บำรุงราษฎร์ชี้ ‘โรคอ้วน’ วิกฤตสุขภาพคนไทย เปิดแนวทางจัดการน้ำหนักเพื่อสุขภาพดีอย่างยั่งยืน

บำรุงราษฎร์ชี้ ‘โรคอ้วน’ วิกฤตสุขภาพคนไทย  เปิดแนวทางจัดการน้ำหนักเพื่อสุขภาพดีอย่างยั่งยืน

บำรุงราษฎร์ชี้ ‘โรคอ้วน’ วิกฤตสุขภาพคนไทย เปิดแนวทางจัดการน้ำหนักเพื่อสุขภาพดีอย่างยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดข้อเท็จจริง ภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนในคนไทย ทำให้ประเทศเกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจมหาศาล  พบเกือบ 50% ของคนไทยมีน้ำหนักเกิน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนภาพคนไทยกำลังก้าวสู่สังคมอ้วนเร็วและแรงกว่าที่คิด

คนส่วนใหญ่ล้มเหลวในการลดน้ำหนัก ขณะที่บำรุงราษฎร์ให้บริการควบคุมน้ำหนักด้วยทางเลือกที่หลากหลายและครอบคลุม ด้วยแพทย์เฉพาะทางและทีมงานสหสาขาวิชาชีพ ที่ออกแบบการรักษาเฉพาะบุคคล และเป็นแห่งแรก ๆ ในโลกที่พัฒนาแนวทางการควบคุมดูแลน้ำหนักให้เหมาะสมด้วยการบุกเบิกนวัตกรรมส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหาร (ESG) โดยผสานเข้ากับการรักษาด้วยยา เผยแนวทางป้องกันโรคจากความอ้วนได้แท้จริง คือการคุมน้ำหนักที่ปลอดภัยและอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ พร้อมปรับวิถีชีวิต โภชนาการ การออกกำลังกาย การใช้ยา และหัตถการขั้นสูง

ดร. อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดเผยว่า จากรายงานของ World Obesity Federation (WOF) ระบุว่า ปี 2568 ประชากรทั่วโลกมากกว่า 800 ล้านคน ประสบปัญหาโรคอ้วน และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มสูงถึง 1,000 ล้านคน ภายในปี 2573 ขณะที่ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข รายงานว่า คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป มีน้ำหนักเกินและมีภาวะอ้วนสูงถึง 42.4% ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่ากังวลต่อสุขภาพในระยะยาว การมีน้ำหนักตัวที่เกินมาตรฐานไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของรูปลักษณ์ภายนอก แต่ยังเป็นปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงและเป็นประตูสู่โรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่อันตรายหลายชนิด เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด ไขมันพอกตับ และมะเร็งบางชนิด

ภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนในคนไทย ยังทำให้ประเทศเกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจมหาศาล โดยจากรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) และ WOF ประเมินว่าในปี 2019 (พ.ศ. 2562) ต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายจากภาวะโรคอ้วนของคนไทยได้สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึง 8.27 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 256,370 ล้านบาท (31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ) คิดเป็นมูลค่าราว 1.5% ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ปี 2562 ที่ 16.87 ล้านล้านบาท หรือเฉลี่ย 4,000 บาทต่อคน

จากปัญหาที่กำลังขยายตัวนี้ ทำให้การค้นหาวิธีการควบคุมน้ำหนักที่ถูกต้องและปลอดภัย เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาวจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนสำหรับคนไทย 

ดร.อาทิรัตน์ กล่าวต่อว่า โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ให้ความสำคัญกับการมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน และตระหนักถึงปัญหาของผู้มีน้ำหนักไม่สมดุล โดยโรงพยาบาลฯ ให้การดูแลรักษาเพื่อควบคุมน้ำหนักในมิติที่หลากหลาย ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทางและทีมงานสหสาขาวิชาชีพที่ร่วมกันออกแบบการรักษาเฉพาะบุคคล โดยพิจารณาปัจจัยทางด้านร่างกาย จิตใจ และสิ่งแวดล้อม รวมถึงมีนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ครอบคลุมทางเลือกการรักษาที่หลากหลาย ตั้งแต่การใช้ยา จนถึงการส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหาร และการผ่าตัด ควบคู่ไปกับการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ทั้งการควบคุมอาหารและการออกกำลังกาย เพื่อการรักษาที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุดและยั่งยืน 

พญ. นพวรรณ กิติวัฒน์ แพทย์ชำนาญการด้านโรคต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ชี้ให้เห็นว่า Weight Management คือการควบคุมดูแลน้ำหนักตัวให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับสุขภาพของแต่ละบุคคล ซึ่งเป็นกระบวนการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมและยั่งยืนในระยะยาว

การควบคุมดูแลน้ำหนักที่ประสบความสำเร็จและยั่งยืนต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างถาวร ทั้งด้านโภชนาการ การออกกำลังกาย การจัดการความเครียด และพฤติกรรมการใช้ชีวิต ในบางกรณีที่การปรับพฤติกรรมอย่างเดียวไม่เพียงพอ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มี BMI มากกว่าหรือเท่ากับ 27.5 (สำหรับคนในกลุ่มอาเซียน) รวมถึงมี BMI มากกว่าหรือเท่ากับ 25 และมีโรคร่วมแทรกซ้อน เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือไขมันในเลือดผิดปกติ การรักษาด้วยยาในกลุ่ม GLP-1RA (ปากกาลดน้ำหนัก) จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยยับยั้งความอยากอาหาร ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ และสนับสนุนให้ผู้ป่วยมีแรงจูงใจในการปรับพฤติกรรม อย่างไรก็ตาม การใช้ยาจำเป็นต้องอยู่ภายใต้การดูแลและแนะนำจากแพทย์อย่างใกล้ชิดเพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุด และต้องใช้ควบคู่กับการปรับพฤติกรรมเพื่อให้การลดน้ำหนักประสบความสำเร็จและยั่งยืน

รศ.คลินิก นพ. ทศพล เกิดศิริชัยรัตน์ FACG, FASGE แพทย์ชำนาญการด้านทางเดินอาหาร-ตับ และการส่องกล้องขั้นสูง โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า โรคอ้วนเป็นภาวะทางการแพทย์ที่ซับซ้อนซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินอาหารโดยตรง โรคอ้วนก่อให้เกิด “ภัยเงียบ” หลายอย่างที่คนส่วนใหญ่ไม่ตระหนักถึง ได้แก่ โรคกรดไหลย้อน (GERD) โรคไขมันพอกตับที่ไม่มีแอลกอฮอล์เป็นสาเหตุ (NAFLD) นิ่วในถุงน้ำดี และมะเร็งหลายชนิด

สำหรับผู้ป่วยที่การปรับพฤติกรรมและการใช้ยาไม่ได้ผลตามเป้าหมาย การรักษาด้วยการส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหาร (Endoscopic Sleeve Gastroplasty: ESG) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกการรักษาที่ได้รับการยอมรับ โดยเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มี BMI 30-40 หรือ BMI มากกว่าหรือเท่ากับ 35 ร่วมกับโรคประจำตัวที่ยังไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยวิธีอื่น การส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหารไม่ใช่การผ่าตัดใหญ่ ทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็ว ไม่มีแผลเป็นที่หน้าท้อง และสามารถลดน้ำหนักส่วนเกินได้เฉลี่ย 15-20% ภายใน 1-2 ปี ทั้งนี้ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ให้การรักษาด้วยวิธีส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหารร่วมกับการใช้ยาในกลุ่ม GLP-1RA (ปากกาลดน้ำหนัก) ในการรักษาโรคอ้วน ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยบางรายสามารถลดน้ำหนักได้มากถึง 44% ซึ่งเป็นหนึ่งในสถิติที่ดีที่สุดในโลก

