คุณแหน : 5 พฤศจิกายน 2568

คุณแหน : 5 พฤศจิกายน 2568

คุณแหน : 5 พฤศจิกายน 2568

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • อโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าฯ นครปฐม ประชุมคณะกรรมการศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พร้อมมอบนโยบายรวมพลังรักศรัทธาแก้ปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ Quick Big Win..
  • มิตรสหายยินดีกับ จตุพร โรจนพานิช ที่ได้เป็น ว่าที่ อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว..
  • อนุชา บูรพชัยศรี ในฐานะประธานกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย-ออสเตรเลียได้พบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับประธานสภาผู้แทนราษฎร Hon. Milton Dick, รองประธานสภาผู้แทนราษฎร Ms. Sharon Claydon MP และวุฒิสมาชิก Senator Deborah O’Neill จากเครือรัฐออสเตรเลียในช่วงระหว่างการประชุมสมัชชาสหภาพรัฐสภา ณ กรุงเจนีวา..
  • ยินดีกับ พล.อ.อ.นพ. อิทธพร คณะเจริญ ที่ได้รับรางวัลคนดีของสังคม ด้านการศึกษาเพื่อสังคมและส่งเสริมสุขภาพ ประเภทบุคคล เนื่องในโอกาสครบรอบ 25 ปี แห่งการสถาปนามหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ..
  • พงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลา เปิดวิสัยทัศน์พายะลาต่อยอด DNA เมืองเกษตร เตรียมลงทุนตั้งศูนย์วิจัยเกษตรเพื่อพัฒนาพืช GI และเบื้องหลังการก้าวสู่ Smart City อันดับ 5 ของประเทศ ตลอดจนถึงการวางรากฐานเมืองอย่างยั่งยืนเพื่อรับมือโลกแปรปรวน ชมรายละเอียดที่ https://youtu.be/giXZRskDF60?si=_I3gFu14b7KAgoe9..
  • ไพศาล พิสุทธิ์วัชระ พร้อม ดร.วารีรัตน์ ตั้งธนกูล, นุสรา(อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์, วิสิฐ ตันติสุนทร, ดร.วสันต์ อริยพุทธรัตน์ เป็นตัวแทนเพื่อนๆชาว BRAIN 2ไปร่วมแสดงความเสียใจกับ เกษสุดา ไรวา ที่สูญเสีย คุณพ่อกิจจา อุดมพันธ์ ในวัย 99 ปี..
  • ชาว ปธพ. 2 ร่วมยินดีกับ อัฐ ทองแตง ที่ได้รับปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาทัศนศิลป์และการออกแบบ ประจำปีการศึกษา 2566 ของ ม.ราชภัฏสวนสุนันทา..
  • ดร.ชานนท์ ชิงชยานุรักษ์ เปิดการอบรมพัฒนาผู้บริหารด้านการแพทย์ ภายใต้โครงการ Executive Development Program ครั้งที่ 3 จัดโดย ศูนย์นวัตกรรมการจัดการ คณะบริหารธุรกิจ ม.เชียงใหม่..
  • ถิรวัฒน์ พูนกาญจนะโรจน์ วันเกิดปีนี้ไปทำบุญบริจาคโลงศพ ข้าวสาร ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง แล้วไปไหว้พระไหว้เจ้าขอพรที่วัดเล่งเน่ยยี่และศาลเจ้าพ่อเสือ..
  • กรพิพัฒน์ การุณยเลิศ และ กิตติโชค วีระเตชะ ชวนผู้ชื่นชอบอาหารเจ มัง วีแกน ลองไปชิมที่ร้านตำมัง อีสาน เจ มังสวิรัติ วีแกน เป็นร้านอาหารไทยเจร้านแรกในไทยที่ได้รับการคัดเลือกโดย Michelin Guide ในรูปแบบแซ่บๆสไตล์แบบไทยๆโดยปรุงจากวัตถุดิบไร้เนื้อสัตว์..
  • นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ แนะนำพฤติกรรมช่วยลดไขมันในเลือด เช่น หยุดของหวาน, ลดแป้งขัดขาว, หลีกเลี่ยงอาหารมันทอด, โปรตีนต้องพอ (1 กรัม/น้ำหนักตัว 1 กก.), ออกกำลังกาย ชมรายละเอียดที่ https://youtu.be/SeDu7CzIErE?si=ZUKNy3veqspafcTn..

น้องใหม่

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนจีนอพยพทิ้งแผ่นดิน : จากสมัยโบราณถึงปัจจุบัน

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนจีนอพยพทิ้งแผ่นดิน : จากสมัยโบราณถึงปัจจุบัน

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนจีนอพยพทิ้งแผ่นดิน : จากสมัยโบราณถึงปัจจุบัน

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.47 น.

การอพยพของชาวจีนออกจากแผ่นดินบ้านเกิดเมืองนอนนั้น   เป็นการเคลื่อนย้ายประชากรที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ   การอพยพดังกล่าวเป็นกระบวนการที่ยาวนาน กว่าพันปีที่ผ่านมา  ก่อนการตั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี จนถึงปัจจุบัน ชาวจีนโพ้นทะเลหลายสิบล้านคนได้หนีจากความอดอยาก สงคราม ความยากจน  ทิ้งบ้านเกิด เพื่อแสวงหาชีวิตใหม่ในดินแดนอันห่างไกลทั่วโลก

สาเหตุของการอพยพ

สาเหตุที่นำไปสู่การอพยพ   ของชาวจีนมีหลายประการ เช่น ประชากรจีนที่เพิ่มรวดเร็วในขณะที่ที่ดินทำกินมีจำกัด ภัยธรรมชาติที่เกิดซ้ำซาก โดยเฉพาะอุทกภัยจากแม่น้ำฮวงโหและแม่น้ำแยงซีเกียง ทำให้ขาดแคลนอาหาร

การเก็บภาษีที่หนักจากราชสำนักและขุนนางท้องถิ่น  ได้กดขี่ชาวนาจนลำบากในการดำรงชีพ ระบบศักดินาและการผูกขาดที่ดินโดยชนชั้นสูงทำให้ชาวนาส่วนใหญ่ไร้ที่ดินทำกิน  เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำจากสงครามฝิ่นและการเปิดประเทศแบบถูกบังคับจากมหาอำนาจ   การจลาจลไท่ผิงต่อต้านราชวงศ์ชิง ในช่วงปี พ.ศ 2393-2407 (สมัยรัชกาลที่ 3 และ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์) สร้างความหายนะและทำให้ผู้คนนับสิบล้านเสียชีวิต คนจีนจำนวนมากต้องอพยพหนีภัย  โดยเฉพาะพวกจีนแคะ(ฮากกา)ซึ่งเป็นกลุ่มหลักในการก่อกบฏไท่ผิงที่ถูกปราบปรามเมื่อพ่ายแพ้

ระลอกของการอพยพผ่านประวัติศาสตร์

สมัยราชวงศ์ถัง (พ.ศ. 1161-1450)  ยุคอาณาจักรทวารวดีและขอมก่อนการตั้งกรุงสุโขทัย    มีพ่อค้าชาวจีน  และผู้หลบหนีคดีในเมืองจีน ใช้เรือใบเดินทางมาสุวรรณภูมิ เช่น จามปา  กัมพูชา ชวา สุมาตรา   บอร์เนียว  มะละกา  สยาม  ริวกิว  แอฟริกา    บางคนแต่งงานกับหญิงพื้นเมืองแล้วไม่กลับเมืองจีน   

สมัยราชวงศ์หยวน (พ.ศ. 1822-1911)และราชวงศ์หมิง (พ.ศ.1911-2187) ยุคอยุธยาตอนต้น    การอพยพของคนจีนสมัยอยุธยาตอนต้น ราวพ.ศ. 1893 สมัยราชวงศ์หยวน  เมื่อชาวจีนแต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน กวางตุ้ง และไหหลำ    เดินทางมาค้าขายทางทะเล และตั้งรกรากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนใหญ่เป็นพ่อค้าและช่างฝีมือที่มาแสวงหาโอกาสทางการค้า

ในช่วงราชวงศ์หมิง (พ.ศ. 1911-2187) มีการส่งกองเรือใหญ่ของนายพลเจิ้งเหอ(鄭和) มาสำรวจดินแดนเอเชียและแอฟริกา  โดยมีเรือส่วนหนึ่งเข้ามาถึงกรุงศรีอยุธยา  มีพ่อค้าชาวจีนส่วนหนึ่งมาทำธุรกิจที่อยุธยา   เมื่อราชวงศ์หมิงล่มสลายและราชวงศ์ชิงขึ้นครองอำนาจ (พ.ศ.2187 สมัยพระเจ้าปราสาททอง)  เกิดความวุ่นวายความอดอยาก ภัยธรรมชาติ และสงครามกลางเมือง ชาวจีนหัวรุนแรงที่ภักดีต่อราชวงศ์หมิง และไม่ยอมรับการปกครองของชาวแมนจู  พวกข้าราชการ พ่อค้า ช่างฝีมือ จำนวนมากหนีออกนอกประเทศ โดยเฉพาะชาวจีนในมณฑลฝูเจี้ยนและ กวางตุ้งที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานใน ไต้หวัน อินโดนีเซีย เวียดนาม จามปา  กัมพูชา สยาม พม่า  มลายู และฟิลิปปินส์

สมัยราชวงศ์ชิง (พ.ศ. 2383-2443 )ยุครัชกาลที่ 3 ถึง 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์      ได้เกิดการอพยพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์จีน เริ่มต้นหลังสงครามฝิ่นครั้งที่หนึ่ง (พ.ศ. 2382-2385) และทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงการจลาจลกบฏไท่ผิงเทียนกั๋ว Taiping Rebellion (พ.ศ. 2407) ที่ทำให้ราชวงศ์ชิงล่มสลาย    ความหายนะจากสงครามกลางเมืองครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 20-30 ล้านคน  คนจีนนับล้านต้องอพยพหนีภัยสงคราม ภัยแล้ง อุทกภัยและความอดอยาก  

ในช่วงเวลาเดียวกันนี้  การเลิกทาสในสหรัฐอเมริกา  ไทย และหลายประเทศ  ทำให้มีความต้องการแรงงานด้านเกษตรกรรม และเหมืองแร่  การค้นพบทองคำในแคลิฟอร์เนีย (พ.ศ.  2391ค.ศ. 1848) ออสเตรเลีย (พ.ศ.2394 ค.ศ. 1851) และแร่ดีบุกทางภาคใต้ของประเทศไทย  ดึงดูดชาวจีนจำนวนมากไปทำงานเป็นกรรมกร หรือ กุลี (Coolies)  การสร้างทางรถไฟข้ามทวีปในทวีปอเมริกา(แคลิฟอรเนีย  ฮาวาย คิวบา  เปรู) แคนาดา  และสยาม   ต้องการแรงงานจำนวนมหาศาล        ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาณานิคมของยุโรป (มาลายา สิงคโปร์ บอร์เนียว สุมาตรา) ต้องการแรงงานในไร่อ้อย สวนยางพารา  สวนกาแฟ  และเหมืองแร่ดีบุก   คนจีนจำนวนมากมาทำงานขุดคลอง ค้าขาย  ปลูกผัก และก่อสร้าง

ปลายราชวงศ์ชิง ต่อสาธารณรัฐจีน  (พ.ศ.2443-2492)

ช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 25 จีนประสบกับความวุ่นวายต่อเนื่อง เช่นการปฏิวัติซินไฮ่  พ.ศ. 2454    การล่มสลายของราชวงศ์ชิงใน พ.ศ. 2492 นำมาสู่ยุคของขุนศึกแย่งชิงอำนาจ (Warlord Era)  สงครามกลางเมือง  พ.ศ. 2481-2492 การรุกรานของญี่ปุ่นในช่วงพ.ศ. 2473-2483 และสงครามโลกครั้งที่สอง       ความยากจนและความไม่แน่นอนทางการเมืองทำให้เกิดการอพยพครั้งใหญ่ของคนจีนอีกครั้ง  ไปยังประเทศที่มีคนจีนอพยพไปก่อน อังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี เนเธอรแลนด์  อารเจนติน่า  มลายู  ไทย  สิงคโปร์   สหรัฐอเมริกา  แคนาดา

