เรื่องที่ต้องรู้! ‘วิตามินรวม’ สำคัญแค่ไหนกับการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวัน?

เรื่องที่ต้องรู้! ‘วิตามินรวม’ สำคัญแค่ไหนกับการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวัน?

เรื่องที่ต้องรู้! ‘วิตามินรวม’ สำคัญแค่ไหนกับการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวัน?

วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.39 น.

ในยุคที่ร่างกายต้องเผชิญกับความเครียด การพักผ่อนที่ไม่สม่ำเสมอ และพฤติกรรมการกินที่เร่งรีบ คำว่า “วิตามินรวม” หรือ Multivitamins จึงกลายเป็นหนึ่งในคีย์เวิร์ดยอดนิยมที่หลายคนค้นหา เพื่อเสริมการดูแลสุขภาพให้ครบถ้วนในแต่ละวัน

หลายคนอาจสงสัยว่า วิตามินรวมจำเป็นจริงหรือไม่ ? คำตอบคือ แม้ร่างกายจะสามารถรับวิตามินและแร่ธาตุจากอาหารได้ตามธรรมชาติ แต่ในชีวิตจริง การได้รับสารอาหารครบทุกชนิดในปริมาณที่เหมาะสมอาจไม่ใช่เรื่องง่าย จึงทำให้วิตามินรวมกลายเป็น “ตัวช่วยเสริม” ที่ตอบโจทย์การดูแลสุขภาพแบบองค์รวมในชีวิตประจำวัน

Multivitamins คืออะไร และช่วยดูแลร่างกายอย่างไร?

วิตามินรวม (Multivitamins) คือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่รวมวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิดไว้ในหนึ่งหน่วยบริโภค โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยสนับสนุนการทำงานตามปกติของร่างกายในหลายระบบพร้อมกัน

ประโยชน์ของวิตามินรวมที่มักถูกกล่าวถึง

•             ช่วยเสริมการทำงานตามปกติของระบบภูมิคุ้มกัน

•             ช่วยดูแลกระบวนการเผาผลาญพลังงาน

•             ช่วยดูแลผิว ผม และเล็บให้ดูสุขภาพดี

•             ช่วยเสริมการทำงานของระบบประสาทและสมอง

•             ช่วยในการทำงานตามปกติของกล้ามเนื้อและกระดูก

•             เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพแบบครบจบในชีวิตประจำวัน

อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพของวิตามินรวมไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนวิตามินเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับรูปแบบของสารอาหาร กระบวนการแตกตัว และการออกแบบสูตรที่เอื้อต่อการดูดซึมของร่างกาย

วิตามินรวม เหมาะกับใคร และควรรับประทานอย่างไร ?

วิตามินรวมเหมาะสำหรับ :

•             ผู้ที่มีไลฟ์สไตล์เร่งรีบ

•             ผู้ที่รับประทานอาหารไม่ครบหมู่

•             ผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม

•             ผู้ที่ต้องการเสริมวิตามินและแร่ธาตุอย่างสม่ำเสมอ

โดยทั่วไป แนะนำให้รับประทานพร้อมหรือหลังอาหาร เพื่อความเหมาะสมในการดูแลสุขภาพในระยะยาว

เทคโนโลยีวิตามินรวมแบบ Multi-Phase คืออะไร ทำไมสำคัญต่อการดูดซึม

การพัฒนาวิตามินรวมยุคใหม่ ไม่ได้เน้นเพียงจำนวนชนิดของวิตามิน แต่เน้น “การออกแบบโครงสร้างสารอาหาร” ให้เหมาะสมกับคุณสมบัติของแต่ละกลุ่มวิตามินที่ละลายน้ำ และวิตามินที่ละลายในไขมัน มีคุณสมบัติทางกายภาพแตกต่างกันโดยธรรมชาติ ดังนั้นแนวคิด Multi-Phase Nutrient Design จึงถูกนำมาใช้ เพื่อแยกโครงสร้างสารสำคัญในรูปแบบ Pellet ภายในแคปซูลเดียว

การออกแบบลักษณะนี้ช่วยลดโอกาสการเกิดปฏิกิริยาระหว่างสารอาหาร (Ingredient Interaction) สนับสนุนความสมดุลของสูตร และช่วยคงคุณภาพของสารสำคัญในระยะยาว

ซึ่งนี่คือพื้นฐานของวิตามินรวมที่เน้น “คุณภาพของการออกแบบ” มากกว่าปริมาณบนฉลาก

วิตามินรวมที่ดี ควรมีความสม่ำเสมอในทุกแคปซูล

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญของวิตามินรวม คือ “ความสม่ำเสมอของปริมาณสารอาหาร” การควบคุมขนาดและความหนาแน่นของ Pellet มีบทบาทสำคัญต่อ:

•             การกระจายตัวของสารอาหารภายในแคปซูล

•             ความสม่ำเสมอของสารสำคัญในแต่ละหน่วยบริโภค

•             การแตกตัวที่เหมาะสมเมื่อเข้าสู่ระบบทางเดินอาหาร

คุณภาพที่สม่ำเสมอในทุกแคปซูล จึงเป็นอีกหนึ่งมาตรฐานที่สะท้อนแนวคิดการพัฒนาวิตามินรวมอย่างใส่ใจรายละเอียด

วิตามินรวมที่มีน้ำมันพืช ช่วยเรื่องอะไร ?

วิตามินกลุ่ม A, D3 และ E เป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน จึงต้องการสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการกระจายตัว การผสานน้ำมันพืช เช่น Rice Germ Oil, Avocado Oil, Grapeseed Oil และ Sesame Oil ทำหน้าที่เป็น Lipid Carrier หรือ Oil Matrix Support เพื่อสนับสนุนความเหมาะสมของการนำส่งวิตามินที่ละลายในไขมันภายในแคปซูลเดียว นี่คือเหตุผลที่การออกแบบสูตรวิตามินรวมบางประเภทให้ความสำคัญกับ Oil Matrix เพื่อความสมดุลของสารอาหาร

เสถียรภาพของวิตามินรวม สำคัญแค่ไหน ?

วิตามินบางชนิด เช่น Vitamin B และ Vitamin C มีความไวต่อความชื้นและอุณหภูมิ การขึ้นรูปสารสำคัญเป็น Pellet ช่วยลดพื้นที่สัมผัสความชื้น และสนับสนุนเสถียรภาพของสูตรในระหว่างการเก็บรักษา

สำหรับวิตามินรวมที่ต้องรับประทานต่อเนื่องทุกวัน เสถียรภาพของสูตร (Stability Profile) ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ไม่ควรมองข้าม

รูปแบบของวิตามินรวม มีผลต่อการดูดซึมหรือไม่?

ปัจจุบัน วิตามินรวมมีหลายรูปแบบ เช่น เม็ด แคปซูล ผง หรือแบบน้ำ ซึ่งแต่ละรูปแบบมีข้อดีแตกต่างกัน

แนวคิดของวิตามินในรูปแบบ Pellet-based System คือการแยกสารสำคัญออกเป็นเม็ดเล็ก ๆ เพื่อควบคุมการแตกตัวและสนับสนุนกระบวนการดูดซึมให้เหมาะสมมากขึ้น

iCAP Technology แนวคิดการออกแบบวิตามินรวมเพื่อความสมดุลของสารอาหาร

iCAP Technology เป็นนวัตกรรมการผลิตที่นำระบบ Pellet-based System มาใช้ โดยสารสำคัญถูกขึ้นรูปเป็นเม็ดเล็กที่มีความสม่ำเสมอ ช่วยให้สารอาหารกระจายตัวอย่างเหมาะสมภายในแคปซูล

แนวคิดสำคัญของ iCAP Technology คือการควบคุมคุณภาพของสารสำคัญในทุกแคปซูล สนับสนุนการแตกตัวที่เหมาะสม เอื้อต่อกระบวนการดูดซึม และช่วยคงคุณภาพของสารอาหารตลอดอายุการเก็บรักษา

MULTIVIAMINS PLUS iCAP โดย INZENT

การรวมวิตามินและน้ำมันพืชในแคปซูลเดียว MULTIVITAMINS PLUS iCAP เป็นวิตามินรวมรูปแบบแคปซูลที่ออกแบบมาเพื่อการดูแลสุขภาพแบบครบถ้วนในหนึ่งแคปซูลต่อวัน

จุดเด่นของสูตรอยู่ที่การผสานวิตามินที่ละลายน้ำ เช่น Vitamin C และกลุ่มวิตามิน B

วิตามินที่ละลายในไขมัน เช่น Vitamin A, D3 และ E พร้อมน้ำมันจากพืชธรรมชาติ ได้แก่ Rice Germ Oil, Avocado Oil, Grapeseed Oil และ Sesame Oil

ด้วยแนวคิด Multi-Phase Nutrient Design และ iCAP Technology จึงช่วยสะท้อนการพัฒนาวิตามินรวมที่ให้ความสำคัญกับสมดุลของสารอาหาร ความสม่ำเสมอ และคุณภาพของสูตรในระยะยาว

แนะนำให้รับประทานวันละ 1 แคปซูล พร้อมน้ำ สามารถรับประทานพร้อมหรือหลังอาหาร เพื่อความเหมาะสมในการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง

วิตามินรวมที่ดี เริ่มจากการออกแบบที่เข้าใจร่างกาย

การเลือกวิตามินรวม ไม่ได้เป็นเพียงการเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีวิตามินหลากหลายชนิด แต่ควรพิจารณาถึงรูปแบบ เทคโนโลยีการผลิต และความเหมาะสมกับการใช้ในชีวิตประจำวัน MULTIVITAMINS PLUS iCAP โดย INZENT จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของวิตามินรวม ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของสารอาหาร ความสมดุล และการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การดูแลร่างกายเป็นเรื่องง่าย และสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ในทุกวัน

ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อได้ที่  Line : @INZENT2022  โทร : 090-721-7210

สภากาชาดไทยชวนร่วมแคมเปญ “ได้บุญ ได้ชื่นใจ” สมทบทุนช่วยเหลือผู้ป่วยโรคลมชัก

สภากาชาดไทยชวนร่วมแคมเปญ “ได้บุญ ได้ชื่นใจ”  สมทบทุนช่วยเหลือผู้ป่วยโรคลมชัก

สภากาชาดไทยชวนร่วมแคมเปญ “ได้บุญ ได้ชื่นใจ” สมทบทุนช่วยเหลือผู้ป่วยโรคลมชัก

วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.13 น.

