Health News : จับก้นแฟนดีต่อใจ

Health News : จับก้นแฟนดีต่อใจ

Health News : จับก้นแฟนดีต่อใจ

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ผลการศึกษาในญี่ปุ่นพบว่า การสัมผัสตัวกันกับคนรัก เช่น กอด จับตัว หรือแม้แต่บีบก้นกันเล่นๆ นั้นมีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมหาศาล เพราะเมื่อเราสัมผัสคนที่เรารู้สึกดีด้วย สมองจะฮอร์โมนออกซิโทซิน (Oxytocin) ซึ่งมีฉายาว่า “ยาครอบจักรวาลจากธรรมชาติ” ออกมา ช่วยลดระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งเป็นตัวการทำลายภูมิคุ้มกัน ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ปลอดภัย และลดความวิตกกังวล อีกทั้งยังช่วยกระชับความสัมพันธ์ เพิ่มความเชื่อใจและความผูกพันระหว่างคู่รัก

ในเชิงกายภาพ ก้น หรือสะโพก เป็นส่วนที่มีกล้ามเนื้อขนาดใหญ่ และมีเส้นประสาทรับสัมผัสจำนวนมาก การนวดหรือบีบเบาๆ ในกรณีที่อีกฝ่ายยินยอม จึงช่วยคลายกล้ามเนื้อ ลดอาการเมื่อยล้าจากการนั่งนานๆ ช่วยให้เลือดหมุนเวียนในส่วนล่างของร่างกายได้ดีขึ้น ที่สำคัญ เนื่องจาก ‘ก้น’ เป็นส่วนที่สงวนไว้เฉพาะคนพิเศษ การสัมผัสส่วนนี้จึงส่งสัญญาณถึงความไว้วางใจระดับสูง ซึ่งกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนได้แรงกว่าการจับมือปกติ

หัวใจสำคัญของเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่การบีบก้น แต่คือความยินยอมและความพึงพอใจของทั้งสองฝ่าย ถ้าฝ่ายที่โดนบีบรู้สึกมีความสุข ฮอร์โมนดีๆ ก็จะหลั่ง แต่หากฝ่ายที่โดนบีบรู้สึกรำคาญหรือโกรธ จะกลายเป็นฮอร์โมนความเครียดแทน ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพแน่นอน

‘เมืองทตโตริ’ ยกวัตถุดิบชั้นเลิศ จัดมหกรรม Tottori Food Fair ที่ JW Marriott Hotel – Japanese Restaurant TSU

‘เมืองทตโตริ’ ยกวัตถุดิบชั้นเลิศ จัดมหกรรม Tottori Food Fair ที่ JW Marriott Hotel – Japanese Restaurant TSU

‘เมืองทตโตริ’ ยกวัตถุดิบชั้นเลิศ จัดมหกรรม Tottori Food Fair ที่ JW Marriott Hotel – Japanese Restaurant TSU

วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.00 น.

จังหวัดทตโตริอุดมสมบูรณ์ไปด้วยวัตถุดิบอาหารคุณภาพสูงและหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเนื้อวากิว ปู และลูกแพร์ โดยใช้สโลแกนว่า “สวรรค์แห่งอาหาร” (Food Paradise) จังหวัดทตโตริจึงมุ่งส่งเสริมการรับรู้และขยายช่องทางการตลาดของวัตถุดิบที่ภาคภูมิใจจากทตโตริ ญี่ปุ่นสู่ประเทศไทย

ในกิจกรรมแรกของปี 2026 จังหวัดทตโตริจะจัดงาน “Tottori Food Fair” ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 30 เมษายน 2569 ณ JW Marriott Hotel – Japanese Restaurant TSU

งานดังกล่าวจัดขึ้นโดยจังหวัดทตโตริ ซึ่งได้มอบหมายให้ MK Development (บริษัทในเครือ Sanyu Create ในประเทศไทย) ผู้ถือสิทธิ์นำเข้าและจัดจำหน่ายเนื้อวัวทตโตริอย่างเป็นทางการในประเทศไทย เป็นผู้ดำเนินการจัดงานในครั้งนี้

บริษัทฯ กำลังดำเนินแผนนำเข้าและจัดจำหน่ายวัตถุดิบระดับพรีเมียมจากจังหวัดทตโตริสู่ตลาดไทย รวมถึงเนื้อวากิวเกรด A5 “Tottori Wagyu Olein 55”

จังหวัดทตโตริ เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวจำนวนมากในฐานะสถานที่ตามรอยการ์ตูนและอนิเมะชื่อดัง “ยอดนักสืบโคนัน (Detective Conan)”

ในปี 2026 นี้ จังหวัดทตโตริต้องการนำเสนอเสน่ห์ด้านอื่น ๆ ให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในด้านอาหารและวัตถุดิบคุณภาพเยี่ยม

วัตถุดิบพิเศษที่สร้างสรรค์เป็นอาหารรสเลิศ ได้แก่

• เนื้อวากิวเกรด A5 “Tottori Wagyu Olein 55” (สายพันธุ์หายากจากสายเลือด “Kedaka”)• มันภูเขาญี่ปุ่น เนบาริกโกะ (Nabarikko)• ปูหิมะแดง Benizuwai Crab• ลูกแพร์ Oshuu Pear• ราเมงกระดูกวัว Gyukotsu Ramen

วัตถุดิบทั้งหมดนี้ถือเป็น อาหารชั้นเลิศสำหรับนักชิมตัวจริง

คิอิจิ คาวาคามิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท Saenyu Create Co., Ltd. กล่าวถึงจังหวัดทตโตริว่า “แม้จะเป็นจังหวัดขนาดเล็ก แต่ทตโตริเต็มไปด้วยธรรมชาติที่งดงามและทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ อีกทั้งยังเป็นแหล่งรวมวัตถุดิบอาหารคุณภาพสูงหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์ ผัก หรือผลไม้”ในครั้งนี้ ได้ผสานวัตถุดิบระดับพรีเมียมจากจังหวัดทตโตริเข้ากับฝีมือการปรุงอาหารอันยอดเยี่ยมของ เชฟ Atsushi Yoshida จาก Japanese Restaurant TSU เพื่อรังสรรค์เมนูพิเศษสำหรับงานเทศกาลอาหารในครั้งนี้คาดว่างาน Tottori Food Fair จะได้รับความสนใจอย่างมากจากทั้งผู้บริโภคชาวไทยและชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย โดยเฉพาะในย่านสุขุมวิทซึ่งมีชุมชนชาวญี่ปุ่นจำนวนมาก

ชยพร พรประภาประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Kaigo Life Co., Ltd. กล่าวว่า “Kaigo Life เข้าร่วมสนับสนุนการขยายตลาดและประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์จากจังหวัดทตโตริในประเทศไทย โดยเริ่มต้นจากเนื้อวากิวเกรด A5 ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียม และผมเองยังได้รับเกียรติให้เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของจังหวัดทตโตริ และจะช่วยเผยแพร่เสน่ห์ของจังหวัดทตโตริในทุกด้าน ตั้งแต่อาหาร วัฒนธรรม ไปจนถึงการท่องเที่ยว”

ภายในงาน Tottori Food Fair ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 30 เมษายน นี้ ขอเชิญชวนผู้ที่ชื่นชอบเนื้อวากิวมาสัมผัสความอร่อยของ Tottori Wagyu Olein 55 ที่งาน “Tottori Food Fair” ณ JW Marriott Hotel – Japanese Restaurant TSU

ด้วยเนื้อสัมผัสที่นุ่มละลายในปากและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ จะมอบประสบการณ์การรับประทานเนื้อวัวระดับพรีเมียมที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง

ก่อนหน้างาน Tottori Food Fair ได้มีการจัดงานเปิดตัวเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ซึ่งมี เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย นายโอตากะ เข้าร่วมงาน พร้อมกล่าวถึงความยอดเยี่ยมของอาหารและการท่องเที่ยวของจังหวัดทตโตริ รวมถึงแสดงความคาดหวังต่อความสำเร็จของงาน Tottori Food Fair

