JPS CLUB (เจพีเอส คลับ) โดย ยัสปาล กรุ๊ป มอบเงินบริจาค จำนวน 100,000 บาท แก่มูลนิธิรามาธิบดี โครงการเพื่อผู้ป่วยยากไร้

JPS CLUB (เจพีเอส คลับ) โดย ยัสปาล กรุ๊ป มอบเงินบริจาค จำนวน 100,000 บาท แก่มูลนิธิรามาธิบดี โครงการเพื่อผู้ป่วยยากไร้

JPS CLUB (เจพีเอส คลับ) โดย ยัสปาล กรุ๊ป มอบเงินบริจาค จำนวน 100,000 บาท แก่มูลนิธิรามาธิบดี โครงการเพื่อผู้ป่วยยากไร้

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.47 น.

JPS CLUB (เจพีเอส คลับ) โปรแกรมสมาชิกจากยัสปาล กรุ๊ป นำโดย พีรศักดิ์ กลั่นหอม ผู้อำนวยการฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ ยัสปาล กรุ๊ป หรือ บริษัท ยัสปาล จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย นลินี เรืองวิทยานุกูล ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร ยัสปาล กรุ๊ป มอบเงินบริจาค จำนวน 100,000 บาท ให้แก่มูลนิธิรามาธิบดี โครงการเพื่อผู้ป่วยยากไร้ โดยได้รับเกียรติจาก พรรณสิรี คุณากรไพบูลย์ศิริ ผู้จัดการมูลนิธิรามาธิบดีฯ เป็นผู้รับมอบ โดยกิจกรรมในครั้งนี้ ทาง JPS CLUB ได้จัดขึ้นในโอกาสฉลองครบรอบ 3 ปี พร้อมได้เชิญชวนสมาชิกให้มีส่วนร่วมในการนำคะแนนมาแลก เป็นเงินบริจาค เพื่อสมทบทุนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการทำบุญในครั้งนี้อีกด้วย

จากเศษอาหารสู่เหรียญทอง เด็กประถมราชินีบน รังสรรค์นวัตกรรมสีรักษ์โลก คว้ารางวัลระดับประเทศ

จากเศษอาหารสู่เหรียญทอง เด็กประถมราชินีบน  รังสรรค์นวัตกรรมสีรักษ์โลก คว้ารางวัลระดับประเทศ

จากเศษอาหารสู่เหรียญทอง เด็กประถมราชินีบน รังสรรค์นวัตกรรมสีรักษ์โลก คว้ารางวัลระดับประเทศ

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.03 น.

เวทีนักประดิษฐ์ระดับประเทศต้องจับตา เมื่อผลงานนวัตกรรมของนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนปลาย สร้างความประทับใจให้กับคณะกรรมการด้วยการพลิก “เศษอาหารไร้ค่า” ให้กลายเป็นผลงานสร้างสรรค์ด้านศิลปะ จนคว้ารางวัลเหรียญทองจากการประกวดสิ่งประดิษฐ์ระดับเยาวชน Thailand New Gen Inventors Award 2026 : I-New Gen Junior Award 2026 ภายในงาน “วันนักประดิษฐ์” ประจำปี 2569 จัดโดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม  ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

ผลงานที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ คือ “สีโปสเตอร์จากขยะอาหาร (Food Waste Poster Paints)” ผลงานนวัตกรรมของนักเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะระดับประถมศึกษา โรงเรียนราชินีบน โดยมี ด.ญ.ณฤดี ศรีอมรกิจกุล และ ด.ญ.ชณาภา สุภารัตนสิทธิ์ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 เป็นผู้ประดิษฐ์คิดค้น ภายใต้การให้คำปรึกษาและดูแลอย่างใกล้ชิดจาก สุมิตรา อุ่นเปีย ครูที่ปรึกษา

ดร.เย็นฤทัย จงถนอม พร้อมด้วย ดร.เพลินพักตร์ เทศน้อย ผู้บริหารโรงเรียนราชินีบน และ สุมิตรา อุ่นเปีย ครูที่ปรึกษาร่วมแสดงความยินดีกับสองนักเรียนคนเก่ง ด.ญ.ณฤดี ศรีอมรกิจกุล และ ด.ญ.ชณาภา สุภารัตนสิทธิ์

แนวคิดของผลงานเกิดจากการนำขยะอินทรีย์ในชีวิตประจำวัน อาทิ เปลือกผลไม้ เปลือกไข่ ใบไม้แห้ง และเศษอาหารที่หมดอายุ ซึ่งมักถูกทิ้งโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์ มาพัฒนาเป็นสีโปสเตอร์สำหรับงานศิลปะ ผ่านกระบวนการทางธรรมชาติที่ปลอดภัยต่อผู้ใช้และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สีที่ได้มีความหลากหลาย สามารถปรับระดับความเข้มอ่อน และนำไปใช้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะได้บนวัสดุพื้นผิวที่หลากหลาย

ด.ญ.ณฤดี ศรีอมรกิจกุล นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 เปิดเผยความรู้สึกว่า “หนูรู้สึกดีใจและภูมิใจมากค่ะ ไม่คิดเลยว่าเศษอาหารใกล้ตัวจะสามารถนำมาพัฒนาเป็นสีสำหรับงานศิลปะ และพาผลงานไปคว้ารางวัลในเวทีระดับประเทศ โครงงานนี้ทำให้หนูได้เรียนรู้การทำงานเป็นทีม การทดลอง และการเห็นคุณค่าของทรัพยากร รวมถึงความสำคัญของการดูแลสิ่งแวดล้อม ขอขอบคุณคุณครูที่ปรึกษา โรงเรียน และทุกกำลังใจที่สนับสนุนพวกเรามาโดยตลอดค่ะ”

ผลงาน “สีโปสเตอร์จากขยะอาหาร” สะท้อนการบูรณาการองค์ความรู้แบบ STEAM Education ผสานศิลปะ วิทยาศาสตร์ และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับแนวคิด Zero Waste และ BCG Economy (Bio–Circular–Green Economy) ซึ่งเป็นทิศทางสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผลงานชิ้นนี้ได้รับการพิจารณาให้คว้ารางวัล เหรียญทอง จากเวทีการประกวดสิ่งประดิษฐ์ระดับเยาวชนในครั้งนี้

ความสำเร็จดังกล่าวนับเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ถึงศักยภาพของเยาวชนไทย ที่สามารถนำองค์ความรู้และความคิดสร้างสรรค์มาต่อยอดเป็นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์สังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมก้าวสู่การเป็นนักคิด นักสร้างสรรค์ และนักประดิษฐ์รุ่นใหม่ของประเทศในอนาคตอย่างมั่นคง

กลุ่มเซ็นทรัล ตอกย้ำผู้นำด้าน ESG ยกระดับ Green Transportation ขับเคลื่อนนวัตกรรมและเทคโนโลยี สู่เป้าหมาย Net Zero 2050

กลุ่มเซ็นทรัล ตอกย้ำผู้นำด้าน ESG ยกระดับ  Green Transportation  ขับเคลื่อนนวัตกรรมและเทคโนโลยี สู่เป้าหมาย Net Zero 2050

กลุ่มเซ็นทรัล ตอกย้ำผู้นำด้าน ESG ยกระดับ Green Transportation ขับเคลื่อนนวัตกรรมและเทคโนโลยี สู่เป้าหมาย Net Zero 2050

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.52 น.

