รวมพลังคนไทยด้านปัญญาประดิษฐ์ครั้งใหญ่ ฉลอง 5 ปี ‘Super AI Engineer – 10 ปี AIAT’

รวมพลังคนไทยด้านปัญญาประดิษฐ์ครั้งใหญ่ ฉลอง 5 ปี 'Super AI Engineer - 10 ปี AIAT'

รวมพลังคนไทยด้านปัญญาประดิษฐ์ครั้งใหญ่ ฉลอง 5 ปี ‘Super AI Engineer – 10 ปี AIAT’

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.24 น.

“Super AI Engineer: The 5th National AI Exhibition” รวมพลังคนไทยด้านปัญญาประดิษฐ์ครั้งใหญ่ ฉลอง 5 ปีโครงการ Super AI Engineer และ 10 ปี สมาคม AIAT

เมื่อวันที่ 22-23 ตุลาคม 2568 สมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIAT) จัดงานใหญ่ Super AI Engineer: The 5th National AI Exhibition ภายใต้ธีมงานเฉลิมฉลองครบรอบ 5 ปี โครงการ Super AI Engineer และ ครบรอบ 10 ปี สมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIAT) ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พระราม 9

ในพิธีเปิดงานได้รับเกียรติจากนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดงานผ่านวีดีทัศน์ โดยระบุว่า “โครงการ Super AI Engineer เป็นโครงการที่ดิฉันให้ความสนใจเป็นอย่างมากและสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมมาโดยตลอด นับตั้งแต่ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จวบจนถึงปัจจุบัน เพราะเชื่อมั่นว่าโครงการนี้จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศในการสร้างกำลังคนทักษะสูงด้าน AI  สร้างนวัตกร วิศวกร และสร้างนักวิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์ เพื่อเป็นรากฐานที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ รองรับอุตสาหกรรมขั้นสูง อันจะนำไปสู่การสร้างเศรษฐกิจใหม่และเม็ดเงินลงทุนอีกเป็นจำนวนมาก ขอแสดงความยินดีกับความสำเร็จของโครงการและขอชื่นชมสมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทยและภาคีเครือข่าย ที่ได้ร่วมกันขับเคลื่อนกิจกรรมในครั้งนี้”

บพค. ย้ำความสำคัญของกำลังคนคุณภาพสูงด้าน AI

ดร.รัฐภูมิ ตู้จินดา รองผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคนและทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) กล่าวแสดงความยินดีกับความสำเร็จของโครงการ Super AI Engineer ที่ก้าวสู่ปีที่ 5 และสมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทยที่เดินหน้ามาอย่างมั่นคงถึง 10 ปี ซึ่งนับเป็นเวทีสำคัญที่รวบรวมพลังคนไทยด้าน AI ทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน และความสำเร็จนี้แสดงให้เห็นถึงการตอบรับที่ดีจากสังคมและความมุ่งมั่นในการสร้างกำลังคนคุณภาพสูงด้าน AI ให้กับประเทศไทย ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์และกรอบนโยบายของ บพค. ในการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงและงานวิจัยขั้นแนวหน้า เพื่อสร้างศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลก โดย บพค. ได้สนับสนุนโครงการ Super AI Engineer อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีที่ 1 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งในปีนี้ โครงการ Super AI Engineer ได้สร้างวิศวกร AI และผู้ใช้ AI Tools จำนวนมาก โครงการนี้จึงมีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหาขาดแคลนบุคลากรด้าน AI อันเป็นรากฐานที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศและการแข่งขันในเวทีโลก

AIAT สร้างระบบนิเวศ AI ของคนไทย

ดร.เทพชัย ทรัพย์นิธิ นายกสมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIAT) กล่าวว่า “การสร้างบุคลากรด้าน AI ที่มีคุณภาพ เป็นรากฐานสำคัญในการเปลี่ยนแปลงประเทศ ให้เข้าสู่ยุค AI อย่างแท้จริง บุคลากรที่ผ่านการบ่มเพาะจากโครงการ Super AI Engineer นี้ ได้มีส่วนร่วมในการผลักดันอุตสาหกรรมในประเทศ การยกระดับความรู้ความสามารถให้ประชาชน เนื่องจากไม่ใช่แค่การสร้างเครื่องมือ AI แต่ต้องยกระดับคนให้สามารถใช้เครื่องมือ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น เราจึงมุ่งเน้นสร้างระบบนิเวศของการพัฒนากำลังคน โดยนำคนที่เก่งมาเป็นกำลังหลักของประเทศ และสร้างคนที่มีสามารถปรับตัว ภายใต้การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์”

Super AI Engineer Season 5: สร้างคน-สร้างนวัตกรรม-สร้างอนาคต

ผศ.ดร. นงนุช เกตุ้ย หัวหน้าโครงการ Super AI  Engineer Season 5 / อุปนายกคนที่ 1 สมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIAT) ได้กล่าวถึงโครงการ Super AI Engineer ปีที่ 5 ว่า ปีนี้ได้มุ่งเน้นการสร้างคนที่นำเครื่องมือ AI ไปใช้ การสร้างคนที่พัฒนาแบบจำลองโมเดล และการสร้างคนที่คิดพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ โดยความร่วมมือของศูนย์ประสานงานเครือข่ายภูมิภาค หน่วยงานบ่มเพาะนวัตกร หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ทั่วประเทศมากกว่า 50 หน่วยงาน ทั้งนี้บุคลากรที่ได้รับการพัฒนาสามารถใช้เครื่องมือ AI และต่อยอดเป็นนวัตกรรมที่นำไปใช้กับโจทย์จริง มองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นในภาคอุตสาหกรรม คิด พัฒนา ออกแบบ โมเดล ทั้งในเชิงวิศวกรรมและวิจัย โดยมีจำนวนผู้ลงทะเบียนในโครงการ 12,718 คน แยกเป็นกลุ่ม AI Innovator 4,576 คน AI Engineer 3,675 คน AI Researcher 1,003 คน โดยผ่านเข้ารับการบ่มเพาะอย่างเข้มข้นทั้ง 3 กลุ่ม มีจำนวน 1,304 คน 368 คน และ 28 คน ตามลำดับ ทั้งนี้มีผลงานนวัตกรรมที่เกิดขึ้นใน Track AI Innovator มากว่า 210 ผลงาน มีแบบจำลองโมเดล แพลตฟอร์ม หรือแอปพลิเคชัน ในช่วงของการแสดงฝีมือในหน่วยงาน สถานประกอบการต่าง ๆ มากกว่า 100 ผลงาน และยังมีการบ่มเพาะการเป็นวิสาหกิจเริ่มต้น AI Startup จำนวน 3-5 ทีม ใน Track AI Engineer ในขณะที่ Track AI Reseacher อยู่ในระหว่างการพัฒนาบทความวิจัย วิชาการ เพื่อเผยแพร่ผลงานในระดับสากล

เวทีรวมพลังคนไทยด้าน AI ครั้งใหญ่

ภายในงาน ยังมีพิธีมอบรางวัลเกียรติยศให้กับสุดยอดนักปัญญาประดิษฐ์แห่งอนาคต ทั้งรางวัลเหรียญทอง เหรียญเงิน เหรียญทองแดง สำหรับผู้เข้าร่วม Track AI Engineer โดยพิจารณาจากผลคะแนนรวม และโล่รางวัลให้กับผู้ที่ได้รางวัลชนะเลิศจาก ศูนย์ประสานงานเครือข่ายภูมิภาคและหน่วยบ่มเพาะของ Track AI Innovator อีกด้วย

ซึ่งตลอดทั้ง 2 วันของการจัดงาน ยังมีการจัดแสดงสุดยอดผลงานนวัตกรรมด้านปัญญาประดิษฐ์ฝีมือคนไทยของผู้ร่วมโครงการ Super AI Engineer ทั้ง Track AI Innovator และ AI Engineer จากทั่วประเทศ และยังถือเป็นการรวมตัวกันของคนสาย AI ตัวจริงจากทั่วประเทศไทยครั้งประวัติศาสตร์

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม AI Researcher and AI Engineer Meetup นำเสนองานวิจัยด้าน AI ที่ได้รับความสนใจมีผู้เข้าฟังเป็นจำนวนมาก ถือเป็นจุดสำคัญของการผลักดันวงการวิจัยด้าน AI ของประเทศไทยที่สามารถสร้างความสนใจให้กับคนในวงกว้าง

และ Startup Pitching โดยเป็น Startup ที่เกิดขึ้นจากผู้เข้าร่วมโครงการ Super AI Engineer ใน Season ต่าง ๆ ชิงเงินรางวัลจากบริษัท Security Pitch และ computer notebook จากสมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย พร้อมโอกาสได้รับการลงทุนจาก VC ต่อไปในอนาคต ซึ่งผู้คว้ารางวัลชนะเลิศได้แก่ Nerth.ai

งาน Super AI Engineer: The 5th National AI Exhibition ถือเป็น “การรวมตัวครั้งประวัติศาสตร์ของกำลังคนด้านปัญญาประดิษฐ์จากทั่วประเทศไทย” ซึ่งไม่เพียงแสดงให้เห็นศักยภาพของบุคลากรไทยในยุค AI แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเศรษฐกิจใหม่บนฐานความรู้และนวัตกรรม

5 ปี Super AI Engineer – 10 ปี AIAT

สำหรับโครงการ Super AI Engineer เป็นโครงการพัฒนาบุคลากรด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระดับแนวหน้าของประเทศไทย โดยโครงการนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเพิ่มกำลังคนด้านปัญญาประดิษฐ์ให้กับประเทศไทย ให้ประเทศไทยสามารถทัดเทียมและแข่งขันในระดับโลกได้ ซึ่งในปีที่ 5 นี้ ได้แบ่งออกเป็น 3 track คือ AI Innovator, AI Engineer และ AI Researcher โดยในปีที่ผ่าน ๆ มา ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ได้สร้างนักพัฒนา AI ระดับคุณภาพให้กับองค์กรต่าง ๆ และภาคอุตสาหกรรมแล้วอย่างมากมาย และดำเนินต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 5 ภายใต้ชื่อ Super AI Engineer Season 5 ที่ได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนจากองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนจำนวนมาก ร่วมกันขับเคลื่อนการสร้างกำลังคนด้านปัญญาประดิษฐ์ให้กับประเทศไทยต่อไป และในปีนี้ ยังเป็นโอกาสพิเศษ ที่สมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIAT) ผู้ดำเนินโครงการ Super AI Engineer มีอายุ ครบ 10 ปี และโครงการ Super AI Engineer ครบรอบ 5 ปีอีกด้วย

สามารถติดตามเกี่ยวกับโครงการ Super AI Engineer ได้ทาง facebook page Super AI Engineer Development Program

-(016)

‘Taste of America 2025’รวมวัตถุดิบ – เมนูอร่อยสไตล์อเมริกัน ใจกลางกรุง

'Taste of America 2025'รวมวัตถุดิบ - เมนูอร่อยสไตล์อเมริกัน ใจกลางกรุง

‘Taste of America 2025’รวมวัตถุดิบ – เมนูอร่อยสไตล์อเมริกัน ใจกลางกรุง

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.30 น.

