เซ็นทรัล ทำ สานต่อพลังรักษ์โลก ในงาน ‘Melody of Life 16’ ชวนคนรุ่นใหม่ร่วมเปลี่ยนโลกด้วยการแยกขยะ พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

เซ็นทรัล ทำ สานต่อพลังรักษ์โลก ในงาน ‘Melody of Life 16’ ชวนคนรุ่นใหม่ร่วมเปลี่ยนโลกด้วยการแยกขยะ พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

เซ็นทรัล ทำ สานต่อพลังรักษ์โลก ในงาน ‘Melody of Life 16’ ชวนคนรุ่นใหม่ร่วมเปลี่ยนโลกด้วยการแยกขยะ พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.57 น.

เซ็นทรัล ทำ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลดนตรี “Melody of Life ครั้งที่ 16” เทศกาลดนตรีรักโลกที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ (Carbon Neutral) และมีการจัดการขยะอย่างจริงจัง ลดขยะสู่หลุมฝังกลบ  เพื่อร่วมขับเคลื่อนสังคมไทยสู่อนาคตที่สมดุลทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

ภายในงาน เซ็นทรัล ทำ ได้จัดกิจกรรม สกรีนเสื้อโลโก้ศิลปิน เริ่มต้น ตัวละ 350 บาท แต่ถึงแม้งานจะจบลงไปแล้ว ผู้ที่สนใจยังสามารถร่วมกิจกรรมสกรีนเสื้อได้ที่ร้าน “กุ๊ด กุ๊ดส์” สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ และปีนี้พิเศษขึ้นอีกขั้น ทุกๆ การสกรีนเสื้อ 1 ตัว จะเท่ากับบริจาคเงินปลูกต้น ไม้ 7 ต้น กับโครงการ Plant Togetherซึ่งเป็นโครงการที่ตั้งใจชวนมาเพิ่มพื้นที่สีเขียวด้วยการ “ปลูกป่า” โดยสามารถร่วมกันปลูกได้ที่ Tham-dee.com/plant-together ต้นละ 50 บาท รายได้จากการบริจาคทั้ง หมดสมทบทุนเข้ามูลนิธิเพื่อสิ่งแวดล้อม มีเป้าหมายที่จะนำร่องส่งเสริมการฟื้นฟูพื้นที่สีเขียว รวมไปถึงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร บริเวณห้วยน้ำจำ ต.บัวใหญ่ อ.นาน้อย จ.น่าน กลุ่มเกษตรกรวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ ตำบลบัวใหญ่

นอกจากนี้ เซ็นทรัล ทำ ยังร่วมกับพันธมิตรภาคส่วนต่างๆ ในการจัดตั้ง จุดคัดแยกขยะ อย่างชัดเจนถึง 5 จุด มีผู้เชี่ยวชาญด้านการแยกขยะคอยชี้แนะ เพื่อให้ขยะทุกชิ้นถูกจัดการอย่างเหมาะสม เพื่อส่งเสริมการจัดการขยะภายในงานอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมรณรงค์ลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว (Single-use Plastic) และกระตุ้นจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมให้กับผู้ร่วมงานกว่า 10,000 คน

พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า เซ็นทรัล ทำ เชื่อว่าการสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นต้องอาศัยพลังของทุกคน เราจึงมุ่งส่งต่อแนวคิดความยั่งยืนผ่านกิจกรรมที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่ เช่น Melody of Life ซึ่งดนตรีเป็นสื่อกลางที่ช่วยเชื่อมโยงคนในสังคมได้อย่างงดงาม กิจกรรมสกรีนเสื้อและการคัดแยกขยะในครั้งนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นการลดขยะ แต่ยังเป็นการปลูกจิตสำนึกให้ทุกคนร่วมมือกันดูแลโลกของเรา”

การมีส่วนร่วมของ เซ็นทรัล ทำ ในงาน Melody of Life 16 ครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการ “สร้างสังคมแห่งความยั่งยืน” ผ่านการผสานพลังของ ดนตรี ศิลปะ และสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ลุกขึ้นมาร่วมขับเคลื่อนโลกให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น

พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล

พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล

กลุ่มเซ็นทรัลและบริษัทในเครือ ร่วมถวายความอาลัย ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

กลุ่มเซ็นทรัลและบริษัทในเครือ ร่วมถวายความอาลัย ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

กลุ่มเซ็นทรัลและบริษัทในเครือ ร่วมถวายความอาลัย ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.22 น.

คณะผู้บริหารและพนักงานกลุ่มเซ็นทรัล ประกอบด้วย บริษัท เซ็นทรัล รีเทล  คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) และ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) ร่วมน้อมถวายความอาลัยแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระ บรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ 

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเป็นที่รักและเทิดทูนของปวงชนชาวไทย ทรงเป็นศูนย์รวมดวงใจของคนไทยทั้งชาติ ตลอดพระชนม์ชีพกว่าเก้าทศวรรษ ทรงอุทิศพระองค์เพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกร พระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อมพระ ราชทานความร่มเย็นเป็นสุขแก่ประชาชนชาวไทย  และทรงเป็นแบบ อย่างแห่งพระราชจริยวัตรอันงดงามที่เปี่ยมด้วยพระเมตตา

พิธีถวายความอาลัยจัดขึ้น ณ ลานอีเดน ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ที่ผ่านมา โดยมี มุกดา จิราธิวัฒน์ ประธานในพิธี พร้อมด้วย ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ และ พิชัย จิราธิวัฒน์ นำกล่าวน้อมถวายความอาลัย พร้อมเชิญผู้ร่วมพิธียืนสงบนิ่งเป็นเวลา 93 วินาที เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ จากนั้นประธานในพิธีและคณะผู้บริหารได้วางพวงมาลัยถวายความอาลัย ตามด้วยพนักงานกลุ่มเซ็นทรัลจากทุกหน่วยงานร่วมวางดอกมะลิ บริเวณเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์เพื่อแสดงความอาลัยอย่างสุดซึ้งและน้อมสำนึกในพระมหา กรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

ทั้งนี้ ศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้าในเครือกลุ่มเซ็นทรัลทั่วประเทศได้แก่ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล 14 สาขา, ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพัฒนา 44 สาขา, ศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์ไสตล์ 27 สาขา และไทวัสดุ 88 สาขา ได้จัดพิธีถวายความอาลัยขึ้นอย่างพร้อมเพรียง พร้อมตั้งโต๊ะหมู่ประดิษ ฐานพระฉายาลักษณ์ เพื่อเปิดโอกาสให้พนักงานและประชาชนทั่วไปได้ร่วมลงนามถวายความอาลัยและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณร่วมกัน นอกจากนี้ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ได้ร่วมแสดงความอาลัยและรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ด้วยการจัดทำ “ริบบิ้นไว้อาลัย”เพื่อให้ประ ชาชนร่วมแสดงความอาลัยและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้แด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  โดยหลังจากนี้จะมีการจัดนิทรรศการเพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกถึงพระองค์ท่านอีกด้วย

กลุ่มเซ็นทรัลและบริษัทในเครือ ขอน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ พร้อมตั้งปณิธานที่จะมุ่งมั่นดำเนินตามรอยเบื้องพระยุคล บาท น้อมนำพระราชคุณธรรมจรรยาและพระราชจริยวัตรอันงดงาม มาเป็นแนวทางในการดำเนินงานและดำเนินชีวิต โดยจะเทิดทูนพระมหา กรุณาธิคุณไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อมตลอดไป

สาธารณรัฐจีน(ไต้หวัน) ส่งสาส์นถวายความอาลัยต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สาธารณรัฐจีน(ไต้หวัน) ส่งสาส์นถวายความอาลัยต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สาธารณรัฐจีน(ไต้หวัน) ส่งสาส์นถวายความอาลัยต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.05 น.