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง สงครามกลางเมืองระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์กับพรรคก๊กมินตั๋งทำให้ชาวจีนจำนวนมากอพยพหนีภัยสงคราม เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์ชนะและจัดตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนในปีพ.ศ. 2492 ชาวจีนที่สนับสนุนก๊กมินตั๋งและผู้มีฐานะที่ไม่ชอบการปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ ราว 2 ล้านคน        ได้หนีออกจากแผ่นดินใหญ่ไปยังไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์  ไทย  ซาราวัค  บอร์เนียว มาลายา

ทหารจีนคณะชาติที่พ่ายแพ้พวกคอมมิวนิสต์บางส่วน เช่นกองพล 93  หนีเข้ามาตั้งหลักแหล่งในประเทศไทยแถบเชียงราย เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน

ยุคปฏิวัติวัฒนธรรมและหลังการเปิดประเทศ (พ.ศ. 2493-2533)

ยุคของเหมาเจ๋อตุงนำมาซึ่งนโยบายบังคับรุนแรง โดยเฉพาะนโยบายก้าวกระโดดครั้งใหญ่ไปข้างหน้า (พ.ศ. 2501-2505) นำไปสู่ความอดอยากครั้งใหญ่ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 15-45 ล้านคน ที่เป็นความอดอยากเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ชาวจีนที่รอดชีวิตจำนวนหนึ่งพยายามหนีออกนอกประเทศแม้จะมีการควบคุมอย่างเข้มงวด

การปฏิวัติวัฒนธรรม  Cultural Revolution  พ.ศ. 2509-2519 สร้างความโกลาหลและทำลายชีวิตผู้คนนับล้าน นักปัญญาชน นักธุรกิจ  ชนชั้นกลาง และผู้มีความคิดต่างจากรัฐบาลถูกกดขี่และทำลาย หลายคนพยายามหลบหนีไปยังฮ่องกง มาเก๊า  ไทย สหรัฐอเมริกา  แคนาดา  ออสเตรเลีย และยุโรป 

ยุคสมัยใหม่ (พ.ศ.2521 –ปัจจุบัน)

แม้จีนจะเปิดประเทศและพัฒนาเศรษฐกิจตั้งแต่ปี พ.ศ. 2521 แต่การอพยพยังคงดำเนินต่อไปในรูปแบบใหม่ ชาวจีนในยุคนี้อพยพเพื่อแสวงหาโอกาสทางการศึกษา อาชีพ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ใช่หนีจากความอดอยากอย่างในอดีต การอพยพในปัจจุบันประกอบด้วยนักศึกษา  นักธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญ และนักลงทุนที่มีทักษะสูง เพื่อโอกาสทางธุรกิจระหว่างประเทศ ไปยังยุโรป (เยอรมนี  อังกฤษ)  เอเชีย (ญี่ปุ่น ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์)   แอฟริกาใต้ (แองโกล่า เคนยา ไนจีเรีย) อเมริกาใต้  (บราซิล อารเจนติน่า)ตะวันออกกลาง (ดูไบ  ซาอุดิอารเบีย)   อย่างไรก็ตาม ยังมีการอพยพผิดกฎหมายจากชนบทที่ยากจนและจากกลุ่มชาติพันธุ์ที่ถูกกดขี่ เช่น ชาวอุยกูร์ในซินเจียง การควบคุมของรัฐบาลที่เข้มงวดในบางพื้นที่ยังคงเป็นแรงผลักดันให้ผู้คนแสวงหาอิสรภาพในต่างแดน

ช่วงการที่อังกฤษส่งคืนฮ่องกงให้จีน  (พ.ศ. 2527-2540) ทำให้ชาวฮ่องกงจำวนมากอพยพออกไปต่างประเทศ อีกครั้งหนึ่ง ส่วนใหญ่ไปสิงคโปร์ ไต้หวัน  สหราชอาณาจักร  สหรัฐอเมริกา  แคนาดา ออสเตรเลีย

ยุคหลังโควิด (พ.ศ. 2562)มีคนจีนอพยพออกไปต่างประเทศอีก   เพราะเกรงกลัวนโยบายกักตัวปิดเมืองช่วงโควิดระบาดที่เข้มงวด (Zero Covid) เศรษฐกิจจีนชะลอตัว  และค่าครองชีพในเมืองใหญ่ที่เพิ่มสูง   มายังประเทศไทย  สหรัฐ  ยุโรป ญี่ปุ่น  สิงคโปร์ นักศึกษาที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้จำนวนมาก ไปหาที่เรียนในต่างประเทศ    

ท่าเรือและเส้นทางการอพยพ

การอพยพของชาวจีนส่วนใหญ่สมัยก่อนที่ใช้เรือสำเภาและเรือกลไฟไอน้ำ  เริ่มต้นจากท่าเรือสำคัญในมณฑลชายฝั่งทะเลทางตอนใต้ของจีน ท่าเรือกวางโจว (Canton) ในมณฑลกวางตุ้งเป็นท่าเรือละเก่าแก่ที่สุด เป็นศูนย์กลางการค้าระหว่างประเทศมานานหลายศตวรรษ ชาวกวางตุ้งและชาวแต้จิ๋วส่วนใหญ่ออกเดินทางจากท่าเรือแห่งนี้

ท่าเรือเซี่ยเหมิน (Xiamen หรือ Amoy) ในมณฑลฝูเจี้ยนเป็นจุดออกเดินทางสำคัญของชาวฮกเกี้ยนและชาวไหหลำ ท่าเรือแห่งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการค้าขายกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ท่าเรือกวางโจว (Quanzhou) และฝูโจว (Fuzhou) เป็นท่าเรือเก่าแก่ในมณฑลฝูเจี้ยนทางตะวันอออกเฉียงใต้ ที่มีชื่อเสียงในอดีต ชาวจีนจากท่าเรือเหล่านี้แล่นเรือสำเภาไปยังฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และสยาม    ท่าเรือซัวเถา (Swatow หรือ Shantou)และจังลิ้ม  เป็นท่าเรือสำคัญในมณฑลกวางตุ้งตอนเหนือ เป็นจุดออกเดินทางของชาวแต้จิ๋ว ท่าเรือฮ่องกงกลายเป็นท่าเรือสำคัญหลังจากตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษในปี พ.ศ  2385 เป็นจุดผ่านทางและจุดรับส่งผู้อพยพที่สำคัญที่สุดในพุทธศตวรรษที่ 24 และ 25

นอกจากนี้ยังมีท่าเรือเล็กๆ มากมายตามชายฝั่งทะเลของมณฑลกวางตุ้ง ฝูเจี้ยน และเจ้อเจียง ชาวจีนที่ยากจนมักใช้ท่าเรือเล็กเหล่านี้เพื่อหลบหนีการควบคุมของเจ้าหน้าที่ ในศตวรรษที่ 19 เกิดระบบ “ค้ากุลี” ที่คล้ายกับการค้าทาส บริษัทค้ามนุษย์จะรวบรวมชาวจีนที่ยากจนและส่งไปขายเป็นแรงงานในอเมริกา ออสเตรเลีย และอาณานิคมต่างๆ

ปลายทางและการตั้งรกราก

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สยามหรือประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญแห่งหนึ่ง ชาวจีนเริ่มอพยพมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยมีบทบาทสำคัญในการค้าและบริหารราชการ หลังการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงส่งเสริมให้ชาวจีนเข้ามาตั้งถิ่นฐาน ทำงานเป็นช่างฝีมือ พ่อค้า คนงานขุดคลอง และทำไร่อ้อย

ในพุทธศตวรรษที่ 24 จำนวนชาวจีนในสยามเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยชาวแต้จิ๋วมีจำนวนมากที่สุด ตามมาด้วยชาวฮกเกี้ยน ชาวกวางตุ้ง ชาวไหหลำ และชาวฮ่อ ชาวจีนเหล่านี้ทำงานในเหมืองดีบุก สวนยางพารา ธุรกิจการค้า และรับราชการ การผสมกลมกลืนระหว่างชาวไทยกับชาวจีนทำให้เกิดสังคมที่เป็นเอกลักษณ์ ชาวจีนในไทยส่วนหนึ่งแต่งงานกับคนไทยและกลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย

ท่าเรือสำคัญในประเทศไทยสำหรับชาวจีนโพ้นทะเล ริมแม่น้ำเจ้าพระยา คือ ท่าเรือ ฮวย จุ่ง ล้ง (ล้ง 1919)   ท่าเรือโปเส็ง ที่ตลาดน้อย  ท่าเรือเคเถา ที่ทรงวาด และท่าเรือตามเมืองชายทะเลเช่น  เกาะสีชัง ศรีราชา(เกาะลอย)   

มาลายาหรือมาเลเซียและสิงคโปร์ ก็เป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญ ชาวจีนมาตั้งถิ่นฐานในมะละกาตั้งแต่ศตวรรษที่ 20 และเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมากในศตวรรษที่ 24  ชาวจีนทำงานในเหมืองดีบุก สวนยางพารา และธุรกิจการค้า ปัจจุบันชาวจีนคิดเป็นประมาณร้อยละ 75 ของประชากรสิงคโปร์

อินโดนีเซียหรืออินเดียตะวันออกของเนเธอร์แลนด์ในอดีตเป็นที่ตั้งถิ่นฐานของชาวจีนตั้งแต่สมัยโบราณ ชาวจีนในชวาและสุมาตราทำงานเป็นช่างฝีมือ พ่อค้า และเกษตรกร ในพุทธศตวรรษที่ 24 และ 25 จำนวนชาวจีนเพิ่มขึ้นมาก ทำงานในไร่อ้อย สวนยางพารา และเหมืองต่างๆ    แต่ชาวจีนในอินโดนีเซียประสบกับการเลือกปฏิบัติและความรุนแรงหลายครั้งในประวัติศาสตร์

ฟิลิปปินส์เป็นจุดหมายปลายทางของชาวจีนตั้งแต่สมัยก่อนสเปนเข้ามาล่าอาณานิคม   ชาวจีนทำธุรกิจการค้าและเป็นคนกลางระหว่างสเปนกับชาวพื้นเมือง แม้จะถูกเบียดเบียนและสังหารหมู่หลายครั้ง ชาวจีนก็ยังคงตั้งถิ่นฐานและมีบทบาทสำคัญในเศรษฐกิจสูงมาก

พม่าและอินโดจีน (เวียดนาม ลาว กัมพูชา) เป็นที่ตั้งถิ่นฐานของชาวจีนจำนวนมาก โดยเฉพาะในเมืองใหญ่และเมืองท่า ชาวจีนทำธุรกิจการค้า งานฝีมือ และเป็นคนกลางทางเศรษฐกิจ     มีคนจีนไปลงทุนในกัมพูชาจำนวนมากทั้งแบบถูกและผิดกฏหมาย

สหรัฐอเมริกาเป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญของจีนอพยพ ตั้งแต่กลางพุทธศตวรรษที่ 24การค้นพบทองคำในแคลิฟอร์เนียในปี พ.ศ 2381ดึงดูดชาวจีนนับหมื่นคนไปขุดทอง ชาวจีนเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากมณฑลกวางตุ้ง

ในพ.ศ. 2403 ชาวจีนนับหมื่นคนถูกจ้างมาสร้างทางรถไฟข้ามทวีปเซนทรัลแปซิฟิก ชาวจีนที่อยู่ในอเมริกาหลายคนถูกบังคับให้อาศัยอยู่ในย่านไชนาทาวน์ที่แออัด ชาวจีนทำงานในร้านซักรีด ร้านอาหาร และธุรกิจเล็กๆ บางคนกลับไปจีนเพราะไม่สามารถนำครอบครัวมาได้ ผู้ที่อยู่ต่อต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด

แคนาดาก็มีประวัติศาสตร์คล้ายกัน ชาวจีนถูกนำเข้ามาทำงานสร้างทางรถไฟข้ามทวีปสายแคนาเดียนแปซิฟิกในพ.ศ. 2423 ไชนาทาวน์ในเมืองต่างๆ เช่น แวนคูเวอร์ โตรอนโต และมอนทรีออล กลายเป็นศูนย์กลางชุมชนจีน

เม็กซิโกและละตินอเมริกา มีชาวจีนอพยพไปตั้งถิ่นฐาน โดยเฉพาะในคิวบา เปรู และเม็กซิโก ชาวจีนทำงานในไร่อ้อยและเหมืองต่างๆ ในสภาพเกือบเป็นทาส       การค้นพบทองคำในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ใน พ.ศ. 2394 ดึงดูดชาวจีนจำนวนมากไปขุดทองในวิกตอเรีย นิวเซาท์เวลส์ และควีนส์แลนด์      ชาวจีนคิดเป็นประมาณหนึ่งในสี่ของผู้ขุดทองทั้งหมดในออสเตรเลีย หลังจากยุคทองคำสิ้นสุดลง ชาวจีนหลายคนกลับประเทศ แต่บางคนเลือกอยู่ต่อและทำงานในร้านซักรีด ร้านเฟอร์นิเจอร์ สวนผัก และร้านอาหาร

ชาวจีนเริ่มอพยพไปยุโรปในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 24 แต่จำนวนไม่มากเท่ากับที่อื่น       สหราชอาณาจักร (อังกฤษ): เป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญแห่งหนึ่งมานาน ชาวจีนมาทำงานเป็นลูกเรือและตั้งรกรากในเมืองท่าต่างๆ โดยเฉพาะลอนดอนและลิเวอร์พูล ไชนาทาวน์ในลอนดอนย่านโซโห   มีคลื่นการอพยพเพิ่มขึ้นในช่วง พ.ศ. 2523 เมื่อมีการตกลงส่งมอบฮ่องกงคืนให้กับจีน และอีกครั้งหลังเหตุการณ์ที่จัตุรัสเทียนอันเหมินใน พ.ศ. 2532

ที่ฝรั่งเศส  หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง คนงานจีนเข้ามาทำงานช่วยสร้างซ่อมแซมประเทศ  มีไชนาทาวน์ในกรุงปารีส และมีชุมชนชาวจีนในเมืองใหญ่ เช่น ลียง (Lyon) และ มาร์แซย์ (Marseille)

เนเธอร์แลนด์มีชาวจีนจากอินโดนีเซียซึ่งเป็นอาณานิคมเดิมของเนเธอร์แลนด์ เยอรมนีและประเทศยุโรปอื่นๆ ก็มีชาวจีนตั้งถิ่นฐานบ้าง แต่จำนวนไม่มากจนกระทั่งปลายศตวรรษที่ 20 เมื่อนโยบายต่อต้านการอพยพผ่อนคลายลง

ชาวจีนเริ่มอพยพไปแอฟริกาในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 24 แอฟริกาใต้มีชาวจีนจำนวนหนึ่งเข้ามาทำงานในเหมืองทองคำและเพชร มอริเชียสและเรอูนียงเป็นเกาะในมหาสมุทรอินเดียที่มีชาวจีนอพยพไปตั้งถิ่นฐาน ชาวจีนทำงานในไร่อ้อยและค้าขาย โดยเฉพาะหลังจากจีนเปิดประเทศ ชาวจีนจำนวนมากเดินทางไปทำงานก่อสร้างและธุรกิจในแอฟริกา โดยเฉพาะในประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติมากมาย เช่น แองโกลา ไนจีเรีย และซิมบับเว

ลักษณะการอพยพและชีวิตของผู้อพยพ

การอพยพของชาวจีนในแต่ละยุคสมัยมีลักษณะและวิธีการที่แตกต่างกัน ในยุคแรกๆ ก่อนศตวรรษที่ 19 พวกเขาเดินทางตามเส้นทางการค้าโบราณที่เชื่อมโยงจีนกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การเดินทางทางทะเลในสมัยก่อนนั้นอันตรายมาก ต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและลมมรสุม เรือสำเภาจีนหรือจังก์เป็นพาหนะหลัก ผู้โดยสารต้องเผชิญกับพายุ โจรสลัด โรคระบาด และความขาดแคลนอาหารน้ำ อัตราการเสียชีวิตในระหว่างการเดินทางค่อนข้างสูง

อาชีพและบทบาททางเศรษฐกิจ

ชาวจีนที่อพยพออกไปมีความขยันหมั่นเพียร ประหยัด และมีความสามารถในการค้าขายและธุรกิจ คุณสมบัติเหล่านี้ทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจแม้จะเริ่มต้นจากจุดที่ต่ำมาก

ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชาวจีนครองเศรษฐกิจในหลายภาคส่วน ในสยาม ชาวจีนทำงานในเหมืองดีบุก สวนยางพารา การค้าข้าว โรงสี และธุรกิจการค้า พ่อค้าจีนเป็นคนกลางสำคัญระหว่างเกษตรกรไทยกับตลาดต่างประเทศ ชาวจีนเก็บภาษีอากรให้รัฐบาล ดำเนินการผูกขาดในหลายธุรกิจ และสะสมความมั่งคั่งมหาศาล

ในมาเลเซียและสิงคโปร์ ชาวจีนทำงานในเหมืองดีบุก สวนยางพารา และธุรกิจการค้า พ่อค้าจีนควบคุมการค้าระหว่างประเทศและการนำเข้าส่งออก ชาวจีนยังเป็นช่างฝีมือที่มีฝีมือ เช่น ช่างไม้ ช่างเหล็ก ช่างทอง และช่างตัดเสื้อ

ในฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย ชาวจีนครองธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง พวกเขาเป็นคนกลางที่สำคัญในระบบเศรษฐกิจ ซื้อสินค้าจากผู้ผลิตท้องถิ่นและขายให้กับตลาดในเมือง ความสำเร็จทางเศรษฐกิจนี้บางครั้งทำให้เกิดความอิจฉาริษยาและความขัดแย้งกับชาวพื้นเมือง

ในสหรัฐอเมริกา รุ่นแรกของชาวจีนทำงานเป็นคนขุดทอง คนงานทางรถไฟ คนงานในฟาร์ม และงานบริการต่างๆ เมื่อถูกขับออกจากเหมืองทองคำและงานก่อสร้าง ชาวจีนหันไปทำธุรกิจซักรีด ร้านอาหาร และร้านขายของชำ ธุรกิจเหล่านี้ไม่ต้องการทุนมากและไม่แข่งขันโดยตรงกับคนผิวขาว ทำให้สามารถดำเนินการได้    ร้านซักรีดเป็นอาชีพที่แพร่หลายที่สุดของชาวจีนในอเมริกา ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 มีร้านซักรีดจีนนับพันแห่งในเมืองต่างๆ ทั่วอเมริกา งานนี้หนักและน่าเบื่อ ต้องทำงานยาวนานในสภาพร้อนและชื้น แต่ก็เป็นหนทางหนึ่งที่ชาวจีนสามารถเลี้ยงชีพได้

ร้านอาหารจีนก็เป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่แพร่หลาย ชาวจีนดัดแปลงอาหารจีนให้เหมาะกับรสนิยมของคนตะวันตก สร้าง “อาหารจีน-อเมริกัน” ที่มีลักษณะเฉพาะตัว อาหารจีนกลายเป็นที่นิยมและแพร่หลายไปทั่วโลก กลายเป็นหนึ่งในอาหารต่างชาติที่เป็นที่รู้จักมากที่สุด

ในประเทศไทย ชาวจีนมีส่วนสำคัญในการสร้างกรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองใหญ่และศูนย์กลางเศรษฐกิจ ชาวจีนเป็นผู้ประกอบการและนักธุรกิจที่สำคัญ สร้างโรงสี โรงงาน ธนาคาร และธุรกิจต่างๆ มากมาย ในปัจจุบัน คนไทยเชื้อสายจีนมีบทบาทในทุกภาคส่วนของสังคม ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม การผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมไทยกับจีนทำให้เกิดอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของไทย

ในสิงคโปร์ ชาวจีนเป็นกลุ่มประชากรหลักและเป็นผู้สร้างประเทศให้เจริญก้าวหน้า จากเกาะเล็กๆ ที่ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติ สิงคโปร์กลายเป็นศูนย์กลางการเงินละการค้าที่สำคัญของโลก ภายใต้การนำของลีกวนยู ซึ่งเป็นคนเชื้อสายจีนแต้จิ๋ว สิงคโปร์พัฒนาเป็นประเทศที่มั่งคั่งและทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

ในสหรัฐอเมริกา ชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียโดยเฉพาะชาวจีนกลายเป็นกลุ่มที่ประสบความสำเร็จทางการศึกษาและอาชีพสูง ในศตวรรษที่ 20 และ 21 ชาวจีนและลูกหลานมีบทบาทสำคัญในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การแพทย์ และธุรกิจ ในซิลิคอนวัลเลย์ ชาวจีนและชาวเอเชียเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทเทคโนโลยีจำนวนมาก มีบทบาทสำคัญในการพัฒนานวัตกรรมทางเทคโนโลยี

การอพยพในยุคปัจจุบัน

การอพยพของชาวจีนในพุทธศตวรรษที่ 26 มีลักษณะแตกต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิง       ชาวจีนในปัจจุบันไม่ได้อพยพเพราะความอดอยากหรือสงคราม แต่เพื่อแสวงหาโอกาสที่ดีกว่าทางการศึกษา อาชีพ และคุณภาพชีวิต ผู้อพยพส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลางที่มีการศึกษาดี มีทักษะและความเชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ

นักเรียนจีนเป็นกลุ่มนักเรียนต่างชาติที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอังกฤษ สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย  ไทย และประเทศตะวันตกอื่นๆ พวกเขาเรียนในระดับมัธยมศึกษา ปริญญาตรี และบัณฑิตศึกษา โดยเฉพาะในสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ หลายคนเลือกอยู่ต่อหลังเรียนจบและทำงานในประเทศเหล่านั้น

นักธุรกิจและนักลงทุนจีนเดินทางไปทั่วโลกเพื่อทำธุรกิจและลงทุน พวกเขาซื้ออสังหาริมทรัพย์ในเมืองใหญ่ ลงทุนในบริษัทต่างประเทศ และขยายธุรกิจไปทั่วโลก การเติบโตของชนชั้นกลางในจีนทำให้มีความต้องการสินค้าและบริการจากต่างประเทศสูงขึ้น นักท่องเที่ยวจีนกลายเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดและมีกำลังซื้อสูงที่สุดในโลก

นอกจากนี้ยังมีการอพยพของผู้มีทรัพย์สินมั่งคั่งที่ต้องการย้ายทรัพย์สินออกนอกจีนเพื่อความปลอดภัยและหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทางการเมือง พวกเขาลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจ และขอสัญชาติหรือถ่ายทะเบียนถาวรในประเทศที่มีเสถียรภาพทางการเมือง เช่น แคนาดา ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา และสิงคโปร์

การอพยพของคนรวยจีนทำให้เกิดปัญหาการไหลออกของทุนและสมอง จีนเสียทั้งเงินและคนที่มีความสามารถไปให้ประเทศอื่น รัฐบาลจีนพยายามควบคุมการไหลออกของทุนและมีมาตรการกระตุ้นให้คนเก่งกลับมาพัฒนาประเทศ แต่หลายคนก็ยังเลือกที่จะอยู่ต่างประเทศเพราะเสรีภาพ คุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อมที่ดีกว่า

โดย อาทร  จันทวิมล

ขอบคุณภาพจาก www.silpa-mag.com 

‘ชัยภูมิ วินด์ฟาร์ม’ ในกลุ่มเอ็กโก คว้ารางวัล ‘องค์การที่มีกิจกรรมทางสังคมดีเด่น ปี 2568’ จาก พม.