นอกจากนี้ ยังมีการผ่าตัดลดน้ำหนักซึ่งเป็นทางเลือกสำหรับผู้ป่วยที่มีค่า BMI สูงมาก ได้แก่ การผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหาร (Laparoscopic Sleeve Gastrectomy) สำหรับผู้ป่วยที่มี BMI มากกว่า 30 และการผ่าตัดเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของกระเพาะอาหารและลำไส้ให้มีขนาดเล็กลง (Roux-en-Y Gastric Bypass) สำหรับผู้ที่มี BMI มากกว่า 40 ซึ่งช่วยจำกัดปริมาณอาหารที่รับประทาน กระตุ้นความอยากอาหารน้อยลง และส่งผลให้น้ำหนักลดลง อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือผู้ป่วยต้องผ่านการประเมินอย่างละเอียดจากทีมแพทย์เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ป่วยมีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ และเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตหลังการรักษา

พญ. มรกต สุวรรณการ แพทย์ชำนาญการด้านโภชนศาสตร์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวเสริมว่า การควบคุมน้ำหนักที่ประสบความสำเร็จมาจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอย่างถาวร โดยจุดเริ่มต้นอยู่ที่การสร้างความตระหนักรู้ การปรับสภาพแวดล้อม การตั้งเป้าหมายที่สมจริง และการสร้างแรงจูงใจจากภายใน ปัจจุบันผู้ป่วยส่วนใหญ่มีความเข้าใจผิดว่าการลดน้ำหนักคือการลดตัวเลขบนเครื่องชั่งเพียงอย่างเดียว โดยไม่ตระหนักถึงอันตรายต่อสุขภาพ เช่น การสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ หรือการมีมวลไขมันสูงแม้ว่า BMI จะปกติ ดังนั้น การประเมินเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริงและออกแบบแผนการรักษาที่เหมาะสม

การดูแลน้ำหนักตัวให้เหมาะสม ถือเป็นการลงทุนในสุขภาพที่สำคัญที่สุด ซึ่งครอบคลุมถึงสภาพจิตใจ ความสุข และคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งนับเป็น “Health Resolution” ที่สำคัญสำหรับปีใหม่ เพราะเป็นการลงทุนให้ตัวเองที่จะนำมาซึ่งการมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน

‘เด็กธรรมดา’ จากโครงการไฟ-ฟ้า โดย ทีทีบี กำลังใช้ศิลปะเปลี่ยนโลก

‘เด็กธรรมดา’ จากโครงการไฟ-ฟ้า โดย ทีทีบี กำลังใช้ศิลปะเปลี่ยนโลก

‘เด็กธรรมดา’ จากโครงการไฟ-ฟ้า โดย ทีทีบี กำลังใช้ศิลปะเปลี่ยนโลก

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ไฟ-ฟ้า โดย ทีทีบี เปิดพื้นที่ให้สังคมได้มองเห็นพลัง ความฝัน และศักยภาพของเยาวชน ผ่านนิทรรศการ fai-fah Art Exhibition 2026 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

จากเด็กธรรมดาที่ไม่เคยคิดว่างานศิลปะของตัวเองจะถูกจัดแสดงในหอศิลป์ แต่วันนี้ผลงานของพวกเขากำลังถูกมองเห็นในพื้นที่จัดแสดงศิลปะใจกลางเมือง และกำลังบอกเล่าเรื่องราวของ “การเปลี่ยนแปลง” ในแบบของเด็ก ๆ ที่ค่อย ๆ เติบโตจากการได้ลงมือทำ ได้เรียนรู้ และได้เชื่อมั่นในคุณค่าของตัวเอง

มาริสา จงคงคาวุฒิ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หัวหน้าสื่อสารและภาพลักษณ์องค์กร ทีทีบี 

ไฟ-ฟ้า โดย ทีทีบี เดินหน้าจัดนิทรรศการศิลปะระดับประเทศ “fai-fah Art Exhibition 2026” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ซึ่งในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด The Ordinary – We CHANGE “เราอาจธรรมดา…แต่เรากำลังเปลี่ยนแปลงโลกในแบบของเรา” โดยในปีนี้ได้ขยายพื้นที่จัดแสดงสู่ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) เพื่อเปิดโอกาสให้ผลงานศิลปะของเด็กไฟ-ฟ้าออกจากห้องเรียน สู่สายตาสาธารณชนได้อย่างแท้จริง และช่วยให้ผู้ชมเข้าถึงผลงานศิลปะของเด็ก ๆ ได้ง่ายขึ้น

นิทรรศการ fai-fah Art Exhibition 2026 ที่เพิ่งปิดฉากลงไป สะท้อนให้เห็นถึงพลัง ความคิดสร้างสรรค์ และการเติบโตของเด็กไฟ-ฟ้าอย่างชัดเจน ผ่านผลงานศิลปะที่ไม่ได้เป็นเพียงผลลัพธ์ของทักษะ แต่คือเรื่องราวของการเรียนรู้ การค้นหาตัวตน และการเปลี่ยนแปลงจากภายใน ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ชมหลากหลายกลุ่ม และสร้างแรงบันดาลใจให้สังคมได้มองเห็นคุณค่าของ “เด็กธรรมดา” ในมุมที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

มาริสา จงคงคาวุฒิ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หัวหน้าสื่อสารและภาพลักษณ์องค์กร ทีทีบี กล่าวว่า “การจัดนิทรรศการในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการยกระดับพื้นที่จัดแสดงผลงานศิลปะ แต่คือการเปิดพื้นที่ให้เด็กธรรมดาได้ส่งเสียงและแสดงตัวตนของตัวเองออกสู่สังคม โดยทีทีบีต้องการให้สังคมได้เห็นว่า เด็กทุกคนล้วนมีศักยภาพในการสร้างสรรค์งานศิลปะที่ลึกซึ้งและเปี่ยมความหมาย หากได้รับโอกาสและพื้นที่ที่เหมาะสมในการแสดงออก”

ในขณะเดียวกัน เด็ก ๆ เองก็ได้สัมผัสความภาคภูมิใจจากการที่ผลงานของตนได้รับการยอมรับ ได้เรียนรู้ความรับผิดชอบและบทบาทของการเป็น “ผู้ให้” เพราะรายได้จากการจำหน่ายผลงานจะนำเข้าสู่มูลนิธิทีทีบี เพื่อส่งต่อโอกาสให้กับเด็กคนอื่น ๆ ต่อไป  ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด Make REAL Change ของ ทีทีบี ที่เชื่อว่าความสำเร็จของนิทรรศการไม่ได้วัดจากจำนวนผู้เข้าชมเพียงอย่างเดียว แต่คือการที่ผู้ชมได้เข้าใจความหมายของผลงาน ได้แรงบันดาลใจ และมองเห็นคุณค่าของ “เด็กธรรมดา” ซึ่งเป็นพลังสำคัญของการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน

ความตื้นตันใจของเด็กธรรมดาในช่วงวัยกำลังค้นหาตัวเอง

น้องมูนิต -นายธราธิป แสงวิเชียร เด็กไฟ-ฟ้าจากศูนย์เรียนรู้ไฟ-ฟ้า จันทน์ เล่าว่า จากเป็นเด็กที่เงียบ ๆ ชอบอยู่กับตัวเอง เมื่อมีโอกาสเข้าร่วมโครงการไฟ-ฟ้า โดย ทีทีบี และได้พบกับเพื่อน ๆ ที่ชอบในสิ่งเดียวกัน ทำให้ตัวเองมีความร่าเริงสดใสมากขึ้น ซึ่งโครงการไฟ-ฟ้า เป็นพลังจุดประกายการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่ให้โอกาสในการศึกษา รวมถึงวัสดุ อุปกรณ์ และบุคลากรประกอบการเรียนรู้ที่ครบครัน ทำให้ได้ทดลองสร้างผลงานในทุก ๆ รูปแบบ โดยเริ่มจากความคิดและจินตนาการธรรมดา ๆ จากสิ่งที่มองเห็นรอบตัวออกมาเป็นผลงานที่มอบแรงบันดาลใจให้ผู้พบเห็น นอกจากนี้ ยังได้นำความสามารถของตัวเองไปช่วยเหลือสาธารณประโยชน์ โดยการวาดรูป ทาสีกำแพงของชุมชน เพื่อความสวยงามและสามารถเป็นจุดแลนด์มาร์กกระตุ้นการท่องเที่ยวได้อีกด้วย

เช่นเดียวกับ น้องใบหม่อน–นางสาวภัทรธิดา หมายดี เด็กไฟ-ฟ้าจากศูนย์เรียนรู้ไฟ-ฟ้า บางกอกน้อย เล่าว่า การได้มีโอกาสนำผลงานมาจัดแสดงในเวทีสาธารณะเป็นครั้งที่ 3 เป็นประสบการณ์ที่ทั้งตื่นเต้นและสร้างความภาคภูมิใจอย่างมาก เพราะผลงานไม่ได้แค่อยู่ในห้องเรียนอีกต่อไป แต่ได้สื่อสารกับผู้คนในหลากหลายมุมมอง ทำให้ต้องทุ่มเท และใส่ใจต่อสิ่งที่ถ่ายทอดออกไป และกล้าที่จะเติบโตผ่านความคิดเห็นจากสังคม

ไฟ-ฟ้า ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ฝึกทักษะศิลปะ แต่ช่วยเปิดมุมมองใหม่ให้เห็นว่า ศิลปะไม่ได้จำกัดอยู่แค่บนผืนผ้าใบ หากแทรกซึมอยู่ในสิ่งรอบตัว ตั้งแต่วัตถุในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงแนวคิดและกระบวนการคิดที่อยู่เบื้องหลัง ทำให้ได้ลองทำงานศิลปะหลากหลายรูปแบบ และค้นพบศักยภาพของตัวเองอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ ครูแจ๋ม–นางสาวสุพัตรา จันทราภรณ์ ครูอาสาสมัครคลาสศิลปะ กล่าวว่า “เด็กในยุคดิจิทัลเติบโตมากับภาพการ์ตูน เกม และโซเชียลมีเดีย ซึ่งสะท้อนออกมาในงานศิลปะที่เต็มไปด้วยคาแรกเตอร์และพลังบทบาทของครูจึงไม่ใช่การกำหนดกรอบ แต่คือการช่วยให้เด็กได้ “ถอด” ตัวตนจากสิ่งที่เขาชื่นชอบ มาสู่การค้นหาลายเส้นและคาแรกเตอร์ที่เป็นของตัวเอง”

ความพิเศษของศูนย์เรียนรู้ไฟ-ฟ้า คือการยึดเด็กเป็นศูนย์กลางและเปิดพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กได้กล้าคิด กล้าพูด และกล้าแสดงออก การได้เห็นผลงานของเด็ก ๆ ถูกจัดแสดงในหอศิลป์กลางเมือง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เด็กหลายคนไม่เคยคิดว่างานของตัวเองจะมาได้ถึงจุดนี้ ถือเป็นความภาคภูมิใจและแรงผลักดันสำคัญในการเติบโตของเด็ก ๆ

ไฟ-ฟ้า โดย ทีทีบี ยังคงมุ่งมั่นจุดประกายเยาวชนและชุมชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน ไม่ใช่การผลักให้เด็กต้องเก่งเหนือใคร แต่คือการสร้างความเท่าเทียมทางโอกาส ให้เด็กธรรมดาค่อย ๆ เติบโตเป็นคนที่เห็นคุณค่าในตัวเอง มีศักยภาพ และสามารถส่งต่อสิ่งดี ๆ กลับคืนสู่สังคม

ติดตามกิจกรรมและการเดินทางของ ไฟ-ฟ้า โดย ทีทีบี ได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการเรียนรู้ การเติบโต และพลังการเปลี่ยนแปลงของเยาวชนไทย ได้ทางเฟซบุ๊กเพจ fai-fah by ttb หรือติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางเว็ปไซด์ http://www.ttbfoundation.org

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ชาวนาอยากเรียนรู้

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ชาวนาอยากเรียนรู้

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ชาวนาอยากเรียนรู้

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

               ณ หมู่บ้านเกษตรกรรมแห่งหนึ่ง ในประเทศไทย มีชาวนาสูงอายุผู้ขยันขันแข็งชื่อลุงทอง ซึ่งสนใจเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เมื่อลุงทองเห็นลูกหลานนั่งเล่นเกมในโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์อย่างสนุกสนาน จึงสนใจและอยากเรียนรู้บ้าง

               ลุงทองไปปรึกษาคนรู้จักหลายคน แต่ละคนก็ให้คำแนะนำที่แตกต่างกันไป เช่น คนเฒ่าคนแก่หลายคนบอกว่า “ลุงทองแก่แล้ว อีกไม่กี่วันก็ตาย อย่าไปเรียนรู้ให้ยากเลย” ชาวต่างชาติคนหนึ่งบอกว่า “การใช้คอมพิวเตอร์ต้องรู้ภาษาอังกฤษ ลุงทองไม่รู้ภาษาอังกฤษใช้ไม่ได้หรอก” นายธนาคารเตือนว่า “ระวังไวรัสและการหลอกลวงนะ” หนุ่มสาวรุ่นใหม่บอกว่า “ต้องเรียนรู้ปัญญาประดิษฐ์ เช่น Gemini, Copilot, ChatGPT” พระท่านหนึ่งให้กำลังใจว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น” ส่วนเด็ก ๆ บอกว่า “ใช้คอมพิวเตอร์เล่นเกมสนุกมากเลย”

                ลุงทองฟังคำแนะนำมากมายจนสับสน แต่แล้วก็ตัดสินใจที่จะทดลองเรียนรู้ด้วยตัวเอง ลุงทองขอให้หลานๆ ช่วยสอนวิธีเปิดคอมพิวเตอร์และใช้โปรแกรมพื้นฐาน เด็กๆ ดีใจมากที่ปู่สนใจ เพราะจะได้มาเล่นเกมกับหลาน พวกเด็กๆ ตั้งใจสอนให้ปู่รู้จัก การหาข้อมูลจาก กูเกิล Google และ เจมมินี่ Gemini

                ลุงทองฝึกฝน แบบลองผิดลองถูก ในที่สุดก็สามารถใช้คอมพิวเตอร์ได้คล่องแคล่ว ชีวิตของลุงทองก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เขาสามารถติดต่อกับเพื่อน เข้าถึงข้อมูลทางการเกษตรได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลสภาพอากาศ พยากรณ์โรคพืช ราคาผลผลิต หรือเทคโนโลยีการเกษตรใหม่ๆ ลุงทองนำข้อมูลเหล่านี้มาประยุกต์ใช้ในการทำเกษตร ทำให้ผลผลิตมีคุณภาพดีขึ้นและขายได้ราคามากขึ้น 

ชาวนายุคใหม่สนใจเทคโนโลยี 

               ข้อคิด  :  การเรียนรู้ตลอดชีวิต ( Lifelong Learning) คือการหาความรู้ความชำนาญในด้านต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เกิดไปจนสิ้นชีวิต   

               นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ไม่มีใครแก่เกินเรียน การเปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จะนำมาซึ่งโอกาสและความสำเร็จในชีวิต

                                                                                                           อาทร  จันทวิมล

คุณแหน : 23 มกราคม 2569

คุณแหน : 23 มกราคม 2569

คุณแหน : 23 มกราคม 2569

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • มิตรสหายร่วมยินดีกับ รศ.ดร.ภก.สุมนต์ สกลไชย ที่ได้รับโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็น นายกสภามหาวิทยาลัยบูรพา เป็นสมัยที่ 2..
  • ศ.ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดี ม.เชียงใหม่ เป็นประธานในพิธีประกาศเกียรติคุณและเชิดชูเกียรตินักศึกษาเก่า ม.เชียงใหม่ดีเด่น ประจำปี 2568 คณะเภสัชศาสตร์ มช. ให้ ภญ.ศิริเพ็ญ พันธ์ศรีทุม สาขาบริการสังคม และ ภก.คณิตศักดิ์ จันทราพิพัฒน์ สาขาบริการสังคม โดยมี ศ.ปฏิบัติ ดร.ภก.สุพัฒน์ จิรานุสรณ์กุล ร่วมยินดี..
  • ยินดีกับผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมอบรมหลักสูตรผู้นำการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล รุ่นที่ 9 อาทิ ทศพล เผื่อนอุดม, พล.ท.พงษ์ศักดิ์ หมื่นกล้าหาญ, นรศักดิ์ สุขสมบูรณ์, อรัญญา พรไชยะ, กุลวรา โชติพันธุ์โสภณ, สุพจน์ คำเหลือง, ภัทรลดา สง่าแสง, ภิญญู กำเนิดหล่ม, จรัสศรี พหลโยธิน, จิตติมา ใสบริสุทธิ์, น.ต.หญิง พญ.สุรางคณา เตชะไพฑูรย์, วิศาล จิรภาพงพันธ์, อนุกูล เย็นใจ, ดร.ชานนท์ ชิงชยานุรักษ์, ผศ.ดร.ชาย รังสิยากูล, ชุมศิริ ดิสถาพร, ศิริพร โรจนสุกาญจน, ดร.ตฤณวรรธน์ ธนิตนิธิพันธ์, วิไลหงษ์ แซ่เจีย, ดร.ธารินี สุรัตพิพิธ, ธิฐิมา พัฒนวลา, ดร.นริศรา รวมศิริวัฒนกุล, นพ.สุทธิภาศ พงศ์มณี, นพ.อดินันท์ กิตติรัตนไพบูลย์, ภญ.ปาริชาติ แคล้วปลอดทุกข์, เพชรรัตน์ กองบุญมา, รับพร พรหมวงศานนท์, ชญาณเดช ปรียวัฒธนากุล..
  • ศ. (พิเศษ) ดร.เรวัต ฉ่ำเฉลิม ประธานคณะกรรมการควบคุม รร.กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย เป็นประธานเปิดงาน BCC Scholar Market 2026 โดยมี ดร.วิชัย สีสุด ให้การต้อนรับ งานนี้มีผู้บริหารจากสมาคมศิษย์เก่ากรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ร่วมด้วย อาทิ บุญเลิศ เหลียงกอบกิจ, น.สพ.วิศรา โชคดีทวีอนันต์, อังกูร วงศ์กลธูต, อนุชิต จตุรงคปัญญา, บุญส่ง พึงพิพัฒน์..
  • ชาว ปธพ.1 ร่วมยินดีกับ นพ.ชัยวัฒน์ บำรุงกิจ ที่ได้รับโปรดเกล้าฯ เป็น ศาสตราจารย์ ในสาขาวิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่..
  • มร.มาร์ทิน ชเวงค์ บจ.เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) เป็นผู้ส่งมอบเงินบริจาคให้กับสภากาชาดไทย จากแคมเปญเปลี่ยนยอดจองรถยนต์ในงาน Motor Expo 2025 เป็นยอดบริจาค เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะ จ.สงขลาและจ.ใกล้เคียง โดยมี จันทร์ประภา วิชิตชลชัย รับมอบ..
  • แม้จะมีงานยุ่ง รศ.ทรงกลด จารุสมบัติ วันเกิดปีนี้ได้ร่วมทำบุญช่วยเด็กพิการของมูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ..
  • พจนารถ เหลืองประเสริฐ (ครูแจง) ครูสอนชี่กงขั้นสูง สอนชี่กง 3 ท่าสำหรับแขน ไหล่ คอ ข้อมือ นิ้ว ชมได้ที่ https://youtu.be/snOURBZfFBs?si=MasBojgq0cvvt-PH..

น้องใหม่

กองทุนพัฒนาสื่อฯ สรุปบทเรียนเวที 5 ภาค ปูพรม ‘ทุนเชิงพื้นที่กระจายทุนสู่ชุมชน – สร้างภูมิคุ้มกันภัยไซเบอร์’

กองทุนพัฒนาสื่อฯ สรุปบทเรียนเวที 5 ภาค ปูพรม 'ทุนเชิงพื้นที่กระจายทุนสู่ชุมชน - สร้างภูมิคุ้มกันภัยไซเบอร์'

กองทุนพัฒนาสื่อฯ สรุปบทเรียนเวที 5 ภาค ปูพรม ‘ทุนเชิงพื้นที่กระจายทุนสู่ชุมชน – สร้างภูมิคุ้มกันภัยไซเบอร์’

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.24 น.

‘กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้าง สรรค์’ สรุปบทเรียนเวที 5 ภาค นำไปสู่ทศวรรษใหม่ ปูพรม”ทุนเชิงพื้นที่กระจายทุนสู่ชุมชน” – “สร้างภูมิคุ้มกันภัยไซเบอร์” จุดเปลี่ยนสำคัญสื่อไทย

กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ (Thai Media Fund) เปิดเวทีใหญ่สังเคราะห์บทเรียนสำคัญระดับประเทศ ในงานสรุปผลการดำเนินโครงการเวทีส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ปี 2568 ภายใต้แนวคิด “Media Ecosystem for Change” ณ โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ โดยนำผลสัมฤทธิ์จากการลงพื้นที่ระดมความเห็น 5 ภูมิภาค สรุปสถานการณ์สื่อไทย พร้อมประกาศปรับทิศทางการให้ทุนสู่รูปแบบ“ทุนเชิงพื้นที่” ลดขั้นตอนเอกสารเพื่อเปิดทางให้ชุมชนเข้าถึงง่ายขึ้น พร้อมเปิดเวทีเสวนาดึงผู้บริหารสื่อรัฐ-เอกชน ร่วมระดมสมองฝ่าวิกฤตความเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์สื่อ

ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เปิดเผยว่า การก้าวสู่ปีที่ 10 ของกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์จะดำเนินงานภายใต้การวิเคราะห์ข้อมูลจริง (Data-Driven) จากการลงพื้นที่เก็บข้อมูลอย่างเข้มข้นใน 4 ภูมิภาคหลัก (เหนือ, อีสาน, กลาง/ตะวันออก/ตะวันตก และใต้) ตลอดเดือนพฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งนำมาสู่การค้นพบช่องว่างสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข

เปิดผลวิจัยเจาะลึก: ภาคกลางตื่นรู้สูงสุด-ภูมิภาคยังเหลื่อมล้ำ จากการสังเคราะห์บทเรียน 5 ภาค กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ พบข้อมูลที่น่ากังวล 3 ประการ คือ กับดัก “Information Scrolling”: พฤติกรรมคนไทยเปลี่ยนไปสู่การเสพสื่อแบบ “เลื่อนผ่านๆ” เน้นความรวดเร็วจากคลิปสั้น (Short Video) ขาดการตรวจสอบที่มา ทำให้ข่าวปลอม (Fake News) แพร่กระจายได้ง่ายที่สุดในยุคนี้ความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่: ผลสำรวจชี้ชัดว่า “ภาคกลาง” มีดัชนีการรับรู้เรื่องสื่อปลอดภัยสูงสุด (ค่าเฉลี่ย 3.81) ในขณะที่ภาคอีสานและภาคใต้ ยังมีระดับการรับรู้ที่ต้องเร่งพัฒนา (ค่าเฉลี่ย 3.30 และ 3.39 ตามลำดับ)

ภัยหลอกลวงออนไลน์: มีสถิติพุ่งสูงขึ้นสวนทางกับทักษะการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัลของประชาชน ปูพรม “ทุนเชิงพื้นที่” : ลดพิธีการ-หนุนคนตัวเล็ก เพื่อลดช่องว่างดังกล่าว กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จึงประกาศปรับกลยุทธ์ปีนี้ โดยเน้น “การสนับสนุนทุนเชิงพื้นที่” เปลี่ยนจุดโฟกัสจากการจัดอีเวนต์ใหญ่ในเมือง ลงลึกสู่โรงเรียน วัด และชุมชนท้องถิ่น

ปลดล็อกระเบียบ: ปรับลดความซับซ้อนของเอกสารสำหรับผู้ขอทุนบุคคลธรรมดา จากเดิมที่ต้องใช้เอกสารราชการจำนวนมาก เหลือเพียงการยื่น “Concept Paper” (เอกสารนำเสนอแนวคิด) สั้นๆ 2-3 หน้า  มีเป้าหมาย: เพื่อเปิดโอกาสให้ ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้นำชุมชน และคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดสร้างสรรค์แต่ไม่ถนัดงานเอกสาร สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้จริง โดยมีกองทุนฯเป็น”นั่งร้าน”สนับสนุน

ผนึก 3 กูรู เจาะลึก “Media Ecosystem for Change” ไฮไลต์สำคัญของงาน คือเวทีเสวนาหัวข้อ “Media Ecosystem for Change: รวมพลังเครือข่าย ร่วมสร้างนิเวศสื่อสร้างสรรค์ เพื่อการเปลี่ยนแปลง” ซึ่งเป็นการระดมสมองเพื่อหาทางออกให้สื่อไทยรอดพ้นวิกฤต Disruption โดยมีวิทยากรทรงคุณวุฒิระดับประเทศร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองอย่างเข้มข้น

ดร.ชำนาญ งามมณีอุดม รองผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์: ฉายภาพทิศทางใหม่ของกองทุนฯ ที่จะมีความยืดหยุ่น (Agility) มากขึ้น เพื่อให้ทันต่ออัลกอริทึมและแพลตฟอร์มที่เปลี่ยนทุกวัน

คุณกนกพร ประสิทธิ์ผล ผู้อำนวยการสำนักสื่อดิจิทัล ไทยพีบีเอส (Thai PBS): สะท้อนมุมมองสื่อสาธารณะในการปรับตัวเข้าหาคนรุ่นใหม่ และการใช้เทคโนโลยีเพื่อขยายฐานผู้ชมโดยไม่ทิ้งอุดมการณ์

คุณธนกร วงษ์ปัญญา บรรณาธิการข่าวไทย สำนักข่าว The Standard: นำเสนอมุมมองจากสื่อออนไลน์เอกชน ถึงความท้าทายในการผลิตคอนเทนต์คุณภาพท่ามกลางสมรภูมิความเร็ว และการสร้างรายได้ที่ยั่งยืน เกราะป้องกันสังคม: สู้ภัย AI-ปกป้องเด็กจากหน้าจอ

นอกจากนี้ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ยังเตรียมแผนรับมือภัยคุกคามจาก AI (Deepfake) โดยบูรณาการร่วมกับ กระทรวงดิจิทัลฯ (DES), สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ กสทช. พร้อมผลักดันวาระสำคัญ “ปกป้องเด็กและเยาวชนจากหน้าจอ” โดยเตรียมถอดบทเรียนกฎหมายจากต่างประเทศ มาประยุกต์ใช้ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวง พม. เพื่อคืนวัยใสและพัฒนาการที่เหมาะสมให้กับเด็กไทย

“ภารกิจในทศวรรษหน้า คือการเปลี่ยนจาก ผู้เสพสื่อ ให้กลายเป็น พลเมืองที่ตื่นรู้ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ พร้อมเป็นกลไกกลางเชื่อมประสานทุกภาคส่วน เพื่อสร้างระบบนิเวศสื่อที่ดีและปลอดภัยอย่างยั่งยืน” ดร.ธนกร กล่าวทิ้งท้าย

-(016)

ปลัด อว. นำทีมถก ‘Queen Mary University of London’ สร้างมาตรฐานการอุดมศึกษาไทยสู่มาตรฐานสากล

ปลัด อว. นำทีมถก 'Queen Mary University of London' สร้างมาตรฐานการอุดมศึกษาไทยสู่มาตรฐานสากล

ปลัด อว. นำทีมถก ‘Queen Mary University of London’ สร้างมาตรฐานการอุดมศึกษาไทยสู่มาตรฐานสากล

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.56 น.

ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวง อว. ได้หารือร่วมกับ คณะผู้บริหารจาก Queen Mary University of London สหราชอาณาจักร และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและความคืบหน้าเกี่ยวกับความร่วมมือด้านการจัดการศึกษาในรูปแบบการศึกษาข้ามพรมแดน (Transnational Education: TNE) ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญในการส่งเสริมความเป็นสากลของระบบอุดมศึกษาไทย ณ ห้องประชุม 3A ชั้น 3 อาคารพระจอมเกล้า สป.อว. (โยธี)

หลังการหารือ ศ.ดร.ศุภชัย เปิดเผยว่า ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับรูปแบบการดำเนินความร่วมมือด้านการศึกษาข้ามพรมแดน (Transnational Education) โดยเฉพาะรูปแบบ “Flying Faculty” ซึ่งเป็นรูปแบบที่สถาบันอุดมศึกษาจากสหราชอาณาจักรมีประสบการณ์ในการดำเนินงานร่วมกับสถาบันคู่ความร่วมมือในต่างประเทศ ผ่านการมีส่วนร่วมของคณาจารย์จากสถาบันเจ้าของหลักสูตรในการจัดการเรียนการสอน การร่วมพัฒนาหลักสูตร การกำกับดูแลด้านวิชาการ และการประกันคุณภาพการศึกษาให้เป็นไปตามมาตรฐานของสถาบันต้นทาง

ปลัดกระทรวง อว. กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกัน ยังได้แลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการความร่วมมือระหว่าง Queen Mary University of London และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการหารือทั้งในระดับนโยบายและระดับวิชาการอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการได้รับการสนับสนุนจากโครงการ Thailand–UK Transnational Education (TNE) Exploratory Grant ประจำปี พ.ศ. 2568–2569 ซึ่งบริหารจัดการโดย British Council ร่วมกับกระทรวง อว. เพื่อสนับสนุนการสำรวจรูปแบบและความเป็นไปได้ของความร่วมมือด้านการศึกษาข้ามพรมแดนระหว่างสถาบันอุดมศึกษาของทั้งสองประเทศ