สภากาชาดไทย เชิญชวนประชาชนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการให้ ผ่านแคมเปญ “ได้บุญ ได้ชื่นใจ” สมทบทุนสนับสนุนการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคลมชัก ภายใต้ โครงการระดมทุนเพื่อศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์โรคลมชักครบวงจร โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการรักษาและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย เพียงสมทบทุน 500 บาท สามารถสร้างโอกาสในการเข้าถึงการรักษาให้แก่ผู้ป่วยโรคลมชักได้ พร้อมรับของที่ระลึก “ยาดมจงเจริญ” ขนาด 37.5 กรัม มูลค่า 350 บาท จัดส่งโดยไม่มีค่าใช้จ่าย และรับสิทธิ์ ลดหย่อนภาษี 2 เท่า ทั้งนี้ ร่วมบริจาคได้แล้ววันนี้ ผ่านเว็บไซต์ www.iredcross.org แพลตฟอร์มการจัดหารายได้การกุศลทางดิจิทัลของสภากาชาดไทยได้ตลอด 24 ชั่วโมง ยกระดับการรักษาโรคลมชักด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่

โรคลมชัก เป็นโรคทางระบบประสาทที่เกิดจากภาวะเซลล์สมองปล่อยคลื่นไฟฟ้าผิดปกติ ส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดอาการชัก ซึ่งอาจนำไปสู่อุบัติเหตุ การบาดเจ็บ และอันตรายต่อชีวิต นอกจากนี้ ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยยังต้องเผชิญกับผลกระทบทางสังคม แม้แพทย์จะสามารถควบคุมอาการได้แล้ว แต่ยังคงถูกจำกัดโอกาสในการทำงาน และไม่ได้รับความไว้วางใจจากสังคมเท่าที่ควร

ศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์โรคลมชักครบวงจร โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เป็นศูนย์รักษาโรคลมชักระดับแนวหน้าของประเทศ และเป็นแห่งแรกในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนที่ริเริ่มการรักษาผู้ป่วยโรคลมชักดื้อยาด้วยการผ่าตัด โดยที่ผ่านมาได้ให้การรักษาผู้ป่วยด้วยวิธีการผ่าตัดแล้วกว่า 1,000 ราย

ปัจจุบัน ศูนย์ฯ ได้นำเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยมาใช้ในการวินิจฉัยและรักษา อาทิ เครื่องตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองความละเอียดสูง (256-channel High-density Electroencephalography : HD-EEG) ซึ่งช่วยให้แพทย์สามารถระบุจุดกำเนิดของการชักได้อย่างแม่นยำมากขึ้น ลดความเสี่ยงจากการผ่าตัด ลดผลข้างเคียง และช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีการรักษาด้วย เครื่องกระตุ้นปรับเปลี่ยนการทำงานของระบบประสาท (Neuromodulation Therapy) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญสำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถเข้ารับการผ่าตัดได้ โดยเฉพาะการรักษาด้วย เครื่องกระตุ้นเส้นประสาทเวกัส (Vagus Nerve Stimulation : VNS) ที่ศูนย์ฯ ให้การรักษามาอย่างต่อเนื่องกว่า 15 ปี และพบว่าสามารถลดความถี่ของอาการชักได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในผู้ป่วยกลุ่มอาการเลนน็อกซ์-กัสโตต์ (Lennox-Gastaut Syndrome : LGS)

แม้ในปัจจุบันจะมียากันชักรุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงและช่วยควบคุมอาการได้ดียิ่งขึ้น แต่ยาหลายรายการยังไม่ครอบคลุมอยู่ในสิทธิการรักษาพยาบาล ทำให้ผู้ป่วยบางกลุ่มไม่สามารถเข้าถึงการรักษาที่เหมาะสมได้ ศูนย์โรคลมชักจึงมีความจำเป็นต้องระดมทุน เพื่อจัดซื้อยา อุปกรณ์ และเทคโนโลยีทางการแพทย์เหล่านี้ ให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

ทุกการบริจาคของท่านเป็นพลังสำคัญในการสนับสนุนการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคลมชักให้สามารถเข้าถึงการรักษาที่เหมาะสมและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สภากาชาดไทย โดย สำนักงานจัดหารายได้ จึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ “ได้บุญ ได้ชื่นใจ” รับ “ยาดมจงเจริญ” สมทบทุนช่วยเหลือผู้ป่วยโรคลมชัก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ได้แล้ววันนี้ ผ่านเว็บไซต์ www.iredcross.org แพลตฟอร์มการจัดหารายได้การกุศลทางดิจิทัลของสภากาชาดไทย ตลอด 24 ชั่วโมง

สัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งอัมสเตอร์ดัมในฤดูดอกทิวลิป ด้วยประสบการณ์เหนือระดับ จากไมเนอร์ โฮเทลส์

สัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งอัมสเตอร์ดัมในฤดูดอกทิวลิป ด้วยประสบการณ์เหนือระดับ จากไมเนอร์ โฮเทลส์

สัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งอัมสเตอร์ดัมในฤดูดอกทิวลิป ด้วยประสบการณ์เหนือระดับ จากไมเนอร์ โฮเทลส์

วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.33 น.

ไมเนอร์ โฮเทลส์ (Minor Hotels) ชวนนักเดินทางสัมผัสเสน่ห์ของกรุงอัมสเตอร์ดัม (Amsterdam) ในช่วงเวลาที่งดงามที่สุดของปี เมื่อดอกทิวลิปผลิบานแต่งแต้มเมืองหลวงแห่งเนเธอร์แลนด์ให้กลายเป็นผืนผ้าใบสีสันสดใสทั่วทั้งเมือง ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมีนาคมถึงกลางเดือนพฤษภาคม พร้อมมอบฉากหลังอันน่าประทับใจสำหรับการพักผ่อนในยุโรปช่วงฤดูใบไม้ผลิ และยกระดับประสบการณ์การเดินทางให้พิเศษยิ่งขึ้นไปกับไมเนอร์ โฮเทลส์

อัมสเตอร์ดัม คือเมืองที่มีชื่อเสียงด้านสถาปัตยกรรมเก่าแก่ พิพิธภัณฑ์ระดับโลก ทิวทัศน์ของคลองที่สวยงาม และวัฒนธรรมอาหารอันหลากหลาย ถือเป็นจุดหมายที่สมบูรณ์แบบสำหรับการพักผ่อนในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ด้วยโรงแรมที่ตั้งอยู่ในทำเลสำคัญทั่วเมืองจากเครือไมเนอร์ โฮเทลส์ แขกผู้เข้าพักจะได้สัมผัสความงดงามและเสน่ห์ของเทศกาลดอกทิวลิปในอัมสเตอร์ดัมอย่างใกล้ชิดเสมือนได้ที่นั่งแถวหน้า พร้อมดื่มด่ำบรรยากาศอันน่าหลงใหลของเมืองในช่วงเวลาที่งดงามที่สุดของปี

ณ ใจกลางเมืองอัมสเตอร์ดัม คือที่ตั้งของ อนันตรา แกรนด์ โฮเทล คราสนาโปลสกี อัมสเตอร์ดัม (Anantara Grand Hotel Krasnapolsky Amsterdam) ซึ่งสามารถมองเห็นวิวของพระราชวังหลวง และอนุสาวรีย์แห่งชาติอัมสเตอร์ดัมบนจัตุรัสดัมสแควร์ได้อย่างใกล้ชิด อีกทั้งยังอยู่ห่างจากสถานีกลางอัมสเตอร์ดัมเพียงไม่กี่ก้าว และเพื่อเฉลิมฉลองจิตวิญญาณแห่งฤดูใบไม้ผลิ ทางโรงแรมได้ร่วมมือกับ Tulip Experience Amsterdam รังสรรค์ประสบการณ์พิเศษ “อนันตรา ทิวลิป (Anantara Tulip)” ดอกทิวลิปซิกเนเจอร์ที่ถ่ายทอดความงดงามของธรรมชาติเนเธอร์แลนด์ ให้แขกผู้เข้าพักสามารถนำเสน่ห์ของฤดูใบไม้ผลิกลับไปสร้างสรรค์สวนหรือระเบียงส่วนตัวให้กลายเป็นสวรรค์แห่งสีสัน พร้อมสัมผัสความสวยงามของดอกไม้สไตล์ดัตช์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

