ตะลอนเที่ยว : สัตยาพาลี เสียชีพอย่าเสียสัตย์

ตะลอนเที่ยว : สัตยาพาลี เสียชีพอย่าเสียสัตย์

ตะลอนเที่ยว : สัตยาพาลี เสียชีพอย่าเสียสัตย์

วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.15 น.

“ไม่มีใครดูโขน แม่จะดูเอง” สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงกล่าวไว้เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว แล้วบัดนี้โขนก็ได้กลับมาเป็นที่นิยมของคนไทยและชาวต่างชาติที่เห็นคุณค่าของโขน จนทำให้โขนได้ถูกขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติที่จับต้องไม่ได้ โดย UNESCO เมื่อปี 2561 เพราะโขนเป็นศิลปะชั้นสูงของไทยที่รวบรวมเอาภูมิปัญหาสารพัดแขนงไปรวมไว้ในการแสดงโขน ไม่ว่าจะเป็นบทพระราชนิพนธ์รามเกียรติ์ ท่าร่ายรำ บทพากษ์ บทร้อง บทเจรจา ดนตรี พัสตราภรณ์ ศิราภรณ์ ฉาก และเครื่องประกอบฉาก รวมถึงระบบแสง สี และเสียง เป็นต้น 


บัดนี้ โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้เป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่าเป็นการแสดงประจำปีที่ผู้คนต่างเฝ้ารอเฝ้าคอยจะได้รับชมอย่างใจจดใจจ่อ เพราะได้ตระหนักแล้วถึงความงดงามของศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทย โดยปีนี้จัดการแสดงโขนรามเกียรติ์ ตอนสัตยาพาลี ระหว่างวันที่ 6 พฤศจิกายน ถึง 8 ธันวาคม 2568 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย


ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงที่พระราชทานทั้งพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ และพระราชทานทุกสิ่ง ทั้งพระราชดำริ และทรงสนับสนุนความรู้ด้านเทคนิกทันสมัยให้กับครูช่างที่ทำงานเกี่ยวกับโขน เพื่อให้โขนไทยมีความทันสมัย ผสมผสานไปกับคุณค่าของภูมิปัญญาจากบรรพบุรุษ จนบันนี้โขนได้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งสมดังพระราชดำริ จนกล่าวได้ว่า ในยุคนี้ หากใครก็ตามที่มีโอกาสเข้าชมโขนของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ แล้วพลาดการชม ก็นับได้ว่าน่าเสียใจอย่างที่สุด 


และในโอกาสนี้ ขอเล่าเรื่องย่อตอนสัตยาพาลีให้ทราบโดยสังเขป พระอิศวรทรงปูนบำเหน็จความชอบแก่พญากากาศ ที่ช่วยชะลอเขาพระสุเมรุที่เอนทรุดให้กลับตั้งตรงได้ โดยพระราชทานนามว่าพญาพาลีธิราช แล้วพระราชทานตรีเพชรสุรกานต์เป็นอาวุธประจำกาย และยังพระราชทานพรว่า เมื่อต่อสู้กับศัตรูรายใดก็ตาม ให้ได้กำลังจากศัตรูแบ่งมาสมทบครึ่งหนึ่ง จากนั้นจึงออกพระโอษฐ์ทรงฝากผอบบรรจุนางเทพดาราไปพระราชทานแก่สุครีพน้องชาย แต่พระนารายณ์ซึ่งเข้าเฝ้าฯ อยู่ด้วยทรงทูลทัดทานว่าไม่ควรฝากสตรีงามไปกับบุรุษ เกรงจะไม่ถึงมือสุครีพ ดังเทวะประสงค์ เมื่อพาลีได้ยินจึงกล่าวถวายสัตย์สาบาน ว่าหากตนคิดทรยศน้องชาย ขอให้ตายด้วยศรพระนารายณ์ ว่าแล้วจึงเหาะนำผอบกลับไปเมืองขีดขิน เมื่อไปถึงเมือง พาลีก็เฝ้าแต่ครุ่นคิดด้วยความสงสัยว่านางในผอบจะงดงามสักเพียงใด จึงเปิดออกดูและเห็นความงามของนางเทพดารา ทำให้ลืมคำสัตย์สาบานต่อพระนารายณ์ พาลีเล้าโลมเกี้ยวพานจนได้นางเทพดาราเป็นชายา กล่าวถึงทรพีควายผู้ลูกทรพากับนางนิลากาสร ซึ่งได้ลอบไปคลอดในถ้ำฝากเทวดาช่วยพิทักษ์เลี้ยงดู เป็นเหตุให้ทรพีมีฤทธิ์จิตหยาบช้า คอยวัดรอยเท้าทรพาพ่อของตนจนเติบโตเท่าบิดา จึงไปสู้รบแล้วฆ่าบิดาตาย ทรพียิ่งกำเริบมากขึ้น จนไปท้าพระอิศวรรบถึงวิมานบนเขาไกรลาส พระอิศวรให้ลงไปสู้กับพาลีแล้วสาปให้ตายด้วยฤทธิ์ของพาลี เมื่อพาลีถูกทรพีมาท้าทาย ก็สังเกตว่าทรพีมีฤทธิ์และกำลังผิดธรรมดา จึงออกอุบายให้ไปสู้รบในถ้ำแล้วสั่งสุครีพน้องชายให้หมั่นพาไพร่พลมาตรวจดูหน้าถ้ำ ถ้าเห็นเลือดข้นไหลออกมา หมายความว่าตนมีชัยชนะ แต่ถ้าเลือดใสหมายความว่าตนสิ้นชีวิต ให้รีบขนหินมาปิดปากถ้ำอย่าให้ทรพีออกมาได้ สั่งแล้วก็เข้าไปรบกับทรพีในถ้ำ สู้กันอยู่นานไม่อาจชนะได้ พาลีสงสัยว่าคงมีเทวดาคอยรักษากายจึงร้องถามแต่ทรพีควายอกตัญญูมิได้รู้คุณเทวดา กลับตอบว่าเก่งด้วยตนเองโดยไม่มีเทวดาช่วยเหลือ เมื่อสิ้นคำทำให้เทวดาต่างพากันออกจากกาย ทรพีจึงถูกพาลีสังหาร แต่ขณะนั้นบังเกิดฝนตกหนักลงมาชะล้างเลือดทรพีที่มีสีข้นให้กลายเป็นเลือดใส เมื่อสุครีพมาเห็นก็ตกใจและเสียใจคิดว่าพาลีตายจึงสั่งพลลิงขนหินมาปิดปากถ้ำ