 เปิดประสบการณ์ความอร่อยสไตล์อเมริกันแท้ กับวัตถุดิบและเมนูพรีเมียมส่งตรงจากอเมริกา โดย  กูร์เมต์ มาร์เก็ต  พรีเมียมซูเปอร์มาร์เก็ตมาตรฐานระดับโลก ภายใต้ บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป  จับมือ  สำนักงานทูตเกษตร สถานเอกอัครราชทูตอเมริกา ประจำประเทศไทย เนรมิตพื้นที่ใจกลางกรุงเทพฯ ให้กลายเป็นดินแดนแห่งรสชาติและสีสันแบบอเมริกันในงาน  “Taste of America 2025”  ระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม –  12 พฤศจิกายน 2568 ณ  กูร์เมต์ มาร์เก็ต สาขาพารากอน, เอ็มโพเรียม, เอ็มควอเทียร์ และเอ็มสเฟียร์

ภายในงานพบกับบรรยากาศจำลองย่านฮอลลีวูด  และการเฉลิมฉลองวัฒนธรรมการกินสไตล์อเมริกัน ในผ่านวัตถุดิบและเมนูสุดเอ็กซ์คลูซีฟ โดยแบ่งเป็น    

-กลุ่มเนื้อสัตว์   ได้แก่  กุ้งล็อบสเตอร์ (COOKED LOBSTER) จากรัฐเมน ที่มีเนื้อสัมผัสแน่นและรสชาติหวาน เนื้อปลาอะแลสกาแบล็คคอด(ALASKAN BLACK COD)  ปลาที่มีรสชาติอร่อยที่สุดในโลก โดยอาศัยอยู่ในน้ำลึกอันบริสุทธิ์ของรัฐอะแลสกา   เนื้อวัวสายพันธุ์เองกัส  (US PRIME BEEF RIB EYE) มีกลิ่นเนื้อที่หอมรสชาติเข้มข้นเป็นเอกลักษณ์  ได้รับรองจาก U.S. Department of Agriculture เนื้อที่ผ่านกรรมวิธีการเลี้ยงการขุนและมีการจัดเกรด การส่งอออย่างถูกต้อง  ไก่งวงอบสุกแช่แข็ง   ปรุงสุกพร้อมรับประทาน – หั่นเสิร์ฟได้ทันทีมีโปรตีนสูง

-กลุ่มชีสคุณภาพ   อาทิ ชีสพ้อยท์ เรเยส (Point Reyes) จากรัฐแคลิฟอร์เนีย มีทั้งรสชาติหอมสมุนไพรแบบเมดิเตอร์เรเนียน  และหอมกลิ่มทรัฟเฟิ้ลเข้ม เหมาะสำหรับชีสบอร์ด   รวมไปถึง  ชีสวิสคอนซิน (Wisconsin Cheese) ซึ่งเป็นแหล่งผลิตชีสคุณภาพหลากหลายชนิดที่ผลิตโดยปรมาจารย์ชีสเมกเกอร์

-กลุ่มวัตถุดิบและผลไม้  อาทิ  ทาบาสโก้ ศรีราชาซอส (TABASCO SRIRACHA SAUCE)             รสจัดจ้านเปรรี้ยวหวาน  เพิ่มรสอร่อยเข้ากันดีกับพิซซ่า แซนด์วิช เบอร์เกอร์  แบรค น้ำส้มสายชูหมักจากแอปเปิ้ล (BRAGG ORGANIC APPLE CIDER VINEGAR) หมักโดยไม่ผ่านกระบวนการใช้ความ ร้อนและการกรอง จึงยังมีเอนไซม์ชั้นยอดที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ   แอปเปิ้ลกาล่า(GALA APPLE) จากวอชิงตัน  สายพันธุ์ที่มีกลิ่นหอมแบบน้ำผึ้ง หรือ   วานิลลาอ่อน ๆ   องุ่นเขียว – องุ่นแดงไร้เมล็ดแคลิฟอร์เนีย  เนื้อแน่น ลูกใหญ่กรอบทานเพลิน   

-กลุ่มนม และ ขนมทานเล่น  อาทิ  เบน &เจอร์รีส (BEN&JERRY’S)  ช็อกโกแลตฟัดจ์บราวนี่ไอศกรีม และ ซอลท์เท็ดคาราเมลไอศกรีม  ร็อควิว (ROCK VIEW) นมพาสเจอร์ไรส์รสชาติหอม มัน เข้มข้นรสนมวัวแท้  วอร์เฮดส์คิวบ์ (WARHEADS CHEWY WBES) ลูกอมเคี้ยวหนึบกลิ่มผลไม้  เป็นต้น  

นักชิมห้ามพลาด มาลิ้มลองเมนูพิเศษที่รังสรรค์โดยเชฟ จาก You Hunt We Cook  กับ เนื้อสันในยูเอสซอสชิมิชูริและมันบด เนื้อสันในสไตล์อเมริกันพรีเมียมเสิร์ฟพร้อมซอสชิมิชูริรสจัดจ้านและมันบดหอมกลิ่นเนย พร้อมโปรโมชันพิเศษ เมื่อซื้อสินค้าภายในงาน Taste of America 2025 ครบ 1,000 บาท รับฟรีกระเป๋า Shopping Bag Tasty  USA มูลค่า 199 บาท  จำนวน 1 ใบต่อใบเสร็จ และพบขอพรีเมียมอีกมากมาย

ร่วม  กิน–ช้อป–ฟิลอเมริกัน แบบเต็มอิ่มใจกลางกรุงฯ ได้ในงาน “Taste of America 2025” ตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม – 12 พฤศจิกายน 2568 ที่กูร์เมต์ มาร์เก็ต สาขาพารากอน, เอ็มโพเรียม, เอ็มควอเทียร์ และเอ็มสเฟียร์  ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: Gourmet Market Thailand

จาก Stamp บนกระดาษ สู่ NFT Stamp ของสะสม ไปรษณีย์ไทยปลุกเสน่ห์ความคลาสสิกให้กลับมีชีวิตอีกครั้ง

จาก Stamp บนกระดาษ สู่ NFT Stamp ของสะสม ไปรษณีย์ไทยปลุกเสน่ห์ความคลาสสิกให้กลับมีชีวิตอีกครั้ง

จาก Stamp บนกระดาษ สู่ NFT Stamp ของสะสม ไปรษณีย์ไทยปลุกเสน่ห์ความคลาสสิกให้กลับมีชีวิตอีกครั้ง

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เคยสังเกตไหมว่าสิ่งของเล็กๆ จากวันวาน เช่น จดหมาย แสตมป์ หรือแม้แต่ตู้ไปรษณีย์สีแดงของไปรษณีย์ไทย ยังคงมีเสน่ห์ แม้เวลาจะหมุนผ่านไปหลายยุคหลายสมัย เพราะ “คุณค่า” ของสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่ชิ้นงานในอดีต แต่คือ “ความทรงจำ” ที่เชื่อมโยงผู้คนกับเรื่องราวมากมายในชีวิต

 ไปรษณีย์ไทย ชวนทุกคนย้อนกลับไปสัมผัสเสน่ห์ความคลาสสิกอีกครั้ง ผ่านมุมมองใหม่ที่ร่วมสมัย ซึ่งรีเฟรชภาพจำของไปรษณีย์ให้มีชีวิตเข้ากับพื้นที่ ไลฟ์สไตล์และหัวใจของคนยุคใหม่ได้อย่างลงตัว

จาก Stamp บนกระดาษ สู่ NFT Stamp ของสะสมที่ไม่จำกัดอยู่แค่ในอัลบั้ม

หนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจคือ “ตราไปรษณียากร” หรือ แสตมป์ ที่อยู่บนมุมซองจดหมาย แต่วันนี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมร่วมสมัย ที่ก้าวข้ามรูปแบบของแสตมป์กระดาษสู่โลกดิจิทัล ในรูปแบบ “NFT Stamp” ศิลปะบนสินทรัพย์ดิจิทัล ที่ผสมผสานความอาร์ต เทคโนโลยี และเรื่องราวเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน แต่ละลวดลายถูกออกแบบอย่างประณีตเพื่อสะท้อนวัฒนธรรมไทย จนกลายเป็นของสะสมแนว Pop Culture Item ที่คนรุ่นใหม่อยากครอบครอง เป็นการต่อยอดคุณค่าของแสตมป์ให้ก้าวทันยุค แต่ยังคงรักษาหัวใจของการส่งต่อเรื่องราวและความรู้สึกดี ๆ ไว้อย่างไม่เสื่อมคลาย

Postcard Online ส่งใจผ่านจอ แต่ยังได้ฟีลกระดาษจริง           

แม้โลกจะก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มตัว แต่ความรู้สึกของการได้รับ “โปสการ์ดจริง” ยังคงมีมนต์ขลังในตัวเอง ไปรษณีย์ไทยจึงต่อยอดเสน่ห์นี้ให้ร่วมสมัยมากขึ้น จาก “ไปรษณียบัตร” ที่เคยเดินทางข้ามเมืองสู่มือผู้รับ มาเป็น “Postcard Online”ที่ให้ผู้ใช้สามารถเขียนข้อความออนไลน์จากหน้าจอแล้วผู้รับยังได้รับในรูปแบบไปรษณียบัตรกระดาษที่จับต้องได้ แถมผู้ส่งยังสามารถดีไซน์ลวดลายในแบบฉบับลิมิเต็ดอิดิชัน ของตนเองได้อีกด้วย เพราะไปรษณีย์ไทยเชื่อว่า “บางความรู้สึก ต้องถูกส่งผ่านกระดาษ” ถึงจะสัมผัสได้ถึงความรู้สึกจริงๆ