สำหรับนักเดินทางที่ต้องการดื่มด่ำกับบรรยากาศริมคลองอัมสเตอร์ดัม สามารถเลือกใช้บริการที่โรงแรม เอ็นเอช ซิตี้ เซ็นเตอร์ อัมสเตอร์ดัม (NH City Centre Amsterdam) ซึ่งตั้งอยู่เลียบคลองซิงเกล (Singel) และสามารถเดินไปยังสถานที่สำคัญทางวัฒนธรรม อาทิ แอนน์ แฟรงค์ เฮ้าส์ (Anne Frank’s House) และโบสถ์เดอ นิวเว่ แคร์ก (De Nieuwe Kerk) ได้อย่างง่ายดาย ขณะที่นักเดินทางผู้หลงใหลในศิลปะ สามารถเลือกพักที่ อวานี มิวเซียม ควอเตอร์ อัมสเตอร์ดัม โฮเทล (Avani Museum Quarter Amsterdam Hotel) ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากพิพิธภัณฑ์แวนโก๊ะห์ (Van Gogh Museum), พิพิธภัณฑ์ไรจ์กส์ (Rijksmuseum) และย่านไลฟ์สไตล์ชื่อดังอย่างไลด์เซเพลน (Leidseplein) อีกด้วย

นอกจากนี้ ยังมี เอ็นเอช คอลเลกชั่น อัมสเตอร์ดัม ฟลาวเวอร์ มาร์เก็ต โฮเทล (NH Collection Amsterdam Flower Market Hotel) ซึ่งตั้งอยู่ติดกับตลาดดอกไม้บลูเมนมาร์คอันเลื่องชื่อ เปิดโอกาสให้แขกผู้เข้าพักได้เพลิดเพลินกับการเดินเล่นท่ามกลางสีสันและกลิ่นหอมของมวลดอกไม้ที่กำลังเบ่งบานอย่างใกล้ชิด

ฤดูใบไม้ผลิเป็นช่วงเวลาที่อากาศอบอุ่นกำลังดี เหมาะสำหรับการเดินเล่น ปั่นจักรยาน เพลิดเพลินไปกับมนต์เสน่ห์ของเมืองอัมสเตอร์ดัม อีกทั้งนักเดินทางยังสามารถลิ้มลองอาหารท้องถิ่นยอดนิยม ไม่ว่าจะเป็น บิตเตอร์บอลเลน (Bitterballen) ของว่างสไตล์ดัตช์ ปลาแฮร์ริง (herring) ปลาทะเลหมักแบบดั้งเดิม และปอฟเฟอร์เจิส (Poffertjes) แพนเค้กขนาดเล็กเนื้อนุ่ม ซึ่งสามารถพบได้ทั่วทั้งเมืองผ่านวัฒนธรรมอาหารที่หลากหลายและมีชีวิตชีวา

ด้วยโรงแรมที่ครอบคลุมหลากหลายทำเลทั่วเมืองอัมสเตอร์ดัม ไมเนอร์ โฮเทลส์พร้อมเป็นสถานที่พักผ่อนอันสมบูรณ์แบบสำหรับนักเดินทางที่ต้องการสัมผัสเสน่ห์ของเมืองในช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยสีสันสดใส โดยแขกผู้เข้าพักจะได้สัมผัสกับบรรยากาศของฤดูดอกทิวลิป ช่วงเวลาที่ความงดงามของดอกไม้ วัฒนธรรมอันล้ำค่า และคลองสายประวัติศาสตร์ผสานเข้าด้วยกัน สร้างสรรค์เป็นประสบการณ์การเดินทางที่น่าประทับใจอย่างแท้จริง

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมและการสำรองห้องพัก กรุณาเยี่ยมชมเว็บไซต์ Minor Hotels

www.minorhotels.com/en/destinations/netherlands/amsterdam

หรืออีเมล reservations@minor-hotels.com หรือโทร +34 91 398 46 61

‘น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ แห่งสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’ สัมผัสนิทรรศการงานศิลปะอันทรงคุณค่าโดย 2 ศิลปินแห่งชาติ ระหว่างวันที่ 19 ก.พ. – 25 มี.ค. 2569

'น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ แห่งสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง'  สัมผัสนิทรรศการงานศิลปะอันทรงคุณค่าโดย 2 ศิลปินแห่งชาติ ระหว่างวันที่ 19 ก.พ. – 25 มี.ค. 2569

‘น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ แห่งสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’ สัมผัสนิทรรศการงานศิลปะอันทรงคุณค่าโดย 2 ศิลปินแห่งชาติ ระหว่างวันที่ 19 ก.พ. – 25 มี.ค. 2569

วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.18 น.

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ ใน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สยามพารากอน ได้รับเกียรติจาก 2 ศิลปินแห่งชาติ นำโดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณปรีชา เถาทอง และ ศาสตราจารย์เกียรติคุณถาวร โกอุดมวิทย์ พร้อมด้วยศิลปินชั้นนำของไทย รวม 20 ท่าน ร่วมกันจัดนิทรรศการภายใต้ชื่อ “น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ แห่งสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” โดยถ่ายทอดผ่านนิทรรศการศิลปกรรมอันวิจิตร งดงาม และร่วมสมัย ระหว่างวันที่ 19 กุมภาพันธ์ – 25 มีนาคม 2569 ณ Art Jewel ชั้น 5 สยามพารากอน

นิทรรศการครั้งนี้มีความพิเศษยิ่ง ด้วยการนำเสนอผลงานจาก 2 นิทรรศการสำคัญของโดยศิลปินแห่งชาติ 2 ท่าน ได้แก่ นิทรรศการ “ศิลป์สดุดี พระบารมีคู่แผ่นดิน” และ นิทรรศการ “กราบ / สักการะ” ซึ่งศิลปินระดับชั้นครูของไทยร่วมถ่ายทอดความหมายแห่งการน้อมรำลึกให้ปรากฏเป็นรูปธรรม ชวนผู้ชมสัมผัสความซาบซึ้ง

ทั้งในมิติของ “ความงาม” และ “ความหมาย” ที่ประณีตลึกซึ้ง

  • นิทรรศการ “ศิลป์สดุดี พระบารมีคู่แผ่นดิน” โดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณปรีชา เถาทอง ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) พ.ศ. 2552 นำเสนอผลงานที่ตั้งอยู่บนแนวคิดหลัก “พระเจ้าอยู่หัวคือน้ำ ฉันคือป่า” อันเป็นพระราชดำรัสที่สะท้อนความสัมพันธ์ของการทรงงานที่เกื้อกูลกัน ระหว่าง พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง อาจารย์ปรีชา ถ่ายทอดแนวคิดดังกล่าวผ่านภาพแทนของ “การพัฒนาคน” เปรียบคนเสมือนต้นไม้ในป่าที่ต้องได้รับสายน้ำหล่อเลี้ยงอย่างพอดีจึงจะเติบโตงอกงาม เชื่อมโยงสู่ศาสตร์พระราชา ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และแนวคิดการพัฒนาศักยภาพมนุษย์จากภายใน ทำให้นิทรรศการมิใช่เพียงการแสดงภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ หากเป็นพื้นที่แห่งการ “ถอดรหัสพระราชปณิธาน” ผ่านศิลปะ เพื่อสะท้อนการสร้างคน สร้างวัฒนธรรม และสร้างประเทศอย่างยั่งยืน อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือผลงานเด่นที่ไม่เคยจัดแสดงที่ใดมาก่อนจำนวน 9 ชิ้น รวมถึงการรวมพลังของศิลปินชั้นนำของไทย รวม 20 ท่าน ได้แก่ ศาสตราจารย์เกียรติคุณพิษณุ ศุภนิมิตร – ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ภาพพิมพ์) พ.ศ.2565, ศาสตราจารย์เกียรติคุณญาณวิทย์ กุญแจทอง , ศาสตราจารย์ทินกร กาษรสุวรรณ , ผศ.ดร.อภิชาติ ผลประเสริฐ , สนั่น รัตนะ, สมภพ บุตราช , เริงศักดิ์ บุณยวาณิชย์กุล, สมศักดิ์ รักษ์สุวรรณ, สมเกียรติ เสียงวังเวง, เชาวฤทธิ์ เตยขาว, นพแก้ว ประยูรเมธา, พ.ต.อ.ชัยวัฒน์ บูรณะ, รศ.นิโรจน์ จรุงจิตวิทวัส, จักรี คงแก้ว, อิทธิพล พัฒรชนม์, สุริยา นามวงษ์, ธัฐบดินทร์ บุญเนื่อง, ชุมพล พรหมจรรย์ และ ฐิตาภา รัตนะ ร่วมรังสรรค์ผลงานเพื่อถวายความเคารพและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างสุดซึ้ง
  • นิทรรศการ “กราบ / สักการะ” โดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณถาวร โกอุดมวิทย์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ภาพพิมพ์) พ.ศ. 2564นำเสนอผลงาน จิตรกรรมเทคนิคผสม ที่จัดแสดงภาพพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  เพื่อแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และน้อมรำลึกถึงพระราชปณิธานอันมั่นคง ตลอดจนพระราชกรณียกิจที่เปี่ยมคุณูปการต่อผืนแผ่นดินและประชาชนผลงานชุดนี้ถ่ายทอด “ความเคารพจากหัวใจ” ผ่านท่วงทำนองของสี เส้น และชั้นเชิงแห่งวัสดุ สร้างบรรยากาศสงบ งดงาม และสง่างาม ชวนผู้ชมวางความเร่งรีบของชีวิตลงชั่วครู่ เพื่อพิจารณาความหมายของคำว่า “กราบ” และ “สักการะ” ในฐานะการระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ยังคงสถิตในความทรงจำร่วมของสังคมไทย

