สถ.ส่ง5,925ชื่อโกงสอบ ฟันซ้ำอาญา

สถ.ส่ง5,925ชื่อโกงสอบ  ฟันซ้ำอาญา

สถ.ส่ง5,925ชื่อโกงสอบ ฟันซ้ำอาญา

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สถ.ส่ง5,925ชื่อโกงสอบ ฟันซ้ำอาญา ถึงมือปปช.-ตำรวจ กมธ.จี้สาวตัวบงการ

เดินหน้าคืนความชัดเจนระบบสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ประจำปี 2568 เปิดให้ผู้สอบตรวจคะแนน 13–31 สิงหาคมนี้ “มท.4” กำชับสถ. สร้างความโปร่งใสในกระบวนการสอบ “นิรัตน์”เผยส่ง 5,925รายชื่อที่ถูกเพิกถอนให้หน่วยงานตรวจสอบฟันอาญาแล้ว พร้อมเปลี่ยนหากระดับนโยบายมอบ กพ.จัดสอบแทน รับคนใน สถ.เอี่ยวขบวนการซื้อตำแหน่ง ย้ำต้องกวาดบ้านตัวเองก่อน “อาสพลธ์” บี้สถ. เร่งส่งรายชื่อผู้เกี่ยวข้องทุจริตให้5หน่วยงาน ชี้ไม่ควรประวิงเวลา เปิดทางตรวจเส้นทางการเงิน สาวถึงตัวการใหญ่

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) มีมติเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ให้ยกเลิกบัญชีผู้สอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ประจำปี 2568ได้บางส่วน และจัดทำบัญชีรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ใหม่ว่า ล่าสุด สถ.เปิดศูนย์รับคำร้องขอดูคะแนนผู้ที่ไม่ปรากฏรายชื่อเป็นผู้สอบแข่งขันได้เพื่อให้ผู้เข้าสอบที่ไม่ปรากฏรายชื่อในบัญชีใหม่ สามารถตรวจสอบคะแนนของตนเองผ่านช่องทางราชการได้โดยตรง ระหว่างวันที่ 13–31 สิงหาคม 2569 เวลา 08.30–16.30 น. ในวันและเวลาราชการ ผู้มีสิทธิยื่นคำร้องสามารถดำเนินการได้ 2 ช่องทาง ได้แก่ อาคารสุวัทนา ชั้น 1 กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น หรือ สำนักงานท้องถิ่นจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้เข้าสอบสามารถตรวจสอบข้อมูลได้โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางมายังส่วนกลาง

ทุกคนต้องตรวจสอบข้อมูลตัวเองได้

นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย กล่าวว่า การเปิดให้ผู้เข้าสอบตรวจสอบคะแนนครั้งนี้ เป็นอีกขั้นตอนสำคัญในการสร้างความชัดเจนให้กับกระบวนการสอบ หลังมีการตรวจสอบความผิดปกติและจัดทำบัญชีรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ใหม่ โดยหลักสำคัญคือ คนที่มีข้อสงสัยต้องมีช่องทางตรวจสอบ และทุกขั้นตอนต้องมีคำตอบที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ การจัดการเรื่องนี้ต้องทำให้ชัด ทั้งในส่วนของคนที่ถูกตรวจสอบและคนที่ได้รับผลกระทบจากกระบวนการสอบ เราต้องทำให้ทุกคนสามารถตรวจสอบข้อมูลของตัวเองได้อย่างเป็นทางการ เพื่อให้เกิดความเข้าใจและความเชื่อมั่นต่อระบบ

ยึด‘ถูกต้อง-โปร่งใส-ตรวจสอบได้’

ทั้งนี้ สถ.ได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นเป็นการเฉพาะ เพื่อรับคำร้อง ตรวจสอบ และเปิดเผยคะแนนแก่ผู้ยื่นคำร้องตามหลักเกณฑ์ พร้อมรวบรวมผลการดำเนินงานรายงานต่ออธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างเป็นระบบ มีมาตรฐาน และสามารถตรวจสอบได้

“การดำเนินการทั้งหมดต้องยึดหลัก “ถูกต้อง โปร่งใส และตรวจสอบได้”โดยเปิดช่องทางให้ผู้เข้าสอบได้รับข้อมูลคะแนนของตนเองอย่างชัดเจน เพื่อให้กระบวนการสอบแข่งขันท้องถิ่นเดินหน้าต่อไปบนพื้นฐานของความเป็นธรรม และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้เข้าสอบและประชาชน”นายวรศิษฎ์กล่าว

เจอทุจริตก็ต้องจัดการ

นายวรศิษฎ์ ให้กล่าวถึงกรณีที่เพจชมรม STRONG ต้านทุจริตประเทศไทย โพสต์แชตข้อความซึ่งอ้างว่าเป็นแชตของเอเย่นต์หรือนายหน้าที่ช่วยในการทุจริตสอบท้องถิ่น โดยระบุว่าเป็น สจ.คนหนึ่งใน จ.สตูล ว่า เรื่องนี้มันพิสูจน์กันได้อยู่แล้ว ถ้าหากเจอก็ต้องจัดการซึ่งจริงๆ มันก็มีเครือข่ายอยู่หลายเครือข่ายกระจายกันไปทั่ว ก็ต้องไปว่ากันตามข้อเท็จจริง

ส่ง5,925รายชื่อถึงมือปปช.-ตร.แล้ว

นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาการอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) กล่าวว่า ในส่วนของผู้ที่มีรายชื่อที่ถูกเพิกถอน5,925 รายชื่อ ตอนนี้อยู่ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และเจ้าหน้าที่ตำรวจ หากมีการประมวลเรียบร้อย และมีการตรวจสอบความถูกต้องแล้ว ทางสถ. แจ้งรายชื่อทั้ง 5,925 รายชื่อ ไปยัง 5 หน่วยงานที่ทำ MOU ตรวจสอบความผิด

พร้อมทำปัจจุบันให้ดีที่สุด

เมื่อถามว่า หลังจากนี้จะมีการจัดสอบทดแทนบุคลากรของสถ. ที่ขาดแคลน แต่มีข้อเรียกร้องให้ทาง กพ. เป็นผู้จัดสอบแทน กสถ. เหมือนกับหน่วยงานราชการอื่น ได้มีการพูดคุยกันในเรื่องนี้หรือไม่ นายนิรัตน์ กล่าวว่า เราทำปัจจุบันให้ดีที่สุด สิ่งที่ก.กลาง และกสถ. รับหน้าที่จัดสอบ ก็เป็นสิ่งที่ผู้มีอำนาจนั้นๆ มอบหมาย ตนไม่ได้บอกว่าวันนี้ดีที่สุด แต่เมื่อเกิดปัญหาขึ้น เรารู้ว่ามีปัญหา แม้ว่าจะไม่มีคำสั่งให้ทบทวน อย่างไรก็ต้องทบทวนตัวเองอยู่แล้ว ว่าวันนี้เราทำอะไรได้ดีหรือแย่แค่ไหน เราต้องปรับปรุงตัวเองแน่นอน ก่อนย้ำว่า การจัดสอบหลังจากนี้ขึ้นอยู่กับนโยบายของผู้มีอำนาจ หากเป็นนโยบายก็ต้องไปแก้ไขข้อสั่งการหรือระเบียบต่อไป

ไม่ขัดข้องหากให้หน่วยอื่นจัดสอบแทน

เมื่อถามว่า ได้เห็นรายงานที่ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี สรุปผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ส่งไปยังนายกรัฐมนตรีแล้วหรือไม่ นายนิรัตน์ กล่าวว่า เห็นแล้ว ซึ่งกสถ.ในฐานะผู้จัดสอบในปัจจุบัน จะต้องมีการปรับโครงสร้าง ปรับกระบวนการ และวิธีทำงานใหม่ ที่ไม่ก่อให้เกิดการทุจริตหรือผิดพลาด แต่ถ้าเป็นนโยบายใหม่ที่ต้องกระจายการสอบออกไป หรือให้ใครจัดสอบแทน หรือ กพ. สอบแทน กสถ.ก็ไม่ขัดข้อง และมีความพร้อม

สำรวจจุดโหว่-จุดอ่อนที่ทำให้เกิดทุจริต

นายนิรัตน์ ยังกล่าวถึงการสืบสวน หาตัวผู้กระทำความผิดในการทุจริตการสอบ ขณะนี้ความผิดเกิดขึ้นแล้วเป็นคดีอาญา ทางตำรวจ ป.ป.ช. และหน่วยตรวจสอบทางคดีทุกอย่าง ก็รับไปตรวจสอบแล้ว แต่สถ.ยืนยันว่าไม่หยุดแค่นี้ เราต้องประเมินตนเอง ต้องสำรวจตัวเองว่ามีจุดโหว่ จุดอ่อน ว่ามีจุดใดบ้างที่ทำให้เกิดการทุจริต อย่างที่ตนเคยบอกว่ามีผู้เล่นอยู่ 4 คน คือ กรมสถ. มหาวิทยาลัยที่รับจ้าง นายหน้าที่บอกว่าเป็นผู้ซื้อขายตำแหน่งและผู้ซื้อ ซึ่ง 2 ส่วนแรกเป็นหน่วยงานราชการ ที่เราจะต้องปิดจุดอ่อนให้หมด แต่ในเรื่องของกระบวนการซื้อขายตำแหน่ง ก็จะได้ประชุมหาข้อมูลกันกับทุกหน่วย เพื่อส่งผู้มีพฤติกรรมที่เป็นนายหน้าและผู้ขายตำแหน่งเหล่านี้ ซึ่งเป็นผู้รับราชการและไม่รับราชการ ซึ่งทำเป็นขบวนการ ไม่ใช่แค่ท้องถิ่น เรารู้ว่าทุกวงการที่มีการสอบ โดยจะส่งข้อมูลเหล่านี้ไปให้ตำรวจต่อไป