 การขนส่งและโลจิสติกส์ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของระบบเศรษฐกิจ และเปรียบเสมือน “เส้นเลือดหลัก” ของธุรกิจค้าปลีกและบริการ ขณะเดียวกันก็เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่มีการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสัดส่วนสูงของภาคธุรกิจ ท่ามกลางความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนผ่านระบบการขนส่งจึงไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นโจทย์เชิงโครงสร้างที่ภาคธุรกิจต้องร่วมรับผิดชอบอย่างจริงจัง

ในฐานะผู้นำธุรกิจค้าปลีกและบริการที่มีเครือข่ายการดำเนินงานครอบคลุมทั่วประเทศ กลุ่มเซ็นทรัลและบริษัทในเครือ ได้แก่ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC, บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN และ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL / เซ็นทารา ตระหนักดีว่ากระบวนการขนส่งสินค้าเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่มีการใช้พลังงานและการปล่อยคาร์บอนในสัดส่วนสูงของภาคธุรกิจ การยกระดับระบบโลจิสติกส์จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน แต่เป็นการลงทุนเชิงโครงสร้างที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สร้างคุณค่าร่วมให้กับสังคม และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

จากแนวคิดดังกล่าว กลุ่มเซ็นทรัลจึงกำหนดให้การขับเคลื่อน Green Transportation เป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญขององค์กร ผ่านการส่งเสริมนวัตกรรม การใช้พลังงานสะอาด เทคโนโลยีที่เป็นมิตรและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการนำนวัตกรรมด้านข้อมูล (Data) และเทคโนโลยีอัจฉริยะมาใช้ในการบริหารจัดการระบบขนส่งและโลจิสติกส์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดการสูญเสีย และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050

ขณะเดียวกัน กลุ่มเซ็นทรัลและบริษัทในเครือยังมุ่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวร่วมกับพันธมิตรด้านโลจิสติกส์ที่มีแนวทางด้านความยั่งยืนสอดคล้องกัน พร้อมส่งเสริมมาตรฐานการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ การบำรุงรักษายานพาหนะอย่างเหมาะสม และการพัฒนาทักษะพนักงานขับรถให้ขับขี่อย่างปลอดภัย ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอนของการปฏิบัติงาน

พิชัย  จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า “สำหรับกลุ่มเซ็นทรัล ความยั่งยืนไม่ใช่โครงการระยะสั้น แต่เป็นกรอบความคิดในการดำเนินธุรกิจระยะยาว เราเชื่อว่าการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันไม่อาจแยกออกจากความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมได้ และบทบาทขององค์กรขนาดใหญ่ คือการใช้ขนาดและเครือข่ายที่เรามี เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงระบบที่เกิดขึ้นได้จริง และการขับเคลื่อน Green Transportation สะท้อนแนวคิดดังกล่าวอย่างชัดเจน เพราะเป็นเรื่องที่สามารถสร้างผลลัพธ์เชิงบวกในวงกว้าง ทั้งต่อสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของผู้คน เรามุ่งเดินหน้าพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้องค์กรเติบโตควบคู่กับสังคมและโลกอย่างยั่งยืนในระยะยาว”

บริษัทในเครือกับการขับเคลื่อนด้าน Green Transportation

เซ็นทรัล รีเทล โลจิสติกส์ (CRL) เดินหน้าปรับเปลี่ยนระบบขนส่งและโลจิสติกส์สู่การใช้รถพลังงานไฟฟ้า (EV) อย่างต่อเนื่อง เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยได้เริ่มนำรถ EV มาใช้ในการขนส่งสินค้าไปยังสาขาในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลตั้งแต่ปี 2565 และมีแผนขยายการใช้งานครอบคลุมรถจักรยานยนต์ และรถบรรทุกขนาด 4 ล้อ 6 ล้อ และ 14 ล้อ เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการขนส่งในระยะยาว

Tops ธุรกิจกลุ่ม Food ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เดินหน้าสู่อนาคตแห่งความยั่งยืน ผนึกกำลัง FLS Group ผู้นำด้านโซลูชันซัพพลายเชนระดับโลก เปิดตัวรถขนส่งพลังงานไฟฟ้า (EV Truck) ขนาด 10 ล้อควบคุมอุณหภูมิ และ 18 ล้ออุณหภูมิปกติ เพื่อใช้กระจายสินค้าสู่ร้าน Tops ในพื้นที่ต่างจังหวัด ภายใต้ภารกิจ “12 Missions to Sustainable Retail” และแนวคิด “Small Acts Together” พร้อมตอกย้ำบทบาทผู้นำ Food Retail ในการยกระดับกรีนโลจิสติกส์ของไทย โดยเริ่มนำร่องในพื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 13,335 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าภายใน 5 ปี

ไทวัสดุ  ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจควบคู่การดูแลสิ่งแวดล้อม โดยริเริ่มนำรถบรรทุกพลังงานสะอาด (EV Truck) มาใช้ในการขนส่งสินค้าจากคลังไปยังสาขาทั่วประเทศ เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและยกระดับโลจิสติกส์สีเขียวของไทย การปรับตัวดังกล่าวสะท้อนความมุ่งมั่นในการเป็นธุรกิจค้าปลีกสีเขียว และการรับผิดชอบต่อสังคมในทุกมิติ

ในปี 2568 ไทวัสดุได้เพิ่มรถบรรทุกพลังงานสะอาดอีก 10 คัน ส่งผลให้ปัจจุบันมีรถ EV Truck ประเภทรถพ่วงแม่ลูก รวมทั้งสิ้น 22 คัน พร้อมขยายเส้นทางการขนส่งจาก 21 สาขา เป็น 60 สาขา ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือตอนล่าง โดยสามารถลดการใช้น้ำมันได้ 588,157 ลิตร และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 1,611,000 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าในปีเดียว

นอกจากนี้ ไทวัสดุมีแผนขยายสถานีชาร์จไฟฟ้าไปยังพื้นที่ภาคเหนือตอนบนและภาคใต้ภายในปี 2569 เพื่อให้มีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดครอบคลุมทุกภูมิภาค และสนับสนุนการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

GO Wholesale ดำเนินธุรกิจโดยให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยนำยานพาหนะไฟฟ้า (EV) ทั้งรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าและรถสามล้อไฟฟ้า มาใช้ในการขนส่งสินค้าแบบ Last Mile Delivery เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดการใช้พลังงานฟอสซิล และลดผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ

ปัจจุบัน GO Wholesale ใช้ยานพาหนะไฟฟ้าในการขนส่งครอบคลุมทุกสาขาทั่วประเทศ โดยมีรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า 86 คัน และรถสามล้อไฟฟ้า 1 คัน พร้อมมีแผนขยายการใช้งานยานพาหนะไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง รวมถึงศึกษาการนำยานพาหนะไฟฟ้าขนาดใหญ่ขึ้นมาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและยกระดับการให้บริการในอนาคต

โรบินสันไลฟ์สไตล์ ส่งเสริมการใช้ยานพาหนะพลังงานไฟฟ้า (EV) เพื่อเป็นทางเลือกการเดินทางอย่างยั่งยืน มุ่งลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลดต้นทุนเชื้อเพลิง และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน โดยนำรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ามาใช้ในการตรวจการณ์ความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกด้านการจราจร พร้อมกำหนดเป็นมาตรฐานการจัดซื้อทดแทนในทุกสาขา

ขณะเดียวกัน ยังมีการใช้รถโดยสารพลังงานไฟฟ้า (รถกอล์ฟ EV) เพื่อให้บริการลูกค้าในลานจอดรถ โดยปัจจุบันมีการใช้งานรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า 5 คัน ใน 5 สาขา ได้แก่ ภูเก็ต (ฉลอง) ฉะเชิงเทรา สระบุรี ราชบุรี และท็อปส์พลาซ่าพะเยา และรถโดยสารพลังงานไฟฟ้า 2 คัน ใน 2 สาขา ได้แก่ ฉะเชิงเทรา และสุพรรณบุรี