ตลาดนำเข้าเนื้อวัวในประเทศไทย

ตลาดนำเข้าเนื้อวัวในประเทศไทยมีมูลค่าสูงและเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเนื้อวัวระดับพรีเมียมจากต่างประเทศ ซึ่งครองสัดส่วนมากกว่า 80% ของตลาด

เนื่องจากการผลิตเนื้อวัวภายในประเทศยังไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภค จึงทำให้ประเทศไทยยังคงนำเข้าเนื้อวัวอย่างต่อเนื่อง

เนื้อนำเข้าส่วนใหญ่ ได้แก่

• เนื้อวากิวจากประเทศญี่ปุ่น• เนื้อวัวเลี้ยงด้วยหญ้า (Grass-fed beef) จากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์

เนื้อวัวที่มี การรับรองมาตรฐานและเรื่องราวของแหล่งกำเนิด มีแนวโน้มเติบโตในตลาดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเนื้อวัวจากจังหวัดทตโตริก็เป็นหนึ่งในตัวอย่างสำคัญ

วัตถุดิบพิเศษจากจังหวัดทตโตริ

– Tottori Wagyu

เนื้อวากิวจากจังหวัดทตโตริได้รับการประเมินคุณภาพจากหลายปัจจัย เช่น

• ลายไขมันแทรก (Marbling)• สีของเนื้อ• คุณภาพของไขมัน

จุดเด่นสำคัญคือมี กรดโอเลอิก (Oleic Acid) ซึ่งเป็นไขมันไม่อิ่มตัวสูงกว่า 55%

จึงทำให้เนื้อวากิวมีความนุ่มและละลายในปาก จนได้รับการเรียกว่า “Tottori Wagyu Olein 55”

วากิวทตโตริมีต้นกำเนิดสำคัญจากวัวพันธุ์ในตำนานชื่อ “Kedakago” ซึ่งได้ให้กำเนิดลูกหลานที่จดทะเบียนมากกว่า 3,000 ตัว และกลายเป็นหนึ่งในสายเลือดหลักของวัวคุโรเกะในปัจจุบัน

แบรนด์ Tottori Wagyu Olein 55 เป็นวากิวระดับพรีเมียมที่จังหวัดทตโตริส่งเสริม โดยมีวัวที่ผ่านการคัดเลือกเพียง ประมาณ 400 ตัวต่อปี

– Matsuba Crab

ปูมัตสึบะเป็นปูซูไวที่จับได้จากทะเลญี่ปุ่น โดยเฉพาะจากท่าเรือ ซาไกมินาโตะ ซึ่งเป็นท่าเรือที่มีปริมาณการจับปูมากเป็นอันดับต้น ๆ ของญี่ปุ่น

เนื้อปูมีรสหวาน สามารถนำไปปรุงอาหารได้หลากหลาย เช่น

• ย่าง• ต้ม• รับประทานสด

รสชาติกลมกล่อมเข้มข้น และเข้ากันได้ดีกับสาเก

ฤดูกาลจับปูอยู่ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน – มีนาคม

– ลูกแพร์

ลูกแพร์ Oshuu Pear เป็นผลไม้ขึ้นชื่อของจังหวัดทตโตริ และเป็นตัวแทนของฤดูใบไม้ร่วง

มีประวัติการปลูกยาวนานกว่า 100 ปี

ลักษณะเด่น

• เปลือกสีเขียวอ่อนสวยงาม• รสชาติหวาน• เนื้อฉ่ำน้ำ สดชื่น

นอกจากนี้ยังมีสายพันธุ์อื่น ๆ เช่น

• Shinkansen• Natsusayaka• Natsuhime

ซึ่งมีความหวานและเนื้อสัมผัสกรุบกรอบเป็นเอกลักษณ์

– Nagaimo (เนบาริกโกะ)

ปลูกในพื้นที่เนินทรายบริเวณตอนกลางของจังหวัดทตโตริ

มีลักษณะเด่นคือ

• รูปร่างยาวตรง• ผิวสวยงาม• เนื้อสัมผัสนุ่มลื่น

โดยเฉพาะพันธุ์ เนบาริกโกะ ซึ่งเป็นสายพันธุ์ใหม่ที่พัฒนาโดยจังหวัดทตโตริ

มีความเหนียวมากกว่ามันยาวทั่วไป และให้รสชาติหวานกลมกล่อม เหมาะสำหรับนำไปประกอบอาหารหลากหลายเมนู

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่JW Marriott Hotel – Japanese Restaurant TSU

ชวนเที่ยวงาน ‘เทศกาลว่าว’ ชมว่าวปลากระเบน LED ยักษ์ แลนด์มาร์คท่องเที่ยวใหม่ปทุมฯ

ชวนเที่ยวงาน ‘เทศกาลว่าว’ ชมว่าวปลากระเบน LED ยักษ์ แลนด์มาร์คท่องเที่ยวใหม่ปทุมฯ

ชวนเที่ยวงาน ‘เทศกาลว่าว’ ชมว่าวปลากระเบน LED ยักษ์ แลนด์มาร์คท่องเที่ยวใหม่ปทุมฯ

วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.51 น.

จังหวัดปทุมธานี ผนึกกำลังกับ อบจ.ปทุมธานี ครั้งใหญ่เปิดงาน “Pathumthani Kite Festival 2026” ยกทัพว่าวแฟนซีและไฮไลต์เด็ด “ว่าวปลากระเบน LED ยักษ์” ยาวกว่า 24 เมตร หวังสร้างแลนด์มาร์คท่องเที่ยวใหม่และกระจายรายได้สู่ชุมชนระหว่างวันที่ 13-14 มีนาคมนี้

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569  นายพงศธร กาญจนะจิตรา รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “Pathumthani Kite Festival ประจำปี 2569” โดยมีคณะผู้บริหารระดับสูงและหัวหน้าส่วนราชการ นำโดย พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี พร้อมด้วย ร้อยตำรวจเอก ดร.ตรีลุพธ์ ธูปกระจ่าง นายกเทศมนตรีนครรังสิต และ นางรุจศลักษณ์ ธูปกระจ่าง ตั้งวงษ์เลิศ รองนายก อบจ.ปทุมธานี  เข้าร่วมงาน โดย บจก.เจเนอรัล อินเตอร์แอ็คทีฟ  เป็นผู้ดำเนินการจัดกิจกรรม ณ ลานอเนกประสงค์องค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี ต.บ้านฉาง อ.เมืองปทุมธานี

นายพงศธร กาญจนะจิตรา รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า โครงการ “Pathumthani Kite Festival 2026” จัดขึ้นเพื่อฟื้นฟูประเพณีการเล่นว่าวของไทย และเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยเทศกาลว่าวจะดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในและนอกพื้นที่ให้เข้ามาใช้จ่าย กระตุ้นเศรษฐกิจให้พ่อค้าแม่ค้าในระดับฐานรากมีรายได้ และสร้างความสุขให้กับพี่น้องประชาชน ภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับว่าว กิจกรรมเพนท์ว่าว กิจกรรมสาธิตการทำว่าวพื้นบ้านไทย และไฮไลท์ที่ห้ามพลาดคือ การจัดแสดงว่าวยักษ์แฟนซี และการแสดงว่าวไทย 4 ภาค ซึ่งถูกประดิษฐ์อย่างพิถีพิถันจนสวยงามระรานตา และที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวไม่น้อย คือ “ว่าวปลากระเบน LED ยักษ์” ยาวกว่า 24 เมตร ที่จัดแสดงในช่วงค่ำ ทำให้ทุกครอบครัวที่มาได้รับความสุขกลับไปถ้วนหน้า

ด้าน พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า อบจ.ปทุมธานี ได้บูรณาการร่วมกับ จ.ปทุมธานี การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานกรุงเทพมหานคร และสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดปทุมธานี จัดทำโครงการ Pathumthani Kite Festival ประจำปี 2569 ขึ้น ในระหว่างวันที่ 13-14 มีนาคม 2569 เพื่อฟื้นฟูและอนุรักษ์ประเพณีการเล่นว่าวของไทยให้กับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง และที่สำคัญเพื่อส่งเสริมและกระตึ้นเศรษฐกิจภายในจังหวัด เพื่อคืนความสุขให้กับชาวปทุมธานีและจังหวัดใกล้เคียง จึงขอเชิญชวนทุกท่านมาสัมผัสบรรยากาศงาน มาชมความตื่นตาของว่าวยักษ์และว่าว LED ที่หาชมยาก พร้อมอุดหนุนสินค้าจาก Food Truck และร้านอาหารอร่อยๆ ในพื้นที่ เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของบ้านเราให้คึกคักไปด้วยกัน

คุณแหน : 14 มีนาคม 2569

คุณแหน : 14 มีนาคม 2569

คุณแหน : 14 มีนาคม 2569

วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569, 08.22 น.

