ศาลสั่งนับโทษต่อ! อาย กันต์ฤทัย โดนอีกคดี ม.112 รวมคุก 15 ปี

ศาลสั่งนับโทษต่อ! อาย กันต์ฤทัย โดนอีกคดี ม.112 รวมคุก 15 ปี

ศาลสั่งนับโทษต่อ! อาย กันต์ฤทัย โดนอีกคดี ม.112 รวมคุก 15 ปี

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.35 น.

24 มีนาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” โพสต์ข้อความระบุว่า “ศาลอาญาพิพากษาคดี ม.112 คดีที่สองของ “อาย กันต์ฤทัย” กรณีโพสต์เฟซบุ๊ก 2 ข้อความเมื่อปี 2565 ลงโทษจำคุก 2 ปี 12 เดือน โดยให้นับโทษต่อจากคดีแรก”

พร้อมทั้งโพสต์ข้อความในคอมเมนต์ ระบุว่า “คดีที่สองของ “อาย กันต์ฤทัย” นี้มี อานนท์ กลิ่นแก้ว จากกลุ่ม ศปปส. เป็นผู้กล่าวหา จากการโพสต์เฟซบุ๊ก 2 ข้อความ เมื่อปี 2565 ศาลอาญาพิพากษาลงโทษจำคุกกระทงละ 3 ปี ให้การรับสารภาพ ลดเหลือจำคุกกระทงละ 1 ปี 6 เดือน รวมจำคุก 2 ปี 12 เดือน พร้อมสั่งให้นับโทษต่อจากคดีแรกก่อนหน้านี้ ซึ่งถูกศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 8 ปี 48 เดือน หากรวมโทษสองคดี อยู่ที่จำคุก 10 ปี 60 เดือน (หรือประมาณ 15 ปี)”

ย้ายที่นั่งแต่คนเดิม! สมชัย ชี้รัฐบาลคิดผิด ตั้งเลขาฯกฤษฎีกา นั่งรองนายกฯ

ย้ายที่นั่งแต่คนเดิม! สมชัย ชี้รัฐบาลคิดผิด ตั้งเลขาฯกฤษฎีกา นั่งรองนายกฯ

ย้ายที่นั่งแต่คนเดิม! สมชัย ชี้รัฐบาลคิดผิด ตั้งเลขาฯกฤษฎีกา นั่งรองนายกฯ

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.39 น.

24 มีนาคม 2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า แต่งตั้งรองนายกด้านกฎหมายคนใหม่ รัฐบาลไม่ได้กำไร คนมาใหม่อาจขาดทุน

ไม่ว่าเหตุผลของการไม่ได้ไปต่อของ อ.บวรศักดิ์ จะมาจากเขาไม่เอาหรือไม่อยากไปต่อเอง แต่การตั้งเลขาธิการกฤษฎีกามาเป็นรองนายกที่ดูด้านกฎหมายนั้น รัฐบาลไม่ได้กำไรอะไรเลย

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เป็นที่ปรึกษากฎหมายของรัฐบาลอยู่แล้ว เลขาธิการกฤษฎีกา ก็อยู่ในที่ประชุม ครม.ทุกครั้ง อยากรู้อะไร ก็ขอให้กฤษฎีกาให้ความเห็นในเชิงกฎหมายได้ ต้องสนองตอบรัฐบาลแบบเต็มที่อยู่แล้ว หรือว่า ไม่ตั้งเป็นรองนายก จะไม่ปฏิบัติงานเต็มกำลังความสามารถ

การตั้งเลขาธิการกฤษฎีกา มาเป็นรองนายก จึงหมายถึงการย้ายที่นั่งจากข้าง ๆ แถวหลัง มาข้างหน้า โดยคนเป็นคนเดิม และแทนที่จะมีใครอีกคนที่เชี่ยวชาญด้านกฎหมายในฐานะรองนายก คอยสอบทานความเห็นของกฤษฎีกา

ส่วนเจ้าตัวที่มา เป็นเกียรติประวัติแก่ชีวิตที่มาตำแหน่งรองนายก ฯ แต่ อายุราชการอีก 3 ปี อาจเป็นผลดีต่อชีวิตระยะยาวหรือไม่ และถ้าอยู่ได้ไม่กี่เดือน เขาเบื่อ เขาเปลี่ยนอีก จะคุ้มหรือไม่

แต่ที่แน่ ๆ คนในกฤษฎีกา อาจดีใจ เพื่อได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นอีกหลายคน หลายระดับ แบบคนนึงไป อีกหลายคนก็เลื่อนต่อ ๆ กัน

กมธ.วุฒิสภาฯ มติเอกฉันท์ ชงรัฐบาลยกเลิก MOU 2543 ชี้กัมพูชาละเมิดข้อตกลงต่อเนื่อง

กมธ.วุฒิสภาฯ มติเอกฉันท์ ชงรัฐบาลยกเลิก MOU 2543 ชี้กัมพูชาละเมิดข้อตกลงต่อเนื่อง

กมธ.วุฒิสภาฯ มติเอกฉันท์ ชงรัฐบาลยกเลิก MOU 2543 ชี้กัมพูชาละเมิดข้อตกลงต่อเนื่อง

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.18 น.