ต้องกวาดบ้านตัวเองให้สะอาดก่อน

เมื่อถามว่าในสถ. มีบุคลากรเข้าไปเกี่ยวข้องกับการซื้อขายตำแหน่ง จะต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อสอบวินัยร้ายแรง เพื่อกวาดบ้านตัวเองหรือไม่ นายนิรัตน์ กล่าวว่า ยอมรับว่าในสถ.มีผู้ที่ทำตัวเป็นหนึ่งในขบวนการนายหน้า บุคคลเหล่านี้ต้องถูกกวาดล้าง เช่นเดียวกับกลุ่มคนที่อยู่ในหน่วยงานอื่นๆ เช่นกัน แม้อยู่ในสถ. ก็จะไม่มีการยกเว้น ต้องจัดการก่อนเป็นอันดับแรก

เมื่อถามว่า จะเริ่มกวาดบ้านตัวเองเมื่อใดในฐานะที่เป็นรักษาการอธิบดี นายนิรัตน์ กล่าวว่า ทำอยู่แล้ว ทำทุกวัน แต่พวกนี้ข้อมูลต้องแน่น เพื่อที่จะจัดการกับเขาเพื่อให้เถียงไม่ได้ ปฏิเสธไม่ออก

เมื่อถามว่า ในฐานะรักษาราชการแทนอธิบดีสถ. มีอำนาจเต็มใช่หรือไม่ นายนิรัตน์ กล่าวว่า ผู้รักษาราชการแทน มีหน้าที่เท่ากับ ผู้ซึ่งตนแทน

‘อาสพลธ์’จี้สถ.ส่งรายชื่อโยงทุจริต

นายอาสพลธ์สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงการทุจริตการสอบท้องถิ่น ที่มีการเร่งให้ สถ. ส่งสำนวนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่า ในส่วนของ 5925ราย ที่ทางกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ได้เสนอไปยัง คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) และ กสถ. มีมติ ให้นำเสนอคณะกรรมการกลางพนักงานส่วนท้องถิ่น เป็นองค์กรบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) รับทราบไปแล้วนั้น มีการปรับปรุงบัญชีผู้สอบผ่านใหม่ให้ความถูกต้อง

“ตามที่ปรากฏเป็นข่าว ยังไม่เห็นว่าทาง สถ. จะส่งรายชื่อ 5,925 ราย ให้กับหน่วยงานที่ สถ. ได้ทำ MOU ไว้ ทั้ง 5 หน่วยงาน ซึ่งยังไม่ได้ส่งจึงอยากขอถามว่าจะส่งเมื่อไหร่ เพราะมีการทำ MOU ไว้แล้ว หากพบว่ามีการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือโกงข้อสอบต่างๆ เมื่อทำ MOU กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วทั้ง สถ. กระทรวงมหาดไทย คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และกรมสอบสวนกลาง” นายอาสพลธ์กล่าว

ไม่จำเป็นต้องตรวจสอบอะไรแล้ว

นายอาสพลธ์ กล่าวต่อว่า แต่วันนี้มติ ก.กลาง ส่งไปยัง ก.จังหวัด เรียบร้อยแล้ว แต่ทำไม สถ. ยังไม่ส่ง 5,925 รายชื่อนี้ให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เขาได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป ซึ่งกมธ.ป.ป.ช. ได้มีโอกาสไปดูงานที่ ปปง. และได้สอบถามเรื่องนี้ ทางตัวแทนปปง. ได้ชี้แจงว่า มีการทำ MOU ไว้แล้ว แต่รอทาง สถ. ส่งรายชื่อให้ ซึ่งเขาจะได้ตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินได้ทั้งหมด

“ท่านมีข้อมูลหมดอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องตรวจสอบอะไรแล้วทั้ง 5,925 รายชื่อ เพราะข้อมูลที่ท่านมี ตรวจสอบความถูกต้องอยู่แล้ว ท่านจึงได้เสนอ ก.กลาง จนกระทั่งมีมติเพิกถอน และทำบัญชีผู้สอบผ่านใหม่ ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องประวิงเวลา”นายอาสพลธ์ กล่าว

เหน็บเซ็นMOUแล้วคงลืม

เมื่อถามถึงสาเหตุที่ล่าช้าคืออะไร นายอาสพลธ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าเขาเซ็น MOU แล้วคงลืม วันนี้เราเลยมากระทุ้ง ตนตามเรื่องนี้เพราะอยากให้คนทุจริตได้มารับโทษทั้งหมด ส่วนที่สังคมมีข้อสงสัยว่ามีนักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ เราก็พยายามทำทุกทาง นำบุคคลที่เกี่ยวข้องมาซักทอด หากใครชี้แจงไม่ได้ก็ต้องรับผิดMOU เซ็นแล้วไม่ทำตามก็ต้องมากระทุ้งกันหน่อย

เมื่อถามว่าทางกระทรวงมหาดไทย เตรียมให้ตรวจสอบรายชื่อผู้ที่หลุดไปอีกครั้งหนึ่ง ตรงนี้จะมีช่องทางให้ผู้ที่ทุจริตกลับมาสวมรอยหรือไม่ นายอาสพลธ์ กล่าวว่า คิดว่าไม่มีโอกาสเป็นไปได้ เพราะคะแนนก็ปรากฏในกระดาษคำตอบอยู่แล้ว วันนี้เป็นข้อเท็จจริงทั้งหมด

เชื่อถ้าหลักฐานไปถึงก็เอาผิดได้

เมื่อถามว่า สุดท้ายจะสาวไปถึงตัวการใหญ่หรือไม่ นายอาสพลธ์ กล่าวว่า วันนี้ถึงระดับ 10 แต่เขาก็ให้การปฏิเสธ ซึ่งสิ่งที่เราจะทำได้ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบธุรกรรมการเงิน การซักทอด ประเด็นนี้ตนขอเปรียบเทียบง่ายๆ กับการแก้ไขคะแนนที่ผ่านอยู่แล้ว แต่ปรับให้คะแนนสูงขึ้น พอประกาศบัญชีใหม่ 97 รายก็อยู่ในบัญชีผู้สอบผ่าน ทั้งที่เขาเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์ เราเห็นว่ามีการแก้คะแนน ขนาดประกาศรอบสองเขาก็ยังอยู่ในบัญชีรายชื่อ นี่ขนาดเรามีหลักฐาน ก็เป็นช่องว่างทางกฎหมาย ฉะนั้น ระดับ 11 หรือระดับ 12 วันนี้ตนไม่แน่ใจว่า ป.ป.ช. มีหลักฐานขนาดไหน แต่ถ้าหลักฐานไปถึงก็เชื่อว่าจะสามารถเอาคนที่กระทำความผิดมาลงโทษได้

‘ชัยชนะ’โร่รับทราบข้อหา ตบบ้องหูตร.

'ชัยชนะ’โร่รับทราบข้อหา  ตบบ้องหูตร.

‘ชัยชนะ’โร่รับทราบข้อหา ตบบ้องหูตร.

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘ชัยชนะ’โร่รับทราบข้อหา ตบบ้องหูตร. อ้างกอดคอมือโดนหน้า ปชป.ขอเวลาเช็ค2วัน

อดีตรมช. “ชัยชนะ” สส.คนดังเมืองคอนโร่เข้ารับทราบข้อหาคดีตบบ้องหูรองผกก.สภ.ทุ่งใหญ่กลางงานศพ หลังโดนคู่กรณีแจ้งความดำเนินคดี ยังปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา อ้างแค่กอดคอแต่มือโดนใบหน้า พร้อมท้าให้เปิดคลิป โวยลั่นเป็นเกมการเมืองสกปรก ด้าน‘รรท.ผบช.8’ส่งฝ่ายสืบสวนภาคลงพื้นที่รวบรวมพยานหลักฐาน ลั่นไม่มีละเว้น ขณะที่‘อภิสิทธิ์’ขอเวลาตรวจสอบข้อเท็จจริง คาด 1-2 วันรู้เรื่อง หากพบมีมูลผิดมีมาตรการจัดการแน่นอน

จากกรณีมีการเผยแพร่ข่าวเหตุการณ์นักการเมืองระดับอดีตรัฐมนตรีรายหนึ่งถูกกล่าวหาว่าก่อเหตุ “บ้องหู”นายตำรวจระดับรองผู้กำกับการสืบสวน สภ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ภายในงานศพมารดาของนักการเมืองท้องถิ่น เมื่อวันที่ 8 ส.ค.ที่ผ่านมานั้นต่อมาพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.สั่งการให้ พล.ต.ต.พรชัย ขจรกลิ่น รอง ผบช.ภ.8 และรรท.ผบก.ภ.จว.นครศรีธรรมราช เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมกำชับให้ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมานั้น

‘ชัยชนะ’เข้ารับทราบข้อหาสภ.ทุ่งใหญ่

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 มีรายงานว่า นายชัยชนะ เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตรัฐมนตรีซึ่งตกเป็นข่าวในคดีดังกล่าวได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.ทุ่งใหญ่ เพื่อเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย โดยมีการ รับทราบข้อกล่าวหาและให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวน ตามขั้นตอน

การเข้าพบพนักงานสอบสวนครั้งนี้ ถือเป็นอีกขั้นตอนสำคัญของคดี หลังจากก่อนหน้านี้มีการสอบปากคำฝ่ายผู้กล่าวหาและผู้เกี่ยวข้องแล้ว ขณะเดียวกันตำรวจยังต้องรวบรวมพยานหลักฐาน
จากสถานที่เกิดเหตุ รวมถึงสอบปากคำบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์เพิ่มเติม ก่อนพิจารณาดำเนินการในขั้นตอนต่อไป