ด้าน Queen Mary University of London ได้กล่าวถึงแนวปฏิบัติที่ดี จากการดำเนินโครงการการศึกษาข้ามพรมแดน (Transnational Education) ในสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งมีการดำเนินความร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาในหลายพื้นที่ อาทิ ความร่วมมือด้านหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน ณ กรุงปักกิ่ง การดำเนินหลักสูตรร่วมด้านชีวเวชศาสตร์ ณ เมืองหนานชาง รวมถึงความร่วมมือด้านวิศวกรรมศาสตร์และวัสดุศาสตร์ ณ เมืองซีอาน และการขยายการจัดการศึกษาในรูปแบบสถาบันร่วม ณ มณฑลไห่หนาน ซึ่งเป็นประสบการณ์การดำเนินงานด้านการศึกษาข้ามพรมแดน (Transnational Education) ในรูปแบบ Flying Faculty ควบคู่กับการออกแบบหลักสูตรร่วม การส่งคณาจารย์จากสหราชอาณาจักรเข้าร่วมการเรียนการสอนในประเทศคู่ความร่วมมือ การกำกับมาตรฐานทางวิชาการจากส่วนกลาง และการดำเนินงานภายใต้กรอบกฎหมายและบริบทของประเทศเจ้าภาพ ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นข้อมูลประกอบการแลกเปลี่ยนในเชิงแนวคิดและบทเรียนเชิงปฏิบัติ

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับกรอบกฎหมาย ระเบียบ และแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาในรูปแบบการศึกษาข้ามพรมแดน (Transnational Education) ในประเทศไทย รวมถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการนำหลักสูตรจากมหาวิทยาลัยต่างประเทศเข้ามาเปิดการเรียนการสอนในประเทศ ซึ่งเป็นประเด็นที่สถาบันอุดมศึกษาต่างประเทศให้ความสนใจในการพิจารณาความเป็นไปได้ของการดำเนินโครงการในระดับสถาบัน

ทั้งนี้ การหารือดังกล่าวสะท้อนถึงความร่วมมือทางวิชาการระหว่างประเทศไทยและสหราชอาณาจักรที่มีความต่อเนื่องและหลากหลายมิติ และเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติ เพื่อประกอบการพิจารณาแนวทางการพัฒนาความร่วมมือด้านการศึกษาข้ามพรมแดนในอนาคต อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการศึกษา การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการศึกษาที่มีมาตรฐานสากลของประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป

-(016)

เที่ยวไทยมุมใหม่! ททท. ชวนเปิดแผนที่ Hidden Destinations

เที่ยวไทยมุมใหม่! ททท. ชวนเปิดแผนที่ Hidden Destinations

เที่ยวไทยมุมใหม่! ททท. ชวนเปิดแผนที่ Hidden Destinations

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.28 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ตลาดในประเทศ เดินหน้าขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทย เปิดตัวแคมเปญ “LIVE HERE” Stay a little longer, Live a little deeper อยู่ต่ออีกนิด.. ใช้ชีวิตให้ลึกซึ้งกว่าเดิม มุ่งเฟ้นหาแหล่งท่องเที่ยวที่ซ่อนอยู่ (Hidden Destinations) และเรื่องราวที่ยังไม่ถูกเล่า (New Story) จากทั่วประเทศไทย ภายใต้ยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวปี 2569 ที่มุ่งเน้นการสร้างมูลค่ามากกว่าปริมาณ หรือ Value Over Volume เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวไทยสู่ประสบการณ์ที่มีความหมายและทรงคุณค่าอย่างยั่งยืน

จากพฤติกรรมนักท่องเที่ยวยุคใหม่ พบว่าในปี 2569 นักเดินทางเริ่มมองหา “ประสบการณ์ที่ลึกกว่า” มากกว่า การเดินทางไปยังสถานที่ยอดนิยม โดยให้ความสำคัญกับการใช้เวลาอยู่กับพื้นที่จริง และการค้นหาจุดหมายที่ยังไม่พลุกพล่าน เทรนด์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่านักท่องเที่ยวหันมาให้คุณค่ากับพื้นที่ที่เงียบสงบ ยังไม่ถูกค้นพบ และสามารถถ่ายทอดตัวตนผ่านการเดินทางได้อย่างแท้จริง จึงทำให้ Lesser-Known Destination ไม่ได้เป็นเพียงแค่จุดหมายทางเลือก แต่ถูกยกระดับให้กลายเป็น “Unseen Destination ที่สร้าง Unforgettable Experience” ส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทาง การใช้เวลาในพื้นที่ยาวนานขึ้น และการสร้างความผูกพันกับจุดหมายปลายทางอย่างมีความหมาย ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของโครงการ LIVE HERE ที่ชวนให้ทุกคน “อยู่ต่ออีกนิด และใช้ชีวิตให้ลึกซึ้งกว่าเดิม”

นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. กล่าวว่า “แผนการตลาดในประเทศปี 2569  มุ่งผลักดันการท่องเที่ยวไทยตลอดทั้งปีภายใต้แนวคิด “Value is the New Volume” ที่เน้นดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ โดยมีแผนขับเคลื่อนการท่องเที่ยวจากพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไปใน 5 รูปแบบหลัก ได้แก่ 1.การฟื้นฟูจิตใจและให้รางวัลชีวิต 2.การหนีความวุ่นวายสู่ความสงบ 3.การทำคอนเทนต์ เช็กอิน ลิ้มรสอาหารท้องถิ่น 4.การแสวงหาประสบการณ์ทางกาย ใจและอารมณ์ และ 5.การท่องเที่ยวหรูหราเชิงอนุรักษ์ เป้าหมายหลักของเราคือทำให้คนไทย สร้างความสุขได้ทันทีที่ออกเดินทาง โดยโครงการ LIVE HERE จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ ผ่านการสร้างสรรค์เส้นทางท่องเที่ยวใหม่ ๆ ที่เน้นคุณภาพและคุณค่า ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวซ้ำ แต่ยังเป็นการกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างทั่วถึง”

ไฮไลต์สำคัญของโครงการคือ แคมเปญประกวดเฟ้นหา 10 เส้นทางแหล่งท่องเที่ยวใหม่ “THAILAND UNTOLD” เพื่อค้นหาจุดหมายปลายทางที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์แต่ยังไม่เคยปรากฏในรีวิวมาก่อน โดย ททท. จะนำเส้นทางเหล่านี้มาต่อยอดให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่ทรงพลัง ช่วยสร้างความโดดเด่นและเพิ่มความหลากหลายให้กับแผนที่ท่องเที่ยวไทย ทั้งนี้ จึงขอเชิญชวน Local Creators และ Local Photographers หรือผู้ที่สนใจทั่วประเทศไทยที่มีความหลงใหลในพื้นที่ท้องถิ่น มาร่วมถ่ายทอดมุมมองใหม่ผ่านภาพถ่ายและเรื่องราว

ในแคมเปญ THAILAND UNTOLD โดยเปิดรับสมัครผลงานตั้งแต่วันที่ 21 ม.ค. – 25 ก.พ. 2569 ผู้ชนะ 10 เส้นทาง จะได้รับเงินรางวัลมูลค่ารวมกว่า 350,000 บาท พร้อมโอกาสในการเผยแพร่ผลงานผ่านสื่อเว็บไซต์ที่มีชื่อเสียง ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดและสมัครได้ที่ Facebook Page: LIVE HERE  หรือ Line OA: @LiveHere

ททท. มุ่งหวังว่า โครงการ LIVE HERE จะเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญในการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ส่งเสริมการใช้เวลาเดินทางอย่างมีคุณค่า สร้างความผูกพันระหว่างนักท่องเที่ยวกับชุมชน และร่วมกันต่อยอด “Hidden Destinations” ของไทยให้กลายเป็นจุดหมายที่สร้างความหมายและความภาคภูมิใจให้กับประเทศในระยะยาว

‘เอส แอนด์ พี’ สนับสนุนอาหารพระราชทานแก่ประชาชนที่เข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

'เอส แอนด์ พี' สนับสนุนอาหารพระราชทานแก่ประชาชนที่เข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

‘เอส แอนด์ พี’ สนับสนุนอาหารพระราชทานแก่ประชาชนที่เข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 12.53 น.

