“วิมล ไทรนิ่มนวล” ซัดเดือด! จวกการเมืองมุ่งชิงอำนาจ-ทุนเทารุมทึ้งประเทศ จี้ถามรัฐบาล “อนุทินไหวไหม”

30 สิงหาคม 2569 เวลา 18:31 น.

โซเชียลระอุ นักเขียนซีไรต์ชื่อดัง “วิมล ไทรนิ่มนวล” โพสต์ข้อความวิจารณ์การเมืองไทยอย่างเผ็ดร้อน ชี้ทุกฝ่ายมุ่งแต่กอบโกยอำนาจบนหัวประชาชน พร้อมเตือนภัยสารพัด “กลุ่มทุนสีเทา” รุกคืบยึดครองประเทศ จี้รัฐบาลเร่งกวาดล้างเด็ดขาดก่อนสายเกินแก้

เมื่อเร็วๆ นี้ นายวิมล ไทรนิ่มนวล นักเขียนรางวัลซีไรต์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยตั้งชื่อหัวข้ออย่างน่าสนใจว่า “คุณอนุทินไหวไหม” ซึ่งเนื้อหาเป็นการวิพากษ์วิจารณ์สถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันอย่างดุเดือด ทั้งในประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองและการรุกคืบของกลุ่มทุนต่างชาติ

นายวิมลระบุว่า ปรากฏการณ์ที่นักการเมือง สื่อมวลชน เอ็นจีโอ รวมถึงนักวิชาการอิสระ ซึ่งต่างก็มีฝักฝ่ายของตนเอง กำลังโต้เถียงและสาดน้ำลายใส่กันนั้น แท้จริงแล้วไม่ใช่การกระทำเพื่อประชาชนอย่างที่กล่าวอ้าง แต่เป็นการทำเพื่อช่วงชิงอำนาจของกลุ่มตนเอง โดยชี้ให้เห็นว่าเป้าหมายของแต่ละกลุ่มมีความแตกต่างกันออกไป ได้แก่

  • กลุ่มที่ต้องการอำนาจในการบริหารประเทศ
  • กลุ่มที่ต้องการอำนาจเพื่อเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง
  • กลุ่มที่ต้องการอำนาจเพื่อการแบ่งแยกดินแดน
  • กลุ่มที่ต้องการอำนาจเพื่อการทุจริตคอร์รัปชัน

นอกจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองแล้ว นายวิมลยังได้สะท้อนภาพปัญหาเชิงโครงสร้างที่รุนแรง โดยระบุถึงกลุ่มทุนสีเทาจากหลากหลายชนชาติ ไม่ว่าจะเป็น จีนเทา ยิวเทา รัสเซียเทา รวมถึงไทยเทา ที่กำลังเข้ามาครอบงำการค้า ยึดครองพื้นที่ และสร้างชุมชนของตนเองขึ้นมา

พร้อมกันนี้ ยังได้วิจารณ์พฤติกรรมของคนไทยบางกลุ่มที่มักก่นด่าและแสดงความรังเกียจประเทศชาติตนเอง แต่กลับยังคงอาศัยอยู่เสมือน “ปรสิต” ซ้ำร้ายยังมีเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนที่ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์จากกลุ่มทุนสีเทาเหล่านี้อีกด้วย

ในช่วงท้ายของโพสต์ นายวิมลได้เปรียบเปรยสถานการณ์ของประเทศไทยในขณะนี้ว่า “ประเทศชาติจึงเหมือนเนื้อที่ถูกสัตว์ตะกละต่างรุมทึ้งและแย่งชิงกัดกันไปด้วย” พร้อมทั้งทิ้งข้อความฝากความหวังปนความท้าทายถึงรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยระบุว่าตนกำลังรอดูว่ารัฐบาลนี้จะสามารถกำจัดกลุ่มผลประโยชน์เหล่านี้อย่างเด็ดขาดและไม่ไว้หน้าได้หรือไม่ ก่อนที่กลุ่มคนเหล่านี้จะสร้างอิทธิพลแข็งแกร่งจนยากที่จะรับมือได้ในอนาคต

วิมล ไทรนิ่มนวล, อนุทิน

ไอลอว์ ระดมภาค ปชช. บุกเล่นกีฬาหน้า กกต. กดดันสั่งฟ้อง 229 ผู้ถูกกล่าวหาฮั้ว สว. ไอติม-ช่อ ให้กำลังใจ

30 สิงหาคม 2569 เวลา 17:38 น.

ไอลอว์ ระดมภาคประชาชน บุกเล่นกีฬาหน้า กกต. กดดันให้สั่งฟ้อง 229 ผู้ถูกกล่าวหาฮั้ว สว. ไอติม ควง สส.ปชน.-ช่อ ร่วมให้กำลังใจ ด้าน ยิ่งชีพ ชวนคนไทยเปิดวอร์โซเชียล 2 สัปดาห์อันตราย นัดชุมนุม 13 ก.ย.

เมื่อวันที่ 30 ก.ย.2569 ที่หน้าสำนักคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ เครือข่ายประชาชน โครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน ( ไอลอว์) และเครือข่ายสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน นำโดย นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผอ.ไอลอว์ และ น.ส.ภัสราวดี ธนกิจวิบูลย์ หรือ มายด์ จัดกิจกรรม “เล่นกีฬาหน้า กกต.” 3 ชนิด ประกอบด้วย กิจกรรมตีลูกแบดชิงแชมป์ กิจกรรมโยนบอลสีน้ำเงินลงกล่อง และ สกายรันนิ่ง วิ่งให้ครบ 2.29 กม. เพื่อเรียกร้องให้ กกต.มีมติสั่งฟ้องสว และผู้เกี่ยวข้องในคดีฮั้วเลือกตั้ง สว. ที่ปรากฎรายชื่อในสำนวนคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชุดที่26 ทั้ง 229 คน ต่อศาลฎีกา และทำหน้าที่ให้สมกับเป็นองค์กรอิสระตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจ คำนึงถึงผลประโยชน์ชาติ คุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชน ปราศจากการครอบงำจากกลุ่มอำนาจการเมือง

โดยมี นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน นายชยพล สท้อนดี สส.กทม เขต8 พรรคประชาชน น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกคณะก้าวหน้า รวมถึงอดีตผู้สมัคร สว. และประชาชนผู้สนับสนุนจำนวนมากเดินทางมาร่วมกิจกรรมกันอย่างคึกคัก จากนั้น เวลา 15.30 น.กลุ่มผู้ชุมนุมทั้งหมดได้ร่วมกันแปรอักษรเป็นเลข 229 เรียกร้องความยุติธรรมในคดีฮั้ว สว. ก่อนยุติกิจกรรมไปด้วยความเรียบร้อย