ทั้งนี้ คดีดังกล่าวยังอยู่ในชั้นสอบสวน ข้อเท็จจริงและความรับผิดทางกฎหมายจะต้องเป็นไปตามพยานหลักฐานและกระบวนการยุติธรรม โดยยังไม่มีข้อยุติว่าฝ่ายใดมีความผิดจนกว่าคดีจะผ่านกระบวนการตามกฎหมายต่อไป

ยันไม่ได้ตบแค่กอดคอมือพลาดโดนหน้า

นายชัยชนะให้สัมภาษณ์ภายหลังเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.ทุ่งใหญ่เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาโดยได้ชี้แจงถึงประเด็นร้อนดังกล่าวว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ใช่การทำร้ายร่างกายตามที่สื่อนำเสนอคำว่า “ตบบ้องหู”แต่เป็นเพียงการกอดคอหยอกล้อกันและมือพลาดไปโดนใบหน้า ซึ่งในทางกฎหมายเข้าข่าย (มาตรา 391) เท่านั้น

“แต่มือไปโดนที่แก้มที่ใบหน้า ผมก็บอกครับผมแค่กอดคอ แกกอดคอผมผมกอดคอแกถูกมั้ยครับ เพราะฉะนั้นผู้กำกับก็บอกแล้วว่าก็มัน มันแค่ไปเข้ากฎหมายว่าที่มือไปโดนใบหน้า แค่นั้น 391 ครับ”

ยืนยันความสัมพันธ์ยังแน่นแฟ้น

นายชัยชนะระบุว่าตนและพ.ต.ท.ทนงศักดิ์ (พี่ตุ้ม) มีความสัมพันธ์อันดี เคารพรักกันเหมือนญาติ และมักจะหยอกล้อกันเป็นประจำ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงระยะเวลาการแจ้งความที่ดูผิดปกติ

“เมื่อกี้ยังเจอรักกันอยู่เลยครับ ผมเรียนสื่อมวลชนว่า เรื่องนี้เนี่ย เมื่อวันที่ 8 สิงหาใช่มั้ย ถ้าพี่ตุ้มเนี่ยมีเหตุกับผมจริงเนี่ย ถ้ามีเหตุโกรธเคืองต้องแจ้งความผมวันอาทิตย์ถูกมั้ยครับ นี่เสาร์ อาทิตย์ จันทร์ อังคาร เจอผมในงานพิธีฌาปนกิจศพเนี่ยก็ยังถ่ายรูปคู่กันเดินคุยกับผมไปสูบบุหรี่ด้วยกัน แล้วมันมีเหตุอะไรครับ… แล้วทำไมถึงเดินมาแจ้งความเมื่อวาน ก็ไม่ทราบ”

“ผมบอกว่าผมเจอพี่ตุ้มทุกครั้งพี่ตุ้มก็หยิกหูผม พี่ตุ้มเรียกผมเนี่ยมึงสบายดีมั้ยน้องแทนมึงเป็นไงบ้าง นี่คือความรักใคร่ที่มีกันมายาวนาน เพราะฉะนั้น อย่าทำให้คนสองคนที่เขามีความสัมพันธ์ และมีความสัมพันธ์ทางญาติมายาวนานเนี่ยอย่าทำให้เขาแตกกันครับ”

ท้าเปิดคลิป-ซัดเกมการเมืองสกปรก

รองหัวหน้าพรรคปชป.เชื่อว่ากระแสข่าวนี้เป็นการกุเรื่องและปะติดปะต่อข้อมูลเพื่อมุ่งหวังทำลายภาพลักษณ์ทางการเมืองและได้ฝากข้อคิดถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังการสร้างกระแสข่าวนี้

“วันนี้คุณอาจจะนั่งหัวเราะเพราะข่าวที่คุณปลุกขึ้นมาได้เป็นกระแสสังคม ผมโดนโจมตี ภาพลักษณ์ทางการเมืองเสียองค์กรตำรวจเสีย พี่ตุ้มได้รับความเสียหาย คุณสบายใจแต่ผมถามว่าวันนึงถ้าเกิดขึ้นกับคุณล่ะคุณคิดอย่างไร..ตัวผมก็สงสารพี่ตุ้ม เจ้าภาพที่จัดงานมาอยู่ในความโศกเศร้าอะไร แต่กลับมีข่าวที่ไม่ดีเพื่อประสงค์ร้ายทางการเมือง ผมเรียนนะครับ สุภาพบุรุษทางการเมืองเค้าไม่ทำวิธีการแบบนี้ครับ”

“และวันนี้ผมยืนยันอย่างนี้นะครับ ถ้ามีคลิปวิดีโออันไหนที่จับภาพว่าผมทำร้ายท่านธนดล เอามาส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเถอะครับ แต่ถ้าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่กุข่าวขึ้นมา ที่ปะติดปะต่อข่าว เชื่อผมนะครับ คำสอนขององค์พระพุทธทาส ฮะ คนดีสำคัญกว่าทุกอย่าง กฎแห่งกรรมมี ท่านศรีปราชญ์บอกว่า การกระทำอะไรก็แล้วแต่ แต่ระวังดาบนั้นคืนสนอง ผมยืนยันวันนี้ผมมาแสดงความบริสุทธิ์ใจ และปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา”นายชัยชนะ กล่าวย้ำทิ้งท้าย

รรท.ผบช.8สั่งสืบสวนลงเก็บหลักฐาน

พล.ต.ท.สุรพงษ์ ถนอมจิตร ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะรักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 (รรท.ผบช.ภาค 8) กล่าวว่าหลังเกิดเรื่องดังกล่าวเบื้องต้นพ.ต.ท.ทนงศักดิ์ สวัสดิโกมล รอง ผกก.สส.สภ.ทุ่งใหญ่ ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนสภ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ไปก่อนหน้านี้ ในฐานความผิดทำร้ายร่างกายผู้อื่น ขณะนี้ ได้มอบหมายให้พล.ต.ต.พรชัย ขจรกลิ่น รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 รักษาราชการแทนผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครศรีธรรมราชพร้อมด้วยฝ่ายสืบสวนสอบสวนกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค ลงพื้นที่ไปรวบรวมพยานหลักฐาน พร้อมสอบปากคำพยานในที่เกิดเหตุซึ่งเป็นบ้านของนักการเมืองท้องถิ่นในตำบลปริก หลังจากนี้จะเชิญพยานในที่เกิดเหตุมาสอบปากคำเพิ่มเติมรวมทั้งจะต้องเชิญนายชัยชนะ เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เข้าให้ปากคำด้วยเช่นกัน

ลั่นไม่มีละเว้นทุกคนต้องอยู่ภายใต้ก.ม.

พล.ต.ท.สุรพงษ์กล่าวว่า สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนอกจากจะมีการทำร้ายร่างกายด้วยการตบเข้าที่บ้องหู ตนยังไม่ทราบว่ามีการหิ้วตัวนายตำรวจที่ถูกทำร้ายร่างกายออกจากพื้นที่งานด้วยหรือไม่แต่ตนได้สั่งให้พนักงานสอบสวนชุดทำคดีสอบในทุกประเด็นโดยเฉพาะการสืบสวนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดและให้ดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้องทุกคนโดยไม่ละเว้นและไม่สนใจว่าจะมียศถาบรรดาศักดิ์หรือตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่ เพราะทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน

เมื่อถามว่าการกระทำดังกล่าวจะถือเป็นการหมิ่นเกียรติยศศักดิ์ศรีของตำรวจหรือไม่นั้น พล.ต.ท.สุรพงษ์ กล่าวว่าตนมองว่าเป็นคนละเรื่องกันขอให้แยกแยะ เพราะแม้ว่าบุคคลใดจะกระทำความผิดก็ต้องได้รับโทษ เนื่องจากที่ผ่านมาในอดีตนายชัยชนะก็เคยถูกดำเนินคดีและมีคำพิพากษาของศาลแล้ว ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลว่าจะมีบุคคลใดใหญ่กว่ากฎหมาย เพราะตำรวจจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

‘อภิสิทธิ์’ยอมรับได้คุย‘ชัยชนะ’แล้ว

ในส่วนของนายอภิสิทธิ์ เวชชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์กรณีนายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลภาคใต้ ถูกแจ้งข้อหาทำร้ายร่างกาย (ตบบ้องหู) รองผู้กำกับการสภ.ทุ่งใหญ่ กลางงานศพ ว่า เรื่องนี้ทางพรรคกำลังตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดซึ่งเบื้องต้นได้พูดคุยกับนายชัยชนะแล้ว แต่ขอเวลาตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน เมื่อมีรายละเอียดแล้วจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง

ปชป.ยันไม่แทรกแซงคดีปล่อยตามก.ม.