ขอไว้อาลัยและขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของ อลิสา “สิมะเสถียร”เม่งอำพัน ในการจากไปด้วยวัย 68 ปีของเธอ พิธีสวดพระอภิธรรม จัดที่ ศาลา 6 วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน 11-15 มี.ค. 18.00 น.กำหนดฌาปนกิจศพ 16 มี.ค.16.00 น. ณ เมรุ 2…

อาทิตย์ที่แล้ว มนต์ทิพย์ รุจิกัณหะ ได้ไปร่วมทัวร์ทดสอบสุขภาพ กับกลุ่มอาจารย์สูงวัยคุรุศาสตร์ จุฬาฯ นำโดย อ.ชัยธวัชว์ ไทยง อายุ 84 ปี ด้วยการพาลูกทัวร์กว่า 10 ชีวิต นั่งรถจากเชียงใหม่ สู่ แม่ฮ่องสอน ผ่าน 1000 โค้ง ทุกคนยังสดชื่น สบาย สุขภาพยอดเยี่ยมจริงๆ…

เมื่อเช้าวันพุธที่ผ่านมา ศุษศิษฎ์ จงจิตต์ มาหามารดา สินี พร้อมหอบหิ้วอาหารโปรด โดยเฉพาะแกงเนื้อ จาก อ.ต.ก.มาฝาก เพราะจะต้องบินไปลาว ดูแลงานบริษัท ช.การช่างที่รับผิดชอบอยู่ โดยกลับถึงไทยเมื่อวันวาน ด้วยช่วงนี้มารดาปวดเส้นเอ็นอักเสบ ไม่สามารถเดินไปไหนมาไหนได้ ด้วยความเป็นห่วง..

เพราะวันที่ 19-21 มี.ค.นี้ ต้องเดินทางไปทำงานที่หัวหิน ทำให้ ฐิติวรรณ์ มหาวิจิตร ต้องรบกวนพี่ชาย นนท์ปวิธ พาคุณป้า ดุษฎี อยู่เจริญ ไปพบแพทย์ตามนัดวันที่ 20 มี.ค.ให้ด้วย…โชคดีที่ยังมีตัวแทนทำภารกิจสำคัญให้ มิฉะนั้นเครียดรับประทานแน่…ถือว่าเป็นบุญของป้า ที่ยังมีคนคอยดูแลเอาใจใส่…

ศิริวรรณ วงศ์ศิริกุล นัด ธนิต วิจิตรพันธ์ุ วันพุธที่ผ่านมาเกิดแม่บ้านลากลับบ้านกระทันหัน พอดีเพื่อนรัก ประนอม -สมจิต เฉินบำรุง จากเชียงใหม่เข้า กทม. ทำให้ขอนัดเพื่อนพบกันที่ร้านปากซอยบ้านเพื่อน ทานข้าวเคล้าเสียงเปียโน ตามสไตล์กลุ่ม ในเย็นวันที่ 19 มี.ค.นี้…

จากอเมริกา กลับมาเมืองไทยคราวนี้ รัตนาภรณ์ อัมพรรัตน์ ได้พบเพื่อนรักเก่าๆราชิรุ่น 62 หลายคน นับว่าคุ้มกับ 9 ปีที่รอคอย เพราะสาวน้อยไม่ได้กลับมาเยี่ยมบ้านนานแล้ว…

ชาวพาณิชย์ พระนครรุ่น 2513 ร่วมงานสังสรรค์กันในโอกาสครบ 56 ปีที่จบการศึกษา เมื่อวันก่อน ที่ รร.The Emerald รัชดาฯ…ข่าวว่า หลายคนมาสอบเข้าเรียนต่อที่ คณะบัญชี มธ.รุ่น 2513-2516 ด้วย…เก่งจริงๆ…

สก.บางเขน (สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร) นริสสร แสงแก้ว สก.คนขยัน ลงพื้นที่ดูแลประชาชนย่านคู้บอน เช่นหมู่บ้านVilla Exclusive Zone…สก.นริสสร หากระจกโค้งติดให้หน้าหมู่บ้านฯ เพื่อการจราจรที่ปลอดภัย ชาวหมู่บ้านฯซาบซึ้งน้ำใจยิ่งนัก…

พี่สาวที่แสนดีอย่าง ดร.ศุภวรรณ วงศ์ประยูร ไปดูแลน้องสาวป่วยวิกฤติที่ชุมพรตลอดมา…

พรพรรณ รอดวรรณะ ฝากกราบขอบพระคุณ นพ.ปิลันธน์ ใจปัญญา ที่ผ่าตัดหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ที่ รพ.พริ้นซ์ สุวรรณภูมิ ให้เป็นที่เรียบร้อย…

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ เคยมอบคอมพิวเตอร์พร้อม serverให้ คุณหญิงหมอ พรทิพย์ โรจนสุนันท์ ได้ใช้ประโยชน์เก็บข้อมูลเมื่อคราวเกิดสึนามิทางภาคใต้ในปีพ.ศ.2547 …ทั้งสองพบกันเมื่อวันไปรับรางวัลเนื่องในวันสตรีสากลที่ผ่านมา !!…

บารอนเนส

‘บ้านทองหยอด’ ขับเคลื่อนขนมไทย SME ปั้นเมนูใหม่ ‘ลูกชุบไข่เค็ม’ สูตรพิเศษ ส่งเซเว่นฯ

‘บ้านทองหยอด’ ขับเคลื่อนขนมไทย SME ปั้นเมนูใหม่ ‘ลูกชุบไข่เค็ม’ สูตรพิเศษ ส่งเซเว่นฯ

‘บ้านทองหยอด’ ขับเคลื่อนขนมไทย SME ปั้นเมนูใหม่ ‘ลูกชุบไข่เค็ม’ สูตรพิเศษ ส่งเซเว่นฯ

วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หมวดขนมไทยบนเซลฟ์เซเว่น อีเลฟเว่น กลายเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน เมื่อ “บ้านทองหยอด”  รับ ไข่สดจากฟาร์มเกษตรกรวันละกว่า 200,000 ฟอง มาเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบการเกษตรผ่านการพัฒนาขนมไทยมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ชุดรวมขนมไทย, ขนมเทียนแก้ว, เปี๊ยะส้มถั่วไข่เค็ม และ “ลูกชุบไข่เค็ม” ตัวใหม่ล่าสุดที่เพิ่งวางจำหน่ายในเดือนกุมภาพันธ์ กลายเป็นขนมไฮไลท์ในแคมเปญ “เติมความอร่อยขนมไทย SME” ด้วยยอดการตอบรับที่ดีจากกลุ่มคนรุ่นใหม่