เมื่อพาลีเห็นปากถ้ำถูกปิด ก็โกรธจัด คิดว่าสุครีพผูกใจเจ็บโกรธแค้นจึงต้องการฆ่าตน เพราะเรื่องนางเทพดารา จึงตัดหัวทรพีขว้างทำลายหินที่ปิดปากถ้ำ แล้วออกมาไล่สู้รบกับสุครีบ แล้วขับไล่สุครีพออกจากเมืองโดยไม่ฟังเหตุผล สุครีพหนีไปในป่าจนได้พบหนุมานหลานชาย หนุมานพาไปเฝ้าพระราม และพระลักษมณ์ สุครีพกราบทูลเรื่องราวให้ทรงทราบ พระรามรำลึกถึงคำพาลีที่เคยถวายสัตย์สาบาน จึงให้สุครีพไปท้ารบเพื่อจะแผลงศรสังหาร เมื่อสุครีพล่อพาลีออกมาต่อสู้บนท้องฟ้า พระรามจึงแผลงศรพรหมาสตร์หมายจะสังหาร แต่พาลีสามารถจับลูกศรไว้ได้ แล้วเหาะลงมาด่าทอบริภาษพระราม แต่แล้วก็ได้เห็นพระรามว่าคือพระนารายณ์ พระนารายณ์ทรงกล่าวทวงสัตย์สาบาน พาลีจึงสำนึกผิดกราบทูลถวายชีวิต แล้วฝากสุครีพพร้อมพลวานรเป็นข้าของพระราม แล้วสั่งสอนสุครีพจนเสร็จสิ้น ก็ใช้ลูกศรปักตัวเองถึงแก่ความตาย

คุยกัน 7 วันหน : เมื่อเหล่าหมีออกจากป่า มาไล่ทำร้ายคนทั่วญี่ปุ่น !?!

คุยกัน 7 วันหน : เมื่อเหล่าหมีออกจากป่า มาไล่ทำร้ายคนทั่วญี่ปุ่น !?!

คุยกัน 7 วันหน : เมื่อเหล่าหมีออกจากป่า มาไล่ทำร้ายคนทั่วญี่ปุ่น !?!

วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.30 น.

พาดหัวเสียยังกับซีรีส์สยองขวัญ แต่เรื่องที่ผู้คนในญี่ปุ่นวิตกกังวลกันมากที่สุดในตอนนี้ เห็นจะเป็นเรื่องของหมีที่ออกจากป่ามาทำร้ายคนซึ่งเกิดขึ้นถี่ยิบในปี 2025 จนเป็นสถิติใหม่ ทั้งในแง่ของจำนวนเหตุการณ์ รวมถึงยอดผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ

จริง ๆ แล้ว ในปี 2023 เคยถูกบันทึกว่าเป็นปีที่หมีออกมาทำร้ายคนมากที่สุดในญี่ปุ่น ปีนั้นมีผู้เสียชีวิต 6 คน บาดเจ็บ 54 คน แต่ปี 2025 นี้ถือเป็นปี ‘หมีดุ’ อย่างแท้จริง เพราะตั้งแต่เดือนเมษายน ที่ญี่ปุ่นเริ่มนับเป็นปีงบประมาณปีนี้ จนถึงปลายเดือนตุลาคม ระยะเวลาแค่ 7 เดือน มีคนในญี่ปุ่นถูกหมีทำร้ายเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 10-12 ราย บาดเจ็บอีกมากกว่า 100 คน ถือเป็นสถิติสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกในปีงบประมาณ 2006 ขณะที่การพบเห็นหมีเพิ่มขึ้นถึง 6 เท่า เป็นมากกว่า 8,000 ครั้ง ท่ามกลางเหตุการณ์หมีบุกทำร้ายคนที่เพิ่มขึ้นทั่วประเทศ

เหตุการณ์หมีทำร้ายคน ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในภูมิภาคทางตะวันออกเฉียงเหนือ พื้นที่แถบเทือกเขาสูงอย่างจังหวัดอากิตะ  และจังหวัดฮอกไกโด ซึ่งเป็นเกาะเหนือสุดของญี่ปุ่น โดยเหตุการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (27 ต.ค.) ชายวัย 38 ปีถูกหมีทำร้ายเสียชีวิตในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในจังหวัดอากิตะ ส่งผลให้ตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ เฉพาะในจังหวัดทางตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่นแห่งนี้ มีผู้เสียชีวิตจากการถูกหมีทำร้ายแล้ว 3 คน บาดเจ็บอีก 53 คน ไม่ใช่จำนวนที่ธรรมดาเลย

สถานการณ์รุนแรงถึงขั้นที่ในสัปดาห์นี้ เคนตะ ซูซูกิ ผู้ว่าการจังหวัดอากิตะ ต้องเดินทางเยือนกระทรวงการป้องกันประเทศในกรุงโตเกียว เพื่อมอบจดหมายขอความช่วยเหลือแก่ ชินจิโร โคอิซูมิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดังกล่าว เพื่อขอร้องให้ทหารและฝ่ายความมั่นคงช่วยเหลือชาวบ้านในพื้นที่จัดการหมี เนื่องจากในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เทศบาลต่าง ๆ ในจังหวัดอากิตะได้ร่วมมือกับกลุ่มล่าสัตว์เพื่อจับหมี แต่หมีกลับปรากฏตัวบ่อยครั้งในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่น และออกอาละวาดจนสถานการณ์ตอนนี้ก็หนักหนาเกินกว่าที่เทศบาลจะรับมือได้ด้วยตัวเอง ซึ่งทางนายโคอิซูมิบอกว่า ทางกระทรวงฯ และกองกำลังป้องกันประเทศ จะใช้ขีดความสามารถและอำนาจอย่างเต็มที่ในการทำงานร่วมกับทางการจังหวัด เพื่อแก้ไขปัญหานี้โดยเร็ว