ด้าน นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผอ.ไอลอว์ กล่าวว่า ตอนนี้มีข้อเรียกร้องเพียงข้อเดียว คือ ให้ กกต.สั่งฟ้องผู้ถูกกล่างหาทั้ง 229 คน ส่วนที่เหลือให้ไปว่ากันในชั้นศาล ถือว่าภารกิจภาคประชาชนจบสิ้นแล้ว แต่หาก กกต.ละเว้นไม่สั่งฟ้องใคร เราจะเปิดเผยข้อมูลของบุคคลนั้นด้วยข้อมูลที่เรามีอยู่ รัฐมนตรีท่านใดที่กลัวว่า จะถูกเปิดเผยข้อมูลในสำนวน ขอให้ท่านรัฐมนตรีรีบโทรไปบอก กกต.ให้สั่งฟ้องเลย ตนอยากให้ข้อมูลทั้งหมดไปเปิดเผยในกระบวนการพิจารณาของศาล ยืนยันว่า พวกเราภาคประชาชนไม่ได้มี ข้อมูลเพียง 90,000 หน้า เรามีข้อมูลมากกว่านั้น ถ้าหากกต.ไม่ฟ้องใครเลย เราก็จะเปิดให้หมด นอกจากนี้ขอเรียกร้องให้พี่น้องประชาชน ในจังหวัดต่างๆ ตรวจสอบ สว. ของจังหวัดตัวเอง และส่งข้อมูลมาให้ที่ไอลอว์จนกว่าถึงวันที่ กกต.มติ

“เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา กกต ออกเอกสารข่าวระบุว่าจะมีการลงมติ ในวันที่ 14 ก.ย. 2559 เป็นช่วงทดเวลาถือว่าช่วงนี้เป็นช่วงทดเวลา ซึ่ง อาจ จะ มี การ บาด เจ็บ หรือ เกิด อะไร ขึ้น ก็ ได้ ไปก็สวยขึ้นได้ ฝ่ายไหนจะเป็นฝ่ายยิงประตูก็เกิดขึ้นได้ ขอให้พี่น้องประชาชนอย่ากระพริบตาสถาน การณ์บ้านเมืองอะไรก็เกิดขึ้นได้ จะมีข่าวอะไรมาเบี่ยงเบนประเด็น อย่างเพิ่งท้ออย่าเพิ่งเหนื่อย ผมเข้าใจดีว่าข้อมูล ใครโทรกลับหาใคร ใครจ่ายเงินให้ใคร ใครพาใครไปประชุมที่ไหนซึ่งมันเยอะมาก และขอเชิญชวนคนที่ยังมีข้อมูลมีการซื้อเสียงกันที่ไหน ทำโพลกันที่ไหน ขอให้ส่งกันมาได้ เรายังรอรับข้อมูลอยู่ และขอ เชิญชวนพี่น้องประชาชนแสดงออกทุกช่องทาง โดยเฉพาะสื่อสังคมออนไลน์ ด้วยการขึ้นสเตตัสหรือติดแฮชแท็ก #สั่งฟ้องสว229” นายยิ่งชีพ กล่าว

นายยิ่งชีพ กล่าวอีกว่า ในระหว่างนี้จนถึงวันที่ 13 ก.ย. ขอให้พี่น้องประชาชนช่วยกันคิดว่า จะทำกิจกรรมอะไรที่จะสื่อสารถึงกกต. เพื่อพวกเราจะได้มาทำกิจกรรมร่วมกันส่งเสียง เป็นครั้งสุดท้ายให้ กกต.สั่งฟ้องสว.และเครือข่ายโกงเลือกตั้ง สว. ในวันอาทิตย์ที่ 13 ก.ย. และเสนอมาที่ไอลอว์เพื่อตัดสินใจอีกครั้ง

กกต, ฮั้วสว., แนวหน้าออนไลน์, ไอลอว์

มท. พาสื่อชมของขึ้นชื่อสงขลา ก่อนจัด ‘ผ้าทอลายราชวัตร-ไข่ครอบ-มะม่วงเบา’ ให้ ครม.สัญจร

30 สิงหาคม 2569 เวลา 16:11 น.

มท. พาสื่อชมของขึ้นชื่อสงขลา ก่อนจัด ‘ผ้าทอลายราชวัตร-ไข่ครอบ-มะม่วงเบา’ ให้ ครม.สัญจร หวังกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน ขยายตลาด

เมื่อวันที่ 30 ส.ค.2569  ที่ จ.สงขลา กองสารนิเทศ สํานักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย นําสื่อมวลชน ติดตามการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อย่างเป็นทางการนอกสถานที่ จังหวัดสงขลาและติดตามการตรวจราชการกลุ่มจังหวัดภาคใต้ ระหว่างวันที่ 30 สิงคหาคม – 1 กันยายน 2569 เพื่อติดตามสินค้าชุมชน และผลิตภัณฑ์ OTOP ที่จะมอบให้คณะรัฐมนตรี ได้สวมใส่ในวันประชุม ครม.สัญจร

โดยตั้งแต่ช่วงเช้า ได้เยี่ยมชม กลุ่มทอผ้ากลุ่มราชวัตร แสงส่องหล้า ที่ 1 ซึ่ง นายวิชัย มาระเสนา ประธานกลุ่มราชวัตร แสงส่องหล้า ที่ 1 เปิดเผยถึงความภาคภูมิใจในการเตรียมผ้าทอเกาะยอเพื่อมอบให้กับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการประชุม ครม.สัญจร ที่จังหวัดสงขลา โดยทางกลุ่มได้เลือกทอลายราชวัตร ซึ่งเป็นลายผ้าที่โดดเด่นและถือเป็นลายประจำจังหวัดสงขลา ลายผ้าดังกล่าวมีประวัติศาสตร์ยาวนาน โดยเดิมชาวบ้านเรียกว่า ‘ลายคอนกเขา’ หรือ ‘ลายก้านแย่ง’ กระทั่งได้รับพระราชทานชื่อใหม่เป็น ‘ราชวัตร’ เมื่อครั้งมีการเสด็จพระราชดำเนินเยือนภาคใต้ในปี พ.ศ. 2443 ซึ่งมีมานานกว่า 126 ปี สำหรับความพิเศษในครั้งนี้ ทางกลุ่มได้ตั้งใจเลือกใช้สีน้ำเงินอมม่วง ซึ่งเป็นสีประจำตัวของนายกรัฐมนตรี มารังสรรค์ลงบนผืนผ้า

“ผมรู้สึกดีใจและภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้นำผลงานและภูมิปัญญาท้องถิ่นของเกาะยอมาเผยแพร่ให้เป็นที่ประจักษ์ การที่ผู้นำระดับประเทศสวมใส่ผ้าทอเกาะยอนั้น ถือเป็นต้นแบบและกระบอกเสียงสำคัญที่ช่วยสื่อสารเอกลักษณ์ของชุมชนให้ผู้คนรู้จักมากขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อการสร้างอาชีพและรายได้ให้กับชาวบ้าน”