“กมธ.วุฒิสภาฯ”มีมติเอกฉันท์ ชง”รัฐบาล”ยกเลิก”MOU 2543” ชี้กัมพูชาละเมิดข้อตกลงต่อเนื่อง-ขัดรัฐธรรมนูญไทย “สว.นพดล”มองผ่านมา 26 ปี ข้อพิพาทดินแดนไม่คืบหน้า แถม”เขมร”ยั่วยุ วางทุ่นระเบิด คาดส่งมติเข้าที่ประชุมวุฒิสภาได้ภายใน เม.ย.นี้

24 มีนาคม 2569 ที่รัฐสภา นายนพดล อินนา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 วุฒิสภา แถลงผลการพิจารณา โดยระบุว่า คณะกรรมาธิการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์เห็นควรให้ยกเลิก MOU 2543 หลังจากที่กรรมาธิการฯ เคยมีมติให้ยกเลิก MOU 2544 ไปแล้วเมื่อเดือนธันวาคม 2568

นายนพดล ระบุว่า หลังจากผ่านการประชุมกว่า 20 ครั้ง และการลงพื้นที่ศึกษาดูงานใน 7 จังหวัดชายแดนไทย – กัมพูชา ตลอดจนรับฟังข้อมูลเชิงลึกจากฝ่ายความมั่นคงและกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งพบว่ากัมพูชาได้ละเมิดพื้นที่ของไทยอย่างต่อเนื่องและเพิกเฉยต่อการทักท้วง

คณะกรรมาธิการฯ ได้ยกเหตุผลสำคัญ 6 ประการ ในการเสนอให้ยกเลิก MOU 2543 ได้แก่

1.ข้อกำหนดใน MOU มีความบกพร่อง โดยเฉพาะการยอมรับแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ของกัมพูชา ซึ่งขัดแย้งกับแผนที่ 1:50,000 ของไทย ทำให้เกิดปัญหาในการปักปันเขตแดน นอกจากนี้ กลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ยังไม่มีอำนาจจัดการปัญหาการรุกล้ำพื้นที่

2.MOU 2543 มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เนื่องจากคณะรัฐมนตรีในอดีตมีมติเพียง “รับทราบ” ไม่ใช่ “เห็นชอบ” และไม่ได้ผ่านการพิจารณาจากรัฐสภา ทั้งที่ข้อตกลงดังกล่าวมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย

3.รัฐธรรมนูญกัมพูชา ค.ศ.1993 บังคับใช้แผนที่มาตราส่วน 1:100,000 ดังนั้นแผนที่ที่เกิดจาก MOU 2543 จึงเสี่ยงที่จะไม่ได้รับการรับรองจากกัมพูชา ทำให้การเจรจาสูญเปล่า

4.ความล่าช้าในการดำเนินการ แม้ผ่านมาเกือบ 26 ปี แต่การสำรวจคืบหน้าเพียงร้อยละ 60 ของขั้นตอนแรกเท่านั้น

5.สถานการณ์ชายแดนเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงหลังเกิดการปะทะใหญ่ 2 ครั้งในปี 2568 ทำให้ไทยต้องหันไปยึดแถลงการณ์ร่วม GBC (27 ธันวาคม 2568) ที่ให้คงกำลังทหารไว้ ณ ที่ตั้งปัจจุบันแทน

และ 6.กัมพูชามีพฤติกรรมไม่รักษาสัญญา ยั่วยุ และสร้างข่าวปลอม ซึ่ง MOU 2543 ไม่รัดกุมพอที่จะรับมือได้

สำหรับแนวทางการยกเลิกนั้น คณะกรรมาธิการฯ ชี้แจงว่าไทยสามารถยกเลิก MOU 2543 ได้เพียงฝ่ายเดียวตามอนุสัญญาเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา (VCLT) ข้อ 60 เนื่องจากกัมพูชาเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงอย่างร้ายแรง ทั้งการสร้างอาคารสูงบริเวณชายแดน การวางทุ่นระเบิด และการใช้อาวุธสงครามทำร้ายประชาชนไทย โดยไทยจะต้องแจ้งให้กัมพูชาทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 เดือน

ทั้งนี้ ภายหลังการยกเลิก ไทยและกัมพูชายังคงสามารถใช้กลไกสนธิสัญญาสยาม – ฝรั่งเศส ค.ศ.904 และ 1907 รวมถึงข้อตกลงความร่วมมือชายแดนปี 2538 ในการระงับข้อพิพาทได้ตามปกติ

นายนพดล กล่าวว่า คณะกรรมาธิการฯ ได้เสนอแนะว่า หากจะมีการจัดทำข้อตกลงฉบับใหม่ในอนาคต จะต้องไม่มีการยอมรับแผนที่ 1:200,000 ว่าเป็นผลงานการปักปันเขตแดน ต้องเพิ่มอำนาจให้ JBC จัดการการรุกล้ำได้ ต้องยึดแนวขอบหน้าผาเป็นเส้นเขตแดนบริเวณเทือกเขาพนมดงรัก และต้องกำหนดเงื่อนไขเวลาสิ้นสุดข้อตกลงอย่างชัดเจน เพื่อปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์สูงสุดของชาติ

