กกต.ยกระดับงานข่าว ขึ้นบัญชีหัวคะแนน-ผู้มีอิทธิพล จัดชั้นพื้นที่เสี่ยงทุจริต ลุยป้องกันก่อนเลือกตั้ง

กกต.ยกระดับงานข่าว ขึ้นบัญชีหัวคะแนน-ผู้มีอิทธิพล จัดชั้นพื้นที่เสี่ยงทุจริต ลุยป้องกันก่อนเลือกตั้ง

กกต.ยกระดับงานข่าว ขึ้นบัญชีหัวคะแนน-ผู้มีอิทธิพล จัดชั้นพื้นที่เสี่ยงทุจริต ลุยป้องกันก่อนเลือกตั้ง

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.29 น.

กกต.ประกาศยกระดับงานข่าวเชิงรุกทั่วประเทศ ตั้งทีมข่าวทุกจังหวัด ขึ้นบัญชีหัวคะแนนและผู้มีอิทธิพล จัดชั้นพื้นที่เสี่ยงทุจริต ลุยป้องกันก่อนเลือกตั้ง

14 สิงหาคม 2569 ที่โรงแรมเซ็นทาราไลฟ์ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะฯ กรุงเทพฯ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อสร้างแหล่งข่าวให้มีประสิทธิภาพ ภายใต้โครงการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับกฎหมายเลือกตั้ง การสืบสวน การไต่สวนและการดำเนินคดีในศาลได้มีการกำชับอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ ว่าวันนี้คณะสืบสวนไต่สวนทุกสำนักได้เชิญหน่วยข่าวต่างๆของประเทศ อาทิ กอ.รมน. , ตำรวจ , ทหารเรือ รวมถึงกระทรวงมหาดไทย ซึ่งทุกหน่วยถือเป็นหน่วยข่าวของประเทศที่มีเครือข่ายอยู่ในทุกจังหวัด โดยทางสำนักงาน กกต.เห็นว่าการเลือกตั้งทุกระดับมีปัญหาเรื่องการทุจริตซื้อสิทธิขายเสียง รวมถึงมีกรรมวิธีทุจริตการเลือกตั้งอื่นๆ แต่ กกต.เองไม่มีมือทำงานในเชิงการข่าว จึงได้ขอความร่วมมือจากทุกสำนักข่าวที่เป็นแกนหลักในการรู้ข้อมูลและความเคลื่อนไหวต่างๆ โดยประสานกับ กกต.ในแต่ละจังหวัด เพื่อให้ กกต.ได้รู้ข้อมูลล่วงหน้าและดำเนินการป้องกันได้ตั้งแต่ต้น เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรมมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ในเบื้องต้น เนื่องจากปัจจุบัน กกต.ยังไม่มีเครือข่ายของตนเองจึงต้องอาศัยหน่วยงานเหล่านี้ ซึ่งกฎหมายก็ให้อำนาจไว้

นายสิทธิโชติ กล่าวอีกว่า เมื่อได้มีการพูดคุยจนเข้าใจตรงกันทั่วประเทศแล้ว กกต.จะทำการสร้างระบบงานข่าวของตนเอง โดยจัดตั้งทีมงานด้านการข่าวในทุกจังหวัด ซึ่งกฎหมายให้อำนาจไว้ทั้งการขอความร่วมมือจากข่าวกรองและการสร้างระบบการทำงานด้านข่าว ส่วนเรื่องงบประมาณ กฎหมายก็เปิดช่องให้ กกต.สามารถตั้งงบประมาณเพื่อดำเนินการในเรื่องนี้ได้ เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างสุจริตและเที่ยงธรรม ดังนั้น วันนี้จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานในเชิงรุกของ กกต.เกี่ยวกับงานข่าว โดยคาดหวังว่าในอนาคตจะทำให้การเลือกตั้งดีขึ้นและการซื้อเสียงลดน้อยลง ซึ่งเราจะทำจริง

เมื่อถามว่า จะสามารถนำร่องระบบนี้ใช้ในการเลือกตั้งซ่อมที่ จ.อุดรธานี ได้เลยหรือไม่ นายสิทธิโชติ กล่าวว่า ตนได้มอบหมายให้ ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก และนายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการกกต.ฝ่ายสืบสวน แล้วว่าในระยะเวลาอันใกล้นี้จะมีการเลือกตั้งซ่อมที่ จ.อุดรธานี การเลือกตั้งนายก อบจ.กาฬสินธุ์ , นนทบุรี และขอนแก่น ซึ่งจะต้องมีสิ่งใหม่ๆโดยจะไม่ทำงานในรูปแบบเดิมอีกต่อไป สิ่งใดที่สามารถป้องกันได้ก่อนการเลือกตั้งก็จะดำเนินการทันที โดยได้สั่งการให้หามาตรการอย่างเร่งด่วน ส่วนในระยะยาวจะจัดทำเป็นระบบอย่างเป็นทางการต่อไป

เมื่อถามว่า จะมีการจัดลำดับพื้นที่เสี่ยงหรือไม่ นายสิทธิโชติ กล่าวว่า จะต้องมีการจัดระบบการทำงานในลักษณะนั้นเช่นกัน โดยส่วนหนึ่งที่คิดไว้คือต้องมีข้อมูลในแต่ละจังหวัดว่าใครเป็นหัวคะแนน หรือใครเป็นผู้มีอิทธิพล แล้วทำการขึ้นบัญชีไว้ หากรู้ข้อมูลเหล่านี้ก็จะทำให้บริหารจัดการงานได้ง่ายขึ้น ดังนั้น จึงขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่ว่าจะสุ่มเสี่ยงมากน้อยเพียงใด เพื่อจะได้ทุ่มเทกำลังคนเข้าไปทำงานได้อย่างตรงจุด

เมื่อถามถึงการกอบกู้ภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประชาชนต่อ กกต.ที่มักถูกกล่าวหาเรื่องการล้มสํานวนหรือการทุจริต นายสิทธิโชติ กล่าวว่า กกต.อยู่ได้เพราะความศรัทธาของประชาชน เพราะฉะนั้นสิ่งใดที่เป็นข้อข้อหาเราก็ต้องขจัด เราต้องมีเกียรติและศักดิ์ศรี จิตใจที่ดีและกล้าหาญ ในเรื่องที่ถูกต้องและมีคุณธรรมของความเป็นข้าราชการซึ่งจะต้องดูแลบ้านเมืองให้ได้ โดยขณะนี้กำลังขันน็อตและปรับปรุงกระบวนการสืบสวนไต่สวนทั่วประเทศให้มีความโปร่งใสและน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น

ชวน ชี้ กฎหมายคุมปืนมีอยู่แล้ว แต่จุดอ่อนอยู่ที่การบังคับใช้ เหน็บไม่ใช่แก้ปัญหารายวัน ต้องสร้างสังคมปลอดภัย

ชวน ชี้ กฎหมายคุมปืนมีอยู่แล้ว แต่จุดอ่อนอยู่ที่การบังคับใช้ เหน็บไม่ใช่แก้ปัญหารายวัน ต้องสร้างสังคมปลอดภัย

ชวน ชี้ กฎหมายคุมปืนมีอยู่แล้ว แต่จุดอ่อนอยู่ที่การบังคับใช้ เหน็บไม่ใช่แก้ปัญหารายวัน ต้องสร้างสังคมปลอดภัย

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.08 น.