เซ็นทรัลพัฒนา จัดงานกรีนเอ็กซ์โปแห่งปี “The Better Futures Project 2025 RE-lifestyle Roadshow” ผนึกกำลัง RIDDARA เปิดตัวรถกระบะไฟฟ้าพุ่มพวงในรูปแบบ “อีเวนต์เคลื่อนที่ รักโลก รักชุมชน” เดินทางจากเหนือจรดใต้ เพื่อส่งต่อความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนสู่ชุมชนทั่วประเทศ

แนวคิดการจัดอีเวนต์เคลื่อนที่ด้วยรถกระบะไฟฟ้าถือเป็นรูปแบบใหม่ของการจัดงานที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 355 กิโลกรัม เทียบเท่าการปลูกต้นไม้ 16 ต้น เมื่อเทียบกับการใช้รถบรรทุก 6 ล้อ โดยรถ 1 คัน เดินทางรวมระยะทางกว่า 2,000 กิโลเมตร พร้อมแวะชาร์จไฟฟ้าที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลกว่า 40 สาขา และจุดชาร์จมากกว่า 600 จุดทั่วประเทศ เพื่อจัดกิจกรรมด้านความยั่งยืนที่สนุก เข้าใจง่าย และเข้าถึงผู้คนในหลากหลายพื้นที่

โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา  ให้บริการรถรับส่งภายในพื้นที่ด้วยรถบั๊กกี้พลังงานไฟฟ้า (Buggy) เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลดต้นทุนเชื้อเพลิง และไม่ก่อมลพิษในบริเวณที่พักลูกค้า ปัจจุบันมีการใช้งานรถบั๊กกี้ไฟฟ้ามากกว่า 60 คัน ครอบคลุมหลายแห่ง อาทิ เซ็นทาราแกรนด์บีชรีสอร์ท ภูเก็ต, เซ็นทารา ซันไรซ่า เรสซิเดนซ์และสวีท ศรีราชา, เซ็นทารา ชานทะเล รีสอร์ทและวิลลา ตราด, เซ็นทาราพัทยา รวมถึงรีสอร์ทในต่างประเทศ เช่น เวียดนาม และมัลดีฟส์

นอกจากนี้ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ บางกอก พระนคร ยังให้บริการรถตุ๊กตุ๊กพลังงานไฟฟ้า สำหรับการเดินทางในเส้นทางถนนข้าวสารและรอบเขตพระนคร พร้อมทั้งมีบริการจักรยานสำหรับลูกค้าในหลายสาขาและจัดสรรพื้นที่สำหรับจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าร่วมกับพันธมิตร เพื่อเป็นทางเลือกในการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสำหรับลูกค้าและสนับสนุนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

การขับเคลื่อน Green Transportation ของกลุ่มเซ็นทรัลสะท้อนการปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างของระบบการขนส่งและโลจิสติกส์ในทุกมิติของธุรกิจ ตั้งแต่การบริหารจัดการคลังสินค้า ระบบกระจายสินค้า ไปจนถึงการขนส่งปลายทาง โดยอาศัยการนำนวัตกรรมด้านข้อมูล (Data) และเทคโนโลยีอัจฉริยะมาเพิ่มความแม่นยำในการคาดการณ์ความต้องการ เพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการจัดส่ง ลดของเสียจากกระบวนการโลจิสติกส์ ควบคู่กับการส่งเสริมการคัดแยกขยะและการรีไซเคิลวัสดุจากการดำเนินงาน เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

ความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านสู่ Green Transportation เกิดขึ้นจากความร่วมมือของบริษัทในเครือและพันธมิตรในห่วงโซ่คุณค่าเดียวกัน เพื่อยกระดับมาตรฐานการขนส่งให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และคำนึงถึงสังคมและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์กรในมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) โดยมุ่งสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อชุมชน เมือง และคุณภาพชีวิตของผู้คน พร้อมมีส่วนร่วมในการยกระดับมาตรฐานของภาคธุรกิจไทยในการปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

ในอนาคต กลุ่มเซ็นทรัล มีแผนเดินหน้าขยายการใช้ยานยนต์พลังงานสะอาด เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนในศูนย์กระจายสินค้า และพัฒนาโซลูชันโลจิสติกส์สีเขียวรูปแบบใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมและโลกอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ศิริราชผนึกกำลังศิลปินศิลปากร จัดนิทรรศการ “ศิริราช-ศิลปิน รวมใจภักดีพระพันปีหลวง” ระดมทุนผ่าน 93 ผลงานศิลปะอันทรงคุณค่า เพื่อผู้ป่วยโรคมะเร็งด้อยโอกาส

ศิริราชผนึกกำลังศิลปินศิลปากร จัดนิทรรศการ “ศิริราช-ศิลปิน รวมใจภักดีพระพันปีหลวง” ระดมทุนผ่าน 93 ผลงานศิลปะอันทรงคุณค่า เพื่อผู้ป่วยโรคมะเร็งด้อยโอกาส

ศิริราชผนึกกำลังศิลปินศิลปากร จัดนิทรรศการ “ศิริราช-ศิลปิน รวมใจภักดีพระพันปีหลวง” ระดมทุนผ่าน 93 ผลงานศิลปะอันทรงคุณค่า เพื่อผู้ป่วยโรคมะเร็งด้อยโอกาส

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.27 น.

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ มูลนิธิโรคมะเร็ง โรงพยาบาลศิริราช และสมาคมนักศึกษาเก่าคณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เตรียมจัดนิทรรศการศิลปะน้อมถวายอาลัย “ศิริราช – ศิลปิน รวมใจภักดีพระพันปีหลวง” (In Loving Remembrance of the Queen Mother) เพื่อร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคสมทบทุนช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งด้อยโอกาส

ศาสตราจารย์ นายแพทย์ อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของความร่วมมือจัดนิทรรศการดังกล่าวนี้ว่า “คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ในฐานะโรงพยาบาลของแผ่นดิน เรามีพันธกิจสำคัญในการดูแลรักษาผู้ป่วยอย่างเต็มกำลังตามพระราชปณิธานของสมเด็จพระบรมราชชนก
แต่ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันที่พบผู้ป่วยโรคมะเร็งรายใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และส่วนใหญ่กว่าร้อยละ ๙๐ เป็นผู้ป่วยที่มีข้อจำกัดด้านทุนทรัพย์ ดังนั้น การจัดนิทรรศการครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อระดมทุนผ่านพลังแห่งศิลปะ มาช่วยเติมเต็มโอกาสในการรักษาและยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้ป่วยของโรงพยาบาลศิริราช”

ความร่วมมือกับสมาคมนักศึกษาเก่าคณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากรในครั้งนี้ ถือเป็นการหลอมรวมศาสตร์แห่งการรักษาและศาสตร์แห่งศิลปะเข้าด้วยกัน เพื่อร่วมน้อมถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

พระผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย โดยรายได้ทั้งหมดจากการบริจาคจะถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิโรคมะเร็งฯ ทั้งในด้านค่ารักษาพยาบาลของผู้ป่วย และการสนับสนุนงานวิจัยเพื่อให้เกิดความอย่างยั่งยืนในอนาคต