อย่างไรก็ตาม ประธานกลุ่มราชวัตร ได้สะท้อนถึงวิกฤตของงานฝีมือท้องถิ่นในปัจจุบันว่า ปัจจุบันผู้สืบทอดการทำผ้าเกาะยอมีจำนวนลดน้อยลงจนเหลือไม่ถึง 60 คนแล้ว สาเหตุหลักมาจากการขาดการส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการเข้ามาตีตลาดของผ้าโรงงานจากพื้นที่อื่น โดยทางกลุ่มฯ ก็ยังคงยืนหยัดและมุ่งมั่นที่จะเป็นแกนนำและตัวอย่างในการอนุรักษ์งานฝีมือท้องถิ่น เพื่อให้ชาวบ้านมีอาชีพเสริม และที่สำคัญคือการดึงดูดให้คนรุ่นหลังได้เข้ามาเรียนรู้และต่อยอดภูมิปัญญาผ้าทอเกาะยอที่มีอายุยาวนานหลายร้อยปีนี้ ให้อยู่คู่ชุมชนต่อไปอย่างยั่งยืน

ต่อมาคณะฯ ได้เยี่ยมชมกลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรทะเลสาบสงขลา เยี่ยมชมการผลิตไข่ครอบสงขลา และเดินทางต่อไปยังกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปมะม่วงเบาแม่ติ้ว อ.สิงหนคร

ขณะที่ น.ส.รัตนา ไมสัน พัฒนาการจังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า เพื่อเดินหน้าผลักดันเศรษฐกิจฐานราก เตรียมนำสินค้าขึ้นชื่อของจังหวัด และสินค้า OTOP จัดแสดงโชว์ในการประชุม ครม.สัญจร สร้างโอกาสในการขยายตลาดและเพิ่มมูลค่าสินค้าให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่โดยตรง โดยนำสินค้าทั้ง 16 อำเภอและกลุ่มเครือข่ายมาร่วมจัดแสดง อาทิ ขนมม่อฉี โรตีชาชัก ไข่ครอบ ยำสาหร่ายผมนาง มะม่วงเบาแช่อิ่มสิงหนคร มะม่วงเบาสเลอปี้ หนังปลากระพงขาวทอดหรอบ ไอติมจำปาดะ เต้าคั่วสงขลา เต้าหู้คลองแงะ และลูกชิ้นปลาพริกไทยดำ เป็นต้น

ของดีสงขลา, ครม.สัญจร, มหาดไทย, สงขลา, แนวหน้าออนไลน์

โสภณ นำทัพปลุก ขรก.สภาฯ หลอมใจเป็นหนึ่ง ดันสร้างองค์กรก้าวหน้า เป็นที่ยอมรับของสังคม

30 สิงหาคม 2569 เวลา 15:55 น.

30 สิงหาคม 2569 โรงแรมวินด์แฮม จอมเทียน พัทยา จังหวัดชลบุรี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่1 และนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่2 ร่วมบรรยายพิเศษ เรื่อง “นโยบายการขับเคลื่อนองค์กรสู่การปฏิบัติงานเพื่อสนับสนุนบทบาทภารกิจของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร” ในโครงการสัมมนาเรื่อง “นโยบายการบริหารสู่การปฏิบัติงาน เพื่อสนับสนุนบทบาทภารกิจของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร”

นายโสภณ กล่าวว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้เป็นการรวมพลังเพื่อระลึกถึงคุณงามความดีและผลงานของผู้บริหารและบุคลากรสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีส่วนสำคัญในการทำให้องค์กรมีความเข้มแข็งมาจนถึงปัจจุบัน พร้อมย้ำว่า แม้ผู้นำจะมีความสามารถและทุ่มเทมากเพียงใด แต่หากไม่ได้รับความร่วมมือจากบุคลากรทุกฝ่าย การขับเคลื่อนองค์กรก็ไม่สามารถประสบความสำเร็จได้

ประธานสภาฯ ยังกล่าวถึงการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างฝ่ายการเมืองกับข้าราชการ ว่า แม้ฝ่ายการเมืองจะเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในช่วงเวลาหนึ่ง แต่หากทุกฝ่ายมีความจริงใจ มีไมตรี และให้เกียรติซึ่งกันและกัน ความสัมพันธ์ที่ดีก็สามารถดำรงอยู่ได้ในระยะยาว ขณะเดียวกันการสื่อสารเป็นเรื่องสำคัญต่อภาพลักษณ์ขององค์กร โดยกิจกรรมหรือโครงการที่เป็นประโยชน์ควรสื่อสารให้สังคมได้รับทราบอย่างชัดเจน เพื่อให้ประชาชนเข้าใจถึงเจตนารมณ์และประโยชน์ที่เกิดขึ้น รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นต่อการทำงานของสภาผู้แทนราษฎร

นายโสภณ กล่าวอีกว่า ความสำเร็จขององค์กรเกิดจากความร่วมมือของทุกคน พร้อมขอให้ผู้บริหารและบุคลากรทุกคนตั้งใจคิดดี พูดดี และทำดี ดูแลสุขภาพ และวางชีวิตให้เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัย โดยเปรียบสภาฯเป็นเสมือนบ้านและทุกคนเป็นพี่น้องกัน สามารถร่วมทุกข์ ร่วมสุขและช่วยกันสร้างองค์กรให้ก้าวหน้า เป็นที่ยอมรับของสังคม

ด้าน น.ส.มัลลิกา กล่าวว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความร่วมมือและความผูกพันภายในองค์กร จึงขอให้ผู้บริหารและบุคลากรสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ร่วมมือกันปฏิบัติหน้าที่ด้วยความตั้งใจ และบูรณาการการทำงานระหว่างสำนักและหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพ และบุคลากรสามารถทำงานได้อย่างมีความสุข หากมีปัญหา ขอให้ช่วยกันแก้ไข พูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในฐานะพี่น้อง พร้อมเปิดพื้นที่ให้บุคลากรสามารถเข้าพบผู้บริหารเพื่อเสนอความคิดเห็นและข้อแนะนำในการพัฒนาองค์กรได้

ขณะที่ นายเลิศศักดิ์ กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติและภาคภูมิใจที่ได้ร่วมกิจกรรม พร้อมชื่นชมความตั้งใจของประธานสภาผู้แทนราษฎรในการจัดกิจกรรม เพื่อสร้างความประทับใจและความภาคภูมิใจให้แก่ผู้บริหารและบุคลากร นอกจากนี้ อยากให้ทุกคนตั้งเป้าหมายใหม่ในการดำเนินชีวิต ให้ความสำคัญกับสุขภาพ และมีกำลังกายกำลังใจที่เข้มแข็งในการทำงาน ภายใต้การนำของประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร

ทั้งนี้ ภายในงานยังมีการจัดกิจกรรมมุทิตาจิตและบายศรีสู่ขวัญ ให้แก่ผู้บริหารและบุคลากรสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ที่เกษียณอายุราชการ เพื่อความเป็นสิริมงคล และสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้เข้าร่วมงาน โดยบรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างอบอุ่น เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ความสุข และความประทับใจ รวมถึงน้ำตาแห่งความซาบซึ้ง สะท้อนถึงความผูกพัน ความสมัครสมานสามัคคี และมิตรภาพที่ดีระหว่างประธานสภาฯ ผู้บริหาร และบุคลากรของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

โสภณ ซารัมย์,ประธานสภาฯ,รัฐสภา,

เชาว์ สวนเดือด ศุภชัย ชี้ อภิสิทธิ์ ไม่เคยเอ่ยชื่อ ภท. ย้อนบอยคอตบิดประเด็น เตือนประชาธิปไตยพังได้จากคนในระบบ

30 สิงหาคม 2569 เวลา 15:44 น.