นายนพดล กล่าวด้วยว่า ขั้นตอนต่อไปจะนำมติของที่ประชุม กมธ.บรรจุเข้าสู่วาระการประชุมวุฒิสภาเพื่อให้ลงมติเห็นชอบต่อไป จากนั้นที่ประชุมวุฒิสภาจะส่งรายงานของ กมธ.ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาดำเนินการต่อไป ซึ่งคาดว่าจะสามารถเสนอมติ กมธ.เข้าสู่ที่ประชุมวุฒิสภาได้ภายในเดือนเมษายนนี้

สปสช.วิกฤต! สว.เผยค้างค่ายารพ.6หมื่นล้าน ยิ่งรักษายิ่งขาดทุน บุคลากรหมดไฟรุนแรง

สปสช.วิกฤต! สว.เผยค้างค่ายารพ.6หมื่นล้าน ยิ่งรักษายิ่งขาดทุน บุคลากรหมดไฟรุนแรง

สปสช.วิกฤต! สว.เผยค้างค่ายารพ.6หมื่นล้าน ยิ่งรักษายิ่งขาดทุน บุคลากรหมดไฟรุนแรง

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.18 น.

หนี้ท่วม! กมธ.ศึกษา สปสช.วุฒิสภา เผย สปสช. ค้างค่ายารพ.รัฐฯ กว่า 6 หมื่นล้านบาท ตัดพ้อ ยิ่งรักษายิ่งขาดทุน หวั่นบุคคลากรทางการแพทย์เผชิญภาวะหมดไฟ แนะปรับอัตราจ่ายสะท้อนต้นทุนจริง-แยกเงินเดือนออกจากงบรายหัวเด็ดขาด กระจายอำนาจให้พื้นที่บริหารงบได้จริง

เมื่อวันที่ 24 มี.ค.2569 ที่รัฐสภา นายโสภณ มะโนมะยา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะรองประธานคณะอนุกรรมาธิการ(กมธ.)ศึกษาระบบงบประมาณ การบริหารจัดการ และธรรมาภิบาลภายใต้ ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากการศึกษาพบว่า โรงพยาบาลทั่วประเทศ มีหนี้ค้างจ่ายค่ายามากกว่า 60,000 ล้านบาท หน่วยบริการรัฐมากถึง 54% เงินบำรุงติดลบ และ 15% อยู่ในระดับวิกฤตสูงสุด ขณะเดียวกันงบเหมาจ่ายรายหัวปี 2569 แม้จะอยู่ที่265,000 ล้านบาท แต่ถูกหักเงินเดือนถึง 71,446 ล้านบาท หรือเกือบ 40% ทำให้งบรักษาจริงลดลงอย่างต่อเนื่อง

นายโสภณ กล่าวต่อว่า โครงสร้างงบประมาณที่ไม่สะท้อนต้นทุนจริงนี้เอง คือ สาเหตุสำคัญที่ทำให้โรงพยาบาลต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะค่ายาและเวชภัณฑ์ไว้ล่วงหน้า เมื่อรายรับต่ำกว่าต้นทุนอย่างต่อเนื่อง และการเบิกจ่ายล่าช้า หรือถูกปฏิเสธ จึงนำไปสู่สถานการณ์ที่เห็นในวันนี้ คือ หนี้ค้างจ่ายค่ายาสะสมกว่า 60,000 ล้านบาท ทางกมธ.ได้ลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย พบว่าโรงพยาบาล 11 จาก 18 แห่ง มีเงินติดลบ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน 72.6 ล้านบาท ในไตรมาสเดียวและมีอุปกรณ์ทางการแพทย์กว่า 211 รายการที่เบิก 

“วันนี้ต้องยอมรับความจริงว่าระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติกำลังเผชิญวิกฤตเชิงโครงสร้าง ยิ่งรักษายิ่งขาดทุน หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือประชาชน ข้อห่วงใยสำคัญ นโยบายเพิ่มสิทธิ แต่ไม่มีงบรองรับ โครงสร้างการตัดสินใจ ไม่สะท้อนเสียงผู้ให้บริการ ระบบตรวจสอบเน้น จับผิดเอกสารมากกว่าคุณภาพการรักษา บุคลากรเผชิญภาวะหมดไฟ อย่างรุนแรง” นายโสภณ กล่าว