“ชวน”ชี้กฎหมายคุมปืนมีอยู่แล้ว แต่จุดอ่อนอยู่ที่การบังคับใช้ เหน็บไม่ใช่แก้ปัญหารายวัน ต้องสร้างสังคมปลอดภัย ปชช.ไม่ต้องพึ่งปืนป้องกันตัว มองนักการเมืองมีปืนจำนวนมากไม่สำคัญเท่าไปทำอันตรายใครหรือไม่ ยอมรับมีปืน 2 กระบอก แต่ขึ้นสนิมหมดแล้ว

14 สิงหาคม 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงนโยบายควบคุมอาวุธปืนของรัฐบาล ว่า ความจริงมีระเบียบกฎหมายอยู่แล้ว ว่าใครมีสิทธิ์ซื้อปืนได้ และใครมีสิทธิ์ที่จะพกพาปืนได้ ภาคปฏิบัติไปตามระเบียบก็ไม่มีปัญหา

เมื่อถามว่าเป็นการแก้ปัญหาตรงจุดหรือไม่ นายชวน กล่าวว่า เป็นการแก้ปัญหาแบบรายวัน พอมีเรื่องนี้ขึ้นมาก็หยิบขึ้นมาพูดจะออกระเบียบโน่นนี่ แต่ต้องดูว่าพฤติกรรมเป็นอย่างไร เพราะปืนจะมีได้ต้องมีใบอนุญาตให้ซื้อ ดังนั้น คนที่อนุญาตคือใครทำไมอนุญาต เพราะมีกฎเกณฑ์กติการะเบียบอยู่ มีตำรวจชั้นผู้น้อยเล่าให้ตนฟังว่าเวลาเขาประมูลปืนให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ พอเสร็จแล้วยังมีการให้รางวัล คือใบอนุญาตให้ซื้อปืนแจกจ่ายไป เพราะฉะนั้นไม่ควรมีปืนเยอะ แต่ปืนก็ไม่ได้เป็นอันตรายทั้งหมด ถ้าสังคมมีหลักประกันมั่นคงว่าปลอดภัย มีความอยากมีปืนไว้เพื่อป้องกันตัวเองก็น้อย แต่หากสังคมไม่ค่อยปลอดภัย มีปัญหา ประชาชนป้องกันตัวเอง คนส่วนหนึ่งที่ไม่อยากมีปืนก็ต้องมีเพื่อป้องกันตัวเอง

นายชวน กล่าวต่อว่า ดังนั้นประเด็นใหญ่ในเบื้องต้นคือต้องทำให้สังคมปลอดภัย เชื่อมั่นได้ว่าเจ้าหน้าที่คุ้มครองได้ ถึงต้องย้อนกลับมาดูเรื่องเหล่านี้ก่อน ถ้าเราเห็นว่าเราสามารถทำได้ดีกว่านี้ โดยไม่เป็นภาระ ดังนั้น การออกระเบียบเพียงก็อาจทำให้มีปัญหา จึงต้องไปดูว่าปัญหาเกิดจาก พฤติกรรมเกิดจากอะไร ซึ่งขณะนี้กำลังศึกษากันอยู่ว่า พฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากกรณีเด็กนักเรียน ที่นนทบุรี สังคมเกิดจากอะไร เพราะสังคมเปลี่ยน เด็กลดลง และต้องเห็นใจโรงเรียนในการดูแลเด็ก พ่อแม่ก็ต้องทำงาน ไม่มีนั่งดูแลลูกอยู่บ้านเหมือนสมัยก่อน โอกาสใกล้ชิดลูกก็ไม่มากนัก

เมื่อถามว่า ปัจจุบันปืนหาซื้อได้ง่ายตามโซเชียลมีเดีย จะถูกมองว่าใครๆ ก็มีปืนได้ นายชวน กล่าวว่า หวังว่าเจ้าหน้าที่จะมีความเข้มงวดกวดขัน เพราะสังคมมีจุดอ่อนทุกเรื่องไม่ใช่เฉพาะเรื่องปืน แต่ยังมีเรื่องระเบียบวินัยด้วยหวังว่าเจ้าหน้าที่จะจริงจังกับเรื่องเหล่านี้ อย่าไปมองเรื่องอะไรผ่านไปแล้วละเลย ไม่เช่นนั้นสังคมก็จะมีปัญหาตามมา เพียงแค่ไม่มีระเบียบวินัยเรื่องเดียวก็จะมีเรื่องอื่นตามมาอีกมาก

ส่วนเรื่องการแก้กฎหมายพกพาอาวุธปืนนั้น นายชวน กล่าวว่า ตนยังไม่เห็นตัวร่างกฏหมายแต่อยากให้ดูว่า ที่เป็นอยู่ในขณะนี้ อยู่ที่ภาคปฏิบัติหรือความบกพร่องของกฎหมาย เข้าใจว่ากฎหมายขณะนี้มีการควบคุมเรื่องอาวุธปืนเข้มพอสมควร ขอย้ำว่า ถ้าทำให้สังคมปลอดภัย ความคิดที่จะมีอาวุธไว้ป้องกันตัวเองก็จะเกิดขึ้นน้อย แต่ถ้ารู้สึกว่าไม่ปลอดภัย แม้แต่อยู่ในบ้าน คนก็จะหาทางป้องกันตัวเองด้วยการมีอาวุธปืนไว้ในบ้าน

เมื่อถามว่า นักการเมืองมีปืนหลายกระบอกมองว่าเกินความจำเป็นหรือไม่ นายชวน กล่าวว่า เป็นเรื่องที่พูดยาก เราไม่รู้ว่าเขาสะสมไว้ทำไม และไม่ทราบว่าส่วนใหญ่ใช้ปืนอย่างไรบางคนบอกว่าสะสมไว้เป็นกีฬา แต่ที่สำคัญคือเป็นอันตรายต่อใครหรือไม่ เพราะการมีปืนไม่ใช่ปัญหา สำคัญคือการประพฤติปฏิบัติที่เกิดขึ้นจากคนที่มีอาวุธ

ต่อข้อถามว่า นายชวน มีปืนไว้ในครอบครองหรือไม่ นายชวน กล่าวว่า ตนมีปืนอยู่ 2 กระบอก เป็นปืนสั้นกับปืนยาว แต่ไม่ได้ใช้ ป่านนี้ขึ้นสนิมหมดแล้ว

แก้วตา ไขก๊อกพ้น ปชน. ลั่นยึดหลักการเหนือสังกัด พร้อมลุยงานเพื่อประชาชนต่อในฐานะอิสระ

แก้วตา ไขก๊อกพ้น ปชน. ลั่นยึดหลักการเหนือสังกัด พร้อมลุยงานเพื่อประชาชนต่อในฐานะอิสระ

แก้วตา ไขก๊อกพ้น ปชน. ลั่นยึดหลักการเหนือสังกัด พร้อมลุยงานเพื่อประชาชนต่อในฐานะอิสระ

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.47 น.

