ปชป.ตั้งทีมกฎหมาย เอาผิด กกต.-ดีเอสไอ หากเป่าคดีฮั้ว ส.ว. ลุยฟันนักการเมืองเอี่ยวโกงด้วย

ปชป.ตั้งทีมกฎหมาย เอาผิด กกต.-ดีเอสไอ หากเป่าคดีฮั้ว ส.ว. ลุยฟันนักการเมืองเอี่ยวโกงด้วย

ปชป.ตั้งทีมกฎหมาย เอาผิด กกต.-ดีเอสไอ หากเป่าคดีฮั้ว ส.ว. ลุยฟันนักการเมืองเอี่ยวโกงด้วย

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 13.06 น.

“ปชป.” ตั้งทีมกฎหมาย จ่อเอาผิด กกต.-ดีเอสไอ ปมเป่าคดีฮั้วสว. พร้อมเอาผิด “พรรคการเมือง-นักการเมือง” เอี่ยวปมจัดตั้ง-แลกคะแนนโกง สว.

วันที่ 14 สิงหาคม 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า พรรคประชาธิปัตย์ ได้ตั้งทีมกฎหมายเพื่อติดตามกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมพิจารณาคดีฮั้ว สว. ว่าจะส่งศาลฏีกาหรือไม่ ทั้งนี้หากพบว่า กกต. ไม่ส่งคดีไปยังศาล จะส่งคำร้องเพื่อเอาผิด กกต. ทั้งคดีอาญาและการทุจริตต่อไป นอกจากนั้นแล้วยังมีการตรวจสอบกรณีของฮั้ว สว. ที่มีลักษณะพบว่า พรรคการเมือง นักการเมือง หรือมีการกระทำที่เป็นลักษณะขององค์กรเข้าไปเกี่ยวข้องกับการจัดตั้งหรือแลกคะแนนเลือกสว. หรือไม่  เพราะพฤติกรรมดังกล่าวเขาข่ายผิดกฎหมาย นอกจากนั้นแล้วยังรวมถึงการดำเนินการของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่ล่าสุดพบว่าท่าทีต่อการเอาจริงเอาจังในคดีฮั้ว สว.เปลี่ยนไป โดยจะรอให้ กกต. สรุปเรื่องก่อน ทั้งที่ดีเอสไอสามารถดำเนินการได้ด้วยตนเอง เพราะก่อนหน้านั้น ดีเอสไอเคยสั่งฟ้อง 8 คนที่เกี่ยวกับคดี จึงถือว่ามีอำนาจตามกฎหมายคดีพิเศษ เข้าความผิดมูลฐาน ทั้งนี้หากพบความผิดปกติ จะดำเนินการต่อดีเอสไอเช่นกัน

“พรรคได้เตรียมรวบรวม ข้อมูล ร่างหนังสือ พร้อมหลักฐานเพื่อเตรียมส่งให้ดำเนินการกับพรรคการเมืองที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่ง สว. เพราะตามกฎหมายกำหนดเจตนาให้ สวว. มีความอิสรระ มีความคิดเป็นของตนเอง เพื่อเข้าไปทำหน้าที่คัดกรอง เสนอแนะกฎหมายต่อสังคม หากพรรคใดควบคุม ครอบงำ ถือว่าผิดกฎหมายแน่นอน โดยขณะนี้ฝ่ายกฎหมายกำลังดำเนนินการ” นายพงศกร กล่าว

นายพงศกร กล่าวย้ำด้วยว่า ปัจจุบันพบคำครหาว่า กกต. ถูกครอบงำ หากไม่สั่งฟ้องทั้งที่มีหลักฐานตามที่พรรคประชาชน ร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์นำเสนอ ทั้งนี้ในหลักฐานที่เกี่ยวกับพรรค หรือนักการเมืองทั้งระดับชาติ ระดับท้องถิ่น ซึ่งกฎหมายเขียนไว้เป็นความผิด จะดำเนินการแน่นอนโดยเฉพาะพรรคการเมือง ดังนั้นสิ่งที่ทำ มี 3 ประเด็น  คือ ร่างคำร้องหาก กกต.สั่งไม่ฟ้อง จะยื่น นอกจากนั้นหากมีหลักฐานมีกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง ส่วนกรณีของเส้นทางการเงิน จากการตรวจสอบของ กรรมาธิการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด ที่นายพิทักษ์เดช เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธาน กมธ. พบว่าการตรวจสอบเรื่องดังกล่าว สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ต้องรอให้ สำนักงานคณะกรรมการรป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ปปท.) ส่งเรื่องก่อนถึงดำเนินการได้

“ผมเชื่อว่าหากสุดท้ายดำเนินการได้ เส้นเงินจะไปถึง เพราะสิ่งที่พรรคประชาชนเปิดเผยข้อมูล และมีเบาะแสที่ภาครัฐยังไม่ได้ดำเนินการเกี่ยวกับเส้นเงินจริงจัง หาก ปปง. ทำได้จะมัดตัวได้” นายพงศกร กล่าว

ปชป.ยันไม่เซฟ ชัยชนะ หากพบเจตนาตบรองผู้กำกับจริง ยินดีให้ดำเนินการตามกฏหมายพ่วงจริยธรรม

ปชป.ยันไม่เซฟ ชัยชนะ หากพบเจตนาตบรองผู้กำกับจริง ยินดีให้ดำเนินการตามกฏหมายพ่วงจริยธรรม

ปชป.ยันไม่เซฟ ชัยชนะ หากพบเจตนาตบรองผู้กำกับจริง ยินดีให้ดำเนินการตามกฏหมายพ่วงจริยธรรม

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 12.06 น.

ปชป.ไม่เซฟ “ชัยชนะ” หากพบเจตนาตบบ้องหูรองผู้กำกับจริง ยินดีให้ดำเนินการตามกฏหมายพ่วงจริยธรรม “โฆษกประชาธิปัตย์” วอน ปชช.ส่งคลิปเหตุการณ์ไขข้อข้องใจตบจริงหรือไม่ 

วันที่ 14 สิงหาคม 2569 เวลา 10.30 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคฯ ดูแลพื้นที่ภาคใต้ ถูกแจ้งความดำเนินคดี ข้อหาทำร้ายร่างกาย รองผู้กำกับ สภ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ว่า ทางพรรคยืนยันว่า เราจะต้องดำเนินการ โดยยึดมั่นในหลักการและปกป้องศักดิ์ศรีของตำรวจ ตลอดช่วงเวลาที่เกิดเหตุ เราได้พยายามแสวงหาข้อเท็จจริง ให้ได้มากที่สุด แต่วันนี้สามฝ่ายที่มีข้อเท็จจริงปรากฏ ดูแล้วยังขัดแย้งกัน คือ รองผู้กำกับซึ่งเป็นผู้เสียหาย ที่ออกมาแจ้งความดำเนินคดีกับนายชัยชนะ หลังเกิดเหตารณ์ไปแล้ว 4 วัน โดยที่ไม่ได้ให้สัมภาษณ์เลย แล้วแจ้งข้อกล่าวหาเพียงว่ามีการทำร้ายร่างกาย โดยไม่ได้รับบาดเจ็บ เข้าข้อกฎหมายมาตรา 391 อย่างไรก็ตาม ทางพรรคต้องแสวงหาข้อเท็จจริงจากผู้เสียหายด้วย 