ล่าสุด ทหารจากกองกำลังป้องกันตนเอง ได้เดินทางลงพื้นที่จังหวัดอากิตะ เพื่อเริ่มการฝึกยุทธวิธีในการจับหมีร่วมกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น เพื่อเสริมสร้างทักษะที่ทหารเหล่านี้อาจยังไม่เคยเผชิญมาก่อน เพื่อให้พร้อมสนับสนุนทีมในท้องถิ่นในการออกลาดตระเวนและป้องกันหมีออกมาทำร้ายผู้คน ซึ่งคาดดว่าน่าจะยังเกิดขึ้นต่อเนื่องหลังจากนี้ เพราะฤดูใบไม้ร่วงคือช่วงที่หมีลงมาหากินมากที่สุด ซึ่งหากสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ มีสิทธิ์ที่ปีนี้ จะเกิดเหตุหมีทำร้ายคนมากกว่าปี 2023 ถึงสองเท่าเลยทีเดียว

ว่ากันว่า สาเหตุที่ทำให้เหตุการณ์หมีทำร้ายคนในญี่ป่นเพิ่มมากขึ้น หลักๆ มาจากจำนวนหมีที่เพิ่มขึ้น สวนทางกับประชากรในพื้นที่ชนบท ทำให้พื้นที่รกร้างและทุ่งหญ้าที่ไม่ได้ดูแลเพิ่มขึ้น เปิดโอกาสให้หมีเข้ามาใกล้เมืองได้ง่าย เขตเมืองมีผลไม้และขยะเป็นแหล่งอาหารง่ายๆ มีหลายกรณีที่หมีเข้ามาหาอาหารในพื้นที่เพาะปลูก เขตชุมชน หมู่บ้าน หรือแม้แต่ภายในบ้านเรือน ในอย่างน้อยสองเหตุการณ์ หมีได้บุกเข้าไปหาอาหารถึงในซูเปอร์มาร์เก็ต ปัญหาประชากรสูงอายุของญี่ปุ่นที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกวัน ยังทำให้ประเทศมีนักล่าที่มีใบอนุญาตน้อยลง ยิ่งทำให้การควบคุมหมีทำได้ยากขึ้น

ผลสำรวจจาก NHK สื่อสาธารณะในญี่ปุ่น พบว่า ราวร้อยละ 70 ของเหตุหมีทำร้ายคนในญี่ปุ่น เกิดขึ้นใกล้กับพื้นที่ที่ประชาชนใช้ทำกิจกรรมประจำวัน หมีอย่างน้อย 44 ตัว หรือร้อยละ 68 ทำร้ายคนในพื้นที่ที่มีมนุษย์อยู่อาศัย ซึ่งรวมถึงพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่เกษตรกรรม โดยจากการศึกษาพบอีกว่า 33 เหตุการณ์ มีอาหารหรือสิ่งของทางการเกษตรที่ดึงดูดหมีได้อยู่ใกล้กับสถานที่เกิดเหตุ

ที่สำคัญ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หมีดูเหมือนจะไม่กลัวมนุษย์เหมือนในอดีตอีกต่อไป โดยหมีดำญี่ปุ่น (ツキノワグマ – Tsukinowaguma) พบได้ทั่วไปในหลายพื้นที่ของประเทศ มีน้ำหนักได้สูงสุด 120 กิโลกรัม ขณะที่หมีสีน้ำตาลบนเกาะฮอกไกโด (Ussuri Brown Bear (ヒグマ ) หรือ Higuma อาจหนักได้ถึง 200-300 กิโลกรัม หมีเหล่านี้ไม่เคยถูกยิงหรือมีประสบการณ์ถูกคนไล่ จึงไม่กลัวคน วิธีป้องกันแบบเดิม เช่น สะพายกระดิ่งป้องกันหมี หรือฉีดสเปรย์ไล่หมี ไม่ได้ผลอีกต่อไปแล้ว มิหนำซ้ำ ผลผลิตถั่วบีชที่เป็นอาหารหลักของหมีในป่า คาดว่าจะต่ำในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อาจทำให้หมีออกมาหากินในเขตที่อยู่อาศัยของประชาชนมากขึ้น

นาโอกิ โอนิชิ ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันวิจัยป่าไม้และผลิตภัณฑ์จากป่าไม้ แนะนำให้ประชาชนในพื้นที่ที่พบเห็นหมีบ่อยครั้งเฝ้าระวังตลอดจนถึงเดือนธันวาคม โดยเสริมว่าควรหลีกเลี่ยงการเดินเล่นช่วงเช้ามืดและช่วงหัวค่ำ โดยเฉพาะช่วงเวลา 04.00-06.00 น. และ 17.00 น.-19.00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาเสี่ยงอันตรายจากหมีมากที่สุด เพราะมันจะออกหากินในช่วงดังกล่าว แนะนำผู้คนควรใช้ยานยนต์ในช่วงตอนกลางคืน แม้ว่าจะไปร้านสะดวกซื้อในละแวกใกล้เคียงก็ตาม พร้อมทั้งชี้ว่ามีรายงานการพบเห็นหมีเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในภูมิภาคโทโฮคุ ซึ่งจำนวนประชากรลดลงและมีสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น