14 สิงหาคม 2569 น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ (แก้วตา) อดีต สส.กทม.พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ดิฉันขอแจ้งให้พี่น้องประชาชน สื่อมวลชน ตลอดจนผู้ที่ติดตามการทำงานของดิฉันทราบว่า ดิฉันได้ตัดสินใจลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาชน และได้ลงนามในเอกสารลาออกเรียบร้อยแล้ว โดยได้มอบอำนาจให้ผู้แทนนำเอกสารดังกล่าวไปยื่นต่อพรรคตามขั้นตอนอย่างเป็นทางการ

การตัดสินใจครั้งนี้เป็นการตัดสินใจที่ดิฉันได้พิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว และมิใช่การตัดสินใจที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน

ตลอดระยะเวลาที่ดิฉันได้ทำงานทางการเมือง ดิฉันยึดถือมาโดยตลอดว่า ตำแหน่งหรือสังกัดทางการเมืองไม่ควรมีความสำคัญเหนือหลักการ ความถูกต้อง ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และความรับผิดชอบต่อประชาชน

เมื่อถึงวันที่ดิฉันเห็นว่าเส้นทางของตนเองกับองค์กรไม่สามารถเดินไปในทิศทางเดียวกันได้อีกต่อไป การเลือกเดินออกมาอย่างตรงไปตรงมา คือสิ่งที่ดิฉันเห็นว่าเหมาะสมและซื่อตรงที่สุด ทั้งต่อตนเอง ต่อองค์กร และต่อประชาชนที่เคยให้ความไว้วางใจดิฉัน

ดิฉันขอขอบคุณประชาชนทุกคนที่เคยสนับสนุน ให้กำลังใจ วิพากษ์วิจารณ์ และร่วมทำงานกับดิฉันตลอดเส้นทางที่ผ่านมา รวมถึงเพื่อนร่วมงานและสมาชิกพรรคจำนวนมากที่ดิฉันยังคงมีความเคารพและความปรารถนาดีต่อกัน

การลาออกจากพรรค ไม่ได้หมายถึงการลาออกจากความรับผิดชอบต่อสังคม

ดิฉันยังคงเป็นประชาชนคนหนึ่ง และจะยังคงทำงานในประเด็นสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย ความยุติธรรม และประโยชน์ของประชาชนอย่างที่ได้ทำมาโดยตลอด ไม่ว่าจะมีตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่ และไม่ว่าจะสังกัดพรรคการเมืองใดหรือไม่ก็ตาม

จากวันนี้ ดิฉันขอเดินต่อไปในฐานะประชาชนที่เป็นอิสระทางการเมือง และขอใช้เสียงและพื้นที่ที่มีอยู่ทำงานเพื่อสิ่งที่ดิฉันเชื่อว่าถูกต้องต่อไป

ขอบพระคุณทุกความไว้วางใจและทุกกำลังใจเสมอมา

ธิษะณา ชุณหะวัณ

14 สิงหาคม 2569

ตร.ชี้แจงหลักเกณฑ์ ตำรวจพกปืน ยึดความจำเป็นและบริบทการปฏิบัติหน้าที่

ตร.ชี้แจงหลักเกณฑ์ ตำรวจพกปืน ยึดความจำเป็นและบริบทการปฏิบัติหน้าที่

ตร.ชี้แจงหลักเกณฑ์ ตำรวจพกปืน ยึดความจำเป็นและบริบทการปฏิบัติหน้าที่

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.30 น.

14 สิงหาคม 2569 พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.(ปป)) ซึ่งได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรม โดยเฉพาะการ ควบคุม กำชับ และขับเคลื่อน การปฏิบัติงานของสายตรวจทั่วประเทศ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและถูกต้องตามยุทธวิธีได้ชี้แจงเพิ่มเติมถึงกรณีที่มีการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับมาตรการกวดขันการพกพาอาวุธปืน ซึ่งมีเนื้อหาบางส่วนที่อาจทำให้สังคมเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า “หากข้าราชการตำรวจพกพาอาวุธปืนไปใช้ในยามวิกาล ดื่มสุรา หรือนอกเหนือจากการปฏิบัติหน้าที่ จะถูกดำเนินคดีทั้งทางอาญาและวินัยอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีข้อยกเว้นเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป”

การพิจารณาข้อกฎหมายและบริบทการปฏิบัติงาน

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ อธิบายว่า การจะพิจารณาว่าการพกพาอาวุธปืนของข้าราชการตำรวจนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ไม่สามารถตัดสินจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเพียงลำพังได้ แต่จะต้องพิจารณาจากบริบทและข้อเท็จจริงเป็นรายกรณีไป โดยต้องนำองค์ประกอบต่อไปนี้มาพิจารณาร่วมด้วย :

* หน้าที่ราชการ และความจำเป็น

* เหตุอันสมควร และพฤติการณ์แห่งกรณี

* การได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง

* กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

โดยหลักการแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ แต่งเครื่องแบบ ขณะปฏิบัติหน้าที่ของตนในพื้นที่รับผิดชอบ จึงสามารถพกพาอาวุธปืนได้ รวมไปถึงการปฏิบัติหน้าที่ในบางภารกิจที่มีความจำเป็นต้องพกพาอาวุธปืน เช่น การปฏิบัติภารกิจนอกเครื่องแบบ หรือการสืบสวนนอกเวลาราชการ ดังนั้น การที่เจ้าหน้าที่เข้าไปในร้านอาหารหรือสถานที่สาธารณะ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งหรือเกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติหน้าที่ จึงไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการพกพาอาวุธปืนโดยผิดกฎหมายโดยอัตโนมัติ

ระเบียบและบรรทัดฐานทางกฎหมาย

เพื่อให้เกิดความชัดเจน ประมวลระเบียบการตำรวจไม่เกี่ยวกับคดี ลักษณะที่ 22 บทที่ 13 (ว่าด้วยการพกพาอาวุธปืน ดาบปลายปืน และตะบอง) ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่า ข้าราชการตำรวจที่มีความจำเป็นต้องพกพาอาวุธปืนติดตัวเพื่อปฏิบัติหน้าที่ราชการ จะต้อง :

1. ได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาชั้นสารวัตร (หรือผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่า) ขึ้นไป