‘ชัยภูมิ วินด์ฟาร์ม’ ในกลุ่มเอ็กโก คว้ารางวัล ‘องค์การที่มีกิจกรรมทางสังคมดีเด่น ปี 2568’ จาก พม.

‘ชัยภูมิ วินด์ฟาร์ม’ ในกลุ่มเอ็กโก คว้ารางวัล ‘องค์การที่มีกิจกรรมทางสังคมดีเด่น ปี 2568’ จาก พม.

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.25 น.

โรงไฟฟ้าพลังงานลม “ชัยภูมิ วินด์ฟาร์ม” ในกลุ่มเอ็กโก รับโล่เกียรติคุณ “องค์การที่มีกิจกรรมทางสังคมดีเด่น ประเภทองค์กรธุรกิจ ประจำปี 2568” ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนรายแรกของจังหวัดชัยภูมิที่ได้รับรางวัลนี้  ในพิธีมอบโล่อาสาสมัครดีเด่นและองค์การที่มีกิจกรรมทางสังคมดีเด่น เนื่องในงานวันสังคมสงเคราะห์แห่งชาติและวันอาสาสมัครไทย ประจำปี 2568 ซึ่งจัดโดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ รางวัลดังกล่าวสะท้อนถึงการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าชัยภูมิ  วินด์ฟาร์ม ในฐานะเพื่อนบ้านที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นอย่างรอบด้านและเป็นรูปธรรม จนได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย

วิชาญ ศรีไพโรจน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สายบริหารโรงไฟฟ้า บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group กล่าวว่า โรงไฟฟ้าชัยภูมิ วินด์ฟาร์ม ตั้งอยู่ที่อำเภอซับใหญ่ จังหวัดชัยภูมิ ซึ่ง EGCO Group ถือหุ้น 100% เริ่มจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ปี 2559 ได้ดำเนินงานด้านการพัฒนาชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้านและเป็นรูปธรรม จนเป็นที่ยอมรับในท้องถิ่น และได้รับคัดเลือกจากสำ นักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดชัยภูมิ ให้เป็นตัวแทนเข้ารับการพิจารณารางวัล “องค์การที่มีกิจกรรมทางสังคมดีเด่น” ในระดับประเทศ โดยโรงไฟฟ้าชัยภูมิ วินด์ฟาร์ม เป็นบริษัทเอกชนรายแรกของจังหวัดชัยภูมิที่ได้รับรางวัลดังกล่าว ซึ่งสร้างความภาคภูมิใจให้ทั้งระดับจังหวัดและระดับองค์กร

โรงไฟฟ้าชัยภูมิ วินด์ฟาร์ม มุ่งดำเนินภารกิจผลิตพลังงานสะอาด เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและร่วมขับเคลื่อนเป้าหมายสังคมคาร์บอนต่ำของประเทศ ควบคู่กับการเป็นเพื่อนบ้านที่อยู่ร่วมกับชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างเกื้อกูล ด้วยนโยบายการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้าให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น การปลูกฝังและส่งเสริมให้พนักงานมีความรับผิดชอบต่อสังคม การเผยแพร่ผลการดำเนินงานต่อชุมชนและสาธารณชนอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และแบ่งปันประสบการณ์กับหน่วยงานอื่น เพื่อพัฒนาสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยมีโครงการและกิจกรรม CSR ที่โดดเด่น ได้แก่

ปรับปรุงถนนจากดินลูกรังเป็นหินคลุกบดอัด เพื่อให้ชุมชนเดินทางได้สะ ดวกปลอดภัย และสามารถขนส่งสินค้าการเกษตรได้สะดวกมากขึ้น

ประสานขยายแนวเขตไฟฟ้าเพื่อให้ทุกครัวเรือนเข้าถึงไฟฟ้าได้

ร่วมก่อสร้างฝายชะลอน้ำและพัฒนาระบบประปาหมู่บ้าน เพื่อให้ชุมชนมีน้ำใช้อย่างเพียงพอ

ช่วยพัฒนาการทำการเกษตรในพื้นที่ จากพืชเชิงเดี่ยวเป็นพืชผสม เพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนให้ชุมชน

ร่วมพัฒนาชุมชนและสังคม ผ่านการจ้างงานบุคลากรในท้องถิ่น การส่งเสริมด้านการศึกษาให้เยาวชน

การสนับสนุนทักษะอาชีพ ตลอดจนการดูแลสุขอนามัยของคนในชุมชน

จุฬาฯ – กระทรวงกลาโหม ผนึกกำลังยกระดับความมั่นคงด้วยความรู้ พัฒนาการศึกษา เสริมศักยภาพบุคลากรและกำลังพลเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

จุฬาฯ - กระทรวงกลาโหม ผนึกกำลังยกระดับความมั่นคงด้วยความรู้ พัฒนาการศึกษา เสริมศักยภาพบุคลากรและกำลังพลเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

จุฬาฯ – กระทรวงกลาโหม ผนึกกำลังยกระดับความมั่นคงด้วยความรู้ พัฒนาการศึกษา เสริมศักยภาพบุคลากรและกำลังพลเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.08 น.

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมมือ กระทรวงกลาโหม ลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อยกระดับการศึกษา การวิจัย และนวัตกรรมด้านความมั่นคง พร้อมเสริมศักยภาพบุคลากรและกำลังพลผ่านหลักสูตรฝึกอบรมและการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่ออนาคตที่มั่นคงและยั่งยืนของประเทศ

พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการ ระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและกระทรวงกลาโหม จัดขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ 3 พฤศจิ กายน 2568 ณ ห้อง 111 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์  โดยมี พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระ ทรวงกลาโหม เป็นสักขีพยานและแถลงถึงความร่วมมือในการส่งเสริมพัฒนาการศึกษาของบุคลากรและกำลังพลกระทรวง กลาโหม

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ และ พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นผู้ลงนามบันทึกความเข้าใจ พร้อมด้วย รศ. ดร.ธิติ บวรรัตนารักษ์ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาฯ ศ.ดร.สถิรกร พงศ์พานิช  ผู้ช่วยอธิการบดี จุฬาฯ พล.อ. ชิดชนก นุชฉายา เสนา ธิการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย พล.อ. ชัยพฤกษ์  ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก กองทัพบก พล.ร.อ. ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ กองทัพเรือ และ พล.อ.อ.ศเอก อนุรักษ์ รมณารักษ์ เสนาธิการทหารอากาศ กองทัพอากาศ ร่วมลงนามบันทึกความเข้า ใจในฐานะพยาน เเละมี พล.อ อัฐพงศ์ พิชญาภรณ์ เจ้ากรมเสมียนตรา เเละ พล.อ. สิทธา มหาสันทนะ ผู้บัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ร่วมเป็นเกียรติในพิธีความร่วมมือในครั้งนี้เกิดขึ้นจากเจตนารมณ์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและกระทรวงกลาโหม ตระหนักถึงความสำ คัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านความมั่นคง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเสริมสร้างศักยภาพของประเทศในทุกมิติ ทั้งสองหน่วยงานจึงได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อบูรณาการองค์ความรู้ด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้ากับภารกิจด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศ ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งเน้นการยกระดับทักษะและสมรรถนะของบุคลากรและกำลังพลผ่านการจัดหลักสูตร ฝึกอบรม และการวิจัยร่วม เพื่อให้เกิดการพัฒนาเชิงบูรณาการทั้งในเชิงวิชาการและการปฏิบัติจริง นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังมุ่งสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการระหว่างสถาบันและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันให้เกิดนวัตกรรมด้านความมั่นคงอย่างเป็นรูปธรรม อันจะนำไปสู่การพัฒนากองทัพและประเทศชาติอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวถึงโครงการความร่วมมือระหว่างกระทรวงกลาโหมและจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในครั้งว่าเพื่อยกระ ดับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านความมั่นคงของชาติเพราะความมั่นคงของชาติเริ่มจากความมั่นคงของคน และคนในชาติคือทหารที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ วันนี้จุฬาฯ พร้อมร่วมเสริมทัพด้วยองค์ความรู้จากทุกศาสตร์ เพื่อให้ทหารทุกระดับมีโอกาสเรียนรู้และพัฒนาตนเองในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ โดยภายใต้ความร่วมมือนี้จุฬาฯ ได้ออกแบบหลักสูตรการเรียนรู้ที่หลากหลายทั้งรูปแบบออนไลน์และออนไซต์ เพื่อเปิดโอกาสให้ทหารกองประจำการกว่า 90,000 – 100,000 นายทั่วประเทศ ได้รับการพัฒนาในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญ ญาประดิษฐ์ (AI) การบริหารจัดการและเศรษฐศาสตร์ การสื่อสาร การพัฒนาบุคลิกภาพและภาวะผู้นำ รวมถึงความรู้ด้านสุขภาพและการปฐม พยาบาลเบื้องต้น  เพื่อสร้างโอกาสชีวิตใหม่ให้ทุกคน เมื่อปลดประจำการออกไปจะมีความรู้ มีทักษะ และมีใบรับรองคุณวุฒิที่สามารถต่อยอดสู่อาชีพและชีวิตที่มั่นคงได้ ทั้งนี้ความร่วมมือในครั้งนี้คือการเสริมทัพด้วยปัญญาและนวัตกรรม เพื่อให้กองทัพไทยก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่           

พล.อ.สิทธา มหาสันทนะ ผู้บัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับระบบการบริหารจัดการทางการศึกษาของกองทัพให้มีมาตรฐานและมีความทันสมัยยิ่งขึ้น ซึ่งจุฬาฯ เป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศ จะเป็นที่ปรึกษาและต้นแบบในการจัดการเรียนรู้ของสถาบันทหาร ในอดีตการศึกษาของเรามุ่งเน้นเฉพาะด้านการรบ แต่วันนี้โลกเปลี่ยนไป เทคโนโล ยีและองค์ความรู้ทางพลเรือนมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการทหาร การได้เรียนรู้จากจุฬาฯ ทั้งด้านเศรษฐศาสตร์ กฎหมาย วิศวกรรม และเทค โนโลยี จะช่วยให้เราสามารถพัฒนาแผนยุทธศาสตร์และการปฏิบัติการได้อย่างรอบด้านมากขึ้น ความรู้ด้านนวัตกรรมและปัญญาประดิษฐ์จากจุฬาฯ จะช่วยให้กองทัพมีศักยภาพในการวิเคราะห์ข้อมูล การวางแผนเชิงกลยุทธ์ และการรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ได้อย่างมีประสิทธิ ภาพ โครงการความร่วมมือระหว่างกระทรวงกลาโหมและจุฬาฯ จึงไม่ใช่เพียงการฝึกอบรมเชิงวิชาการแต่เป็นการยกระดับแนวคิดด้านความมั่น คงให้ก้าวพ้นจากการมองเพียงมิติทางทหาร สู่การสร้างพลังความมั่นคงทางปัญญาที่หล่อหลอมคน สังคม และประเทศให้แข็งแกร่งไปพร้อม กัน