ด้านนายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่าขณะนี้ตนยังไม่ทราบในรายละเอียดและข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เนื่องจากยังไม่ได้พูดคุยกับนายชัยชนะ ส่วนที่ปรากฏข่าวว่าถูกแจ้งความดำเนินคดีแล้วต้องปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย ซึ่งพรรคไม่ยุ่งหรือก้าวก่ายแทรกแซงใดๆ ส่วนในทางปฏิบัติของพรรคมีหลักปฏิบัติหากเป็นประเด็นที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อพรรคจะต้องฟังความทุกฝ่าย พร้อมกับรับฟังข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นขณะนี้ในกรณีของนายชัยชนะพรรคยังไม่ทราบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น พรรคไม่ได้เพิกเฉยต่อเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งนี้ ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของพรรค เช่น การตั้งกรรมการเพื่อพิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่เรื่องนี้เข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายแล้ว ต้องปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการ

‘สกลธี’คาด1-2วันรู้เรื่องสอบปม‘ชัยชนะ’

ขณะที่นายสกล ธีภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกนายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เข้ารับทราบข้อกล่าวหาทำร้ายร่างกายโดยการตบบ้องหู รองผู้กำกับฯสภ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราชกลางงานศพว่า ขณะนี้กระบวนการของพรรคกำลังตรวจสอบแสวงหาข้อเท็จจริงควบคู่กันไป เมื่อช่วงเช้ทราบว่านายชัยชนะเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาแล้ว จากนั้นทางพรรคฯจะตรวจสอบข้อเท็จจริงและจะมีมาตรการที่เหมาะสมตามมา ขอให้รอทางนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรคฯที่จะมีการแถลงเรื่องนี้อีกครั้ง ขณะนี้นายอภิสิทธิ์อยู่ระหว่างการหารือกับคณะกรรมการบริหารพรรค(กก.บห.)เท่าที่คุยกับนายอภิสิทธิ์ก็คงภายใน 1-2วัน คงจะรู้เรื่อง

ยันหากมีมูลผิด มีมาตรการจัดการ

เมื่อถามว่ามองว่าประเด็นที่เกิดขึ้นมีประเด็นการเมืองอยู่เบื้องหลังหรือไม่เพราะก่อนหน้านี้ทั้งนายชัยชนะ และรองผกก.สภ.ทุ่งใหญ่ปฏิเสธว่าไม่มีเหตุรุนแรงแต่ข้ามวันพบว่ามีการแจ้งความดำเนินคดี นายสกลธี กล่าวว่า อาจจะมีประเด็นการเมืองอยู่เบื้องหลังเพราะนายชัยชนะเป็นถึงรองหัวหน้าพรรค อยากให้มีข้อเท็จจริงทั้งหมดออกมาก่อน เชื่อว่านายอภิสิทธิ์ยังไม่ทราบข้อเท็จจริงทั้งหมด เพราะนายอภิสิทธิ์ก็เดินทางไปงานศพแต่ไปคนละวันกับวันที่เกิดเหตุ ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ คงต้องเช็คกับนายชัยชนะและทางอื่นด้วย รวมถึงรอดูว่าทางตำรวจจะว่าอย่างไร หากมีความชัดเจน แล้วพบว่ามีอะไรที่มันไม่ดี เรามีมาตรการของพรรคอยู่แล้ว

ส่วนเรื่องนี้เป็นจริงจะเสื่อมเสียไปถึงพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ นายสกลธีตอบว่าก็ทำลายภาพลักษณ์ของพรรคยังไงก็ต้องรอฟังหลักฐานของทั้ง 2 ฝ่ายอย่างจริงจัง ยังตอบอะไรไม่ได้เพราะไม่รู้รายละเอียด

‘โรม’หนุน‘ผิดว่าไปตามผิด’

ด้าน นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกนายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เข้ารับทราบข้อกล่าวหาทำร้ายร่างกายโดยการตบบ้องหู รองผู้กำกับสภ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช กลางงานศพ อาจกระทบภาพลักษณ์ของสภาฯรวมไปถึงพรรคร่วมฝ่ายค้านว่านายชัยชนะเคยเป็นประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การตำรวจ สภาฯเคยเป็นรัฐมนตรีมาก่อน เรื่องนี้คงต้องว่าไปตามข้อเท็จจริง ผิดก็ว่าไปตามผิด ตนยังไม่ได้ดูข้อเท็จจริงรายละเอียดแต่สนับสนุนว่าถ้าข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่ข่าวปรากฏก็ต้องดำเนินการให้เป็นเยี่ยงอย่าง สมมุติว่าถ้าเรื่องนี้เป็นความจริงก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายจะได้ไม่มีใครกล้าทำแบบนั้น แต่ขณะเดียวกันหน่วยงานราชการ ไม่ใช่แค่เฉพาะตำรวจ ก็ต้องไม่มีพฤติกรรมเลือกปฏิบัติด้วย

ข้อใจช่วยน้ำเงินผิดวินัย-ก.ม.อื่น?

“สิ่งที่ผมสนใจคือถ้ามันมีความคาดหวังว่าจะต้องมีส่วนราชการไปช่วยในการหาเสียงก็อดคิดไม่ได้ว่าที่ผ่านมาแนวทางปฏิบัติที่เคยทำกันมาเป็นอย่างไรเช่นเคยช่วยกันมาก่อนตอนนี้ไม่ช่วยกันแล้วหรือเปล่า ถ้าเป็นแบบนี้การวางตัวของข้าราชการที่ต้องวางตัวเป็นกลางมันยังเป็นกลางหรือไม่ มีความผิดทางวินัยหรือไม่ถ้ามีประเภทที่ว่าช่วยน้ำเงินด้วย สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าต้องดำเนินการทั้งทางวินัยและทางกฎหมายอื่นๆ”นายรังสิมันต์ ย้ำ

บ.คู่สัญญาTH-AIฟ้อง’ธีระชาติ’พรรคส้ม

วันเดียวกัน นายธีระชาติ ก่อตระกูล ผู้ก่อตั้ง Fintech Startup หนึ่งในทีมยุทธศาสตร์เศรษฐกิจดิจิทัลพรรคประชาชน อดีตผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อโพสต์เฟซบุ๊ก“Max ธีระชาติ ก่อตระกูล-Max Kortrakul”แจ้งว่าได้ถูกฟ้องหมิ่นประมาท ภายหลังจากเดินหน้า ตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ล่าสุดเพิ่งทราบว่าทางบริษัท ฮิวแมน อินเทลลิเจนท์ จำกัดได้ดำเนินการฟ้องผมในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา แต่อย่างไรก็ดีผมต้องขอยืนยันว่าสำหรับโครงการTH-AI Passport ที่มีข้อสงสัยจำนวนมากจากสังคมยังไงก็ต้องดำเนินต่อไป

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจสอบเพื่อประโยชน์สาธารณะข้อมูลเหล่านี้เป็นสิทธิ์พื้นฐานของทุกคนที่ควรมีสิทธิ์ได้รับรู้ครับ ซึ่งจริงๆ แล้วมันไม่ใช่แค่โครงการนี้ แต่มันกำลังหมายถึง การตั้งคำถามของวิธีการจัดซื้อจัดจ้างที่สังคมตั้งข้อสงสัย และการจัดการในกรณีนี้ จะเป็นตัวอย่างให้อีกหลายโครงการที่จะต้องเปิดเผย โปร่งใส และเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงข้อมูลได้มากกว่านี้

‘ไอซ์’นำกมธ.ลุยสอบTH-AI Passport

ที่รัฐสภา น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎรให้สัมภาษณ์ก่อนประชุมกมธ.ว่าวันนี้ประเด็นที่กมธ.ให้ความสำคัญมากคือโครงการ TH-AI Passport เนื่องจากตามกระแสข่าว คาดว่าจะมีการเปิดลงทะเบียนในเร็วๆ นี้  ดังนั้นการประชุมวันนี้จะเป็นการสอบถามถึงความคืบหน้าในการแก้ไขสัญญาระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี)กับคู่สัญญาก่อนหน้านี้กมธ.ได้ทำหนังสือขอเอกสารและข้อเสนอโครงการเพื่อตรวจสอบรายละเอียดโดยประเด็นที่ต้องการติดตามเป็นพิเศษ คือการประชาสัมพันธ์ซึ่งกมธ.ตั้งข้อสังเกตมาโดยตลอดว่าอาจมีลักษณะที่นำไปสู่การล็อกสเปกหรือไม่จึงต้องการทราบว่าบริษัทแต่ละรายที่เข้าร่วมการประมูลโครงการดังกล่าวได้เสนอชื่อบริษัทเจ้าของจอสื่อที่จะนำมาใช้ในโครงการหรือไม่และเป็นจอของบริษัทใด

“จากเอกสารที่ กมธ.ได้รับขณะนี้มีเพียงสัญญาของบริษัท เพียง 2 บริษัทเท่านั้น ขณะที่เอกสารของอีก 2 บริษัทที่กมธ.ได้ขอไป รวมถึงเอกสารข้อเสนอของโครงการ กระทรวงดีอีก็ยังไม่ได้ส่งมาให้ครบถ้วน นอกจากนี้ บันทึกรายงานการประชุมของกองทุนดีอีที่เกี่ยวข้องกับโครงการ TH-AI Passport ก็ยังไม่ได้รับเช่นเดียวกัน จึงคงต้องสอบถามและติดตามเอกสารเพิ่มเติมในการประชุมวันนี้” น.ส.รักชนก กล่าว

‘ไชยชนก’เบี้ยวรอบ4-ขู่ใช้ก.ม.อำนาจเรียกแจง

เมื่อถามถึงกรณีการเชิญนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเข้าร่วมชี้แจงต่อกมธ.ฯ ประธานกมธ.ฯติดตามงบฯกล่าวว่าช่วงเช้าวันนี้ ได้รับแจ้งว่านายไชยชนกจะไม่เข้าร่วมชี้แจงต่อ กมธ.อีกครั้ง โดยแจ้งว่าติดภารกิจแต่ไม่ทราบรายละเอียดว่าเป็นภารกิจใดและได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเข้าร่วมประชุมแทน ทั้งนี้ ในการประชุมครั้งที่ผ่านมา ตนได้หารือกับ กมธ.แล้วและได้เสนอความเห็นไปว่า เข้าใจดีว่าสมาชิกจากพรรคภูมิใจไทยอาจไม่สบายใจกับการเชิญรัฐมนตรีมาชี้แจง แต่ข้อเท็จจริงคือคณะกรรมาธิการได้เชิญนายไชยชนกมาชี้แจงแล้วถึง 4 ครั้งและจนถึงขณะนี้รัฐมนตรียังไม่ได้เดินทางมาชี้แจงต่อกมธ.ด้วยตนเองแม้แต่ครั้งเดียวหากครั้งต่อไปนายไชยชนกยังไม่มาชี้แจงอีกและยังมีประเด็นที่ค้างคาอยู่โดยเฉพาะกรณีที่กระทรวงยังส่งเอกสารให้ กมธ.ไม่ครบถ้วน ตนเองจะหารือกับกมธ.ว่าจำเป็นต้องใช้กลไกตามพระราชบัญญัติอำนาจเรียกฯเพื่อใช้อำนาจในการเรียกรัฐมนตรีมาชี้แจงต่อ กมธ.

“ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่การเชิญรัฐมนตรีมาเพื่อสร้างความขัดแย้งทางการเมือง แต่ กมธ.มีหน้าที่ตรวจสอบการจัดทำและการบริหารงบประมาณ รวมถึงโครงการที่ใช้งบประมาณของรัฐ จึงจำเป็นต้องได้รับข้อมูลและเอกสารที่ครบถ้วน เพื่อให้สามารถตรวจสอบรายละเอียดของโครงการได้อย่างรอบด้าน โดยเฉพาะประเด็น TOR หลักเกณฑ์การให้คะแนน การจัดซื้อจัดจ้าง และรายละเอียดของสัญญาที่เกี่ยวข้อง” น.ส.รักชนก กล่าว

หวังลบครหาเป็น‘ลูกแหง่-ไข่ในหิน’

เมื่อถามว่า อยากสื่อสารอะไรไปถึงนายไชยชนกหรือไม่ นางสาวรักชนก กล่าวว่า การเป็นรัฐมนตรีหน้าที่อย่างหนึ่งคือ มาสภาฯ ทำหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นการตอบกระทู้หรือชี้แจงต่อ กมธ.ไม่ได้ทำอะไรที่เกินเลยไป เพราะเรามีการออกหนังสือและนัดล่วงหน้า ก่อนหน้านี้ตนเองมีโอกาสคุยกับนายไชยชนกนอกรอบ ซึ่งท่านยืนยันว่าจะไม่มาชี้แจงต่อ กมธ.นี้ไม่ว่าจะว่างหรือไม่ว่างก็ตาม ถือเป็นปัญหาแม้ไม่อยากจะมาชี้แจง แต่ต้องให้ให้เกียรติตัวแทนใน กมธ.ที่ประชาชนเลือกมาทั้งจากฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล เรามีประชาชนสนับสนุนถึงมายืนตรงนี้ได้ และต้องใช้อำนาจแทนประชาชนอยู่

“ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นายไชยชนกถูกข้อครหาเสมอมาว่าจะต้องมีคนคอยห้อมล้อมเป็นลูกนาย ต้องมีคนออกมาปกป้องอยู่เสมอ ไม่สามารถทำอะไรได้ด้วยตนเอง แม้กระทรวงดีอีจะเป็นกระทรวงเล็กๆ ก็จะต้องมีรัฐมนตรีช่วยมาคอยอนุบาลการมาตอบกมธ.และการตอบคำถามอย่างตรงไปตรงมาในเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจ อาจทำให้นายไชยชนกออกจากภาพที่ต้องเป็นไข่ในหิน เป็นลูกแหง่ หรือเป็นคนที่คอยมีผู้พิทักษ์ปกป้องตลอดเวลาได้ โตเป็นผู้ใหญ่ได้แล้วทำได้อะไรได้ด้วยตนเองขอให้มาชี้แจงต่อกมธ.ด้วยตนเอง”น.ส.รักชนกย้ำ

จองกฐินซักฟอกสมัยหน้าแน่นอน

น.ส.รักชนกกล่าวอีกว่าสำหรับการประชุมสภาฯ สมัยหน้าที่จะมีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ โครงการ TH-AI passport เป็นหนึ่งในหัวข้อที่จะนำไปอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วย เพราะเรื่องนี้ทุกอย่างชัดเจน เหลือแค่กระบวนการยุติธรรมจะดำเนินการเมื่อไร เท่านั้นเอง

ขอให้กำลังใจ‘ธีระชาติ’ที่ถูกฟ้อง

เมื่อถามถึงความพยายามที่บริษัทคู่สัญญาฟ้องร้อง นายธีระชาติ ก่อตระกูล คณะทำงานผู้นำฝ่ายค้าน และทีมนโยบายดิจิทัล พรรคประชาชน คดีลักษณะนี้เป็นคดีฟ้องปิดปาก (SLAPP) น.ส.รักชนก กล่าวว่า จากเนื้อหาที่ทราบ นายธีระชาติ ได้วิพากษ์วิจารณ์โครงการ TH-AI passport ร่วมกับ กมธ.มาโดยตลอด ซึ่งเนื้อหาค่อนข้างรุนแรง และชี้ประเด็นอย่างตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม แต่การถูกฟ้องมาจากการแชร์โพสต์หนึ่งซึ่งโพสต์ดังกล่าวเป็นผู้มีความรู้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์โครงการนี้ มีคนแชร์โพสต์นี้เกือบ 400 คน แต่มีนายธีระชาติคนเดียวที่ถูกฟ้องเหมือนเป็นการพุ่งเป้า จึงขอให้กำลังใจนายธีระชาติ

‘แสวง’ผ่านประเมินนั่งเลขาถึงมี.ค.70

มีรายงานว่าที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)มีการประชุมลับพิจารณาการปฏิบัติงานประจำปีงบประมาณ 2568 ของนายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต.และมีมติ 5 ต่อ 2 ให้นายแสวง
ผ่านการประเมินซึ่งจะมีผลให้นายแสวง ดำรงตำแหน่งเลขาธิการกกต.ต่อไปจนครบสัญญาจ้างในวันที่ 31 มีนาคม 2570

ทั้งนี้ การประเมินผลการปฏิบัติงานดังกล่าวสืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ที่ประชุมกกต.ชุดปัจจุบันได้มีมติ 5 ต่อ 2 ยกเลิกมติการประเมินผลการปฏิบัติงานของนายแสวงประจำปีงบประมาณ 2568 ที่กกต.ชุดนายอิทธิพร บุญประคอง เป็นประธานได้ประเมินไว้และให้คะแนนผลการปฏิบัติงานของนายแสวงต่ำกว่าเกณฑ์ประเมินร้อยละ 60 ซึ่งถ้ากกต.ชุดปัจจุบันมีมติยืนตามกกต.ชุดที่นายอิทธิพรมีมติไว้จะทำให้นายแสวงต้องพ้นจากตำแหน่งตามเงื่อนไขสัญญาจ้างแต่เนื่องจากกกต.ชุดปัจจุบันเห็นว่าตามสัญญาจ้างกำหนดให้กกต.ที่มีอยู่เป็นผู้ประเมินอีกทั้งในอดีตไม่เคยให้กกต.ชุดที่พ้นตำแหน่งไปแล้วทำการประเมิน กกต.ชุดปัจจุบันจึงมีมติเมื่อวันที่ 15 ก.ค.ให้ยกเลิกผลการประเมินของกกต.ชุดที่นายอิทธิพร เป็นประธานและ กกต.ชุดปัจจุบันจะเป็นผู้ประเมินผลการปฏิบัติงานของนายแสวงเอง ซึ่งในวันนี้ก็ได้มีการประชุมและลงมติให้ผ่านการประเมิน

ศาลฯนัด26สค.ไต่สวน5พยานคดีบาร์โค้ด

วันเดียวกัน ศาลรัฐธรรมนูญได้มีการพิจารณาคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินที่อ้างว่าได้รับเรื่องร้องเรียนจำนวน 22 เรื่องขอให้พิจารณาวินิจฉัยพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญมาตรา 213 กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้งและคณะดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่งหรือบาร์โค้ดและรหัส QRcode ซึ่งน่าเชื่อได้ว่าสามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนนรวมถึงผลคะแนนได้ทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยรับเป็นการกระทำที่ขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 4 มาตรา 25 มาตรา 32 มาตรา 34 มาตรา 50(7)มาตรา 83 วรรค 2 มาตรา 85 มาตรา 95 และมาตรา 224

โดยศาลฯเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณา กำหนดนัดไต่สวนพยานบุคคลตามกำหนดเดิมคือในวันพุธที่ 26 สิงหาคม 2569 เวลา 10.30 น. จำนวน 5 ปาก ได้แก่1.นางนิตรีญารัตนทัศนีย์ นักวิชาการคอมชำนาญการ สำนักงานกกต. 2. นายวรพงศ์ อนันต์เจริญกิจ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการเลือกตั้ง สำนักงานกกต. 3.นายภาคภูมิ ภูอุดม กรรมการบริษัทที.เค.เอส.เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) 4.นางกัญญาณัฐ พิกุลทอง กรรมการบริษัท จันวาณิชย์ ซีเคียวริตี้พริ้นท์ติ้ง จำกัด และ5.นายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต.