นิทรรศการ “น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ แห่งสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ครั้งนี้ มิได้นำเสนอเพียงความงดงามทางทัศนศิลป์ หากยังเปิดพื้นที่ให้ผู้ชมได้สัมผัส “แก่นความคิด” อันเป็นรากฐานของการสร้างคน สร้างโอกาส และการหล่อเลี้ยงผืนแผ่นดินด้วยคุณค่าของศิลปวัฒนธรรม โดยหวังให้แรงบันดาลใจแห่งพระเมตตาและพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกล ได้ส่งต่อเป็นพลังบวกในหัวใจของผู้ชมทุกคน 

ทั้งนี้ภายในนิทรรศการจัดแสดงผลงานจากศิลปินแห่งชาติและศิลปินชั้นนำของไทย รวมทั้งสิ้น 48 ผลงาน พร้อมผลงานพิเศษจากศิลปินแห่งชาติ 2 ผลงาน ซึ่ง สยามพารากอน และศิลปินแห่งชาติทั้งสองท่านมีความตั้งใจมอบรายได้จากการจำหน่ายเพื่อสมทบแก่มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ระหว่างวันที่ 
19 กุมภาพันธ์ – 25 มีนาคม 2569 ณ Art Jewel ชั้น 5 สยามพารากอน

Art Jewel เป็นพื้นที่แกลเลอรี่ขนาด 500 ตารางเมตร ซึ่ง สยามพารากอน จัดสรรขึ้นใหม่ ภายใต้แนวคิดการพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อสนับสนุนศิลปินไทย และสร้าง “พื้นที่แห่งโอกาส” ให้กับวงการศิลปะไทยอย่างยั่งยืน โครงการดังกล่าวสะท้อนวิสัยทัศน์ของ สยามพิวรรธน์ ที่มุ่งสร้างคุณค่าร่วม (Shared Value) ให้แก่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย ผ่านการผสานศิลปะ วัฒนธรรม และประสบการณ์ระดับโลกเข้ากับพื้นที่ศูนย์การค้า  ปัจจุบัน สยามพารากอนมีผู้มาเยี่ยมชมเฉลี่ยมากกว่า 150,000 คนต่อวัน โดยประมาณ 30% เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ ส่งผลให้ Art Jewel ไม่เพียงเป็นพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นเวทีสำคัญในการผลักดันผลงานของศิลปินไทยให้เป็นที่ประจักษ์ในสายตาผู้ชมทั้งชาวไทยและนานาชาติ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: SiamParagon

PM2.5 ฝุ่นพิษทะลุปอดสู่กระแสเลือด ตัวเร่งโรคร้ายที่มองไม่เห็น

PM2.5 ฝุ่นพิษทะลุปอดสู่กระแสเลือด ตัวเร่งโรคร้ายที่มองไม่เห็น

PM2.5 ฝุ่นพิษทะลุปอดสู่กระแสเลือด ตัวเร่งโรคร้ายที่มองไม่เห็น

วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

PM2.5 ไม่ใช่แค่ฝุ่น และไม่ใช่เพียงหมอกควันที่ทำให้ท้องฟ้าขมุกขมัว แต่คือ “สารพิษล่องหน” ที่แทรกซึมอยู่ในทุกลมหายใจที่เราสูดเข้าไป ฝุ่นจิ๋วชนิดนี้มีขนาดเล็กจนตาเปล่ามองไม่เห็น และเล็กเกินกว่ากลไกป้องกันตามธรรมชาติของร่างกายจะรับมือได้ ส่งผลให้สามารถเล็ดลอดผ่านจมูกและหลอดลม แทรกซึมเข้าสู่ปอด ก่อนซึมเข้าสู่กระแสเลือดอย่างเงียบงัน แม้ในวันที่อากาศดูเหมือน “ปกติ” PM2.5 ยังคงล่องลอยปะปนอยู่ในอากาศ พาสารพิษและโลหะหนักเดินทางไปทั่วร่างกาย กระตุ้นการอักเสบในระดับเซลล์โดยไม่ก่อให้เกิดอาการเจ็บปวดในทันที จนความเสียหายค่อยๆ สะสมและกลายเป็นความเสี่ยงต่อโรคร้ายแรงในระยะยาว โดยที่หลายคนไม่ทันรู้ตัว

พญ. มัณฑนา สันดุษฎี อายุรแพทย์โรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ และแพทย์เวชบำบัดวิกฤต โรงพยาบาลพระรามเก้า 

พญ. มัณฑนา สันดุษฎี อายุรแพทย์โรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ และแพทย์เวชบำบัดวิกฤต โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลว่า ฝุ่น PM2.5 มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมโครเมตร หรือเล็กกว่าหน้าตัดเส้นผมของคนทั่วไปประมาณ 20 เท่า ทำให้ร่างกายไม่สามารถดักจับหรือกำจัดออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ฝุ่นสามารถผ่านเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ ปอด และซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้โดยตรง โดยเฉพาะในช่วงที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน 35 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ร่างกายจะเริ่มแสดงอาการผิดปกติในระยะเฉียบพลัน เช่น ไอ ระคายเคืองจมูก คันคอ เจ็บคอ แสบตา คันตา หรือเกิดผื่นคันทางผิวหนัง ซึ่งหลายคนมักมองว่าเป็นอาการเล็กน้อยและปล่อยผ่าน

PM2.5 ไม่ได้เป็นเพียงฝุ่นธรรมดา แต่เป็นฝุ่นพิษที่มักมีสารอันตรายและโลหะหนักเกาะติดมาด้วย เช่น ปรอท แคดเมียม และสารหนู ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นการอักเสบในระดับเซลล์ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายแรงในหลายระบบของร่างกาย

พญ. มัณฑนา ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การได้รับ PM2.5 อย่างต่อเนื่องในระยะยาว เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังหลายชนิด ทั้งโรคทางเดินหายใจ เช่น โรคหอบหืดกำเริบ ถุงลมโป่งพอง และปอดอักเสบติดเชื้อ รวมถึงโรคหัวใจและหลอดเลือด อาทิ โรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง และภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลยืนยันว่า PM2.5 มีความสัมพันธ์โดยตรงกับการเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งปอด ผ่านกระบวนการอักเสบเรื้อรังและความผิดปกติในระดับเซลล์ โดยมะเร็งปอดมักไม่แสดงอาการในระยะเริ่มต้น การเอกซเรย์ปอดทั่วไปอาจยังไม่พบความผิดปกติ จนกระทั่งโรคลุกลามแล้ว

ปัจจุบันมีเทคโนโลยีการตรวจคัดกรองด้วย Low Dose CT (LDCT) ซึ่งเป็นวิธีที่มีความละเอียดสูง สามารถตรวจพบความผิดปกติของปอดได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาให้ได้ผลดีที่สุด แพทย์แนะนำให้ประชาชนติดตามคุณภาพอากาศอย่างใกล้ชิด หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงที่ค่าฝุ่นสูง สวมหน้ากาก N95 เมื่อจำเป็นต้องออกนอกอาคาร และหากมีอาการไอเรื้อรัง หายใจมีเสียงหวีด หรือหายใจลำบาก ควรรีบพบแพทย์ทันที

 “PM2.5 เป็นภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม แม้จะไม่ทำให้เกิดอาการรุนแรงในทันที แต่ผลกระทบจะค่อย ๆ สะสมและส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว โดยเฉพาะต่อปอด หัวใจ และหลอดเลือด การป้องกันตนเองด้วยการหลีกเลี่ยงฝุ่น สวมหน้ากากที่เหมาะสม และตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการตรวจคัดกรองปอดในกลุ่มเสี่ยง จะช่วยลดความรุนแรงของโรคและเพิ่มโอกาสในการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก่อนที่อันตรายจะลุกลามเกินกว่าจะรับมือได้” พญ. มัณฑนา กล่าวทิ้งท้าย

หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร.1270 หรือ Line:@praram9hospital หรือคลิกhttps://hubs.li/Q041djd_0 อ่านบทความสาระความรู้ทางการแพทย์เกี่ยวกับภัยจากฝุ่น PM2.5 และมะเร็งปอดเพิ่มเติมได้ที่ Website: http://www.praram9.com หรือคลิก ภัยจากฝุ่นจิ๋ว 2.5 และมะเร็งปอด | โรงพยาบาลพระรามเก้า  

สตรีผู้ทรงอิทธิพลและเชฟดาวมิชลิน รวมพลังระดมทุนครั้งสำคัญ ในงาน ‘ยูนิเซฟ บลูสตาร์ กาล่า’ เพื่อต่อสู้กับภาวะทุพโภชนาการในเด็ก

สตรีผู้ทรงอิทธิพลและเชฟดาวมิชลิน รวมพลังระดมทุนครั้งสำคัญ ในงาน ‘ยูนิเซฟ บลูสตาร์ กาล่า’ เพื่อต่อสู้กับภาวะทุพโภชนาการในเด็ก