ตู้ไปรษณีย์ สตอรี่ ตู้แดงไปรษณีย์สที่เล่าเรื่องใหม่

ไม่มีใครไม่รู้จัก “ตู้ไปรษณีย์สีแดง” ที่เป็นสัญลักษณ์หนึ่งอยู่คู่คนไทยมายาวนาน วันนี้มาในบทบาทใหม่ เป็น “ตู้ไปรฯ สตอรี่” ที่เปลี่ยนตู้ไปรฯ ให้กลายเป็นแลนด์มาร์คแห่งการเล่าเรื่องในพื้นที่จริงผสานความคลาสสิกเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ โดยแต่ละตู้ได้ออกแบบให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว บางตู้เล่าเรื่องธรรมชาติ มีตู้เพิ่มสีสันและความสนุกชวนทุกคนได้ขยับร่างกาย ตู้ส่งพลังบวก ตู้พาไปเปิดโลกต่างแดน และยังมีตู้มอบความสดชื่นให้ผ่อนคลาย ซึ่งทุกตู้จะเป็นจุดเช็กอินเพื่อให้ผู้มาเยือนทุกคนได้สัมผัสเรื่องราวใหม่จากสิ่งที่คุ้นเคย ทั้งหมดนี้เริ่มต้นขึ้นที่ ย่านตลาดน้อย แหล่งวัฒนธรรมเก่าแก่ของกรุงเทพฯ ที่อบอวลด้วยกลิ่นอายของอดีตและความคึกคักของปัจจุบัน การปรากฏตัวของ “ตู้ไปรฯ สตอรี่” ทั้ง 5 ตู้จึงไม่ใช่แค่พื้นที่ไว้ถ่ายรูป แต่คือประสบการณ์ของการเดินทางที่เชื่อมความทรงจำดีๆ และประสบการณ์ใหม่ๆเข้าด้วยกัน

ความคลาสสิกเหล่านี้ ไม่ได้เป็นเพียงภาพจำจากวันวาน แต่คือแรงบันดาลใจที่ยังคงผลิบานอยู่ในทุกช่วงเวลา การตีความใหม่ของแสตมป์ จดหมาย ของสะสม และตู้ไปรษณีย์สีแดง อาจทำให้เรารู้ว่า “เรื่องราวจากวันก่อน” ไม่เคยหายไปไหน เพียงแค่กลับมาในรูปแบบที่ร่วมสมัยและมีชีวิตยิ่งขึ้น วันนี้ไปรษณีย์ไทยยังคงทำหน้าที่ “บันทึกความทรงจำของไทย” พร้อมชวนทุกคนมาร่วมเปิดบทใหม่ของสิ่งที่งดงามและเหนือกาลเวลาไปด้วยกันกับ “ตู้ไปรฯ สตอรี่” จุดหมายที่เรื่องราวจากอดีตจะกลับมาเปล่งประกายในพลังของวันใหม่อีกครั้ง

ติดตามข่าวสารไปรษณีย์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ : www.thailandpost.co.th เฟซบุ๊ก : บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด X : @Thailand_Post ไลน์ออฟฟิเชียล : @Thailand Post  ติ๊กต็อก : @thailandpostchannel

คุณแหน : 3 พฤศจิกายน 2568

คุณแหน : 3 พฤศจิกายน 2568

คุณแหน : 3 พฤศจิกายน 2568

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยแต่งตั้ง เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาสำนักงานพระคลังข้างที่ ตั้งแต่ 1 ต.ค. เป็นต้นไป..

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรการแสดงโขน ตอน  สัตยาพาลี ซึ่ง มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จัดขึ้นในวันที่ 3 พ.ย.เวลา 19.00 น.ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย..  การแสดงมีระหว่างวันที่   6 พ.ย.-8 ธ.ค.2568 นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อโขน นาฎกรรมคู่แผ่นดินไทย ..

ครบรอบ 71 ปี คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มธ. ผศ.ดร.อัจฉรา ปัณฑรานุวงศ์ คณบดี จัดพิธีสงฆ์พร้อมมอบรางวัลวารสารศาสตราธร ประจำปี 2568 ประเภทศิษย์เก่าดีเด่น ประเภทครูดีเด่นและประเภทบุคลากรสายสนับสนุนวิชาการดีเด่น ฯลฯ  26 พ.ย.09.00 น. อาคารปฎิบัติการสื่อสารมวลชน ม.ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ของดรับกระเช้าของขวัญและแจกันดอกไม้ เชิญร่วมบริจาคเป็นทุนการศึกษานักศึกษาของคณะ ที่บัญชี คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน ธ.กรุงเทพ สาขาอุทธยานวิทยาศาสตร์ เลขที่บัญชี 080-0-10355-8

ในช่วงปวงประชาไว้ทุกข์ถวาย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  ดร.พรเพ็ญ เกยานนท์ แต่งตัวสวยสุภาพแต่คงความเท่ตามคอนเซ็ปต์ประจำตัว สวยให้สุดหยุดทำไม 74 ยังแจ๋ว

ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ แจ้ง ดีป้า สานต่อหลักสูตร Digital CEO รุ่นที่ 9 พัฒนาผู้นำดิจิทัล เปิดมุมมองใหม่สู่ยุคดิจิทัล พร้อมอัปเดตเทรนด์-เติมความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม พร้อมเปิดมุมมองใหม่ผ่านการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้บริหารระดับสูง และการศึกษาดูงานทั้งในไทยและประเทศฝรั่งเศส โดยมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญกว่า 100 คนทั้งชาวไทยและต่างประเทศมาร่วมถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์อย่างใกล้ชิด เปิดรับสมัครถึง 16 ธค.นี้ รายละเอียดโทร 082 449 4598 หรือที่  http://www.depa.or.th/digitalceo..๐๐

สวด เจษฎา ศิวารักษ์  1-3 พ.ย.18.00 น. อาคารสุคติสถาน ศาลา 4(ชั้น 2) วัดชลประทาน..ฌาปนกิจ 4 พ.ย.16.00 น. เจ้าภาพของดหรีด

สวด เบญจวรรณ จิรานันตรัตน์  มารดา ไพฑูรย์ จิรานันตรัตน์ 1-3 พ.ย.18.30 น. ศาลา 11 วัดลาดพร้าว .. ฌาปนกิจ 4 พ.ย.15.00 น. เจ้าภาพของดหรีด ร่วมบริจาคเพื่อศิริราชมูลนิธิ

วาฤทธิ์ ศิริพิทยาโรจน์ นำคณะผู้เข้าร่วมอบรมหลักสูตร Digital Jumpstart รุ่นที่ 3 ไปศึกษาดูงานที่ EEC Automation Park โดยมี ยุทธศักดิ์ พรมแตง ให้การต้อนรับ

ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ยกระดับการดูแลผู้ป่วยวิกฤต ขยายเตียง ICU–เสริมเทคโนโลยี–ดูแลด้านจิตใจผู้ป่วยและครอบครัว

ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ยกระดับการดูแลผู้ป่วยวิกฤต ขยายเตียง ICU–เสริมเทคโนโลยี–ดูแลด้านจิตใจผู้ป่วยและครอบครัว

ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ยกระดับการดูแลผู้ป่วยวิกฤต ขยายเตียง ICU–เสริมเทคโนโลยี–ดูแลด้านจิตใจผู้ป่วยและครอบครัว

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ (SiPH) พร้อมรองรับผู้ป่วยวิกฤตที่เพิ่มมากขึ้น จากผลกระทบของสังคมสูงวัยและโรคซับซ้อน ด้วยการขยายพื้นที่หอผู้ป่วยวิกฤตและเพิ่มจำนวนเตียง ICU รวมถึงเตรียมนำนวัตกรรม SMART ICU มาเสริมศักยภาพการรักษา โรงพยาบาลยังให้ความสำคัญกับการดูแลด้านจิตใจของผู้ป่วยและครอบครัว พร้อมสร้างการสื่อสารที่ชัดเจนเพื่อลดช่องว่าง (Communication Gap) ทั้งในมิติผู้ป่วย–ครอบครัว และการทำงานร่วมกันของทีมแพทย์ พยาบาล และสหวิชาชีพ เพื่อยกระดับคุณภาพการรักษาทั้งร่างกายและจิตใจ

รศ.นพ.สุนัย  ลีวันแสงทอง และ ผศ.พญ.ศรีสกุล จิรกาญจนากร

รศ.นพ.สุนัย ลีวันแสงทอง รองผู้อำนวยการสายการแพทย์ โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ภายใต้การกำกับดูแลของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เปิดเผยว่า ไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบสาธารณสุขของประเทศ ความต้องการด้านบริการทางการแพทย์และสุขภาพของผู้สูงอายุจึงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ พฤติกรรมการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคดิจิทัล ส่งผลต่อสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญ และความซับซ้อนในการวินิจฉัยและการรักษา เสี่ยงเข้าสู่ภาวะวิกฤตที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต ซึ่งพบได้ในทุกช่วงวัย เหล่านี้ล้วนเป็นโจทย์สำคัญที่ท้าทายการพัฒนาระบบการแพทย์ในปัจจุบัน

ผศ.พญ.ศรีสกุล จิรกาญจนากร ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะทาง (ผู้ป่วยวิกฤต) กล่าวว่า โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ได้เตรียมความพร้อมรองรับจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยวิกฤต เพิ่มจำนวนเตียง ICU จากเดิม 75 เตียง เป็น 92 เตียง เพื่อให้สามารถดูแลผู้ป่วยวิกฤตได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพสูงสุด

พร้อมกันนี้ โรงพยาบาลเตรียมนำนวัตกรรมทางการแพทย์ SMART ICU เข้ามาเสริมศักยภาพในการดูแลรักษาผู้ป่วย โดยคาดว่าจะสามารถนำมาใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพภายในปีหน้า เทคโนโลยีดังกล่าวช่วยวิเคราะห์ข้อมูลทางการแพทย์ได้อย่างแม่นยำ ลดความคลาดเคลื่อนในการรักษา และสนับสนุนการตัดสินใจของทีมแพทย์แบบเรียลไทม์ อีกทั้งยังช่วยลดภาระงานของพยาบาล ทำให้บุคลากรสามารถทุ่มเทเวลาในการดูแลผู้ป่วยได้มากขึ้น ส่งผลให้ผู้ป่วยมีโอกาสฟื้นตัวรวดเร็ว และกลับไปใช้ชีวิตกับครอบครัวได้อย่างมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

พยาบาลเฉพาะทางดูแลผู้ป่วยวิกฤต

นอกจากการดูแลรักษาผู้ป่วยแบบองค์รวมด้วยความเข้าใจ (Empathy)  โดยทีมแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ และพยาบาลเฉพาะทางผู้ป่วยวิกฤต รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ เช่น เภสัชกร นักกำหนดอาหาร นักกายภาพบำบัด โดยเน้นการสื่อสารด้วยความชัดเจน โปร่งใส ในมิติระหว่างโรงพยาบาลกับครอบครัวของผู้ป่วย เพื่อให้เกิดความเข้าใจในแนวทางการรักษา ติดตามกระบวนการดูแล และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับการรักษาได้อย่างเต็มที่ เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและกลับไปใช้ชีวิตกับครอบครัวอย่างมีความสุข