รัฐบาลสาธารณรัฐจีน(ไต้หวัน) ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตถวายความอาลัยอย่างสุดซึ้งแด่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งเมื่อช่วงที่ผ่านมา ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ และนายจั๋วหรงไท่ นายกรัฐมนตรีไต้หวัน ร่วมส่งสาส์นถวายความอาลัยต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระพันปีหลวง ผ่านสำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย และในช่วงเช้าของวันที่ 29 ตุลาคม นายเก๋อเป่าเซวียน ปลัดกระ ทรวงการต่างประเทศของไต้หวัน ได้รับมอบหมายเดินทางเยือนสำนักงานการค้าและเศรษฐกิจไทย (ไทเป) เพื่อร่วมถวายความอาลัย ในขณะเดียวกัน นายปีเตอร์ หลัน ผู้แทนรัฐบาลไต้หวันประจำประเทศไทย และภริยา พร้อมคณะเจ้าหน้าที่สำนักงานฯ ได้ร่วมถวายความอาลัย และแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงอุทิศพระองค์เพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกรชาวไทยตลอดพระชนม์ชีพ ทรงเป็นที่รักและเทิดทูนอย่างยิ่งของพสกนิกรชาวไทย นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงมีพระเมตตาธรรมและพระราชจริยวัตรอันงดงามและทรงสง่า ซึ่งได้รับการยกย่องอย่างสูงในประชาคมระหว่างประเทศ ทั้งนี้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินเยือนไต้หวันระหว่างวันที่ 5 – 8 มิถุนายน พ.ศ. 2506 ในการโดยเสด็จฯ เยือนไต้หวันของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อเจริญพระราชไมตรีแล้วยังส่งผลที่ดีต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยและไต้หวันในสาขาต่างๆ ทั้งสอง พระองค์ทรงก่อตั้งมูลนิธิโครงการหลวง (Thailand Royal Project Foundation) อันเป็นการส่งผลดีต่อการสนับสนุนพัฒนาเกษตรกรรมในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย

นายเก๋อ เป่า-เซวียน ปลัดกระทรวงการต่างประเทศไต้หวัน เดินทางเยือนสำนักงานการค้าและเศรษฐกิจไทย
(ไทเป) เพื่อร่วมถวายความอาลัยต่อพระบรมฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระพันปีหลวงอย่างสุดซึ้ง โดยมี นายณรงค์ บุญเสถียรวงศ์ ผู้แทนสำนักงานฯ ให้การต้อนรับ

นายเก๋อ เป่า-เซวียน ปลัดกระทรวงการต่างประเทศไต้หวัน เดินทางเยือนสำนักงานการค้าและเศรษฐกิจไทย (ไทเป) เพื่อร่วมถวายความอาลัยต่อพระบรมฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระพันปีหลวงอย่างสุดซึ้ง โดยมี นายณรงค์ บุญเสถียรวงศ์ ผู้แทนสำนักงานฯ ให้การต้อนรับ

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทอดพระเนตรการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทอดพระเนตรการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทอดพระเนตรการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.42 น.

ค่ำวานนี้ (4 พ.ย. 68) เวลา 18.39 น. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จไปยังหอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ ทอดพระเนตรการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เรื่องรามเกียรติ์ ตอน “สัตยาพาลี” ซึ่งจัดขึ้นเพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงส่งเสริมและสนับสนุนการแสดงโขน เพื่อสืบทอดธำรงนาฏยกรรมอันทรงคุณค่าของชาติให้คงอยู่คู่สังคมไทยสืบไป

การเสด็จไปทอดพระเนตรโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ  ทรงฉลองพระองค์ชุดไทยดุสิต ชุดไทยพระราชนิยม แบบที่ 7 ในบรรดาชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ ใช้ในโอกาสกลางคืน แทนการสวมชุดราตรีแบบตะวันตก ซึ่งยังคงเอกลักษณ์ของความเป็นไทยไว้อย่างสง่างาม อันเป็นพระราชมรดกแห่งสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงนำความเป็นไทยสู่สากล โดยฉลองพระองค์นี้ ออกแบบโดย ป้อม-ธีระพันธ์ วรรณรัตน์ ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (การออกแบบแฟชั่น) ประจำปี 2562

โอกาสนี้ นายพิธาน เหี้ยมโท้ กรรมการและเหรัญญิก มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง นางนฤมล ล้อมทอง กรรมการมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นายสันติธร ยิ้มละมัย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านพัฒนาชุมชนและส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม พร้อมด้วยคณะกรรมการ และคณะอนุกรรมการฝ่ายต่างๆ ผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ ในสังกัดกระทรวงมหาดไทย และคณะทำงานโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก ผู้ประกอบการผ้าและงานหัตถกรรม สมาชิกศิลปาชีพ ร่วมเฝ้ารับเสด็จ และร่วมรับชมการแสดงฯ

การนี้ เสด็จเข้าสู่หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย พระราชทานพระวโรกาสให้ นางสาวนิตติกาล สุขกลิ่น (ผู้แสดงมณโฑ) ผู้แทนนักแสดงทูลเกล้าฯ ถวายสูจิบัตร แล้วทอดพระเนตรการแสดงรำอาศิรวาทรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ ทอดพระเนตรวีดิทัศน์เบื้องหลังการจัดการแสดงโขนรอบปฐมทัศน์ เรื่อง รามเกียรติ์ ตอน สัตยาพาลี และทอดพระเนตรการแสดงตามลำดับ และเมื่อจบการแสดง พระราชทานพระวโรกาสให้ นาวาอากาศเอก สุพัฒน์ แก้วภา ประจำสำนักพระราชวังพิเศษ ระดับ 10 เบิกผู้แทนคณะทำงาน และนักแสดง โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ได้แก่ รองศาสตราจารย์ ศุภชัย จันทร์สุวรรณ์ ศิลปินแห่งชาติ/ผู้กำกับการแสดง นายสมศักดิ์ ทัดติ ผู้แทนผู้เชี่ยวชาญและครูผู้ฝึกซ้อมการแสดง (โขนยักษ์) นายลำยอง โสวัตร ผู้แทนครูผู้ฝึกซ้อมการบรรเลงและขับร้อง นายวิชัย รักชาติ ผู้แทนฝ่ายศิลป์ ฉากและอุปกรณ์การแสดง และนายธันย์ชนก อุ่นบางหลวง (ผู้แสดงพาลี) ผู้แทนนักแสดง เข้าเฝ้ารับพระราชทานช่อดอกไม้

การแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน “สัตยาพาลี” จับตอนเรื่องราวของพญาพาลีวานรผู้เป็นกษัตริย์แห่งเมืองขีดขิน ซึ่งเสียคำสัตย์เพราะความหลงผิด แต่ภายหลังระลึกได้จึงสำนึกและยอมรับโทษ โดยการแสดงเริ่มจากองก์ที่ 1 “สัตยาพาลี” โดย ทศกัณฐ์ผู้คั่งแค้นเนื่องจากพาลีแย่งนางมณโฑไปเป็นชายาจนมีลูกด้วยกันคือ องคต ได้รู้ข่าวพิธีลงสรงขององคต จึงแปลงเป็นปูยักษ์เพื่อหวังสังหารองคตในพิธีลงสรง แต่ถูกพาลีจับได้ จับมัดขึ้นฝั่ง นำมาให้องคตขี่ และลากเล่นจนครบ 7 วัน แล้วปล่อยไป จากนั้น พาลีผู้มีฤทธิ์มากได้สังหารทรพีที่อกตัญญูต่อทรพาผู้บิดา เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้พาลีมีเรื่องผิดใจกับสุครีพถึงกับขับไล่น้องชายออกจากเมือง กระทั่งสุครีพได้พบหนุมานและเข้าสวามิภักดิ์ต่อพระราม และได้ทูลเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พระรามจึงให้สุครีพกลับเข้าเมืองขีดขินเพื่อรบกับพาลี พระรามแผลงศรหมายสังหารพาลี แต่ด้วยฤทธิ์พาลีจับลูกศรได้ พระรามแสดงอิทธิฤทธิ์ปรากฏกายเป็นพระนารายณ์ พาลีสำนึกผิดที่ขาดสัตย์และไม่สามารถทนอยู่ได้ด้วยความละอายต่อความผิด จึงยอมตายปล่อยให้ศรพรหมาสตร์ปักอกตนเอง

จากนั้น ในองก์ที่ 2 “ศึกอสุรีเจ้าลงกา” โดยกล่าวถึงทศกัณฐ์ที่ยังผูกจิตอาฆาตพระราม และบรรดาวานรที่ฆ่าญาติวงศาและลูกล้มตาย นางมณโฑทูลว่านางได้รับพรจากพระอุมาในการหุงน้ำทิพย์ชุบชีวิตผู้ตายให้ฟื้นได้ ทศกัณฐ์จึงสั่งให้นางมณโฑตั้งโรงพิธี และให้ทศคีรีวันกับทศคีรีธรออกรบเป็นทัพหน้า ส่วนทศกัณฐ์จะเป็นทัพหลวง เมื่อกองทัพพระราม และเหล่าวานรเข้ารบกับทัพยักษ์และฆ่าทัพยักษ์ได้ ทศกัณฐ์ใช้น้ำทิพย์ประพรม เหล่าทัพยักษ์ก็ฟื้นกลับขึ้นมารบได้อีก พระรามสงสัยถามพิเภกจึงรู้สาเหตุ จึงสั่งให้หนุมานไปทำลายพิธีของนางมณโฑ หนุมานแปลงกายเป็นทศกัณฐ์ เพื่อลวงนางมณโฑให้หยุดทำพิธี เมื่อเสร็จภารกิจหนุมานและพลวานรก็กลับเข้าสู่สนามรบ เพื่อทูลพระรามว่าได้ทำลายพิธีสำเร็จแล้ว ทศกัณฐ์โกรธสั่งให้ปีศาจยักษ์ เสนายักษ์ และทศคีรีวันกับทศคีรีธรเข้ารบ แต่ถูกพระลักษมณ์และพลวานรฆ่าตายจนสิ้น ทศกัณฐ์ขว้างจักรแก้วหมายสังหารพระราม พระรามแผลงศรทำลายจักรแก้วและฆ่าช้างทรงทศกัณฐ์ ทศกัณฐ์จึงหย่าทัพหนีกลับเข้าลงกา