ส่วนข้อแนะนำอื่นๆ ที่ผู้คนในโลกออนไลน์เสนอแนะ รวมถึงหลีกเลี่ยงการเดินทางหรือเดินป่าลำพัง ควรไปกันเป็นหมู่คณะ ส่งเสียงคุยกันดังๆ หรือพกกระดิ่ง ร้องเพลง เป่าปี่ ตบมือ เคาะไม้ ทำให้เกิดเสียงอะไรก็ได้ ให้หมีรู้ว่ามีมนุษย์อยู่แถวๆ นี้

หากเผชิญหน้ากับหมีแบบจังๆ ในระยะประชิด หรือต่ำกว่า 20 เมตร สิ่งแรกที่ไม่ควรทำคือหันหลังวิ่งหนี เพราะจะเป็นการกระตุ้นสัญชาติญาณนักล่าของหมีป่า แต่ควรอยู่นิ่งๆ ทำร่างกายให้ดูตัวใหญ่ พูดช้าๆ เสียงดังฟังชัดให้หมีได้ยิน (อันนี้เป็นคำแนะนำจริงๆ นะ) ว่าเราเป็นมนุษย์ ไม่ใช่อาหาร ก่อนจะค่อยๆ เดินเลี่ยงไปจากหมี อาจจะถอยหลังหรือเลี่ยงไปทางด้านข้าง หากจวนตัวจริงๆ ให้ใช้อุปกรณ์ป้องกันที่พกติดตัว เช่น สเปรย์กันหมี หรือクマ撃退スプレー เป็ยสเปรย์พริกไทยเข้มข้นที่มีคาพไซซิน หรือสารเผ็ดจากพริก เวลาหมีเข้ามาใกล้ก็ใช้สเปรย์พ่นใส่ตา จมูก ปาก เพื่อให้มันแสบจนถอยหนี

อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นบอกว่า หมีในญี่ปุ่นพวกนี้ฉลาดเป็นกรด ล่ากวางและสัตว์อื่นได้สบาย แถมวิ่งได้เร็ว 40–60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เร็วกว่า ยูเซน โบลต์ ด้วยซ้ำ! อีกทั้งยังวิ่งบนทางชันได้อย่างคล่องแคล่ว ดังนั้น การป้องกันไม่ให้เจอหมีจึงเป็นเรื่องที่ดีที่สุด

ขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นก็กำลังดำเนินมาตรการหลายอย่างเพื่อจัดการปัญหานี้ ทั้งการส่งทหารออกช่วยทางการท้องถิ่นหลายจังหวัดในการล่าหมีจับหมี เตรียมแก้ไขกฎหมายให้ตำรวจพกปืนอานุภาพอย่างไรเฟิล แก้กฎหมายให้ใช้ปืนล่าสัตว์แบบฉุกเฉินในเมืองได้ เพื่อป้องกันภัยต่อชีวิตมนุษย์ และเพิ่มจำนวนนักล่าหมีในพื้นที่เสี่ยงมากขึ้น ส่วนมาตรการระยะยาว ต้องควบคุมจำนวนหมีในป่ารอบเมือง สร้างพื้นที่กันชนระหว่างเมืองกับป่า ใช้รั้วไฟฟ้า ตัดหญ้าถางพงที่รกร้างตามพื้นที่ชานเมืองติดกับพื้นที่ป่า เก็บผลไม้และขยะอย่างเข้มงวด ขณะที่ทางการท้องถิ่นจังหวัดต่างๆ ต้องเพิ่มความเป็นมืออาชีพมากขึ้นในการจัดการกับปัญหาหมีออกอาละวาดทำร้ายคน

เพราะนี่ไม่ใช่แค่เหตุการณ์ในท้องถิ่น แต่เป็นข่าวใหญ่ระดับประเทศ

ดาโน โทนาลี

Science Update : จีนเตรียมส่ง ‘หนูทดลอง’ ไปเลี้ยงบนสถานีอวกาศ

Science Update : จีนเตรียมส่ง ‘หนูทดลอง’ ไปเลี้ยงบนสถานีอวกาศ

Science Update : จีนเตรียมส่ง ‘หนูทดลอง’ ไปเลี้ยงบนสถานีอวกาศ

วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

องค์การอวกาศที่มีมนุษย์ควบคุมแห่งประเทศจีน (CMSA) เผยว่า ทีมนักบินอวกาศประจำภารกิจเสินโจว-21 (Shenzhou-21) จะดำเนินการทดลองทางวิทยาศาสตร์โดยใช้หนูทดลอง ระหว่างอยู่บนสถานีอวกาศจีนในวงโคจร โดยหนูจำนวน 4 ตัว แบ่งเป็นตัวผู้ 2 ตัว และตัวเมีย 2 ตัว จะถูกส่งขึ้นไปพร้อมยานอวกาศเสินโจว-21 เพื่อเลี้ยงในสภาวะไร้แรงโน้มถ่วงบนวงโคจร เป็นครั้งแรกที่จีนจะทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์กับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจำพวกสัตว์ฟันแทะในอวกาศ การศึกษาจะเน้นตรวจสอบผลกระทบของสภาพแวดล้อมอวกาศที่มีต่อพฤติกรรมของสัตว์เหล่านี้ เช่น สภาวะไร้แรงโน้มถ่วง และพื้นที่ปิด

จากนั้น ยานอวกาศจะนำหนูเหล่านี้กลับมายังโลก และจะมีการวิจัยทางวิทยาศาสตร์เพิ่มเติมเพื่อสำรวจการตอบสนองต่อความเครียดและการเปลี่ยนแปลงเชิงปรับตัวของเนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆ ของหนูในสภาพแวดล้อมอวกาศ

ยานอวกาศที่มีมนุษย์ควบคุมเสินโจว-21 มีกำหนดเดินทางสู่ห้วงอวกาศจากศูนย์ปล่อยดาวเทียมจิ่วเฉวียนทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ตอน 23.44 น. ของวันศุกร์ (31 ต.ค.) ตามเวลาปักกิ่ง โดยประกอบด้วยทีมนักบินอวกาศ 3 คน ได้แก่ จางลู่, อู่เฟย และจางหงจาง ซึ่งระหว่างที่อยู่ในวงโคจรนาน 6 เดือน ทีมลูกเรือจะดำเนินโครงการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และการประยุกต์ใหม่รวม 27 โครงการ