ศ.ดร.สถิรกร พงศ์พานิช ผู้ช่วยอธิการบดี จุฬาฯ กล่าวว่า จุฬาฯ และกระทรวงกลาโหมจะร่วมมือกันในการพัฒนาหลักสูตรเพื่อเสริมศักยภาพบุคลากรและกำลังพลทุกระดับของกระทรวงฯ ให้เท่าทันโลกดิจิทัล ผ่านแพลตฟอร์ม Chula MOOC ครอบคลุม 4 ด้านหลัก ได้แก่ เทคโนโลยีดิจิทัล นวัตกรรมและอาชีพยุคใหม่ อุตสาหกรรมเฉพาะทาง และสุขภาพ โดยมุ่งเน้นการเรียนรู้ที่นำไปใช้ได้จริงในภารกิจของกองทัพและการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน พร้อมบูรณาการองค์ความรู้และการวิจัยเพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพสำหรับกำลังพลของชาติ

‘ในหลวง-พระราชินี’ ทอดพระเนตร โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ตอน “สัตยาพาลี” รอบปฐมทัศน์ รักษา สืบสาน ต่อยอด งานนาฏศิลป์ชั้นสูง พระราชปณิธานแห่ง “พระพันปีหลวง”

‘ในหลวง-พระราชินี’ ทอดพระเนตร โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ตอน “สัตยาพาลี” รอบปฐมทัศน์  รักษา สืบสาน  ต่อยอด งานนาฏศิลป์ชั้นสูง พระราชปณิธานแห่ง “พระพันปีหลวง”

‘ในหลวง-พระราชินี’ ทอดพระเนตร โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ตอน “สัตยาพาลี” รอบปฐมทัศน์ รักษา สืบสาน ต่อยอด งานนาฏศิลป์ชั้นสูง พระราชปณิธานแห่ง “พระพันปีหลวง”

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.04 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตร การแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เรื่อง รามเกียรติ์ ตอน “สัตยาพาลี” ซึ่งจัดขึ้นเพื่อ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงส่งเสริมและสนับสนุนการแสดงโขน เพื่อสืบทอด ธำรงนาฏศิลป์อันทรงคุณค่าของชาติให้คงอยู่คู่สังคมไทยสืบไป โดยมีคณะกรรมการมูลนิธิฯ เฝ้าฯรับเสด็จ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน 2568  เวลา 19.33 น. ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตร โขนรอบปฐมทัศน์ 

วีดิทัศน์เผยถึงพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  ผู้พระราชทานกำเนิด “โขนมูลนิธส่งเสริมศิลปาชีพฯ”

ผู้แสดงองคต 3 วัย เข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายสูจิบัตร

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จทอดพระเนตรการแสดงโขนเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 รอบเวลา 19.00 น.

การนี้เมื่อเสด็จฯเข้าหอประชุมใหญ่ พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ผู้ ธนวพรรษ โตกระโทก ผู้แสดงองคต เข้าเฝ้า ฯ ทูลเกล้า ฯ ถวายสูจิบัตรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ ด.ช.รพี สิทธิชัย ผู้แสดงองคตกุมาร เข้าเฝ้า ฯ ทูลเกล้า ฯ ถวายสูจิบัตร แด่สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี  และ พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล รองประธานกรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประธานกรรมการอำนวยการ โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ กราบบังคมทูลถวายรายงานวัตถุประสงค์ ของการจัดการแสดงโขนรอบปฐมทัศน์ พร้อมทั้งกราบบังคมทูลเชิญทอดพระเนตรการแสดงรำหน้าพาทย์ถวาย โดยคณะครูอาวุโส ทอดพระเนตรการแสดงรำอาศิรวาทรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ ทอดพระเนตรวีดิทัศน์เบื้องหลังการจัดการแสดงโขนรอบปฐมทัศน์ และทอดพระเนตรการแสดง  เมื่อจบการแสดง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พล.อ.ท. ภักดี แสง-ชูโต กราบบังคมทูลเบิกผู้แทนคณะทำงาน และนักแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เข้าเฝ้า ฯ รับพระราชทานช่อดอกไม้ ตามลำดับ

การแสดงรำอาศิรวาทรำลึกพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน “สัตยาพาลี” จับตอนตั้งแต่ทศกัณฐ์แปลงกายเป็นปูยักษ์หมายทำลายพิธีโสกันต์องคตกุมาร แต่พาลีผู้ได้พรจากพระอิศวรปราบได้ ต่อมาเกิดเหตุการณ์ทรพีบุตรทรพาโอหังไม่กตัญญูจนถูกพาลีฆ่าตายในถ้ำ  ทำให้พาลีกับสุครีพ น้องชายเข้าใจผิดแตกกัน สุครีพจึงไปพึ่งพระรามและร่วมต่อสู้จนพาลีต้องยอมมรณภาพโดยฝากฝังบ้านเมืองไว้กับพระราม เรื่องราวดำเนินต่อด้วยทศกัณฐ์ให้นางมณโฑหุงน้ำทิพย์ชุบชีวิตพลยักษ์ แต่พระรามส่งหนุมานและเหล่าวานรไปทำลายพิธีได้สำเร็จ ก่อนที่กองทัพอธรรมจะพ่ายแพ้และทศกัณฐ์ต้องถอยทัพในที่สุด

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระราชเสาวนีย์ ว่า “ไม่มีใครดูแม่จะดูเอง” นำไปสู่การจัดแสดงโขนหน้าพระที่นั่งตามภูมิภาคต่างๆ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ฟื้นฟูจัดสร้างเครื่องแต่งกาย ศิราภรณ์ หัวโขน และเครื่องประดับทุกชนิดของโขนขึ้นมาใหม่อย่างสวยงาม ปรับปรุงวิธีการแต่งหน้าโขน ให้สวยงามเหมาะสมกับการแสดงบนเวทีสมัยใหม่ ส่งเสริมนักเรียนและนักศึกษาผู้ใฝ่ใจในการแสดงโขนให้มีความรู้ความสามารถยิ่งขึ้น  ก่อให้เกิดช่างฝีมือรุ่นใหม่ขึ้นเป็นจำนวนมาก ทั้งช่างทำหัวโขน ช่างทอผ้า ช่างปักสะดึงกรึงไหม ช่างเงิน ช่างทอง ช่างแกะสลัก ช่างเขียน และช่างแต่งหน้าโขน ผู้มีความเข้าใจในศิลปะและจารีตนิยมของโขนอย่างถ่องแท้และส่งเสริมให้ครูผู้เชี่ยวชาญโขน ฝึกฝนเยาวชนรุ่นใหม่ขึ้นมา เพื่อสืบทอดการแสดงโขนต่อไป

นับเป็นความโชคดีของคนไทยและประเทศไทย ในปี 2562 “โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ” ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในการสืบสาน รักษา และต่อยอด ทรงส่งเสริมและสนับสนุนการแสดงโขนอย่างเอาพระทัยใส่ทุกมิติ เพื่อสืบทอดมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติให้มีผู้สืบทอดต่อไป โดยได้เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ รอบปฐมทัศน์เป็นประจำทุกปี

พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล รอง ปธ.กก.และเลขาธิการ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ปธ.กก.อำนวยการ โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ, อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี, ประสพ เรียงเงิน ปลัด วธ., นฤมล ล้อมทอง กก.มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ , ธนนนท์ นิรามิษ ภริยานายกรัฐมนตรี และ ยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เฝ้ารับเสด็จฯ

การแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เรื่อง รามเกียรติ์ ตอน “สัตยาพาลี” จะจัดแสดงขึ้นใน วันที่ 6 พฤศจิกายน –8 ธันวาคม 2568 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศ บัตรราคา 2,000 บาท, 1,800 บาท, 1,000 บาท, 800 บาทและ 600 บาท (รอบนักเรียน ราคา 200 บาท) จำหน่ายบัตรแล้ววันนี้ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ โทร. 0-2262-3456 www.thaiticketmajor.com

นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล-ธนนนท์ นิรามิษ

คณะรัฐมนตรี : รมว.พม. อัครา พรหมเผ่า, รมว.พาณิชย์ ศุภจี สุธรรมพันธุ์, รองนายกฯ และรมว.คลัง เอกนิติ-ร้อยแก้ว นิติทัณฑ์ประภาส,รมว.พลังงาน อรรถพล – วรทิพย์ ฤกษ์พิบุลย์, รมต.ประจำสำนักนายกฯ ศุภมาส อิศรภักดี, รมช.มท.ทรงศักดิ์ ทองศรี, รมว.ศธ. นฤมล -ภิญโญสินวัฒน์

ลิปิการ์ กำลังชัย  รองอธิบดี สวธ.,ประสพ เรียงเงิน ปลัด วธ.,ยุถิกา  อิศรางกูร ณ อยุธยา  อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม และ  วราพรรณ ชัยชนะศิริ รองอธิบดี สวธ.

แม่ทัพภาคที่ 4 พล.ท.นรธิป – พ.ท.หญิง ปาริชาติ โพยนอก และ แม่ทัพภาคที่ 3 พล.ท.วรเทพ – อิสรีย์ บุญญะ

ท่านผู้หญิงสุวรรณี พัฒน์พงศ์พานิช พร้อมด้วยบุตรสาว  ศุภวาณี พัฒน์พงศ์พานิช ,สุพัชนา-ชนะ อัษฎาธร และ ศ.พิเศษ สุรเกียรติ์ เสถียรไทย,ม.ล.ปิยาภัสร์ ภิรมย์ภักดี  และ ม.ล.ชโยทิต กฤดากร

ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล-อัมพร ดิศกุล ณ อยุธยา และบุตร วรดิศ ดิศกุล ณ อยุธยา

ศ.กิตติคุณ พญ.คุณหญิงกอบจิตต์ ลิมปพยอม , พญ.เจรียง จันทรกมล กับบุตร นพ.พณะ จันทรกมล และ อนุษฐา เชาว์วิศิษฐ์

สารัชถ์ – นลินี รัตนาวะดี

ศุภชัย – บุษดี เจียรวนนท์

วุฒา ภิรมย์ภักดี กับบุตรสาว-เขย ณัฐวรรณ – ฉัตรชัย ทีปสุวรรณ

สุรพล เศวตเศรนี, ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส สุวรรณเวลา, ม.ร.ว.เบญจาภา ไกรฤกษ์,ศ.พญ.คุณหญิงนิตยา สุวรรณเวลา และ  ดนุชา สินธวานนท์

คุณหญิงปราณี วรรธนะกุล,ท่านผู้หญิงภรณี ล่ำซำ,คุณหญิงทิพยวดี ปราโมช ณ อยุธยา

สนั่น-คุณหญิงณัฐิกา อังอุบลกุล,จรรย์สมร วัธนเวคิน,พนิดา เทพกาญจนา

มุกดา เอื้อวัฒนะสกุล จิราธิวัฒน์,รัตนา นรพัลลภ พร้อมด้วย ลูกๆ หลานๆ

ดร.คุรุจิต นาครทรรพ,  ม.ล.ประทิ่นทิพย์ นาครทรรพ, ประภาพรรณ เทวกุล ณ อยุธยา-ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล

สุทธิพงษ์ จุลเจริญ – วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ , เกษร – อิทธิพร แก้วทิพย์ อัยการสูงสุด

ท่านผู้หญิงสุจิตคุณ สารสิน และบุตรี กิติยา สารสิน

คุณหญิงจิตตระการ ทองใหญ่ ณ อยุธยา และบุตรี ม.ล.สวรรณศิริ ทองใหญ่

ม.ล.รจนาธร ณ สงขลา,คุณหญิงกัญญา หงส์ลดารมภ์ ,คุณหญิงสุชาดา ศรีเพ็ญ และปาณิสรา เที่ยงธรรม

หม่อมกมลา ยุคลฯ พร้อมบุตรชาย ม.ร.ว.เฉลิมชาตรี ยุคล และ กุญชนิตา กุญชร ณ อยุธยา

อวิรุทธ์ และคุณแม่ นรี ชาญชัยกิตติกร

จิตภัสร์ กฤดากร, ม.ล.ปิยาภัสร์ ภิรมย์ภักดี และ กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร

ที่ปรึกษา รมว.ต่างประเทศ  จักร-กมลรัตน์ บุญ-หลวง และ เปาโล ดีโอนีซี เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิตาลีประจำประเทศไทย

ศ.นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล และ ศ.เกียรติคุณ นพ. รัชตะ รัชตะนาวิน

เอมอร – อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา

สุวัฒน์-เดือนอนงค์ เหล่าภารดรชัย และ ปิ่นทิพย์-พิเชฐ บูรณสถิตพร

รศ.พญ.วรพรรณ-อัคคพล เสนาณรงค์

ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี, ภารไดย สุวรรณรัฐ และ ดร.เสรี วงศ์มณฑา

พรพิชิต พัฒนถาบุตร, ธงไชย แมคอินไตย์ และ นฤมล ล้อมทอง
 

อรนภา กฤษฎี, ดร.ชัชพล ไชยพร และ เชื้อพร รังควร

ปรีชา – สายสม วงศาสุลักษณ์

นักแสดงชื่อดัง อาทิ ยุทธนา ลอพันธุ์ไพบูลย์, ชุดาภา จันทเขต, สุธีศักดิ์ ภักดีเทวา, ปริศนา กล่ำพินิจ, ดวงตา ตุงคมณี, ทัศนวรรณ เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา และ ธนากร โปษยานนท์

นิติพงษ์-รุ่งฤดี ห่อนาค

อรุโนชา ภานุพันธุ์-อัครวุฒิ สุวรรณประกร

น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ไอคอนสยาม ร่วมสืบสานพระราชปณิธานและประเพณีลอยกระทงอันงดงาม

น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ไอคอนสยาม ร่วมสืบสานพระราชปณิธานและประเพณีลอยกระทงอันงดงาม

น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ไอคอนสยาม ร่วมสืบสานพระราชปณิธานและประเพณีลอยกระทงอันงดงาม

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณแห่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และร่วมสืบสานประเพณีลอยกระทง อนุรักษ์วัฒนธรรมอันทรงคุณค่าบนผืนน้ำเจ้าพระยา สายน้ำแห่งชีวิตของชาวไทย ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ร่วมกับ กระทรวงวัฒนธรรม, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, กรมเจ้าท่า, กรุงเทพมหานคร, หอการค้าไทยและสภาหอการค้าไทย, สมาคมการค้าธุรกิจในแม่น้ำเจ้าพระยา, บริษัท คาร์มาร์ท จำกัด (มหาชน), บริษัท แฟร์เท็กซ์ อีควิปเม้นท์ จำกัด และเมืองสุขสยาม จัดงาน ICONSIAM THAICONIC LOY KRATHONG 2025 ร้อยใจไทย รักษ์สายธารเจ้าพระยา ในวันพุธที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ณ ริเวอร์ พาร์ค ไอคอนสยาม

นิทรรศการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ

ชมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติแสดงพระราชกรณียกิจรอบด้าน ที่ทรงอุทิศพระวรกายเพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทยอย่างยั่งยืน และร่วมชื่นชมความงดงามของ “ชุดไทยพระราชนิยม” ที่ถ่ายทอดพระวิสัยทัศน์ในการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทยนำโดยฟรีน สโรชา ชมการแสดงโขนรามเกียรติ์ “ชุดนางลอย” ถ่ายทอดศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทยอย่างวิจิตร และชมการแสดงลิเก โดย ศรรามน้ำเพชร ถ่ายทอดศิลปะพื้นบ้านไทยอย่างสง่างาม เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณแห่งสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง  

สืบสานประเพณีลอยกระทง มรดกทางวัฒนธรรมของไทย

เทศกาลลอยกระทง ซึ่งตรงกับวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ไอคอนสยาม คงไว้ซึ่งคุณค่าความงดงามของประเพณีไทย ขอเชิญชวนชาวไทยและชาวต่างชาติ แต่งกายด้วยชุดไทยหรือชุดโทนสีสุภาพ ร่วมลอยกระทงด้วยวัสดุจากธรรมชาติบน รางลอยกระทง ที่เป็นเอกลักษณ์ของงานที่ไอคอนสยาม ด้วยความโดดเด่นที่ตอบโจทย์ทุกคนให้สามารถลอยกระทงได้อย่างสะดวกและปลอดภัย พร้อมสัมผัสวัฒนธรรมอันงดงามของประเพณีลอยกระทง 5 พื้นที่เอกลักษณ์ ได้แก่ กระทงยี่เป็งจากจังหวัดเชียงใหม่ เส็งประทีปจากจังหวัดร้อยเอ็ด   กระทงสายจากจังหวัดตาก โคมชักโคมแขวนจากจังหวัดสุโขทัย และกระทงกาบกล้วยจากจังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งสร้างสรรค์กระทงจากขวดพลาสติกและแก้วพลาสติกรีไซเคิล

เมืองสุขสยาม ไอคอนสยาม ร่วมสืบสานประเพณีลอยกระทง

สำหรับเมืองสุขสยาม ร่วมสืบสานประเพณีลอยกระทง เปิดพื้นที่บริเวณบ่อน้ำภาคใต้ให้ประชาชนสามารถ    ลอยกระทงในบ่อลอยรักษ์โลก พร้อมรับชมการแสดงทางวัฒนธรรม ร่วมกิจกรรมเวิร์กช็อปปั้นกระทงจิ๋วด้วยดินไทย ชิม ช็อปกับร้านค้าชุมชนรู้รักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคมประเทศไทย และอิ่มอร่อยไปกับเมนูพิเศษจากน้ำปลาตราปลาหมึก โดยกิจกรรมจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม – 10 พฤศจิกายน 2568 โดยมีผู้สนับสนุนการสืบสาน ประเพณีไทย บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน), ธนาคารกสิกรไทย และบริษัท โรงงานน้ำปลาไทย (ตราปลาหมึก) จำกัด

ติดตั้งทุ่นเพื่อการเก็บกระทงอย่างเป็นระบบและยั่งยืน 

ไอคอนสยาม ยังคงนโยบายในการดำรงรักษาแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างยั่งยืน โดยได้ร่วมกับสำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร ในการเก็บกระทงอย่างเป็นระบบ และมีการติดตั้งทุ่นเพื่อกันกระทงไหลออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ที่สำคัญยังได้ เตรียมความพร้อมในการเก็บกระทงในแม่น้ำเจ้าพระยาภายหลังจากจบเทศกาล โดยกระทงที่ทำจากวัสดุธรรมชาติและกระทงที่ย่อยสลายได้ จะนำไปบดย่อยแล้วส่งไปทำปุ๋ยหมักที่ศูนย์กำจัดมูลฝอยหนองแขม เพื่อร่วมสืบสานประเพณีในการขอขมาสายน้ำและดำรงรักษาแม่น้ำเจ้าพระยาให้งดงามอย่างยั่งยืนต่อไป

UNHCR ผนึกกำลังภาคเอกชนยุติภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติครั้งประวัติศาสตร์ของไทย

UNHCR ผนึกกำลังภาคเอกชนยุติภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติครั้งประวัติศาสตร์ของไทย

UNHCR ผนึกกำลังภาคเอกชนยุติภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติครั้งประวัติศาสตร์ของไทย

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) และ บริษัท เมดิเอเตอร์ จำกัด ซึ่งเชี่ยวชาญการพัฒนาธุรกิจระหว่างไทยและญี่ปุ่น ร่วมจัดงาน “การสนับสนุนจากภาคเอกชนเพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การยุติภาวะไร้รัฐ ไร้สัญชาติ” ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ (UNCC) กรุงเทพฯ วัตถุประสงค์ของงานในครั้งนี้คือการรณรงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้และระดมทุนให้กับโครงการเพื่อช่วยเหลือคนไร้รัฐไร้สัญชาติของ UNHCR ซึ่งสนับสนุนความพยายามครั้งประวัติศาสตร์ของรัฐบาลไทยในการยุติภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติในประเทศไทย การประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมกว่า 70 คน จากภาคธุรกิจทั้งไทยและญี่ปุ่น โดยมี นาวีน อัลเบิร์ต รองผู้แทนข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย (UNHCR) กล่าวต้อนรับ

กันตธร วรรณวสุ

ในงานได้รับเกียรติจากผู้บริหารของบริษัท ยูนิโคล่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวปาฐกถาพิเศษเกี่ยวกับนโยบายด้านความยั่งยืน และมีช่วงเสวนากับผู้แทนรัฐบาลไทย ภาคประชาสังคม และอดีตบุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติ เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์และความร่วมมือในการทำงาน โดยไฮไลต์ของงานคือการเปิดตัว “กองทุนไทย-ญี่ปุ่นเพื่อบุคคลไร้รัฐ ไร้สัญชาติ” หรือ “Thai-Japanese Statelessness Fund” เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมและสนับสนุนภารกิจในการยุติภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติในประเทศไทย

ประเทศไทย เป็นหนึ่งในประเทศที่มีประชากรไร้รัฐไร้สัญชาติมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยมีผู้ได้รับการจดทะเบียนเป็นบุคคล ไร้รัฐไร้สัญชาติอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลไทยกว่า 600,000 คน พวกเขาเผชิญกับความท้าทายอย่างมากในการเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุข การศึกษาระดับสูง เสรีภาพในการเดินทาง และโอกาสการจ้างงาน ภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติไม่เพียงแต่เป็นประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนเท่านั้น แต่ยังเป็นความท้าทายด้านการพัฒนาต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันระดับโลกของประเทศไทยรวมถึงภาพลักษณ์ของภาคธุรกิจในเวทีโลก 

ประเทศไทย ในฐานะสมาชิกของพันธมิตรสากลเพื่อยุติภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติ (Global Alliance to End Statelessness) เป็นผู้นำระดับโลกและระดับภูมิภาคในการแก้ไขภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติ UNHCR ซึ่งเป็นหน่วยงานผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติที่ได้รับมอบหมายจากสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติให้ป้องกันและลดภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติ โดยทำงานอย่างใกล้ชิดกับรัฐบาลไทยและภาคประชาสังคมในการช่วยเหลือบุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติให้ได้รับสัญชาติและสถานะเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย (ถิ่นที่อยู่ถาวร) และเป็นพลเมืองที่มีศักยภาพสูงสุด

พิธีเปิดตัวกองทุน “Thai – Japanese Statelessness Fund”

“ประเทศไทยเป็นผู้นำระดับภูมิภาคและระดับโลกในการยุติภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติ” นีวีน อัลเบิร์ต รองผู้แทนข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย กล่าว “การเปิดตัวกองทุนไทย-ญี่ปุ่นเพื่อบุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติ แสดงให้เห็นถึงแนวทาง การดำเนินงานแบบองค์รวมที่ทุกภาคส่วนของสังคมมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ซึ่งจำเป็นต่อการยุติภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติของประเทศ”

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567 รัฐบาลไทยได้มีมติคณะรัฐมนตรีเพื่อเร่งรัดกระบวนการให้สัญชาติและสถานะเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย (ถิ่นที่อยู่ถาวร) ให้กับคนไร้รัฐไร้สัญชาติจำนวน 480,000 คน การสนับสนุนจากภาคเอกชนจะช่วยให้มั่นใจได้ว่า การทำงานที่สำคัญเช่นนี้สามารถเข้าถึงประชากรไร้รัฐไร้สัญชาติ แม้ในพื้นที่ห่างไกลที่สุดของประเทศไทย และผู้ที่ประสบปัญหาเหล่านี้จะได้รับความช่วยเหลือในกระบวนการที่เกี่ยวข้องและเข้าถึงสิทธิของพวกเขา