ขยายพื้นที่หอผู้ป่วยวิกฤตและเพิ่มจำนวนเตียง ICU

ทางโรงพยาบาลกำลังเตรียมความพร้อมจะขยายจำนวนเตียงสำหรับการดูแลผู้ป่วยกึ่งวิกฤต เพื่อรองรับผู้ป่วยที่ผ่านพ้นวิกฤตจากหอผู้ป่วย ICU แต่ยังต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมแพทย์และพยาบาลเฉพาะทาง ซึ่งญาติสามารถเฝ้าผู้ป่วยได้เหมือนกับหอผู้ป่วยปกติ จึงทำให้สามารถให้การรักษาพยาบาลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการเอื้อให้ครอบครัวมีส่วนร่วมในการดูแลผู้ป่วยได้อย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งจะช่วยสร้างกำลังใจให้การฟื้นตัวของผู้ป่วยให้ดีขึ้นตามลำดับ

แอสตร้าเซนเนก้าเผยนวัตกรรมแห่งความหวังหยุดยั้ง ‘โรคปอดอุดกั้นเรื้อรังและโรคหืด’

แอสตร้าเซนเนก้าเผยนวัตกรรมแห่งความหวังหยุดยั้ง  ‘โรคปอดอุดกั้นเรื้อรังและโรคหืด’

แอสตร้าเซนเนก้าเผยนวัตกรรมแห่งความหวังหยุดยั้ง ‘โรคปอดอุดกั้นเรื้อรังและโรคหืด’

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

แอสตร้าเซนเนก้า ผนึกกำลังผู้เชี่ยวชาญนานาชาติในงานประชุม Asia COPD & SEA Summit 2025 เผยนวัตกรรม “Triple Therapy” และ “Biologics” จุดประกายความหวัง พร้อมร่วมเปลี่ยนอนาคต “โรคปอดอุดกั้นเรื้อรังและโรคหืด” ภัยเงียบที่คร่าชีวิต…สู่โรคที่ควบคุมได้

โรคปอดอุดกั้นเรื้อรังและโรคหืดคือ “ภัยเงียบ” ที่คร่าชีวิตผู้คนนับล้านทั่วโลกทุกปี ทว่าสังคมกลับมีการตระหนักรู้ต่อโรคเหล่านี้น้อยและทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ในงาน Asia COPD & SEA Summit 2025 ที่ แอสตร้าเซนเนก้า ในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรมสุขภาพทางเดินหายใจระดับโลก ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจาก 7 ประเทศ ได้เผยความก้าวหน้าตามแนวทางการรักษา GOLD Guidelines 2025 ชี้ชัดถึง ‘นวัตกรรมแห่งความหวัง’ อย่าง Triple Therapy ยาสูดรที่ผสานตัวยาสามชนิดในอุปกรณ์เดียว และ
ยาชีววัตถุ (Biologics) ที่ออกฤทธิ์ตรงต่อกลไกของโรค ซึ่งไม่เพียงลดการกำเริบและอัตราการเสียชีวิต แต่ยังคืนโอกาสให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตใกล้เคียงปกติอีกครั้ง ความก้าวหน้านี้จึงไม่ใช่เพียงการรักษา แต่คือความหวังที่อาจหยุดยั้งไม่ให้ “ภัยเงียบ” พรากชีวิตใครอีกต่อไป

ศ.นพ. กิตติพงศ์ มณีโชติสุวรรณ ศาสตราจารย์ประจำสาขาอายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินหายใจและเวชบำบัดวิกฤติ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

ศ.นพ. กิตติพงศ์ มณีโชติสุวรรณ ศาสตราจารย์ประจำสาขาอายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินหายใจและเวชบำบัดวิกฤติ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า “แม้โรคปอดอุดกั้นเรื้อรังจะเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับสามของโลก แต่ยังไม่ได้รับความตระหนักรู้เท่าที่ควร ทั้งที่ผู้ป่วยต้องทนทุกข์จากภาวะหายใจติดขัดรุนแรงเสมือนถูกกดใต้น้ำ โดยในไทยพบว่าราว 7% ของประชากรกำลังเผชิญโรคนี้ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากปัญหาฝุ่น PM2.5 และการสูบบุหรี่ สถานการณ์ที่น่ากังวลดังกล่าวสะท้อนความสำคัญของเวที Asia COPD & SEA Summit 2025 ซึ่งเผยความก้าวหน้าของนวัตกรรม “Triple Therapy” หรือยาสูด (Inhaler) ที่ผสานตัวยาสามชนิด ได้แก่ ยาขยายหลอดลม 2 ชนิด และยาลดการอักเสบ 1 ชนิด ไว้ในหลอดเดียว มาพร้อมกับนวัตกรรม Aerosphere ในรูปแบบละอองยาที่ออกแบบให้กระจายตัวยาอย่างสมดุลลึกถึงปอดและหลอดลมเล็ก และสามารถเข้าถึงตำแหน่งของโรคได้อย่างตรงจุด จึงสามารถช่วยควบคุมอาการ ลดการกำเริบ และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นการประชุมครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แต่ยังเป็นการจุดประกายความหวังในการเปลี่ยนอนาคตของผู้ป่วยในไทยและในระดับภูมิภาคให้กลับมาใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่”

ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโรคปอดและระบบทางเดินหายใจในระดับนานาชาติอย่าง ศ. นพ. ไมเคิล จี. ครูกส์ ศาสตราจารย์ด้านอายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินหายใจ มหาวิทยาลัยฮัลล์ ยอร์ก เมดิคัล สคูล (Hull York Medical School) สหราชอาณาจักร และ รศ. นพ. เล คัค บ๋าว รองหัวหน้าแผนกโรคปอดโรงพยาบาลเกียดินห์ ประเทศเวียดนาม ต่างเห็นตรงกันถึงอันตรายของโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ที่ไม่ได้จำกัดแค่ที่ ‘ปอด’ หากยังคุกคามถึง ‘หัวใจ’ ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการกำเริบมากกว่า 2 ครั้งต่อปี ซึ่งจัดเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงต่อโรคแทรกซ้อน ทั้งความดันโลหิตสูงกว่า 46% โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ 40% หรือภาวะหัวใจล้มเหลวกว่า 20% ดังนั้น “การควบคุมการกำเริบ” จึงเป็นหัวใจสำคัญของการรักษา โดยงานวิจัยได้ยืนยันถึงประสิทธิภาพของ Triple Therapy ว่าสามารถลดการกำเริบและความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจได้อย่างตรงจุด ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของนวัตกรรมที่เข้าใจทั้งโรคและผู้ป่วยอย่างแท้จริง

จากประสบการณ์ของประเทศเวียดนามที่ได้บูรณาการ Triple Therapy เข้าสู่ระบบสาธารณสุขมาเกือบ 1 ปี สะท้อนผลลัพธ์ที่ชัดเจนว่าผู้ป่วยควบคุมอาการกำเริบได้ดีขึ้น รับยาได้ต่อเนื่อง และกลับมาใช้ชีวิตใกล้เคียงปกติ ผลลัพธ์ความสำเร็จนี้จึงพิสูจน์แล้วว่า Triple Therapy ไม่ใช่เพียง ‘ทางเลือก’ แต่คือ ‘ทางรอด’ และเป็นคำถามที่ทุกประเทศ รวมถึงประเทศไทย ต้องร่วมกันทบทวนว่าในวันนี้เราได้มอบการรักษาที่ดีพอและทั่วถึงให้แก่ผู้ป่วยแล้วหรือยัง

รศ. นพ. ศิวศักดิ์ จุทอง อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินหายใจและภาวะวิกฤตทางเดินหายใจ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เปิดเผยว่า “โรคหืดเป็นภาวะหลอดลมตีบแคบจากการอักเสบเรื้อรัง ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องและควบคุมอาการของโรคได้ไม่ดี อาจก่อให้เกิดเป็น ‘โรคหืดรุนแรง’ (Severe Asthma) จากการศึกษาพบว่า ประมาณ 7 คน ต่อประชากร 100 คน มีอาการโรคหืดรุนแรง และได้คร่าชีวิตผู้ป่วยราว 2,000 รายต่อปี ในปัจจุบันการรักษาโรคหืดรุนแรงได้มีการพัฒนาไปอย่างมาก ซึ่งหนึ่งในก้าวสำคัญคือ ยาชีววัตถุ หรือ Biologics ที่ออกฤทธิ์ตรงต่อกลไกของโรค ช่วยลดอาการเหนื่อยหอบได้อย่างแม่นยำ จากประสบการณ์จริงของผู้ป่วยรายหนึ่งสะท้อนพลังของนวัตกรรมการรักษาอย่างชัดเจน เขาเล่าว่าเคยต้องทนกับอาการหอบหนักแม้เพียงเดินไม่กี่ก้าว แต่หลังได้รับการรักษาก็กลับมาหายใจโล่งขึ้น และจนสามารถคว้าเหรียญทองแบดมินตันได้สำเร็จ”

“คงจะเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างมาก หากนวัตกรรมเหล่านี้ ทั้ง Triple Therapy และยาชีววัตถุ(Biologics) จะสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมและทั่วถึงภายใต้สิทธิการรักษาต่าง ๆ เพราะนั่นไม่ได้เพียงแต่ช่วยรักษาอาการ แต่ยังคือการคืนลมหายใจ ความฝัน และคุณภาพชีวิตให้กับผู้ป่วยอีกนับไม่ถ้วน เพื่อให้พวกเขาได้มีโอกาสใช้ชีวิตอย่างเต็มศักยภาพ และก้าวเดินต่อไปด้วยความหวัง” รศ. นพ. ศิวศักดิ์ กล่าว

การประชุม Asia COPD & SEA Summit 2025 สะท้อนพันธกิจอันแน่วแน่ของ ‘แอสตร้าเซนเนก้า’ ในฐานะผู้นำการขับเคลื่อนการดูแลโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังและโรคหืดรุนแรงในภูมิภาคเอเชีย ภัยเงียบที่กระทบผู้คนนับล้านทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ผ่านการผสานองค์ความรู้ แนวทางการรักษา และนวัตกรรมระดับนานาชาติ เพื่อยกระดับศักยภาพการวินิจฉัยและการรักษา ที่ไม่เพียงเสริมความเข้มแข็งให้ระบบสาธารณสุข แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนมุมมอง จากโรคที่ทำให้ตายได้ สู่โรคที่ไม่จำเป็นต้องตาย หากได้รับการรักษาที่ถูกต้องและทันท่วงที พร้อมคืนคุณภาพชีวิตและความหวังให้ผู้ป่วย และขับเคลื่อนประเทศสู่อนาคตที่ทุกคนมีสุขภาพและชีวิตที่ดีกว่าเดิม

