ชัด ทันสมัย และใช้ได้จริง

นิวซีแลนด์ก็พบปัญหาคล้ายกัน หลังจากแก้กฎหมายหลายครั้งอย่างเร่งด่วนภายหลังเหตุร้าย กฎสะสมจนซับซ้อนและผู้ใช้บางกลุ่มเข้าใจยาก รัฐบาลจึงเดินหน้ารื้อเขียน Arms Act ใหม่ทั้งระบบเพื่อให้กฎหมายง่ายขึ้นและสอดคล้องกัน

บทเรียนสำหรับประเทศไทย การปฏิรูปปืนไม่ควรทำด้วยการ “เพิ่มกฎหมายทีละชั้น” จนประชาชน ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และร้านปืนตีความต่างกัน ควรมีแผนผังกฎหมายปืนแห่งชาติ (Firearms Regulatory Map) หรือ ตอบได้ชัดว่า ใครอนุญาต ใครตรวจสอบ ใครเพิกถอน ใครเก็บข้อมูล ใครติดตามปืน ใครรับแจ้งสูญหาย ใครสาวถึงต้นทางเมื่อปืนเข้าสู่คดี

  1. ออกกฎหมายหลังเหตุใหญ่เร็วเกินไป — อาจ “แก้สิ่งที่เห็น” แต่ไม่ใช่ “สิ่งที่ทำให้เกิดเหตุ” นี่เป็นความเสี่ยงที่ทุกประเทศต้องระวัง เหตุสะเทือนขวัญมักสร้างโอกาสทางนโยบาย (policy window) ทำให้สังคมพร้อมรับมาตรการใหม่ แต่ข้อเสียคือรัฐบาลอาจรีบออกมาตรการเพื่อแสดงการตอบสนอง ก่อนจะทำการวิเคราะห์เหตุปัจจัย ว่าเหตุเกิดจากอะไรจริง

สหรัฐฯ ให้บทเรียนว่า ห้ามปืนบางชนิด ไม่ได้แปลว่าจะหยุดความรุนแรงทั้งหมด เพราะคนร้ายอาจเปลี่ยนไปใช้ปืนชนิดอื่น การคุมปืนจึงต้องมองทั้งคน ปืน ตลาด และความเสี่ยง ไม่ใช่มองแค่ชนิดของปืน ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนกฎหมายมีผล ผู้ผลิตและผู้ซื้อสามารถปรับพฤติกรรม โดยมีการเร่งผลิตอาวุธก่อนการห้าม ซึ่งทำให้ผลระยะสั้นของกฎหมายเปลี่ยนไป

บทเรียนสำหรับไทยคือ หลังเหตุยิงใหญ่ รัฐควรทำ การทบทวนเหตุรุนแรงจากอาวุธปืนอย่างเป็นระบบ ทุกคดีใหญ่ โดยถามให้ครบว่า ปืนมาจากไหน ถูกหรือผิดกฎหมาย เจ้าของคือใคร ผู้ก่อเหตุเข้าถึงอย่างไร มีสัญญาณเตือนมาก่อนหรือไม่ หน่วยงานใดมีข้อมูล ข้อมูลเชื่อมกันหรือไม่ จุดไหนของระบบล้มเหลว แล้วจึงออกมาตรการให้ตรงจุดแห่งความล้มเหลวนั้น

  1. คุมคนที่อยู่ในระบบมากเกินไป แต่ใช้ทรัพยากรน้อยกับคนที่อยู่นอกระบบ

นี่เป็นข้อวิจารณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ และควรรับฟังโดยไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยทั้งหมดในกระบวนการพิจารณากฎหมายของแคนาดา มีข้อกังวลจากสมาชิกรัฐสภาว่า นโยบายบางส่วนอาจสร้างภาระต่อเจ้าของปืนถูกกฎหมาย ขณะที่ปัญหาปืนลักลอบจากสหรัฐฯ และอาชญากรรมองค์กรยังเป็นภัยหลักในบางพื้นที่     

นิวซีแลนด์เองจึงพยายามสร้างสมดุลใหม่ โดยยังยืนยันความปลอดภัยสาธารณะ แต่ทำให้ระบบเข้าใจง่ายขึ้น แยกหน่วยงานกำกับดูแลอาวุธปืนออกจากตำรวจ และสร้างกลไกอุทธรณ์การระงับหรือเพิกถอนใบอนุญาต

บทเรียนสำหรับไทย ใช้หลักการควบคุมบนฐานของความเสี่ยง

คนเสี่ยงต่ำ → กำกับอย่างเหมาะสม
คนหรือปืนเสี่ยงสูง → ตรวจเข้ม
ปืนเถื่อน → ปราบและสาวถึงเครือข่าย
พื้นที่เสี่ยงสูง → เพิ่มมาตรการ
พฤติการณ์เตือน → ประเมินทันที

แทนที่จะใช้มาตรการเดียวกับทุกคน

  1. ทะเบียนปืนดี แต่ถ้าข้อมูลไม่ครบ ไม่เชื่อม หรือไม่ทันเวลา ก็กลายเป็น “ฐานข้อมูลที่มีแต่ใช้ไม่ได้”