“เราทำงานร่วมกับภาคธุรกิจของญี่ปุ่นที่ดำเนินงานในประเทศไทยมานานกว่า 15 ปี”  กันตธร วรรณวสุ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมดิเอเตอร์ จำกัด กล่าว “เราได้เห็นความสนใจของภาคธุรกิจญี่ปุ่นในการสนับสนุนงานด้านมนุษยธรรมในประเทศไทย โดยปัญหาภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศไทย ดังนั้นเราจึงอาสาเข้ามาช่วยเชื่อมโยงภาคธุรกิจไทยและญี่ปุ่นให้มีส่วนร่วมในการแก้ไขภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติในประเทศไทย”

นาวีน อัลเบิร์ต

กองทุนไทย-ญี่ปุ่นเพื่อบุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติ เปิดรับการสนับสนุนตั้งแต่วันนี้ เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติ และระดมการสนับสนุนจากภาคเอกชนในประเทศไทย เพื่อผลักดัน ส่งเสริม และแก้ปัญหาดังกล่าว กองทุนนี้จะนำไปช่วยเหลือบุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติในกระบวนการทางกฎหมายเพื่อขอสัญชาติและสถานะเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย (ถิ่นที่อยู่ถาวร) ซึ่งในทางกลับกันจะช่วยเสริมสร้างเศรษฐกิจและประเทศไทย รวมทั้งร่วมส่งเสริมเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน(Sustainable Development Goals (SDGs)) โดยมีเป้าหมายในการระดมทุนจำนวน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 33 ล้านบาท เพื่อให้การช่วยเหลือบุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติจำนวนประมาณ 40,000 คน

ภาคเอกชนที่สนใจร่วมเป็นพันธมิตรเพื่อการดำเนินการร่วมกับ UNHCR สามารถสอบถามรายละเอียดที่ คุณอมรศรี พัฒนศิษฎางกูร (แอน) ผู้จัดการฝ่ายส่งเสริมความร่วมมือภาคเอกชน UNHCR ประเทศไทย โทร. 063-270-9334

คุณแหน: 4 พฤศจิกายน 2568

คุณแหน: 4 พฤศจิกายน 2568

คุณแหน: 4 พฤศจิกายน 2568

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • บารอนเนส เกาะจอทีวีดูการถ่ายทอดสดจากกรุงออสโลการประกาศรางวัล NOBEL สาขาสันติภาพ จึงอยากจะถ่ายทอดบางส่วนทั้งบรรยากาศและปฏิกิริยาต่อผลการประกาศในห้องโถงเต็มไปด้วยผู้แทนองค์กรมูลนิธิต่างๆและสื่อมวลชนนานาชาตินับร้อย คนทั้งโลกจ้องเขม็งน่าจะรวมถึงท่านผู้ทรงพลังที่สุดในโลก ประธานาธิบดีทรัมป์ ด้วย แต่เมื่อโฆษกประกาศผลออกมากลายเป็นเรื่อง ANTI-CLIMAX ที่สุดที่เห็นมา โดยปกติแล้วในสถานการณ์ยิ่งใหญ่และตึงเครียดเช่นนี้ สิ้นเสียงประกาศผลต้องมีเสียงปรบมือกึกก้อง รวมถึงพวก “ลูกหาบ” ต้องโห่ร้องกันเจี๊ยวจ๊าวชนิดสุดซอย แต่นี่กลับเต็มไปด้วยความสงบเงียบ จึงพอจะสันนิษฐานได้ว่าประการแรกผู้คนไม่ได้คาดหวังชื่อดังกล่าว ประการถัดมาผู้รับรางวัล MARIA CORINA MACHADO ไม่ได้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางทั่วไปแม้แต่ในหมู่ชาวองค์กรระหว่างประเทศเอง…
  • อยากฝากคอมเม้นต์ว่า NOBEL PRIZE เป็นสถาบันที่ได้รับการยกย่องว่ายิ่งใหญ่มากในเวทีโลก คำตัดสินของคณะกรรมการที่ผ่านมาในอดีตจึงเป็นที่เชื่อถือ แต่สำหรับวาระนี้บังเอิญมีเรื่องกระทบกระทั่งกันเรื่อง การแสดงออกของทรัมป์ ผลการตัดสินทำให้เกิดคำถามเรื่องความถูกต้อง (LEGITIMACY) เกิดคำถามอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับกระบวนการพิจารณา ซึ่งอาจจะมีผลต่อชื่อเสียงระยะยาวของสถาบัน… อันที่จริงแล้วการตัดสินรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ แม้จะโด่งดังแค่ไหนก็ยังเป็นแค่อิมแพค ในอดีตเมื่อประกาศแล้วมีผลให้คนทั้งโลกต้องโฟกัสมายังเรื่องสงครามและสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในขณะนั้น แล้วก็จะเลือนหายไปจากความทรงจำโดยไม่มีผลเป็นรูปธรรมชัดเจน อาทิกรณี: (MALALA YOUSAFZAI, PAKISTAN คศ. 2014), (LIU XIAOBO, HONGKONG คศ. 2017), (AUNG SAN SUU KYI, MYANMAR คศ. 2021)…
  • กิจกรรมประเทืองปัญญา…สมาคมศิษย์เก่าสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่(มช.)ร่วมกับ คณะการสื่อสารมวลชน มช. ขอเชิญร่วมงานเสวนาฟรีเรื่อง “ข้ามรุ่น ข้ามยุค ข้ามพายุ จริยธรรมสื่อในยุคที่ AI ครองโลก” วันที่ 6 พ.ย.13.30 น. ณ ห้องสตูดิโอ บริษัท สาระดี จำกัด (บริษัทกันตนา กรุ๊ป จำกัด) พบผู้เชี่ยวชาญ ด้านสื่อหลากหลายสาขา อาทิ คนทำภาพยนตร์ กูรูด้านข่าว นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน Even Organizer Content creator ฯลฯ…
  • ข้าราชการเกษียณ สวท.กรมประชาสัมพันธ์ อาทิ ภารดี กาญจนโพธิ์ , อรุณี แดงพันธ์ , จิรวรรณ ตันกุรานันท์ และ พัชรินทร์ เชยกลิ่นเทศ มารวมตัวช่วยกันปั้นขนมจีบ ครบ 900 ตัวให้โรงทานในการทอดกฐิน แล้วยังมีเหลือให้ทุกคนที่มาช่วยปั้น นำขนมจีบแสนอร่อยกลับไปฝากคนที่บ้านได้อิ่มอร่อยกันอย่างถ้วนทั่ว…
  • ขอแสดงความยินดีกับ บมจ.ท่าอากาศยานไทยฯ ในโอกาสที่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้รับรางวัล Readers’ Choice Awards 2025 จากนิตยสาร Condé Nast Traveler โดยได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 10 ท่าอากาศยานที่ดีที่สุดในโลก ซึ่งมาจากการโหวตของนักเดินทางทั่วโลก รางวัลนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จในการพัฒนาและบริหารจัดการอย่างต่อเนื่อง รวมถึงแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในอนาคต เพื่อยกระดับประสบการณ์การเดินทางให้ดียิ่งขึ้น !!…

บารอนเนส

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ เสด็จเป็นองค์ประธานการประกวดผ้าลายพระราชทานและงานหัตถกรรม ปี 2568 รอบตัดสิน

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ เสด็จเป็นองค์ประธานการประกวดผ้าลายพระราชทานและงานหัตถกรรม ปี 2568 รอบตัดสิน

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ เสด็จเป็นองค์ประธานการประกวดผ้าลายพระราชทานและงานหัตถกรรม ปี 2568 รอบตัดสิน

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.37 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จเป็นองค์ประธานการประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์” และงานหัตถกรรม รอบตัดสิน ระดับประเทศ (Final) ประจำปี 2568 คัดเลือกสุดยอดผลงานโดดเด่นเหรียญทอง 15 ประเภท โดยผลงาน “ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์สร้างสรรค์สามัคคี” กลุ่มผ้าทอลายมงคลมนตราธิกาญจน์ จ.กาฬสินธุ์ คว้ารางวัลพิเศษรวมดาวสาวสยาม ณ สุราลัย ฮอลล์ ชั้น 7 ไอคอนสยาม

ในการนี้ นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นายชูชีพ พงษ์ไชย รองปลัดกระทรวงมหาดไทยด้านบริหาร นายสุรศักดิ์ อักษรกุล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมการปกครอง นายขจรเกียรติ รักพานิชมณี อธิบดีกรมที่ดิน นางกุสุมาล พงษ์สิทธิถาวร อุปนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทยและประธานชมรมแม่บ้านกรมการปกครอง นางปิติมา รักพานิชมณี อุปนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทยและประธานชมรมแม่บ้านกรมที่ดิน ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ข้าราชการ ผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน ตลอดจนคณะที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก คณะกรรมการตัดสิน และผู้เข้าร่วมการประกวด ผู้ประกอบการผ้าและงานหัตถกรรม ร่วมเฝ้ารับเสด็จ

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ประทับที่โต๊ะทรงงาน เพื่อทรงตัดสินลายผ้าพระราชทานและงานหัตถกรรมร่วมกับคณะกรรมการจากกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย และคณะกรรมการกิตติมศักดิ์ โดยมีประชาชนที่ผ่านการคัดเลือกเข้าประกวดระดับประเทศ เข้าเฝ้าฯ ถวายรายงาน จำนวน 59 ชิ้นงาน จำแนกเป็น ประเภทผ้า 54 ผลงาน และประเภทหัตถกรรม 5 ผลงาน

ภายหลังจากเสร็จสิ้นการประกวด สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พระราชทานพระดํารัสให้แก่ผู้เข้าร่วมการประกวด และผู้เข้าเฝ้า ความว่า  “แสดงความยินดีสำหรับผู้เข้าประกวดทุกท่าน มันมีความสวยงามและเห็นความพยายามของผู้ประกอบการทุกคน  หลายคนชนะใจตัวเองได้ ชนะการทำงานได้ ก็ขอแสดงความยินดีด้วย แม้ท่านหญิงจะดุ แต่หวังดีกับทุกคนเสมอ อยากให้มีความก้าวหน้า อยากให้มีงานใหม่ๆ และขอให้ทุกคนทำงานนี้ต่อไป ให้นึกว่ารากฐานและถิ่นกำเนิดนั้นมาจาก สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง คือผู้ที่สร้างอาชีพให้แก่วงการหัตถศิลป์ผ้าไทย แม้กระทั่งศูนย์ศิลปาชีพหรือกลุ่มศิลปาชีพหรือศิลป์แผ่นดิน (สถาบันสิริกิติ์) แห่งนี้ พระองค์ท่านรักของท่าน และพระองค์ท่านไม่อยากทิ้งมัน เพราะฉะนั้นพวกเรา คือคนรุ่นใหม่ คนรุ่นเก่า คนรุ่นกลาง ก็ต้องทำมันต่อไป และทำอย่างไรให้มันไม่อยู่กับที่  พัฒนาตนเองตลอดเวลา วันนี้เป็นวันที่พิเศษมาก และท่านหญิงคิดว่าพระองค์ท่านก็ทรงดีพระทัยและสนุกไปกับการแข่งขันในวันนี้ เพราะพระองค์ท่านยังโปรดงานรื่นเริงแบบนี้ งานสนุก งานแข่งผ้าแบบนี้

ขอแสดงความยินดีอีกครั้ง และขอบคุณที่ให้กำลังใจท่านหญิงและครอบครัว ขอแสดงความยินดีกับกลุ่มศิลปาชีพที่มีเหรียญสักที และถ้ามีหลายๆ เหรียญ จะทำให้ท่านหญิงชื่นใจ ขอให้สู้ต่อไป ท่านหญิงรักทุกคน ขอให้ช่วยกับท่านหญิงในการพัฒนาทุกอย่างต่อไป ท่านหญิงทำคนเดียวไม่ได้ถ้าขาดทุกคน แล้วพบกันใหม่ในปีหน้า”