จิม ทอมป์สัน ถ่ายทอดความงามจากทิวเขาและผ้ามัดหมี่ ผ่านคอลเลกชัน ‘Jim’s Field of Dreams’

จิม ทอมป์สัน ถ่ายทอดความงามจากทิวเขาและผ้ามัดหมี่ ผ่านคอลเลกชัน ‘Jim’s Field of Dreams’

จิม ทอมป์สัน ถ่ายทอดความงามจากทิวเขาและผ้ามัดหมี่ ผ่านคอลเลกชัน ‘Jim’s Field of Dreams’

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

แบรนด์ไอคอนิกไลฟ์สไตล์ระดับโลกจากเมืองไทย จิม ทอมป์สัน พาเหล่าแฟชั่นนิสต้าไปสัมผัสธรรมชาติที่สวยงามชวนฝันในคอลเลกชันเรดี้ทูแวร์ล่าสุด Jim’s Field of Dreams ดึงแรงบันดาลใจจากทิวทัศน์อันอุดมสมบูรณ์ของเมืองไทยและเทคนิคการทอแบบดั้งเดิม โดยเฉพาะเทคนิคการทอผ้ามัดหมี่ของชุมชนช่างทอท้องถิ่น

คอลเลกชันนี้นำเสนอมุมมองใหม่จากวิถีชีวิตที่เปี่ยมเสน่ห์ที่จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม และนิทรรศการหมู่บ้านไทยผ่านดีไซน์ร่วมสมัย พร้อมถ่ายทอดลวดลายจากมรดกทางวัฒนธรรมในพาเลตสีสดใสและซิลลูเอตที่ใส่ใจทุกรายละเอียด ครีเอตเป็นแฟชันไอเทมที่ตอบโจทย์โมเดิร์นไลฟ์สไตล์และหยิบมาใส่ได้ทุกวัน

ทุกซิลลูเอตในคอลเลกชันออกแบบให้เคลื่อนไหวได้อย่างสะดวกสบาย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อเชิ้ตโอเวอร์ไซซ์และกางเกง Palazzo ผูกเชือกที่ให้ลุคชิล ๆ ส่วนแจ็กเก็ตผ้าเบาสบายที่แมตช์กับกางเกงขากว้างก็ได้เป็นลุคเก๋ที่โดดเด่นตั้งแต่เช้าจรดค่ำ เดรสในคอลเลกชันนี้มาในสไตล์เฟมินินที่สวยน่ามอง ทั้งแม็กซี่เดรสแขนยาวผ้าไหม Habotai และเดรสแขนกุดทรงคลาสสิกเข้ารูปกำลังดี หรือเลือกเป็นเดรสคอจีนกระดุมหน้าที่ดูเรียบเท่ ส่วนเดรสคาฟทานเปิดหลังก็เป็นอีกลุคที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมดีเทล

ลายพรินต์ใน Jim’s Field of Dreams สะท้อนภูมิทัศน์และวัฒนธรรมอันงดงามของไทย ผสานงานทอดั้งเดิมเข้ากับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ลวดลาย Trogon Birds ได้แรงบันดาลใจจากนกขุนแผน (นกสาลิกาดง) ที่พบได้ในพื้นที่เขาใหญ่ กลายเป็นลายกราฟิกที่เบลนด์ดีเทลของธรรมชาติกับลายเส้นสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว ส่วนลาย San Sai ตีความการทอผ้ามัดหมี่ของช่างทอใน อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ พร้อมเสริมด้วยองค์ประกอบของแสงไฟอบอุ่นที่อินสไปร์มาจากเทศกาลปล่อยโคมลอยของภาคเหนือ

อีกหนึ่งลายพิเศษคือ Chiang Dao สะท้อนภาพทุ่งหญ้าท่ามกลางดาวเต็มฟ้าผ่านลายมัดหมี่รูปเพชรแสนประณีตในโทนเขียวเข้มและน้ำเงินคราม ลาย Mae Chaem ตีความมัดหมี่ลายเพชรจาก อ.แม่แจ่ม จ. เชียงใหม่ เป็นกราฟิกสะอาดตาในโทนสีเรียบเท่ ส่วน Hang Dong ได้แรงบันดาลใจภูมิทัศน์โขดหินใน อ.หางดง จ. เชียงใหม่ ผ่านเส้นสายเรขาคณิตและพาเลตต์สีเข้มดูสุขุม และลายพรินต์ Coconut Ikat รังสรรค์ลายใบปาล์มพลิ้วไหวดูสง่างามตัดกับเส้นขอบฟ้า ในโทนสีเขียวตัดกับขาวงาช้างและดำตัดกับครีม

แอกเซสซอรีในคอลเลกชันพร้อมคอมพลีตทุกลุค ทั้ง Similan Bag กระเป๋าปักลาย Nang Yai เป็นการยกย่องศิลปะมหรสพ “หนังใหญ่” ที่ครั้งหนึ่งเคยสงวนไว้สำหรับราชพิธีเท่านั้น และ Silk Pleated Mini Bangkok Satchel Bag กระเป๋าที่ทำจากผ้าไหม 100% พร้อมเทคนิคการจับพลีตที่ดูคลาสสิก มอบใช้งานได้หลากหลายในเฉดสีทองที่เข้ากับทุกลุคตั้งแต่เช้าจรดค่ำ

ส่วนแคปซูลคอลเลกชันสำหรับผู้ชาย ก็มาพร้อมไอเทมจากผ้าคอตตอนและลินินที่เหมาะสำหรับทุกวัน อวดลายพรินต์ที่มาพร้อมเทกซ์เจอร์เป็นเอกลักษณ์ ทั้งเสื้อเชิ้ตและกางเกงขาสั้นในลาย Mae Chaem, Hang Dong และ Coconut Ikat ชูความเท่ของลายมัดหมี่ในเฉดสีเอิร์ธโทนและน้ำเงินคราม

ตามไปอัพเดทคอลเลกชัน Jim’s Field of Dreams ที่สโตร์จิม ทอมป์สัน ทุกสาขา และทางออนไลน์ที่ jimthompson.com

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ จีนสมัยประธานาธิบดี ‘สี จิ้นผิง’..ก้าวสู่ผู้นำโลก

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ จีนสมัยประธานาธิบดี ‘สี จิ้นผิง’..ก้าวสู่ผู้นำโลก

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ จีนสมัยประธานาธิบดี ‘สี จิ้นผิง’..ก้าวสู่ผู้นำโลก

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“สีจิ้นผิง” ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 การนำของเขาส่งผลให้ประเทศจีนเกิดการเปลี่ยนแปลงในหลายมิติอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และการทูต ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญต่อทั้งจีนและโลก

ภูมิหลังและการก้าวขึ้นสู่อำนาจ สี จิ้นผิง เกิดเมื่อปี พ.ศ.2496 ที่กรุงปักกิ่ง เขาเป็นบุตรชายของอดีตรองนายกรัฐมนตรีจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้นำปฏิวัติยุคแรกของพรรคคอมมิวนิสต์จีน อย่างไรก็ตาม ในช่วง ปฏิวัติวัฒนธรรม (ค.ศ. 1966-1976) ครอบครัวของเขาถูกกวาดล้างและบิดาถูกกักขัง ทำให้สี จิ้นผิงต้องใช้ชีวิตในชนบทห่างไกลในมณฑลส่านซี ประสบการณ์อันยากลำบากนี้ได้หล่อหลอมให้เขามีความเข้าใจชีวิตของประชาชนระดับรากหญ้าอย่างลึกซึ้ง

หลังจากการปฏิวัติวัฒนธรรมสิ้นสุดลง สี จิ้นผิงกลับมาศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาที่ มหาวิทยาลัยชิงหวา และเริ่มต้นเส้นทางการเมืองโดยการทำงานในท้องถิ่น เขาไต่เต้าจากตำแหน่งเล็กๆ ในระดับอำเภอ สู่ตำแหน่งผู้ว่าการมณฑล และเลขาธิการพรรคประจำมณฑลเจ้อเจียงและเซี่ยงไฮ้ ประสบการณ์ที่หลากหลายในหลายพื้นที่ทำให้เขาเข้าใจกลไกการบริหารประเทศในทุกระดับก่อนจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุด

นโยบายหลักและการพัฒนาประเทศจีนในยุคสี จิ้นผิง เมื่อก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำสูงสุดในปี พ.ศ. 2556 สี จิ้นผิงได้ดำเนินนโยบายที่มุ่งเน้นการปฏิรูปและสร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศในทุกมิติ นโยบายสำคัญที่โดดเด่น มีดังนี้

• การต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น : สี จิ้นผิงได้รณรงค์ต่อต้านการทุจริตครั้งใหญ่ที่เรียกว่า “ปราบทั้งเสือและแมลงวัน” (Tigers and Flies) ซึ่งมุ่งเป้าไปที่เจ้าหน้าที่ทุจริตทุกระดับ ตั้งแต่ระดับสูง (“เสือ”) จนถึงระดับล่าง (“แมลงวัน”) มีการจับกุมและดำเนินคดีเจ้าหน้าที่ทุจริตหลายแสนคน นโยบายนี้ได้รับความนิยมจากประชาชนอย่างสูงและช่วยเสริมสร้างอำนาจของเขาในฐานะผู้นำ

• โครงการ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” (Belt and Road Initiative, BRI) : โครงการยักษ์ใหญ่ระดับโลกนี้เริ่มขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2556 มีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูเส้นทางสายไหมในอดีต โดยการลงทุนสร้างเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานทั้งทางบกและทางทะเลเพื่อเชื่อมโยงจีนเข้ากับเอเชีย ยุโรป และแอฟริกา โครงการนี้มีบทบาทสำคัญในการขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการเมืองของจีนไปทั่วโลก ผ่านการสร้างเครือข่ายการค้าและการลงทุน และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในประเทศกำลังพัฒนา

• “ความฝันของจีน” (Chinese Dream) : นโยบายนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างสรรค์ความเจริญรุ่งเรืองของชาติ ฟื้นฟูประเทศให้ยิ่งใหญ่ และส่งเสริมให้ประชาชนทุกคนมีชีวิตที่ดีขึ้น แนวคิดนี้กลายเป็นวิสัยทัศน์หลักในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจีน โดยมีเป้าหมายหลักคือการทำให้จีนเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วภายในปี พ.ศ. 2592 ซึ่งครบรอบ 100 ปีการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน

• การยกระดับกองทัพให้ทันสมัย : ภายใต้การนำของสี จิ้นผิง กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) ได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัยอย่างกว้างขวาง ทั้งในด้านเทคโนโลยีและยุทโธปกรณ์ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการป้องกันประเทศและขยายบทบาทในเวทีโลก