นายพงศกร กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีผู้กำกับการสภ.ทุ่งใหญ่ ในฐานะผู้บังคับบัญชาของรองผู้กำกับ ที่ให้สัมภาษณ์ประมาณ 4-6 ครั้ง โดยช่วงแรกพูดว่า ไม่มีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น ไม่มีอะไร ถัดมาพูดว่ามีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น แต่ผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความ ครั้งต่อมาผู้กำกับยืนยันว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริง แต่เป็นการหยอกล้อ และไม่ได้มีเจตนาที่จะทำร้าย ในขณะที่นายชัยชนะ ก็ได้แถลงและไปพบพนักงานสอบสวนด้วยตัวเอง โดยยืนยันว่า ไม่ได้มีการทำร้าย และไม่มีเจตนาที่จะทำร้ายรองผู้กำกับ และประชาธิปัตย์พร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับทางตำรวจแน่นอน 

นายพงศกร กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ มองดูแล้วข้อมูลอาจจะยังขัดแย้งกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นร่วมกันคือมีเหตุการณ์นี้ขึ้น ซึ่งทั้งนายชัยชนะและรองผู้กำกับ ได้สรุปว่าเป็นการหยอกล้อกันจริง และเมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นวันถัดมารองผู้กำกับยังไปร่วมงานศพตามปกติ มีการถ่ายรูปร่วมกับนายชัยชนะ และแจ้งกับผู้บังคับบัญชาว่าไม่ติดใจเอาเรื่อง แต่สุดท้ายก็มีข่าวออกมาว่า มีการไปแจ้งข้อกล่าวหาเพื่อที่จะเรียกร้องศักดิ์ศรีของตำรวจ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ก็เข้าใจในประเด็นนี้ 

โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อว่า ประเด็นสำคัญที่เราต้องพูดกัน 2 เรื่อง คือ การได้รับบาดเจ็บ สมมติว่า ได้รับบาดเจ็บไม่ว่าจะเล็กน้อยหรือสาหัส จะมีเจตนาหรือไม่มีเจตนา ก็มีความผิดตามกฏหมายแต่เท่าที่ตนทราบ และเท่าที่นายชัยชนะรับทราบข้อกล่าวหา คือเรื่อง การทำร้ายไม่ได้รับบาดเจ็บ ดังนั้นถ้าผู้เสียหายยืนยันว่า ไม่ได้รับบาดเจ็บ ก็ต้องมาพิสูจน์กันในเรื่องของเจตนาว่า นายชัยชนะ มีเจตนาไปทำร้ายเขาหรือไม่ ซึ่งตรงนี้นายชัยชนะก็ยืนยันแล้วว่า ไม่มีเจตนา และผู้กำกับก็ยืนยันว่าเป็นการหยอกล้อ

“พรรคประชาธิปัตย์เราไม่ได้ฟังแค่ ผู้กำกับสภ. หรือนายชัยชนะ แต่เราต้องการรู้ความจริงว่า นายชัยชนะมีเจตนาในการทำร้ายเขาหรือไม่ หากมีเจตนาในการทำร้ายก็ย่อมผิดอยู่แล้ว ดังนั้นสิ่งที่พรรคได้พยายามทำในช่วง 2-3 วัน คือการแสวงหาข้อเท็จจริง เช่น พยานแวดล้อม บุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์ เราพยายามสอบถามว่า มีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริงหรือไม่ เกิดขึ้นในลักษณะใด และพรรคได้ขอคลิปเหตุการณ์ เพราะสุดท้ายแล้วไม่ว่าจะเป็นพยานแวดล้อมหรือพยานหลักฐานที่เป็นคลิปอย่างใดอย่างหนึ่งที่น่าเชื่อถือ เราก็ไม่ต้องมาพิสูจน์ว่านายชัยชนะมีเจตนาหรือไม่ เพราะภาพมันฟ้อง ซึ่งสุดท้ายแล้วหากพบว่านายชัยชนะ มีเจตนาทำร้ายจริงๆ พรรคก็ต้องดำเนินการ เพราะเรายึดมั่นในหลักการของกฎหมาย ยึดมั่นในศักดิ์ศรีของตำรวจ ดังนั้นนักการเมืองก็ต้องมีการดำเนินการในเรื่องของจริยธรรมและ ระเบียบพรรคการเมือง ที่จะควบคุมให้รักษาจรรยาบรรณของนักการเมืองให้ได้ ดังนั้นถ้าท่านใดมีพยานแวดล้อม พยานหลักฐาน มีคลิปหรือแม้กระทั่งผู้เสียหายพร้อมที่จะมายืนยันด้วยหลักฐานที่มี เราก็พร้อมที่จะดำเนินการในเรื่องตามระเบียบพรรค”โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

เมื่อถามย้ำว่าเชื่อว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการหยอกล้อกันใช่หรือไม่ นายพงศกรกล่าวว่าเราไม่เชื่อทั้งหมด ไม่ว่าผู้เกี่ยวข้องจะออกมาพูดอย่างไรสุดท้ายเราต้องดูพยานแวดล้อมและพยานหลักฐานซึ่งวันนี้คือการพิสูจน์เจตนาว่า นายชัยชนะมีความพยายามที่จะทำร้ายหรือไม่ จะตบที่ไหน ตีที่ไหน หรือจะแค่กอดคอ ถ้ามีเจตนาทำร้ายมันก็ผิด 

เมื่อถามว่านายชัยชนะระบุว่าเรื่องนี้มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง นายพงศกร กล่าวว่า ในส่วนพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีส่วนแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมแน่นอน มีแต่การสนับสนุน ดังนั้นขอให้ทุกพรรคการเมืองปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจ รวมถึงตำรวจก็ต้องเป็นคนที่พิทักษ์รับใช้ประชาชน ไม่ใช่เป็นทาสของนักการเมือง ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล ตำรวจไม่ควรรับฟัง แต่เอาข้อเท็จจริงมาสู้กัน เพราะเจ้านายคือประชาชน ดังนั้นไม่ควรที่จะมีพรรคการเมืองเข้าไปแทรกแซงเจ้าหน้าที่ตำรวจ ดังนั้นหากนายชัยชนะกระทำผิดก็จะต้องมีการยื่นตรวจสอบจริยธรรม และยินดีให้ตรวจสอบจริยธรรมหากพบว่าในชัยชนะมีความผิดจริงก็จะต้องดำเนินการตามระเบียบเพื่อรักษาอุดมการณ์จริยธรรมพรรคและจริยธรรมของนักการเมืองไว้