นายโสภณ กล่าวว่า ข้อเสนอเพื่อหยุดวิกฤต และฟื้นระบบ ระยะเร่งด่วน ควรปรับอัตราจ่ายให้สะท้อนต้นทุนจริง อย่างน้อย 13,000 – 18,000 บาท/AdjRW พร้อมทั้งปฏิรูประบบตรวจสอบ จากตรวจเอกสาร เป็นยึดหลักการแพทย์ระยะแก้ไขโครงสร้างระยะกลาง  อีกทั้งแก้กฎหมาย (มาตรา 46) แยกเงินเดือนออกจากงบรายหัวอย่างเด็ดขาด พร้อมกระจายอำนาจให้พื้นที่บริหารงบได้จริง และบังคับใช้การประเมินผลกระทบทางการคลังทุกนโยบาย ระยะยั่งยืน เปลี่ยนสู่ระบบจ่ายตาม ผลลัพธ์สุขภาพ บูรณาการ 3 กองทุน ลดความเหลื่อมล้ำ โดยการมีคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ และปรับโครงสร้างบอร์ดให้เสียงผู้ให้บริการมีน้ำหนัก นี่ไม่ใช่เพียงปัญหางบประมาณ แต่คือเสถียรภาพของระบบสุขภาพทั้งประเทศเพื่อความปลอดภัยของประชาชนทุกคน

“การปฏิรูประบบโครงสร้างงบประมาณ การบริหารจัดการ และธรรมาภิบาลของระบบหลักประกัน สุขภาพแห่งชาติ หรือ บัตรทอง ไม่ใช่เพียง ข้อเสนอแต่คือ “วาระสำคัญเรา จะต้องผลักดันให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม” นายโสภณ กล่าว

จบเทอมต้องแยก! นายกฯเผยเคลียร์ บวรศักดิ์ แล้ว หลังหลุดโผอนุทิน 2

จบเทอมต้องแยก! นายกฯเผยเคลียร์ บวรศักดิ์ แล้ว หลังหลุดโผอนุทิน 2

จบเทอมต้องแยก! นายกฯเผยเคลียร์ บวรศักดิ์ แล้ว หลังหลุดโผอนุทิน 2

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.32 น.

“นายกฯ”เผยเคลียร์”บวรศักดิ์”แล้ว หลังชื่อหลุดโผ”อนุทิน 2” แจง ครม.คนละชุด จบเทอมต้องแยก

24 มีนาคม 2569 ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีโผคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ ไม่มีชื่อ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ได้มีการพูดคุยกับนายบวรศักดิ์ แล้วหรือไม่ โดยนายกฯ ย้อนถามว่า “รู้ได้อย่างไร”

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า ได้มีโอกาสคุยกับนายบวรศักดิ์ หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ก็คุยๆ กับท่านในฐานะที่ทำงานด้วยกัน ไม่มีอะไรหรอก ครม.มันเป็นเทอมๆ เพียงแต่ว่าเทอมนี้กับเทอมถัดไปดันมีนายกฯ คนเดียวกัน ก็ถือว่าเป็นคนละคณะ มันไม่ได้มีว่าใครอยู่ที่ไหนก็จะต้องต่อไป ต้องแยก ไม่มีอะไรหรอก และการตัดสินใจในการนำเสนอรายชื่อ ครม.ขึ้นทูลเกล้าฯ มันก็มีขั้นตอนที่คนที่เป็นนายกฯ ในฐานะผู้พิจารณา ต้องพิจารณาในทุกๆ ด้าน แต่มันไม่มีว่าชุดนี้แล้วจะยกไปชุดหน้า มันไม่เคยมีเรื่องแบบนี้มันคนละชุดกัน

เมื่อถามว่า ที่มีการเปลี่ยนชื่อจากนายบวรศักดิ์ มาเป็น นายปกรณ์ นิลพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ให้มาดูกฎหมายเหมือนที่นายบวรศักดิ์ ดูใช่หรือไม่ นายอนุทิน ไม่ตอบคำถามดังกล่าว โดยระบุเพียงว่า “ไปแล้ว” ก่อนขึ้นรถออกจากทำเนียบฯ ไปทันที

ศาลคดีทุจริต ภ.4 ชี้ไม่มีอำนาจรับวินิจฉัย กกต. ปมบาร์โค้ด ส่งปธ.ศาลอุทธรณ์ตัดสิน

ศาลคดีทุจริต ภ.4 ชี้ไม่มีอำนาจรับวินิจฉัย กกต. ปมบาร์โค้ด ส่งปธ.ศาลอุทธรณ์ตัดสิน

ศาลคดีทุจริต ภ.4 ชี้ไม่มีอำนาจรับวินิจฉัย กกต. ปมบาร์โค้ด ส่งปธ.ศาลอุทธรณ์ตัดสิน

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.29 น.

ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 4 สั่งจำหน่ายคดี ‘วีระศักดิ์’ ฟ้อง 8 กกต. ปมละเมิดการลงคะแนนลับ  ฟ้องผิดศาล ส่งประธานศาลอุทธรณ์ชี้ขาดเขตอำนาจศาลรู้ผล 7 กรกฎาคมนี้

วันที่ 24 มีนาคม 2569 ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค4  ศาลนัดฟังคำสั่งคดีหมายเลขดำ อท.41/2569ที่นายวีระศักดิ์ สายทอง ผู้สมัคร สส. เขต 10 ขอนแก่น พรรคประชาธิปัตย์ กับพวกรวม 2 คน ยื่นฟ้อง นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง( ปธ.กกต.), และกรรมการการเลือกตั้งอีก 6คน ประกอบด้วยนายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ นายฐิติเชฎฐ์ นุชนาฎ,นายชาย นครชัย ,นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ ,นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ , นายณรงค์ รักร้อย และนายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต. เป็นจำเลยที่ 1-8 ตามลำดับในฐานผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ปฏิบัติหน้าที่มิชอบและ พรป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.