ความสำเร็จดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้การบริหารของ ซีพี ออลล์ ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ ที่เดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ไทยอย่างต่อเนื่อง เปิดโอกาสให้สินค้าเข้าสู่ช่องทางจำหน่ายทั่วประเทศ พร้อมช่วยสร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ให้ชุมชน และต่อยอดวัตถุดิบการเกษตรไทยอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “SME โตไกลไปด้วยกันอย่างยั่งยืน”

พลิกสูตรใหม่สู่ “ลูกชุบไข่เค็ม” เพิ่มเลเยอร์ความอร่อยด้วยสูตรลับ

การพัฒนา “ลูกชุบไข่เค็ม” เกิดจากความตั้งใจของ ภาณุวัฒก์ เงินศรีสุข กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีทีวาย ฟู้ด จำกัด หรือ “คุณเป๊ก” เจ้าของอาณาจักรขนมหวาน “บ้านทองหยอด” ที่มุ่งมั่นให้เป็นมากกว่าลูกชุบแบบดั้งเดิม จึงคิดค้นสูตรลับ “ไส้ไข่เค็มกวนกับถั่ว” สร้างรสชาติหวานนัวกำลังดี ขณะเดียวกันยังคงรูปลักษณ์ สีสัน และกรรมวิธีการผลิตแบบขนมไทยแท้ไว้อย่างครบถ้วน ซึ่งสินค้านี้เป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ภายใต้แคมเปญ “เติมความอร่อยขนมไทย” ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ SME ไทยนำสินค้าเข้าจำหน่ายในร้านเซเว่นฯ ทั่วประเทศ ช่วยให้สินค้าเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง

เบื้องหลังความสำเร็จดังกล่าวมาจากกระบวนการพัฒนาสินค้าที่ใช้เวลาทดลอง และปรับสูตรอย่างจริงจัง โดยทีมงานเริ่มจากการตั้งโจทย์ว่า จะทำอย่างไรให้ขนมไทยที่คุ้นเคยสามารถสร้างประสบการณ์ใหม่โดยไม่สูญเสียอัตลักษณ์เดิม จึงมีการทดลองปรับสูตรต่างๆ เพื่อให้ได้รสชาติที่กลมกล่อม นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงความคงตัวของไส้ และอายุการเก็บรักษาให้เหมาะสมกับการจำหน่ายในร้านเซเว่นฯ ความมั่นใจของสินค้าชิ้นนี้เกิดจากการทำงานร่วมกันกับทีมเซเว่นฯ จนได้ “ลูกชุบไข่เค็ม” ที่แปลกใหม่ ทำให้หลายคนเห็นแล้วอยากลิ้มลองในทันที

จากครัวเล็กๆ ภายในบ้าน สู่อาณาจักรขนมหวาน “บ้านทองหยอด”

เส้นทางการพัฒนาธุรกิจขนมไทยของภาณุวัฒก์ไม่ง่ายเลย แม้ว่าจะเติบโตมากับการเห็นคุณพ่อคุณแม่ทำขนมตั้งแต่เด็ก แต่สิ่งที่ท้าทายคือ การนำสินค้าเข้าสู่ร้านเซเว่นฯ จากเดิมที่ผลิตในลักษณะครัวเรือน จำเป็นต้องยกระดับสู่การผลิตในโรงงานที่ได้มาตรฐาน จึงตัดสินใจย้ายฐานการผลิตไปยังจังหวัดนครปฐม พร้อมลงทุนสร้างโรงงานใหม่ให้สอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร และข้อกำหนดด้านคุณภาพ ตั้งแต่การออกแบบสถานที่ผลิต การควบคุมสุขอนามัย ไปจนถึงระบบตรวจสอบคุณภาพในทุกขั้นตอน เพื่อให้สามารถผลิตสินค้าในปริมาณมากได้อย่างต่อเนื่อง และปลอดภัยต่อผู้บริโภค

“ความฝันของคุณแม่เมื่อ 10 ปีก่อน คืออยากเห็นขนมไทยของครอบครัวได้เข้าไปอยู่ในร้านเซเว่นฯ เพราะในเวลานั้นมีสาขากว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ แค่ขายได้วันละ 1 ชิ้นต่อสาขา ก็สร้างรายได้ที่มั่นคงให้ครอบครัวแล้ว เราจึงส่งโปรไฟล์บริษัทไปนำเสนอ และในที่สุดโอกาสครั้งสำคัญก็เกิดขึ้นโดยสินค้าแรกคือ ‘ชุดรวมขนมไทย’ ที่รวมขนมมงคลอย่างทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง และเม็ดขนุนไว้ในกล่องเดียว ซึ่งขนมชุดนี้ไม่เพียงเป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโตในช่องทางโมเดิร์นเทรด แต่ยังเป็นสินค้าที่สร้างรายได้หลักให้ครอบครัวมาจนถึงวันนี้ และแม้เวลาจะผ่านไปกว่า 8 ปี ก็ยังคงวางจำหน่ายอยู่บนเซลฟ์ของร้านเซเว่นฯ อย่างต่อเนื่อง และได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าเสมอมา”

ความสำเร็จที่เติบโตไปพร้อมเกษตรกรและชุมชนที่เป็นต้นน้ำวัตถุดิบ

การเติบโตของธุรกิจ SME ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความร่วมมือของเครือข่ายเกษตรกรและชุมชนที่เป็นต้นน้ำของวัตถุดิบสำคัญ โดยขนมทุกตัว ใช้ไข่เป็นวัตถุดิบหลักในกระบวนการผลิตสูงถึงวันละกว่า 200,000 ฟอง แบ่งเป็น “ไข่ไก่” จากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ฉะเชิงเทรา นครปฐม และนครนายก และ “ไข่เป็ด” จากจังหวัดสุพรรณบุรี นครปฐม และราชบุรี พร้อมการันตีรับซื้ออย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี เพื่อสร้างความมั่นใจเรื่องรายได้ให้เกษตรกรรายย่อยอีกด้วย

ขณะเดียวกันการพัฒนาสินค้าใหม่ให้กับเซเว่นฯ ยังส่งผลให้เกิดการจ้างงาน และยกระดับทักษะแรงงานในชุมชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งในกระบวนการผลิต การควบคุมคุณภาพ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ สะท้อนบทบาทของธุรกิจที่ไม่เพียงสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่ยังสร้างโอกาสและความมั่นคงให้กับผู้คนในพื้นที่

ปัจจุบัน “บ้านทองหยอด” มีผลิตภัณฑ์วางจำหน่ายในร้านเซเว่นฯ 5 รายการ ได้แก่ ชุดรวมขนมไทย, ขนมเทียนแก้ว, เปี๊ยะส้มถั่วไข่เค็ม, ถั่วกวนเผือกกวนลายคุโรมิ, และลูกชุบไข่เค็ม ตัวใหม่ล่าสุดที่เพิ่งวางจำหน่ายในเดือนกุมภาพันธ์ โดยในปี 2568 บริษัทฯ มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 20% คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 190 ล้านบาท

ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับเซเว่นฯ ตั้งแต่การพัฒนาแพ็กเกจจิ้ง การให้คำแนะนำด้านมาตรฐานคุณภาพ ไปจนถึงการวางแผนสินค้าให้เหมาะกับผู้บริโภคในแต่ละช่วงเวลา ความร่วมมือนี้ทำให้ธุรกิจสามารถปรับตัวได้อย่างเป็นระบบ และขยายกำลังการผลิตได้อย่างมั่นคง ซึ่งเมื่อยอดขายเติบโตขึ้น ความต้องการวัตถุดิบจากเกษตรกรและการจ้างงานในชุมชนก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทั้งหมดนี้จึงไม่ใช่เพียงการเติบโตของบริษัทฯ เท่านั้น แต่เป็นการเติบโตของห่วงโซ่ธุรกิจทั้งระบบ สะท้อนแนวคิดการพัฒนา SME ไทยที่เดินหน้าไปพร้อมกับพันธมิตรทางธุรกิจ และชุมชนอย่างยั่งยืน