• แนวคิด “ความมั่งคั่งร่วมกัน” (Common Prosperity) ถูกนำมาใช้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และปรับทิศทางของตลาดให้สอดคล้องกับอุดมการณ์มากขึ้น

• การรวมศูนย์อำนาจรัฐ : ในช่วงการดำรงตำแหน่งของสี จิ้นผิง มีการเสริมสร้างอำนาจของพรรคคอมมิวนิสต์จีนและเพิ่มการควบคุมสังคมให้เข้มงวดขึ้น รวมถึงการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกและการควบคุมสื่ออินเทอร์เน็ต การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ การยกเลิกข้อจำกัดวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี พ.ศ.2561 ซึ่งทำให้เขาสามารถดำรงตำแหน่งผู้นำได้ตลอดไป

• จีนสมัยสี จิ้นผิงได้ผลักดันการปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่ โดยเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม จีนได้ลงทุนอย่างมหาศาลในด้าน: ปัญญาประดิษฐ์ (AI),  เทคโนโลยี 5G,พลังงานสะอาด,ยานยนต์ไฟฟ้า,เทคโนโลยีอวกาศ

• บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Alibaba, Tencent, Huawei และ BYD กลายเป็นผู้นำระดับโลก ทำให้จีนไม่ใช่แค่ “โรงงานของโลก” อีกต่อไป แต่เป็น “ศูนย์กลางนวัตกรรม”

•  แผนยุทธศาสตร์ Made in China 2025 นี้มุ่งเปลี่ยนจีนจากการผลิตสินค้าคุณภาพต่ำสู่การผลิตสินค้าไฮเทคคุณภาพสูง เป้าหมายคือการลดการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติและกลายเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับโลก

สี จิ้นผิง ไม่ใช่เพียงแค่ผู้นำทางการเมือง แต่เป็นผู้กำหนดวิสัยทัศน์และทิศทางอนาคตของจีนในช่วงศตวรรษที่ 21 นโยบายและการบริหารงานของเขามีผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อทั้งประเทศจีนและโลกโดยรวม ทำให้เขาเป็นหนึ่งในผู้นำที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของจีนอย่างแท้จริง

โดย อาทร  จันทวิมล

ขอบคุณภาพจากเพจเฟสบุ๊ก Chinese Embassy in Bangkok สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงกับพระราชกรณียกิจด้านสุขภาพของพสกนิกร

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงกับพระราชกรณียกิจด้านสุขภาพของพสกนิกร

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงกับพระราชกรณียกิจด้านสุขภาพของพสกนิกร

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เนินนานหลายทศวรรษที่คนไทยได้รับพระมหากรุณาธิคุณนานัปการอันหาที่สุดมิได้จากน้ำพระทัยของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพราะฉะนั้น จึงทำให้พสกนิกรไทยมีความผูกพันและเคารพเทิดทูนพระองค์ท่านอย่างสูงเสมอมา

ข่าวการเสด็จสู่สวรรคาลัยของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อ 24 ตุลาคม 2568 จึงถือเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของแผ่นดินไทย คนไทยตระหนักดีว่าพระองค์ท่านทรงเป็นศูนย์รวมแห่งจิตใจของคนไทย พระองค์พระราชทานความรัก ความห่วงใย และพระเมตตาอันล้นพ้นต่อพสกนิกรชาวไทยตลอดพระชนม์ชีพ ผู้เขียนเชื่อมั่นว่าคนไทยทุกคนประจักษ์ในพระมหากรุณาธิคุณ และได้รับรู้ชัดเจนถึงสิ่งที่พระองค์ท่านทรงอุทิศพระวรกายเพื่อความผาสุกของคนไทย โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในเขตทุรกันดาร ห่างไกลความเจริญ 

ในฐานะที่ผู้เขียนอยู่ในแวดวงด้านการสาธารณสุขได้ประจักษ์ชัดว่าพระองค์ท่านทรงสนับสนุนด้านสมุนไพรของไทยมาโดยตลอด เพราะทรงตระหนักว่าสมุนไพรไทยมีคุณต่อสุขภาพของประชาชนชาวไทย พระองค์ทรงเน้นสุขภาวะองค์รวมของประชาชน และมีพระราชดำริที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับสุขภาพของประชาชน ทรงมองว่าสุขภาพมิใช่เพียงการไม่มีโรคภัย แต่แท้ที่จริงคือการมีชีวิตที่สมบูรณ์ทั้งกายกและใจไปพร้อม ๆ กัน  สมดั่ง พระราชดำรัสที่ว่า “จิตใจที่แจ่มใสย่อมอยู่ในร่างกายที่แข็งแรง” สะท้อนถึงแนวคิดสุขภาวะองค์รวมที่พระองค์ทรงยึดถือและผลักดันเสมอมา ทรงตระหนักว่าการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล ยังมีข้อจำกัดอีกมากมาย ทั้งด้านบุคลากรการแพทย์ ยา เวชภัณฑ์ และความรู้ด้านสุขอนามัย ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงทรงริเริ่มและสนับสนุนโครงการต่าง ๆ ที่มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

หนึ่งในพระราชกรณียกิจสำคัญคือการจัดตั้ง “หน่วยแพทย์พระราชทาน” ในปี พ.ศ. 2510 เพื่อให้บริการการแพทย์แก่ประชาชนในพื้นที่ห่างไกล อย่างไรก็ตาม หน่วยแพทย์พระราชทานมิได้แค่เพียงให้การรักษาเบื้องต้นเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทในการแจกจ่ายยา ให้ความรู้เรื่องการใช้ยาอย่างถูกต้อง และส่งเสริมการใช้สมุนไพรพื้นบ้านที่มีสรรพคุณทางยา หน่วยแพทย์พระราชทานยังทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงระหว่างชุมชนกับระบบสาธารณสุขของรัฐ โดยส่งต่อผู้ป่วยที่ต้องการการรักษาเฉพาะทางไปยังโรงพยาบาลหลัก พร้อมทั้งเก็บข้อมูลสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ เพื่อใช้ในการวางแผนพัฒนาสุขภาพในระยะยาว

ยังมีโครงการเพื่อให้ประชาชนสามารถดูแลสุขภาพตนเองได้อย่างต่อเนื่อง โดยพระองค์ทรงสนับสนุน “โครงการแพทย์ประจำหมู่บ้าน” ซึ่งเป็นการฝึกอบรมบุคคลในชุมชน ให้มีความรู้ด้านสุขภาพเบื้องต้น รวมถึงการใช้ยาอย่างปลอดภัย และการใช้สมุนไพรพื้นบ้านในการดูแลสุขภาพ พระองค์ทรงเห็นคุณค่าของภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยเฉพาะสมุนไพรไทยที่มีสรรพคุณทางยาหลากหลาย เช่น ฟ้าทะลายโจร ขมิ้นชัน กระชายดำ และบัวบก ซึ่งสามารถนำมาใช้ในการรักษาโรคทั่วไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โครงการนี้จึงไม่เพียงแต่จะช่วยลดภาระของระบบสาธารณสุข แต่ยังเป็นการอนุรักษ์ และส่งเสริมภูมิปัญญาไทยให้คงอยู่สืบต่อไป

และด้วยพระมหากรุณาธิคุณที่แสนยิ่งใหญ่ที่พระราชทานต่อผู้ที่เสียสละเพื่อชาติ พระองค์ทรงก่อตั้ง “มูลนิธิสายใจไทยในพระบรมราชูปถัมภ์” เพื่อให้การดูแลทหาร ตำรวจ และพลเรือนที่ได้รับบาดเจ็บหรือทุพพลภาพจากการปฏิบัติหน้าที่ และเมื่อพระองค์ทรงพบราษฎรเจ็บป่วยก็จะทรงรับไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ โดยมูลนิธิฯ ให้การรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการจัดหาเวชภัณฑ์ ยา และอุปกรณ์ช่วยเหลือผู้ป่วย ผู้บาดเจ็บ และผู้พิการ นอกจากนี้ยังส่งเสริมการฟื้นฟูสมรรถภาพทั้งทางกายและจิตใจของผู้บาดเจ็บ และพิการด้วย

พระองค์พระราชทานความช่วยเหลือในยามวิกฤตเสมอมา โดยพระราชทานยา เวชภัณฑ์ และพระราชทานกำลังใจ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือในยามที่เกิดการระบาดของโรคโควิด-19 ถึงแม้พระองค์ท่านจะทรงมีพระชนมายุมากแล้ว ทรงพระชราภาพและยังทรงพระประชวร แต่พระองค์ยังทรงห่วงใยพสกนิกรของพระองค์ไม่เสื่อมคลาย จึงพระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์สำหรับจัดซื้อยา เวชภัณฑ์ และอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลให้บุคลากรทางการแพทย์ทั่วประเทศ เพราะทรงเห็นว่าหากบุคลากรการแพทย์ประสบปัญหาสุขภาพ จะทำให้ไม่สามารถปฏิบัติงานสำคัญของประเทศได้ผลดี

สมเด็จพระพันปีหลวงมีพระราชดำริให้ส่งเสริมสมุนไพรไทยในระดับนโยบาย มีการวิจัยและพัฒนาสมุนไพรไทยอย่างเป็นระบบ โดยสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์วิจัยสมุนไพรในหลายภูมิภาค เพื่อศึกษาสรรพคุณทางยา พัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ และส่งเสริมการใช้สมุนไพรในระบบสาธารณสุข ทรงส่งเสริมการปลูกสมุนไพรในชุมชน เพื่อให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ในด้านการดูแลสุขภาพเบื้องต้น และยังสร้างรายได้เสริมจากการแปรรูปสมุนไพรเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพ เช่น ยาหม่อง น้ำมันสมุนไพร และชาสมุนไพร

พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระพันปีหลวงมิได้เป็นเพียงหน้าประวัติศาสตร์ หากแต่ยังเป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ ที่ยังคงส่องทางให้แก่ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพและสาธารณสุขทุกระดับของประเทศไทย พระองค์ทรงแสดงให้เห็นว่า “สุขภาพ” มิใช่เพียงเรื่องของการรักษาโรค แต่คือการดูแลชีวิตอย่างรอบด้าน ด้วยความเข้าใจ เห็นใจ และเข้าถึง
ในฐานะผู้เขียนมีบทบาทในแวดวงสุขภาพและยา จึงขอน้อมนำแนวทางของพระองค์มาเป็นหลักในการทำงาน โดยเฉพาะการส่งเสริมการใช้ยาอย่างปลอดภัย การพัฒนานวัตกรรมเพื่อผู้ป่วย หรือการฟื้นฟูภูมิปัญญาสมุนไพรไทยเพื่อให้มีผลดีต่อระบบสุขภาพยั่งยืนของประเทศ

การสานต่อพระราชปณิธานของพระองค์ ด้วยการลงมือทำด้วยหัวใจที่เปี่ยมด้วยความเมตตา ด้วยความเข้าใจในความทุกข์ของผู้ป่วย และด้วยความเชื่อมั่นว่า “สุขภาพที่ดีคือรากฐานของชีวิตที่มีคุณภาพ” ข้าพระพุทธเจ้าขอเป็นหน่วยเล็ก ๆ ที่ร่วมกันสืบสานงานต่อจากพระองค์ เพื่อให้น้ำพระทัยจากพระเมตตายังคงสว่างไสวในหัวใจของประชาชนไทยตลอดไป
ขอน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยจะดำเนินงานตามพระราชดำริของพระองค์ท่านตลอดไป

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนไทยเชื้อสายจีนแต้จิ๋ว

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนไทยเชื้อสายจีนแต้จิ๋ว

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนไทยเชื้อสายจีนแต้จิ๋ว

วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.30 น.