นิวซีแลนด์เป็นกรณีศึกษาที่ดีมาก ระบบการลงทะเบียนอาวุธปืน เริ่มปี พ.ศ. 2566 และมีการทบทวนว่าระบบสร้างประโยชน์ต่อความปลอดภัยจริงหรือไม่ ผลทบทวนปี พ.ศ.2568 สนับสนุนให้เดินหน้าต่อ แต่ยังเสนอให้ปรับการติดตามประเมินผลและการรายงานข้อมูลปฏิบัติการ

ตรงนี้มีบทเรียนสำคัญมากสำหรับไทย คือ ทะเบียนไม่ใช่เป้าหมาย แต่การตรวจย้อนกลับได้ (traceability) ต่างหากคือเป้าหมาย ฐานข้อมูลที่ดีต้องตอบได้ภายในเวลาสั้น ๆ ว่า ปืนกระบอกนี้เป็นของใคร  ซื้อเมื่อไร  โอนหรือยัง  แจ้งหายหรือไม่  เคยเข้าสู่คดีหรือไม่  เชื่อมกับปืนกระบอกอื่นหรือเครือข่ายใด

ถ้าต้องโทรถามกันหลายหน่วยงานและรอเอกสารหลายวัน แสดงว่า ระบบยังไม่ใช่ระบบข่าวกรองอาวุธปืนแห่งชาติ  (National Firearms Intelligence System)

  1. คุมปืนแต่ไม่คุม “การรั่วไหล” — ปืนถูกกฎหมายอาจกลายเป็นปืนอาชญากรรม

สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNODC ให้ความสำคัญกับการป้องกันอาวุธปืน ‘สูญหาย ถูกขโมย หรือรั่วไหลออกจากระบบที่ถูกกฎหมาย’ ไปสู่บุคคลหรือเครือข่ายที่ไม่มีสิทธิครอบครอง จึงให้ความสำคัญกับการทำเครื่องหมายประจำอาวุธ การจัดเก็บประวัติ การเก็บรักษาอย่างปลอดภัย และการติดตามย้อนกลับว่าอาวุธแต่ละกระบอกมาจากไหนและผ่านมือใครบ้าง ดังนั้นคำถามที่ประเทศไทยควรถามทุกปีไม่ใช่เพียง มีปืนเถื่อนกี่กระบอก?” แต่ต้องถามว่า ปืนเถื่อนของวันนี้ อดีตเคยเป็นปืนถูกกฎหมายหรือไม่?”  ถ้าใช่ ต้องหาจุดรั่วว่า ถูกขโมย? แจ้งหายเท็จ? ซื้อแทน? โอนนอกระบบ? เจ้าหน้าที่หรือคลังอาวุธรั่ว? นำเข้าถูกต้องแต่หลุดออกตลาดมืด? นี่อาจเป็นหนึ่งใน KPI สำคัญที่สุดของนโยบายปืนไทยในอนาคต

  1. กฎหมายอย่างเดียวไม่สามารถทดแทน “ระบบเตือนภัยก่อนเกิดเหตุ”

นี่เป็นข้อจำกัดสำคัญของการควบคุมอาวุธปืน เพราะคนคนหนึ่งอาจได้รับอนุญาตให้มีปืนอย่างถูกต้องตามกฎหมายมาหลายปี แต่สถานการณ์ชีวิต พฤติกรรม และระดับความเสี่ยงของบุคคลสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้น การตรวจสอบเพียงครั้งเดียวในวันที่ขออนุญาตจึงอาจไม่เพียงพอ

ประเทศอย่างแคนาดาและนิวซีแลนด์จึงพัฒนากลไกที่ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบว่า ผู้ได้รับอนุญาตยังเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในการครอบครองอาวุธปืนหรือไม่ มีระบบแจ้งเตือนเมื่อปรากฏพฤติการณ์ที่อาจบ่งชี้ถึงความเสี่ยง และมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่จำเป็นระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้ข้อมูลใหม่เกี่ยวกับความเสี่ยงสามารถนำกลับมาประกอบการพิจารณาใบอนุญาตได้

กล่าวโดยสรุป 8 บทเรียนจากต่างประเทศกำลังบอกเราว่า รัฐบาลไทยใช้จังหวะนี้ทบทวน “ระบบบริหารอาวุธปืนของประเทศไทยทั้งระบบ” ตั้งแต่การอนุญาต การครอบครอง การเก็บรักษา การพกพา การโอน การสูญหาย การเพิกถอน การปราบปืนเถื่อน การติดตามย้อนกลับ ตลอดจนการสร้างระบบเตือนภัยก่อนเกิดเหตุ โดยดึงตำรวจ ฝ่ายปกครอง หน่วยงานความมั่นคง นักกฎหมาย นักวิชาการ ผู้ประกอบการ เจ้าของปืนโดยชอบด้วยกฎหมาย และภาคประชาชนเข้ามาร่วมออกแบบระบบที่ทั้งปลอดภัย เป็นธรรม และปฏิบัติได้จริง

นพดลรัฐบาลอาวุธแนวหน้าออนไลน์