เมื่อถามว่ามองว่าเรื่องนี้จะกระทบฐานเสียงภาคใต้ของพรรคได้หรือไม่ นายพงศกร กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ผ่านมา 80 ปีย่อมมีความผิดพลาดได้ แต่พรรคการเมืองไม่สามารถที่จะไม่ยึดหลักกฎหมายได้ และไม่สามารถเอาตัวเองเป็นที่ตั้งได้ ยืนยันว่า หากนายชัยชนะผิดจริงเราก็ต้องมีการดำเนินการภายในพรรค เพื่อรักษาอุดมการณ์พรรคและจริยธรรมพรรค และจริยธรรมนักการเมืองอย่างแน่นอน 

‘อนุทิน’ ขับเจ็ตส่วนตัว เข้าถ้ำพยัคฆ์กองบิน 1 โคราช F-16 บินโชว์ประกบข้าง ภารกิจอารักขาบุคคลสำคัญ

‘อนุทิน’ ขับเจ็ตส่วนตัว เข้าถ้ำพยัคฆ์กองบิน 1 โคราช F-16 บินโชว์ประกบข้าง ภารกิจอารักขาบุคคลสำคัญ

‘อนุทิน’ ขับเจ็ตส่วนตัว เข้าถ้ำพยัคฆ์กองบิน 1 โคราช F-16 บินโชว์ประกบข้าง ภารกิจอารักขาบุคคลสำคัญ

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.54 น.

‘อนุทิน’ ขับเจ็ทส่วนตัว เข้าถ้ำพยัคฆ์กองบิน 1 โคราช  F-16 บินประกบ โชว์ภารกิจอารักขา บุคคลสำคัญ  มอบนโยบาย 5 ด้าน เพิ่มขีดความสามารถทัพฟ้า ขอรักษาจิตวิญญาณพิทักษ์อธิปไตย  สุดปลื้ม ได้ ‘Patch F-16’ นามเรียกขาน‘มิกกี้’

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 14 สิงหาคม 2569  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เดินทางถึงกองบิน 1 อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา โดยมีพล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาค 2 และนายทหารชั้นผู้ใหญ่กองทัพอากาศ ให้การต้อนรับ

โดยนายกฯ ได้ขับเครื่องบินส่วนตัว Socata TBM 930 มายังกองบิน 1  ซึ่งเมื่อเครื่องบินของนายกฯเข้าสู่พื้นที่กองบิน 1 เครื่องบิน F- 16 จำนวน 3  เครื่อง ขึ้นบินโดยมี 2 เครื่อง บินขนาบข้างซ้าย และขวา เครื่องบินของนายกฯ และอีก 1 เครื่องบินเหนือเครื่องบินของนายกฯซึ่งถือเป็นการจำลองภารกิจการฝึกบินอารักขาแบบที่มีบุคคลสำคัญร่วมบินจริง ก่อนบินลงจอด

จากนั้นนายกฯ ขึ้นแท่นรับความเคารพจากกองทหารเกียรติยศ โดยมีเครื่องบินขับไล่ F -16 จำนวน 3 ลำ บินเป็นเกียรติต้อนรับในโอกาสเดินทางตรวจเยี่ยมกองบิน 1  พร้อมชมการสาธิตภารกิจกองทัพอากาศ การบินจำลองการโจมตีทางอากาศที่เรียกว่า อากาศสู่พื้น หรือ Air-to-Ground และ อากาศสู่อากาศ หรือ Air-to-Air 

จากนั้นนายกฯ กล่าวให้โอวาท แก่ข้าราชการทหารกองบิน 1 ว่า วันนี้ตนมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมหน่วยบินยุทธวิธีของกองทัพอากาศ ณ กองบิน 1 แห่งนี้ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสรรพกำลังที่สำคัญของกองทัพอากากาศ และได้เห็นถึงความพร้อม และศักยภาพของกองทัพอากาศจากการปฏิบัติภารกิจของกองทัพอากาศที่ผ่านมา โดยเฉพาะการบินขับไล่ยุทธวิธี เพื่อปกป้องอธิบไตยของชาติ ในสถานการณ์ความมั่นคงบริเวณชายแดน

“ผมขอชื่นชมผู้บังคับบัญชา กำลังพลและเจ้าหน้าที่ทุกท่าน ที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ ทุ่มเทแรงกายแรงใจ เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติและสร้างความอุ่นใจให้กับพี่น้องประชาชนการเพิ่มศักยภาพของกองทัพอากาศ โดยเฉพาะการปฏิบัติการของเครื่องบินขับไล่ ถือเป็นภารกิจสำคัญ รัฐบาลพร้อม และยินดีให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพื่อให้กองทัพอากาศ สามารถดำรงขีดความสามารถขั้นสูงสุด”นายกฯ กล่าว

นายกฯ กล่าวต่อว่า ขอมอบนโยบายสำคัญ 5 ด้าน เพื่อยกระดับขีดความสามารถของกองทัพอากาศและเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศในระยะยาว ประกอบด้วย 1.การพัฒนาขีดความสามารถทางอากาศ เดินหน้าจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีทดแทน เครื่องบินเติมเชื้อเพลิงทางอากาศ และอากาศยานไร้คนขับติดอาวุธ หรือโดรนโจมตีเพื่อเป็น Game Changer ยกระดับการปฏิบัติการทางอากาศในอนาคต ควบคู่กับการส่งเสริมศักยภาพและอุตสาหกรรมของคนไทย 2.กิจการอวกาศเพื่อความมั่นคง ขับเคลื่อนการลาดตระเวนและเฝ้าระวังทางอวกาศอย่างต่อเนื่อง ทั้งการจัดหาดาวเทียมวงโคจรต่ำ การประยุกต์ใช้กล้องโทรทรรศน์ และการผลักดันศูนย์ประสานงานการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางอากาศและอวกาศให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติอย่างครอบคลุม

นายกฯ กล่าวอีกว่า  3.การบรรเทาสาธารณภัยและช่วยเหลือประชาชน บูรณาการกำลังพลและยุทโธปกรณ์ร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อให้กองทัพอากาศสามารถเข้าถึงและช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และทันต่อทุกสถานการณ์วิกฤต 4.การพัฒนาระบบเครือข่ายเชื่อมโยงกำลังรบ เร่งพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธี (Tactical Data Link) สู่ National Link เชื่อมโยงกับระบบควบคุมร่วมหลายมิติของกองบัญชาการกองทัพไทย พร้อมสนับสนุนแนวคิดOne Team ทัพไทยเพื่อให้ทั้ง 3 เหล่าทัพมีภาพสถานการณ์เดียวกันและสามารถปฏิบัติการร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ และ 5.การพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ มุ่งสู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน โดยส่งเสริมการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมของไทย โดยเฉพาะอากาศยานไร้คนขับ ไปสู่การผลิตและใช้งานจริง เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ Made in Thailand และยกระดับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย

“ขอขอบคุณกำลังพลกองทัพอากาศทุกนายที่ร่วมกันแสดงถึงความเป็นหนึ่งเดียว ความรักชาติ และความเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม พร้อมขอให้ทุกคนรักษาความพร้อม ความมุ่งมั่น และจิตวิญญาณแห่งการรับใช้ชาติ เพื่อเป็นกำลังหลักในการพิทักษ์อธิปไตย ผลประโยชน์ของชาติ และสร้างความมั่นคงให้แก่ประเทศสืบไป” นายกฯ กล่าว