‘กิตติวรรณ อนุเวชสกุล’ ประกาศความสำเร็จ แมคโดนัลด์ ประเทศไทย สร้าง Brand Connection พลิกโฉมระบบดิจิทัล สู่การเติบโตที่ยั่งยืน

‘กิตติวรรณ อนุเวชสกุล’ ประกาศความสำเร็จ แมคโดนัลด์ ประเทศไทย สร้าง Brand Connection พลิกโฉมระบบดิจิทัล สู่การเติบโตที่ยั่งยืน

‘กิตติวรรณ อนุเวชสกุล’ ประกาศความสำเร็จ แมคโดนัลด์ ประเทศไทย สร้าง Brand Connection พลิกโฉมระบบดิจิทัล สู่การเติบโตที่ยั่งยืน

วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

บริษัท แมคไทย จำกัด ผู้นำธุรกิจร้านอาหารบริการด่วน (QSR) ภายใต้แบรนด์ แมคโดนัลด์ ประเทศไทย ซึ่งนำทัพโดย นางสาวกิตติวรรณ อนุเวชสกุล ประธานกรรมการบริหาร ประกาศความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจในปีที่ผ่านมา เติบโตอย่างมั่นคงตามเป้าหมาย ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจและการแข่งขันที่ท้าทาย สะท้อนถึงศักยภาพของกลยุทธ์ที่แข็งแกร่งและความสามารถในการปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจให้พุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง ผนึกกำลังพาร์ทเนอร์ระดับโลก รุกสร้าง Brand Connection ควบคู่กับการพลิกโฉมระบบดิจิทัล ยกระดับประสบการณ์ลูกค้า ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยความเข้าใจเชิงลึกในทุกอินไซต์ เพื่อสร้างคุณค่าให้ผู้บริโภคไทยครบทุกมิติ

นางสาวกิตติวรรณ อนุเวชสกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แมคไทย จำกัด เปิดเผยว่า แมคโดนัลด์ ประเทศไทย ยังคงสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องตามเป้าหมาย ภายใต้บริบทของตลาดร้านอาหารบริการด่วน (QSR) ในประเทศไทยที่มีความท้าทายตลอดทั้งปี ทั้งยังคงเดินหน้าปรับตัวและพัฒนากลยุทธ์ทางการตลาดอย่างต่อเนื่องเพื่อเข้าถึงอินไซต์ของผู้บริโภคไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการผสมผสานอัตลักษณ์ของแบรนด์ระดับโลกเข้ากับบริบทของคนไทยได้อย่างลงตัว พร้อมมุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ ในปี 2569 แมคโดนัลด์ ประเทศไทย พร้อมออกสตาร์ทในแผน “Racing the Future” เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจให้พุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง ด้วยการสานต่อกลยุทธ์ที่ชัดเจนและแข็งแกร่ง ดังนี้

ผนึกกำลังพาร์ทเนอร์ระดับโลก รุกสร้าง Brand Connection

เริ่มต้นปีอย่างยิ่งใหญ่ด้วยการผนึกกำลังกับพาร์ทเนอร์ระดับโลก ตอกย้ำความแข็งแกร่งของแมคโดนัลด์ในฐานะแบรนด์ QSR ระดับโลกเพียงหนึ่งเดียว ที่ได้รับเลือกเป็นผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการ (Official Restaurant Sponsor) ของการแข่งขันฟุตบอลระดับโลก ‘FIFA World Cup 2026™’ โดยแมคโดนัลด์ ประเทศไทย พร้อมถ่ายทอดประสบการณ์ระดับสากลนี้สู่ผู้บริโภคชาวไทยผ่านความร่วมมือสุดเอ็กซ์คลูชีฟ เพื่อเสิร์ฟความตื่นเต้นและโมเมนต์สุดพิเศษให้แฟนบอลชาวไทยตลอดฤดูกาล ในขณะเดียวกัน แมคโดนัลด์ ประเทศไทย พร้อมอยู่เคียงข้างทุกช่วงเวลาสำคัญของผู้บริโภคชาวไทยอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็น “วันเด็กแห่งชาติ” ซึ่งแมคโดนัลด์ได้ส่งต่อความสุขให้น้องๆ ด้วยการริเริ่มการแจกไอศกรีมโคน มายาวนานกว่า 16 ปี รวมถึงเทศกาลพิเศษและวันสำคัญของชาวไทย เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ความผูกพัน กับผู้บริโภคชาวไทยอย่างยั่งยืน

พลิกโฉมระบบดิจิทัล ตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้าในทุกมิติ

จากความสำเร็จของ McDonald’s App ด้วยยอดดาวน์โหลดกว่า 6 ล้านคน สะท้อนถึงความไว้วางใจและการยอมรับจากผู้บริโภคอย่างชัดเจน โดยในปีนี้ แมคโดนัลด์ ประเทศไทย จะเดินหน้ายกระดับประสบการณ์ดิจิทัลสู่ขั้นกว่า ผ่านการเปิดตัว Loyalty Program ให้ทุกการใช้จ่ายของลูกค้ามีมูลค่ายิ่งขึ้น เพื่อมอบสิทธิประโยชน์ที่คุ้มค่าและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคดิจิทัล พร้อมสร้างประสบการณ์ที่เหนือระดับ อย่างไร้รอยต่อ  และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่อย่างเต็มรูปแบบ

มุ่งมั่นสร้างคุณค่าที่เหนือกว่า เพื่อเคียงข้างคนไทยในทุกมิติ

แมคโดนัลด์ ประเทศไทย มุ่งมั่นส่งมอบคุณค่าที่เหนือกว่าด้วยความเข้าใจลึกถึงอินไซต์ผู้บริโภคชาวไทยผ่าน 3 คุณค่าทรงพลัง ได้แก่ Value for Money , Value for Economy และ Value for Community

เริ่มต้นด้วยการสร้าง Value for Money  เดินหน้าส่งมอบความคุ้มค่า คุ้มราคา ผ่าน Value Platform ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้บริโภคชาวไทยสามารถบริหารงบประมาณได้อย่างคุ้มค่า ผ่านเมนูที่หลากหลาย อร่อย และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนไทย โดยยังมีเมนูยอดนิยมอย่างไก่ทอดแมคและแมคข้าวกะเพรา ที่อร่อยและเข้าถึงง่ายในทุกมื้อ เพื่อช่วยดึงดูดการเข้ามาใช้บริการที่แมคโดนัลด์ได้อย่างต่อเนื่องในทุกมื้อ ทุกเวลา

ควบคู่ไปกับการสร้าง Value for Economy เพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยแผนการรุกขยายสาขาอย่างต่อเนื่องตลอดปีในทำเลศักยภาพสูง เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงของผู้บริโภค พร้อมสร้างโอกาสการจ้างงานและการเติบโตในระดับท้องถิ่น

พร้อมสร้าง Value for Community ตอกย้ำบทบาทของแมคโดนัลด์ ประเทศไทย ที่ไม่เพียงขับเคลื่อนธุรกิจ แต่ยังคงให้ความสำคัญและเติบโตเคียงข้างสังคมไทย ผ่านโครงการพัฒนาสังคมอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่โครงการ ‘McHappy Smile’ ร่วมกับ สพฐ. ที่สร้างรอยยิ้มให้เยาวชนไทยกว่า 1,000 คน การช่วยเหลือชุมชนในยามภัยพิบัติผ่านการมอบอาหารกว่า 10,000 มื้อ  ไปจนถึงการเป็น “Forever Partner” ของมูลนิธิโรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ ประเทศไทย มากว่า 25 ปี เพื่อดูแลครอบครัวผู้ป่วยเด็กผ่านโครงการบ้านพักพิงโรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ หรือ “บ้านแมค”, หน่วยรถทันตกรรมเคลื่อนที่โรนัลด์ แมคโดนัลด์ และห้องสันทนาการเด็ก สะท้อนถึงคำมั่นสัญญาในการอยู่เคียงข้างและสนับสนุนชุมชนไทยอย่างแท้จริง