“สัตยาพาลี” ชี้ให้เห็นคุณของความกตัญญูและโทษของความไม่รักษาสัตย์ และกล่าวถึงหน้าที่ของแต่ละบุคคลที่ต้องตั้งใจปฏิบัติงานด้วยความจงรักภักดีต่อแผ่นดินและผู้มีพระคุณ การต่อสู้ของทศกัณฐ์และพระราม (อวตารของพระนารายณ์) ย้ำให้มั่นใจว่าผู้มีจิตใจชั่วร้ายแม้จะมีอิทธิฤทธิ์มากมายปานใดก็ไม่สามารถดำรงตนไปได้นาน ฝ่ายผู้ยึดมั่นในธรรมะ แม้จะเผชิญอุปสรรคใด ๆ ก็จะชนะฝ่ายอธรรมเสมอ

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระราชปณิธานในการสืบสาน รักษา มรดกทางวัฒนธรรมให้คงอยู่คู่กับสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแสดง “โขน” ซึ่งเป็นนาฏกรรมไทยอันทรงคุณค่า มีความงดงามประณีต วิจิตรบรรจง ทั้งศิราภรณ์ พัสตราภรณ์ และเครื่องประดับ ยังผลให้นักแสดงและผู้เกี่ยวข้องกับโขน ได้ร่วมสนองพระราชปณิธานเพื่อธำรงรักษาไว้ซึ่งศิลปวัฒนธรรมอันดีงามของชาติไทย และด้วยพระมหากรุณาธิคุณนี้ ยังผลให้ในปี พ.ศ. 2561 องค์การศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ประกาศขึ้นบัญชี “Khon, masked dance drama in Thailand” (การแสดงโขนในประเทศไทย) เป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติอย่างเป็นทางการ อันแสดงเป็นประจักษ์ว่า “โขน” ซึ่งเป็นนาฏกรรมไทยชิ้นเอกนี้ ได้เป็นที่รู้จักของคนทั่วโลกสมดังพระเจตนารมณ์แห่งสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง “พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย”

โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เรื่อง รามเกียรติ์ ตอน “สัตยาพาลี” จัดแสดงระหว่างวันที่ 6 พฤศจิกายน – 8 ธันวาคม 2568 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เชิญร่วมสัมผัสความงดงามตระการตาแห่งนาฏศิลป์ชั้นสูงของไทย จำหน่ายบัตรราคา 2,000 บาท, 1,800 บาท, 1,000 บาท, 800 บาท และ 600 บาท (รอบนักเรียน ราคา 200 บาท) ซื้อบัตรได้ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์  โทร. 0-2262-3456 www.thaiticketmajor.com

เริ่มแล้ว! คาราวานวิทยาศาสตร์ อพวช.’69 เปิดโลกชีววิทยา – เรียนรู้ฟิสิกส์แบบจับต้องได้

เริ่มแล้ว! คาราวานวิทยาศาสตร์ อพวช.'69 เปิดโลกชีววิทยา - เรียนรู้ฟิสิกส์แบบจับต้องได้

เริ่มแล้ว! คาราวานวิทยาศาสตร์ อพวช.’69 เปิดโลกชีววิทยา – เรียนรู้ฟิสิกส์แบบจับต้องได้

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.44 น.

“คาราวานวิทยาศาสตร์ อพวช.” ประจำปี 2569 เริ่มแล้ว ดีเดย์ 18 – 21 พ.ย.นี้ ที่โรงเรียนเฉลิมขวัญสตรี จ.พิษณุโลก จากนั้นกระจายความสนุกทั่วประเทศ พบกิจกรรมหลากหลายทั้งสนุกและมหัศจรรย์ที่ไม่มีให้เห็นในห้องเรียน ทุกคนจะได้สัมผัสของจริง ทั้ง AI – เปิดฟ้ามองดาว 3 มิติ – สนุกกับอาชีพวิทย์ –  สิ่งประดิษฐ์ใหม่แนวสะเต็มศึกษา – เปิดโลกชีววิทยา – เรียนรู้ฟิสิกส์แบบจับต้องได้และอีกมากมายห้ามพลาด!

5 พฤศจิกายน 2568 นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) เปิดเผยว่า  NSM จัด “คาราวานวิทยาศาสตร์ อพวช.” ประจำปี 2569 เพื่อขยายโอกาสการเรียนรู้ของเยาวชนในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศพร้อมจุดประกายความคิด สร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนทั่วประเทศ ได้พบกับความมหัศจรรย์ที่ไม่มีให้เห็นในห้องเรียน ทุกคนจะได้สัมผัสของจริง และประสบการณ์จริงผ่านการทดลองเล่นและค้นหาคำตอบด้วยตัวเองผ่านนิทรรศการและกิจกรรมที่สนุกสนาน โดยจะเริ่มเคลื่อนขบวนคาราวานระยะที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 18 – 21 พ.ย.2568  ณ โรงเรียนเฉลิมขวัญสตรี จ.พิษณุโลก จากนั้นวันที่ 25-28 พ.ย.68 ณ โรงเรียนสรรพวิทยาคม จ.ตาก, วันที่ 16-19 ธ.ค. 68 ณ โรงเรียนปทุมราชวงศา จ.อำนาจเจริญ, วันที่ 23-26 ธ.ค. 68 ณ โรงเรียนแก้งคร้อวิทยา จ.ชัยภูมิ, วันที่ 3-6 ก.พ. 69 ณ โรงเรียนบึงกาฬ จ.บึงกาฬ, วันที่ 10-13 ก.พ. 69 โรงเรียนหนองหานวิทยา จ.อุดรธานี

ส่วน “คาราวานวิทยาศาสตร์ อพวช.” ระยะที่ 2 ได้แก่ วันที่ 9-12 มิ.ย. 69 ที่ จ.พิจิตร, วันที่ 16-19 มิ.ย. 69 ที่ จ.สระบุรี , วันที่ 23-26 มิ.ย. 69 ที่ จ.จันทบุรี, วันที่ 7-10 ก.ค. 69 ที่ จ.พัทลุง, วันที่ 14-17 ก.ค. 69 ที่ จ.นครศรีธรรมราช และวันที่ 21-24 ก.ค. 69 ที่ จ.ระนอง

นายสุวรงค์ กล่าวต่อว่า “คาราวานวิทยาศาสตร์ อพวช.” นอกจากนิทรรศการและกิจกรรมของ อพวช.แล้ว ยังมีนิทรรศการและกิจกรรมจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวง อว.และหน่วยงานทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ร่วมผนึกกำลังเข้าร่วมด้วย อาทิ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.), สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.), สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (สทอภ.), สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ (มว.), สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.),สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.), สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมด้วย