ด้านนาย ธราธิป นัทธีศรี นายกสมาคมนักศึกษาเก่า คณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวถึงรายละเอียดของงานศิลปะเพื่อจัดแสดงในนิทรรศการฯ นี้ว่า นิทรรศการฯ ดังกล่าวเป็นการรวบรวมผลงานภาพพระสาทิสลักษณ์และภาพสะท้อนพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง จำนวนทั้งสิ้น 93 ภาพ ซึ่งสร้างสรรค์โดยเครือข่ายศิลปิน ทั้งศิลปินแห่งชาติ ศิลปินชั้นครู ศิษย์เก่า และศิษย์ปัจจุบันจากคณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร รวมถึงศิลปินจากหลากหลายสถาบันที่ร่วมใจกันส่งต่อแรงบันดาลใจผ่านปลายพู่กัน โดยแบ่งเป็นผลงานขนาดใหญ่ (240 x 240 ซม.) จำนวน 13 ภาพ และขนาดมาตรฐาน (150 x 150 ซม.) จำนวน 80 ภาพ นอกจากเป้าหมายเพื่อน้อมถวายความอาลัยแล้ว ผลงานศิลปะเหล่านี้ยังทำหน้าที่เป็นสะพานบุญที่ยิ่งใหญ่ สำหรับผู้ที่สนใจและผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมบริจาคเพื่อรับภาพวาดดังกล่าวไปครอบครองอีกด้วย

สำหรับผู้สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการ ศิริราช-ศิลปิน รวมใจภักดีพระพันปีหลวง และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็งโรงพยาบาลศิริราช เพื่อสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชนก ในการดูแลสุขภาวะของพสกนิกรไทยอย่างเต็มกำลัง ได้ในวันที่ 14 – 28 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.00 น. – 20.00 น. ที่บริเวณโถงบริการผู้ป่วยนอก ชั้น 2 โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ทุกการบริจาคสามารถลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02 – 419 – 9117  – 8  (02 – 419 9117 -8) หรือ LINE ID: CA_SIRIRAJ หรือ EMAIL: CA.SIRIRAJ@GMAIL.COM

เริ่มแล้ว “เชียงใหม่ Night Market” แต่งแต้มเชียงใหม่ยามค่ำคืนเนรมิตถนนคนเดินท่าแพ ด้วย Light Installation – Mapping สุดอลังการ

เริ่มแล้ว “เชียงใหม่ Night Market” แต่งแต้มเชียงใหม่ยามค่ำคืนเนรมิตถนนคนเดินท่าแพ ด้วย Light Installation – Mapping สุดอลังการ

เริ่มแล้ว “เชียงใหม่ Night Market” แต่งแต้มเชียงใหม่ยามค่ำคืนเนรมิตถนนคนเดินท่าแพ ด้วย Light Installation – Mapping สุดอลังการ

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.21 น.

จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และเทศบาลนครเชียงใหม่ จัดพิธีเปิดงาน “Chiang Mai Night Market” อย่างเป็นทางการ ณ ถนนคนเดินเชียงใหม่ (ท่าแพ) โดยได้รับเกียรติจาก อภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พร้อมด้วย พจนา ศรีศิลปนันท์ รองนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ ร่วมกล่าวเปิดงาน ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักจากประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก

การจัดงาน Chiang Mai Night Market มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่ ส่งเสริมผู้ประกอบการและชุมชนท้องถิ่น ตลอดจนยกระดับถนนคนเดินให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้อย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด “Tha Phae Remix : Chiang Mai Remake” ที่ผสมผสานศิลปะ แสง สี ดิจิทัล และเทคนิคการแสดงร่วมสมัยเข้ากับบรรยากาศเมืองเก่า งานศิลปวัฒนธรรม และไลฟ์สไตล์ยุคใหม่

เพื่อยกระดับมิติใหม่ของถนนคนเดินท่าแพในช่วงเวลากลางคืน โดยได้เพิ่มความโดดเด่นให้พื้นที่ในมิติใหม่ ต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมให้เกิดความร่วมสมัย และมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่หลากหลายและน่าประทับใจแก่ผู้มาเยือน พร้อมกันนี้ยังเป็นโอกาสดีให้นักท่องเที่ยวที่มาเยือนจังหวัดเชียงใหม่ได้เดินทางท่องเที่ยวในจังหวัดใกล้เคียง เพื่อส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศจากเมืองหลักสู่เมืองน่าเที่ยว และพื้นที่รองในเมืองหลัก พร้อมสร้างกระแสให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวต่อเนื่องในช่วงต้นปี 2569

Chiang Mai Night Market : ถนนคนเดินท่าแพ สถานที่จัดงาน : ถนนคนเดินเชียงใหม่ (ท่าแพ) ทุกวันอาทิตย์ ระหว่างวันที่ 18 มกราคม – 1 มีนาคม 2569 : วันอาทิตย์ที่ 18, 25 ม.ค. 69 และ 1, 15, 22 ก.พ. 69 และ 1 มี.ค. 69ตั้งแต่ 16:00 – 22:00 น.

กิจกรรม High light “ห้ามพลาด” 

  • Landmark & Art Installation
  •  Interactive Light 
  •  Main Stage & Mini Stage
  •  Creative Space ลานสืบศิลป์
  •  โซน Workshop
  •  จุด Informationtallation

 ชมการแสดงจากศิลปินชื่อดังได้ทุกวันอาทิตย์ 6 ครั้ง ได้แก่ 

  • 18 มกราคม 2569 : Proxie 
  • 25 มกราคม 2569 : No One Else 
  • 1 กุมภาพันธ์ 2569 : Atom 
  • 15 กุมภาพันธ์ 2569 : ATLAS, Sarah Salola 
  • 22 กุมภาพันธ์ 2569 : Serious Bacon 
  • 1 มีนาคม 2569 ด้วย Season Five

บริการรถรับ-ส่ง ฟรี! ตลอดงาน  2 เส้นทาง  
1. One Nimman – ตลาดช้างเผือก – อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ – วัดพระสิงห์มหาวรวิหาร 
2. ข่วงประตูท่าแพ – วัดศรีดอนไชย – ตลาดประตูเชียงใหม่ – วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร

พิเศษสำหรับผู้เข้าร่วมงาน

  • ร่วมจับจ่ายซื้อสินค้าและบริการภายในงาน ครบทุก 200 บาท จะได้รับคูปองใช้เป็นส่วนลดสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยว อาทิ ที่พัก ร้านอาหาร สปา เป็นต้น ณ จุดประชาสัมพันธ์ภายในงาน
  • ร่วมสนุกกับกิจกรรม Passport Check In ประทับตราที่จุด Landmark และ Installation ครบ 11 จุดภายในงาน “รับทันที” ของที่ระลึก ณ จุดประชาสัมพันธ์ภายในงาน
  • ร่วมกิจกรรม Workshop งานคราฟต์ ของที่ระลึกสุดเก๋ที่มีชิ้นเดียวในโลก!  #ฟรี จำกัดวันละ 8 รอบ (รอบละ 15 คน / 40 นาที) เริ่ม 16:00 น. เป็นต้นไป

หมายเหตุ

  • 8 ก.พ. 69 : งดทุกกิจกรรม/การแสดง ณ ถนนคนเดินเชียงใหม่ (ท่าแพ)

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ไดโนเสาร์กับเต่า บทเรียนในการปรับตัว

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ไดโนเสาร์กับเต่า บทเรียนในการปรับตัว

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ไดโนเสาร์กับเต่า บทเรียนในการปรับตัว

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.11 น.