ส่วนพยานบุคคลอีกจำนวน 2 ปาก ที่ศาลกำหนดไว้เดิมได้แก่ นายเรืองลักษณ์ เรืองยังมี ผู้อำนวยการโรงพิมพ์อาสารักษาดินแดน กรมการปกครองกระทรวงมหาดไทยและจ่าสิบตรีสมพงษ์
ตันดี ผู้อำนวยการฝ่ายสำนักสนับสนุนการเลือกตั้ง สำนักงานกกต.ศาลฯพิจารณาแล้วเห็นว่าบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นที่พยานบุคคลดังกล่าวได้ยื่นต่อศาล เป็นไปตามประเด็นที่ศาลกำหนดแล้วจึงมีคำสั่งให้ไม่ต้องมาศาลเพื่อทำการไต่สวน ตามวันและเวลาดังกล่าว ทั้งนี้ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 65

ทั้งนี้ ศาลอนุญาตให้คู่กรณีตรวจดูและสำเนาพยานหลักฐานทุกรายการในรูปของข้อมูล อิเล็กทรอนิกส์ เว้นแต่พยานหลักฐานซึ่งเป็นเอกสารที่มีการกำหนดชั้นความลับ และไม่อนุญาตให้คัด สำเนาพยานเอกสาร แต่อนุญาตให้ตรวจพยานหลักฐานดังกล่าวเท่านั้น ตามข้อกำหนด ศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2562 ข้อ 30 และข้อ 36อย่างไรก็ตาม การไต่สวนในวันและเวลาดังกล่าว ศาลฯให้งดการถ่ายทอดสดทั้งภาพและเสียงการไต่สวน พยานของศาล อนุญาตให้เฉพาะคู่กรณีและบุคคลที่ศาลรัฐธรรมนูญเห็นสมควรเข้าร่วมรับฟังการไต่สวน วรรคหนึ่ง ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 59

ก้องเกียรติ อ่วม! กกต.ชงศาล รธน.ฟันใบแดง-อาญา ปมรู้อยู่แล้วแต่ยังดึงดัน ลงเลือกตั้งซ่อมนครศรีฯ ปี 68

ก้องเกียรติ อ่วม! กกต.ชงศาล รธน.ฟันใบแดง-อาญา ปมรู้อยู่แล้วแต่ยังดึงดัน ลงเลือกตั้งซ่อมนครศรีฯ ปี 68

ก้องเกียรติ อ่วม! กกต.ชงศาล รธน.ฟันใบแดง-อาญา ปมรู้อยู่แล้วแต่ยังดึงดัน ลงเลือกตั้งซ่อมนครศรีฯ ปี 68

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 19.08 น.

13 สิงหาคม 2569 เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เผยแพร่คำวินิจฉัย กกต.กรณี นายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ ผู้สมัครและผู้ได้รับเลือกตั้ง สส.นครศรีธรรมราช โดยมีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของนายก้องเกียรติ ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.2561 มาตรา 54 พร้อมให้ดำเนินคดีอาญาตามมาตรา 151 ประกอบมาตรา 42 (12) และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137

กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจากการเลือกตั้ง สส.นครศรีธรรมราช เขต 8 แทนตำแหน่งที่ว่าง หลัง นางมุกดาวรรณ เลื่องศรีนิล อดีต สส.พรรคภูมิใจไทย ถูกศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี กกต.ตรวจสอบพบว่า นายก้องเกียรติ ซึ่งได้รับเลือกตั้งเข้ามา เคยถูกศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี พิพากษาถึงที่สุดในปี 2542 ในคดีลักทรัพย์ โดยศาลพิพากษาจำคุก 1 ปี และปรับ ก่อนลดโทษเหลือจำคุก 6 เดือน และปรับ พร้อมรอการลงโทษจำคุก 2 ปี คดีดังกล่าวทำให้นายก้องเกียรติ มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง สส.ตามรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.ป.เลือกตั้ง สส.มาตรา 42 (12)

และในการลงสมัครเมื่อวันที่ 4 เม.ย.2568 นายก้องเกียรติ ได้ลงลายมือชื่อรับรองว่าเป็นผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม จึงเข้าข่ายมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า นายก้องเกียรติ รู้อยู่แล้วว่าตนเองมีลักษณะต้องห้าม แต่ยังสมัครรับเลือกตั้ง อันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.ป.เลือกตั้ง สส.มาตรา 151 ประกอบมาตรา 42 (12) รวมถึงเข้าข่ายแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 13 ส่งผลให้การเลือกตั้ง สส.นครศรีธรรมราช เขต 8 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับนายก้องเกียรติ ซึ่งเป็นผู้ได้รับเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม

– 006

เลขาฯสภาพัฒน์ ออกโรงโต้! ปัดสร้างอ่างเก็บน้ำวังโตนด ดึงน้ำรับดาต้าเซนเตอร์ บอกไม่เกี่ยวกันเลย

เลขาฯสภาพัฒน์ ออกโรงโต้! ปัดสร้างอ่างเก็บน้ำวังโตนด ดึงน้ำรับดาต้าเซนเตอร์ บอกไม่เกี่ยวกันเลย

เลขาฯสภาพัฒน์ ออกโรงโต้! ปัดสร้างอ่างเก็บน้ำวังโตนด ดึงน้ำรับดาต้าเซนเตอร์ บอกไม่เกี่ยวกันเลย

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 18.42 น.

13 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าพบนายกรัฐมนตรี ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ว่า นายกฯ เรียกตนให้มาคุยเรื่องงาน โดยเฉพาะเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์ ไม่มีเรื่องการเจรจาภาษีสหรัฐฯ แต่อย่างใด โดยเป็นการหารือเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์ และอีก 2 – 3 เรื่อง

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในช่วงปลายของโครงการไทยช่วยไทยพลัส จะต้องมีโครงการอื่นเข้ามาเติมหรือไม่ นายดนุชา กล่าวว่า เป็นหนึ่งในเรื่องที่นายกฯเรียกตนมาพบ เพื่อให้ช่วยประสานเร่งโครงการที่เกี่ยวข้องกับชลประทาน ที่เป็นโครงการใหญ่ๆ ทั้งโครงการเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก ชัยนาท-ป่าสัก ป่าสัก-อ่าวไทย ที่จะต้องแก้ปัญหาภัยพิบัติน้ำท่วมในระยะยาว ปัจจุบันทั้งสองโครงการผ่านบอร์ดสภาพัฒน์ฯมาแล้ว แต่อยู่ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำลังประมวลเรื่องเพื่อจะนำเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) นายกฯ ฝากให้ตนไปช่วยประสาน ซึ่งทั้ง 2 โครงการมีกรอบวงเงินรวมกัน 2 แสนกว่าล้านบาท โดยจะใช้งบประมาณในส่วนของเงินกู้จากธนาคารโลก หรือธนาคารพัฒนาเอเชีย ส่วนโครงการด้านเศรษฐกิจ มี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คอยดูอยู่แล้ว ขณะที่เรื่องการลงทุนทั้งหลายรัฐต้องดูว่า โครงการไหนที่สำคัญ และให้เร่งออกมา

เมื่อถามถึงกรณีมีการคัดค้านโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำวังโตนด จ.จันทบุรี นายดนุชา กล่าวว่า ไม่ได้มีการคุยเรื่องนี้ แต่ยอมรับว่า เรื่องนี้มีทั้งบวกและลบ แต่ต้องไปดูว่าจะมีมาตรการลดผลกระทบอย่างไร ส่วนสามารถเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการ เช่น ลดขนาดพื้นที่ได้หรือไม่นั้น ในทางเทคนิคตนไม่ทราบ อย่างไรก็ตาม ตนเห็นในโซเชียลมีเดียมีการพูดถึงโครงการดังกล่าวกับเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์ ยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกัน แต่ยอมรับว่า ในภาคตะวันออกเรื่องน้ำถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องพยามเชื่อมอ่างเก็บน้ำหลายอ่างเพื่อให้มีน้ำเพียงพอสำหรับภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรม รวมถึงภาคครัวเรือน และหากตรวจสอบดูจะรู้ว่า พื้นที่การเพาะปลูกทุเรียนมีจำนวนเพิ่มขึ้นมาก จากที่เราส่งออกไปเยอะทำให้ชาวบ้านปลูกกันมากขึ้น และปฏิเสธไม่ได้ว่านอกจากดาต้าเซ็นเตอร์ พื้นที่ดังกล่าวยังมีอุตสาหกรรมอีกหลายอุตสาหกรรมที่สำคัญของประเทศอยู่ ต้องชั่งน้ำหนักกันให้ดี ส่วนที่ไปพูดกันในโซเชียลมีเดียว่าจะเอาน้ำไปให้ดาต้าเซ็นเตอร์นั้น ขอปฏิเสธว่าไม่ใช่ และไม่เข้าใจว่าไปออกลูกนั้นได้อย่างไร ตนไม่อยากจะไปวิจารณ์อะไร แต่เรื่องพวกนี้ต้องดูให้ดี

นายกฯ หารือปลัดกลาโหมสหรัฐฯ สานต่อสัมพันธ์ 193 ปี ตอกย้ำพันธมิตรสำคัญในภูมิภาค

นายกฯ หารือปลัดกลาโหมสหรัฐฯ สานต่อสัมพันธ์ 193 ปี ตอกย้ำพันธมิตรสำคัญในภูมิภาค

นายกฯ หารือปลัดกลาโหมสหรัฐฯ สานต่อสัมพันธ์ 193 ปี ตอกย้ำพันธมิตรสำคัญในภูมิภาค

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 18.04 น.