“ขบวนความสนุกและความมหัศจรรย์ด้านวิทยาศาสตร์ที่นำมาจัดแสดงมีมากมาย  ประกอบไปด้วย “นิทรรศการวิทยาศาสตร์เคลื่อนที่” (Hands-on Exhibit) ชุด Science for Fun ชวนทดลองเล่นและค้นหาคำตอบได้ด้วยตนเองในรูปแบบนิทรรศการสื่อสัมผัส โดยประกอบไปด้วยชิ้นงานวิทยาศาสตร์ 6 สี 6 เรื่องเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์พื้นฐาน, นิทรรศการ AI Trick or Truth สัมผัสประสบการณ์เบื้องหลังนวัตกรรมแห่งอนาคตที่จะทึ่งในความมหัศจรรย์ของ AI, “การแสดงทางวิทยาศาสตร์” (Science show) เรื่อง “AirBlow โชว์เว่อร์” ที่ชวนสนุกสนานไปกับของไหลอย่างอากาศรอบตัว ที่เยาวชนจะสนุก ตื่นเต้น พร้อมได้รับสาระความรู้วิทยาศาสตร์ใกล้ตัว, “กิจกรรม Explorium” ตอน ผีเสื้อแสนสวย  ที่เปิดประตู..สู่ธรรมชาติ ไปรู้จักกับโลกมหัศจรรย์ของผีเสื้อ, “กิจกรรมเกมและของเล่นวิทยาศาสตร์” (Science Games & Toys) ชวนเยาวชนท้าทายความคิดและจินตนาการ เน้นให้เยาวชนได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ผ่านเกมและการประดิษฐ์ของเล่นจากวัสดุที่หาได้ง่ายและอยู่รอบตัว, “กิจกรรมเปิดฟ้ามองดาว” (Planetarium) สัมผัสประสบการณ์การเรียนรู้เรื่องกลุ่มดาว  พร้อมตื่นตาตื่นใจกับการเรียนรู้ภาพยนตร์ดาราศาสตร์ 3 มิติ แบบ full-Dome, “กิจกรรมมุมนักประดิษฐ์” (Maker Space) ชวนมาปลดปล่อยความคิดและจินตนาการในการสร้างสรรค์นวัตกรรมหรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ โดยใช้แนวคิดสะเต็มศึกษา, “นิทรรศการสนุกกับอาชีพวิทย์” (Enjoy Science Career) ชวนเยาวชนมาค้นพบความถนัดด้านอาชีพผ่านแบบทดสอบและประสบการณ์จากกิจกรรมสวมบทบาทในอาชีพต่าง ๆ, นิทรรศการ Science Spark เปิดประสบการณ์การเรียนรู้ฟิสิกส์แบบ Interactive ที่ให้ผู้ชมได้จับต้อง ทดลอง และเล่นได้ด้วยตนเอง  และนิทรรศการ Science Speak เปิดโลกแห่งชีววิทยา เรียนรู้ผ่านการเล่น ทดลอง ที่ทั้งสนุกและตื่นเต้นนอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมส่งเสริมและสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนและประชาชนได้มีโอกาสเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ด้วยความสนุกสนานในทุกภูมิภาคทั่วประเทศอีกมากมายภายในงาน

ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ตามวันและสถานที่ดังกล่าวข้างต้น ตั้งแต่เวลา 08.30-15.30 น. หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ 02 – 577 – 9999 ต่อ 2103 หรือติดตามเพิ่มเติมที่ Facebook : คาราวานวิทยาศาสตร์ อพวช. และเว็บไซต์ http://www.nsm.or.th

-(016)

‘คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช’ ร่วมเสวนาระดับนานาชาติ ‘Women Leading with Purpose’

‘คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช’ ร่วมเสวนาระดับนานาชาติ ‘Women Leading with Purpose’

‘คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช’ ร่วมเสวนาระดับนานาชาติ ‘Women Leading with Purpose’

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ตัวแทน “ผู้นำหญิงหนึ่งเดียว” อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และประธานพรรคไทยก้าวใหม่ ผู้นำหญิงที่อุทิศตนเพื่อการพัฒนาการศึกษาไทยอย่างต่อเนื่อง ได้รับเกียรติให้เป็น ตัวแทนเพียงหนึ่งเดียวจากประเทศไทย เข้าร่วมการเสวนาระดับนานาชาติในรูปแบบ Webinar ภายใต้หัวข้อ “Women Leading with Purpose”

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช

การเสวนาระดับนานาชาติดังกล่าว จัดขึ้นโดย Drucker School of Management, Claremont Graduate University ถือเป็นการแสดงถึงบทบาทความเป็นผู้นำหญิงไทยที่สถาบันระดับโลกให้การยกย่อง ในฐานะผู้ขับเคลื่อนสังคมด้วยวิสัยทัศน์ คุณค่า และจุดมุ่งหมายอันทรงพลัง การเสวนาครั้งนี้มุ่งเน้นแนวคิด “ภาวะผู้นำที่ขับเคลื่อนด้วยเป้าหมาย (Purpose-Driven Leadership)” มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ในการสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนให้กับสังคมและอนาคตของเยาวชน โดยเน้นย้ำถึงพลังของ “การศึกษา” ในฐานะรากฐานของความเท่าเทียมและโอกาส พร้อมแบ่งปันประสบการณ์การผลักดันนโยบายที่สร้างแรงบันดาลใจให้เด็กและเยาวชนไทยเติบโตเป็นผู้นำแห่งอนาคตที่มีจุดมุ่งหมายชัดเจน และยังได้มีโอกาสตอบคำถามพร้อมแลกเปลี่ยนมุมมอง ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ให้กับผู้เข้าร่วม webminar ทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติอย่างใกล้ชิด ในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานและเป็นกันเอง

นั่นเพราะการเป็นผู้นำ ไม่ได้หมายถึงการอยู่ข้างหน้าเพียงลำพัง แต่คือการยื่นมือพาผู้อื่นก้าวไปด้วยกัน ด้วยหัวใจที่มีเป้าหมายในการทำงานเพื่อส่วนรวม

LIFE & HEALTH : รู้จักเทคโนโลยีอะเฟรีซิส การรักษาเฉพาะจุดที่มากกว่าการฟอกเลือด

LIFE & HEALTH : รู้จักเทคโนโลยีอะเฟรีซิส การรักษาเฉพาะจุดที่มากกว่าการฟอกเลือด

LIFE & HEALTH : รู้จักเทคโนโลยีอะเฟรีซิส การรักษาเฉพาะจุดที่มากกว่าการฟอกเลือด

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ไตเป็นอวัยวะมีบทบาทสำคัญในการรักษาสมดุลของร่างกาย โดยช่วยกรองของเสีย ควบคุมระดับน้ำ เกลือแร่ และความดันโลหิต รวมถึงผลิตฮอร์โมนที่จำเป็นต่อชีวิต โรคไต คือภาวะที่ไตทำงานผิดปกติ ทำให้ร่างกายขับของเสียและน้ำส่วนเกินได้ไม่ดี อาจเกิดจากเบาหวาน ความดันสูง หรือการใช้ยาบางชนิด อาการที่พบบ่อยคือ บวม อ่อนเพลีย ปัสสาวะผิดปกติ หากไม่รักษาอาจลุกลามถึงขั้นไตวายเรื้อรัง ต้องฟอกไตหรือปลูกถ่ายไตเพื่อมีชีวิตอยู่ต่อไป

ในกลุ่มผู้ป่วยโรคไต โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเข้ารับการฟอกไตอย่างต่อเนื่อง อาจมีบางกรณีที่ภาวะของโรคมีความซับซ้อนมากกว่าแค่เรื่องการทำงานของไตเพียงอย่างเดียว เช่น เกิดภาวะภูมิคุ้มกันทำร้ายเนื้อเยื่อไต มีภาวะไขมันในเลือดสูงผิดปกติ หรือการได้รับสารพิษบางชนิดที่ไม่สามารถขจัดได้ด้วยการฟอกไตทั่วไป ในปัจจุบันจึงมีการรักษาที่เรียกว่า “อะเฟรีซิส (Apheresis)” ที่จะช่วยคัดแยกสิ่งไม่พึงประสงค์ในเลือดให้ออกจากร่างกายได้แบบเฉพาะเจาะจง

ข้อมูลจาก นายแพทย์ณฐพุฒิ บุญวิสุทธิ์ อายุรแพทย์โรคไต โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายว่า อะเฟรีซิส (Apheresis) มาจากภาษากรีก แปลว่า “การนำออกไป” เป็นกระบวนการทางการแพทย์ที่ช่วยคัดแยกส่วนประกอบที่ผิดปกติในเลือดได้แบบเฉพาะเจาะจง เช่น สารพิษ ภูมิคุ้มกันที่ทำร้ายร่างกาย หรือเซลล์เม็ดเลือดที่มากเกินไป แล้วนำส่วนที่ปกติกลับเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งต่างจากการฟอกเลือดทั่วไป (Dialysis) ที่มุ่งเน้นการกรองของเสียขนาดเล็กออกจากเลือดเพียงอย่างเดียว

อะเฟรีซิสสามารถปรับใช้ได้ตามลักษณะของโรคหรือสารที่ต้องการนำออกจากร่างกาย เช่น

  • พลาสมาอะเฟรีซิส (Plasma-apheresis) เป็นการแยกพลาสมา (น้ำเลือด) ออกจากเลือดเพื่อกำจัดสารก่อภูมิแพ้ ภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติหรือสารพิษบางชนิด
  • เม็ดเลือดแดงอะเฟรีซิส (Erythrocyta-apheresis) เป็นการแยกเม็ดเลือดแดงออกจากเลือด โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีเม็ดเลือดแดงผิดปกติ เช่น ผู้ป่วยโรคโลหิตจางชนิดเคียว (sickle cell anemia)
  • สารพิษบางชนิด เช่น แอมนิติน (amnitins) ซึ่งเป็นสารพิษจากเห็ดบางชนิด