ต่อมานายกฯตรวจยุทโธปกรณ์ทางยุทธวิธี และชมการสาธิตค้นหาและช่วยชีวิตในพื้นที่การรบ หรือ Combat Search and Rescue โดยเฮลิคอปเตอร์ H225M  ทั้งนี้ กองบิน 1 ได้มอบPatch F-16 ของฝูงบิน 103 ที่ออกแบบเป็นพิเศษ ปักภาพมิกกี้เมาส์ และข้อความ “F-16 Fighting Mickey ซึ่งเป็นนามเรียกขานของนายกฯ ขณะขึ้นบินที่เรียกว่า ”มิกกี้“

ธนกร ฝากรัฐบาลปูพรมค้นปืนทุกพื้นที่ ลั่นปืนเถื่อนต้องปราบ ปืนถูกกฏหมายต้องคุม

ธนกร ฝากรัฐบาลปูพรมค้นปืนทุกพื้นที่ ลั่นปืนเถื่อนต้องปราบ ปืนถูกกฏหมายต้องคุม

ธนกร ฝากรัฐบาลปูพรมค้นปืนทุกพื้นที่ ลั่นปืนเถื่อนต้องปราบ ปืนถูกกฏหมายต้องคุม

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.44 น.

“ธนกร”ฝากรัฐบาลปูพรมค้นปืนทุกพื้นที่ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชน มั่นใจรัฐบาลเตรียมออกมาตรการปราบปรามเด็ดขาด ลั่นปืนเถื่อนต้องปราบ ปืนถูกกฏหมายต้องคุม ผู้มีอิทธิพลต้องจัดการ ยาเสพติดต้องล้างให้ถึงต้นตอ

นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางควบคุมอาวุธปืนว่า อยากให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เปิดปฏิบัติการปูพรมค้นปืนทุกพื้นที่ เพราะถ้าเรามีประชากร 70,000,000 คน แต่มีการครอบครองปืนถึง 10,000,000 คน แบบนี้คงไม่ไหว ควรจะต้องมีมาตรการที่ทำให้ประชาชนมั่นใจว่า สุดท้ายแล้วประชาชนไม่ว่าจะอยู่ในสถานศึกษา หรืออยู่ในที่สาธารณะ ประชาชนทุกคนต้องรู้สึกว่ามีความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ท่านนายกฯ ก็พูดชัดเจนว่า หลักสำคัญคือ พยายามให้ทุกคนคิดว่าอาวุธปืนไม่มีประโยชน์ต่อใคร หากถูกใช้เมื่อไร ไม่ว่าจะเหตุสุดวิสัย ก็ต้องไปพิสูจน์ในศาลฯ เพราะตามขั้นตอนต้องถูกตั้งข้อหาก่อน สิ่งที่สื่อสารออกไปมีเจตนารมณ์ไม่อยากให้ทุกคนอยู่ใกล้อาวุธปืน

ผู้สื่อข่าวถามว่า มองว่ารัฐบาลจะมีมาตรการออกมาเร็วๆ นี้หรือไม่ นายธนกร กล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลกำลังอยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียดกฎหมายใหม่ต่างๆ เพราะไม่ได้มีแค่เรื่องการครอบครองปืนจำนวนมากเท่านั้น แต่มีเรื่องของปืนเถื่อนผิดกฎหมายอีกด้วย ดังนั้น เชื่อว่ารัฐบาลย่อมต้องปราบปรามอย่างเด็ดขาดอยู่แล้ว ขณะที่ปืนที่อยู่ในระบบก็ต้องเร่งตรวจสอบและควบคุมการพกพาและการใช้อย่างจริงจังด้วย ทั้งนี้ หากสามารถเดินหน้ามาตรการต่างๆ ได้อย่างจริงจัง จะทำให้สามารถลดทั้งจำนวนปืนที่ผิดกฎหมาย และการพกพาอาวุธในที่สาธารณะลงได้อย่างแน่นอน

“ปืนเถื่อนต้องปราบ ปืนถูกกฏหมายต้องคุม ผู้มีอิทธิพลต้องจัดการ ยาเสพติดต้องล้างให้ถึงต้นตอ ดังนั้น อยากให้ทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน หันหน้ามาช่วยกันวางแนวทางเหล่านี้ให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด ไม่ใช่เอาแต่มานั่งเถียงกันว่า ยิงโจรในบ้านผิดหรือไม่ผิด หรือทำให้ประชาชนเข้าใจไปก่อนว่า รัฐบาลกำลังจะออกกฎหมายห้ามป้องกันตัวเองในบ้าน แบบนั้นไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย ทำเพื่อประเทศของเราก่อน เกาะกระแสเพื่อหาเสียงเอาไว้ทีหลัง เพื่อให้สังคมเรามีความปลอดภัยมากขึ้น” นายธนกร กล่าว

อนุทิน ลั่นไม่ยากหรอก สั่ง 3 ฝ่ายสางปัญหาคุมเข้มอาวุธปืน กระทบนักกีฬา-ตำรวจ

อนุทิน ลั่นไม่ยากหรอก สั่ง 3 ฝ่ายสางปัญหาคุมเข้มอาวุธปืน  กระทบนักกีฬา-ตำรวจ

อนุทิน ลั่นไม่ยากหรอก สั่ง 3 ฝ่ายสางปัญหาคุมเข้มอาวุธปืน กระทบนักกีฬา-ตำรวจ

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.26 น.

“นายกฯ” เผย สั่ง 3 ฝ่าย สางปัญหานโยบายเข้มอาวุธปืน กระทบนักกีฬายิงปืนฝึกซ้อมไม่ได้ มอบปกครองแล้ว เปลี่ยนรางวัล “กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน” บอก “ไม่ยากหรอก” หากเป็นเจ้าหน้าที่พกอาวุธในเวลาทำงาน สะท้อนถึงผู้บังคับบัญชา ออกแผนงานปฏิบัติได้เลย 

วันที่ 14 สิงหาคม 2569 เวลา 08.50 น.นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการมอบปืนเป็นของรางวัลกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ว่า ตนได้ให้นโยบายว่าช่วงนี้รัฐบาลมีนโยบายควบคุมอาวุธปืน จึงขอให้มีการเปลี่ยนรูปแบบการแจกรางวัล ซึ่งทางอธิบดีกรมการปกครองก็เห็นด้วย จึงได้มีการใส่เรื่องนี้ในคำกล่าวเปิดของตนที่กล่าวในงานโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) การขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาลในระดับพื้นที่ รุ่นที่1 

เมื่อถามว่ามีบางส่วนที่บอกว่าแจกกันมาเป็นธรรมเนียม นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า ตอนนี้เป็นนโยบายรัฐบาล 

ส่วนสมาคมกีฬายิงปืน ออกมาโต้แย้งว่าการควบคุมอาวุธปืนที่เข้มงวด ส่งผลกระทบต่อการฝึกซ้อมและแข่งขันกีฬายิงปืนนั้น นายอนุทิน กล่าวว่า ตอนนี้อธิบดีกรมการปกครอง การกีฬาแห่งประเทศไทย และสมาคมกีฬา กำลังประสานงานและพูดคุยกัน และจะมีการออกกฎหมาย ควบคุมอาวุธปืนเพิ่มเติมแน่นอน 