กรณีการเลือกตั้งเมื่อ 8 กุมภาพันธ์2569 ที่ผ่านมา ซึ่งบัตรเลือกตั้งมีการติด คิวอาร์โค้ด ทำให้ประชาชนจำนวนมากตั้งข้อสงสัยว่าอาจละเมิดหลัก “การลงคะแนนลับ” ตามกฎหมายเลือกตั้ง

ทั้งนี้ศาลตรวจคำฟ้องแล้วเห็นว่า เมื่อโจทก์ฟ้องให้ลงโทษจำเลยที่ 1 – 7 ในฐานความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 แต่ปรากฏตามฟ้องว่า จำเลยที่ 1 -7 เป็นกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 หมวด 12 องค์กรอิสระ ส่วนที่ 2 คณะกรรมการการเลือกตั้ง จึงไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐตามพ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 3 “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 3 “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” และพรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 4 “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” แต่เป็น “เจ้าพนักงานของรัฐ” จึงไม่ถือเป็นคดีทุจริตและประพฤติมิชอบตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 3 “คดีทุจริตและประพฤติมิชอบ” ประกอบพ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 3 “คดีทุจริตและประพฤติมิชอบ” อันจะอยู่ในอำนาจของศาลนี้ที่จะพิจารณาพิพากษาตามมาตรา 7 แต่อยู่ในอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามพรป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 10

ศาลนี้จึงไม่มีอำนาจรับฟ้องโจทก์ในส่วนจำเลยที่ 1 -7ไว้พิจารณาพิพากษาตามพ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 3 วรรคสอง (1) และพรป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 5 และเมื่อศาลนี้ไม่มีอำนาจรับฟ้องโจทก์ในส่วนจำเลยที่ 1-7 และโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 8 ร่วมกับจำเลยที่ 1-7 กระทำความผิด จึงเป็นกรณีตามพรป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 10 (3) ที่ทำให้ศาลนี้ไม่มีอำนาจรับฟ้องโจทก์ในส่วนจำเลยที่ 8 ไว้พิจารณาพิพากษาเช่นกันแม้มาตรา 23 จะบัญญัติโดยไม่ให้ผู้เสียหายซึ่งเป็นราษฎรมีอำนาจยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็ตาม แต่การที่จะตีความว่ากรรมการการเลือกตั้งเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาที่ผู้เสียหายสามารถฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ จะทำให้เกิดความแตกต่างของเขตอำนาจศาลโดยขึ้นอยู่กับว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ใด ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายที่ต้องการแยกเขตอำนาจศาลที่พิจารณาคดีอาญาทั่วไป ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองออกจากกัน โดยให้ขึ้นอยู่กับว่าเป็นความผิดประเภทใดและจำเลยอยู่ในสถานะใด

นอกจากนี้ หากอัยการสูงสุดหรือคณะกรรมการ ป.ป.ช. ฟ้องคดี ก็จะถือว่ากรรมการการเลือกตั้งเป็นเจ้าพนักงานของรัฐและเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา 

เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิจารณาแล้วเห็นว่ามีความผิด สามารถลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญาและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 แต่หากผู้เสียหายฟ้องคดี กรรมการการเลือกตั้งจะอยู่ในฐานะเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาเท่านั้น เนื่องจากไม่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามบทบัญญัติข้างต้น (เปรียบเทียบกับกรณีจำเลยเป็นเจ้าอาวาสซึ่งถือเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาแต่ไม่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ) เมื่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิจารณาแล้วเห็นว่ามีความผิด ย่อมสามารถลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญาเท่านั้น ไม่อาจลงโทษตามพรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ได้ ทั้งที่เป็นการกระทำอย่างเดียวกันและโดยบุคคลที่มีสถานะ และใช้อำนาจเดียวกัน อีกทั้งผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระมักต้องใช้อำนาจที่มีผลกระทบทั่วราชอาณาจักร อาจทำให้ถูกฟ้องต่อศาลใดก็ได้ในราชอาณาจักร และอาจเกิดปัญหาเรื่องการฟ้องซ้ำระหว่างราษฎรด้วยกันในศาลชั้นต้น และระหว่างศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ

กรณีมีปัญหาว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบหรือไม่ จึงมีคำสั่งให้เสนอปัญหาต่อประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยตามพ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 11 และรอการพิจารณาไว้ก่อน กรณีไม่แน่ว่าประธานศาลอุทธรณ์จะมีคำวินิจฉัยเมื่อใด จึงให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความเป็นการชั่วคราว และให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่เมื่อประธานศาลอุทธรณ์ส่งคำวินิจฉัยกลับมา 

โดยในชั้นนี้เห็นควรนัดฟังคำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์และคำสั่งชั้นตรวจฟ้องของศาลนี้ วันที่ 7 กรกฎาคมนี้ เวลา 9.00 น.