Death Fest 2026 : re-member ก่อน-แก่-เจ็บ-ตาย งานแฟร์เพื่อการเป็นอยู่ที่มีความหมายและวาระสุดท้ายที่ดีที่สุด

Death Fest 2026 : re-member ก่อน-แก่-เจ็บ-ตาย งานแฟร์เพื่อการเป็นอยู่ที่มีความหมายและวาระสุดท้ายที่ดีที่สุด

Death Fest 2026 : re-member ก่อน-แก่-เจ็บ-ตาย งานแฟร์เพื่อการเป็นอยู่ที่มีความหมายและวาระสุดท้ายที่ดีที่สุด

วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

Death Fest 2026 : re-member ก่อน-แก่-เจ็บ-ตาย กลับมาอีกครั้งใน พ.ศ. 2569 ในฐานะงานแฟร์ที่ชวนสังคมไทยเรียนรู้เรื่องการเป็นอยู่ที่ดีและการเตรียมตัวตายอย่างเข้าใจ จัดโดย Peaceful Death, The Cloud และ ชูใจ กะ กัลยาณมิตร ร่วมกับเครือข่ายองค์กรด้านสุขภาพและสังคม อาทิ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), กรมการแพทย์, สภากาชาดไทย, โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย, คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล, สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ, กรมกิจการผู้สูงอายุ, สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองฟูกูโอกะ, ชีวามิตร, The Active Thai PBS และ หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ (สวนโมกข์กรุงเทพ)

งานกำลังจัดขึ้นในวันที่ 13 – 15 มีนาคม พ.ศ. 2569 เวลา 09.00 – 19.00 น. ณ อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น ฮอลล์ 6 เมืองทองธานีธีมของปีนี้คือ ‘re-member ก่อน-แก่-เจ็บ-ตาย’ ซึ่งตั้งต้นจากความเชื่อว่า การมีคุณภาพชีวิตที่ดี แม้ในช่วงเจ็บป่วยหรือวาระสุดท้าย ไม่ใช่เรื่องของคนใดคนหนึ่ง หากเกี่ยวข้องกับทุกคนรอบตัว ตั้งแต่ครอบครัว เพื่อน ชุมชน ไปจนถึงสังคมในภาพใหญ่ แม้เราจะวางแผนการรักษา เตรียมเอกสาร หรือคิดถึงช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตไว้แล้ว แต่สิ่งเหล่านั้นจะเกิดขึ้นได้จริง ต้องอาศัยการสื่อสารเจตนารมณ์ให้คนรอบข้างรับรู้ เข้าใจ และร่วมกันทำให้เกิดขึ้น ท่ามกลางความคิด ความเชื่อ และมุมมองที่อาจแตกต่างกัน Death Fest 2026 จึงออกแบบให้เป็นพื้นที่สำหรับการเรียนรู้เรื่องอยู่ดี-ตายดีร่วมกัน

นางสาววรรณา จารุสมบูรณ์ ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Peaceful Death  ชวนไปงาน Death Fest 2026 ซึ่งกลับมาอีกครั้งเป็นปีที่ 2 ภายใต้แนวคิด re-member เพราะเชื่อว่าการมีคุณภาพชีวิตที่ดีจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ไม่ใช่เรื่องของคนใดคนหนึ่ง แต่มีผลกระทบวงกว้างกับทุกความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นรอบตัว ตั้งแต่ครอบครัว เพื่อน ชุมชน ไปจนถึงสังคมระดับประเทศ ดังนั้น หัวใจสำคัญของงานคือการทำให้ทุกคนตระหนักว่า การคุยเรื่องความตายล่วงหน้าไม่ใช่การแช่ง แต่คือการแสดงความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะมันช่วยลด ‘ภาระใจ’ ให้คนข้างหลังไม่ต้องแบกรับการตัดสินใจที่ยากลำบากในวินาทีวิกฤต และยังช่วยลดภาระต่อระบบสาธารณสุขในภาพรวมเมื่อเราเลือกวิถีการจากไปอย่างสงบตามความปรารถนาของตนเองได้จริง งานนี้จึงเปิดกว้างสำหรับทุกคน ไม่ว่าคุณจะมีครอบครัวใหญ่ อยู่เป็นคู่ หรือใช้ชีวิตเพียงลำพัง เพราะเราเชื่อว่าความเข้าใจและการดูแลใจกันจนถึงนาทีสุดท้าย คือสิ่งที่มนุษย์ทุกคนพึงได้รับอย่างเท่าเทียมกัน

นางสาวภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวเสริมว่า สสส.ในฐานะที่ทำหน้าที่ส่งเสริมสุขภาวะที่ครอบคลุมทุกช่วงวัยของชีวิต ตั้งแต่การเกิด การแก่ การเจ็บป่วย ไปจนถึงการตาย จึงมองว่าการสื่อสารเรื่องวาระสุดท้ายไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่คือการสร้างรากฐานของสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน งาน Death Fest 2026 จึงเป็นเสมือนห้องสมุดขนาดใหญ่ที่ช่วยให้คนทุกกลุ่มเข้าถึงองค์ความรู้ในการเผชิญหน้ากับความจริงของชีวิตได้อย่างมีสติ และการตายดีนับเป็นสิทธิพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนควรได้รับและควรเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม ดังนั้น การเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันที่ยังมีสุขภาพดีจะช่วยให้วาระสุดท้ายของชีวิตเป็นไปตามความปรารถนาของตนเอง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในมิติของสุขภาวะที่สมบูรณ์แท้จริง

นายประสิทธิ์ วิทยสัมฤทธิ์ ผู้ร่วมก่อตั้ง ชูใจ กะ กัลยาณมิตร ผู้ดูแลประสบการณ์ภายในงาน Death Fest 2026 ขยายความว่า Death Fest ในปีนี้ ออกแบบเพื่อให้คนในครอบครัว สังคม ชุมชน สร้างความตระหนักรู้ร่วมกัน โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนบรรยากาศงานแฟร์ที่คุ้นเคยให้กลายเป็นเส้นทางสำรวจความต้องการภายในจิตใจของตนเองและคนรอบข้าง จึงตั้งใจออกแบบกิจกรรมภายในงานให้มีความหมายอันลึกซึ้งมากกว่าแค่พร็อปถ่ายรูปสวย ๆ ลงโซเชียลมีเดีย ยกตัวอย่างเช่น กิจกรรม Test Die & Funeral Design Center ที่ใช้โลงศพมาเป็นสัญลักษณ์สำคัญ เราไม่ได้มองสิ่งนี้เป็นเพียงเครื่องบรรจุศพ แต่เราออกแบบให้มันเป็น ‘เครื่องมือสื่อสาร’ เพื่อสื่อถึงความเท่าเทียมในวาระสุดท้าย และการตระหนักถึงคุณค่าของลมหายใจที่มีอยู่จริงในปัจจุบัน ทุกรายละเอียดตั้งแต่วัสดุไปจนถึงการจัดวาง มีจุดประสงค์เพื่อให้คนได้หยุดคิด เรียนรู้ และตระหนักถึงสัจธรรมของชีวิตผ่านมุมมองที่เข้าถึงง่าย