“พอเวลาพูดคำว่าควบคุม ก็จะมีประเด็นว่าแล้วอย่างงี้ แล้วอย่างงั้น แล้วตรงนี้จะแปลว่าอะไร คุณบอกว่าไม่ให้เอาอาวุธปืนออกจากบ้าน แล้วคนย้ายบ้านจะทำอย่างไร มันมีรายละเอียดเยอะ ฝึกยิงปืนจะทำอย่างไร แทนที่จะคิดเองทั้งหมดเดี๋ยวจะเป็นการบังคับก็เปิดให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมแต่ต้องอยู่บนพื้นฐานความปลอดภัย ไม่ให้มีช่องโหว่ไปใช้อาวุธปืนทำร้ายคนอื่น“ 

นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า เมื่อวานก็มีเหตุเกิดขึ้นที่ จ.นครราชสีมา เกิดเหตุตอน 23.00 น.นักข่าวมาถามนายกฯ ตอน 08.00 น.บางทียังไม่ได้รับรายงานเลย ตนเองก็ต้องมานั่งเช็คข่าว เมื่อทราบข่าวแล้ว ก็สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและตำรวจดำเนินการอย่างเต็มที่ และเมื่อควบคุมตัวได้ก็ให้ดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด 

ส่วนที่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจบางส่วนออกมาโอดครวญว่า ทำงานยาก นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของผู้บังคับบัญชาที่จะต้องทำยุทธศาสตร์ แผนงาน วิธีการปฏิบัติ คนที่เป็นเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในหน้าที่อยู่แล้ว ไม่ยากหรอก ก่อนจะย้อนถามว่า คนที่บ่นเป็นใคร หากเป็นเรื่องหน้าที่ในราชการ ให้ไปพูดคุยกับผู้บังคับบัญชา และผู้บริหารก็จะนำเรื่องนี้มาหารือในการประชุมผู้บริหาร-ส่วนงานราชการ เรื่องแบบนี้มีทางออกอยู่แล้ว

ไทยช่วยไทย ดอกเบี้ยคนละครึ่ง ไม่ใช่เงินแจกเข้าบัญชี เช็กเงื่อนไขใครได้ประโยชน์บ้าง?

ไทยช่วยไทย ดอกเบี้ยคนละครึ่ง ไม่ใช่เงินแจกเข้าบัญชี เช็กเงื่อนไขใครได้ประโยชน์บ้าง?

ไทยช่วยไทย ดอกเบี้ยคนละครึ่ง ไม่ใช่เงินแจกเข้าบัญชี เช็กเงื่อนไขใครได้ประโยชน์บ้าง?

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.12 น.

14 สิงหาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภายหลังรัฐบาลเปิดโครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 พบว่าประชาชนบางส่วนยังมีความสับสนเกี่ยวกับผู้มีสิทธิยื่นคำขอ วิธีได้รับประโยชน์ และความหมายของคำว่า “ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” 

รัฐบาลจึงขอย้ำว่า โครงการดังกล่าวไม่ใช่การแจกเงินหรือโอนเงินเข้าบัญชีประชาชนรายบุคคล แต่เป็นการจัดสรรเงินเพิ่มทุนผ่านกองทุนหมู่บ้าน กองทุนชุมชนเมือง และกองทุนชุมชนทหาร ภายใต้วงเงินรวม 4,452 ล้านบาท โดยวางกรอบครอบคลุมกองทุนทั่วประเทศ 79,610 แห่ง และฐานสมาชิกกว่า 12 ล้านคน

รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มุ่งเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบด้วยต้นทุนที่เหมาะสม เพื่อนำไปประกอบอาชีพ สร้างรายได้ และลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ โดยกลไกของโครงการกำหนดให้ “กองทุน” เป็นผู้ยื่นคำขอเข้าร่วม ไม่ใช่สมาชิกแต่ละราย

เมื่อกองทุนสมัครและผ่านคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์แล้ว กองทุนจะต้องจัดทำหรือปรับปรุงสัญญาเพื่อลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้บัญชีที่ 1 ให้แก่สมาชิกอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของอัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บตามสัญญา จากนั้นรัฐบาลจะจัดสรรเงินเพิ่มทุนให้แก่กองทุนตามยอดดอกเบี้ยรวมที่กองทุนปรับลดให้สมาชิกในรอบสัญญาของปีบัญชีปัจจุบัน

คำว่า ‘ดอกเบี้ยคนละครึ่ง’ ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะโอนเงินครึ่งหนึ่งของดอกเบี้ยเข้าบัญชีสมาชิก หรือให้ประชาชนมาลงทะเบียนรับเงินโดยตรง แต่หมายถึงกองทุนที่เข้าร่วมโครงการจะลดดอกเบี้ยเงินกู้บัญชีที่ 1 ให้สมาชิกอย่างน้อยครึ่งหนึ่งตามหลักเกณฑ์ ส่วนตัวเลข 30,000–150,000 บาท เป็นวงเงินเพิ่มทุนที่รัฐบาลจัดสรรให้ต่อกองทุน ไม่ใช่เงินที่สมาชิกแต่ละคนจะได้รับ

สำหรับการจัดสรรเงินเพิ่มทุนให้กองทุน ใช้เกณฑ์ขั้นบันไดตามยอดดอกเบี้ยรวมที่กองทุนลดให้สมาชิก ได้แก่ ยอดดอกเบี้ยรวมไม่เกิน 30,000 บาท ได้รับเงินเพิ่มทุน 30,000 บาท มากกว่า 30,000–50,000 บาท ได้รับ 50,000 บาท มากกว่า 50,000–70,000 บาท ได้รับ 70,000 บาท มากกว่า 70,000–90,000 บาท ได้รับ 90,000 บาท มากกว่า 90,000–120,000 บาท ได้รับ 120,000 บาท และมากกว่า 120,000 บาท ได้รับเงินเพิ่มทุน 150,000 บาท

ทั้งนี้ กองทุนที่จะเข้าร่วมโครงการต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล มีคณะกรรมการบริหารตามระเบียบ ส่งรายงานงบการเงินต่อสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) ต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 2 ปี และสมาชิกมีมติเห็นชอบเข้าร่วมโครงการ โดยกองทุนจะยื่นคำขอผ่านศูนย์ประสานงานกองทุนฯ จังหวัด หรือ สทบ. สาขาเขต เพื่อให้ สทบ. ตรวจสอบคุณสมบัติและเอกสาร ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนของโครงการต่อไป

รองโฆษกฯ ย้ำว่า แม้โครงการจะวางกรอบครอบคลุมกองทุน 79,610 แห่ง และมีฐานสมาชิกกว่า 12 ล้านคน แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกกองทุนหรือสมาชิกทุกคนจะได้รับการลดดอกเบี้ยโดยอัตโนมัติ เนื่องจากกองทุนต้องสมัคร ผ่านคุณสมบัติ และดำเนินการจัดทำหรือปรับปรุงสัญญาตามหลักเกณฑ์ก่อน สมาชิกจึงควรตรวจสอบกับคณะกรรมการกองทุนของตนว่ากองทุนเข้าร่วมโครงการแล้วหรือไม่ และอยู่ในขั้นตอนใด