กลุ่มคนไทยเชื้อสายจีนในประเทศไทย  ที่มีจำนวนมากที่สุดราว 4 ถึง 5 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 56 ของคนไทยเชื้อสายจีน คือ “ชาวไทยเชื้อสายจีนแต้จิ๋ว” ซึ่งเป็นชาวฮั่นที่เป็นคนท้องถิ่นในเขตแต้จิ๋ว (เฉาโจวหรือเตี่ยซัว Chaozhou 潮州) ทางตะวันออกของมณฑลกวางตุ้ง (กว่างตง) ทางตอนใต้ของประเทศจีน  ส่วนใหญ่มาจากอำเภอ  เฉาอัน เฉาหยาง เฉิงห่าย ผู่หนิง เจ้หยาง และเหราผิง (Chaoan, Chaoyang, Chenghai, Puning, Chiehyang และ Jaoping) บริเวณใกล้ท่าเรือจางหลิน (Zhanglin) และเมืองซัวเถา (ซ่านโถว) 

ชื่อแต้จิ๋ว มาจากคำว่าเตีย (แต้) เป็นคำโบราณแปลว่า ทะเล กับคำว่า โจว (จิ๋ว) แปลว่าเมือง   ดังนั้น แต้จิ๋วจึงแปลว่า เมืองชายทะเล  ชาวจีนแต้จิ๋วรุ่นเก่า ๆ ที่อพยพมาเมืองไทยบางคนบอกว่าตนมาจากเมืองแต้จิ๋ว แต่คนรุ่นหลังจะเรียกชื่อใหม่คือ เตี่ยอัน ซึ่งเป็นชื่อที่ออกสำเนียงแต้จิ๋วของอำเภอเฉาอัน (Chaoan) สังกัดเทศบาลนครซ่านโถว (ซัวเถา)  รัฐบาลจีนได้ประกาศให้เมืองแต้จิ๋วเป็นเมืองประวัติศาสตร์ ในปี 2529 (1986)

เมืองแต้จิ๋วถูกขนาบข้างด้วยภูเขาและทะเลจีนใต้ มีพื้นที่ราบลุ่มเพาะปลูกน้อย มีความแออัดของประชากร และมักประสบภัยธรรมชาติอย่างน้ำท่วมและภัยแล้งอยู่บ่อยครั้ง เมื่อประกอบกับความวุ่นวายทางการเมืองและสังคมในช่วงพุทธศตวรรษที่ 24 และ 25 เช่น สงครามฝิ่น และ การจลาจลไท่ผิง ชาวแต้จิ๋วจำนวนมากจึงตัดสินใจออกเดินทางไปต่างประเทศเพื่อแสวงหาชีวิตที่ดีกว่า

การอพยพของชาวแต้จิ๋วนั้นกระจายไปทั่วโลก ทั้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม และกัมพูชา รวมถึงประเทศอื่น ๆ อย่างแคนาดา สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และฝรั่งเศส

การอพยพของชาวจีนแต้จิ๋วมายังสุวรรณภูมิเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่สมัยราชวงศ์หยวนของจีน หรือราวพุทธศตวรรษที่ 18 โดยมีการเดินทางเข้ามาค้าขายยังอาณาจักรสุโขทัยผ่านเส้นทางการค้าทางทะเล ต่อมาในสมัยกรุงธนบุรีและรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีการอพยพเพิ่มขึ้นอย่างมากเนื่องจากปัจจัยภายในจีน เช่น ความยากจน ภัยธรรมชาติ และความขัดแย้งทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งมีเชื้อสายแต้จิ๋วขึ้นครองราชย์ ทำให้ชาวจีนแต้จิ๋วจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามายังสยามด้วยความหวังและความเชื่อมั่น

เหตุผลสำคัญที่ชาวแต้จิ๋วเลือกมายังประเทศไทยคือการมีเรือสำเภาประจำทางระหว่างเมืองจีนกับสยาม และนโยบายเปิดประเทศของสยามในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ซึ่งมีการผูกสัมพันธ์ทางการค้ากับจีนอย่างแน่นแฟ้น รวมถึงนโยบายที่ไม่เข้มงวดในการตั้งถิ่นฐานของผู้คนจากต่างแดน เพราะสยาม ที่ต้องการแรงงานจีนมาช่วยพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะในด้านการขุดคลอง  สร้างทางรถไฟ   สร้างถนน และการค้าขาย  การเดินทางส่วนใหญ่ของคนจีนมาสยามนั้นทำโดยทางเรือเดินทะเล  โดยใช้เส้นทางจากท่าเรือซัวเถา (汕头) ในมณฑลกวางตุ้งผ่านจุดพักต่างๆ เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย  เวียดนาม อินโดนีเชีย  ก่อนมาถึงท่าเรือที่กรุงเทพฯ การเดินทางในสมัยนั้นเต็มไปด้วยอันตรายจากโจรสลัดและพายุ  คนจีนบางส่วนขึ้นฝั่งที่จังหวัดชายทะเลเช่น ชลบุรี  จันทบุรี  ฉะเชิงเทรา

เมื่อมาถึงเมืองไทย ชาวแต้จิ๋วส่วนใหญ่เริ่มต้นชีวิตใหม่ จากเสื่อผืนหมอนใบ ด้วยการเป็นแรงงานกรรมกรแบกกระสอบข้าวสาร และค้าขาย เริ่มจากของเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามตลาดสด ไปจนถึงการเปิดร้านค้าของตัวเอง อาชีพที่โดดเด่นคือการค้าข้าว ค้าเกลือ ค้าทองคำ  และการจับสัตว์น้ำทางทะเล เพราะมีความเชี่ยวชาญด้านการเดินเรือ  นอกจากการค้าขายแล้ว ชาวแต้จิ๋วยังประกอบอาชีพช่างฝีมือ เช่น ช่างเย็บผ้า ช่างทำเครื่องเงินเครื่องทอง    ช่างแกะสลัก และขายอาหาร

แหล่งที่อยู่สำคัญของชาวจีนแต้จิ๋วในประเทศไทยคือกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะย่านสำเพ็ง เยาวราช บางรัก  ตลาดพลู คลองเตย และคลองสาน นอกจากนี้ยังกระจายตัวไปยังจังหวัดต่าง ๆ ในภาคกลาง เช่น นครสวรรค์  ชลบุรี ระยอง จันทบุรี สงขลา(หาดใหญ่)  สุราษฎร์ธานี  ภูเก็ต  พังงา  ตรัง เชียงใหม่ เชียบราย นครสวรรค์  ลำปาง  โดยเฉพาะการค้าขายของชำ   ข้าวสาร ผ้า เครื่องใช้ และอาหารแห้ง ต่อมาได้ขยายไปสู่อุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น โรงสีข้าว โรงงานผลิตสินค้า และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

สิ่งที่ชาวจีนแต้จิ๋วชื่นชอบคือความมั่นคง ความขยัน และการรักษาประเพณีดั้งเดิม พวกแต้จิ๋วให้ความสำคัญกับครอบครัว การศึกษา และการสืบทอดวัฒนธรรมผ่านรุ่นสู่รุ่น ในทางกลับกัน สิ่งที่ไม่ชอบคือความฟุ่มเฟือย ความไม่ซื่อสัตย์ และการละเลยต่อบรรพบุรุษ   ชาวแต้จิ๋วมีลักษณะนิสัยที่โดดเด่นคือความขยันหมั่นเพียร รอบคอบ และมีทักษะในการค้าขาย ให้ความสำคัญกับการศึกษา การออม และการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ที่ดี ชาวแต้จิ๋วมีจิตใจเมตตา ชอบทำบุญทำทาน และเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อคนในชุมชน   ชอบรวมกลุ่มกันจัดกิจกรรมทางศาสนาและวัฒนธรรม ชอบการแสดงงิ้วจีน ร้องเพลงพื้นบ้าน เล่นเครื่องดนตรีจีน ชาวแต้จิ๋วยังคงรักษาประเพณีการกราบไหว้บรรพบุรุษและการทำบุญตามวันสำคัญต่างๆ

ชาวแต้จิ๋วไม่ชอบความสิ้นเปลือง การฟุ่มเฟือย และการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น หลีกเลี่ยงการเล่นการพนันยกเว้นการเล่นไพ่ในโอกาสพิเศษ ชาวแต้จิ๋วไม่ชอบคนที่ไม่ซื่อสัตย์ ไม่เชื่อถือได้ หรือไม่รักษาคำมั่นสัญญา    พวกแต้จิ๋วชอบหลีกเลี่ยงการขัดแย้งโดยตรงและชอบแก้ไขปัญหาด้วยการเจรจา การประนีประนอม และการหาทางออกที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ชาวแต้จิ๋วไม่ชอบการทำลายประเพณีหรือการไม่เคารพผู้ใหญ่

บุคคลสำคัญเชื้อสายแต้จิ๋วในประเทศไทยมีอยู่มากมาย เช่น สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และตระกูลดังในแวดวงธุรกิจ เช่น ตระกูลล่ำซำ (ธุรกิจธนาคาร ประกันภัย), ตระกูลโสภณพนิช (ธุรกิจธนาคาร  โรงพยาบาล ), ตระกูลเตชะไพบูลย์ (ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และธนาคาร), ตระกูลเจียรวนนท์ (ธุรกิจเกษตร อาหาร โทรคมนาคม )