30 สิงหาคม 2569 นายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก Chao Meekhuad เรื่อง “ก่อนย้อนเรื่องรัฐประหาร ถามก่อนวันนี้ใครกำลังทำประชาธิปไตยเหลือแต่เปลือก” ตอบโต้ นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย หลังออกมาวิพากษ์วิจารณ์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กรณีตั้งคำถามถึงความเสี่ยงที่พรรคการเมืองอาจมีอิทธิพลต่อวุฒิสภา และส่งบุคคลเข้าไปอยู่ในองค์กรอิสระ จนกระทบต่อระบบตรวจสอบถ่วงดุล

นายเชาว์ ระบุว่า เรื่องแรกที่ต้องคุยกันให้ตรงประเด็นคือ นายอภิสิทธิ์ไม่ได้เอ่ยชื่อพรรคภูมิใจไทยแม้แต่คำเดียว โดยถ้อยคำที่ใช้คือ “ถ้าพรรคการเมืองยึดครอง สว.” แต่ฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทยกลับเป็นผู้ตีความว่าเป็นการกล่าวหาพรรคภูมิใจไทยยึดครองวุฒิสภา พร้อมระบุว่า “แบบนี้ชาวบ้านเขาเรียก ‘วัวสันหลังหวะ’ ครับ”

นายเชาว์ ระบุต่อว่า คำถามของหัวหน้าอภิสิทธิ์ไม่ได้อยู่ที่ว่า “ศาลตัดสินหรือยังว่าใครผิด” แต่อยู่ที่ว่า ระบบที่ สว.มีบทบาทในการคัดเลือกคนเข้าองค์กรอิสระ ขณะที่มีข้อสงสัยเรื่องอิทธิพลทางการเมืองต่อวุฒิสภา มีหลักประกันเพียงพอหรือไม่ว่าจะไม่เกิดการยึดกลไกตรวจสอบ “นี่ต่างหากคือคำถามที่นายศุภชัยควรตอบ แต่กลับไม่ตอบ แล้วเลือกพาเรื่องหนีไปถึงปี 2549 และ 2557 แทน การรักษาประชาธิปไตย ไม่ใช่เพียงบอกประชาชนว่า เลือกตั้งเสร็จแล้วก็จบ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งยังต้องถูกตรวจสอบวุฒิสภายังต้องเป็นอิสระจากผู้มีอำนาจทางการเมือง องค์กรอิสระยังต้องอิสระจริง และผู้มีอำนาจตรวจสอบคนอื่นก็ต้องถูกตรวจสอบได้

การที่นายศุภชัยยกขึ้นมาว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ส่งผู้สมัครเลือกตั้งปี 2549 และ 2557 และวิกฤตทั้งสองครั้งลงเอยด้วยการรัฐประหาร ผมว่าเป็น “ตรรกะที่บิดเบี้ยว” แม้นายศุภชัยเองจะออกตัวว่า ไม่อาจกล่าวได้ว่าการบอยคอตเป็นเหตุให้เกิดรัฐประหาร แต่กลับตั้งใจชี้นำให้คนเข้าใจแบบนั้น เพราะถ้าจะย้อนประวัติศาสตร์ ก็ต้องย้อนให้ครบด้วยว่า ก่อนการตัดสินใจเหล่านั้น บ้านเมืองอยู่ท่ามกลางวิกฤตความไว้วางใจต่อการใช้อำนาจของรัฐบาล ข้อกล่าวหาเรื่องทุจริต และปัญหากลไกตรวจสอบที่ถูกตั้งคำถามอย่างหนัก การเอาแต่พูดถึงปลายเหตุ แต่ไม่พูดถึงสภาพของระบบที่นำไปสู่วิกฤต ย่อมไม่ใช่การอ่านประวัติศาสตร์อย่างครบถ้วน

“ถ้าวันหนึ่งพรรคการเมืองสามารถมีอิทธิพลต่อวุฒิสภา วุฒิสภาสามารถส่งคนเข้าไปนั่งในองค์กรอิสระ และองค์กรอิสระเหล่านั้นมีหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายบริหารหรือวุฒิสภาที่เกี่ยวโยงกับผู้ส่งตนเข้าไป เราจะยังเรียกระบบเช่นนั้นว่า “ตรวจสอบถ่วงดุล” ได้เต็มปากหรือไม่ นี่ต่างหากคือคำถามของหัวหน้าอภิสิทธิ์” รัฐธรรมนูญห้ามมิให้บุคคลใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครอง และคำว่า “ล้มล้าง” เป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรง ต้องพิสูจน์ตามกฎหมาย ไม่มีใครควรด่วนตัดสินบุคคลหรือพรรคใดเอง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าสังคมห้ามตั้งคำถามว่า พฤติการณ์ใดกำลังเซาะกร่อนหลักประชาธิปไตย เพราะประชาธิปไตยไม่ได้มีเพียงหีบบัตรเลือกตั้ง แต่มีหลักนิติรัฐ การแบ่งแยกอำนาจ การตรวจสอบถ่วงดุล และความรับผิดชอบของผู้ใช้อำนาจด้วย

“ผมคิดว่าหัวหน้าอภิสิทธิ์พูดถูกแล้วครับ เราอยู่เฉยไม่ได้ เพราะถ้ารอจนกลไกตรวจสอบถูกยึดหมดแล้ว วันนั้นอาจสายเกินไปที่จะถามว่า ใครเป็นคนล้มประชาธิปไตย” นายเชาว์ ระบุ

เชาว์ มีขวด,พรรคประชาธิปัตย์,ศุภชัย ใจสมุทร,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,พรรคภูมิใจไทย,รัฐประหาร,

ธนกร มั่นใจ! ครม.สัญจร สงขลา พี่น้องประชาชนภาคใต้ได้ประโยชน์โดยตรง แนะทุกภาคส่วนช่วยกันคิด จะเดินหน้าเพื่อคนใต้ในอนาคตอย่างไร

30 สิงหาคม 2569 เวลา 15:34 น.