จุลพันธ์ ขอ สส. รักสามัคคีกัน ลั่นพร้อมพาเพื่อนกลับสภาฯ ให้ได้ 150 คนในสมัยหน้า

จุลพันธ์ ขอ สส. รักสามัคคีกัน ลั่นพร้อมพาเพื่อนกลับสภาฯ ให้ได้ 150 คนในสมัยหน้า

จุลพันธ์ ขอ สส. รักสามัคคีกัน ลั่นพร้อมพาเพื่อนกลับสภาฯ ให้ได้ 150 คนในสมัยหน้า

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.22 น.

จุลพันธ์ ประชุมสัมมนาเพื่อไทย ขอ สส. รักสามัคคีกัน พร้อมพาเพื่อนกลับสภาฯ ให้ได้ 150 คนในสมัยหน้า 

เมื่อวันที่ 24 มี.ค.2569 ที่โรงแรมเอสซี พาร์ค พรรคเพื่อไทย จัดกิจกรรมโครงการเสริมศักยภาพ สส. และบุคลากรทางการเมือง อบรมสัมนา สส.พรรคเพื่อไทย โดยมีแกนนำพรรค และสส. ร่วมกิจกรรมตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา นำโดยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง สส.บัญชีรายชื่อและเลขาธิการพรรค นายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรค น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรค นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย รวมถึง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย เดินทางร่วมกิจกรรมด้วย

ภายในงานมีการบรรยายพิเศษให้ความรู้เกี่ยวกับงานสภาผู้แทนราษฎร และนายจุลพันธ์ขึ้นบรรยายพิเศษหัวข้อ “ความคาดหวังของประชาชนต่อพรรคการเมือง”

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ตนอยากให้ทุกท่าน โดยเฉพาะ สส. ใหม่ เริ่มคิดถึงเส้นทางการเมืองว่าจะก้าวไปทางไหน เติบโตไป ณ จุดใด เติบโตไปเป็นกรรมาธิการอะไร แล้วจะไปเป็นรัฐมนตรีจุดไหน หรืออยู่ในเส้นทางของสภา ทั้งหมดสามารถเลือกได้ และสามารถสร้างขึ้นมาได้ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นประโยชน์กับทุกคน ในวันนี้จะมีการอบรมทั้งเช้าและบ่าย ส่วนช่วงเย็นจะเป็นการประชุมตามปกติ มีการพูดคุยในเรื่องที่ค้างคาที่มีการเสนอในการประชุม โดยเฉพาะเรื่องของคุณสมบัติการเป็นประธานคณะกรรมาธิการ ทั้งวิธีการสรรหา และการจัดสรรตำแหน่ง 

“ในช่วงบ่ายนี้เป็นกิจกรรมที่ละลายพฤติกรรม เพื่อให้พวกเรามีความรักความสามัคคีกัน เพราะอีก 4 ปีข้างหน้า 74 คนของเรา คงต้องทำงานกันอย่างเข้มแข็ง และมีความสามัคคีเพื่อที่จะขับเคลื่อนพรรค และหวังว่าครั้งถัดไป จาก 74 คน จะได้เป็น 150 คน เป็นสิ่งที่พวกเราตั้งหวัง และพาเพื่อนของพวกเรากลับมาสู่สภาผู้แทนราษฎรอีกครั้งหนึ่ง“ นายจุลพันธ์ กล่าว 

สำหรับช่วงบ่ายมีกิจกรรมละลายพฤติกรรมระหว่าง สส. เพื่อให้ สส.ทุกคนได้มีส่วนร่วมและใกล้ชิดกันมากขึ้น มีสส.พรรคเพื่อไทยเข้าร่วมกิจกรรมพร้อมเพรียง 

พรรคส้ม โนคอมเมนต์ โผ ครม. ยันเตรียมขุนพลชำแหละนโยบายรัฐบาลแล้ว

พรรคส้ม โนคอมเมนต์ โผ ครม. ยันเตรียมขุนพลชำแหละนโยบายรัฐบาลแล้ว

พรรคส้ม โนคอมเมนต์ โผ ครม. ยันเตรียมขุนพลชำแหละนโยบายรัฐบาลแล้ว

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.10 น.