สตรีผู้ทรงอิทธิพลและเชฟดาวมิชลิน รวมพลังระดมทุนครั้งสำคัญ ในงาน ‘ยูนิเซฟ บลูสตาร์ กาล่า’ เพื่อต่อสู้กับภาวะทุพโภชนาการในเด็ก

วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ประกาศจัดงาน ยูนิเซฟ บลูสตาร์ กาล่า 2026 (UNICEF Blue Star Gala 2026) งานระดมทุนครั้งสำคัญที่รวมพลังจากสตรีผู้ทรงอิทธิพลของประเทศไทย 4 ท่าน พร้อมเชฟระดับมิชลินจากทั้งในและต่างประเทศ รวม 12 ดาวมิชลิน เพื่อร่วมกันขจัดภาวะทุพโภชนาการในเด็ก และส่งเสริมให้เด็กทุกคนเข้าถึงอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ

สตรีผู้ทรงอิทธิพล และเชฟดาวมิชลิน รวมพลังระดมทุนครั้งสำคัญเพื่อยูนิเซฟ

งานกาล่าจะจัดขึ้นในวันที่ 6 มีนาคม 2569 ณ โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อกฯ ภายใต้แคมเปญ “กินไรดี #HungryForHope” ของยูนิเซฟ ที่มุ่งสร้างความตระหนักรู้ด้านโภชนาการและกระตุ้นให้สังคมร่วมมือกันเพื่อให้เด็กทุกคนสามารถเข้าถึงอาหารที่เหมาะสม เติบโตแข็งแรง และมีอนาคตที่สดใส โดยได้รับเกียรติจากสตรีผู้มีบทบาทสำคัญของประเทศไทย 4 ท่านมาเป็นกำลังสำคัญของงานกาล่า ได้แก่ นวลพรรณ ล่ำซำ หรือ มาดามแป้ง, บุษดี เจียรวนนท์, มาริษา เจียรวนนท์ และ ฐาปณี เตชะเจริญวิกุล ซึ่งต่างมีความมุ่งมั่นในการส่งเสริมสิทธิเด็กและยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็ก โดยเฉพาะด้านโภชนาการ  โดยทั้ง 4 ท่านจะเป็นพลังสำคัญในการระดมความร่วมมือจากภาคธุรกิจ ภาคการกุศล และวงการอาหาร เพื่อขับเคลื่อนภารกิจในการสร้างอนาคตที่ดีสำหรับเด็กทุกคน

มาดามแป้ง  นวลพรรณ ล่ำซำ

หนึ่งในไฮไลท์สำคัญของงาน คือความร่วมมือของ 8 เชฟชื่อดัง 8 จากประเทศไทยและต่างประเทศ ซึ่งทั้งหมดครอง 12 ดาวมิชลิน โดยเชฟระดับแนวหน้าของไทยที่เข้าร่วม ได้แก่ ชุดารี เทพาคำ หรือ เชฟตาม จากร้าน บ้านเทพา, เชฟชุมพล แจ้งไพร จากร้าน R-Haan, เชฟโจ ณพล จันทรเกตุ และ เชฟซากิ โฮชิโนะ จากร้าน Kwann และ Nawa Thai Cuisine, เชฟปริญญ์ ผลสุข จากร้าน สำรับสำหรับไทย และ เชฟซาชิน พูจารี จากร้าน INDDEE ซึ่งจะร่วมกันรังสรรค์เมนูพิเศษที่ผสานศิลปะการปรุงอาหารเข้ากับคุณค่าทางโภชนาการอย่างลงตัว และภายในงานยังมีเซอร์ไพรส์จาก เชฟชิโนบุ นามาเอะ จากร้านเลฟเฟอร์เวซองส์ ประเทศญี่ปุ่น และเชฟ โช ฮีซุก จากร้านฮันซิกกงกาน ประเทศเกาหลีใต้ ที่จะมาร่วมรังสรรค์เมนูเพื่อสนับสนุนเด็กทั่วโลก โดยเชฟทุกคนได้สละเวลาและความสามารถมาร่วมงานครั้งนี้ด้วยหัวใจแห่งจิตอาสาและความเชื่อมั่นร่วมกันว่า เด็กทุกคนควรมีโอกาสเริ่มต้นชีวิตด้วยโภชนาการที่ดี

นายเคน เลกินส์ ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า “ภาวะทุพโภชนาการในเด็กยังคงเป็นปัญหาที่น่ากังวลอย่างยิ่ง ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก เด็กจำนวนมากยังไม่สามารถเข้าถึงอาหารที่มีคุณค่าและโภชนาการที่เหมาะสม และต้องเผชิญกับทั้งภาวะขาดสารอาหารและโรคอ้วน ความจริงแล้ว โภชนาการที่ดีไม่ใช่เรื่องซับซ้อน แต่ความท้าทายสำคัญอยู่ที่การเข้าถึงอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ และการมีระบบสนับสนุนที่ช่วยให้ครอบครัวสามารถตัดสินใจเลือกอาหารได้อย่างเหมาะสม งานยูนิเซฟ บลูสตาร์ กาล่า ในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงงานระดมทุน แต่เป็นการแสดงพลังความร่วมมือและความรับผิดชอบร่วมกัน เพราะภาวะทุพโภชนาการในเด็กไม่ใช่ปัญหาของใครคนใดคนหนึ่ง หากแต่เป็นความรับผิดชอบของเราทุกคน ยูนิเซฟขอขอบคุณสตรีผู้ทรงอิทธิพลทั้ง 4 ท่านและเชฟทุกท่าน ที่ได้ใช้บทบาทความเป็นผู้นำ อิทธิพล และเวทีของตนเอง ร่วมกันขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับเด็ก ๆ”

มาริษา เจียรวนนท์, เคน เลกินส์ และ ฐาปณี เตชะเจริญวิกุล

ภาวะทุพโภชนาการส่งผลกระทบในระยะยาวต่อการพัฒนาสมอง สุขภาพ และคุณภาพชีวิตของเด็ก ในประเทศไทย เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ร้อยละ 13 มีภาวะเตี้ยแคระแกร็น ขณะที่ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนในเด็กก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มขึ้น  2 เท่าจากร้อยละ 6 เป็นร้อยละ 13 ในกลุ่มเด็กอายุ 6–14 ปี และร้อยละ 14 ของวัยรุ่นอายุ 15–18 ปีมีภาวะน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน ทั้งนี้ สหพันธ์โรคอ้วนโลก  (World Obesity Federation) คาดการณ์ว่า ภายในปี 2578  ร้อยละ 60 ของเด็กอายุ 5–19 ปีในประเทศไทยจะมีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน หากไม่มีการดำเนินการอย่างเร่งด่วน

เคน เลกินส์ และ บุษดี เจียรวนนท์

นางนวลพรรณ ล่ำซำ ทูตองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ซึ่งเป็นแคมเปญฮีโร่ของ กินไรดี #HungryforHope กล่าวว่า “เราหวังว่างานยูนิเซฟ บลูสตาร์ กาล่า จะสร้างแรงบันดาลใจให้สังคมหันมาให้ความสำคัญกับอาหารและโภชนาการของเด็กมากขึ้น พร้อมร่วมสนับสนุนการทำงานของยูนิเซฟในการแก้ไขปัญหาภาวะทุพโภชนาการทุกรูปแบบ การขาดสารอาหารไม่เพียงส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและสุขภาพของเด็กเท่านั้น แต่ยังส่งผลเสียต่อความมั่นใจ การเรียนรู้ และโอกาสในชีวิต นี่คือเหตุผลที่ปัญหาทุพโภชนาการต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพราะทรัพยากรบุคคลคือทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของประเทศ แป้งขอชวนทุกท่านมาร่วมสนับสนุนยูนิเซฟและเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างโภชนาการที่ดีให้เด็กทุกคนค่ะ”

แคมเปญ “กินไรดี #HungryForHope” มุ่งส่งเสริมให้พ่อแม่ ผู้ดูแล และเยาวชนหันมาเลือกกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น พร้อมผลักดันนโยบายที่ปกป้องเด็กจากการตลาดอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ รายได้จากงานกาล่าจะนำไปสนับสนุนโครงการด้านโภชนาการและโครงการอื่น ๆ ของยูนิเซฟทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก เพื่อให้เด็กทุกคนโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่สุด ได้เติบโตอย่างแข็งแรง มีสุขภาพดี และพร้อมก้าวสู่อนาคตที่สดใส

LIFE & HEALTH : การบริหารวิกฤตเชิงรุกในยุคดิจิทัลและ AI

LIFE & HEALTH : การบริหารวิกฤตเชิงรุกในยุคดิจิทัลและ AI

LIFE & HEALTH : การบริหารวิกฤตเชิงรุกในยุคดิจิทัลและ AI

วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

การบริหารวิกฤต (Crisis Management) คือกระบวนการจัดการกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดและมีผลกระทบต่อองค์กร ชุมชน หรือสังคม โดยมีเป้าหมายเพื่อ ลดความเสียหาย ฟื้นฟูความเชื่อมั่น และสร้างความพร้อมสำหรับอนาคต