มณีสุดา ศิลาอ่อน ประธานเจ้าหน้าที่สำนักพัฒนาความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) มอบผลิตภัณฑ์ S&P จำนวน 8,980 ชิ้น เพื่อสนับสนุนและให้บริการแก่ประชาชนที่เดินทางเข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในการนี้ พล.อ.ต.จักรพงษ์ หอมไกรลาส อธิบดีกรมสนับสนุน และอรทัย สกุณี รองผู้อำนวยการกองพระเครื่องต้น สำนักพระราชวัง  ให้เกียรติรับมอบ ณ บริเวณเต็นท์อาหารพระราชทาน ท้องสนามหลวง         

เอส แอนด์ พี ขอมีส่วนร่วมสนับสนุนอาหารพระราชทาน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่หลั่งไหลมาร่วมแสดงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย

BRAND’S สานต่อ “แบรนด์เก็บกลับ” ปี 2569 ลดขยะสร้างมูลค่าเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม

BRAND'S สานต่อ “แบรนด์เก็บกลับ” ปี 2569  ลดขยะสร้างมูลค่าเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม

BRAND’S สานต่อ “แบรนด์เก็บกลับ” ปี 2569 ลดขยะสร้างมูลค่าเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.34 น.

บริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำตลาดอาหารเสริมสุขภาพภายใต้ตราผลิตภัณฑ์แบรนด์ (BRAND’S) ในประเทศไทยและอินโดไชน่า ร่วมกับ กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร และกลุ่มกิจกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมกล่องวิเศษ เดินหน้าสานต่อโครงการ “แบรนด์เก็บกลับ” (Triple B: BRAND’S Bring Back) ประจำปี 2569 อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ของความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคสังคม เพื่อส่งเสริมการจัดการขยะตั้งแต่ต้นทางในสถานศึกษาและปลูกฝังจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมแก่เยาวชนผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ พร้อมกันนี้ ยังได้จัดพิธีมอบโล่เกียรติยศแก่โรงเรียนนำร่อง 10 แห่ง ที่เข้าร่วมโครงการฯ ปี 2568 เพื่อเชิดชูความสำเร็จในการพัฒนาระบบการจัดการขยะและจัดตั้งธนาคารขยะภายในโรงเรียน ณ ห้องประชุมศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช ชั้น 2 อาคารกรมควบคุมมลพิษ

นางสาวเพียงจิต ศรีประสาธน์ รองประธานบริหารอาวุโสฝ่ายทรัพยากรบุคคลและบรรษัทสัมพันธ์ ประเทศไทยและอินโดไชน่า บริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “โครงการ ‘แบรนด์เก็บกลับ’ เกิดขึ้นจากความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม ภายใต้ค่านิยม ‘Giving Back to Society’ (การตอบแทนกลับคืนสู่สังคม) โดยตระหนักถึงความท้าทายด้านการจัดการขยะที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเล็งเห็นว่าสถานศึกษาเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการปลูกฝังจิตสำนึกและพฤติกรรมการจัดการขยะที่ถูกต้องแก่เยาวชน บริษัทฯ จึงร่วมกับกล่องวิเศษริเริ่มโครงการดังกล่าว เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเยาวชนในการคัดแยกขยะและดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นการลงมือปฏิบัติจริงสามารถนำไปปรับใช้ได้ทั้งในบริบทของโรงเรียนและชีวิตประจำวัน พร้อมผนึกกำลังกับหน่วยงานภาครัฐในการขับเคลื่อนการจัดการขยะตั้งแต่ต้นทางอย่างเป็นระบบในสถานศึกษา สำหรับการดำเนินโครงการ “แบรนด์เก็บกลับ” ประจำปี 2568 โครงการได้สนับสนุนและต่อยอดการจัดตั้งธนาคารขยะในโรงเรียนนำร่อง ผ่านกิจกรรมค่ายอบรมเชิงปฏิบัติการ การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการติดตามประเมินผลร่วมกับภาคีเครือข่าย พร้อมมอบโล่เกียรติยศแก่โรงเรียนนำร่องจำนวน 10 โรงเรียน ตามระดับผลการดำเนินงาน เพื่อเชิดชูความสำเร็จด้านการพัฒนาระบบการจัดการขยะ นอกจากนี้ โครงการฯ ยังได้มอบชุดสื่อการเรียนรู้ด้านการคัดแยกขยะให้แก่โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครจำนวน 437 โรงเรียน และถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านกิจกรรมค่ายอบรมเชิงปฏิบัติการ พร้อมสนับสนุนชุดสื่อการเรียนรู้ด้านการจัดตั้งธนาคารขยะแก่นักเรียนกว่า 5,600 คน จากโรงเรียนนำร่องทั้ง 10 แห่ง”

จากการติดตามและประเมินผล พบว่าโรงเรียนนำร่องทุกแห่งสามารถนำองค์ความรู้ไปริเริ่มโครงการด้านการบริหารจัดการขยะในโรงเรียนใหม่ หรือพัฒนาต่อยอดโครงการเดิมให้มีความเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยโรงเรียนที่ได้รับโล่เกียรติยศระดับดีเลิศ ได้แก่ โรงเรียนวัดสมณานัมบริหาร, โรงเรียนสามัคคีบำรุง, โรงเรียนวัดบำเพ็ญเหนือ และ โรงเรียนสุเหร่าทับช้าง ระดับดีมาก ได้แก่ โรงเรียนวัดหนองใหญ่, โรงเรียนวัดปฐมบุตรอิศราราม, โรงเรียนวัดหลักสี่ (ทองใบทิวารีวิทยา) และ โรงเรียนลำพะอง (ราษฎร์จำเริญบำรุง)
และระดับดี ได้แก่ โรงเรียนสามแยกคลองหลอแหล และ โรงเรียนวัดกำแพง ทั้งนี้ ความสำเร็จจากการดำเนินโครงการฯ ในปี 2568 นี้ได้นำไปสู่การสานต่อโครงการฯ ในปี 2569 โดยบริษัทฯ ยังคงมุ่งขยายผลการจัดการขยะตั้งแต่ต้นทางในสถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ และกรุงเทพมหานคร ผ่านการคัดเลือกโรงเรียนในสังกัดสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร เข้าร่วมเป็น 10 โรงเรียนเท่ ไม่เทรวม

โรงเรียนที่เข้าร่วมจะได้รับการสนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ ได้แก่กิจกรรมค่ายอบรมเชิงปฏิบัติการทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ชุดสื่อการเรียนรู้ด้านการจัดตั้งธนาคารขยะ ทุนสนับสนุนการดำเนินงานด้านการจัดการขยะภายในโรงเรียน และกิจกรรมประกวดสื่อการเรียนรู้การจัดการขยะผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนเป็นกลไกสำคัญในการถ่ายทอดองค์ความรู้และต่อยอดสู่ครอบครัวและชุมชน ทั้งนี้ ทางโครงการฯ จะติดตามและประเมินผลตลอดระยะเวลาโครงการ เพื่อมอบรางวัลเกียรติยศตามระดับการพัฒนาเมื่อสิ้นสุดโครงการฯ นอกจากนี้นี้ ในปี 2569 โครงการฯ ยังได้เพิ่มการปลูกจิตสำนึกและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมผ่านช่องทางการสื่อสารที่เข้าถึงเยาวชนในวงกว้าง ได้แก่ Facebook และ YouTube เพื่อขยายผลการเรียนรู้สู่ครอบครัวและชุมชนโดยรอบได้มากยิ่งขึ้น