2. พกพาอาวุธปืนอย่างมิดชิด เรียบร้อย และเหมาะสมกับกาลเทศะ

ซึ่งหลักการนี้สอดคล้องกับ **คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9690/2557** ที่เคยวินิจฉัยไว้ว่า ข้าราชการตำรวจที่ได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาตามระเบียบฯ ให้พกพาอาวุธปืนเพื่อปฏิบัติหน้าที่ และขณะเกิดเหตุยังอยู่ในระยะเวลาที่ได้รับอนุญาต ศาลถือว่าจำเลย ไม่มีความผิด ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับอนุญาต คำพิพากษาฎีกาที่ 13535/2553 มีสาระสำคัญว่า ร้อยตำรวจเอก ป. ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจย่อมมีอำนาจและหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชนและทำการจับกุมปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมายได้

นอกจากนี้ ยังมีอำนาจทำการสืบสวนคดีอาญาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (16) (17) และมาตรา17 ซึ่งเป็นไปโดยผลของกฎหมาย ดังนั้น ร้อยตำรวจเอก ป. จึงมีอำนาจจับกุม ควบคุมตัวจำเลย ตลอดจนการจัดทำเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในอำนาจหน้าที่ได้ หาใช่จะเป็นเจ้าพนักงานตำรวจหรือไม่ขึ้นอยู่กับ การลงบันทึกประจำวันว่าออกปฏิบัติหน้าที่ดังที่จำเลยอ้างในฎีกา แต่อย่างใดไม่  ดังนั้นข้าราชการตำรวจจึงเป็นตำรวจตลอดเวลา

สรุป ข้าราชการตำรวจเป็นตำรวจตลอด 24 ชั่วโมง ตามอำนาจและหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด โดยเฉพาะ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เมื่อพบการกระทำความผิดซึ่งหน้า ย่อมสามารถเข้าระงับเหตุ จับกุม หรือดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ได้ทันที เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

สำหรับการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการตำรวจในที่สาธารณะเช่น สถานบริการหรือร้านอาหาร เป็นต้น ย่อมต้องปฏิบัติตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยการพกพาอาวุธปืนต้องกระทำอย่างมิดชิดและเหมาะสมกับภารกิจ เพื่อมิให้กระทบต่อความปลอดภัยหรือความเชื่อมั่นของประชาชน

ประมวลภาพ อนุทิน บินตรวจเยี่ยม กองบิน 1โคราช F-16 บินโชว์ประกบข้างอารักขา

ประมวลภาพ อนุทิน บินตรวจเยี่ยม กองบิน 1โคราช  F-16 บินโชว์ประกบข้างอารักขา

ประมวลภาพ อนุทิน บินตรวจเยี่ยม กองบิน 1โคราช F-16 บินโชว์ประกบข้างอารักขา

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.16 น.

วันที่ 14 สิงหาคม 2569  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เดินทางถึงกองบิน 1 อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา โดยมีพล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาค 2 และนายทหารชั้นผู้ใหญ่กองทัพอากาศ ให้การต้อนรับ

โดยนายกฯ ได้ขับเครื่องบินส่วนตัว Socata TBM 930 มายังกองบิน 1  ซึ่งเมื่อเครื่องบินของนายกฯเข้าสู่พื้นที่กองบิน 1 เครื่องบิน F- 16 จำนวน 3  เครื่อง ขึ้นบินโดยมี 2 เครื่อง บินขนาบข้างซ้าย และขวา เครื่องบินของนายกฯ และอีก 1 เครื่องบินเหนือเครื่องบินของนายกฯซึ่งถือเป็นการจำลองภารกิจการฝึกบินอารักขาแบบที่มีบุคคลสำคัญร่วมบินจริง ก่อนบินลงจอด

จากนั้นนายกฯ ขึ้นแท่นรับความเคารพจากกองทหารเกียรติยศ โดยมีเครื่องบินขับไล่ F -16 จำนวน 3 ลำ บินเป็นเกียรติต้อนรับในโอกาสเดินทางตรวจเยี่ยมกองบิน 1  พร้อมชมการสาธิตภารกิจกองทัพอากาศ การบินจำลองการโจมตีทางอากาศที่เรียกว่า อากาศสู่พื้น หรือ Air-to-Ground และ อากาศสู่อากาศ หรือ Air-to-Air 

จากนั้นนายกฯ กล่าวให้โอวาท แก่ข้าราชการทหารกองบิน 1 ว่า วันนี้ตนมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมหน่วยบินยุทธวิธีของกองทัพอากาศ ณ กองบิน 1 แห่งนี้ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสรรพกำลังที่สำคัญของกองทัพอากากาศ และได้เห็นถึงความพร้อม และศักยภาพของกองทัพอากาศจากการปฏิบัติภารกิจของกองทัพอากาศที่ผ่านมา โดยเฉพาะการบินขับไล่ยุทธวิธี เพื่อปกป้องอธิบไตยของชาติ ในสถานการณ์ความมั่นคงบริเวณชายแดน

“ผมขอชื่นชมผู้บังคับบัญชา กำลังพลและเจ้าหน้าที่ทุกท่าน ที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ ทุ่มเทแรงกายแรงใจ เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติและสร้างความอุ่นใจให้กับพี่น้องประชาชนการเพิ่มศักยภาพของกองทัพอากาศ โดยเฉพาะการปฏิบัติการของเครื่องบินขับไล่ ถือเป็นภารกิจสำคัญ รัฐบาลพร้อม และยินดีให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพื่อให้กองทัพอากาศ สามารถดำรงขีดความสามารถขั้นสูงสุด”นายกฯ กล่าว

ไชยชนก สวน ไอซ์ คิดถึงหรอ เผย TH-AI Passport ส่งคนชี้แจงตามกระบวนการแล้ว

ไชยชนก สวน ไอซ์ คิดถึงหรอ เผย TH-AI Passport ส่งคนชี้แจงตามกระบวนการแล้ว

ไชยชนก สวน ไอซ์ คิดถึงหรอ เผย TH-AI Passport ส่งคนชี้แจงตามกระบวนการแล้ว

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.08 น.

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 ในการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือกองทุน DE ซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าของโครงการ TH-AI Passport ว่า ยังคงใช้แหล่งเงินจากกองทุนดีอี ประจำปี 2569 แต่สำหรับในปีงบประมาณ 2570 ยังไม่มีข้อสรุปว่าจะใช้แหล่งเงินจากกองทุนดีอีอีกหรือไม่ ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับผลการประเมินโครงการในรอบแรก

สำหรับไทม์ไลน์การดำเนินงาน นายไชยชนก ระบุว่า ทางกระทรวงดีอีได้ตรวจสอบรายละเอียดสัญญาแนบท้าย TOR ที่สำนักงานอัยการสูงสุดส่งกลับมาเรียบร้อยแล้ว พร้อมที่จะเดินหน้าโครงการและเตรียมแถลงข่าวรายละเอียดภายใน 1-2 วันนี้ โดยเบื้องต้นได้กำหนดเปิดทดสอบระบบลงทะเบียนเข้าโครงการในวันที่ 19 สิงหาคม 2569 เปิดตัวโครงการอย่างเป็นทางการในวันที่ 28 สิงหาคม 2569 และจะเริ่มเปิดลงทะเบียนเต็มรูปแบบพร้อมใช้งานอย่างเป็นทางการในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ทั้งนี้ จะมีการจำกัดเพดานผู้ได้รับสิทธิจำนวน 5 ล้านคน และจ่ายเงินตามการใช้งานจริงหรือ Pay Per Use