องค์ประกอบสำคัญของการบริหารวิกฤต คือ (1) การเตรียมพร้อม (Preparedness) วางแผนล่วงหน้า เช่น การจัดทำคู่มือฉุกเฉิน การฝึกซ้อมสถานการณ์จำลอง (2) การตอบสนอง (Response) การสื่อสารที่ชัดเจน การตัดสินใจรวดเร็ว และการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ (3) การฟื้นฟู (Recovery) การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ การปรับปรุงระบบ และการสร้างความเชื่อมั่นกลับคืน (4) การเรียนรู้ (Learning) วิเคราะห์บทเรียนจากวิกฤตเพื่อปรับปรุงแผนและป้องกันเหตุ

ท่ามกลางความไม่แน่นอนและความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และ เศรษฐกิจไทย หัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรให้สามารถฝ่าคลื่นเศรษฐกิจ พงษ์ทิพย์ เทศะภู ประธานสายงานสื่อสาร และศูนย์จัดการภาวะวิกฤตออนไลน์ บริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด (มหาชน) บริษัทผู้นำด้าน ด้าน AI-Data Driven Technology  และ AI Transformation ในฐานะที่ปรึกษาด้านการบริหารประเด็นและจัดการวิกฤตให้กับกลุ่ม ธุรกิจ ให้ความเห็นในการบริหารจัดการประเด็นและการสร้างโอกาสให้กับธุรกิจว่า การที่เศรษฐกิจในปัจจุบันขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล และเอไอ (Digital & AI Economy) ทำให้การเคลื่อนไหวของข้อมูลและข่าวสารมีความรวดเร็วในแบบเรียลไทม์ ทุกคนสามารถสื่อสาร และแสดงความเห็นของตัวเองผ่าน Social Media ทำให้มีการแสดงความเห็นทั้งเชิงบวกและลบ เกิดเป็นประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อองค์กรภาครัฐ และภาคธุรกิจต่างๆ เป็นจำนวนมาก

กลุ่มธุรกิจหลายกลุ่มต้องพัฒนาและบริหารธุรกิจเพื่อตอบสนองกับความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม (Stakeholders) ไม่ว่า จะเป็นธุรกิจค้าปลีก อุตสาหกรรมการผลิต สถาบันการเงิน ภาคอสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ บ่อยครั้งเรื่องที่เราพบในฐานของมูลของ เรียล สมาร์ท ผ่านระบบ Social Listening และ Social Monitoring มีข้อมูลและข้อความใน Social Media ปี 2568 จำนวนกว่า 1,000 ล้านข้อความ พบกรณีที่เป็นประเด็นที่สร้างความเสียหายให้กับองค์กรเป็นจำนวนมาก และแนวโน้มของจำนวนข้อความที่ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นภาคธุรกิจต้องให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการประเด็นที่เกิดขึ้น ทั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์ ก่อนที่จะกลายเป็นวิกฤตขององค์กร

การจัดการกับประเด็นที่ถูกโจมตีใน Social Media ได้อย่างทันท่วงทีจะทำให้แต่ละองค์กรสามารถที่จะบริหารจัดการปัญหาได้ก่อนที่ประเด็นต่างๆ จะกลายเป็นวิกฤต ที่ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือ และภาพลักษณ์ขององค์กร ยิ่ง Social Media เติบโต การบริหารประเด็นก่อนที่จะเกิดวิกฤตยิ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับภาคธุรกิจในยุคที่เศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วย ดิจิทัล และ AI

จากประสบการณ์การทำงานด้านการสื่อสารและการบริหารวิกฤตมานานกว่า 30 ปี ของ พงษ์ทิพย์ เทศะภู  พบว่า การบริหารจัดการประเด็นก่อนที่จะเกิดวิกฤต เป็นหัวใจสำคัญในการทำงานด้านการสื่อสารองค์กร และเป็นการบริหารจัดการเชิงรุก มากกว่าจะเป็นการตั้งรับ การวางแผนบริหารจัดการประเด็นที่มาจากข้อมูลที่รวบรวมเป็นระบบ และใช้ AI ช่วยในการวาง message ที่จะป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อองค์กรผ่านการสื่อสารที่ชัดเจน อยู่บนข้อมูลตรงประเด็นกับกลุ่มเป้าหมาย รวมทั้งผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) จะทำให้องค์กรไม่สูญเสียความน่าเชื่อถือและยังสามารถรักษามูลค่าของแบรนด์ไว้ได้

ดิจิทัลเทคโนโลยี และ AI พลิกโฉมการบริหารประเด็นและวิกฤตองค์กร

การเข้ามาของเทคโนโลยีดิจิทัลในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา และการเข้าสู่ยุคของ AI ในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา พลิกโฉมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยี จากข้อมูลของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระบุว่า มูลค่าของเศรษฐกิจดิจิทัลอยู่ที่ 4.44 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 23% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ยิ่งเศรษฐกิจดิจิทัลเติบโต ยิ่งมีการใช้งานด้านดิจิทัล AI ผ่าน Social Media จำนวนมาก ซึ่งหลายประเด็นมีทั้งข้อมูลที่เป็นประโยชน์และข้อมูลเท็จ รวมไปถึงการโจมตีองค์กรเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากเช่นเดียวกัน การนำเทคโนโลยีดิจิทัล และ AI เข้ามาช่วยในการรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ประเด็นในแบบเรียลไทม์ ทำให้การบริหารจัดการประเด็นและการบริหารวิกฤตทำได้อย่างทันท่วงที

ในอดีตการบริหารจัดการประเด็นต่างๆ ต้องใช้เวลาในการรวบรวมข้อมูล แต่ปัจจุบันเมื่อเรามีเทคโนโลยี ทำให้สามารถนำเทคโนโลยีมาบริหารจัดการประเด็นและวิกฤตต่อสู้กับการเติบโตของ Social Media ในแบบเรียลไทม์ และมีข้อมูลที่เป็นตัวชี้วัดได้อย่างชัดเจน สำหรับบริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด(มหาชน) มีแพลตฟอร์มที่พัฒนาขึ้นมาเองที่เรียกว่า Real Vision มาทำหน้าที่ในการรวบรวมประเด็นที่มีการเขียนถึงองค์กร หรือภาคธุรกิจ ในแต่ละวันเป็นจำนวนหลายแสนข้อความ มาประมวลผลว่าเป็นการกล่าวถึงองค์กรในเชิงบวก และเชิงลบในประเด็นใดโดยเฉพาะประเด็นเชิงลบ ระบบของ Real Vision จะประมวลผลออกมาให้เห็นภาพว่าข้อความโจมตีเชิงลบมีประเด็นอะไรบ้าง มาวิเคราะห์กับจำนวนการเข้าถึงข้อมูล (Engagement) เท่าไหร่ และจะกระทบต่อองค์กรอย่างไร จากนั้นนำมาใช้ในการวิเคราะห์ประเด็นแล้วแนะนำให้ผู้บริหารองค์กรในการบริหารจัดการประเด็น ก่อนที่ประเด็นในเชิงลบจะสร้างวิกฤตให้กับองค์กร

ความรวดเร็วในการทำงานของเทคโนโลยี AI  ทำให้การวิเคราะห์ประเด็นและการบริหารวิกฤต มีทั้งความรวดเร็วและมีฐานข้อมูลทั้งในเชิงปริมาณ (จำนวนข้อความเชิงบวกและเชิงลบทั้งหมด รวมทั้งจำนวนคนที่เข้าถึงข้อความ) และในเชิงคุณภาพ มาทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารประเด็นและบริหารวิกฤตขององค์กร เพื่อที่จะตอบโจทย์สถานการณ์ในปัจจุบันที่มีความเร็วของข้อมูลที่ไหลบ่าเข้ามาแบบรายวินาที ทำให้การบริหารจัดการประเด็นก่อนที่จะเกิดวิกฤต ทำได้รวดเร็วและทันต่อสถานการณ์

ธุรกิจไม่สามารถหนีจากวิกฤตได้ แต่ถ้าเราเข้าใจสถานการณ์และประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้น เราจะสามารถบริหารจัดการไม่ให้ประเด็นที่เกิดขึ้นกลายเป็นวิกฤต และ ถ้าเกิดวิกฤต ธุรกิจมีเครื่องมือที่จะบริหารจัดการ เพราะเทคโนโลยี ทำให้เราสามารถเข้าถึงวิกฤตและบริหารจัดการได้อย่างทันท่วงที และสามารถแปลงวิกฤต มาสร้างเป็นโอกาสทางธุรกิจได้เช่นกัน

สภากาชาด แจงสถิติบริจาคเลือดปี 68 ต่ำเกณฑ์ WHO หวั่นวิกฤตสำรองขาดแคลน

ข้อมูลจาก รศ.พญ.ดุจใจ ชัยวานิชศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์โลหิตในปัจจุบันว่า การจัดหาโลหิตยังมีความไม่สม่ำเสมอและขาดแคลนในบางช่วงเวลา ส่งผลให้ปริมาณโลหิตสำรองคงคลังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ซึ่งตามมาตรฐานงานบริการโลหิตจะต้องได้รับโลหิตบริจาคมากกว่า 200,000 ยูนิตต่อเดือน และมีสำรองคงคลังอย่างน้อย 3,000 ยูนิตต่อวัน เพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน ทั้งอุบัติเหตุ ภัยพิบัติ และเหตุการณ์ความรุนแรง องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดให้แต่ละประเทศควรมีผู้บริจาคโลหิตอย่างน้อยร้อยละ 3 ของประชากร หรือประมาณ 1.98 ล้านคนสำหรับประเทศไทย แต่จากสถิติปี 2567 และ 2568 พบว่ามีผู้บริจาคเพียง 1.85 ล้านคน (ร้อยละ 2.80) และ 1.84 ล้านคน (ร้อยละ 2.79) ตามลำดับ ซึ่งถือว่ายังต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน นอกจากนี้ สถิติความถี่การบริจาคโลหิตในปี 2568 ยังบ่งชี้ว่า ผู้บริจาคส่วนใหญ่กว่า 1.08 ล้านคน หรือร้อยละ 67.26 บริจาคเพียงปีละ 1 ครั้งเท่านั้น ขณะที่มีผู้บริจาคครบ 4 ครั้งต่อปีเพียงร้อยละ 4.35 ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติจึงจัดทำโครงการ “Give Blood Now” ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2569 เพื่อกระตุ้นให้เกิดการบริจาคประจำสม่ำเสมออย่างน้อย 3 ครั้งต่อปี