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในยุคโลกล้านปี  เหล่าไดโนเสาร์ครองแผ่นดินบนบกของทั้งโลก  พวกมันมีขนาดใหญ่โตมโหฬารและแข็งแรง  กินพืชหรือสัตว์เป็นอาหารในยุคนั้นมีเต่า ที่อาศัยอยู่ในป่าเดียวกับไดโนเสาร์ เต่าเป็นสัตว์ไม่แข็งแรงนักแต่อยู่ได้ทั้งบนบกและในน้ำ  กินผักบุ้งและใบไม้เป็นอาหาร

วันหนึ่งเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ภูเขาไฟเกิดระเบิดอย่างรุนแรง เถ้าถ่านและหินละลายลาวาพวยพุ่งออกมาปกคลุมทั่วท้องฟ้า แสงแดดถูกบดบัง อากาศหายใจยาก แผ่นดินร้อนเป็นไฟ  พืชและสัตว์ที่เป็นอาหารขาดแคลน   ทำให้ไดโนเสาร์ล้มตายลงจำนวนมาก เพราะไม่สามารถปรับตัวให้อยู่รอดในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปได้

เต่าและไดโนเสาร์เป็นสัตว์ร่วมสมัย ของโลกล้านปี 

แต่เต่าผู้ชาญฉลาดได้เตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์นี้แล้ว มันรู้ว่าการอยู่ในป่าบนบกต่อไปนั้นมีอันตรายมาก  มันจึงมุ่งหน้าไปยังแหล่งน้ำที่อยู่ใกล้เคียง และดำรงชีวิตอยู่ต่อไปได้ด้วยการอาศัยหลบภัยอยู่ใต้น้ำ

เมื่อเวลาผ่านไป เหตุการณ์ร้ายแรงสงบลง โลกกลับสู่สภาวะปกติ ไดโนเสาร์ได้สูญพันธุ์ไปแล้ว เหลือไว้เพียงแต่ซากฟอสซิลเป็นเครื่องเตือนใจถึงความไม่แน่นอนของชีวิต แต่เต่ายังสืบพันธุ์ต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน                  

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “ความแข็งแกร่งเพียงอย่างเดียวนั้นไม่สามารถรับประกันความอยู่รอดได้ แต่การปรับตัวอ่อนตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปต่างหาก คือกุญแจสำคัญของการอยู่รอด”

ข้อคิด   :  เต่าล้านปีไม่สูญพันธุ์เหมือนไดโนเสาร์เพราะสามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม  เมื่อหาอาหารบนบกกินไม่ได้ ก็หนีไปกินอาหารเช่นสาหร่ายในน้ำ

อาทร  จันทวิมล

มูลนิธิฟอร์เวิร์ด และ สสส. จัดกิจกรรม “รุ่นใหญ่ไฟกะพริบ” พัฒนาจิตใจ สร้างสุข และลดความเครียดในผู้สูงอายุ

มูลนิธิฟอร์เวิร์ด และ สสส. จัดกิจกรรม “รุ่นใหญ่ไฟกะพริบ” พัฒนาจิตใจ สร้างสุข และลดความเครียดในผู้สูงอายุ

มูลนิธิฟอร์เวิร์ด และ สสส. จัดกิจกรรม “รุ่นใหญ่ไฟกะพริบ” พัฒนาจิตใจ สร้างสุข และลดความเครียดในผู้สูงอายุ

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.46 น.

มูลนิธิฟอร์เวิร์ด โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดกิจกรรม ปิดโครงการ “รุ่นใหญ่ไฟกะพริบ” พัฒนาจิตใจ สร้างสุข และลดความเครียดในผู้สูงอายุยุคใหม่ ภายใต้แนวคิด “ความสุขไม่ใช่แค่คิดต้องลงมือทำ”

นางสาวแสงระวี จงศิริกุล ประธานมูลนิธิฟอร์เวิร์ด เปิดเผยว่า “สถานการณ์ความเหงาในผู้สูงอายุเป็นปัญหาสำคัญทั่วโลก สาเหตุหลักมาจากการสูญเสียคู่ครอง เพื่อน บทบาททางสังคมจากการเกษียณ การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม เช่น เมื่อย้ายไปอยู่บ้านพักคนชรา ลูกหลานไปทำงานไกล และข้อจำกัดทางกายภาพ เศรษฐกิจ เช่น การเดินทาง สุขภาพไม่ดี ปัญหาการเงิน ซึ่งส่งผลเสียร้ายแรงต่อสุขภาพทั้งกาย อาทิ โรคหัวใจ สมองเสื่อม ภูมิคุ้มกันต่ำ และทางด้านจิตใจ ก่อให้เกิดภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล การแยกตัวทางสังคม และความคิดฆ่าตัวตาย ซึ่งประเทศไทยก็เผชิญปัญหานี้เช่นกัน โดยเฉพาะในสังคมครอบครัวเดี่ยวและชนบท ที่คนหนุ่มสาวอพยพเข้าเมือง ทั้งนี้ ความเหงาสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกกลุ่มอายุ อย่างไรก็ตาม ผู้สูงอายุมีแนวโน้มที่จะประสบกับความเหงามากกว่า ทั้งนี้มีการศึกษาในบางชิ้นรายงานว่า 25 ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปีประสบกับความเหงา (Holt-Lunstad et al. 2015) ในขณะที่งานวิจัยอื่น ๆ ชี้ให้เห็นว่าอัตราการเกิดความเหงาอาจสูงกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบางสภาวะ (Molas-Tuneu et al. 2023) ซึ่งอาจ เป็นผลมาจากภาวะสุขภาพเรื้อรังหรือเฉียบพลันหลายประการในผู้สูงอายุ รวมถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสภาพความเป็นอยู่และที่อยู่อาศัย เช่น การอยู่บ้านพักคนชรา สถานดูแลผู้สูงอายุ ชุมชน ผู้เกษียณอายุ การอาศัยอยู่ที่บ้านในฐานะสมาชิกชุมชน เป็นต้น

ทางมูลนิธิฟอร์เวิร์ด จึงได้ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดโครงการ “รุ่นใหญ่ไฟกะพริบ” พัฒนาจิตใจ สร้างสุข และลดความเครียดในผู้สูงอายุยุคใหม่ เพื่อสร้างสุขภาวะที่ดีทั้งทางด้านร่างกายและด้านจิตใจให้แก่ผู้สูงอายุ ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวจะมีการจัดอบรม 1 วัน ผู้ร่วมกิจกรรมจาก 4 เขต ของกรุงเทพมหานคร คือ เขตบางกะปิ เขตวังทองหลาง เขตดินแดง เขตราชเทวี โดยมีเนื้อหาในการให้ความรู้ในการดูแลสมองด้วยการออกกำลังกายง่าย ๆ การจัดกิจกรรมให้ผู้สูงอายุ ได้ระลึกถึงความภาคภูมิใจในชีวิตผ่านงานศิลปะ ด้วยการวาดภาพที่เกี่ยวเนื่องกับความภาคภูมิใจ ในชีวิต และนำกระเป๋าผ้า กลับไปเป็นของที่ระลึกถึงความภาคภูมิใจ อันเป็นการสะท้อนถึงคุณค่าในชีวิตของผู้สูงอายุ นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมที่ให้ผู้สูงอายุ ในแต่ละชุมชนได้ออกแบบสร้างสรรค์กิจกรรมขึ้นมา และถ่ายทำคลิปวิดีโอ ซึ่งเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคนในชุมชน ด้วยกันเอง และเป็นการสร้างสรรค์ผลงาน ซึ่งผู้สูงอายุสามารถรับชมและมีความสุขเมื่อได้ระลึกถึงช่วงเวลาของการจัดกิจกรรมร่วมกัน นอกจากนี้ มูลนิธิฟอร์เวิร์ดยังได้จัดทำคู่มือการจัดกิจกรรมรุ่นใหญ่ไฟกะพริบ เพื่อให้สามารถขยายผลไปยังกลุ่มผู้สูงอายุ ในพื้นที่ต่าง ๆ ในการจัดกิจกรรมสร้างความสุข ลดความเหงา และความเครียดได้อีกด้วย” นางสาวแสงระวี กล่าว

งานนี้ ยังมีเวทีทอล์ก โดย รศ.ดร.ฐิติกาญจน์ อัศตรกุล รองคณบดี ฝ่ายวิชาการ คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมพูดคุยกับคนดังสามท่าน อาม่าแต๋ว – อุษา เสมคำ, ป้าเนาว์ – เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์ และ อังเคิลอั๊ต – อัษฎา พานิชกุล ที่มา ร่วมพูดคุยในหัวข้อ “เตรียมความพร้อมก่อนวันนั้นจะมาถึง” ถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตจริง มุมมองการใช้ชีวิตอย่างเข้าใจตัวเอง และการยอมรับความเปลี่ยนแปลงของวัยอย่างงดงาม