’พรรคส้ม‘ โนคอมเมนต์ ‘โผ ครม.’ รอให้นิ่งก่อน ยันเตรียมพร้อมขุนพลชำแหละนโยบายรัฐบาล เป็นโอกาสตรวจการบ้านรัฐบาลใหม่

วันที่ 24 มีนาคม 2569 ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคประชาชน ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ถึงโผคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ออกมาล่าสุด โดยกล่าวเพียงว่า ยังมีความไม่ชัดเจน ดังนั้นจะรอให้ชัดเจนก่อน ส่วนที่รัฐบาลใหม่เตรียมแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ในวันที่ 7 เม.ย. นี้ นั้น เป็นโอกาสที่ดีที่พรรคการเมืองจะตรวจการบ้านของรัฐบาล ว่าจะเป็นไปตามที่ได้หาเสียงและแถลงไว้กับประชาชนหรือไม่  รวมถึงจะเป็นนโยบายที่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า หรือใช้เวลาในการแก้ปัญหาในระยะ 4 ปี  วันนี้ที่ประชุมพรรคฝ่ายค้าน ได้พูดคุยเบื้องต้นแล้ว แต่ต้องขอดูรายละเอียดอีกครั้ง จึงจะแสดงความเห็นในตัวนโยบายได้

“ขณะนี้พรรคประชาชนให้ สส. เสนอตัวว่าจะอภิปรายในประเด็นใด ด้านใดบ้าง ยืนยันว่าพรรคประชาชนจะตรวจสอบรัฐบาลในทุกมิติ” นายพริษฐ์ กล่าว 

ส่งร่างแรงงานไทยดับในอิสราเอลถึงไทยเช้า 26 มี.ค. ส่วน 4 คนไทยจากอิหร่านกลับถึง 25 มี.ค.

ส่งร่างแรงงานไทยดับในอิสราเอลถึงไทยเช้า 26 มี.ค. ส่วน 4 คนไทยจากอิหร่านกลับถึง 25 มี.ค.

ส่งร่างแรงงานไทยดับในอิสราเอลถึงไทยเช้า 26 มี.ค. ส่วน 4 คนไทยจากอิหร่านกลับถึง 25 มี.ค.

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.50 น.

ศบก. เผย แรงงานไทยในฟาร์มกุ้ง 4 คน เดินทางถึงไทย 25 มี.ค. ขณะที่ร่างคนไทยที่เสียชีวิต กลับถึงไทย เช้า 26 มี.ค.นี้ แจง “สีหศักดิ์” ต่อสาย รมว.ซาอุฯ หวังยุติความขัดแย้ง

เมื่อเวลา 11.05 น. วันที่ 24 มีนาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงสถานการณ์ประจำวัน โดยนายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาอธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศแถลงว่า สำหรับสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยรวมยังมีความเป็นตึงเครียด โดยมีการโจมตีตอบโต้ระหว่างคู่ขัดแย้งหลัก และยังคงโจมตีประเทศสมาชิกคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) ซึ่งส่วนใหญ่ยังสามารถสกัดกั้นไว้ได้

นายปาณิดล กล่าวว่า ทั้งนี้เมื่อช่วงเย็นของเมื่อวันที่ 23 มี.ค. ตามเวลาประเทศไทย นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาประกาศผ่านโซเชียลมีเดียว่า สหรัฐฯ และอิหร่านได้หารือกันอย่างมีผลในทางที่ดี เกี่ยวกับการยุติความเป็นปฏิปักษ์ต่อกันในตะวันออกกลาง โดยฝ่ายสหรัฐฯ ได้สั่งการให้ชะลอการโจมตีโครงสร้างพลังงานของอิหร่านเป็นระยะเวลา 5 วัน อย่างไรก็ดีมีรายงานปฏิเสธการหารือดังกล่าว และยังคงมีการแลกเปลี่ยนการโจมตีในภูมิภาคหลังจากนั้น ซึ่งเราคงต้องจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป เนื่องจากสถานการณ์โดยรวม ยังมีความไม่แน่นอนสูง กระทรวงการต่างประเทศ จึงขอย้ำให้คนไทยพิจารณาออกจากพื้นที่เสี่ยงโดยเร็วที่สุด พร้อมติดตามข่าวสารและคำแนะนำอย่างใกล้ชิด และลงทะเบียนกับสถานทูตที่รับผิดชอบ

นายปาณิดล กล่าวว่า ขณะนี้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ อิสราเอล กำลังประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสายการบิน เพื่อดำเนินการส่งร่างแรงงงานที่เสียชีวิต โดยจะเดินทางประเทศไทยในช่วงเช้าวันที่ 26 มี.ค.นี้ ส่วนอิหร่านและตุรกีตามที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา และกรมการกงสุล ได้ประสานการอพยพแรงงานไทยในฟาร์มกุ้ง 4 ราย ออกจากเมืองบันดาอับบาส เมืองชายฝั่งตอนใต้ของอิหร่าน โดยทั้ง 4 รายได้เดินทางข้ามไปยังตุรกีโดยสวัสดิภาพแล้วและมีกำหนดเดินทางกลับถึงประเทศไทย ในช่วงเช้าของวันที่ 25 มี.ค. นอกจากนี้ยังมีนักศึกษาไทย 7 ราย และแรงงานฟาร์มกุ้งอีก 1 ราย รวม 8 ราย ซึ่งจะเดินทางทางบกจากอิหร่านไปยังตุรกีในวันที่ 25 มี.ค. 