ตามที่ได้กล่าวไปเบื้องต้นว่าการรักษาอะเฟรีซิสจะช่วยนำสารบางอย่างที่เป็นผลเสียออกจากร่างกาย ดังนั้น วิธีการนี้จึงมีบทบาทสำคัญในการรักษาโรคต่าง ๆ ได้แก่

  • โรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง (Autoimmune diseases) เช่น โรคเอสแอลอี (SLE), โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงเอ็มจี (Myasthenia Gravis), กลุ่มอาการกิลแลง-บาร์เร (Guillain-Barré Syndrome) ที่ร่างกายสร้างภูมิต้านทานผิดปกติมาทำลายเนื้อเยื่อของตนเอง
  • โรคเลือดบางชนิด เช่น ภาวะเลือดข้นเกินไป (hyperviscosity syndrome), โรคเม็ดเลือดแดงแตกจากภูมิคุ้มกัน (autoimmune hemolytic anemia)
  • การกำจัดสารพิษ ในกรณีที่ร่างกายได้รับสารพิษบางชนิดทที่ไม่สามารถกรองออกได้ด้วยการฟอกไต
  • การเตรียมตัวก่อนการปลูกถ่ายอวัยวะ เพื่อลดระดับภูมิคุ้มกันที่อาจทำให้เกิดการปฏิเสธอวัยวะ

ก่อนเริ่มกระบวนการรักษา ผู้ป่วยจะได้รับการประเมินสุขภาพอย่างละเอียด โดยแพทย์จะพิจารณาชนิดของสารที่ต้องการนำออกและปริมาณเลือดที่ต้องผ่านกระบวนการ จากนั้นจะมีการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำและอาจมีการให้ยาบางชนิดเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน

ในระหว่างการทำอะเฟรีซิส เลือดของผู้ป่วยจะถูกดึงออกมาจากเส้นเลือดผ่านเครื่องอะเฟรีซิส เครื่องจะทำการแยกส่วนประกอบของเลือดตามที่กำหนดไว้ เช่น พลาสมาหรือเม็ดเลือดแดง ส่วนประกอบเหล่านี้คือส่วนที่ไม่ต้องการก็จะถูกกำจัด ส่วนอื่นจะถูกคืนกลับเข้าสู่ร่างกายผู้ป่วยผ่านเส้นเลือดอีกเส้นหนึ่ง ซึ่งกระบวนการนี้มักจะใช้เส้นเลือดดำขนาดใหญ่ที่แขน หรืออาจต้องใส่สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง (central venous catheter) ในกรณีที่จำเป็น

โดยทั่วไป การทำอะเฟรีซิสจะใช้เวลาประมาณ 1-3 ชั่วโมงต่อครั้ง แต่ระยะเวลาที่แน่นอนจะขึ้นอยู่กับชนิดและปริมาณของสารที่จะนำออก รวมถึงสภาพร่างกายของผู้ป่วยแต่ละราย

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิด

แม้อะเฟรีซิสจะเป็นกระบวนการที่มีความปลอดภัยสูง แต่ก็อาจมีผลข้างเคียงเล็กน้อย เช่น ภาวะความดันโลหิตต่ำเนื่องจากมีการหมุนเวียนของเลือดภายนอกร่างกายขณะทำการรักษา, ภาวะแคลเซียมในเลือดต่ำเนื่องจากมีการใช้สารกันเลือดแข็งซึ่งอาจจับกับแคลเซียม, อาการแพ้ต่อสารกันเลือดแข็งหรือสารอื่นๆ ที่ใช้ในกระบวนการรักษา, การติดเชื้อบริเวณตำแหน่งที่เจาะเข็มหรือใส่สายสวน, ภาวะเลือดออกผิดปกติ หากมีการให้สารกันเลือดแข็งในปริมาณมากเกินไป, ความผิดปกติของเกลือแร่ เช่น โซเดียมสูง โพแทสเซียมต่ำ และภาวะเม็ดเลือดแดงแตก ซึ่งเกิดขึ้นได้น้อยมาก

โอกาสสำเร็จของการรักษาด้วยอะเฟรีซิสขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่ ชนิดของโรค ความรุนแรงของอาการ และการตอบสนองต่อการรักษาของผู้ป่วยแต่ละราย ในหลายกรณีอะเฟรีซิสสามารถช่วยควบคุมอาการของโรค ลดความรุนแรงของภาวะแทรกซ้อน และช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม อะเฟรีซิสมักเป็นส่วนหนึ่งของแผนการรักษาที่ครอบคลุม ซึ่งอาจรวมถึงการใช้ยาหรือการรักษาอื่น ๆ ควบคู่กันไป

ขอเชิญช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็งในเด็กที่ยากไร้

ข้อมูลจาก ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง เลขาธิการ กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงรับกองทุนโรคมะเร็งในเด็กฯ ไว้ในพระอุปถัมภ์จวบจนปัจจุบันเป็นเวลากว่า 24 ปีแล้ว ที่ทรงมีพระเมตตาช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเด็กที่ยากไร้ทั่วประเทศ กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ นับว่ามีคุณูปการอันสูงยิ่งต่อวงการแพทย์ นอกจากช่วยชีวิตผู้ป่วยที่ยากไร้แล้ว ยังถือเป็นกองทุนตั้งต้น สำหรับงานศึกษาวิจัยเพื่อความก้าวหน้าทางการรักษาต่อไปในอนาคต

ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมช่วยสนับสนุนผู้ป่วยมะเร็งเด็กที่ยากไร้ทั่วประเทศในโรงพยาบาลกว่า 20 แห่ง รูปแบบในการให้ความช่วยเหลือคือ ช่วยค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษา รวมทั้งค่ายา ค่าเดินทางมาตรวจรักษา ค่าที่พัก เวชภัณฑ์ต่างๆ โดยสามารถร่วมบริจาคได้ที่บัญชี “กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ” SCB สาขาอ่อนนุช เลขที่บัญชี 133-2-08742-3 โทร.02-7183800 ต่อ 123 ใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้รายละเอียดที่ http://www.thaichildrencancerfund.org/

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนจีนอพยพมาเมืองไทย

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนจีนอพยพมาเมืองไทย

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนจีนอพยพมาเมืองไทย

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เอกสารและหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชี้ชัดว่า  คนจีนจากแผ่นดินใหญ่ ได้อพยพเข้ามาทำการค้าและตั้งถิ่นฐานในดินแดนที่เป็นประเทศไทยปัจจุบันมากว่าพันปีมาแล้ว    เริ่มด้วยคนจีนฮ่อจากยูนนานและกวางสีใช้ม้าขนสินค้า เข้ามาค้าขายกับชาวเชียงราย เชียงใหม่  แม่ฮ่องสอน  ในสมัยสุโขทัย  มีคนจีนมาสอนวิธีทำเครื่องเคลือบดินเผา ศิลาดล สีเขียว ในสมัยกรุงศรีอยุธยา มีคนจีนลงเรือสำเภามาตั้งร้านค้าขายบริเวณคลองนายก่าย ป้อมเพชร  ประตูจีน และวัดพนัญเชิง สมัยกรุงธนบุรี มีคนจีนเข้ามามากเพราะสมเด็จพระเจ้าตากสินทรงเป็นคนไทยเชื้อสายจีน   สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์มีคนจีนอพยพเข้ามาเมืองสยามมากเพราะเกิดความอดหยากยากแค้นในเมืองจีนเนื่องจากภัยแล้ง น้ำท่วม  ประชากรล้นเกิน ที่ทำกินไม่เพียงพอ และมีการเปลี่ยนการปกครองเป็นระบอบคอมมิวนิสต์

กลุ่มคนจีนที่อพยพมาเมืองไทยมักเป็นคนทางมณฑลทางใต้  เช่น แต้จิ๋ว(Chaozhou) กวางตุ้ง( Guangdong)  ฮกเกี้ยน(Fujian) ไหหลำ (Hainan) แคะ (Hakka) โดยใช้เมืองท่าสำคัญ  เช่น ซัวเถา  จางหลิน  กวางโจว

คนแต้จิ๋ว อยู่กันมากที่กรุงเทพ(เยาวราช สำเพ็ง  สามยอด  บางรัก)  ชลบุรี (บ้านบึง  พัทยา) จันทบุรี  ระยอง  นครสวรรค์   สุพรรณบุรี ทำอาชีพค้าข้าว   ค้าน้ำตาลอ้อย

คนฮกเกี้ยน  อยู่กันมากที่ภูเก็ต ระนอง   ทำงานในเหมืองแร่ดีบุก  จันทบุรี ทำอาชีพค้าพลอย  ค้าผลไม้