Health News : ‘ดื่มไว’ เพิมเสี่ยงอันตรายจากแอลกอฮอล์

Health News : ‘ดื่มไว’ เพิมเสี่ยงอันตรายจากแอลกอฮอล์

Health News : ‘ดื่มไว’ เพิมเสี่ยงอันตรายจากแอลกอฮอล์

วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผลการศึกษาระยะยาวจากศูนย์วิจัยยาเสพติดและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติมหาวิทยาลัยนิวเซาธ์เวลส์ของออสเตรเลีย พบว่า วัยรุ่นที่เริ่มต้นดื่มแอลกอฮอล์เร็วตั้งแต่อายุ 12 ปี เสี่ยงเผชิญอันตรายจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวัยผู้ใหญ่ตอนต้นสูงขึ้นมาก

การศึกษานี้ติดตามพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ของวัยรุ่นชาวออสเตรเลียมากกว่า 900 คน เป็นระยะเวลา 10 ปี พบว่ายิ่งวัยรุ่นเริ่มต้นเป็นนักดื่มก่อนอายุ 18 ปี ซึ่งเป็นอายุขั้นต่ำที่สามารถซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ตามกฎหมาย ยิ่งเสี่ยงดื่มหนักและได้รับอันตรายจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวัยผู้ใหญ่ตอนต้นสูงขึ้น

วัยรุ่นที่เริ่มต้นดื่มแอลกอฮอล์ตอนอายุ 12 ปี มีแนวโน้มจะดื่มหนักเป็นระยะเพิ่มขึ้นและเสพติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากกว่าวัยรุ่นที่เริ่มต้นดื่มตอนอายุ 18 ปี โดยวัยรุ่นที่เริ่มดื่มเร็วมีแนวโน้มดื่มหนักเป็นระยะทุกเดือนภายในอายุ 20 ปีเพิ่มขึ้นร้อยละ 24 เช่น ดื่มอย่างน้อย 4 แก้ว และเสี่ยงอันตรายจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากกว่าผู้เริ่มดื่มตอนอายุ 18 ปีเพิ่มขึ้นร้อยละ 73

นอกจากนั้น วัยรุ่นที่เริ่มต้นดื่มแอลกอฮอล์เร็วยังเสี่ยงเสพติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ใช้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในทางที่ผิด และมีอาการผิดปกติจากการดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงอันตรายจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้น ไม่ว่าดื่มในปริมาณเท่าใด ซึ่งสวนทางกับสมมติฐานที่ว่าแค่จิบหรือชิมเป็นครั้งคราวภายใต้การดูแลของผู้ปกครองนั้นไม่เป็นอันตราย

แหวกฟ้าหาฝัน : Nordic Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Nordic Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Nordic Museum Stockholm

วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนสต็อกโฮม และมีเวลาหลายวัน หลังจากเยี่ยมเยือนตลาด ห้างสรรพสินค้า และพระราชวังแล้ว สถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งที่น่าสนใจไปเยือนก็คือ Nordic Museum หรือ Nordiska Museet ในภาษาถิ่น มิวเซียมที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 เพื่ออุทิศให้กับงานด้านวัฒนธรรมและชาติพันธุ์ของสวีเดนนี้ไว้ใช้เก็บของสะสมตั้งแต่สมัยต้นยุคของสวีเดนในปี 1520 ดั้งเดิมนั้นมิวเซียมที่ถูกจัดตั้งขึ้นครั้งแรกในปี 1873 และถูกเรียกว่า Scandinavian Ethnographic Collection แต่ต่อมาในปี 1880 รัฐบาลได้เปลี่ยนชื่อเป็น Nordiska Museet นี้มีผู้ก่อตั้งที่ชื่อ Artur Hazelius ครูและนักนิทานพื้นบ้านชาวสวีเดนที่ต่อมาเป็นผู้อำนวยการคนแรกของมิวเซียม เขาได้ซื้อและรับบริจาคเฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้า ของเล่นชาวนาจากในสวีเดนและประเทศรอบ ๆ เพื่อมาจัดแสดง เมื่อมิวเซียมเริ่มประสบความสำเร็จ เขาก็ซื้อและรับบริจาคของจากคหบดี และคนทั่วไปเพื่อให้มิวเซียมมีความหลากหลายมากขึ้น นอกจากที่นี่แล้ว เขายังเป็นผู้ก่อตั้ง Open Air Museum ที่ Skansen ด้วยโดยรับบริจาคอาคารมาประกอบใหม่เลยทีเดียว

แม้ว่าในช่วงแรกเงินที่ Artur Hazelius นำมาใช้ในมิวเซียมมีเพียงเงินส่วนตัว แต่ภายหลังเขาก็เริ่มได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐมากขึ้น ในปี 1898 เขาได้รับเงินสนับสนุนจาก The Society for the promotion of the Nordic Museum ที่มีสมาชิกมากถึง 4 พันกว่าคน ในปี 1891 รัฐบาลก็ให้เงินสนับสนุนเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่าก่อนที่เขาจะเสียชีวิตในปี 1900 อาคารปัจจุบันที่ใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 19 ปีและถูกออกแบบโดย Isak Gustaf Clason สถาปนิกและวิศวกรชาวสวีเดนเสร็จสมบูรณ์ในปี 1907 ดั้งเดิมนั้น อาคารแห่งนี้ตั้งใจให้ถูกออกแบบเพียงแค่ไว้ใช้จัดงาน Stockholm Exposition ในปี 1897 แต่ได้ขยายต่อเติมเพิ่มพื้นที่อีกถึง 3 เท่าจนมีขนาดเท่าปัจจุบัน ส่วนของอาคารที่ด้านหน้าสุดจะหรูหราอลังการนี้ออกแบบโดยได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมแบบเรอเนสซองส์ของเนเธอร์แลนด์