โครงการ “รุ่นใหญ่ไฟกะพริบ” พัฒนาจิตใจ สร้างสุข และลดความเครียดในผู้สูงอายุยุคใหม่ มีผู้สูงอายุเข้าร่วมจาก ชุมชนดินแดง ชุมชนราชเทวี ชุมชนวังทองหลาง ชุมชนบางกะปิ และผู้สมัครทางออนไลน์ ไม่น้อยกว่า 130 คน โดยได้รับผลตอบรับจากผู้สูงอายุ และผู้รับชมผ่านสื่อต่าง ๆ เป็นอย่างดี

‘SOLAR+BATTERY EXPO 2026’ มหกรรมพลังงานสะอาดครบวงจร รวมครบทุกเทคโนโลยี

'SOLAR+BATTERY EXPO 2026' มหกรรมพลังงานสะอาดครบวงจร รวมครบทุกเทคโนโลยี

‘SOLAR+BATTERY EXPO 2026’ มหกรรมพลังงานสะอาดครบวงจร รวมครบทุกเทคโนโลยี

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.24 น.

ตลาดโซลาร์บูม รับแรงส่งนโยบาย–ค่าไฟพุ่ง! SOLAR+BATTERY EXPO 2026 เปิดจองพื้นที่ มหกรรมพลังงานสะอาดครบวงจรเพื่อบ้านและโรงงาน รวมครบทุกเทคโนโลยีตั้งแต่แผง–อินเวอร์เตอร์–แบตเตอรี่–ระบบบริหารพลังงาน ใหญ่ที่สุดของปี

ปี 2569 ถูกจับตามองว่า เป็นปีที่ตลาดโซลาร์และระบบแบตเตอรี่ของไทย “เร่งตัวพร้อมกันหลายปัจจัย” จากทั้งครัวเรือนและภาคธุรกิจที่ต้องการลดต้นทุนค่าไฟ ขณะที่เทคโนโลยีมีราคาคุ้มค่าขึ้น อีกทั้งยังได้รับแรงสนับสนุนจากนโยบายพลังงานสะอาดสู่เป้าหมาย Net Zero ของประเทศ ทำให้การลงทุนด้านโซลาร์และแบตเตอรี่กลายเป็นหนึ่งในเมกะเทรนด์ของภาคธุรกิจไทย เพื่อรองรับการเติบโตดังกล่าว บริษัท แกท อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ประกาศจัดงาน “Solar & Battery Expo 2026 (SBX 2026)” งานมหกรรมโซลาร์และแบตเตอรี่ครบวงจรที่สุดเพื่อบ้านและโรงงานครั้งแรกในไทย พร้อมเปิดจองพื้นที่อย่างเป็นทางการแล้ววันนี้

งาน SBX 2026 มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20–22 พฤษภาคม 2569 ณ ไบเทค บางนา บนพื้นที่รวมกว่า 6,600 ตารางเมตร คาดดึงดูดผู้เข้าชมงานมากกว่า 10,000 คน และผู้แสดงสินค้ากว่า 150 แบรนด์ชั้นนำทั้งไทยและต่างประเทศ กลุ่มผู้เข้าชมงานกว่า 70% เป็น ‘Real Buyer’ ทั้งเจ้าของโรงงานและเจ้าของบ้านที่ต้องการซื้อและมองหาโปรโมชั่นสำหรับติดตั้งทันที ทำให้งาน SBX 2026 ไม่ใช่เพียงงานแสดงนวัตกรรม แต่เป็น ‘Marketplace’ ที่เน้นการเจรจาธุรกิจและปิดการขายได้จริง

• รวม Ecosystem โซลาร์และแบตเตอรี่ในงานเดียว

SBX 2026 ครอบคลุมทุกเทคโนโลยีในห่วงโซ่อุตสาหกรรม ตั้งแต่แผงโซลาร์เซลล์ อินเวอร์เตอร์ แบตเตอรี่ ระบบกักเก็บพลังงาน งานติดตั้งและผู้รับเหมาระบบ EPC ระบบชาร์จ EV โซลูชันสมาร์ทเอนเนอร์ยี ไปจนถึงบริการทางการเงินและระบบบริหารพลังงาน ทำให้ผู้เข้าชมสามารถเปรียบเทียบเทคโนโลยีและพบผู้ให้บริการได้ครบในที่เดียว

นับเป็นเวทีสำคัญที่เชื่อมผู้ซื้อ–ผู้ขาย–นักลงทุน และผู้กำหนดนโยบาย ภายใต้ช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเตรียมประกาศใช้กฎหมายและมาตรฐานพลังงานรูปแบบใหม่ ซึ่งจะมีผลต่อโครงการโซลาร์ในทั้งครัวเรือน อาคาร และโรงงานอุตสาหกรรม

งานได้รับการตอบรับจากองค์กรชั้นนำเข้าร่วมงาน อาทิ EGAT,PEA, MEA, SCG และ Gunkul  พร้อมการสนับสนุนจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมด้านพลังงานหลายแห่ง สะท้อนบทบาทของ SBX 2026 ในฐานะ “งานใหญ่ของคนไทย เพื่อพลังงานของประเทศไทย”

• จังหวะขับเคลื่อนพลังงานสะอาด สู่ภาคอุตสาหกรรมและครัวเรือน

คุณนที สิทธิประศาสน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงความร่วมมือในการสนับสนุนการจัดงานว่า “ขณะนี้ถือเป็น ‘โอกาสทอง’ ของประเทศไทยในการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ซึ่งไทยมีศักยภาพสูง สอดคล้องกับแนวทางการขับเคลื่อนของกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน ส.อ.ท. ที่มุ่งผลักดันการใช้พลังงานสะอาดมาอย่างต่อเนื่อง

พลังงานแสงอาทิตย์เป็นกลไกสำคัญในการลดต้นทุนค่าไฟ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเสริมความมั่นคงด้านพลังงานให้กับทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาคครัวเรือน ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีโซลาร์และระบบกักเก็บพลังงานในปัจจุบันมีความพร้อมและเข้าถึงได้มากขึ้น ทำให้การเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดไม่ใช่เพียงเรื่องของสิ่งแวดล้อม แต่เป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ของภาคธุรกิจ

กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน ส.อ.ท. จึงยินดีร่วมสนับสนุนการจัดงาน Solar & Battery Expo 2026 และร่วมจัดเวที Forum ภายในงาน เพื่อเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนมุมมอง ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมโซลาร์และแบตเตอรี่ของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน และสอดรับกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว”

คุณวุฒิยา หนุนภักดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แกท อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า “งาน SBX2026 ถูกพัฒนาขึ้นจากความต้องการจริงของตลาดไทย เราตั้งใจทำให้เป็นเวทีที่รวบรวมเทคโนโลยี ผู้ประกอบการ และผู้ซื้อไว้ครบในที่เดียว สำหรับทั้งบ้านและโรงงาน เชื่อว่างานนี้จะเป็นโอกาสสำคัญของผู้ประกอบการในการขยายตลาดและปิดการขายได้จริง รวมถึงสนับสนุนให้ธุรกิจไทยได้มีเวทีของตัวเองในการขับเคลื่อนพลังงานสะอาดของประเทศ พร้อมขยายเครือข่ายสู่ภูมิภาคด้วย Buyer Mission และ Networking ไทย–เวียดนาม–อาเซียน”