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวสำนึกในพระกรุณาธิคุณและกราบทูลถวายรายงานความโดยสังเขปว่า ข้าราชการในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ตลอดจนประชาชนชาวไทย มีความปีติยินดีที่ได้ร่วมกันแสดงออกซึ่งความจงรักภักดีและสำนึกในพระกรุณาธิคุณที่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงออกแบบผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์” ในโอกาสที่ทรงได้รับการถวายปริญญาศิลปกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาศิลปะการออกแบบพัสตราภรณ์ ประจำปีการศึกษา 2566 จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยทรงนำมาออกแบบต่อยอดให้โครงสร้างลวดลายมีความร่วมสมัยเป็นสากล หากยังคงสื่อถึงเอกลักษณ์อันงดงามของชาติ สะท้อนวิถีชีวิต วัฒนธรรมและธรรมชาติของประเทศไทย โดยพระราชทานผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์” แก่ช่างทอผ้าและช่างหัตถกรรมไทย เพื่อนำไปถักทอผืนผ้าและสร้างสรรค์งานหัตถกรรม ด้วยการผสมผสานกับลวดลายโบราณในทุกภูมิภาคของประเทศ เพื่อเป็นการฟื้นฟูภูมิปัญญาแห่งอดีต ยกระดับมาตรฐาน และเพื่อพัฒนาศักยภาพการสร้างสรรค์ผืนผ้าและงานหัตถกรรมในทุกมิติ ด้วยการออกแบบตามความคิดสร้างสรรค์ของศิลปิน

“สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้พระราชทานพระอนุญาตให้กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย จัดประกวดแข่งขันผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์ และงานหัตถกรรม อันเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ผลงานเพื่อสืบสานผ้าไทย ซึ่งมีผู้สมัครส่งผลงานเข้าประกวดทั้งสิ้น 8,903 ชิ้นงาน โดยมีผลงานเข้ารอบตัดสินระดับประเทศ ประเภทผ้า 54 ผืน และงานหัตถกรรม จำนวน 5 ชิ้น และนับเป็นมิ่งมงคลอย่างยิ่งต่อกิจกรรมการประกวดที่พระองค์เสด็จเป็นองค์ประธานตัดสินการประกวดในครั้งนี้ และด้วยสำนึกในพระกรุณาธิคุณที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญาทรงมีต่อปวงชนชาวไทย ข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ตลอดจนปวงชนชาวไทย ขอน้อมนำแนวพระดำริในการสืบสาน รักษา และต่อยอด เพื่ออนุรักษ์ฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมภูมิปัญญาหัตถกรรมไทยให้ดำรงอยู่อย่างยั่งยืนสืบไป” ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าว

สำหรับผลการประกวด รางวัลพิเศษรวมดาวสาวสยาม ได้แก่ ผ้าเทคนิคผสมพื้นเมือง ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์สร้างสรรค์สามัคคี กลุ่มผ้าทอลายมงคลมนตราธิกาญจน์  โดย นายจักรวรรดิวัตร ปรีจำรัส จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นการคัดเลือกจากการรวมผลงานทุกประเภท แล้วคัดเลือกโดยคณะกรรมการตัดสิน

สำหรับรางวัลชนะเลิศ (เหรียญทอง) ผลงานทั้ง 15 ประเภท ประกอบด้วย  ประเภทที่ 1 ผ้าขิด ได้แก่ ไหมแท้ที่แม่ทอ ดอกพุดตานบานที่บ้านเชียง กลุ่มเฮือนไหมมนัสวรรณ โดยนายวันเฉลิม ศรีภุยเดช จ.อุดรธานี ประเภทที่ 2 ผ้าเทคนิคเกาะ/ล้วง ได้แก่ ผ้าเกาะล้วงลายสิริราชพัสตราภรณ์ กลุ่มณัฐธภาผ้าจกทอมือ โดยนางณัฐธภา ทิพย์วัจนะ จ.ราชบุรี ประเภทที่ 3 ผ้าเทคนิคสร้างสรรค์ ได้แก่ สร้างสรรค์ไหมมัดหมี่ ใต้ร่มพระบารมีสิริราชพัสตราภรณ์ กลุ่มที จัตุวัน ไทยซิลค์ โดยนายทวีศักดิ์ จัตุวัน จ.ร้อยเอ็ด ประเภทที่ 4 ผ้าจากกลุ่มชาติพันธุ์ ได้แก่ เพื่องอุบะดอกไม้ถวายราชนารี กลุ่มผ้าทอลายมงคลมนตราธิกาญจน์  โดยนายจักรวรรดิวัตร ปรีจำรัส จ.กาฬสินธุ์ ประเภทที่ 5 ผ้าจก/ผ้าตีนจก ได้แก่ ผ้าจก กลุ่มทอผ้าหัสดินทร์ โดยนายภณพล คิดสำราญ จ.สุรินทร์

ประเภทที่ 6 ผ้าปัก ได้แก่ ผ้าปักชนเผ่าเมี่ยน โครงการส่งเสริมศิลปาชีพฯ บ้านฟุ้งจี้(ผ้าปักยาวเขาบ้านวังใหม่) โดยนางสาวศศิวิมล รัตนวิจิตรสกุล จ.ลำปาง ประเภทที่ 7 ผ้าบาติก/ผ้ามัดย้อม/ผ้าเขียนเทียน ได้แก่ มยุเรศ พัตรา ภูษาพัทลุง กลุ่มลานใบเมืองลุง โดยนายมนัส สุวรรณถาวร จ.พัทลุง ประเภทที่ 8 ผ้ายกใหญ่ ได้แก่ ผ้ายกราชสำนัก (ผ้ายกใหญ่) ลายสิริราชพัสตราภรณ์ พิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน (สถาบันสิริกิติ์) โดยพลตรี ชัยยุทธ วชิรวรภักดิ์ จ.พระนครศรีอยุธยา ประเภทที่ 9 ผ้าเทคนิคผสมเทคนิคพื้นเมือง ได้แก่ ผ้าไหมมัดหมี่ 3 ตะกอ ยกดอกลายตารางหมากรุก สมาชิกศิลปาชีพ ตำบลช้างใหญ่ โดยนายอิทธิชัย ไชยรินทร์ จ.พระนครศรีอยุธยา

ประเภทที่ 10 ผ้าแพรวา ได้แก่ สิริราชพัสตราภรณ์กลุ่มชุมชนภูไทดำ โดยนายพงษ์ชยุตน์ โพนะทา จ.กาฬสินธุ์ ประเภทที่ 11 ผ้ามัดหมี่ 2 ตะกอ ได้แก่ ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์ กลุ่มเจริญกิจนิยมชื่อ โดยนายเจริญกิจ นิยมชื่อ จ.สุรินทร์ ประเภทที่ 12 ผ้ามัดหมี่ 3 ตะกอ ขึ้นไป ได้แก่ ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์ กลุ่มทอผ้าไหมบ้านทุ่งสว่าง โดยนายธีรเดช กลายไพร จ.บุรีรัมย์ ประเภทที่ 13 ผ้ายกเล็ก ได้แก่ ผ้าลายสิริราสพัตราภรณ์อาภรณ์แห่งความรักภักดี กลุ่มผ้าทอลายมงคลมนตราธิกาญจน์ โดยนายจักรวรรดิวัตร ปรีจำรัส จ.กาฬสินธุ์ ประเภทที่ 14 ผ้าหมี่ข้อ/หมี่คั่น ได้แก่ ผ้าลายมยุรสิริชมดอกพุดตาน กลุ่มไหมมีชัย โดยนายเนติพงศ์ กระแสโสม จ.ชัยภูมิ และประเภทงานหัตถกรรม ได้แก่ แจกันเขียนลายสิริราชพัสตราภรณ์ ศูนย์ศิลปาชีพเครื่องปั้นดินเผา พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ โดยนายศรีโพธิ์ กลิ่นมาลี จ.นราธิวาส

ทั้งนี้ ผู้ได้รับรางวัลต่าง ๆ จะเข้ารับพระราชทานเหรียญรางวัลจาก สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในงาน Silk Festival วันที่ 2 ธันวาคม 2568 นี้

การประกวดรอบตัวสิน มีคณะกรรมการกิตติมศักดิ์ตัดสินการประกวด  ได้แก่ ท่านผู้หญิงภรณี มหานนท์ ที่ปรึกษาโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายธีระพันธ์ วรรณรัตน์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (การออกแบบแฟชั่น) ประจำปี 2562 และนายอนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) พร้อมด้วยคณะกรรมการจากกระทรวงมหาดไทยและสมาคมแม่บ้านมหาดไทย อาทิ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นางจิณณารัตน์ สัมพันธรัตน์ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นายสุรศักดิ์ อักษรกุล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายสยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ นางอรจิรา ศิริมงคล ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดสมุทรปราการ

ในส่วนของคณะกรรมการตัดสิน ได้แก่ ดร.ศรินดา จามรมาน นักวิชาการอิสระด้านการจัดการความรู้และสื่อสารการศึกษา นายธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย และผู้เชี่ยวชาญการย้อมสีธรรมชาติ  นายกุลวิทย์ เลาสุขศรี บรรณาธิการบริหารนิตยสารโว้ก ประเทศไทย นายศิริชัย ทหรานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย เจ้าของแบรนด์ THEATRE นายพลพัฒน์ อัศวะประภา นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ ASAVA นายภูภวิศ กฤตพลนารา นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ ISSUE นายวิชระวิชญ์ อัครสันติสุข นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ WISHARAWISH นายนุวัฒน์ พรมจันทึก ผู้เชี่ยวชาญด้านการย้อมสีธรรมชาติ ดร.กรกลด คำสุข รักษาการผู้อำนวยการสำนักวิชาการสร้างสรรค์ วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ผศ.ดร.รวิเทพ มุสิกะปาน ประธานหลักสูตรแฟชั่น สิ่งทอ และเครื่องตกแต่ง วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ดร.นวัทตกร อุมาศิลป อาจารย์สาขาวิชาการออกแบบแฟชั่นและสิ่งทอ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย นายวีรธรรม ตระกูลเงินไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย นายมีชัย แต้สุจริยา ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (ทอผ้า) ประจำปี 2564 นายธนาวุฒิ ธนสารวิมล นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ TandT นางสาวเจนสุดา ปานโต นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ JANESUDA นางสาวณิญาพัณณ์ ภัทระเสฐกูล นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ IRADA นางสาวปัณณศา ภัทระเสฐกูล นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ IRADA และนางสาวมิลิน ยุวจรัสกุล นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ Milin

ฉลองอายุมงคล 93 ปี วาริน พูนศิริวงศ์

ฉลองอายุมงคล 93 ปี วาริน พูนศิริวงศ์

ฉลองอายุมงคล 93 ปี วาริน พูนศิริวงศ์

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.56 น.

ผาณิต พูนศิริวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่ บริษัท หนังสือพิมพ์แนวหน้า จัดงานเลี้ยงฉลองเนื่องในวันคล้ายวันเกิด ก้าวสู่อายุ 93 ปี ให้กับ วาริน พูนศิริวงศ์ โดยมีลูกๆ วรินทร-วรุณพร-ศศิพร-นรพล-ผรณเดช,เขย-สะใภ้ และ น้องชาย สินธุ พูนศิริวงศ์,น้องสาว ประทุม รัตนาวะดี,พรประไพ ประเสริฐศรี พร้อมเครือญาติ เตือนใจ พูนศิริวงศ์,พัชรินทร์ พูนศิริวงศ์, ดร.อัศวิน อิงคกุล, เลิศชาย-นิรัชฎา พงษ์โสภณ, ศักดิ์สิน พูนศิริวงศ์ และหลานๆ มาร่วมแสดงความยินดีอย่างอบอุ่น ณ ห้องอาหารญี่ปุ่นเอโดะ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม ที่ผ่านมา