ของจัดแสดงในมิวเซียมที่มีมากถึง 1.5 ล้านชิ้น ภาพอีก 6 ล้านชิ้นนี้ถือเป็นสมบัติที่มีค่าและมีความเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครของสวีเดนซึ่งแต่ละชิ้นจะบอกเล่าเรื่องราวและความทรงจำที่มีค่าไว้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน สมบัติที่เป็นของพื้นเมืองหลายชิ้นนั้นเป็นที่เก็บงำความทรงจำ ความฝัน การดิ้นรน ความรัก ความเศร้าในชีวิตประจำวันของชาวบ้านย้อนกลับไปถึงคริสต์ศตวรรษที่  16 เลยทีเดียว นักท่องเที่ยวที่มาเยือนจึงไม่เพียงจะได้สัมผัสกับความอลังการของอาคาร แต่ยังเสมือนหนึ่งได้เรียนรู้ และสนุกสนานไปกับการเดินทางย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ของสวีเดนอย่างไรอย่างนั้นเลยทีเดียว

กรมสมเด็จพระเทพฯ พระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิต มจพ. ปีการศึกษา 2567

กรมสมเด็จพระเทพฯ พระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิต มจพ. ปีการศึกษา 2567

กรมสมเด็จพระเทพฯ พระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิต มจพ. ปีการศึกษา 2567

วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆนี้ ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์มาพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ประจำปีการศึกษา 2567 (เป็นวันที่ 2) โดยมีผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากวิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม คณะสถาปัตยกรรมและการออกแบบ คณะวิทยาศาสตร์ประยุกต์ คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม คณะพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรม  กาญจนาภิเษกวิทยาลัย ช่างทองหลวง (สถาบันสมทบ) รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,340 คน

การนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ธีรวุฒิ  บุณยโสภณ  นายกสภามหาวิทยาลัย พร้อมด้วยศาสตราจารย์  ดร.ธานินทร์ ศิลป์จารุ  อธิการบดี คุณภรณี  ลีนุตพงษ์ และ ดร.วินัย  สารสุวรรณ กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ คณะผู้บริหาร บุคลากร และนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เฝ้าฯ รับเสด็จ

คุณแหน : 2 พฤศจิกายน 2568

คุณแหน : 2 พฤศจิกายน 2568

คุณแหน : 2 พฤศจิกายน 2568

วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • ด้วยความอาลัยร่วมส่งเสด็จสู่สวรรค์คาลัย แด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ และขอน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ขอตั้งจิตอธิษฐาน  ให้ทรงสถิตย์สถาพรในทิพย์วิมาร…. 
  • สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ทรงเสด็จบำเพ็ญพระราชกุศลสวดพระอภิธรรม พระบรมศพพระพันปีหลวง พร้อมบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์  ในการนี้สมเด็จพระราชาธิบดีจิ๊กมี เคเซอร์นัมเกล วังชุก  และสมเด็จพระราชินี เจตชุน เพมา วังชุก แห่งประเทศภูฏาน   เป็นอาคันตุกะแรกที่มาร่วมพิธี…… 
  • กรมพระศรีสว่างควัฒนฯ  พระราชทานนโยบายให้กองทุน หทัยทิพย์ หนุนกองทัพบก สร้างบังเกอร์ หลุมหลบภัยชายแดน ส่วนรั้วอยู่ระหว่างหาพื้นที่เหมาะสม…….   
  • อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว ” รัฐบาลไปเขียนในนโยบายว่าจะทำประชามติ แค่ 2 สภา ก็ตั้ง กมธ.ขึ้นมาก่อนหน้าล่าสุดมีการไปลงนามกับกัมพูชา ที่อาเชี่ยนก็ยังมีการอ้างอิงถึงการดำเนินการ MOU อยู่ด้วย สิ่งที่รัฐบาลต้องชี้แจงคือ แนวทางการทำงานในขณะนี้ จนถึงวันเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร ”  คงจะลืมไปแล้วมั๊งใครเป็นคนเซ็นต์ MOU ไทย กับกัมพูชา ในอดีต ?? …..   
  • อ่านปัญหาของ นายประชารักษ์ พิทักษ์ไทย  แล้วเห็นด้วยทุกประการ โดยเฉพาะการวัดผลของเด็ก เน้นเกรท ไม่มีการตีกรอบ แต่ควรให้เด็กแสดงอออก พูดคุยด้วยเหตุผล  ….. 
  • ขอแสดงความยินดีกับรองนายก และรมว.คลัง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนในโครงการคนละครึ่งพลัส ครบ 20 ล้านสิทธิ์ ในวันแรก …… 
  • การกระทบกระทั่ง ระหว่าง สว.ด้วยกัน  สว.นันทนา  นันทวโรภาส  กล่าว ด้อยค่า สว.แดง กองมา ที่มีอาชีพขายหมู มาทำหน้าที่แทน ในกมธ.พัฒนาการเมือง ไม่รู้จะสิ้นสุดเรื่องผิดจริยธรรมร้ายแรงเมื่อไหร่ ขึ้นอยู่กับ ปปช.  ……   
  • ขอให้ทำจริง เมื่อ ร้อยเอกธรรมนัส  พรหมเผ่า  รองนายก (ประธานบอร์ดกกท) ตรวจสอบทุกสมาคมอย่างโปร่งใส โดยเชิญ อนุดิษฐ์ นาครทรรพ  และ หิมาลัย ผิวพรรณ์  เป็นที่ปรึกษาในการตรวจสอบ จะทำให้เด็กไทยเจริญเติบโต ในระบบกีฬา ที่เขารักและภูมิใจ ในวงการกีฬา  ……   
  • ขออนุญาติ สมโชค ภลรักษ์ นำบางส่วนของบทความ “ลุงตู่” เสียงเพรียกร้องกู่ให้ลุงตู่นั้นกลับมา เป็นนายกนั้นอีกครา  ของประชาชนชาวไทย …   เป็นองคมนตรีมีหน้าที่อันผ่องแผ้ว รับใช้ทูลกระหม่อมแก้วพระวชิระเกล้า  ของชาวไทย   อย่าดึงท่านกลับมาให้พวกปากหมาจัญไร   ด่าท่านเล่นร่ำไป  เหมือนวันวารที่ผ่านมา …… 