ไชยชนก

นายไชยชนก อธิบายเพิ่มเติมว่า กระทรวงดีอีจะออกคิวอาร์โค้ดสำหรับกรอกรายละเอียดลงทะเบียน และใช้แอปพลิเคชัน ThaiD สแกนเพื่อยืนยันตัวตน การวางไทม์ไลน์ดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อลดความคับคั่งและป้องกันไม่ให้ระบบล่ม โดยประชาชนสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าเพื่อทดสอบระบบได้ตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป ก่อนจะเปิดลงทะเบียนเต็มรูปแบบและใช้งานได้ตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2569

ในส่วนของประเด็นทางการเมือง ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 14 สิงหาคมเช่นกัน จากกรณีที่ นางสาวรักชนก ศรีนอก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ติดตามการบริหารงบประมาณ ได้โพสต์และให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายไชยชนกไม่เดินทางมาชี้แจงเรื่องโครงการ TH-AI Passport ต่อคณะกรรมาธิการเป็นครั้งที่ 4 โดยได้ส่งหนังสือแจ้งติดภารกิจเร่งด่วนและมอบหมายตัวแทนเข้าร่วมแทนเมื่อวันที่ 13 สิงหาคมที่ผ่านมา พร้อมทั้งระบุให้เลิกเป็นลูกแหง่นั้น

นายไชยชนกได้ชี้แจงว่าตนไม่ได้หายหน้าไปไหน ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามอำนาจหน้าที่ และได้มอบหมายให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจงตามกระบวนการเรียบร้อยแล้ว ก่อนที่จะย้อนถามกรณีที่นางสาวรักชนกตามหาว่า “คิดถึงเหรอ?”

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Nok Chidchob, เฟซบุ๊ก รักชนก ศรีนอก – Rukchanok Srinork

นายกฯขอ ปชช.เชื่อมั่นกองทัพไทย พร้อมปกป้องอธิปไตย-หนุนจัดสรรงบฯเสริมเทคโนโลยีให้ทันโลก

นายกฯขอ ปชช.เชื่อมั่นกองทัพไทย พร้อมปกป้องอธิปไตย-หนุนจัดสรรงบฯเสริมเทคโนโลยีให้ทันโลก

นายกฯขอ ปชช.เชื่อมั่นกองทัพไทย พร้อมปกป้องอธิปไตย-หนุนจัดสรรงบฯเสริมเทคโนโลยีให้ทันโลก

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.07 น.

นายกฯ เผย ผลตรวจเยี่ยมยุทธวิธีกองบิน 1 โคราช ดูศักยภาพความพร้อมรองรับสถานการณ์คุกคามจากประเทศเพื่อนบ้าน ขอประชาชนเชื่อมั่นกองทัพไทย พร้อมปกป้องอธิปไตย – หนุน จัดสรรงบฯ เสริมเทคโนโลยีให้ทันโลก เหตุไม่ใช่การรบตัวต่อตัว 

เมื่อเวลา 12.50 น. วันที่ 14 สิงหาคม 2569 ที่ห้องธูปเตมีย์ กองบิน 1 จังหวัดนครราชสีมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์ภายหลังเยี่ยมชมยุทธวิธีทหารอากาศ ของกองบิน 1 ว่า ในวันนี้ได้มาตรวจเยี่ยมกองทัพอากาศ โดยกองบิน 1 ถือเป็นฐานปฏิบัติการสำคัญที่ใช้ในการต่อสู้กับผู้ที่รุกรานประเทศไทย ในช่วงที่ประเทศไทยประสบปัญหา ซึ่งผู้บัญชาการทหารอากาศและผู้บัญชาการทหารสูงสุด มีดำริว่าอยากจะนำเสนอสิ่งที่ขอการสนับสนุนจากรัฐบาลในห้วง 10 เดือนที่ผ่านมา ว่าสิ่งที่รัฐบาลให้การสนับสนุนให้เกิดความพร้อมด้านขีดความสามารถของกองทัพไทย สะท้อนออกมาในเชิงมีความพร้อมอย่างไร ซึ่งต้องการให้รัฐบาลเกิดความเข้าใจเพิ่มมากขึ้น 

ดังนั้น วันนี้จึงได้มาฟังบรรยายสรุป และการนำเสนอของกองทัพอากาศ ซึ่งยังมีอีกหลายประเด็นที่ต้องให้การสนับสนุน เพื่อความปลอดภัยของประเทศและประชาชน

เมื่อถามว่านายกรัฐมนตรีมอบหมายนโยบาย 5 ด้าน ถือเป็นการครอบคลุมการทำงานร่วมกันระหว่างกองทัพใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราจะยึดแนวทางเป็นหนึ่งเดียวกันในการป้องกันประเทศของเรา ซึ่งผู้บัญชาการทหารอากาศก็ระบุไว้ว่า ไม่ใช่เฉพาะเหล่าทัพ ไม่ใช่เฉพาะด้านความมั่นคง แต่เป็นเรื่องของหน่วยงานหลักของราชการทุกด้านที่จะต้องร่วมมือกัน ทั้งในส่วนของกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย หรือกระทรวงใดก็ตามที่สามารถทำงานร่วมกันได้ แล้วเกิดเป็นความพร้อม ที่ทำให้ประชาชนเกิดความมั่นใจมากขึ้น และปลอดภัยจากการคุกคามจากประเทศเพื่อนบ้านทุกประเทศ

เมื่อถามว่านายกรัฐมนตรีอยากบอกอะไรกับขีดความสามารถของกองทัพอากาศ และในเวลานี้ต้องการการสนับสนุนด้านใดเป็นพิเศษหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า การสนับสนุนของรัฐบาลได้มีการสนับสนุนในทุกรูปแบบ ในแต่ละปีแต่ละเหล่าทัพก็ตั้งงบประมาณขึ้นมา ซึ่งการสนับสนุนงบประมาณนั้น รัฐบาลก็ต้องมั่นใจว่าเกิดประโยชน์สูงสุด และให้ทางสภาฯ ได้พิจารณา ในส่วนของการพัฒนายกระดับความพร้อมของกองทัพต้องเกิดขึ้นทุกวัน เนื่องจากเทคโนโลยีเปลี่ยนไปทุกวัน การรบแบบนี้ไม่ใช่เจอหน้ากันแล้วปะทะตัวต่อตัวอย่างเดียว แต่ต้องมีการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงสุด ซึ่งหากเรามีความล้ำหน้าและมีความก้าวหน้ามากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ก็จะเป็นความได้เปรียบ โดยโครงสร้างพื้นฐานถือว่าเป็นความโชคดีของประเทศไทย เพราะบุพการีของเหล่าทัพไทย ตั้งแต่ในอดีตถึงปัจจุบันได้วางโครงสร้างพื้นฐานในการเตรียมความพร้อมของกองทัพให้มีศักยภาพเหนือกว่าคนรอบๆ ตัวค่อนข้างมาก ดังนั้นจึงพูดได้ว่าขอให้ประชาชนมีความมั่นใจในศักยภาพทุกเหล่าทัพของท่าน ว่าทุกเหล่าทัพจะมุ่งหวังไม่ให้สูญเสียอธิปไตย และจะปกป้องชีวิต ทรัพย์สินของประชาชนทุกคนอย่างเต็มที่