นายกฯ หารือปลัดกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ฝ่ายนโยบาย สานต่อสัมพันธ์ 193 ปี ตอกย้ำพันธมิตรสำคัญในภูมิภาค ผนึกกำลังปราบอาชญากรรมข้ามชาติ เดินหน้าความมั่นคงยุคใหม่ รับมือความท้าทายแห่งอนาคต

13 สิงหาคม 2569 ที่ห้องรับรอง ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายเอลบริดจ์ โคลบี (Mr. Elbridge Colby) ปลัดกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกาฝ่ายนโยบาย (Under Secretary of Defense for Policy) เข้าเยี่ยมคารวะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทย

นายกรัฐมนตรีกล่าวต้อนรับปลัดกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ฝ่ายนโยบาย ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก พร้อมแสดงความยินดีต่อพัฒนาการเชิงบวกของความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง

ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรียืนยันจุดยืนที่ชัดเจนของรัฐบาลไทยว่า ความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างไทยกับสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในเสาหลักของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน และไทยไม่มีนโยบายนำความร่วมมือด้านกลาโหมมาเป็นเงื่อนไขหรือเครื่องมือต่อรองในการเจรจาการค้า โดยการหารือด้านการค้าและความมั่นคงต่างดำเนินไปบนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกันและผ่านกลไกที่เกี่ยวข้องของแต่ละด้าน

ด้านความร่วมมือทางการทหาร นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า ไทยและสหรัฐฯ เป็นพันธมิตรที่มีความสัมพันธ์ยาวนานถึง 193 ปี โดยไทยให้ความสำคัญกับความเป็นพันธมิตรและหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์กับสหรัฐฯ มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่เพียงก่อให้เกิดประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศ แต่ยังมีส่วนสำคัญต่อสันติภาพ ความมั่นคง และเสถียรภาพของภูมิภาค ทั้งสองฝ่ายจึงควรร่วมกันเสริมสร้างความเป็นพันธมิตรไทย-สหรัฐฯ ให้เข้มแข็งและสอดรับกับบริบทระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งสามารถรับมือกับภัยคุกคามและความท้าทายด้านความมั่นคงรูปแบบใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้าน ปลัดกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กล่าวว่า ไทยเป็นพันธมิตรที่สำคัญของสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ให้ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อภูมิภาค และให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับประเทศที่มีหลักการและเป้าหมายร่วมกันในการธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและความมั่นคงของภูมิภาค พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงกับไทย เพื่อร่วมกันรับมือกับความท้าทายที่ซับซ้อนและสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยมุ่งเสริมสร้างขีดความสามารถในการรับมือกับความท้าทายด้านความมั่นคงสมัยใหม่ ควบคู่กับการพัฒนาขีดความสามารถและความทันสมัยของกองทัพ ตลอดจนต่อยอดความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศระหว่างกัน

สำหรับการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการพบหารือกับนายแคช พาเทล (Mr. Kash Patel) ผู้อำนวยการสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (Federal Bureau of Investigation: FBI) เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับการยกระดับความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติในภูมิภาค ซึ่งเป็นภัยคุกคามที่ทั้งสองประเทศให้ความสำคัญ

ในประเด็นสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สำหรับบทบาทเชิงสร้างสรรค์ในการสนับสนุนการคลี่คลายสถานการณ์ พร้อมยืนยันว่าไทยยังคงยึดมั่นในหลักกฎหมายระหว่างประเทศ หลักการเป็นเพื่อนบ้านที่ดี และการแก้ไขปัญหาอย่างสันติผ่านกลไกทวิภาคี รวมทั้งการปฏิบัติตามข้อตกลงกัวลาลัมเปอร์ (KL Accords) โดยมุ่งรักษาความสงบเรียบร้อย ความมั่นคง และเสถียรภาพในพื้นที่อย่างยั่งยืน

ด้านเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรียืนยันความมุ่งมั่นของไทยในการเร่งสรุปการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade) ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ โดยเร็วที่สุด

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ไทยพร้อมสานต่อความสัมพันธ์อันยาวนานและเสริมสร้างความเป็นพันธมิตรไทย-สหรัฐฯ ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น มุ่งขยายความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ และร่วมกันส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง และเสถียรภาพของภูมิภาคต่อไป

– 006

สีหศักดิ์ นำทีมภาครัฐและเอกชนไทยหารือที่กรุงมอสโก เตรียมพร้อมประชุม JC ไทย-รัสเซีย ครั้งที่ 9

สีหศักดิ์ นำทีมภาครัฐและเอกชนไทยหารือที่กรุงมอสโก เตรียมพร้อมประชุม JC ไทย-รัสเซีย ครั้งที่ 9

สีหศักดิ์ นำทีมภาครัฐและเอกชนไทยหารือที่กรุงมอสโก เตรียมพร้อมประชุม JC ไทย-รัสเซีย ครั้งที่ 9

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.58 น.

สีหศักดิ์ เป็นประธานการหารือกับผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนไทย ที่กรุงมอสโก เพื่อเตรียมเข้าร่วมการประชุม JC ครั้งที่ 9 

13 สิงหาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธานการหารือกับผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนไทย นำโดย นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และนายกิตติ ตั้งจิตรมณีศักดา รองประธานอาวุโสสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่กรุงมอสโก เพื่อเตรียมการเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย – รัสเซีย (JC) ครั้งที่ 9 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 14 สิงหาคม 2569 และการหารือระดับสูงกับฝ่ายรัสเซีย เพื่อขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจ ขยายการค้า การลงทุน และส่งเสริมโอกาสความร่วมมือในสาขาที่มีศักยภาพร่วมกัน

โสภณ สั่งเข้มยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยรัฐสภา คุมเข้ม บุคคล-ยานพาหนะ-สส.-ผู้ติดตาม ห้ามพกปืนเด็ดขาด

โสภณ สั่งเข้มยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยรัฐสภา คุมเข้ม บุคคล-ยานพาหนะ-สส.-ผู้ติดตาม ห้ามพกปืนเด็ดขาด

โสภณ สั่งเข้มยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยรัฐสภา คุมเข้ม บุคคล-ยานพาหนะ-สส.-ผู้ติดตาม ห้ามพกปืนเด็ดขาด

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.23 น.

โสภณ สั่งเข้มยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยรัฐสภา คุมเข้ม บุคคล-ยานพาหนะ-สส.-ผู้ติดตาม ห้ามพกปืนเด็ดขาด สแกนเข้า-ออก ไร้ข้อยกเว้น จ่อทำ MOU ร่วม ตำรวจ แลกเปลี่ยนข้อมูลด้านความปลอดภัย ยันไม่ได้ทำตามกระแส

เมื่อวันที่ 13 ส.ค.2569 ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุมมอบนโยบายยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยภายในอาคารรัฐสภาแก่ผู้บริหารของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร โดยมีนายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร  นายเจษ อนุกูลโภคารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักรักษาความปลอดภัย และผู้เกี่ยวข้องร่วมประชุม  

นายโสภณ กล่าวว่า ที่ผ่านมาสภาฯมีมาตรการรักษาความปลอดภัยอยู่แล้ว แต่อยากให้การปฏิบัติเข้มข้นขึ้น จึงอยากทบทวนและปรับปรุงระเบียบ รวมถึงเพิ่มมาตรการในทางปฏิบัติทั้งฝ่ายกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับที่เกี่ยวข้องให้ครอบคลุม สำหรับมาตรการคัดกรองบุคคลและยานพาหนะ รถยนต์เข้าออกอาคารรัฐสภาต้องมีบัตร หรือสติกเกอร์ได้รับอนุญาต หากไม่มีต้องแจ้งภารกิจและรับการตรวจสอบล่วงหน้า รถสาธารณะ แท็กซี่ รถจักรยานยนต์ และไรเดอร์รับ-ส่งอาหาร ต้องแลกบัตรก่อนเข้า และจอดรับ-ส่งในจุดที่กำหนดเท่านั้น

ประธานรัฐสภา กล่าวอีกว่า ส่วนบุคคลเข้า-ออกทุกคนต้องติดบัตรแสดงตนอย่างชัดเจน โดยเห็นว่ารัฐสภาควรมีมาตรฐานที่ชัดเจนและบังคับใช้อย่างเป็นระบบ ไม่ควรมีการยกเว้นเป็นรายกรณีจนทำให้มาตรการรักษาความปลอดภัยขาดประสิทธิภาพ ซึ่งผู้ที่เข้าภายในอาคารรัฐสภาทุกคนต้องผ่านเครื่องสแกนเอกซเรย์ ทั้ง สส., เจ้าหน้าที่, ผู้ติดตาม และบุคคลภายนอก โดยห้ามพกอาวุธปืนเข้าพื้นที่โดยเด็ดขาด หากพบจะถูกยึดทันทีและแจ้งผู้บังคับบัญชา พร้อมจัดสถานที่เก็บรักษาและการรับคืนตามหลักฐานและระเบียบที่กำหนด นอกจากนี้ ในส่วนของผู้ติดตามหรือบุคคลภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้อง ไม่อนุญาตให้เข้าห้องประชุมและห้องรับรอง สส. พร้อมจัดระบบสายตรวจเดินตรวจจุดเสี่ยงหรือจุดบอดต่าง ๆ ภายในรัฐสภาเพิ่มเติม

ประธานรัฐสภา กล่าวด้วยอีกว่า หลังจากนี้เตรียมจัดทำบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสานงานความปลอดภัย เพื่อให้การรับมือสถานการณ์และการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านความปลอดภัยมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมอบหมายฝ่ายกฎหมายทบทวนระเบียบเดิมและเสนอแนวทางปรับปรุง ก่อนประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบ

“การยกระดับครั้งนี้เป็นการเตรียมความพร้อมตามมาตรฐานสถานที่สำคัญของฝ่ายนิติบัญญัติอย่างเป็นระบบและให้รัดกุมที่สุด ไม่ได้ทำตามกระแสหรือเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง” นายโสภณ กล่าว

อธิบดีปกครอง สั่งสอบด่วน ปมมอบอาวุธปืนวันกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านเกาะพะงัน ขีดเส้น 7 วันรายงานผล

อธิบดีปกครอง สั่งสอบด่วน ปมมอบอาวุธปืนวันกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านเกาะพะงัน ขีดเส้น 7 วันรายงานผล

อธิบดีปกครอง สั่งสอบด่วน ปมมอบอาวุธปืนวันกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านเกาะพะงัน ขีดเส้น 7 วันรายงานผล

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.04 น.