เป้าหมายของรัฐบาลคือช่วยลดภาระต้นทุนทางการเงิน และเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งทุนในระบบ เพื่อนำเงินไปสร้างอาชีพและรายได้ ไม่ใช่การนำงบประมาณไปชำระหนี้นอกระบบเดิมให้เป็นรายบุคคล จึงขอให้ประชาชนระมัดระวังข้อความหรือลิงก์ที่อ้างว่าสามารถลงทะเบียนขอรับเงิน 30,000–150,000 บาทจากโครงการนี้ได้โดยตรง หากต้องการตรวจสอบข้อมูลให้สอบถามกองทุนในพื้นที่ หรือ สทบ. ทั้ง 14 สาขาเขต โทร. 02-100-4209 ต่อ 1702–1712

อนุทิน ย้ำคดีโกงสอบไม่มีเส้นสาย ลั่น ไม่มีเพดาน หากถึงใครก็คนนั้น

อนุทิน ย้ำคดีโกงสอบไม่มีเส้นสาย ลั่น ไม่มีเพดาน หากถึงใครก็คนนั้น

อนุทิน ย้ำคดีโกงสอบไม่มีเส้นสาย ลั่น ไม่มีเพดาน หากถึงใครก็คนนั้น

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.00 น.

นายกฯ ย้ำ คดีทุจริตสอบ “ไม่มีเส้น ไม่มีสาย” ชี้ “ปปง. – ป.ป.ช. – ตร. อยู่ระหว่างผนึกกำลังตรวจสอบ ลั่น “ไม่มีเพดาน หากถึงใครก็คนนั้น”

วันที่ 14 สิงหาคม 2569 เวลา 08.50 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่เพจชมรมSTRONG ต้านทุจริตประเทศไทย ออกมาเผยแพร่แชทข้อความที่อ้างว่า มี สจ.จังหวัดสตูล เป็นนายหน้าในการช่วยทุจริตสอบท้องถิ่น ว่า ตนฟังรายงานเฉพาะคนที่ตนแต่งตั้งเป็นทางการ และหน่วยงานที่ร่วมตรวจสอบ เช่น สำนักงานป้องกันปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ซึ่งขณะนี้ก็อยู่ระหว่างการตรวจสอบ และ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ดำเนินการอยู่ และร่วมมือกันที่ขอใช้กำลังเจ้าหน้าที่ร่วมกับตำรวจในการสอบสวนขยายผล 

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า แต่ละหน่วยงานจะมีหน้าที่ของแต่ละหน่วยไป และมาสรุปผลออกมา หากเห็นว่ามีการกระทำความผิดในส่วนใด เจ้าหน้าที่ก็จะกระจายงานกันออกไปยังหน่วยงานที่มีหน้าที่สอบสวน และดำเนินคดี

“ที่แน่ๆ คือใครทำผิดก็ต้องถูกดำเนินคดี ไม่มียกเว้น ไม่มีเส้น ไม่มีสาย ไม่มีเพดาน เพราะตอนนี้คนพยายามบอกว่ามีเพดานอยู่ที่ระดับนั้นระดับนี้ ระดับนั้น ผมเรียนได้เลยว่าไม่มีเพดาน ถึงใครก็คนนั้น” นายกรัฐมนตรี กล่าว

‘ผึ้งหลวง’ส่อวุ่น! ลูกสาว’ธงชัย’วืด สมัครนายกอบจ.นนท์ เหตุขาดคุณสมบัติ สะพัด หลานเสียบแทน

'ผึ้งหลวง'ส่อวุ่น! ลูกสาว'ธงชัย'วืด สมัครนายกอบจ.นนท์ เหตุขาดคุณสมบัติ สะพัด หลานเสียบแทน

‘ผึ้งหลวง’ส่อวุ่น! ลูกสาว’ธงชัย’วืด สมัครนายกอบจ.นนท์ เหตุขาดคุณสมบัติ สะพัด หลานเสียบแทน

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 10.31 น.

วันที่ 14 สิงหาคม 2569 จากกรณีการเสียชีวิต พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี จากเหตุ “ฉลอง เรี่ยวแรง” บุกยิง ทำให้ต้องมีการเลือกตั้ง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรีอีกครั้ง

ซึ่งทาง องค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี ประชาสัมพันธ์ปฏิทินการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี โดยวันที่ 17-21 สิงหาคม 2569 เปิดรับสมัครรับเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี และวันที่ 20 กันนยายน 2569 เป็นวันเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี

และมีรายงานข่าวว่า  แกนนำ “ผึ้งหลวง” ดึง ชื่อนางสาวพรรษพร เย็นประเสริฐ บุตรสาวของ พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ อดีต นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี ขึ้นมาพิจารณาในฐานะบุคคลที่อาจมีความเหมาะสมในการเป็นตัวแทนของกลุ่มการเมืองเดิมสำหรับสนาม อบจ.นนทบุรี

จากการตรวจสอบล่าสุด แหล่งข่าวแกนนำกลุ่มผึ้งหลวง เปิดเผยแนวหน้าออนไลน์ว่า นางสาวพรรษพร เย็นประเสริฐ  ไม่สามารถลงสมัครได้ เพราะขาดคุณสมบัติเนื่องจากไม่ได้ไปไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง  ซึ่งกลุ่ม“ผึ้งหลวง”ก็ได้มีการรืออย่างเร่งด่วน เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ว่าจะพิจารณาส่งใครลงสมัคร โดยมีแกนนำส่วนหนึ่งเห็นว่า ควรเสนอชื่อบุคคลในครอบครัวพ.ต.อ.ธงชัย  โดยให้เหตุผลว่า การส่งคนในตระกูล เย็นประเสริฐ น่าจะมีความได้เปรียบในแง่ ของคะแนนนิยมดั้งเดิมจาก พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ  ที่ทำงานในจังหวัดนนทบุรีมานาน

อย่างไรก็ตาม รายชื่อนี้ยังไม่เป็นมติที่สิ้นสุด  แกนนำของกลุ่ม“ผึ้งหลวง” ได้บอกกับแนวหน้าออนไลน์ว่า ต้องมีการหารือเพื่อตัดสินใจอีกครั้งนึง เพราะบางเสียงก็เห็นว่า น่าจะพิจารณาจากบุคลในกลุ่มเหมือนกัน เพราะมีความรู้ความสามารถอยู่หลายคน   ต้องมีการหารืออีกครั้งโดยเร็วเพราะมีเวลาในการตัดสินใจไม่มากเนื่องจาก กำนดการในการเลือกตั้ง และการรับสมัครออกมาเรียบร้อยแล้ว 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : จับตาเกมชิง อบจ.นนทบุรี กลุ่มผึ้งหลวง จับมือแน่น ดัน ‘พรรษพร’ ลูกสาว ‘ธงชัย’ สู้พรรคส้ม

นายกฯ ตรวจเยี่ยมกองบิน 1 โคราช รับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

นายกฯ ตรวจเยี่ยมกองบิน 1 โคราช รับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

นายกฯ ตรวจเยี่ยมกองบิน 1 โคราช รับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 08.17 น.