นายปาณิดล กล่าวว่า ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและฝ่ายไทย ได้ขอความร่วมมือกับประเทศและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับความปลอดภัยของการเดินเรือพาณิชย์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซนั้น ล่าสุดมีเรือพาณิชย์ของไทยบางส่วน สามารถเดินทางออกจากพื้นที่เสี่ยงภัยได้อย่างปลอดภัยแล้ว ซึ่งรัฐบาลโดยกระทรวงการต่างประเทศจะยังคงให้ความสำคัญกับการเดินเรือพาณิชย์อย่างปลอดภัยต่อไป

นายปาณิดล กล่าวว่า ช่วงค่ำเมื่อวันที่ 23 มี.ค. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้หารือทางโทรศัพท์กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศซาอุดีอาระเบีย เพื่อขอบคุณที่อำนวยความสะดวกให้คนไทยจากประเทศในภูมิภาค สามารถเดินทางกลับประเทศไทยผ่านทางซาอุดีอาระเบีย ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนความเห็นต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยแสดงจุดยืนร่วมกันที่หวังจะเห็นความขัดแย้งยุติโดยเร็ว ผ่านการดำเนินการทางการทูต และการเคารพต่อกฎบัตรสหประชาชาติ 

นายปาณิดล กล่าวว่า สำหรับคนไทยที่ยังอยู่ในพื้นที่ตะวันออกกลาง ขอเน้นย้ำอีกครั้งว่าให้ติดตามสถานการณ์จากช่องทางทางการ เพื่อประเมินความปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอ และปฏิบัติตามคำแนะนำของทางการโดยเคร่งครัด นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ มีคนไทยได้รับความช่วยเหลือให้ออกจากพื้นที่เสี่ยงภัยในตะวันออกกลางมายังประเทศไทย หรือประเทศที่สามรวมทั้งสิ้น 1,483 คน โดยรัฐบาลไทยยึดมั่นในการให้ความช่วยเหลือคนไทยในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบ ให้ออกจากพื้นที่อันตรายในโอกาสแรกด้วยความปลอดภัย

สว.ปฏิมา แจงปม ปลูกผัก เลี้ยงไก่ แค่ทางออกวิกฤต ไร้เจตนาดูหมิ่น

สว.ปฏิมา แจงปม ปลูกผัก เลี้ยงไก่ แค่ทางออกวิกฤต ไร้เจตนาดูหมิ่น

สว.ปฏิมา แจงปม ปลูกผัก เลี้ยงไก่ แค่ทางออกวิกฤต ไร้เจตนาดูหมิ่น

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.44 น.

เมื่อวันที่ 24 มี.ค. นายปฏิมา จีระแพทย์ สว. แถลงถึงกรณีที่ได้อภิปรายในวาระเร่งด่วน เรื่องขอให้วุฒิสภาพิจารณาปัญหาผลกระทบต่อประเทศไทยจากกรณีการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยแนะให้ประชาชนปลูกผัก เลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ ท่ามกลางวิกฤตพลังงาน จนต่อมาเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก โดยนายปฏิมา กล่าวว่า เจตนาของตนที่พูดออกไป เพื่อให้ประชาชนตระหนักว่าหากเกิดวิกฤตจริง ๆ จะรับมืออย่างไร และหากทุกคนจำช่วงโควิด-19 ได้ ที่ทุกคนไม่สามารถออกไปซื้ออาหาร แม้จะมีน้ำมัน คนเมืองที่อยู่คอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ มีความลำบากกันหมด แต่ประชาชนที่อาศัยอยู่ในต่างจังหวัด แม้จะมีที่ดินไม่มากก็สามารถปลูกผัก เลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ ดำรงชีวิตอยู่ได้ โดยไม่มีปัญหา นั่นคือเจตนารมณ์ของตนในการอภิปราย เพราะเห็นว่าเวลานี้ที่เรามีปัญหาเรื่องพลังงาน ส่งผลทำให้เกิดปัญหาเรื่องค่าครองชีพที่สูงขึ้นตามมา เราจึงจำเป็นต้องหาทางออก เพื่อช่วยเหลือตัวเอง

นายปฏิมา กล่าวเพิ่มเติมว่า ตนสามารถให้คำแนะนำหรือสอนได้ เพราะตนก็ปลูกผักในกล่องโฟมบนดาดฟ้า 5 กล่อง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะรับประทานแต่ผักเพียงอย่างเดียว อย่างน้อยก็ช่วยลดค่าใช้จ่ายไม่ต้องไปซื้อผักได้ นี่คือทางออกที่ตนอยากเอาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาย้ำอีกครั้ง ว่าถึงเวลาแล้วที่เราต้องเอาตัวรอด เพราะเศรษฐกิจพอเพียงช่วยเราได้ ยืนยันว่า ไม่ได้มีเจตนาที่จะให้ทุกคนเข้าใจในทางลบ แต่ตนเห็นว่าเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเป็นทางออกให้กับประชาชน หากเกิดเหตุไม่คาดคิด จนทำให้เราอยู่อย่างลำบาก หากไม่มีน้ำมัน ไม่มีไฟฟ้า แต่ยังมีสงครามอยู่

ปฏิมา จีระแพทย์
ปฏิมา จีระแพทย์
ปฏิมา จีระแพทย์
ปฏิมา จีระแพทย์