“อธิบดีปกครอง”สั่งสอบด่วน ปมมอบอาวุธปืนวันกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านเกาะพะงัน ขีดเส้น 7 วันรายงานผล ย้ำมาตรการคุมปืนต้องเข้มงวด

13 สิงหาคม 2569 กรมการปกครอง (ปค.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) ออกเอกสารข่าวชี้แจงกรณีที่สื่อมวลชนเผยแพร่ภาพและข้อความเกี่ยวกับการจัดงานเลี้ยงฉลองครบรอบ 134 ปี “วันกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน” ในพื้นที่อำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีการนำอาวุธปืนลูกซองยาว จำนวน 5 กระบอก มาใช้เป็นของรางวัลจับสลาก มอบให้แก่ผู้โชคดีภายในงานนั้น

กรมการปกครอง ได้ให้ความสำคัญกับกรณีดังกล่าว และมีคำสั่งให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยเร่งด่วน เพื่อให้การดำเนินการเกี่ยวกับอาวุธปืนเป็นไปด้วยความถูกต้องตามกฎหมาย และสอดคล้องกับนโยบายของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่มุ่งยกระดับมาตรการควบคุมอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนให้มีประสิทธิภาพและรัดกุม ครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการอนุญาต การซื้อขาย การครอบครอง ตลอดจนการป้องกันและปราบปรามอาวุธปืนผิดกฎหมาย

โดยกรมการปกครองได้มีหนังสือด่วนที่สุดถึงจังหวัดสุราษฎร์ธานี ให้ระงับการมอบอาวุธปืนในงานดังกล่าว พร้อมทั้งให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยเฉพาะการดำเนินการของนายอำเภอและเจ้าหน้าที่หรือบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดงานและการนำอาวุธปืนมาใช้เป็นของรางวัล

ทั้งนี้ ได้กำหนดกรอบเวลาให้จังหวัดสุราษฎร์ธานี ดำเนินการตรวจสอบให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน และรายงานผลการตรวจสอบให้กรมการปกครองทราบโดยเร็ว เพื่อพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป หากพบว่ามีการกระทำใดไม่เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ หรือคำสั่งของทางราชการ จะดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และลงโทษอย่างเด็ดขาดต่อไป

(ข่าวที่เกี่ยวข้อง : สนั่นโซเชียล เพจดังแฉ ภาพงานเลี้ยง 134 ปี ‘กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน’ แจกปืนลูกซอง)

แสวง แจงไทม์ไลน์ อดีตพนักงาน กกต.รับเงินโอน 13 ครั้ง ไม่เกี่ยวเลือก สว. เป็นเลือกตั้ง สส.ปี 66

แสวง แจงไทม์ไลน์ อดีตพนักงาน กกต.รับเงินโอน 13 ครั้ง ไม่เกี่ยวเลือก สว. เป็นเลือกตั้ง สส.ปี 66

แสวง แจงไทม์ไลน์ อดีตพนักงาน กกต.รับเงินโอน 13 ครั้ง ไม่เกี่ยวเลือก สว. เป็นเลือกตั้ง สส.ปี 66

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.47 น.

“แสวง”แจงไทม์ไลน์ อดีตพนักงาน กกต.รับเงินโอน 13 ครั้ง ไม่เกี่ยวเลือก สว. เป็นเลือกตั้ง สส.ปี 66 อยู่ในช่วงเร่งพิจารณาสำนวนให้เสร็จภายใน 1 ปี

13 สิงหาคม 2569 นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวยืนยันกรณียังมีข้อสงสัยถึงการรับโอนเงินของอดีตพนักงานสอบสวนสำนักงาน กกต.จากบุคคลใน จ.อำนาจเจริญ จำนวน 13 ครั้งรวม 860,000 บาท ระหว่างวันที่ 1 เม.ย. – 22 ก.ค.2567 ว่า การตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า เงินดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการดำเนินการในสำนวนการเลือกตั้ง สส.ปี 2566 ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสำนวนการเลือก สว.ปี 2567 ตามที่มีการตั้งข้อสังเกต

โดยปี 2566 การเลือกตั้ง สส.มีขึ้นในวันที่ 14 พ.ค.2566 และ กกต.ประกาศรับรองผลเมื่อวันที่ 19 มิ.ย.2566 ซึ่งมีเรื่องร้องเรียนหรือร้องคัดค้านเกี่ยวกับการเลือกตั้ง สส.ที่ กกต.ต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี หรือภายในวันที่ 18 มิ.ย.2567 ซึ่งการโอนเงิน 13 ครั้งนั้น ครั้งที่ 1 – 11 เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1 – 19 เม.ย.2567 เป็นช่วงที่ยังไม่มีการเปิดรับสมัคร สว.และ กกต.อยู่ระหว่างพิจารณาสำนวนการเลือกตั้ง สส.ของ จ.อำนาจเจริญ ซึ่งยังอยู่ในกรอบเวลาการพิจารณา 1 ปี โดย กกต.มีมติให้สอบเพิ่มเติมในสำนวนดังกล่าว

สำนักงาน กกต.จึงมอบหมายให้คณะกรรมการสืบสวนส่วนกลางดำเนินการสอบเพิ่มเติม โดยมีคำสั่งมอบหมายเมื่อวันที่ 28 มี.ค.2567 และอดีตพนักงานสอบสวนที่ปรากฏเป็นข่าวเป็นหนึ่งในกรรมการสืบสวนชุดดังกล่าว ซึ่งสอดคล้องกับช่วงเวลาที่มีการโอนเงิน ส่วนการโอนครั้งที่ 12 ในวันที่ 1 มิ.ย.2567 แม้จะอยู่ในช่วงเปิดรับสมัคร สว.แล้ว แต่ยังไม่ถึงวันเลือก สว.ระดับอำเภอ และจากการตรวจสอบเรื่องร้องเรียนหรือร้องคัดค้านเกี่ยวกับการเลือก สว.ใน จ.อำนาจเจริญ จนถึงวันที่มีการโอนเงินครั้งดังกล่าว ไม่ปรากฏว่ามีเรื่องร้องเรียนที่เกี่ยวข้อง

ขณะที่การโอนครั้งที่ 13 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้าย เกิดขึ้นวันที่ 22 ก.ค.2567 หลัง กกต.ประกาศผลการเลือก สว.แล้ว และในช่วงดังกล่าวมีเรื่องร้องเรียนหรือร้องคัด ค้านเกี่ยวกับการเลือก สว.ใน จ.อำนาจเจริญ แต่จากการตรวจสอบพบว่า อดีตพนักงานสอบสวนรายดังกล่าวไม่ได้รับมอบหมายหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดทำสำนวนคดีเลือก สว.แต่อย่างใด

นายแสวง ยังยืนยันว่า เมื่อพิจารณาจากไทม์ไลน์การเลือกตั้งทั้ง สส.และ สว.รวมถึงการมอบหมายงานและการตรวจสอบสำนวนแล้ว อดีตพนักงานสอบสวนที่ปรากฏเป็นข่าวไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสำนวนการเลือก สว.และเงินที่ได้รับโอนไม่ได้เกี่ยวข้องกับสำนวนการเลือก สว.แต่เป็นการรับโอนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการในสำนวนการเลือกตั้ง สส.ปี 2566 ตามข้อเท็จจริงและช่วงเวลาที่ตรวจสอบได้

กลาโหม แจง สหรัฐตั้งโรงงานผลิตโดรนในไทย อยู่ขั้นตอนศึกษา-ประเมินความคุ้มค่า ยังไม่มีข้อตกลง 

กลาโหม แจง สหรัฐตั้งโรงงานผลิตโดรนในไทย อยู่ขั้นตอนศึกษา-ประเมินความคุ้มค่า ยังไม่มีข้อตกลง 

กลาโหม แจง สหรัฐตั้งโรงงานผลิตโดรนในไทย อยู่ขั้นตอนศึกษา-ประเมินความคุ้มค่า ยังไม่มีข้อตกลง 

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.42 น.

โฆษก กห. แจง จัดตั้งโรงงานผลิตโดรนสหรัฐฯ ในไทย อยู่ขั้นตอนศึกษา-ประเมินความคุ้มค่า ย้ำ ยังไม่มีข้อตกลง เจาะจงว่าจะต้องผลิตระบบใด

วันที่ 13 สิงหาคม 2569  ที่กระทรวงกลาโหม พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม ชี้แจง การเปิดให้สหรัฐตั้งโรงงานผลิตโดรนในไทยว่า จากการเดินทางเยือนสหรัฐฯ ของปลัดกระทรวงกลาโหม ถือเป็นโอกาสในการรับทราบข้อมูล เยี่ยมชมเทคโนโลยี และสร้างความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยมีศักยภาพที่สามารถพัฒนาและรองรับเทคโนโลยีระบบไร้คนขับต้นทุนต่ำ อาทิ LUCAS ได้ 

ทั้งนี้ ขอยืนยันว่า ยังไม่มีข้อตกลงหรือข้อผูกมัดหรือเจาะจงว่าจะต้องผลิตระบบใดระบบหนึ่งโดยตรง หรือการอนุมัติจัดตั้งโรงงานผลิตโดรนของสหรัฐฯ ในประเทศไทยแต่อย่างใด

การดำเนินการทุกอย่างยังอยู่ในขั้นศึกษารายละเอียดความเป็นไปได้ การประเมินความคุ้มค่า และกรอบการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ไทยจะได้รับประโยชน์สูงสุด

พลเรือตรี สุรสันต์ ย้ำว่า ที่ผ่านมา ไทยมีนโยบายผลักดันอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ซึ่งเทคโนโลยีระบบไร้คนขับ (Drone/UAV) เป็นหนึ่งในแนวคิดในการพัฒนาฯ โดยรัฐบาลและกระทรวงกลาโหมให้ความสำคัญสูงสุดกับการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศเพื่อเป้าหมาย “การพึ่งพาตนเองในระยะยาว”  จึงจำเป็นต้องศึกษาและเรียนรู้เทคโนโลยีจากประเทศที่มีความเชี่ยวชาญ ผ่านรูปแบบต่างๆ อาทิ นโยบายการชดเชยการนำเข้านวัตกรรม (Offset Policy) การถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) การร่วมผลิต (Co-production) ฐานการผลิต (Defense Industrial Base: DIB) และการร่วมลงทุน เพื่อยกระดับขีดความสามารถของกองทัพไทยและภาคอุตสาหกรรมไทย)