ในด้านประเพณี ชาวจีนแต้จิ๋วยังคงรักษาพิธีกรรมดั้งเดิม เช่น การไหว้เจ้าในเทศกาลตรุษจีน การจัดงานกงเต๊กเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ผู้ล่วงลับ และการถือศีลกินเจในเดือนเก้าตามปฏิทินจีน นอกจากนี้พวกแต้จิ๋วยังนิยมเข้าวัดไทยและร่วมกิจกรรมทางศาสนาอย่างกลมกลืนกับคนไทยทั่วไป

อาหารแต้จิ๋วยอดนิยม ได้แก่ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลา  ข้าวต้มปลา หมูกรอบ  หอยทอด  โจ๊ก  ขนมจีบ ซาลาเปา   เป็ดพะโล้ หอยจ๊อ  แฮ่กึ๊น ข้าวขาหมู

เขตวัฒนธรรมแต้จิ๋วมิได้มีขอบข่ายอยู่เฉพาะเมืองแต้จิ๋ว เมื่อครั้งที่แต้จิ๋วยังเป็นมณฑลมีอำเภออยู่ในสังกัด อำเภอเหล่านั้นก็ล้วนเป็นเขตวัฒนธรรมแต้จิ๋วและเป็นบริเวณที่คนไทยเคยได้ยินชื่อคุ้นหูทั้งสิ้น เช่น เท่งไห้ ซัวเถา โผ่วเล้ง ฯลฯ อำเภอเฉิงห่าย หรือเท่าไห้เป็นอำเภอสำคัญ เพราะได้มีท่าเรือใหญ่เกิดขึ้นที่นี่ในต้นราชวงศ์หมิง (คริสตวรรษที่ 15 ) ชื่อว่าจางหลินหรือจึงลิ้ม ชาวแต้จิ๋วที่อพยพมาเมืองไทยในช่วงแรก ๆ ล้วนลงเรือที่ท่าจางหลิน ในสมัยต่อมาเมื่อมีการเปิดท่าเรือที่เมืองซัวเถาหรือซานโถว (Shantou) ชาวแต้จิ๋วจึงออกเดินทางจากท่าเรือซัวเถา เมืองซัวเถากลายเป็นศูนย์กลางของเขตวัฒนธรรมแต้จิ๋ว และยังเป็นมาจนทุกวันนี้

ลักษณะและกระบวนการอพยพ

เมื่อชาวแต้จิ๋วอพยพลงเรือสำเภาหัวแดงจากท่าเรือจางหลินแล้วก็จะมาขึ้นเรือที่กรุงเทพฯ ที่ท่าน้ำใกล้สำเพ็ง บางกลุ่มอาจจะไปขึ้นเรือที่ฉะเชิงเทรา หรือบางปลาสร้อย (ชลบุรี) หรือจันทบุรี เรือสำเภาจีนที่ใช้เดินสมุทรต้องมีขนาดใหญ่ถึง 3 เสากระโดงขึ้นไป ถ้าเป็นเรือหัวเขียวจะเป็นเรือจากมณฑลฟูเกี้ยน ส่วนเรือหัวเเดงมาจากมณฑลกวางตุ้ง ที่ทาสีต่างกันก็เพื่อให้สะดวกในการเรียกเก็บภาษีและการตรวจค้นทางทะเล เรือเหล่านี้มักมีระวางบรรทุกเฉลี่ย 350 ตัน เมื่อชาวแต้จิ๋วอพยพมาเมืองไทยมากขึ้น ก็ได้ใช้ไม้ที่เมืองไทยต่อเรือสำเภา เรือที่ต่อในเมืองไทยได้ชื่อว่าถูกและคงทน เรือสำเภาเหล่านี้แล่นลงสู่ทะเลใต้ (หนานหยาง) เพื่อทำการค้าขายกันประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในระยะที่ยังไม่มีเรือกลไฟนั้น การเดินทางจากจางหลินมายังประเทศไทยใช้เวลานานถึงหนึ่งเดือนส่วนใหญ่การเดินทางจะเป็นไปในลักษณะเรือใบสำเภาขนสินค้าเช่นข้าว จากประเทศไทยมายังประเทศจีนแล้วขนคนจีนไปยังประเทศไทย และก็มีสินค้าจากจีนส่งไปขายที่ประเทศไทยด้วย โดยเฉพาะผ้าไหม ชาและผักดองเค็มต่างๆ

พวกแต้จิ๋วได้ชื่อว่าเดินเรือเก่งและต่อเรือเก่งมานานแล้ว จึงเข้าดำเนินกิจการค้าสำเภาซึ่งเป็นวิถีทางเดียวของการอพยพ การเดินเรือสมัยนั้นต้องเป็นไปตามฤดูกาล กล่าวคือ อาศัยลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือในการเดินทางจากจีนมาไทย ระยะเวลาดังกล่าวจะอยู่ระหว่างเดือนมกราคมถึงเมษายน ส่วนการเดินทางไปจีนก็ต้องอาศัยลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งจะพัดระหว่างเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคมอัตราค่าโดยสารจากจางหลินมากรุงเทพฯ เป็นเงิน 6 เหรียญสเปน และเมื่อผู้มารับจ้างทำงานในกรุงเทพฯ เขาจะได้ค่าจ้างประมาณเดือนละ 3-4 เหรียญสเปน เงินเหล่านี้จะถูกหักไปชดใช้เป็นค่าโดยสาร

เฉินต๋า ได้บรรยายสภาพของการเดินทางเรือสำเภาของชาวจีนผู้หนึ่งเมื่อปี พ.ศ. 2413  ไว้ดังนี้

 “เมื่อข้าพเจ้าเป็นเด็กชาย หมู่บ้านของเรามีเรือสำเภาเดินทะเลแปดลำ ในการเดินทางลงไปทางใต้ เรือสำเภาเหล่านี้มักไปยังกรุงเทพฯ บรรทุกถั่ว ชา และไหม เป็นสินค้าที่สำคัญเรือสำเภาลำใหญ่ที่สุดบรรทุกผู้โดยสารกว่าสองร้อยคน ผู้โดยสารคนหนึ่งๆ มักจะนำไหน้ำซึ่งทำในท้องถิ่น พร้อมกับเสื้อใส่หน้าร้อนสองชุด หมวกฟางกลม ๆ หนึ่งใบ และเสื่อฟางหนึ่งผืนติดตัวมาด้วย การเดินทางจากซัวเถามากรุงเทพฯ กินเวลาหนึ่งเดือน หลังจากที่ก้าวลงเรือสำเภาแล้ว เราทำอะไรไม่ได้ นอกจากภาวนาสวรรค์ให้เราเดินทางตลอดรอดฝั่งโดยปลอดภัย”

การเดินทางเป็นไปด้วยความกันดารและลำบาก ชาวแต้จิ๋วอพยพไม่น้อยที่ล้มตายไป เพราะความอดอยาก ส่วนใหญ่ผู้อพยพจะถูกจัดให้อยู่บนดาดฟ้าเรือเพราะท้องเรือใช้บรรทุกสินค้าจนเต็ม ผู้อพยพจึงต้องตากแดดตากลมตลอดทาง และมักขาดอาหารและน้ำเพราะการเดินทางกินเวลานาน

เนื่องจากมีความต้องการแรงงานสำหรับการเกษตรและการก่อสร้างในไทย ผู้อพยพชาวแต้จิ๋วเหล่านี้จึงพากันเดินทางมาหางานกันเป็นจำนวนมาก ครอฟอร์ด กล่าวว่า “ผู้โดยสารเป็นสินค้าเข้าที่มีมูลค่ามากที่สุดจากเมืองจีนมายังสยาม” ประมาณว่ามีชาวจีนจำนวนประมาณ7,000 คน อพยพมายังประเทศไทยในแต่ละปี  เมื่อถึงปีพ.ศ. 2392  ซึ่งเป็นปีก่อนสุดท้ายของรัชสมัยรัชกาลที่ 3 มัลลอคได้ประมาณว่ามีชาวจีนอยู่ในประเทศไทยถึง 1 ล้าน 1 แสนคน ในขณะที่ประชากรทั้งหมดของไทย ขณะนั้นมีประมาณ 3,653,150 คน  เมื่อหมอบรัดเลย์ไปเยือนเมืองชายฝั่งทะเลตะวันออกในปี พ.ศ. 2379  ก็ได้กล่าวไว้ว่าจันทบุรีและบริเวณใกล้เคียง “แผ่นดิน..เกือบจะเต็มไปด้วยจีนแต้จิ๋ว (ผู้ซึ่ง) ..ปลูกอ้อย พริกไทย และยาสูบเป็นส่วนใหญ่” ชาวแต้จิ๋วได้ขยับขยายขึ้นไปตั้งหลักแหล่งถึงจังหวัดตากและเชียงใหม่ในกลางพุทธตวรรษที่ 24 เพราะความดึงดูดทางการค้าที่เชื่อมโยงยูนนาน พม่า และลาว ถึงแม้ชาวจีนไหหลำจะเป็นกลุ่มแรกที่เสี่ยงภัยออกไปตั้งหลักแหล่งอยู่ตามเมืองในชนบทต่าง ๆ ก็ตามแต่หลังจากที่ได้มีการสร้างเส้นทางคมนาคมแล้ว ชาวแต้จิ๋วก็ขยับขยายไปตั้งหลักแหล่งในเมืองเหล่านั้นบ้าง และในที่สุดก็ช่วงชิงบทบาททางการค้าจากชาวไหหลำ

หลังจากเดินทางมาถึงประเทศไทยแล้ว ชาวแต้จิ๋วต่างก็มีโชคชะตาที่ต่างกันไป บางคนประสบความสำเร็จในชีวิตได้กลายเป็นเจ้าสัวฝังรกรากอยู่ในเมืองไทยตลอดมา บางคนหลังจากทำมาหากินอยู่ในเมืองไทยระยะหนึ่งก็กลับคืนไปสู่บ้านเกิดเมืองนอน และบางคนที่โชคร้าย มีชีวิตที่ลำบากยากเข็ญและตายไปในเมืองไทยเสมือนไร้ญาติขาดมิตร ชาวแต้จิ๋วจึงมีคำกล่าวเล่นๆ ที่เรียกว่า ซาซัว หรือซัวสามประการ ประการแรกได้แก่ จ๊อซัว หมายถึงการเป็นเจ้าสัว คือคนกลุ่มแรกที่กล่าวมาแล้ว ประการที่สองได้แก่ตึ่งซัว หมายถึงการได้กลับไปเมืองจีน คือคนกลุ่มที่สอง และประการสุดท้ายได้แก่ งี่ซัว หมายถึง สุสานวัดดอน คือการถูกฝังเป็นผีไม่มีญาติอยู่ในสุสานใหญ่ของชาวแต้จิ๋วในวัดดอนกุศล ยานนาวา

โดย อาทร จันทวิมล

ขอบคุณภาพ wikipedia