คนฮากกา อยู่กันมากที่หาดใหญ่  เบตง ทำอาชีพค้าขาย  เลี้ยงไก่เบตง  โรงแรม

ช่วงเวลาในการอพยพของชาวจีนเข้าสู่ไทยแบ่งได้เป็นหลายกลุ่ม ดังนี้

กลุ่มที่ 1 คือกลุ่มคนจีนที่เข้ามาค้าขายตั้งแต่ก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยา   พวกจีนฮ่อ  เข้ามาทางเหนือจากยูนนาน  กวางสี   เดินทางบกและทางเรือผ่านแม่น้ำโขงมาที่เชียงราย   เชียงใหม่ ส่วนพวกมาทางทะเลภาคใต้ มักจะเป็นพวกกะลาสีเรือ พ่อค้า พวกโจรสลัด พวกนี้เริ่มเข้ามาอยู่ที่เมืองท่าต่างๆ เช่น สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ปัตตานี โดยมาจากเมืองท่าชายทะเลทางใต้ของจีน เช่น กวางโจว  เอ้หมึง  โดยอาจเข้ามาตั้งหลักแหล่งตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง (พ.ศ. 1161- 1503)

กลุ่มที่ 2 คือพวกที่เข้าไทยในสมัยอยุธยา (พ.ศ. 1967-2310) ชาวจีนอพยพช่วงนี้จะเป็นพวกพ่อค้า ส่วนใหญ่อยู่ทางภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย เช่น ปัตตานี   สุราษฎร์ธานี   ที่อยุธยามีชุมชนจีนขนาดใหญ่อยู่ตรงข้ามวัดพนัญเชิง ใกล้ป้อมเพชร และประตูจีน  มีข้าราชการตำแหน่ง โกษาธิบดีจีน ที่ดูแลเรื่องคนจีนและการค้าขายกับจีนโดยเฉพาะ

กลุ่มที่ 3 คือพวกที่เข้ามาในสมัยกรุงธนบุรีถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น (พ.ศ.2310-2394) ส่วนใหญ่จะเป็นพวกแต้จิ๋ว  กวางตุ้ง  และฮกเกี้ยน

กลุ่มที่ 4 เป็นกลุ่มที่อพยพเข้ามาในสมัยรัชกาลที่ 4  และ 5  (พ.ศ.2394-2483) ในยุคนั้นเกิดความอดหยากยากจนและความวุ่นวายภายในในเมืองจีน จีนอพยพพวกนี้ส่วนใหญ่เป็นคนยากจน ประเภทมีแค่เสื่อผืนหมอนใบ   มาทำงานเป็นกรรมกรแบกกระสอบข้าวสาร   ลากรถ  ตักส้วม  ทำทางรถไฟ    

กลุ่มที่ 5 สมัยการเปลี่ยนแปลงการปกครองของจีน (พ.ศ. 2492) สงครามกลางเมืองระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์จีนกับพวกก๊กมินตั๋งของเจียงไคเชค การปฏิวัติวัฒนธรรมของเหมาเจ๋อ ตง เกิดการกวาดล้างพวกปัญญาชน และผู้มีฐานะดี  จึงต้องอพยพหลบหนีออกนอกประเทศ เพราะเกรงถูกจับกุมหรือสังหาร 

กลุ่มที่ 6  เป็นยุคปัจจุบัน หลังการระบาดของโควิด-19 พ.ศ. 2562  คนจีนพวกนี้มักเป็นคนฐานะดี ที่ไม่ชอบความเข้มงวดกักบริเวณของรัฐบาลจีนในช่วงการระบาดของโรคโควิด พวกหาโอกาสใหม่ๆในการลงทุนทางธุรกิจ  พวกคนสูงอายุที่ไม่ชอบอากาศหนาวทางภาคเหนือของจีน     และ พวกนักศึกษาจีนที่นิยมมาเรียนระดับปริญญาในเมืองไทย เช่นที่มหาวิทยาลับเกริก   ชินวัตร  แสตมฟอร์ด  ธุรกิจบัณฑิต เพราะเข้าเรียนง่าย เรียนจบง่าย  ค่าใช้จ่ายถูกกว่าเรียนที่เมืองจีน มีชุมชนจีนใหม่อยู่บริเวณห้วยขวาง ถนนประชาราษฏร์บำเพ็ญ  ใกล้สถานทูตจีนประจำประเทศไทย

โดย อาทร  จันทวิมล

ขอบคุณภาพจาก เพจเฟสบุ๊ก 50+ , Kurt Beyer

‘ดีพร้อม’ สืบสาน ต่อยอด งานพระราชดำริ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ ปั้นช่างฝีมือ พลิกฟื้นภูมิปัญญาท้องถิ่น ยกระดับสู่ ‘หัตถอุตสาหกรรม’ ไทย

‘ดีพร้อม’ สืบสาน ต่อยอด งานพระราชดำริ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ ปั้นช่างฝีมือ พลิกฟื้นภูมิปัญญาท้องถิ่น ยกระดับสู่ ‘หัตถอุตสาหกรรม’ ไทย

‘ดีพร้อม’ สืบสาน ต่อยอด งานพระราชดำริ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ ปั้นช่างฝีมือ พลิกฟื้นภูมิปัญญาท้องถิ่น ยกระดับสู่ ‘หัตถอุตสาหกรรม’ ไทย

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในยุคที่โลกเปลี่ยนไปสู่ความเร็วของเทคโนโลยีและการผลิตผ่านเครื่องจักรที่สามารถผลิตสินค้าได้หลายล้านชิ้นในเวลาอันสั้น สิ่งที่มีค่าที่สุดกลับกลายเป็นสิ่งที่ไม่สามารถทำซ้ำได้ง่าย นั่นคือ “ฝีมือมนุษย์” ที่บรรจงสานเรื่องราวและวัฒนธรรมเข้าไว้ด้วยกันในทุกรายละเอียด กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ “ดีพร้อม” (DIPROM) มองเห็นโอกาสทองนี้ และกำลังเขียนบทใหม่ของงานหัตถกรรมไทย ด้วยการยกระดับจาก “งานฝีมือ” ที่มองว่าเป็นเพียงงานจากท้องถิ่น ให้กลายเป็น “หัตถอุตสาหกรรม” ที่มีพลังทางเศรษฐกิจและสามารถแข่งขันในเวทีระดับโลกได้ โดยการสืบสานและต่อยอดพระราชปณิธานอันแน่วแน่ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงวางรากฐานการส่งเสริมงานหัตถกรรมไทยมาอย่างยาวนาน เพื่อให้งานฝีมือไทยสามารถยกระดับชีวิตราษฎรและกลายเป็นพลังทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

มรดกแห่งพระราชปณิธาน คือรากฐานของหัตถอุตสาหกรรมไทยสมัยใหม่

ก่อนที่โลกจะหันมาให้ความสำคัญกับงานฝีมือและความยั่งยืน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้ทรงมีพระวิสัยทัศน์อันยาวไกลในการส่งเสริมงานหัตถกรรมไทย ทรงตระหนักว่า งานฝีมือไม่เพียงแต่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างอาชีพและรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่ราษฎร โดยเฉพาะในกลุ่มสตรีและผู้ที่มีข้อจำกัดในการประกอบอาชีพหนัก พระองค์จึงได้ดำเนินโครงการเพื่อส่งเสริมหัตถกรรมไทยต่าง ๆ มากมาย 

โครงการหุบกะพง ถือเป็นหนึ่งในต้นแบบการใช้ทรัพยากรท้องถิ่นสร้างอาชีพ เกิดขึ้นภายหลังที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรฯ ทรงพระกรุณาให้จัดสรรที่ดินหุบกะพง จังหวัดเพชรบุรี ให้ราษฎรทำกิน สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเล็งเห็นความต้องการหารายได้เสริมของกลุ่มแม่บ้านที่ทำงานหนักไม่ได้ จึงโปรดให้เปิดอบรมประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์จากป่านศรนารายณ์ พืชท้องถิ่นในพื้นที่ โดยประสานกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมส่งครูมาฝึกอบรม จนกลุ่มแม่บ้านสามารถสามารถผลิตสินค้าจำหน่ายได้ เช่น กระเป๋า หมวก เข็มขัด และรองเท้า

โครงการทอผ้านราธิวาส  ที่เกิดขึ้นเมื่อเสด็จประทับที่จังหวัดนราธิวาสในช่วงราคายางตกต่ำ และโปรดให้สร้างอาชีพเสริมด้วยการทอผ้า โดยพระราชทานกี่ทอผ้า เส้นฝ้าย และวัสดุ พร้อมให้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมอบรมด้านย้อมและทอ โดยยังทรงคาดการณ์อนาคตว่า เมื่อโลกประสบภาวะน้ำมันขาดแคลน งานหัตถกรรมและการทอผ้าด้วยมือจะกลับมามีความสำคัญ นอกจากนี้ ยังมีการขยายผลสู่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยพระราชทานตั้งกลุ่มทอผ้าฝ้ายขึ้น และทรงพระกรุณาพระราชทานกี่ทอผ้า สีเส้นด้าย อุปกรณ์การย้อมและการทอ อีกทั้งยังส่งครูจากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ไปให้การอบรม ซึ่งเป็นตัวอย่างของการสร้างเครือข่าย ถ่ายทอดองค์ความรู้อย่างเป็นระบบ วางรากฐานการพัฒนาหัตถอุตสาหกรรมในวงกว้าง