นายจิระพงษ์ คูหากาญจน์ รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า “กรมควบคุมมลพิษมีภารกิจหลักในการกำกับดูแลและขับเคลื่อนการจัดการขยะของประเทศให้เป็นไปตามนโยบายและแผนด้านสิ่งแวดล้อม โดยโครงการ ‘แบรนด์เก็บกลับ’ ถือเป็นตัวอย่างของความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนในการส่งเสริมการจัดการขยะตั้งแต่ต้นทางในสถานศึกษากับกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ ให้เห็นความสำคัญของการคัดแยกขยะจากต้นทาง เพื่อนำขยะรีไซเคิลกลับมาเป็นทรัพยากรหมุนเวียนต่อไป ทั้งนี้ ในปีที่ผ่านมา กรมควบคุมมลพิษได้ร่วมสนับสนุนการดำเนินโครงการฯ ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการจัดการขยะโดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ รวมถึงการเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการพิจารณาและประเมินผลการดำเนินงานของโรงเรียนที่เข้าร่วม เพื่อให้การดำเนินงานสอดคล้องกับทิศทางการจัดการขยะของประเทศ สำหรับการสานต่อโครงการฯ ในปี 2569 กรมควบคุมมลพิษยังคงพร้อมให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการจัดการขยะ และการร่วมติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของโรงเรียนที่เข้าร่วม เพื่อส่งเสริมการจัดการขยะตั้งแต่ต้นทางในสถานศึกษาอย่างยั่งยืน”

นางเลิศลักษณ์ ลีลาเรืองแสง รองปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า “กรุงเทพมหานครดำเนินนโยบายด้านการจัดการขยะ โดยให้ความสำคัญกับการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง ภายใต้นโยบาย ‘ไม่เทรวม’ และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ซึ่งสถานศึกษาถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และปลูกฝังพฤติกรรมการจัดการขยะที่ถูกต้องให้แก่เยาวชน โครงการ ‘แบรนด์เก็บกลับ’ นับเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือที่สำคัญระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคีเครือข่าย ที่ช่วยสนับสนุน การดำเนินงานด้านการจัดการขยะของโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครอย่างเป็นรูปธรรม โดยที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครได้ให้การสนับสนุนทั้งในด้านการประชาสัมพันธ์โครงการ การส่งมอบสื่อการเรียนรู้ด้านการจัดการขยะแก่โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร การสนับสนุนวิทยากรถ่ายทอดองค์ความรู้ รวมถึงการเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสินและประเมินผลการดำเนินงานของโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการฯ เพื่อให้การดำเนินงานสอดคล้องกับนโยบายด้านการจัดการขยะของกรุงเทพมหานคร ในปี 2569 กรุงเทพมหานครยังคงพร้อมสนับสนุนการต่อยอดโครงการ ‘แบรนด์เก็บกลับ’ อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมการจัดการขยะตั้งแต่ต้นทางในสถานศึกษา และขยายผลการเรียนรู้ไปสู่ครอบครัวและชุมชนในพื้นที่อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง”

ทั้งนี้ โครงการ “แบรนด์เก็บกลับ” (Triple B: BRAND’S Bring Back) ประจำปี 2569 เปิดรับสมัครโรงเรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลาย สังกัดสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2569  โดยโรงเรียนที่ผ่านการคัดเลือกจะได้รับการสนับสนุนกิจกรรมค่ายอบรมเชิงปฏิบัติการ การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการจัดการขยะและการพัฒนาระบบธนาคารขยะภายในโรงเรียน รวมถึงการเข้าร่วมกิจกรรมประกวดคลิปวิดีโอภายใต้แนวคิด “โรงเรียนเท่ ไม่เทรวม” เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และการมีส่วนร่วมด้านการจัดการขยะของนักเรียน ครู และชุมชนโดยรอบ

โรงเรียนที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมกิจกรรมโครงการผ่านแบบฟอร์มออนไลน์ได้ที่ https://forms.gle/FspwHNa3ChJjU2mv9  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 061-887-1188 หรือแอด LINE หมายเลข 061-887-1188 และสามารถติดตามข่าวสารกิจกรรมโครงการฯ ได้ที่ Facebook Page – Triple B : BRAND’S BRING BACK: แบรนด์เก็บกลับ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลำธารน้อยอยากไหลให้ถึงทะเล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลำธารน้อยอยากไหลให้ถึงทะเล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลำธารน้อยอยากไหลให้ถึงทะเล

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.33 น.

                 กาลครั้งหนึ่ง ที่ประเทศเปอร์เชีย มีลำธารสายเล็กๆ มีน้ำใสไหลเย็น บนภูเขาสูง ลำธารน้อยมีความปรารถนาอยากไหลไปพบทะเลอันกว้างใหญ่

                 ระหว่างทาง น้ำในลำธารต้องไหลผ่านโขดหินแหลมคม บางครั้งถูกบังคับให้เลี้ยวคดเคี้ยว ผ่านท้องทุ่ง และแก่งผาสูงชัน น้ำไหลเชี่ยวกราก อย่างยากลำบาก แต่ลำธารก็ไม่ยอมแพ้ ยังคงไหลต่อไปอย่างอดทน

                 วันหนึ่ง ลำธารไหล มาถึงทะเลทรายอันกว้างใหญ่ ผืนทรายร้อนระอุพยายามดูดกลืนน้ำของแม่น้ำ ยิ่งลึกเข้าไปในทะเลทราย น้ำก็ยิ่งหายไปจนแทบไม่เหลือ

                 ลำธารน้อยรู้สึกท้อใจ “เราจะไหลไปให้ถึงทะเลได้อย่างไร ในเมื่อข้างหน้าไม่มีลู่ทางให้น้ำไหลต่อได้เลย”

                 ทันใดนั้น ลมทะเลพัดมา กระซิบเบาๆ ว่า “หากเจ้าไม่สามารถไหลผ่านทะเลทรายได้ ก็จงลองหาวิธีใหม่โดยเปลี่ยนรูปแบบของตัวเอง”

                 ลำธารคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตัดสินใจทำในสิ่งแปลกประหลาด ที่ผู้อื่นอาจคิดไม่ถึง น้ำในลำธาร ยอมระเหยกลายเป็นไอ กลายเป็นเมฆลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า แล้วลมก็พัดก้อนเมฆข้ามทะเลทรายอันกว้างใหญ่ไปได้ อย่างสง่างาม

                เมื่อถึงทะเล ไอน้ำได้กระทบความเย็น ก็กลั่นตัวเป็นเม็ดฝน หยดลงสู่ทะเลกว้าง ดังความตั้งใจที่รอคอยมานานแสนนาน

                ลำธารน้อยได้เรียนรู้ว่า การจะไปถึงเป้าหมายในบางครั้ง ไม่ใช่โดยการดื้อดึงหัวชนฝน หรือใช้วิธีเดิมที่เคยทำมา แต่อาจจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงแก้ไข วิธีการให้เหมาะสม

                นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : การที่จะทำสิ่งใดให้สำเร็จ อาจจำเป็นต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงวิธีการ และรูปแบบ ให้เหมาะสม ผู้ที่ไม่สามารถปรับตัวได้อาจตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้สูญเสีย

                เรียบเรียงจากนิทานเปอร์เชียของชาวซูฟีแถบตะวันออกกลาง เรื่อง แม่น้ำที่อยากไปถึงทะเล (River that Wanted to Reach the Sea)

อาทร จันทวิมล