น้องนิ่ง…..นิ่ง……

’ธรรมศาสตร์‘ ผนึก ASMG ทำแนวทางรักษา H.pylori ระดับอาเซียนใหม่ ช่วยหลายร้อยล้านคนรอด ‘มะเร็งกระเพาะ’

’ธรรมศาสตร์‘ ผนึก ASMG  ทำแนวทางรักษา H.pylori ระดับอาเซียนใหม่ ช่วยหลายร้อยล้านคนรอด ‘มะเร็งกระเพาะ’

’ธรรมศาสตร์‘ ผนึก ASMG ทำแนวทางรักษา H.pylori ระดับอาเซียนใหม่ ช่วยหลายร้อยล้านคนรอด ‘มะเร็งกระเพาะ’

วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.15 น.

’ธรรมศาสตร์‘ ผนึก ASMG  ทำแนวทางรักษา H.pylori ระดับอาเซียนใหม่ ช่วยหลายร้อยล้านคนรอด ‘มะเร็งกระเพาะ’

ธรรมศาสตร์ ผนึก “ASMG – ผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ” จัดทำแนวทางการรักษาเชื้อ H.pylori ระดับภูมิภาคอาเซียนฉบับใหม่ ยกระดับมาตรฐาน – เพิ่มประสิทธิภาพการรักษาในไทย – อาเซียน ช่วยสกัดไม่ให้เชื้อที่อยู่ในประชากรกว่าร้อยล้านคน พัฒนาไปสู่ “มะเร็งกระเพาะ – แผลในกระเพาะ – กระเพาะอักเสบเรื้อรัง” ลดอัตราการเสียชีวิต – เอื้อประเทศใช้งบเหมาะสม พร้อมเป็นฐานทางวิชาการต่อยอดสู่ Medical Hub

ศูนย์ความเป็นเลิศโรคระบบทางเดินอาหาร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ร่วมกับ ASEAN Stomach and Microbiota Study Group (ASMG) และคณะผู้เชี่ยวชาญโรคทางเดินอาหารจากนานาชาติ จัดทำ “Bangkok Consensus 2025 on the Managemant of helicobacter pylori Infection” พร้อมลงมติรับรองให้เป็นแนวทางการรักษาเชื้อ Helicobacter pylori (H. pylori) มาตรฐานระดับอาเซียน เพื่อยกระดับมาตรฐานการรักษาเชื้อดังกล่าว ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคอย่างกระเพาะอักเสบเรื้อรัง แผลในกระเพาะอาหาร และมะเร็งกระเพาะอาหาร ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ภายใต้การใช้งบประมาณอย่างเหมาะสมทั้งในไทย และอาเซียน

ศ. นพ.รัฐกร วิไลชนม์ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศทางวิชาการด้านระบบทางเดินอาหาร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเลขาธิการ ASMG กล่าวว่า เชื้อ H.pylori เป็นเชื้อแบคทีเรียที่เกิดจากติดเชื้อจากอาหาร และสามารถส่งต่อเชื้อได้ง่ายผ่านการใช้สิ่งของร่วมกัน และหากมีการกินอาหารที่ผ่านกระบวนการปิ้งย่าง หรือกินผักผลไม้น้อยก็จะเป็นปัจจัยเสริมที่ส่งผลให้เชื้อพัฒนากลายเป็นโรคร้ายแรงขึ้นได้ แต่ข้อดีคือถ้ารักษาเชื้อดังกล่าวหายแล้วจะลดโอกาสการเป็นโรคเหล่านั้นได้เลย ไม่เว้นแม้แต่มะเร็งกระเพาะอาหาร รวมถึงการติดเชื้อซ้ำจะต่ำเพราะภูมิคุ้มกันดีขึ้น อีกทั้งการตรวจเชื้อก็ทำได้ง่ายหลากหลายวิธี เช่น ผ่าน ปัสสาวะ เลือด ลมหายใจ ฯลฯ

ทั้งนี้ ในไทยพบอัตราการติดเชื้อ H.pylori ในประชากรสูงกว่า 20 ล้านคน ขณะที่อาเซียนที่มีประชากรรวมประมาณ 700 – 800 ล้านคน มีสัดส่วนการติดเชื้ออยู่ที่ 200 – 300 ล้านคน ส่วนทั่วโลกที่มีประชากรมากกว่า 7,500 ล้านคนนั้น มีคนที่ติดเชื้อดังกล่าวประมาณ 2,000 – 3,000 ล้านคน ซึ่งในจำนวนต่างๆ เหล่านี้ จะมีราว 7 – 15% ที่เชื้อจะพัฒนาต่อกลายเป็นโรคที่รุนแรงขึ้นจนถึงขั้นเสียชีวิตได้

ดังนั้น การมีแนวทางการรักษาที่มีประสิทธิภาพ และสามารถทำให้ผู้ติดเชื้อ H.pylori หายขาดได้ ก็จะช่วยป้องกัน และรักษาชีวิตของคนที่อาจจะเป็นโรคร้ายแรงอย่างมะเร็งกระเพาะอาหาร หรือแผลในกระเพาะอาหารจากเชื้อดังกล่าวได้จำนวนมหาศาล ซึ่งการจะกำหนดแนวทางการวินิจฉัย การรักษา และการติดตามอาการที่เกิดผลดี และเหมาะสมที่สุดสำหรับภูมิภาคอาเซียนได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน และเป็นโอกาสอันดีที่ประเทศไทยมีพันธมิตรทางวิชาการที่มาร่วมกันทำให้เกิดขึ้นได้