ดีพร้อม สืบสานและต่อยอดพระราชปณิธาน ผลักดันหัตถอุตสาหกรรมไทยสู่สากล

จากแนวพระราชดำริที่ทรงเน้นการใช้ทรัพยากรท้องถิ่น การพัฒนาทักษะของคนในชุมชน และการสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีความโดดเด่น และตอบโจทย์ตลาด “ดีพร้อม” (DIPROM) ภายใต้การนำของนางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม จึงได้มุ่งสืบสานและต่อยอดพระราชปณิธานของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงเพื่อผลักดันหัตถอุตสาหกรรมไทย ให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทย โดยได้ดำเนินนโยบาย “ดีพร้อมคอมมูนิตี้ ที่นี่มีแต่ให้” ให้ทักษะใหม่ ให้เครื่องมือทันสมัย ให้โอกาสโตไกล ให้ธุรกิจไทยที่ดีคู่ชุมชน เพื่อมุ่งเน้นการปรับใช้ภูมิปัญญาพื้นบ้าน พร้อมยกระดับศักยภาพบุคลากรและงานหัตถกรรมไทย ให้มีทักษะและองค์ความรู้ สู่การเป็นหัตถอุตสาหกรรมที่โดดเด่น โดยให้ความสำคัญกับกลยุทธ์ 3H คือHand (ฝีมือ) Heritage (มิติทางวัฒนธรรม) และ High Value (มูลค่าสูง) ซึ่งเป็นการปฏิวัติแนวคิดผสานงานฝีมือไทยเข้ากับดีไซน์และนวัตกรรมที่ทันสมัย เพื่อสร้างระบบนิเวศที่จะพาผู้ประกอบการงานหัตถกรรมไทยก้าวสู่การเป็นแบรนด์ร่วมสมัยที่โดดเด่นในตลาดระดับโลก

มนัทพงค์ เซ่งฮวด เจ้าของแบรนด์ VARNI Craft ผู้ได้รับทุนพระราชทานจากสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

กลยุทธ์ Hand “ฝีมือช่างคือจุดแข็งที่ไม่มีใครทดแทนได้”

ภายใต้กลยุทธ์ Hand ดีพร้อมได้สืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงในการยกระดับฝีมือช่างไทย ด้วยการอนุรักษ์และพัฒนาทักษะงานหัตถกรรมให้มีความประณีตและเชี่ยวชาญยิ่งขึ้น ผ่านการฝึกอบรมและยกระดับศักยภาพช่างฝีมือในสาขาต่างๆ เพื่อสร้างช่างที่สามารถผลิตผลงานได้มาตรฐานสากล พร้อมทั้งสนับสนุนการถ่ายทอดภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อสืบสานไม่ให้ภูมิปัญญางานฝีมือสูญหายไป

กลยุทธ์ Heritage สร้างเอกลักษณ์สินค้าไทยผ่านมรดกวัฒนธรรม

ในส่วนของกลยุทธ์ Heritage ดีพร้อมได้นำแนวพระราชดำริที่ทรงแนะนำ มาประยุกต์ใช้เป็นแนวทางสร้างอัตลักษณ์สินค้าไทย โดยการเชื่อมโยงเรื่องราว วัฒนธรรม และเอกลักษณ์ของแต่ละภูมิภาคเข้ากับงานหัตถกรรม ทำให้ผลิตภัณฑ์มีความหมายและมูลค่าเพิ่มขึ้น ทั้งยังสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสร้างงานที่ร่วมสมัยแต่ยังคงรากทางวัฒนธรรม พร้อมสื่อสารเรื่องราวเบื้องหลังเพื่อสร้างความผูกพันระหว่างงานและผู้บริโภค

กลยุทธ์ High Value สร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อแข่งขันในตลาดโลก

ขณะที่กลยุทธ์ High Value ดีพร้อมได้สืบสานและขยายผลแนวพระราชดำริโดยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ ยกระดับงานหัตถกรรมให้เป็นสินค้าที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง สร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่ชุมชน โดยผสานความคิดสร้างสรรค์และเทคโนโลยีเข้ากับภูมิปัญญาดั้งเดิม เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์ตลาดยุคใหม่ ควบคู่ไปกับการขยายช่องทางจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการพัฒนาผู้ประกอบการให้สร้างแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์ชัดเจน ส่งเสริมให้งานหัตถกรรมไทยก้าวขึ้นเป็นพลังสำคัญในอุตสาหกรรม Soft Power ระดับโลก

ดีพร้อมได้ผสานกลยุทธ์ต่างๆ เข้าด้วยกัน เพื่อพัฒนางานหัตถกรรมไทย สู่การเป็นหัตถอุตสาหกรรม โดยในปี 2568 ได้ดำเนินการผ่านกิจกรรมพัฒนาบุคลากรหัตถอุตสาหกรรมไทย ภายใต้โครงการพัฒนาและเชื่อมโยงเครือข่ายบุคลากรอุตสาหกรรมแฟชั่น (Fashion Alliance) และ กิจกรรมการพัฒนาภาพลักษณ์แบรนด์และผลิตภัณฑ์สู่ Fashion Hero Brand สาขาหัตถอุตสาหกรรมไทย ภายใต้โครงการส่งเสริมภาพลักษณ์สินค้าแฟชั่นจากทุนทางวัฒนธรรมไทยสู่สากล (Fashion Identity) โดยผู้เข้าร่วมล้วนสามารถผสมผสานระหว่างทุนทางวัฒนธรรมจากท้องถิ่นกับการออกแบบที่ร่วมสมัย และสร้างผลงานหัตถอุตสาหกรรมไทยที่สามารถเข้าถึงใจผู้บริโภคทั้งตลาดในประเทศและตลาดสากล ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้กว่า 100 ล้านบาท

จากเสื่อกระจูดสู่ผลิตภัณฑ์ร่วมสมัยด้วยสายใยพระมหากรุณาธิคุณ

หนึ่งในแบรนด์ที่เรื่องราวได้สะท้อนภาพแห่งพลังศิลป์และศรัทธา ที่เกิดจากพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงวางรากฐานการส่งเสริมงานหัตถกรรมไทยให้กลายเป็นอาชีพที่ยกระดับชีวิตราษฎรอย่างยั่งยืน คือ VARNI Craft โดย มนัทพงค์ เซ่งฮวด ดีไซเนอร์และผู้ก่อตั้งแบรนด์ VARNI Craft จังหวัดพัทลุง เล่าว่า และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งศูนย์ศิลปาชีพบ้านป่าหัวเขียวขึ้น โดยทรงรับซื้อผลงานของชาวบ้านทุกชิ้นด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ พระราชทานทุนการศึกษาแก่บุตรหลานผู้ประกอบศิลปาชีพ และจัดตั้งหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เพื่อดูแลสุขภาพประชาชนในพื้นที่ห่างไกล

“คุณแม่วรรณี เซ่งฮวด สมาชิกศิลปาชีพหัวป่าเขียว เป็นผู้ได้รับพระราชทานทุนตั้งต้นจำนวน 15,000 บาท จากพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อจัดตั้ง “กลุ่มหัตถกรรมกระจูดวรรณี” และจากกลุ่มเล็ก ๆ ที่มีชาวบ้านเพียง 7–8 คน ได้เติบโตเป็นกลุ่มช่างกว่า 250 คนในปัจจุบัน โดยหัตถกรรมจากกระจูด ได้กลายเป็นทั้งอาชีพและความภาคภูมิใจของคนในชุมชน ส่วนตัวเองก็เป็นหนึ่งในบุคคลที่ได้รับพระมาหากรุณาธิคุณเช่นกัน โดยได้รับทุนพระราชทานให้เรียนจนจบปริญญาตรี จึงตั้งใจกลับมาเพื่อพัฒนาชุมชน ด้วยการต่อยอดภูมิปัญญากระจูดพื้นบ้านให้ทันสมัยและยั่งยืน แบรนด์VARNI Craft จึงถือกำเนินขึ้นในปี 2555” นายมนัทพงค์ เล่าด้วยความปลื้มปิติ