กอบศักดิ์ เผยเตรียมดึงเอกชน จัดตลาดให้ผู้ผลิตสินค้าเกษตรทั่วประเทศ อัพสเกล SME

กอบศักดิ์ เผยเตรียมดึงเอกชน จัดตลาดให้ผู้ผลิตสินค้าเกษตรทั่วประเทศ อัพสเกล SME

กอบศักดิ์ เผยเตรียมดึงเอกชน จัดตลาดให้ผู้ผลิตสินค้าเกษตรทั่วประเทศ อัพสเกล SME

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.04 น.

“กอบศักดิ์” เผยเตรียมดึงเอกชน จัดตลาดให้ผู้ผลิตสินค้าเกษตรทั่วประเทศ อัพสเกล SME  ให้เป็นบริษัทที่ใหญ่ขึ้น เล็งลดผลิตสินค้าขาดทุน เปิดการนำเข้า พร้อมดัน Young Smart Farmer “วิศิษฐ์” ชี้ที่ประชุมถกยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางอาหาร เร่งนวัตกรรมพันธุ์พืช-โดรน แก้ปัญหาวิกฤตแรงงาน 

วันที่ 13 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานคณะทำงานด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหารในคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชนว่าการประชุมครัังนี้เป็นการประชุมครั้งแรกของคณะทำงาน และได้มีการพูดคุยถึงนโยบาย Quick Win และ Big Win ตามที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ สั่งการไว้ในแต่ละด้าน ซึ่งในส่วนนี้มีการคุยในเรื่องของภาคการเกษตร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยในภาคการผลิตที่เป็นจุดเริ่มต้นว่าจะทำอะไรบ้าง ในส่วนที่มีการแปรรูปตรงกลางน้ำ และปลายน้ำก็จะมีมาตรการที่คิดว่าทำได้เลยที่จะเริ่มขับเคลื่อน และมาตรการระยะยาวโดยจะหาภาคเอกชนมาช่วยในเรื่องการจัดตลาดให้กับผู้ผลิตทั่วประเทศ ซึ่งคิดว่าสามารถดำเนินการได้เลย

นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า มีการพูดคุยในเรื่องของการวิจัยพันธุ์พืช การยกระดับพันธุ์พืชต่างๆ เรื่องของการขับเคลื่อนนวัตกรรมสินค้าเกษตร รวมไปถึงเรื่องให้เกษตรกรสามารถยกระดับการแปรรูปต่างๆ โดยเป็นการพูดคุยกันในเบื้องต้น จากที่ได้มีการแต่งตั้งเมื่อวันที่ 10 ส.ค. ซึ่งมีข้อเสนอที่ดีหลายอย่างด้วยกัน

ส่วนด้าน  SME ก็มีการพูดคุยในเรื่องของ  SME-GP คือการให้แต้มต่อกับภาค  SME ในการขายสินค้า  เพราะขณะนี้มีสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาจำนวนมาก 

ทั้งนี้มีการพูดคุยว่า สินค้าต่างประเทศที่เข้ามาจะทำอย่างไร และเรื่องของซอฟต์แวร์ต่างๆ การสนับสนุน การอัพสเกลต่างๆ คือการตั้ง SMS ให้เข้ามาง่าย ทำอย่างไรให้ประสบความสำเร็จที่จะสามารถยกระดับให้เป็นบริษัทที่ใหญ่ขึ้น เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนั้นๆ และสุดท้ายสามารถเป็นผู้นำในระดับภูมิภาคได้ และการเป็น  SME ก็จะค่อยๆ โตขึ้นมา แต่ปัญหาของเราคือ เราเหมือนพลุที่ไปไม่สุดไปไม่ถึงไหนก็ลงมาแล้ว แต่เราจะทำยังไงให้มีโอกาสไปสู่ความสำเร็จเพิ่มมากขึ้น ซึ่งมีการหารือหลากหลายเรื่อง ที่เราคิดว่าจะทำระบบต่างๆ ไปช่วย เช่นระบบพี่ช่วยน้องจะทำอย่างไรให้กว้างขวาง ทำอย่างไรให้มีหลักสูตรเพิ่มทักษะ การเทรนนิ่งออนไลน์ เป็นที่ปรึกษา AI การทำโค้ดต่างๆ ขอให้รอในวันที่ 19 ส.ค. จะมีในรายละเอียดเรื่องต่างๆ

นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า เรื่องสินค้าเกษตรเราได้มีการพูดคุยว่าปัญหาอยู่ตรงไหน และจะแก้ปัญหาอย่างไร ซึ่งตนคิดว่าภาคเกษตรเป็นภาคที่มีศักยภาพเยอะ และมีโอกาสเต็มไปหมด แต่ที่สำคัญเราต้องเริ่มทำให้เกิดขึ้นในแต่ละเรื่อง คณะกรรมการชุดนี้เราบอกทุกคนว่าไม่ทำแผน เราจะแก้ปัญหาโดยฟังว่า ใครมีปัญหาอะไรบ้าง และมีแนวทางแก้ไขอย่างไร ซึ่งทางสภาหอการค้าก็ทำรายละเอียดมาเป็นอย่างดี ซึ่งใครทำข้อเสนออะไร เราก็จะนำมาเปิดเผยต่อสาธารณชนว่ามีอะไรบ้างที่จะช่วยแก้ไขปัญหา ซึ่งบางเรื่องเราต้องเข้าใจว่า สินค้าเกษตรตัวไหนทำแล้วได้กำไร ตัวไหนทำแล้วไม่ได้กำไร และตัวไหนน่าจะนำเข้า ซึ่งบางอย่างทำแล้วขาดทุน ทำไปแล้วก็ไม่พอ เราต้องมานั่งคิดว่าสินค้าตัวไหนที่เราต้องเลิกทำบ้าง หรือทำให้น้อยลง และเปิดนำเข้าอย่างแท้จริง เมื่อนำเข้าก็จะทำให้ต้นทุนถูกลง แล้วมาคิดว่าเราจะทำการเกษตรที่มีมูลค่าดีๆ อย่างไร จะทำตรงจุดไหนก่อน บางโครงการอาจจะต้องเริ่มจากเด็กรุ่นใหม่ที่พร้อมเปลี่ยนแปลงก็จะมีทีมทำในเรื่องของ Young Smart Farmer (เกษตรกรรุ่นใหม่) โดยเฉพาะ ตนคิดว่าโดยรวมน่าจะเป็นมาตรการตั้งแต่ต้นจนจบ 