เมื่อเวลา 08.00 น.วันที่ 14 สิงหาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) พร้อมด้วย พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) และคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหน่วยบินยุทธวิธี  ที่กองบิน 1 อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา โดยมี พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.)และนายทหารชั้นผู้ใหญ่กองทัพอากาศ ให้การต้อนรับ

โดยเมื่อนายกฯเดินทางถึงเข้ารับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับภารกิจสำคัญของกองบิน 1 รวมถึงสถานการณ์ในพื้นที่ และการปฏิบัติในห้วงสถานการณ์ความไม่สงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมทั้ง รับฟังการบรรยายสรุปโครงการที่สำคัญต่างๆ ของกองทัพอากาศ 

จากนั้นนายกฯ ให้โอวาทแก่ข้าราชการกองบิน 1 ในการปฏิบัติตนให้เป็นข้าราชการและกำลังพลที่ดีของกองทัพอากาศและประเทศชาติ  ก่อนจะเยี่ยมชมยุทโธปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการเตรียมความพร้อมในภารกิจสำคัญของกองทัพอากาศ

อย่างไรก็ตาม กองบิน 1 เป็นหน่วยที่ตั้งทางยุทธวิธีตามแผนป้องกันประเทศ ซึ่งมีอากาศยานรบของกองทัพอากาศวางกำลัง ณ ฐานที่ตั้ง เพื่อใช้ในการปฏิบัติภารกิจใช้กำลังทางอากาศเมื่อได้รับคำสั่ง โดยนายกฯในฐานะประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ลงพื้นที่เพื่อตรวจความพร้อมในด้านต่างๆ เนื่องด้วยสมช.นั้น เป็นองค์กรหลักด้านความมั่นคงของประเทศ ทำหน้าที่กำหนดทิศทางนโยบายเสนอแนะยุทธศาสตร์ แนวทางและมาตรการป้องกัน และแก้ไขปัญหาความมั่นคง รวมถึงการจัดทำนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ

พร้อมทั้งแจ้งเตือนสถานการณ์ที่เป็นภัยคุกคามในเชิงยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนภารกิจด้านความมั่นคง ดังนั้น การตรวจเยี่ยมหน่วยบินยุทธวิธีจึงเป็นภารกิจที่สำคัญภารกิจหนึ่งของสภาความมั่นคงแห่งชาติเพื่อให้สามารถสั่งการได้อย่างถูกต้อง ต่อเนื่อง และแม่นยำทันต่อสถานการณ์ ทั้งในสถานการณ์ปกติและภาวะสงคราม

ตำรวจหมายเรียก ‘ไอซ์ รักชนก’ ครั้ง 2 วันที่ 17 สิงหานี้ คดีกล่าวหาสุชาติ ชี้เบี้ยวอีกจ่อยื่นศาลออกหมายจับทันที

ตำรวจหมายเรียก 'ไอซ์ รักชนก' ครั้ง 2 วันที่ 17 สิงหานี้ คดีกล่าวหาสุชาติ ชี้เบี้ยวอีกจ่อยื่นศาลออกหมายจับทันที

ตำรวจหมายเรียก ‘ไอซ์ รักชนก’ ครั้ง 2 วันที่ 17 สิงหานี้ คดีกล่าวหาสุชาติ ชี้เบี้ยวอีกจ่อยื่นศาลออกหมายจับทันที

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 07.59 น.

ตำรวจ หมายเรียก “ไอซ์-รักชนก” ปชน.ครั้งที่ 2  วันที่ 17 สิงหา   “ดร.ณัฏฐ์” ทนายส่วนตัว “สุชาติ” ยืนยัน เป็นเรื่องจริง ว่ากันตามกฎหมาย โดยไปจิบกาแฟร้อน สังเกตการณ์  หากไม่มา ร้องขอให้ตำรวจยื่นศาลออกหมายจับทันที 

วันที่ 14 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวได้รับรายงาน จาก สน.ทองหล่อ ว่า พ.ต.ท.สุทธิพงษ์ แป้นจันทร์ พนง.สอบสวน ได้ออกหมายเรียกนางสาวรักชนก ศรีนอก ผู้ต้องหา ครั้งที่ 2 จำนวน 2 คดี ในคดีระหว่าง นายสุชาติ ชมกลิ่น โดยนายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ผู้รับมอบอำนาจ ผู้กล่าวหา นางสาวรักชนก ศรีนอก ผู้ต้องหา ด้วยเหตุต้องหาว่า เผยแพร่โดยการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จในประการทีทำให้ประชาชนตื้นตะหนกตกใจ,หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ให้มาพบพนักงานสอบสวนในวันที่ 17 สิงหาคม 2569 เวลา 13.00 น.

สืบเนื่องก่อนหน้านี้ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อได้มอบอำนาจให้นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ทนายความส่วนตัว ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ เพื่อดำเนินคดีอาญากับนางสาวรักชนกหรือไอซ์ ศรีนอก สส.พรรคประชาชน และ ปธ.กมธ.ติดตามบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม และ 22 พฤษภาคม 2569 ในปมโพสต๋กล่าวหา นายสุชาติฯ “อันธพาลครองเมือง เถื่อน  ถ่อย  ชั่ว” และโพสต์กล่าวหานายสุชาติฯ ทุจริตรับสินบน กรณีตึก SKYY 9 ,ส่งคนงานไปเก็บผลไม้เบอรี่ที่ประเทศฟินแลนด์ และผลโพล ภาคเอกชน กรธ. ที่ระบุว่า ผลตัวอย่างงานวิจัย กรมควบคุมมลพิษ ทุจริตอันดับ 1  ทำให้นายสุชาติฯได้รับความเสียหาย จึงได้มอบอำนาจนายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ทนายความส่วนตัว ร้องทุกข์กล่าวโทษ เพื่อดำเนินคดีอาญากับนางสาวรักชนกหรือไอซ์ ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน รวม 2 คดี ที่ สน.ทองหล่อ

โดยมีรายงานเพิ่มเติมว่า รัฐสภา จะเปิดประชุมสมัยสามัญ ครั้งที่ 2/2569 ในวันที่ 25 สิงหาคม 2569 ส่งผลให้สมาชิกรัฐสภามีเอกสิทธิ์คุ้มครอง ตาม รธน.ม.125 วรรคหนึ่ง ในระหว่างสมัยประชุม ห้ามมิให้พนักงานสอบสวนออกหมายเรียก จับกุม คุมขัง ในคดีอาญาที่สมาชิกรัฐสภาตกเป็นผู้ต้องหา เว้นแต่การจับความซึ่งหน้าหรือมติสภาส่งสมาชิกรัฐสภารายนั้นส่งตัวมาดำเนินคดีอาญา  