“ธนกร”มั่นใจ! ครม.สัญจร สงขลา พี่น้องประชาชนภาคใต้ได้ประโยชน์โดยตรง แนะทุกภาคส่วนช่วยกันคิด จะเดินหน้าเพื่อคนใต้ในอนาคตอย่างไร เหน็บ”ฝ่ายค้าน”คิดถึงสิ่งที่คนใต้จะได้รับให้มากขึ้น คิดถึงคะแนนเสียงตัวเองให้น้อยลงหน่อยคงจะดี

30 สิงหาคม 2569 นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ที่จังหวัดสงขลา ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม – 1 กันยายน 2569 ว่า การลงพื้นที่ของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในครั้งนี้ ไม่ได้ประชุมแค่เชิงนโยบาย แต่ต้องการลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหา ข้อเสนอแนะ และข้อกังวลของประชาชนในพื้นที่โดยตรง นอกจากนี้ ก่อนที่จะมีการประชุม ครม.สัญจรนั้น รัฐมนตรีทุกคนต้องลงพื้นที่ล่วงหน้าหนึ่งวันเพื่อติดตามงานในแต่ละจังหวัด ทั้งขับเคลื่อนการพัฒนาและแก้ปัญหารายได้ประชากรต่ำในกลุ่ม 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (สงขลา สตูล ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส) มีการเสนอโครงการรวมทั้งสิ้น 199 โครงการ คิดเป็นวงเงินเบื้องต้นกว่า 5.7 หมื่นล้านบาท การขออนุมัติโครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 สายใต้ 3 เส้นทาง เชื่อมโครงข่ายจากชุมพรถึงปาดังเบซาร์ วงเงินกว่า 1 แสนล้านบาท และการเซ็นสัญญาก่อสร้างสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา (กระแสสินธุ์-เขาชัยสน) รวมทั้งสะพานเชื่อมเกาะลันตา และการรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของทุกฝ่าย กรณีโครงการพัฒนาอำเภอจะนะ โดยยึดผลการศึกษาการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) และการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นหลัก ดังนั้น พี่น้องประชาชนภาคใต้จะได้ประโยชน์อย่างแน่นอน

สำหรับกรณีที่ฝ่ายค้านออกมาร้องเรียนเรื่องมีการปิดถนนต่างๆ นั้น นายธนกร กล่าวว่า จังหวัดสงขลาได้เตรียมความพร้อมในทุกมิติ ทั้งด้านสถานที่ การอำนวยความสะดวก การรักษาความปลอดภัย การจัดนิทรรศการ การนำเสนอข้อเสนอการพัฒนาจังหวัด และการบริหารจัดการงบประมาณ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งไม่ว่าคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลไหนลงพื้นที่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ดำเนินการเช่นนี้เพื่อความเรียบร้อยและรักษาความปลอดภัยเช่นเดียวกัน เพราะหากไม่มีการรักษาความปลอดภัยที่ดีพอ และเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้น ฝ่ายค้านก็จะหยิบยกไปตำหนิเจ้าหน้าที่อีกว่าไม่มีความพร้อมในการทำหน้าที่ ที่สำคัญ การลงพื้นที่ ครม.สัญจรที่ จ.สงขลาครั้งนี้ไม่ได้มีการปิดถนนเพื่อต้อนรับท่านนายกฯ ตามที่ ส.ส.พรรคประชาชนกล่าวอ้าง

“อยากให้ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน รวมถึงภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ ช่วยกันคิดว่าจะเดินหน้าเพื่อพี่น้องประชาชนภาคใต้ในอนาคตอย่างไร ให้ความสำคัญกับการติดตามการแก้ไขและป้องกันปัญหาอุทกภัย รวมถึงด้านความมั่นคงและการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้เป็นหลัก ดีกว่าเหน็บแนมป้ายสีรัฐบาลรายวันโดยที่คนใต้ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย ถ้าฝ่ายค้านคิดถึงสิ่งที่คนใต้จะได้รับให้มากขึ้น คิดถึงคะแนนเสียงตัวเองให้น้อยลงหน่อยก็คงจะดี” นายธนกร กล่าว

ครม.สัญจรสงขลา, ธนกรวังบุญคงชนะ, พรรคภูมิใจไทย

“ศุภจี” ไขข้อข้องใจ Q&A พาณิชย์ แจงชัดสถิติ “นิติบุคคลเสี่ยงนอมินี” ลด 75% ชูมาตรการคัดกรองเข้ม-ดึงฐานข้อมูลรัฐสกัดบัญชีม้า

30 สิงหาคม 2569 เวลา 14:38 น.

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว ชี้แจงข้อสงสัยของประชาชนจากช่วงการแถลงผลงาน 90 วัน ผ่านแคมเปญ #QAกับกระทรวงพาณิชย์ โดยเฉพาะประเด็นคำถามที่ว่า “นอมินีลดลง 75% ตัวเลขนี้มาจากไหน และลดลงเพราะอะไร?” พร้อมเปิดเผยแผนการดำเนินงานของกระทรวงพาณิชย์ในการจัดระเบียบและปราบปรามกลุ่มทุนสีเทาที่ใช้ตัวแทนอำพราง (นอมินี) ในการทำธุรกิจ

นางศุภจี ระบุว่า ตามที่ได้เคยแถลงนโยบายไว้ว่า กระทรวงฯ มีเป้าหมายที่จะทำให้คนดีทำธุรกิจได้สะดวกขึ้น ในขณะเดียวกันก็ต้องมีมาตรการป้องกันคนที่ไม่ดีเข้ามาใช้ระบบในทางที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งเรื่อง “นอมินี” เป็นหนึ่งในนโยบายที่กระทรวงพาณิชย์เริ่มดำเนินการอย่างเข้มข้น และปัจจุบันเริ่มเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมจากตัวเลขสถิติ

สำหรับที่มาของตัวเลข 75% นั้น มาจากการเปรียบเทียบจำนวน “นิติบุคคลจดทะเบียนใหม่ที่เข้าลักษณะกลุ่มเสี่ยงนอมินี” ในช่วงระหว่างวันที่ 1-20 สิงหาคม 2569 ซึ่งมีจำนวน 141 บริษัท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 (ปีก่อนหน้า) ที่มีถึง 561 บริษัท พบว่าลดลงถึง 420 บริษัท หรือคิดเป็นเกือบ 75% อย่างไรก็ตาม นางศุภจีเน้นย้ำว่า ตัวเลขนี้หมายถึงเฉพาะกลุ่มเสี่ยงที่มาจดทะเบียนใหม่ลดลงเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าจำนวนนอมินีทั้งหมดที่มีอยู่ในประเทศไทยลดลง 75% แต่อย่างใด

ทั้งนี้ ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากการเดินหน้ามาตรการคู่ขนาน 2 ส่วนหลัก ได้แก่:

  1. การป้องกันตั้งแต่ก่อนจดทะเบียน (คัดกรองความเสี่ยง)

มีการเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้นและผู้มีอำนาจควบคุมกิจการ โดยนำฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) มาบูรณาการร่วมกันเพื่อใช้ตรวจสอบ ได้แก่