นายมนัทพงค์ เล่าต่อว่า VARNI Craft ทำงานเกี่ยวกับกระจูด วัชพืชที่เติบโตขึ้นในป่าพรุทะเลน้อย ซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลายกว่าหลายร้อยปี เมื่อเห็นว่าอาชีพนี้สร้างผลิตภัณฑ์ได้เพียงเสื่อกระจูด ที่สามารถขายได้ในราคาแค่ผืนละ 100 บาท และกำลังจะสูญหายไปเพราะมีกลุ่มผู้สูงอายุเป็นผู้สานต่อเท่านั้น  จึงเข้ามาพัฒนาโดยผสมผสานการออกแบบสมัยใหม่ พัฒนานวัตกรรมการย้อมสี การประยุกต์ลวดลายเป็นลายกราฟิกที่ทันสมัย ผ่านผลิตภัณฑ์มีความหลากหลาย ตั้งแต่ของใช้ในบ้านอย่างโต๊ะ เก้าอี้ โคมไฟ งานตกแต่งผนังโรงแรม ไปจนถึงสินค้าแฟชั่นอย่างกระเป๋า กระเป๋าคลัช และชุดเสื้อผ้า อีกทั้งแบรนด์ยังพัฒนาฝีมือช่างปักโดยนำศิลปะและการใช้สีมาสร้างความเป็นมิติให้ลวดลาย ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์จากราคาหลักร้อยให้เป็นหลักพันได้ และมีการส่งเสริมการปลูกกระจูดในพื้นที่ของชาวบ้านแทนการเก็บจากป่าที่อาจทำลายทรัพยากรธรรมชาติ โดยปัจจุบันการปลูกกระจูดจึงถือเป็นพืชเศรษฐกิจของพื้นที่ ซึ่งช่วยสร้างรายได้เพิ่มเติมให้ชาวบ้าน ทั้งยังช่วยเก็บกักคาร์บอนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

“การเข้าร่วมโครงการส่งเสริมหัตถอุตสาหกรรมกับ “ดีพร้อม” เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยยกระดับ VARNI Craft ให้ก้าวไกลมากขึ้น ดีพร้อมได้ให้การสนับสนุนในหลากหลายมิติ ทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์และออกแบบ ที่ช่วยพัฒนาดีไซน์ให้ตอบโจทย์ตลาดสมัยใหม่ พร้อมปรับปรุงคุณภาพสินค้าให้ได้มาตรฐาน เปลี่ยนจากงานหัตถกรรมที่ผลิตได้น้อย และไม่สามารถคงคุณภาพในทุกชิ้นงานได้ สู่การเป็นหัตถอุตสาหกรรม ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น มีกำลังการผลิตเพิ่มมากขึ้น และเป็นสินค้าที่มีคุณภาพสูงสามารถแข่งขันในตลาดพรีเมียมได้ โดยผลิตภัณฑ์ของ VARNI Craft มีกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายทั้งคนวัยทำงาน นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานหัตถกรรมที่มีคุณค่าและเรื่องราว และยังมีการส่งออกไปต่างประเทศ ทั้งในญี่ปุ่น ฮ่องกง จีน ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา”

ในปี พ.ศ. 2567 นายมนัทพงค์ ได้รับเกียรติเป็นทายาทหัตถกรรมไทยสาขางานสานกระจูดพัทลุง โดยสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) และมุ่งมั่นสานต่อพระราชปณิธาน โดยได้จัดตั้งศูนย์เรียนรู้วิสาหกิจชุมชนหัตถกรรมกระจูดวรรณี เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้ที่สนใจ นักท่องเที่ยว ได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้งานหัตถกรรมกระจูด พร้อมต่อยอดไปสู่การท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสเสน่ห์ของวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้านอำเภอควนขนุน อย่างมากมาย ความสำเร็จทั้งหมดนี้เกิดจากพระมหากรุณาธิคุณของพระบรมราชชนนีพันปีหลวงที่ทรงประทานโอกาสให้ชาวบ้านธรรมดาลุกขึ้นสร้างคุณค่าด้วยสองมือตนเอง

หัตถอุตสาหกรรมไทยไม่ใช่เพียงงานที่ทำด้วยมือ หากคือ งานที่ทำด้วยหัวใจ ที่สืบสานจากพระราชปณิธานแห่งความเมตตาของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สู่การต่อยอดด้วยความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ และในวันนี้ ดีพร้อม เดินหน้าเปลี่ยนงานฝีมือท้องถิ่นให้กลายเป็นพลังการค้าเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจระดับโลก ทำให้เรื่องราวของภูมิปัญญาไทยได้เปล่งประกาย และ กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจของไทยอย่างแท้จริง

TTA เติมเต็มโภชนาการให้เด็กขาดโอกาสผ่านโครงการ ‘อิ่มนี้ พี่ให้น้อง’

TTA เติมเต็มโภชนาการให้เด็กขาดโอกาสผ่านโครงการ ‘อิ่มนี้ พี่ให้น้อง’

TTA เติมเต็มโภชนาการให้เด็กขาดโอกาสผ่านโครงการ ‘อิ่มนี้ พี่ให้น้อง’

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

อาหาร ไม่ใช่เพียงหนึ่งในปัจจัยสี่ที่มนุษย์ทุกคนต้องการเท่านั้น หากแต่ยังหมายถึงความอบอุ่น กำลังใจ และโอกาสที่จะเติบโตอย่างแข็งแรง สำหรับเด็กเล็กในวัยเรียนรู้ มื้ออาหารที่สมบูรณ์จึงเปรียบเสมือน “รากฐานชีวิต” ที่คอยหล่อเลี้ยงทั้งร่างกายและจิตใจ ให้พร้อมก้าวสู่อนาคตการเป็นผู้ใหญ่อย่างแข็งแรงและมั่นคง

ด้วยความเข้าใจในคุณค่าของอาหารที่เป็นมากกว่าการยังชีพ บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนซีส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TTA จึงริเริ่มกิจกรรม “อิ่มนี้ พี่ให้น้อง” เพื่อส่งต่อโอกาสและกำลังใจให้แก่เด็กๆ ที่ขาดแคลน ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา กิจกรรมนี้ได้จัดขึ้นแล้วทั้งหมด 3 ครั้ง มีน้องๆ กว่า 180 คน ที่ได้รับมื้ออาหารแสนอบอุ่น เด็กๆ หลายคนมาจากครอบครัวยากจนหรือถูกทอดทิ้ง บางคนเผชิญปัญหาภาวะขาดสารอาหารและพัฒนาการไม่สมวัย

TTA นำโดย สมชาย อภิญญานุกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานทรัพยากรบุคคล พร้อมด้วยพนักงานจิตอาสา ได้ร่วมกันเป็น “ผู้ให้” ผ่านการบริจาคบัตรกำนัลจาก Pizza Hut และ Taco Bell เพื่อนำไปแปรเปลี่ยนเป็นมื้ออาหารแสนอร่อย ส่งตรงถึงสถานสงเคราะห์และมูลนิธิทั้งหมด 3 แห่ง เติมเต็มท้องน้อยๆ ให้อิ่มอย่างอบอุ่น พร้อมรอยยิ้มที่สะท้อนความสุขและกำลังใจจากพี่ๆ

สถานสงเคราะห์เด็กหญิงบ้านราชวิถี ที่นี่เป็นเสมือนบ้านหลังใหญ่ของเด็กผู้หญิงที่ถูกทอดทิ้ง ถูกทำร้าย หรือขาดผู้ดูแลอย่างเหมาะสม มื้ออาหารจากโครงการช่วยเติมเต็มทั้งโภชนาการและกำลังใจ ให้เด็กๆ ได้รับรู้ถึงความห่วงใยจากพี่ๆ

 มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัมฯ บ้านสมวัย (ชุมชนคลองเตย) ภายในชุมชนแออัดคลองเตย เด็กเล็กจำนวนมากต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งด้านสังคมและเศรษฐกิจ หลายครอบครัวไม่สามารถจัดหามื้ออาหารที่เพียงพอหรือมีคุณค่าทางโภชนาการได้ มื้ออาหารที่นำไปมอบ ไม่ได้เพียงแค่ช่วยคลายความหิว แต่ยังสร้างรอยยิ้มและความสุขเล็กๆ ที่เป็นแรงใจให้เด็กๆ

มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัมฯ บ้านแห่งความหวัง (ซอยอ่อนนุช 88 แยก 10) สถานที่ที่เด็กเล็กๆ ขาดแคลนโอกาส ที่นี่คือที่ที่พวกเขาจะได้รับทั้งความรัก ความห่วงใย และการเลี้ยงดูเหมือนครอบครัว มื้ออาหารจากโครงการช่วยเติมเต็มการดูแลพื้นฐานและสนับสนุนการพัฒนาการในแต่ละวัน