ขอเชิญร่วมบริจาคโลหิตได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ถนนอังรีดูนังต์, หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ (Fixed Station) ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ ไลฟ์สโตร์ สาขาบางแค บางกะปิ งามวงศ์วาน ท่าพระ, ดิ เอ็มโพเรียม, บ้านทรงไทย ย่านวงศ์สว่าง รวมถึงภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่งทั่วประเทศ และโรงพยาบาลสาขาบริการโลหิต รายละเอียด https://thaibloodcentre.redcross.or.th/

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

กรรมการบริหาร สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย

คุณแหน : 18 กุมภาพันธ์ 2569

คุณแหน : 18 กุมภาพันธ์ 2569

คุณแหน : 18 กุมภาพันธ์ 2569

วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยพสกนิกรผู้ได้รับผลกระทบจากอัคคีภัย ในพื้นที่ ต.พระประโทน อ.เมือง จ.นครปฐม จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ อโรชา นันทมนตรี ผวจ.นครปฐม นำสิ่งของพระราชทานของมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์ มอบให้แก่ ระเบียบ -ภาณพัช สุขดี ราษฎรผู้ประสบอัคคีภัย..
  • ชุติพร เสชัง ผวจ.นครสวรรค์ เปิดโครงการสร้างภูมิคุ้มกันยาเสพติดในเด็กปฐมวัย เน้นพัฒนาทักษะสมอง (EF) สร้างเกราะป้องกันเยาวชนสู่พลเมืองคุณภาพ..
  • มิตรสหายยินดีกับ ดร.จิราพร ศิริคำ ที่ได้เป็น กรรมการในคณะกรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิแห่งสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย และ ประธานคณะกรรมการบริหารแห่งสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT)..
  • ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ ชวนนักการตลาดที่สนใจเรื่อง DIGITAL และ AI มาสมัครเรียนในหลักสูตร Digital & AI Marketing in Action รุ่นที่ 7 คอร์สเดียวครบ จัดเต็ม 8 วัน กับกว่า 16 ผู้เชี่ยวชาญ สมัครได้ที่ https://forms.gle/C7vCAoxweRKzdZC49 หรือโทร 099-2425244..
  • ขรรค์ ประจวบเหมาะ รับมอบเงินบริจาค จาก ภญ.ภัทรพร วิมลวัตรเวที พร้อมคณะผู้บริหารฯ บจ.แอมเจน (ประเทศไทย) เพื่อสมทบทุนโครงการเงินทุนฉุกเฉินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ สภากาชาดไทย..
  • ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ มอบเงินบริจาคเพื่อกองทุนโรคหัวใจ รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ โดยมี อ.นพ.ปิยะพงศ์ บุญญสถิตต์ รับมอบ..
  • ภควา ปัตตะพงศ์ บจ.พี.พี. บางแก้วธุรกิจ บริจาคเงินสมทบทุนมูลนิธิรามาธิบดีฯ เพื่อสร้างอาคารโรงพยาบาลรามาธิบดี..
  • อนุโมทนาบุญกับ อนุกูล เย็นใจ ชวนเพื่อนๆร่วมบริจาคเพื่อช่วยการศึกษาของน้องๆพิการของวิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคายในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี..
  • แม้มีภารกิจมาก ดร.จิรวัฒน์ ตั้งปณิธานนท์ จัดสรรเวลามาบรรยายเรื่อง Quantum Computing ให้หลักสูตร Digital CEO#9  ตามคำเชิญของ ดร.จักกนิตต์ คณานุรักษ์..
  • ดร. เอื้อมพร ปัญญาใส ช่วงวันแห่งความรักปีนี้พาคณะหลักสูตรผู้นำเมือง #11 ไปศึกษาดูงานการบริหารจัดการเมืองสู่เมืองน่าอยู่ของ จ.นครศรีธรรมราชและพัทลุง พร้อมไปเยี่ยมชมทะเลน้อย วัดเขาอ้อและวัดถ้ำลอดเขาแดง..
  • ผศ.นพ.จักราวุธ มณีฤทธิ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล ม.นวมินทราธิราช เป็นประธานในพิธีมอบทุนการศึกษามูลนิธิทุนแพทย์เพื่อปวงประชาแก่นักศึกษาแพทย์ และ คณะพยาบาลศาสตร์ ม.นวมินทราธิราช..
  • เปิดรับสมัครแล้วหลักสูตรปริญญาโท NIDA – MPPM รุ่น 15 (ชลบุรี) ใช้เวลาเรียน 1 ปีครึ่ง สมัครได้ถึง 30 เม.ย. สอบถามโทร 062-517-5496 หรือที่ https://gspa.nida.ac.th/th/course/25681215-1/..

น้องใหม่

ชมรมสมองใสใจสบาย จับมือ KCG และ อินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ จัดงานกาล่าการกุศล ถอดรหัส ‘โภชนาการ 4 ดี’ สู่มื้ออาหารป้องกันสมอง-กาย-ใจ-โลก

ชมรมสมองใสใจสบาย จับมือ KCG และ อินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ จัดงานกาล่าการกุศล ถอดรหัส ‘โภชนาการ 4 ดี’ สู่มื้ออาหารป้องกันสมอง-กาย-ใจ-โลก

ชมรมสมองใสใจสบาย จับมือ KCG และ อินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ จัดงานกาล่าการกุศล ถอดรหัส ‘โภชนาการ 4 ดี’ สู่มื้ออาหารป้องกันสมอง-กาย-ใจ-โลก

วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.43 น.

ชมรมสมองใสใจสบาย ภายใต้ศูนย์ภาวะโรคสมองเสื่อม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ผนึกกำลังกับ บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ KCG โดยได้รับการสนับสนุนจาก ห้องอาหาร ไฟร์เพลส กริลล์ แอนด์ บาร์ (Fireplace Grill and Bar) โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ (InterContinental Bangkok) สร้างปรากฏการณ์ใหม่ในงานกาล่าดินเนอร์การกุศล “Harmony of Earth and Sea” ภายใต้แนวคิด “Healthy Brain, Happy Mind through Healthy Meal” ด้วยการถอดรหัสเทรนด์อาหารโลกประจำปี 2026 สู่แนวทาง “โภชนาการ 4 ดี” หรือการกินเพื่อสร้างเกราะป้องกันใน 4 มิติ (สมอง-กาย-ใจ-โลก) พร้อมถ่ายทอดสู่เมนูสุขภาพสุดสร้างสรรค์ กองทัพ KCG Ambassador Chefs เชฟดีกรีระดับโลก และเชฟชื่อดังแนวหน้าของไทย ได้แก่ เชฟวิลล์เมนท์ ลีออง เชฟบิ๊บ-ชัชชญา เชฟเมย์-พัทธนันท์ เชฟพลอย-ฐาติกานต์ และ เชฟก้อง-นวัช เพื่อกระตุ้นให้สังคมตระหนักถึงพลังของอาหารในการเป็นเกราะป้องกันชีวิตแบบองค์รวม ที่เริ่มจากการรักษาความทรงจำและสมอง พร้อมสร้างสมดุลให้กายแข็งแกร่ง ใจมีความสุข และโลกที่ยั่งยืนไปพร้อมกัน

เพชรพริ้ง สารสิน ประธานชมรมสมองใสใจสบาย กล่าวว่า “ปี 2026 ถือเป็นปีแห่งจุดเปลี่ยนสำคัญของระบบสุขภาพโลก เราเห็นสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดจากฝั่งตะวันตก เมื่อกระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย์แห่งสหรัฐอเมริกา (HHS)ได้ประกาศการรีเซ็ตนโยบายโภชนาการครั้งประวัติศาสตร์ (Historic Reset of Federal Nutrition Policy) ในร่างข้อแนะนำโภชนาการฉบับใหม่ (2025-2030 Dietary Guidelines) เมื่อวันที่ 7 มกราคมที่ผ่านมา ที่เน้นย้ำให้มนุษย์กลับไปหาการเลือกบริโภคอาหารที่มาจากธรรมชาติ ผ่านการแปรรูปน้อยที่สุด (Real Food) เพื่อกู้วิกฤตสุขภาพเรื้อรัง”