  • การนำข้อมูลผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวนกว่า 13 ล้านรายชื่อ มาตรวจสอบเพื่อป้องกันการนำชื่อประชาชนไปสวมรอยใช้โดยไม่รู้ตัว
  • การนำข้อมูลบัญชีม้าจำนวน 98,000 ราย มาตรวจสอบเทียบเคียงกับฐานข้อมูลทะเบียนนิติบุคคลกว่า 1,000,000 ราย
  1. การตรวจสอบย้อนหลังบริษัทที่จดทะเบียนไปแล้ว

กระทรวงพาณิชย์ได้บูรณาการการทำงานร่วมกับ 23 หน่วยงานพันธมิตร เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลและส่งต่อให้หน่วยงานที่มีอำนาจดำเนินการตรวจสอบเชิงลึกต่อไป โดยล่าสุด ได้มีการส่งข้อมูลกลุ่มเสี่ยงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบแล้วกว่า 50,000 ราย นอกจากนี้ ยังมีการลงพื้นที่ตรวจสอบจริงใน 46 พื้นที่ ครอบคลุม 13 จังหวัด และมีการใช้ 4 คำสั่ง 2 ประกาศ เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการป้องกันปัญหานอมินีและบัญชีม้านิติบุคคล

“อย่างที่ย้ำมาตลอดค่ะว่า เราต้องพยายามแก้ปัญหาก่อนที่จะกลายเป็นปัญหา เราต้องทำทั้งสองด้านควบคู่กัน คือ ป้องกันคนไม่ดีไม่ให้เข้ามาใช้ระบบได้ง่าย และตรวจสอบสิ่งที่อยู่ในระบบไปแล้ว ขณะเดียวกัน คนที่ทำธุรกิจอย่างสุจริตก็ควรทำธุรกิจได้สะดวกและแข่งขันได้อย่างเป็นธรรมค่ะ” นางศุภจี กล่าวทิ้งท้าย

นอมินี, บัญชีม้า, ศุภจี สุธรรมพันธุ์

อุดรธานีคึกคัก เลือกตั้งซ่อม สส.เขต 3 เปิดคูหาเช้าประชาชนแห่ใช้สิทธิ์ ไร้เรื่องร้องเรียนทุจริต คาดรู้ผลไม่เกิน 2 ทุ่ม

30 สิงหาคม 2569 เวลา 14:36 น.

คึกคักแต่เช้าหลังเปิดให้ประชาชนใช้สิทธิ์เลือกตั้ง สส.เขต 3 อุดรธานี ยังไม่มีเรื่องร้องเรียนทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง วางกำลังเคลื่อนที่เร็ว กล้อง CCTV คุมเข้ม คาดรู้ผลไม่เกิน 2 ทุ่ม ฝนตกไม่เป็นปัญหา

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์ เขต 3 จังหวัดอุดรธานี กรณีแทนตำแหน่งที่ว่าง โดยว่าที่ร้อยตรีภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พร้อมนางสาวสมิหรา เดชะอังกูร ผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำจังหวัดอุดรธานี ตรวจความเรียบร้อยที่บริเวณ ศาลาวัดบ้านเม่น หน่วยเลือกตั้งที่ 9 หมู่ที่ 7 ตำบลบ้านขาว อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ซึ่งมีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง 713 คน ก่อนเปิดการลงคะแนนในเวลา 08.00 น. ทางคณะได้ร่วมกันยืนเคารพธงชาติ ซึ่งพบว่ามีประชาชนทยอยเดินทางมารอใช้สิทธิ์

นายวิสุทธิ์ บุตรสา อายุ 19 ปี ชาวหมู่บ้านเม่น เดินทางรอใช้สิทธิ์ ตั้งแต่ 07.30 น. พร้อมเผยว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ของตน รู้สึกตื่นเต้น ส่วนสาเหตุที่เดินทางมาเป็นคนแรก เพราะตั้งใจมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ทั้งนี้นอกจากตนแล้ว ยังมีพ่อกับแม่ที่มีสิทธิ์เลือกตั้ง แต่ทั้ง 2 คนติดภารกิจต้องทำงาน จะเดินทางมาใช้สิทธิ์ในช่วงเที่ยง

ด้าน นางสาวสมิหรา ให้สัมภาษณ์ถึงภาพรวมการเลือกตั้งเขต 3 ว่า จังหวัดอุดรธานี ได้มีการเตรียมความพร้อมเรื่องของบุคลากร อุปกรณ์และการฝึกซ้อมในการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการประจำหน่วย โดยเฉพาะเรื่องของนโยบายคณะกรรม การการเลือกตั้งในการซักซ้อมการปฏิบัติหน้าที่ของประธาน กรรมการประจำหน่วย ทำให้กรรมการประจำหน่วยมีความเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ ว่าจะสามารถดำเนินการตามกระบวนการและขั้นตอน ตามที่กฎหมายกำหนดได้อย่างเรียบร้อย

เมื่อถามว่าสำหรับภาพรวมมีคนมาต่อคิวจำนวนมาก พอใจหรือไม่ นางสาวสมิหรา ว่า ในหลายๆหน่วย เรามีการประชาสัม
พันธ์ไปยังทุกหมู่บ้านโดยผู้ใหญ่บ้านให้ช่วยประชาสัมพันธ์ให้ออกมาใช้สิทธิ์กันมากๆ อย่างวันนี้ที่หน่วยวัดบ้านเม่น มีผู้มาใช้สิทธิ์ตั้งแต่ช่วงเช้า ต้องขอขอบคุณประชาชนในพื้นที่ โดยคาดว่าอีกหลายที่ของอำเภอเพ็ญและอำเภอสร้างคอมจะมีคนใช้สิทธิ์เลือกตั้ง

ส่วนการร้องเรียนเกี่ยวกับการทุจริตการเลือกตั้ง นางสาวสมิหรา กล่าวว่า เนื่องจากเรามีกำลังเคลื่อนที่เร็ว และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ รวมถึงคณะเคลื่อนที่เร็วของส่วนกลางมาอยู่ในพื้นที่ ตอนนี้ยังไม่มีเรื่องที่แจ้งมาเกี่ยวกับการซื้อสิทธิ์ขายเสียง อย่างไรก็ตาม การนับคะแนนจากทั้งหมด 240 หน่วยเลือกตั้ง คาดว่าจะทราบผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ประมาณ 19.30 -20.00 น.