ด้านนายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวภายหลังเข้าร่วมประชุมคณะทำงานด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหารที่ทำเนียบรัฐบาลวานนี้ (13 ส.ค.) ว่าที่ประชุมได้หารือในเรื่องแนวทางการสร้างความมั่นคงทางอาหาร และการเพิ่มโอกาสในการส่งออกสินค้าเกษตรของประเทศไทย โดยที่ประชุมเห็นตรงกันว่ามีความจำเป็นต้องพิจารณาโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำโดยวิเคราะห์แยกตามรายสินค้าให้ชัดเจนว่าสินค้าชนิดใดที่ไทยมีศักยภาพในการแข่งขันและพัฒนาต่อยอดได้ 

ส่วนสินค้าที่พิจารณาแล้วพบว่าไทยไม่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ อาจจำเป็นต้องใช้วิธีการนำเข้าแทน นอกจากนี้ ในการเจรจาทางการค้าต้องมีการระบุรายการสินค้าอ่อนไหวเพื่อปกป้องเกษตรกรภายในประเทศอย่างชัดเจน

สำหรับปัญหาสำคัญของภาคเกษตรกรรมไทยในขณะนี้ คือกระบวนการพัฒนาต้นทางที่ยังมีความล่าช้า จึงต้องเร่งนำผลงานวิจัยด้านพันธุ์พืชที่มีคุณภาพมาใช้ประโยชน์เพื่อเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) และลดต้นทุนการผลิตให้สามารถสู้กับตลาดโลกได้ 

นอกจากนี้ภาคเกษตรกำลังเผชิญกับปัญหาแรงงานและสังคมสูงวัย จึงต้องส่งเสริมให้เกิดระบบเช่าเครื่องจักรกล เช่น โดรนทางการเกษตร เพื่อช่วยให้เกษตรกรสามารถสร้างผลผลิตได้ตามเป้าหมายโดยไม่ต้องเพิ่มจำนวนแรงงานคน และเป็นการลดภาระด้านการลงทุนเครื่องจักร 

นายวิศิษฐ์ยังเสนอให้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิต จากเดิมที่เน้นการส่งออกสินค้าเกษตรในปริมาณมากมาเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการสกัดสารสำคัญซึ่งจะช่วยให้สินค้ามีมูลค่าสูงขึ้นมากแม้จะมีปริมาณน้อยลง ช่วยประหยัดค่าขนส่งและเพิ่มโอกาสในตลาดโลก โดยสินค้าหลักอย่างมันสำปะหลังและยางพารา ยังเป็นกลุ่มที่ต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่องควบคู่ไปกับการแสวงหาพืชเศรษฐกิจชนิดใหม่ที่มีความพิเศษ

สำหรับในด้านการค้าระหว่างประเทศ นายวิศิษฐ์ระบุว่าไทยต้องมองตลาดล่วงหน้าและเตรียมความพร้อมด้านกฎระเบียบ โดยเฉพาะประเด็นที่กำลังมีการเจรจาเรื่องภาษีหรือข้อกำหนดที่ระดับ 12.5% ซึ่งมีปัจจัยหลัก 2 ประการที่ต้องดำเนินการ คือการปรับปรุงกฎหมายแรงงานที่คาดว่าจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาในเร็วๆนี้ และการชี้แจงเรื่องการใช้กำลังการผลิตสินค้าส่วนเกินซึ่งการเจรจากับสหรัฐมีกำหนดที่รัฐมนตรีพาณิชย์จะเข้าชี้แจงในช่วงปลายเดือนนี้ โดยภาคส่วนที่เกี่ยวข้องยังคงต้องทำงานหนักเพื่อรองรับกรณึการเก็บภาษีของสหรัฐที่อาจกลับไปอยู่ในระดับสูงสุดถึง 36% ได้ในอนาคต ซึ่งประเด็นแบบนี้ต้องวางแผนล่วงหน้าเพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับการส่งออกของไทยในระยะต่อไปได้

อนุทิน ปัดสหรัฐฯ ตั้งฐานผลิตโดรนในไทย ยันไม่ใช้เรื่องทหารแลกเจรจาภาษี แยกความมั่นคง-การค้า

อนุทิน ปัดสหรัฐฯ ตั้งฐานผลิตโดรนในไทย ยันไม่ใช้เรื่องทหารแลกเจรจาภาษี แยกความมั่นคง-การค้า

อนุทิน ปัดสหรัฐฯ ตั้งฐานผลิตโดรนในไทย ยันไม่ใช้เรื่องทหารแลกเจรจาภาษี แยกความมั่นคง-การค้า

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 13.40 น.

“นายกฯ” ปัดข่าว ”สหรัฐฯ“ ตั้งฐานผลิตโดรนในไทย ยันไม่ใช้เรื่องทหารเจรจาภาษี แยกความมั่นคง-การค้า ถามหาคนเปิดประเด็น ย้ำ Cobra Gold เดินหน้าปกติ เผยถก “ศุภจี” อัปเดตเจรจาภาษีตามกรอบเวลา

เวลา 08.50 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกระแสข่าวที่สหรัฐอเมริกาจะมาตั้งฐานผลิตอากาศยานไร้คนขับในประเทศไทย โดยปฏิเสธว่ายังไม่ได้รับรายงาน 

ส่วนที่จะมีการใช้เรื่องการทหารไปเจรจาภาษีการค้านั้น นายกรัฐมนตรี ย้ำว่าไม่มี ซึ่งเมื่อวานนี้ นายเอลบริดจ์ โคลบี ปลัดกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกาฝ่ายนโยบาย (Under Secretary of Defense for Policy) ได้เข้าพบตน แต่ไม่ได้มีการพูดคุยเรื่องการค้า ภาษี ซึ่งเป็นการเจรจาด้านการค้า แต่มีการพูดคุยความร่วมมือด้านความมั่นคง การทหาร โดยรัฐบาลจะไม่ให้มาเกี่ยวข้องกัน ซึ่งบรรยากาศการหารือเป็นไปได้ดีมาก ๆ 

ส่วนจะต้องแยกเรื่องความมั่นคงกับการเจรจาทางการค้าออกจากกันหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า สหรัฐฯ เป็นแบบนี้มาตลอด เพราะปลัดกระทรวงกลาโหมไม่ได้มีประเด็นที่พูดคุยกันเรื่องการค้า ส่วนการฝึกซ้อมรบร่วมและผสม Cobra Gold จะเป็นไปตามห้วงเวลาปกติหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ปกติ เพราะเป็ เป็นสิ่งที่ทำมาหลาย 10 ปีแล้ว ไม่ทราบว่าใครเปิดกระแสนี้ขึ้นมาเพราะว่ามันไม่มี 

เมื่อถามว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้รายงานเรื่องการเจรจาต่อรองภาษีการค้ามาบ้างแล้วหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ได้มีการประชุมวันจันทร์ที่ผ่านมาเพื่ออัพเดทข้อมูล ซึ่งทุกอย่างอยู่ตามกรอบเวลาที่คณะเจรจาได้กำหนดไว้

กมธ.ศาสนา จ่อลงพื้นที่ วัดป่าอดุลยาราม ดับไฟขัดแย้งวัด-ฆรวาส หวั่นกระทบศรัทธา

กมธ.ศาสนา จ่อลงพื้นที่ วัดป่าอดุลยาราม ดับไฟขัดแย้งวัด-ฆรวาส หวั่นกระทบศรัทธา

กมธ.ศาสนา จ่อลงพื้นที่ วัดป่าอดุลยาราม ดับไฟขัดแย้งวัด-ฆรวาส หวั่นกระทบศรัทธา

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 13.15 น.