ด้าน รศ.นพ.สุขเจริญ ตั้งวงษ์ไชย จากศูนย์ดูแลภาวะสมองเสื่อม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวเสริมว่า “การกลับไปหาอาหารแท้ (Real Food) นั้น คือรากฐานสำคัญของร่างกายและสมองที่แข็งแรง ซึ่งในขณะเดียวกันรายงานจาก Mintel Global Food & Drink Predictions 2026 ได้ระบุว่าในยุคที่สภาพอากาศและเศรษฐกิจผันผวน ความยืดหยุ่นไม่ใช่แค่ค่านิยมแต่คือความจำเป็น (Resilience is not just a value, but a necessity) ในการบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อความอยู่รอดของโลก ควบคู่ไปกับความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนมามองหาอาหารที่ช่วยเยียวยาทั้งร่างกายและจิตใจ ในวันที่โลกเต็มไปด้วยวิกฤตและความเครียด ทั้งหมดนี้จึงนำมาสู่แนวคิดผลของ “โภชนาการ 4 ดี” หรือเกราะป้องกันสุขภาพใน 4 มิติ คือ 1. ดีต่อสมอง (Brain Resilience) 2. ดีต่อร่างกายและลำไส้ (Gut & Body Resilience)3. ดีต่อใจ (Mental Resilience) 4.ดีต่อโลก (Planetary Resilience)

วิกร ศรีวิกรม์ ประธานกรรมการ บริษัท เพรสิเด้นท์โฮเต็ลและทาวเวอร์ จำกัด ผู้บริหารโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ กล่าวว่า  สำหรับเรานี่ไม่ใช่โอกาสสนับสนุนพื้นที่จัดเลี้ยง ณ ห้องอาหาร ไฟร์เพลส กริลล์ แอนด์ บาร์ เพียงอย่างเดียว แต่คือการเปิดพื้นที่แห่งโอกาสให้สังคมได้ตระหนักถึงภัยเงียบอย่างโรคสมองเสื่อม และวิธีการรักษาสุขภาพแบบองค์รวม เรายินดีอย่างยิ่งที่ได้ใช้ศักยภาพของโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล  กรุงเทพฯ เป็นสะพานเชื่อมโยงความตั้งใจของชมรมสมองใสใจสบาย ให้ไปถึงผู้คนในวงกว้าง และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในสังคมให้ยั่งยืน

ดำรงชัย วิภาวัฒนกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ KCG กล่าวว่า  KCG ตระหนักว่าเราต้องเป็นมากกว่าผู้ผลิตวัตถุดิบอาหาร เป็นส่วนหนึ่งของแรงบันดาลใจด้านอาหารที่ไม่ใช่แค่ความอร่อย และต้องช่วยดูแลชีวิตของผู้บริโภคไปจนถึงช่วยรักษาโลกใบนี้ด้วย หรือ การใช้อาหารเพื่อนำสมดุลกลับมาสู่โต๊ะอาหารและผู้บริโภค เราจึงจับมือกับชมรมสมองใสใจสบาย จัดงาน “Harmony of Earth and Sea” ขึ้น เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า อาหารเพื่อสุขภาพไม่ใช่เรื่องไกลตัว และ ความอร่อยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาแต่วัตถุดิบราคาสูงเสมอไป แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่การคัดสรร วัตถุดิบคุณภาพเยี่ยมจากท้องถิ่น มาผ่านเทคนิคการปรุงที่พิถีพิถัน เพื่อดึงรสชาติที่แท้จริงที่ดีที่สุดของธรรมชาติออกมา โดยลดการปรุงแต่งที่ไม่จำเป็น เราได้นำแนวคิด “โภชนาการ 4 ดี” มาเป็นโจทย์ให้ KCG Ambassador Chefs ได้ตีความและสร้างสรรค์เมนูอาหารที่เป็นรูปธรรม เพื่อส่งต่อสุขภาพที่ดีแบบองค์รวมให้กับคนไทยออกมาเป็น 5 คอร์สสุดพิเศษ

Harmony of Earth and Sea  สัมผัสกับความสมดุลที่งดงามของผืนดินและท้องทะเล ผ่านการรังสรรค์ 5 คอร์สเมนูสุดพิเศษ ที่ผสานเทคนิคฝรั่งเศสและจีนเข้ากับวัตถุดิบไทย โดยทุกจานสะท้อนความใส่ใจต่อธรรมชาติ และถอดรหัส “โภชนาการ 4 ดี” ออกมาได้อย่างลงตัว โดย เชฟบิ๊บ-ชัชชญา รักตะกนิษฐ  เชฟพลอย-ฐาติกานต์ ตัณฑจินนะ  เชฟวิลล์เมนท์ ลีออง  เชฟเมย์-พัทธนันท์ ธงทอง  และเชฟก้อง-นวัช เพ็ชรศรี

สามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมของชมรมสมองใสใจสบายได้ทาง Line ID: @healthybrain-mind หรือทาง Facebook: ศูนย์ดูแลภาวะสมองเสื่อม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ติดตามข่าวสารและข้อมูลเพิ่มเติมของ KCG ได้ที่ http://www.kcgcorporation.com/

แก้วิกฤตขยะทะเลไทยผ่าน ‘SeaSight Platform’ ดึงพลังประชาชนร่วมเป็นหูเป็นตา

แก้วิกฤตขยะทะเลไทยผ่าน ‘SeaSight Platform’ ดึงพลังประชาชนร่วมเป็นหูเป็นตา

แก้วิกฤตขยะทะเลไทยผ่าน ‘SeaSight Platform’ ดึงพลังประชาชนร่วมเป็นหูเป็นตา

วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.42 น.

สมาคมอุทยานแห่งชาติ สถาบันพระปกเกล้า  ร่วมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ แก้วิกฤตขยะทะเลไทยผ่าน “SeaSight Platform” ดึงพลังประชาชนร่วมเป็นหูเป็นตา รายงานแบบ Real-time เพื่อการจัดการที่ตรงจุดและยั่งยืน

โครงการ “รักษ์ปะการัง” และแพลตฟอร์ม SeaSight เป็นโครงการภายใต้หลักสูตรประกาศนียบัตรผู้นำยุคใหม่ในระบอบประชาธิปไตย (ปนป.) จัดทำโดย นักศึกษากลุ่มนกหัวขวาน รุ่นปนป.15 มีเป้าหมายเพื่ออนุรักษ์ระบบนิเวศทางทะเล เชิงรุกด้านทรัพยากร  ผสานกับแง่มุมนโยบายสาธารณะระดับประเทศจาก สมาคมอุทยานแห่งชาติ โดยเน้นการแก้ไขปัญหา ขยะทะเล ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อแนวปะการังและสิ่งมีชีวิตทางทะเล นำเอาประสบการณ์ “หน้างาน” จากพื้นที่จริงมาถ่ายทอด เพื่อหาทางออกที่ยั่งยืนให้กับท้องทะเลไทย

สมาคมอุทยานแห่งชาติ นำโดย นายพสิษฐ เอี๋ยวพานิช นายกสมาคมอุทยานแห่งชาติ นายสุเทพ เจือละออง กรรมการฝ่ายอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง นายไพชยันต์ จันทร์ขอนแก่น กรรมการฝ่ายกฎหมาย และเลขาธิการสมาคมอุทยานแห่งชาติ  นางทิพย์พาพร ตันติสุนทร ที่ปรึกษาสมาคมอุทยานแห่งชาติ นายนิปุณ แก้วเรือน ที่ปรึกษาสมาคมอุทยานแห่งชาติ ร่วมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์แก้วิกฤตขยะทะเลไทย โดยมีทาง รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า  ร่วมด้วยนักศึกษาหลักสูตร ป.น.ป. 15 กลุ่มนกหัวขวาน ชู “SeaSight”  LINE OA  ให้ประชาชนร่วมชี้เป้าขยะ ส่งต่อหน่วยงานจัดการได้ตรงจุดแบบ Real-time!

นายพสิษฐ เอี๋ยวพานิช นายกสมาคมอุทยานแห่งชาติ  เปิดเผยถึงความสำคัญของระบบการจัดการขยะในแหล่งท่องเที่ยวทางทะเล โดยระบุว่า ปัจจุบันการท่องเที่ยวทางทะเลมีความสำคัญมหาศาลต่อทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม แต่ปัญหาที่เปรียบเสมือน “เนื้อร้าย” คือปัญหาขยะที่นับวันจะทวีความรุนแรงขึ้น นี่ยังไม่นับรวมขยะจากอวนและประมงมหาศาล สิ่งที่ยากที่สุดคือขยะที่ไปเกี่ยวพันกับแนวปะการัง ซึ่งต้องใช้เทคนิคและความสามารถพิเศษในการกู้คืน ดังนั้น การดึงพลังนวัตกรรม “SeaSight” (LINE OA)   ชี้เป้าขยะทะเล จึงเป็นคำตอบที่ตรงโจทย์มาก ทิศทางของโลกในยุค World Economic Forum

ความร่วมมือในครั้งนี้ถือว่าเป็นหมุดหมายแห่งการเริ่มต้นที่ทางสมาคมอุทยานแห่งชาติ และทาง นักศึกษากลุ่มนกหัวขวาน รุ่นปนป.15  ใช้เทคโนโลยีนำทางการอนุรักษ์ LINE OA SeaSight โดยในอนาคตมีแผนที่จะขยายขอบเขตการใช้งานแอปพลิเคชันนี้ให้ครอบคลุมพื้นที่ทางทะเลทั่วประเทศ เพื่อสร้างเครือข่ายภาคประชาชนที่เข้มแข็งในการเฝ้าระวังและแก้ไขปัญหาขยะทะเลอย่างถาวร