ทั้งนี้ พื้นที่ที่ไกลที่สุดของอำเภอเพ็ญ อยู่ที่ประมาณ 36 กิโลเมตร ในการรายงานผลเมื่อนับคะแนนเสร็จเรียบร้อย จะส่งผลคะแนนมายังช่องทางออนไลน์ก่อน ส่วนเอกสารหลักฐานหลักฐาน รวมถึงวัสดุอุปกรณ์จะนำเข้ามาส่งอีกครั้งนึง

เมื่อถามถึงสภาพอากาศในวันนี้ ที่ฝนเริ่มตกตั้งแต่ช่วงเช้า จะต้องแจ้งเตือนประชา ชนอย่างไรบ้าง นางสาวสมิหรา กล่าวว่าช่วงนี้เป็นฤดูฝน จึงมีฝนตกเป็นประจำอยู่แล้ว ซึ่งประชาชนน่าจะทราบถึงสภาพสภาพอากาศ มีการแจ้งเตือนในส่วนของกรรมการประจำหน่วยถึงมาตรการในการดูแลวัสดุอุปกรณ์ในหน่วย เช่น หีบบัตรที่เป็นกระดาษ จะมีถุงขนาดใหญ่ใส่ให้ และในพื้นที่ของอำเภอเพ็ญและอำเภอสร้างคอม อยู่ปลายสายของสถานีจ่ายไฟฟ้า จึงมีไฟตกไฟดับอยู่เรื่อยๆ จึงมีการเตรียมโคมไฟให้ชาร์จแบตไว้ก่อน แต่จุดสำคัญของเขตเลือกตั้งที่ 3 คือ ทุกหน่วยเลือกตั้งเป็นอาคารถาวรทั้งหมด

นางสาวสมิหรา ยืนยันว่า จังหวัดมีกล้อง CCTV ทั้งหมดประมาณ 500 ตัว และในเขตเลือกตั้งนี้มีประมาณ 30-40 ตัว ซึ่งจะสามารถ ป้องกันการกระทำความผิดได้ และในอนาคตจะมีการเพิ่มมาตรการนี้ เพื่อทำให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อยมากยิ่งขึ้น

อุดรธานี, เลือกตั้ง, ใช้สิทธิ์เลือกตั้ง

ปชป.ยกทีม สส.ใต้ เปิด 4 ปมร้อน จี้ ครม.สัญจร สงขลา เร่งแก้พืชผลตกต่ำ-ระบบราง-3 จว.ใต้

30 สิงหาคม 2569 เวลา 14:14 น.

30 สิงหาคม 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายกาญจน์ ตั้งปอง สส.ตรัง นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง สส.สงขลา นายทรงศักดิ์ มุสิกอง สส.นครศรีธรรมราช และนายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรค ร่วมกันแถลงข้อเสนอต่อรัฐบาล ก่อนที่จะมีการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ที่จังหวัดสงขลา ระหว่างวันที่ 31 ส.ค. – 1 ก.ย.นี้

โดย นายชัยชนะ กล่าวว่า รัฐบาลควรมีนโยบายที่เป็นชิ้นเป็นอันและเป็นระบบเพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาให้กับพี่น้องชาวภาคใต้ได้ในระยะยาว ตนขอนำเสนอแนวทางแก้ปัญหาใน 4 เรื่อง ประกอบด้วย ปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ตั้งแต่ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และผลไม้ โดยเฉพาะมังคุดที่ราคาเหลือเพียงกิโลกรัมละไม่เกิน 15 บาท ขณะที่ต้นทุนของเกษตรกรสูงถึง 20 บาท จึงได้เสนอให้ ครม.พิจารณาโครงการสร้างนิคมอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตร หรือ “รับเบอร์วัลเลย์” (Rubber Valley) ที่ อ.นาบอน จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นโครงการที่พรรคประชาธิปัตย์ได้เคยนำเสนอเพื่อแปรรูปและส่งออกอย่างยั่งยืน พร้อมกับได้เสนอให้รัฐบาลจัดทำแอปพลิเคชันบันทึกบัญชีต้นทุนการทำสวน หากเกษตรกรเข้าร่วมอย่างถูกต้อง ควรได้รับสิทธิพิจารณาเงินเยียวยาก่อนเป็นกลุ่มแรก

ปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน เมื่อรัฐบาลประกาศว่าจะไม่ทำโครงการแลนด์บริดจ์แล้ว แต่งบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรไว้ ก็ควรนำมาพิจารณาลงทุนในโครงการ “เซาเทิร์น คอนเนกต์” (Southern Connect) เพื่อพัฒนาระบบรางเชื่อมโยงท่าเรือสงขลา ท่าเรือระนอง และท่าเรือตรัง ไปยังท่าเรือแหลมฉบัง พร้อมยกระดับศูนย์กระจายสินค้า อ.ทุ่งสง เป็นศูนย์ ICD เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์ให้ผู้ประกอบการและเกษตรกร

นายชัยชนะ ยังได้เรียกร้องให้รัฐบาลประกาศให้ชัดเจนถึงนโยบายการก่อสร้างรถไฟทางคู่เชื่อมต่อมาเลเซีย (เพชรบุรี – สุไหงโก-ลก) พร้อมกับให้จัดทำแผนงานแจกแจงรายละเอียดการใช้งบประมาณว่าอยู่ในปีงบประมาณ 2570 หรือ 2571 และต้องใช้งบประมาณเท่าใด โดยจะต้องมีกำหนดการแล้วเสร็จให้ชัดเจนด้วย

นายชัยชนะ กล่าวถึงปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่รัฐบาลต้องทบทวนและตรวจสอบความคุ้มค่าและโปร่งใสของงบประมาณให้ครบถ้วน รวมไปถึงจำนวนกำลังพลว่า มีชื่อปฏิบัติหน้าที่แต่ตัวอยู่จริงหรือไม่ มีการทุจริตเบิกเงินเดือนแต่ตัวไม่อยู่หรือไม่ ตลอดจนตรวจสอบอาวุธยุทโธปกรณ์และกล้องวงจรปิดว่าสูญหายหรือไม่ และหากพบเจ้าหน้าที่รัฐเอี่ยวกลุ่มผู้ก่อเหตุ ต้องดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมอย่างเด็ดขาด ขอฝากไปถึง นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคมว่า สิ่งที่เคยประกาศว่าจะทวงคืนความยิ่งใหญ่ให้ภาคใต้ วันนี้เป็นรัฐบาลแล้วแต่ยังไม่เห็นการเริ่มต้นฟื้นฟูอย่างแท้จริง ดังนั้น การประชุม ครม.สัญจรครั้งนี้ ขอให้ท่านลงไปทำงานจริงๆ ไม่ใช่ลงไปแค่สร้างภาพแล้วกลายเป็นภาระให้ข้าราชการในพื้นที่ต้องมาคอยต้อนรับ หาก ครม. ลงไปแล้วทำจริง ให้งบประมาณจริง พัฒนาจริง อย่าเป็นแค่เสือกระดาษ เราก็พร้อมยินดี

ด้าน นายศักดิ์สิทธิ์ กล่าวถึงปัญหาเร่งด่วนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดสงขลา เพื่อส่งผ่านไปยังรัฐบาลก่อนการประชุม ครม.สัญจรว่า ตนมุ่งเน้นไปที่ปัญหาความเดือดร้อนใน 3 ด้าน ที่ยังไม่ได้รับการคลี่คลาย คือ ปัญหาการบริหารจัดการน้ำหลังเผชิญอุทกภัย ที่พบว่าการขุดลอกคูคลองในพื้นที่รับผิดชอบของกรมชลประทานและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังคงล่าช้า ติดหล่มขั้นในตอนการจัดซื้อจัดจ้างผู้รับเหมา จึงขอเสนอให้กรมชลประทานนำเครื่องจักรของตนเองลงพื้นที่ดำเนินการโดยตรง หรือบูรณาการร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดและเทศบาล เพื่อเร่งลอกทางน้ำให้ทันท่วงทีก่อนที่ฤดูมรสุมระลอกใหม่จะมาถึง เพราะแม้รัฐบาลจะอนุมัติงบกลางลงมา แต่การดำเนินงานไม่สำเร็จ ก็จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชน และทำให้กรมชลประทานต้องตกเป็นแพะรับบาปในท้ายที่สุด