‘กมธ.ศาสนาฯ’ เตรียมลงพื้นที่ ‘วัดป่าอดุลยาราม’ 19ส.ค.นี้ เป็นตัวกลางดึงทุกฝ่ายร่วมเคลียร์ปมขัดแย้ง หวั่น ‘วัด-ฆราวาส’ บานปลาย ลามกระทบศรัทธาชาวพุทธ

วันที่ 14 สิงหาคม 2569 นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ สส.เพชรบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กทธ.)การศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีปัญหาความขัดแย้งภายใน วัดป่าอดุลยาราม อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น หลังมีกลุ่มบุคคลนำสิ่งของมาปิดกั้นบริเวณทางเข้าวัด จนส่งผลกระทบต่อการเข้าออกและการประกอบศาสนกิจของวัด ว่า คณะกรรมาธิการฯ ได้หยิบยกเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาแล้ว และเห็นว่าปัญหาจำเป็นต้องได้รับการคลี่คลายอย่างเร่งด่วนก่อนที่จะบานปลายและกระทบต่อพระพุทธศาสนา

นางธิวัลรัตน์ กล่าวต่อว่า ที่ประชุมคณะกรรมาธิการฯ มีมติให้เดินทางลงพื้นที่จังหวัดขอนแก่นในวันที่ 19ส.ค.นี้ เพื่อศึกษาข้อเท็จจริงด้วยตนเอง โดยจะเชิญทุกหน่วยงานและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้าหารือร่วมกัน เพื่อเปิดข้อมูลอย่างรอบด้านและแสวงหาทางออกบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง กฎหมาย และความสงบเรียบร้อย การลงพื้นที่ครั้งนี้กำหนดให้มีการประชุมร่วมกับ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น สำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดขอนแก่น และไวยาวัจกรวัดป่าอดุลยาราม เพื่อรับฟังข้อมูลจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับพื้นที่และสิทธิในที่ดิน ตลอดจนปัญหาการปิดกั้นทางเข้าออกวัด ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการปฏิบัติศาสนกิจ

นางธิวัลรัตน์ กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ ปัญหาของวัดป่าอดุลยารามไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น โดยก่อนหน้านี้เคยมีข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดินระหว่างวัดกับทายาทของผู้ที่เคยยกที่ดินให้เป็นพื้นที่วัด และมีการนำข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมมาแล้วหลายครั้ง สถานการณ์จึงมีทั้งมิติของข้อกฎหมาย สิทธิในที่ดิน การบริหารจัดการศาสนสมบัติ ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างวัดกับประชาชนในพื้นที่ที่จำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

“เรื่องของวัดและศาสนสถาน เมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้น เราไม่ต้องการเห็นสถานการณ์พัฒนาไปสู่การเผชิญหน้าระหว่างพระสงฆ์กับประชาชน คณะกรรมาธิการฯ จึงต้องลงไปฟังข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย เพื่อหาทางออกที่เป็นธรรมและอยู่ภายใต้กฎหมาย โดยเป้าหมายสำคัญคือทำให้วัดสามารถประกอบศาสนกิจได้ตามปกติ และทำให้ความขัดแย้งยุติลงโดยสันติ” นางธิวัลรัตน์กล่าว

ประธานกมธ.การศาสนาฯ กล่าวอีกว่า นอกจากการประชุมกับหน่วยงานฝ่ายปกครองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับที่ดินแล้ว คณะกรรมาธิการฯ จะเดินทางเข้ากราบนมัสการ เจ้าคณะจังหวัดขอนแก่น เพื่อรับฟังข้อเท็จจริงและแนวทางจากฝ่ายคณะสงฆ์ โดยเฉพาะบทบาทในการอุปถัมภ์ คุ้มครอง และดูแลกิจการพระพุทธศาสนา รวมถึงแนวทางป้องกันไม่ให้ข้อพิพาทระหว่างวัดกับฆราวาสขยายตัวจนสร้างความเสียหายต่อความศรัทธาของพุทธศาสนิกชน

นางธิวัลรัตน์ กล่าวต่อว่า ภารกิจของคณะกรรมาธิการฯ ไม่ใช่การลงพื้นที่เพื่อตัดสินล่วงหน้าว่าฝ่ายใดถูกหรือผิด แต่เป็นการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติในการตรวจสอบข้อเท็จจริง ประสานหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรง และผลักดันให้กลไกของรัฐและคณะสงฆ์เข้ามาแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม หากพบว่าต้นเหตุของปัญหาเกี่ยวข้องกับแนวเขตหรือกรรมสิทธิ์ที่ดิน ก็ต้องให้สำนักงานที่ดินและหน่วยงานที่มีอำนาจนำหลักฐานมาตรวจสอบให้ชัดเจน หากเป็นเรื่องการบริหารจัดการภายในวัดก็ต้องดำเนินการผ่านกลไกคณะสงฆ์และสำนักงานพระพุทธศาสนา ส่วนการกระทำใดที่อาจกระทบต่อสิทธิ การเข้าออก หรือความสงบเรียบร้อย ก็ต้องให้ฝ่ายปกครองและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ โดยทุกฝ่ายต้องได้รับความเป็นธรรม

“พระพุทธศาสนาเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชน วัดไม่ควรกลายเป็นพื้นที่ความขัดแย้ง การแก้ปัญหาจึงต้องแยกข้อเท็จจริงออกจากอารมณ์ ตรวจสอบเอกสารและสิทธิต่าง ๆ ให้ชัด และเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายพูดคุยกัน เป้าหมายสุดท้ายคือยุติปัญหา คืนความสงบให้วัด และรักษาศรัทธาของประชาชน” ประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าว

นางธิวัลรัตน์ กล่าวด้วยว่า ข้อมูลและข้อเสนอทั้งหมดจากการลงพื้นที่จะถูกรวบรวมเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการฯ เพื่อประสานและเสนอแนะไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมพิจารณาว่ามีช่องว่างด้านกฎหมายหรือมาตรการใดที่ควรปรับปรุง เพื่อให้การอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา รวมถึงการดูแลศาสนสมบัติและการแก้ข้อพิพาทเกี่ยวกับวัด มีประสิทธิภาพมากขึ้น และลดโอกาสเกิดปัญหาในลักษณะเดียวกันขึ้นอีก