ทั้ง 2 คดี เมื่อ พนง.สอบสวน สน.ทองหล่อ หมายเรียกผู้ต้องหา นางสาวรักชนก ศรีนอก ผู้ต้องหา สส.พรรคประชาชน ให้มาพบครั้งที่ 2  หากไม่มา ในวันที่ 17 สิงหาคม 2569 เวลา 13.น. โดย ป.วิอาญา ม.66 (2) บัญญัติว่า หากมีหลักฐานอันสมควรว่า บุคคลนั้นกระทำความผิดและมีหลักฐานอันควรเชื่อว่า”จะหลบหนี” เป็นเหตุให้ พนง.สอบสวน สน.ทองหล่อ ยื่นคำร้องต่อศาลกรุงเทพใต้เพื่อขอหมายจับ สส.รายนี้ได้

ผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์สอบถาม นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียมหรือ “ดร.ณัฏฐ์” ทนายความส่วนตัวของนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมว่า เรื่องดังกล่าวเป็นจริงหรือไม่ 
ซึ่งทนายของนายสุชาติฯ ยืนยันว่า ตำรวจ สน.ทองหล่อ ออกหมายเรียก สส.หญิง รายนี้ เป็นเรื่องจริง  ขอให้ว่ากันตามกฎหมวย ว่ากันตามพยานหลักฐาน ตามขั้นตอนของกฎหมาย เป็นอำนาจของพนักงานสอบสวน ป.วิอาญามาตรา 18,19 

หาก สส.หญิงปากแซ่บรายนี้ ไม่โพสต์ปั่นกระแส เรียกยอดไลน์ ยอดแชร์ เพิ่มความนิยมส่วนตัว ที่เหยียบหัวคนอื่น ที่เป็นนักการเมืองด้วยกัน เหตุการณ์เหล่านี้ คงไม่เกิด คดีอาญาคงไม่เกิด ไม่ได้ไปกลั่นแกล้ง สส.หญิงรายนี้  

ตนขอสื่อสารไปถึงพี่น้องประชาชน ยืนยันว่า นายสุชาติฯทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ใจซื่อ มือสะอาด แก้ปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนเป็นหลัก มีภาวะผู้นำสูง เด็ดขาด ยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติและบ้านเมือง เป็นหลัก  ไม่เคยทุจริตรับสินตามข้อกล่าวหา 

ทั้ง ไม่เคยมีพฤติกรรมเป็นอันธพาลครองเมือง และไม่เคยเป็นคนเถื่อน คนถ่อย คนชั่วตามที่ สส.หญิงรายนี้กล่าวหา 

ต้องถามกลับไปถึง สส.หญิง รายนี้ ว่าโพสต์กล่าวหาแล้ว ภายหลัง แก้ไขข้อความในโพสต์ทำไม   ทีมฝ่ายกฎหมายที่มอนิเตอร์อยู่ รวบรวมหลักฐานไว้ทั้งหมด ไปพิสูจน์กันในชั้นศาล 
ทั้ง 2 คดีนี้ หากพนักงานอัยการยื่นฟ้อง สส.รายนี้ นายสุชาติฯได้มอบอำนาจให้ตนยื่นคำร้องต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ ขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมและเรียกค่าเสียหาย ตามช่อง ป.วิอาญา ม.44/1 จำนวน 50 ล้านบาท  หากล่าช้า อาจใช้สิทธิฟ้องเองโดยตรงต่อศาล 

ส่วนหมายเรียกผู้ต้องหา ครั้งที่ 1 สส.หญิงรายนี้ ไม่เก่งเหมือนในโซเชียล เป็นขอมดำดิน ทั้งสองคดีนี้ ไม่มาพบตำรวจ

ตนพร้อมทีมทนายความจะเดินทางไป สน.ทองหล่อ ในวันที่ 17 สิงหาคม 2569 เวลา 13.00 น.นี้ จะไปนั่งจิบกาแฟร้อน สังเกตการณ์ ดูด้วยตาตนเองว่า สส.หญิงรายนี้ ปากเก่ง ปากแซ่บ รายนี้ จะเก่งจริงเหมือนโพสต์ในโซเชียลไหม สส.รายนี้ จะมาพบกับตำรวจหรือไม่ อย่าเป็นขอมดำดิน

ถนัดแต่ตรวจสอบคนอื่น ทุกคนชั่วหมด ตนเองเป็นคนดีเพียงคนเดียว ควรหันไปดูตนเองก่อนที่จะไปตรวจสอบคนอื่น ที่ศาลอาญาพิพากษา จำคุก 6 ปี คดี ปอ.ม.112  คืออะไร หากศาลอุทธรณ์พิพากษายืน 2 ศาลจะวางแผนใช้ชีวิตในเรือนจำอย่างไร ตนไม่ได้แช่งนะ แต่ตั้งข้อสังเกต เพราะเป็นห่วง ปมคดีนายฉลอง เรียวแรง อดีต สส.หลายสมัยสังหาร นายก อบจ.นนทบุรี  สส.หญิงรายนี้ไปบี้ไปจุ้นโพสต์ให้ตำรวจใส่กุญแจมือนายฉลองผู้ต้องหา แล้วในคดีของตนเอง ควรสวมเครื่องพันธนาการหรือไม่ 

ตนจะไปสังเกตการณ์ ดูว่า หาก สส.หญิงรายนี้มา จะถูกพิมพ์มือในฐานะผู้ต้องหาหรือไม่  ตนขอชักชวนพี่น้องสื่อมวลชนไปสังเกตการณ์ด้วยกัน 

หาก สส.หญิงรายนี้ ไม่มา ตนจะยื่นคำร้องต่อ ผกก.สน.ทองหล่อ หัวหน้าพนักงานสอบสวนในวันนั้น โดยขอให้ใช้ ช่อง ป.วิอาญา ม.66(2) ปรากฏข้อเท็จจริงโดยชัดแจ้งและมีหลักฐานอันควรเชื่อว่า สส.หญิงรายนี้ มีพฤติกรรมจะหลบหนี และประวิงเวลา เพื่อรอให้เปิดสมัยประชุมเพื่อใช้เอกสิทธิ์คุ้มครอง สส. โดยให้ยื่นคำร้องต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ ออกหมายจับ สส.รายนี้ทันที ก่อนเปิดสมัยประชุมในวันที่ 25 สิงหาคมนี้ 

อย่าคิดว่า สส.หญิงรายนี้ มีสถานะ สส.จะใช้อภิสิทธิ์เหนือประชาชน ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเสมอภาคและเท่าเทียมกัน 

โดยในสัปดาห์หน้า ตนจะไปยื่นคำร้อง ต่อ ปปช.ให้ไต่สวน ความผิดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานอย่างร้ายแรง ตาม รธน.มาตรา 219 ประกอบข้อกำหนดจริยธรรมฯ ตาม พรป.ปปช.โดยขอให้ใช้ช่องทาง รธน.ม.235 วรรคหนึ่ง(1),วรรคสี่ ต่อไป โดยตนไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับ สส.หญิง รายนี้ แต่กระทำในฐานะผู้รับมอบอำนาจ ต้องดำเนินการให้ครบถ้วนตามกฎหมาย