ด้าน นายทรงกลด บางยี่ขัน บรรณาธิการบริหาร The Cloud กล่าวถึงการเข้ามามีส่วนร่วมในงาน Death Fest ว่า ในฐานะสื่อรุ่นใหม่ ต้องการนำเสนอประเด็นที่สร้างผลกระทบเชิงบวกกับสังคมในหลากหลายมิติ ทั้งเรื่องสังคม สิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิต ทำให้เรื่องที่ดูเข้าใจยาก ไม่อยากพูดถึงเป็นเรื่องที่ง่าย ใกล้ตัว และมีคุณค่า งาน Death Fest ในครั้งนี้ เราจึงอยากทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียง เพื่อเชิญชวนทุกคนยกระดับบทสนทนาเรื่องการอยู่ดีตายดีในมิติเชิงคุณค่าให้มากขึ้น ชวนเปลี่ยนแปลงทัศนคติของสังคมว่า แท้ที่จริงแล้วการพูดคุยเรื่องวาระสุดท้ายคือการวางแผนการใช้ชีวิตในปัจจุบันให้มีคุณภาพมากขึ้น เพราะเมื่อไหร่ที่เรากล้าเผชิญหน้ากับปลายทางที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อนั้นเราจะมองเห็นความจริงที่อยู่ตรงหน้า ซึ่งนี่คือมุมมองของแนวคิด re-member เพื่อให้ทุกคนได้จดจำเราในแบบที่เราต้องการให้เป็น

Death Fest 2026 : re-member ก่อน-แก่-เจ็บ-ตาย มีกิจกรรมเสวนา เวิร์กช็อป บูทที่รวบรวมบริการตามเส้นทางชีวิต และกิจกรรมอื่น ๆ อีกมากมาย ทั้ง 5 โซน ประกอบด้วย Old School ห้องเรียนทฤษฎีและปฏิบัติ รวบรวมวิชาสำหรับการดูแลตัวเองและคนรอบข้าง จะเรียนรู้คนเดียวก็ได้ หรือเรียนรู้ไปกับคนใกล้ชิดเพื่อสร้างความเข้าใจและนำไปใช้ได้จริง Before I Die นิทรรศการและกิจกรรมที่อยากให้คุณชวนคนที่รักมาทำก่อนวันสุดท้ายจะมาถึง เพื่อคลี่คลายทุก (ข์) เรื่องราวทางกายและใจ ไม่เพียงแค่เพื่อตัวเราเอง แต่เพื่อคนรอบตัวด้วย

Human Life-brary Cafe ห้องสมุดมนุษย์ ตั้งวงคุยถึงการใช้ชีวิตเพื่อการ ‘อยู่ดี-ตายดี’ กับผู้คนจากแวดวงต่าง ๆ Life Journey บูทให้บริการตามเส้นทางชีวิต แก่ เจ็บ ระยะท้าย และตายดี Friends Eat รวบรวมร้านอาหารที่อยากให้คุณชวนเพื่อน คนรัก หรือญาติสนิทมากินก่อนตาย

งานเปิดให้เข้าชมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย สามารถลงทะเบียนเข้างานล่วงหน้าได้ที่ https://forms.gle/rNRWiF8Ygzm5hsCC6  สำหรับผู้ที่สนใจกิจกรรมเวิร์กช็อปและข้อมูลด้านอื่นๆ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : Death Fest https://www.facebook.com/deathfest.th

โครงการโขง-เลย-ชี-มูล พลิกอีสานสู่ความมั่นคงทางน้ำอย่างยั่งยืน กรมชลฯเผยความคืบหน้าต่อยอดสู่คุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่

โครงการโขง-เลย-ชี-มูล พลิกอีสานสู่ความมั่นคงทางน้ำอย่างยั่งยืน กรมชลฯเผยความคืบหน้าต่อยอดสู่คุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่

โครงการโขง-เลย-ชี-มูล พลิกอีสานสู่ความมั่นคงทางน้ำอย่างยั่งยืน กรมชลฯเผยความคืบหน้าต่อยอดสู่คุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่

วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ท่ามกลางผืนดินอีสานที่คุ้นชินกับทั้งภาพความแห้งแล้งและสายน้ำหลากในฤดูฝน จังหวัดขอนแก่นกลายเป็นจุดนัดพบของความหวังครั้งใหม่ เมื่อกรมชลประทาน เปิดความคืบหน้า “โครงการบริหารจัดการน้ำ โขง-เลย-ชี-มูล โดยแรงโน้มถ่วง ระยะที่ 1 (หัวงานแนวผันน้ำ)”  ซึ่งกำลังวางรากฐานการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญให้กับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

สิ่งที่สะท้อนภาพอนาคตได้ชัดเจนที่สุด อาจไม่ใช่เพียงโครงสร้างอุโมงค์ใต้ภูเขา แต่คือเสียงจากชุมชนเล็กๆ ต.นาคำ อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น ที่มี 38 ครอบครัวอาศัยอยู่ ปัจจุบันมีเพียงประมาณ 5 ครอบครัวที่ยังทำการเกษตรได้เต็มศักยภาพ เพราะข้อจำกัดด้านแหล่งน้ำในฤดูแล้ง

นางพรทิพย์ ขามก้อน ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 ตำบลนาคำ สะท้อนความคาดหวังว่า หากมีแหล่งน้ำเพียงพอ ชาวบ้านจะสามารถวางแผนการเกษตรได้ตลอดปี ลดปัญหาแรงงานอพยพ และสร้างความมั่นคงให้ครอบครัวในระยะยาว เช่นเดียวกับ นายเจษฎา ตันติบัญชาชัย นายกเทศมนตรีตำบลเขื่อนอุบลรัตน์ ที่มองว่า โครงการระยะที่ 1 นี้ คือความหวังของความมั่นคงทางน้ำ ซึ่งจะต่อยอดไปสู่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

โครงการขนาดใหญ่ (Mega Project) นี้ มุ่งแก้ปัญหาภัยแล้งและอุทกภัยซ้ำซาก ด้วยแนวคิดที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง โดยใช้ “แรงโน้มถ่วงของโลก” ปล่อยให้น้ำไหลไปตามธรรมชาติ ลดการพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าในการสูบน้ำในระยะยาว และลดผลกระทบจากการเวนคืนที่ดิน โดยระบบอุโมงค์จะใช้เฉพาะช่วงที่ต้องลอดผ่านภูเขาหรือชุมชนหนาแน่น เพื่อรักษาแรงดันน้ำและข้ามสิ่งกีดขวางทางธรรมชาติ

ระยะที่ 1 นี้ ครอบคลุมการผันน้ำจากปากแม่น้ำเลย อ.เชียงคาน จ.เลย ผ่าน จ.หนองบัวลำภู จ.อุดรธานี ปลายทางที่ อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น โดยโครงการออกแบบให้ผันน้ำได้ 160 ลบม./วินาที คาดการณ์ปริมาณน้ำรวมกว่า 2,664.29 ล้าน ลบม./ปี

ตัวเลขที่สะท้อนความหมายมากกว่าเพียงปริมาณน้ำ คือ “พื้นที่รับประโยชน์” รวมกว่า 1,333,512 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่สูบน้ำใน จ.หนองบัวลำภู 11,680 ไร่ พื้นที่เพาะปลูกรอบอ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ในฤดูแล้ง 60,600 ไร่ และพื้นที่ชลประทานจากลำน้ำพอง ต่อเนื่องลำน้ำชีอีกกว่า 1.26 ล้านไร่

นายพิเชษฐ รัตนปราสาทกุล ผู้อำนวยการสำนักออกแบบวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม กรมชลประทาน ระบุว่า โครงการนี้จะเปลี่ยนพื้นที่ขาดแคลนน้ำในภาคอีสานให้กลายเป็นเขตเกษตรกรรมสมัยใหม่ สร้างความมั่นคงทางน้ำตลอดทั้งปี และเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาคอย่างยั่งยืน

“โครงการโขง-เลย-ชี-มูล คือความพยายามสร้างความมั่นคงทางน้ำให้ภาคอีสานอย่างยั่งยืน เปลี่ยนพื้นที่ที่เคยเผชิญภัยแล้งซ้ำซาก ให้สามารถวางแผนเกษตรได้ตลอดทั้งปี เมื่อมีน้ำเพียงพอ เกษตรกรจะเพิ่มรอบการเพาะปลูก ยกระดับรายได้ และลดแรงกดดันจากหนี้สินได้อย่างเป็นรูปธรรม