• เปิดจองพื้นที่แล้ว – SME รับเงินสนับสนุนสูงสุด 80%

ด้วยจังหวะตลาดที่กำลังขยายตัว และการตอบรับจากองค์กรขนาดใหญ่ตั้งแต่เริ่มต้น ทำให้งาน SOLAR+BATTERY EXPO 2026 (SBX 2026) ได้รับการจับตาในฐานะหนึ่งในงานสำคัญของอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดปีหน้า  ผู้ประกอบการที่ต้องการขยายตลาดในปีที่ดีมานด์โซลาร์–แบตเตอรี่พุ่งสูง สามารถจองพื้นที่ได้ตั้งแต่วันนี้

พิเศษ! สำหรับผู้ประกอบการ SME ไทย งาน SBX 2026 จับมือกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.)สนับสนุนส่วนลดค่าใช้จ่ายในการออกบูธ 50 – 80% (มูลค่าสูงสุด 200,000 บาท/ราย) 

ผู้สนใจสามารถจองพื้นที่และดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ : http://www.sbxpo.com หรือติดต่อคุณธนานนท์ สุขเกษม ผู้อำนวยการฝ่ายขาย Email: Nop@gat.co.th  M/Whatsapp: (+66) 082 475 83598 หรือ โทร: 094 337 9588  อีเมล์: Sales@gat.co.th

-(016)

ยูนิเซฟแต่งตั้งนายเคน เลกินส์ เป็นผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย คนใหม่

ยูนิเซฟแต่งตั้งนายเคน เลกินส์ เป็นผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย คนใหม่

ยูนิเซฟแต่งตั้งนายเคน เลกินส์ เป็นผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย คนใหม่

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.13 น.

องค์การยูนิเซฟประกาศแต่งตั้ง นายเคน เลกินส์ ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย คนใหม่ โดยนายเลกินส์มีประสบการณ์ด้านการพัฒนาระหว่างประเทศยาวนานกว่า 25 ปี และเคยทำงานในหลายประเทศ อาทิ สาธารณรัฐประชาชนจีน เบลีซ และสาธารณรัฐอิรัก อีกทั้งยังมีความเชี่ยวชาญด้านการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และการส่งเสริมสุขภาพของเด็กและวัยรุ่น นายเลกินส์จะนำองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และความมุ่งมั่นในการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิเด็ก มาขับเคลื่อนภารกิจของยูนิเซฟในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชนทั่วประเทศ

นายเลกินส์ กล่าวว่า “ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้กลับมาประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศที่ผมชื่นชมมาโดยตลอดในฐานะผู้นำด้านสาธารณสุขและการส่งเสริมสุขภาพของเด็ก ผมเคยมีโอกาสทำงานร่วมกับรัฐบาลไทยมาก่อน ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยบุกเบิกแนวทางใหม่ในการรับมือกับปัญหาเอชไอวีในผู้หญิงและเด็ก ซึ่งด้วยการสนับสนุนจากภาคีเครือข่าย รวมถึงยูนิเซฟ ประเทศไทยสามารถบรรลุความสำเร็จอย่างโดดเด่น ทั้งในด้านการรักษาผู้หญิงและเด็กที่มีเชื้อเอชไอวี และการป้องกันการแพร่ระบาดที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในขณะนั้น”

เขากล่าวเสริมว่า “ผมมีความมุ่งมั่นที่จะนำทีมยูนิเซฟสนับสนุนรัฐบาลไทยในการรับมือกับความท้าทายในปัจจุบัน ตั้งแต่ภาวะทุพโภชนาการและความเหลื่อมล้ำ ไปจนถึงวิกฤตสภาพภูมิอากาศและการย้ายถิ่นฐาน ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังมีองค์ความรู้และประสบการณ์ที่โดดเด่น พร้อมแบ่งปันให้แก่นานาประเทศ ไม่ว่าจะเป็นด้านหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า การคุ้มครองทางสังคม และการคุ้มครองเด็กข้ามชาติ”

ก่อนเข้ารับตำแหน่งในประเทศไทย นายเลกินส์เคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศเบลีซ โดยมุ่งเน้นการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติและการใช้นวัตกรรมทางการเงิน นอกจากนี้ เขายังมีบทบาทสำคัญในการร่วมจัดตั้งสำนักงานยูนิเซฟระดับพหุประเทศแห่งใหม่ในภูมิภาคแคริบเบียน ก่อนหน้านั้น นายเลกินส์เคยดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ฝ่ายโครงการ ประจำประเทศอิรัก โดยบริหารจัดการโครงการขนาดใหญ่เพื่อช่วยเหลือเด็กและครอบครัวที่ได้รับผล กระทบจากการพลัดถิ่น ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับบริการทางสังคมในพื้นที่

ในช่วงต้นของเส้นทางอาชีพ นายเลกินส์เคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงฝ่ายการจัดหาและจัดส่งอุปกรณ์ช่วยชีวิตเด็กในประเทศเดนมาร์ก โดยบริหารระบบห่วงโซ่อุปทานที่มีบทบาทสำคัญในช่วงวิกฤตโควิด-19 ซึ่งช่วยให้ยูนิเซฟสามารถจัดส่งวัคซีนไปทั่วโลกได้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้ เขายังมีประสบการณ์อย่างกว้างขวางด้านสุขภาพวัยรุ่น เอชไอวี และอนามัยแม่และเด็กจากการทำงานร่วมกับยูนิเซฟและองค์การอนามัยโลกในหลายภูมิภาคทั่วเอเชียและยุโรป รวมถึงพื้นที่ที่เผชิญสถานการณ์วิกฤต

ในฐานะผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย นายเลกินส์จะทำงานร่วมกับรัฐบาลไทย ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน ตลอดจนเด็กและเยาวชนอย่างใกล้ชิด เพื่อปกป้องสิทธิของเด็กทุกคน โดยเฉพาะกลุ่มเด็กที่เปราะบางที่สุด พร้อมทั้งเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบคุ้มครองทางสังคม การศึกษา สาธารณสุข และการคุ้มครองเด็ก และผลักดันให้เสียงของเด็กและเยาวชนได้รับการสะท้อนในนโยบายสาธารณะที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของพวกเขาโดยตรง

นายเลกินส์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “ยูนิเซฟเป็นพันธมิตรที่ประเทศไทยให้ความไว้วางใจมาอย่างยาวนานเกือบ 80 ปี และเราได้ร่วมกันสร้างความก้าวหน้าเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนหลายล้านคนทั่วประเทศ ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่จะได้สานต่อภารกิจสำคัญนี้ และมุ่งหวังที่จะทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน รวมถึงประชาชนชาวไทย เพื่อก้าวไปสู่อนาคตที่เด็กทุกคนได้รับประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเท่าเทียม โดยจะไม่มีเด็กคนใดถูกทิ้งไว้ข้างหลัง”

‘กิ่งไกร by ครัวสุพรรณิการ์’ คืนถิ่นภายใต้ร่มเงา ‘แม่ต้นไกร’ เปิดมิติใหม่อาหารไทย 5 ภาคและหัตถศิลป์อีสานสู่เวทีโลก

‘กิ่งไกร by ครัวสุพรรณิการ์’ คืนถิ่นภายใต้ร่มเงา ‘แม่ต้นไกร’ เปิดมิติใหม่อาหารไทย 5 ภาคและหัตถศิลป์อีสานสู่เวทีโลก

‘กิ่งไกร by ครัวสุพรรณิการ์’ คืนถิ่นภายใต้ร่มเงา ‘แม่ต้นไกร’ เปิดมิติใหม่อาหารไทย 5 ภาคและหัตถศิลป์อีสานสู่เวทีโลก