นายศักดิ์สิทธิ์ กล่าวต่อว่า ขณะที่ประเด็นนิคมอุตสาหกรรมจะนะ จากการลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นของชาวบ้าน พบว่ายังคงมีความวิตกกังวลและสับสนอย่างยิ่ง เนื่องจากในอดีตเคยมีบทเรียนจากการผลักดันโครงการพลังงานต่างๆ ที่สัญญาว่าประชาชนจะได้ใช้ไฟฟ้าฟรีหรือก๊าซราคาถูก แต่สุดท้ายไม่สามารถทำได้จริง ซ้ำร้ายยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการประกอบอาชีพ จนทำให้เกิดความเคลือบแคลงว่าผู้ที่ได้รับผลประโยชน์สูงสุดกลับกลายเป็นกลุ่มนายหน้าและนายทุนที่เข้ามากว้านซื้อที่ดิน ดังนั้นจึงได้สะท้อนให้รัฐบาลต้องเปิดรับฟังเสียงของคนในพื้นที่อย่างจริงจังตามกรอบการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) และต้องไม่ดำเนินนโยบายที่สวนทางกับสิ่งที่เคยให้คำมั่นไว้เมื่อครั้งหาเสียงเลือกตั้ง

นายศักดิ์สิทธิ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ในส่วนที่เป็นปัญหาวิกฤตของกลุ่มชาวประมงพื้นบ้านในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ซึ่งกำลังเผชิญกับสภาพทะเลสาบตื้นเขินจากตะกอนดินทรายหลังน้ำท่วม ทำให้ปริมาณสัตว์น้ำลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งจะเป็นการเปิดโอกาสให้โรงงานอุตสาหกรรมซ้ำเติมวิกฤติด้วยการลักลอบปล่อยน้ำเสียด้วย จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลและองค์การจัดการน้ำเสีย (อจน.) เข้ามาแสดงบทบาทและรับผิดชอบดูแลระบบบำบัดน้ำเสียของเทศบาลนครหาดใหญ่ รวมถึงโครงสร้างท่อระบายน้ำใต้ดินที่ชำรุดทรุดโทรม ก่อนที่จะระบายน้ำเสียลงสู่คลองแห คูเต่า อำเภอบางกล่ำ และไหลลงสู่ทะเลสาบสงขลา เพื่อเร่งฟื้นฟูระบบนิเวศและคืนความสมบูรณ์ให้แก่แหล่งทำมาหากินของชาวประมงอย่างเร่งด่วน

พรรคประชาธิปัตย์,ปชป,ชัยชนะเดชเดโช,ครมสัญจร,สงขลา,

ณรงค์ รักร้อย ออกโรง! โต้ 7 เสือ กกต. ล็อกเป้าฟันคดีฮั้ว สว. แค่ 10 คน จ่อดำเนินคดีเอกสารหลุดถึงมือฝ่ายค้าน-ไอลอว์

30 สิงหาคม 2569 เวลา 13:43 น.

30 สิงหาคม 2569 ที่ จ.อุดรธานี นายณรงค์ รักร้อย กรรมการการเลือกตััง (กกต.) ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวที่ กกต.เตรียมลงมติจะเอาผิดผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีฮั้ว สว.เพียงแค่ 10 คน ว่าที่ประชุม กกต.ได้พิจารณาสำนวนเสร็จสิ้นไปเมื่อวันที่ 28 ส.ค.ที่ผ่านมา และ กกต.ทั้ง 7 คน จะนัดลงมติพร้อมกันในวันที่ 14 ก.ย.ซึ่งการเว้นระยะเวลาเนื่องจากมีบางประเด็นต้องสอบถามและหาข้อมูลเพิ่มเติม อีกทั้งการลงมติจะต้องมีเหตุผลประกอบอย่างรอบคอบ ยืนยันว่า ในที่ประชุมไม่มีการพูดคุยล่วงหน้าว่าจะชี้มูลกี่คน เพราะเป็นเอกสิทธิ์ของ กกต.แต่ละท่านที่จะพิจารณาจากพยานหลักฐานในสำนวน

นายณรงค์ กล่าวด้วยว่า วันที่ 14 ก.ย.นี้ กกต.ทั้ง 7 คน จะลงมติสำนวนคดีฮั้ว สว. โดยเมื่อลงมติเสร็จแล้วก็จะทำคำวินิจฉัยต่อไป

สำหรับใน วันที่ 14 ก.ย.69 ซึ่ง กกต.กำหนดให้เป็นวันประชุม เพื่อลงมติส่วนตน ของ กกต.ทั้ง 7 คน ว่าแต่ละคนจะมีความเห็นการดำเนินการคดีกับใครบ้าง อย่างไร และจะส่งให้ศาลวินิจฉัยหรือไม่

จากนั้นจะมีการนำมติดังกล่าวมาประมวลแล้วทำเป็นคำวินิจฉัย ก่อนที่จะดำเนินการตามที่ได้วินิจฉัยไว้ เช่น ส่งหรือไม่ส่งให้ศาลพิจารณาต่อ และต้องดำเนินคดีกับใครบ้าง ดังนั้น ก็ต้องรอดูผลการลงมติจาก กกต.ในวันที่ 14 ก.ย.นี้

​เมื่อถามถึงกรณีเอกสารสำนวนหลุดไปยังกลุ่มไอลอว์ (iLaw)และพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งอาจเข้าข่ายผิด พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)หรือไม่ นายณรงค์ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างไร คาดว่าจะมีความคืบหน้าและทราบผลในวันจันทร์ที่จะถึงนี้

​ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านเปิดหลักฐานข้อมูลการโทรศัพท์ระหว่างบุคคลในวันเลือก สว.ระดับประเทศเพื่อพาดพิง กกต.นั้น นายณรงค์ ชี้แจงว่า หากหลักฐานดังกล่าวมีอยู่ในสำนวน กกต.ก็พร้อมนำมาพิจารณา แม้จะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนที่ตนจะเข้ามารับตำแหน่ง กกต. แต่การทำงานขององค์กรต้องมีความต่อเนื่อง เป็นเรื่องของการทำหน้าที่ตามพยานหลักฐานที่มีอยู่ในสำนวนเท่านั้น

ณรงค์รักร้อย,คณะกรรมการการเลือกตั้ง,กกต,ฮั้วสว,ฝ่ายค้าน,ไอลอว์