จุดเด่นคือ การใช้แรงโน้มถ่วง (Gravity) ปล่อยให้น้ำไหลเองตามธรรมชาติ จึงช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าในการสูบน้ำ ระบบอุโมงค์จะใช้เฉพาะช่วงที่ต้องลอดผ่านภูเขาหรือชุมชนหนาแน่น เพื่อรักษาแรงดันน้ำและข้ามสิ่งกีดขวางทางธรรมชาติ ลดการเวนคืนที่ดิน บางช่วงมีการออกแบบเป็นคลองเปิดเนื่องจากสภาพภูมิประเทศ และสภาพทางธรณีวิทยา ซึ่งช่วยลดต้นทุนการก่อสร้าง เมื่อเทียบกับการขุดอุโมงค์ทั้งหมด สามารถส่งน้ำปริมาณมากไปยังพื้นที่เกษตรได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง

ปัจจุบัน โครงการอยู่ระหว่างการสำรวจและออกแบบรายละเอียด ยังไม่ได้เริ่มการก่อสร้างหรือเวนคืนพื้นที่ เรามุ่งให้ทุกขั้นตอนโปร่งใส และคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ”

ในมิติพลังงาน นายชาญณรงค์ จันทมงคล ผู้อำนวยการโรงไฟฟ้าพลังน้ำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ระบุว่า ปริมาณน้ำต้นทุนที่เพียงพอจะช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ รองรับช่วงความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง และทำให้การบริหารจัดการน้ำของเขื่อนอุบลรัตน์ มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ทั้งด้านการผลิตไฟฟ้า การชลประทาน และการควบคุมระดับน้ำในฤดูฝน

บนแผนที่อีสาน เส้นทางน้ำสายใหม่นี้อาจยังอยู่ในขั้นการออกแบบและวางระบบ แต่สำหรับหลายครอบครัว มันคือภาพอนาคตที่เริ่มชัดขึ้น อนาคตที่คำว่า “น้ำ” ไม่ใช่ความกังวล หากคือรากฐานของชีวิตและโอกาสที่มั่นคงกว่าเดิม

จุฬาฯ เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ช่อง 7 HD รวมใจ ฝ่าภัยน้ำท่วมใต้

จุฬาฯ เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ช่อง 7 HD รวมใจ ฝ่าภัยน้ำท่วมใต้

จุฬาฯ เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ช่อง 7 HD รวมใจ ฝ่าภัยน้ำท่วมใต้

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.23 น.

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมด้วย ผศ.ดร.ณภัทร ชัยมงคล และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ระวี จูฑศฤงค์ ผู้ช่วยอธิการบดี เข้ามอบเงิน จำนวน 2,569,000 บาท จากโครงการ “จุฬาฯ เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ช่อง 7 HD รวมใจ ฝ่าภัยน้ำท่วมใต้ ” ให้แก่มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โดยมี ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองประธานกรรมการที่ปรึกษา ทำหน้าที่แทนประธานกรรมการมูลนิธิฯ พร้อมด้วย ศ.กิตติคุณ ดร.อัจฉรา จันทร์ฉาย รองประธานกรรมการมูลนิธิฯ วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิฯ และคณะกรรมการ ผู้บริหารมูลนิธิฯ เป็นผู้แทนรับมอบ

ในการนี้ ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เยี่ยมชมนิทรรศการภารกิจของมูลนิธิฯ ตลอดจนชมห้อง war room ห้องปฏิบัติการติดตามพายุฝน เพื่อการส่งสัญญาณเตือนภัยไปยังเครือข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชนเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)  เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 ณ อาคารมหินทรเดชานุวัตน์ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย

รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ ชวนคนไทยร่วมบุญติดโซล่าเซลล์ลดค่าไฟ สร้างอนาคตเด็กพิเศษอย่างยั่งยืน

รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ ชวนคนไทยร่วมบุญติดโซล่าเซลล์ลดค่าไฟ สร้างอนาคตเด็กพิเศษอย่างยั่งยืน

รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ ชวนคนไทยร่วมบุญติดโซล่าเซลล์ลดค่าไฟ สร้างอนาคตเด็กพิเศษอย่างยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.58 น.

โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ ภายใต้มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ จัดโครงการ “ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (โซล่าเซลล์)” เพื่อบริหารจัดการพลังงานลดภาระค่าไฟฟ้า และนำงบฯมาพัฒนาการเรียนการสอนให้กับน้องๆ ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาและออทิสติกอย่างต่อเนื่อง โครงการฯนี้มุ่งลดการใช้พลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมดูแลระบบไฟฟ้าและความปลอดภัยภายในโรงเรียน ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ยั่งยืนในระยะยาวจึงขอเชิญผู้มีจิตศรัทธาร่วมเป็นพลังสำคัญสนับสนุนโครงการด้วยการบริจาคผ่านธนาคารกรุงไทย เลขที่บัญชี 591-6-00135-5 ชื่อบัญชี โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์หรือบริจาคผ่านระบบ e-Donation สอบถามรายละเอียด โทร. 092-739-0990 ใบเสร็จสามารถนำไปใช้ลดหย่อนภาษีได้

นางสาววรรณวนัช กันพรม ผู้จัดการโรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ กล่าวว่า โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ เป็นหน่วยงานภายใต้การบริหารของ มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2550 เพื่อจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานและฝึกอาชีพให้แก่เด็กพิเศษ เช่น เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาและออทิสติก อายุระหว่าง 7–30 ปี โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะวิชาชีพ ทักษะทางสังคม และสามารถพึ่งพาตนเองได้ในอนาคต

ปัจจุบันโรงเรียนมีนักเรียนและบุคลากรรวมกว่า 200 คน ส่งผลให้มีความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าตลอดทั้งวัน ทั้งระบบไฟฟ้าแสงสว่าง เครื่องปรับอากาศ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ สื่อการสอน ระบบอินเทอร์เน็ต ตลอดจนระบบเสียงและอุปกรณ์สนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญในการจัดการเรียนการสอนและการบริหารงาน  ทั้งนี้การใช้ไฟฟ้าไม่ได้จำกัดเฉพาะในห้องเรียน แต่ครอบคลุมถึงอาคารและพื้นที่ใช้งานทั้งหมด โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางวันซึ่งเป็นช่วงที่มีการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าในแต่ละเดือนเป็นภาระงบประมาณจำนวนมากและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี ทางโรงเรียนฯ จึงให้ความสำคัญในการหาแนวทางลดต้นทุนด้านพลังงานอย่างจริงจัง

ด้วยเหตุนี้ โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์จึงจัดโครงการ “ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (โซล่าเซลล์)” ขึ้นเพื่อใช้พลังงานทดแทนจากแสงอาทิตย์ในการผลิตกระแสไฟฟ้าใช้ภายในโรงเรียน ลดค่าใช้จ่ายระยะยาว ควบคุมการใช้พลังงานและระบบความปลอดภัยไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่สอดคล้องกับนโยบายด้านการอนุรักษ์พลังงานขององค์กร

โครงการฯ ดังกล่าวนับเป็นอีกก้าวสำคัญในการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน เพื่อให้งบประมาณที่ประหยัดได้สามารถนำกลับมาสร้างโอกาสพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กพิเศษในทุกมิติ ตามเจตนารมณ์ของมูลนิธิฯ ที่มุ่งส่งเสริมพัฒนาการและศักยภาพของเด็กฯอย่างต่อเนื่อง

​ดังนั้น จึงขอเชิญผู้มีจิตศรัทธาร่วมสนับสนุนโครงการการติดติดตั้งระบบโซล่าเซลล์ บริจาคผ่านธนาคารกรุงไทย เลขที่บัญชี 591-6-00135-5 ชื่อบัญชี โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ หรือผ่านระบบ e donation โดยสามารถนำใบเสร็จไปลดหย่อนภาษีได้ สอบถามรายลละเอียดเพิ่มเติมโทร 092 739 0990