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

Isan Jantra Group ผู้นำธุรกิจร้านอาหารไทยที่มุ่งมั่นผลักดัน Soft Power สู่ระดับสากล ประกาศก้าวสำคัญแห่งปีด้วยการนำแบรนด์ “กิ่งไกร by ครัวสุพรรณิการ์” (Ging Grai by Krua Supanniga) กลับสู่จุดกำเนิด ณ สุพรรณิการ์ โฮม ขอนแก่น

การเคลื่อนทัพครั้งนี้มีขึ้นเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา เปรียบเสมือนการ “คืนสู่เหย้า” (Grand Homecoming) เพื่อสืบสานมรดกวัฒนธรรมอาหารภายใต้ร่มเงาของ “แม่ต้นไกร” ต้นไม้ใหญ่ที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความรักและความอบอุ่นของครอบครัว ผสานวิถีชีวิตอันละเมียดละไมเข้ากับรสชาติอาหารไทย 5 ภาค ที่เปี่ยมด้วยเรื่องราวและคุณภาพระดับโลก

เอ้-ธนฤกษ์ เหล่าเราวิโรจน์ 

การกลับมาครั้งนี้ขับเคลื่อนด้วยวิสัยทัศน์ของ เอ้-ธนฤกษ์ เหล่าเราวิโรจน์ นักสร้างสรรค์แบรนด์ผู้มีประสบการณ์ระดับสากล โดย กิ่งไกร ถือเป็นบทพิสูจน์ความสำเร็จที่ต่อยอดมาจากความแข็งแกร่งของเครือ Isan Jantra Group ซึ่งเป็นการรวมพลังของแบรนด์ร้านอาหารไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น Somtum Der (ส้มตำเด้อ) ผู้ปฏิวัติวงการอาหารอีสานจนคว้า 1 ดาวมิชลิน (New York) รางวัล Bib Gourmand ในนิวยอร์กและกรุงเทพฯ รวมถึง Michelin Plates ในไทย พร้อมการขยายสาขาไปทั่วโลกทั้งอเมริกา เวียดนาม ไต้หวัน จีน และญี่ปุ่น

อีกทั้ง ยังมี Somtum Zapp (ส้มตำแซ่บ) แบรนด์ดาวรุ่งที่เพิ่งคว้ารางวัล Best of Vietnam 2025 และ Krua Supanniga by Khun Yai Somsie (ครัวสุพรรณิการ์) ตำนานอาหารตะวันออก 150 ปี จากจังหวัดตราด ที่ได้รับการรับรองจาก Michelin Guide อย่างต่อเนื่องในปี 2023, 2024 และ 2025 และ ล่าสุด 2026 ตลอดจนได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT จากรัฐบาลไทย ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงมาตรฐานรสชาติความเป็นไทยแท้ที่สมบูรณ์แบบ

ในส่วนของประสบการณ์แห่งรสชาติ กิ่งไกร นำเสนอแนวคิดอาหารไทยพื้นบ้าน 5 ภาค (Thai Regional Home-Cooked Cuisine) ที่คัดสรรวัตถุดิบส่งตรงจากแหล่งกำเนิดเพื่อรักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิม เริ่มต้นที่ ภาคตะวันออก ซึ่งสืบสานตำนานรสมือคุณยายสมศรี ด้วยเมนู หมูชะมวง ที่ใช้สันคอหมูคัดพิเศษเคี่ยวไฟอ่อนนานกว่า 4 ชั่วโมงกับใบชะมวงย่างไฟจนเปื่อยนุ่มได้รสเปรี้ยวอมหวานที่เป็นเอกลักษณ์ เสิร์ฟเคียงคู่กับ แกงป่าเนื้อปลากรายสับถั่วฝักยาว รสจัดจ้านหอมเครื่องแกงป่า และ ข้าวเกรียบน้ำจิ้มกุ้ง (ไส้หมูยอหมูสับ) เมนูของว่างหารับประทานยาก

ถัดมาที่ ภาคกลาง นำเสนอความประณีตซับซ้อนผ่านเมนูไทยโบราณอย่าง ขนมจีนซาวน้ำ ที่สดชื่นด้วยเครื่องเคียงสับปะรดและกุ้งแห้งป่น รวมถึงเมนูทานง่ายแต่อร่อยล้ำอย่าง แกงจืดเต้าหู้หมูบะช่อ ซดร้อนๆ คล่องคอ และ กุ้งกระเทียมผัดไข่เค็ม ที่มอบความหอมมันนัวจากไข่เค็มเคลือบตัวกุ้งสดเนื้อเด้ง

สำหรับความจัดจ้านของ ภาคอีสาน ได้รับการการันตีความแซ่บโดยทีมผู้สร้างส้มตำเด้อ นำเสนอ ก้อยกุ้งอีสาน สดใหม่คลุกเคล้าสมุนไพร ไก่อบสมุนไพรกิ่งไกร หอมเครื่องเทศหมักเข้าเนื้อ และ ต้มสะโพกไก่ใบมะขามอ่อน รสเปรี้ยวกลมกล่อมซดคล่องคอ

ขณะที่ ภาคเหนือ นำเสนอกลิ่นอายล้านนาจากสาขาต้นกำเนิดที่เชียงใหม่ ผ่านเมนูพื้นเมืองอย่าง ลาบเหนือ ที่หอมเครื่องเทศเป็นเอกลักษณ์ แอ๊บปลา เนื้อปลาเคล้าเครื่องแกงย่างใบตองหอมกรุ่น และ แหนมหมกไข่ รสนวลลิ้น ปิดท้ายด้วยความร้อนแรงของ ภาคใต้ กับสูตรที่ทางร้านพัฒนาขึ้นเป็นพิเศษ (Developed Recipes) อาทิ แกงเหลืองปลากะพง รสเข้มข้นจัดจ้าน แกงคั่วซี่โครงหมูข่าอ่อน ที่ผสานความเผ็ดร้อนกับความหอมของข่าอ่อนอย่างลงตัว และ คั่วกลิ้งหมู ที่คั่วจนแห้งหอมสมุนไพรใต้ถึงเครื่อง

นอกเหนือจากรสชาติที่ลึกซึ้ง กิ่งไกร ยังมุ่งมั่นสร้างสุนทรียภาพแห่งการใช้ชีวิตที่งดงามผ่านแนวคิด Art of Living & “Thorr (ทอ) โดยร่วมมือกับพาร์ทเนอร์อย่าง “ที” (Te) และ “ทอ” (Thorr) นำศิลปะหัตถกรรมพื้นบ้านอย่าง การทอเสื่อกก และผลิตภัณฑ์ Handcrafted จากหมู่บ้านต่างๆ ทั่วไทย มาใช้ในการตกแต่งร้านและโต๊ะอาหาร เพื่อสะท้อนความประณีตบรรจงของวิถีชีวิตชาวอีสาน ผสานกับการเสิร์ฟ ชาเบลนด์สูตรพิเศษ (Special Blended Teas) ที่รังสรรค์มาเพื่อจับคู่กับอาหาร 5 ภาค และขนมหวานไทยแต่ละจานได้อย่างลงตัว

ด้วยรากฐานประสบการณ์ที่มั่นคงและความพร้อมในการบริหารจัดการร้านอาหารทั้งในและต่างประเทศ Isan Jantra Group มีแผนการขยายตลาดสู่สากลอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดโอกาสสำหรับผู้สนใจร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจในรูปแบบ Master Franchising เพื่อร่วมกันนำรสชาติไทยแท้และวัฒนธรรมการกินที่งดงามไปเผยแพร่สู่ผู้คนทั่วโลก

สัมผัสการกลับมาของตำนานอาหารไทย 5 ภาค ในบรรยากาศ “คืนสู่เหย้า” ที่ “กิ่งไกร by ครัวสุพรรณิการ์”  ณ สุพรรณิการ์ โฮม ขอนแก่น  จังหวัดขอนแก่น