ศ. นพ.รัฐกร กล่าวต่อไปว่า ในการจัดทำและลงมติรับรองครั้งนี้ ถือเป็นครั้งที่ 2 และเป็นแนวทางฉบับล่าสุดของอาเซียน ซึ่งมีสาระสำคัญที่แตกต่างจากครั้งแรกเมื่อ 2561 คือ การเพิ่มข้อมูลการดื้อยาปฏิชีวนะในแต่ละประเทศอาเซียน การปรับสูตรยารักษาให้เหมาะสมแต่ละพื้นที่ ซึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาจาก 60 – 70% เป็นมากกว่า 90% การเพิ่มแนวทางการตรวจวินิจฉัยด้วยเทคโนโลยีใหม่ เช่น molecular testing และการเน้นแนวทางการป้องกันการติดเชื้อซ้ำ และการเฝ้าระวังมะเร็งกระเพาะอาหารในระยะยาว

สำหรับประเทศไทยเองจะมีการผลักดันให้แนวทางการรักษาฉบับกล่าวเป็นแนวทางหลักของประเทศ รวมถึงใช้อ้างอิงในการปรับหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายค่ารักษาเชื้อ H.pylori ในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง ประกันสังคม สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ) เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ส่วนประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน หรือเอเชียก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้ร่วมกับแนวทางระดับชาติ เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทและข้อมูลการดื้อยาของประเทศนั้นๆ ได้

นอกจากนี้ ช่วงที่ผ่านมารวมถึงปัจจุบันนี้ไทยถือเป็นจุดหมายปลายทางของหลายประเทศทั่วโลกในการเข้ามารักษาพยาบาล ด้วยคุณภาพการรักษาที่สูงทัดเทียมกับระดับสากล แต่ค่าใช้จ่ายไม่สูงเท่ากับในหลายประเทศ ฉะนั้น ถ้าไทยยิ่งมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมทางการแพทย์ รวมถึงการมีองค์ความรู้ และพื้นฐานทางวิชาการที่เข้มแข็ง ก็จะช่วยดึงดูดชาวต่างชาติให้มารับบริการที่ไทยมากขึ้น ตลอดจนสร้างรายได้ให้กับประเทศ และพาไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์นานาชาติ (Medical Hub) ได้

 ศ. พญ. วโรชา มหาชัย ประธาน ASMG กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวทางการรักษาฉบับนี้ จะทำให้เกิดมิติใหม่ในการรักษาสำหรับภูมิภาคอาเซียนที่มีประสิทธิภาพ ที่สำคัญยังนำโดยนักวิชาการของไทย และ มธ. เองก็มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนให้เกิดขึ้น อีกทั้งจะมีการผลักดันไปสู่การตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ระดับนานาชาติอย่าง journal of gastroenterology and hepatology ด้วย เพื่อทำให้เกิดการยอมรับในระดับนานาชาติ และเป็นอีกแนวทางหลักคู่กับ 3 แนวทางของโลก (Maastricht guidelines ใช้ในยุโรป, American Guidelines ใช้ในสหรัฐอเมริกา และ Asia-pacific Consensus Guidelines ใช้ในเอเชียแปซิฟิก)

ด้าน  Professor Kentaro Sugano, จาก Jichi Medical University ประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า แม้จะเป็นเวลาถึง 10 ปีแล้วนับจากที่ Helicobacter pylori management in ASEAN: The Bangkok consensus I เผยแพร่อย่างเป็นทางการเมื่อปี 2561 ซึ่งถือเป็นแนวทางการรักษาเชื้อ H.pylori ระดับภูมิภาคฉบับแรกของอาเซียน และตลอดเวลาที่ผ่านมาทั้งองค์ความรู้ หลักฐานทางวิชาการ ตลอดจนยารักษาก็มีความก้าวหน้าและจำนวนเพิ่มมากขึ้น ทว่า ปัจจุบันเชื้อ H.pylori ยังคงเป็นปัญหาด้านสุขภาพสำคัญที่มีความท้าทายอย่างยิ่ง

ฉะนั้น แนวทางการรักษาฉบับนี้ซึ่งได้มีการปรับปรุงใหม่จึงจะช่วยให้ประเทศในภูมิภาคอาเซียนสามารถประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้คนได้อย่างเหมาะสม และมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อองค์ความรู้ทางวิชาการระดับนานาชาติในการช่วยให้เกิดการทำความเข้าใจ H.pylori ในระดับโลกได้ดียิ่งขึ้นด้วย

“ภูมิภาคอาเซียนจำเป็นต้องมีแนวทางการรักษาเฉพาะของตัวเอง เนื่องจากไม่สามารถนำแนวทางการรักษาของทางประเทศตะวันตกมาใช้ได้ทั้งหมด เพราะมีความชุกของการติดเชื้อ H.pylori ไปจนถึงทรัพยากรทางการแพทย์ที่แตกต่างกับอาเซียน แนวทางฉบับนี้จึงมีความหมายต่อภูมิภาคอาเซียนมาก” Professor Kentaro Sugano กล่าว

​บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ มณฑลและเมืองสำคัญของจีนที่เกี่ยวข้องกับไทย

​บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ มณฑลและเมืองสำคัญของจีนที่เกี่ยวข้องกับไทย

​บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ มณฑลและเมืองสำคัญของจีนที่เกี่ยวข้องกับไทย

วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและจีนมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการค้าขาย หลายมณฑลและเมืองสำคัญของจีนมีบทบาทสำคัญในการสร้างสัมพันธ์กับประเทศไทย ทั้งในด้านการลงทุน การท่องเที่ยว การค้าขาย และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม

1.กรุงปักกิ่ง (Beijing) เป็นเมืองหลวงของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นศูนย์กลางทางการเมืองและการทูต สถานทูตไทยประจำจีนตั้งอยู่ที่นี่ และเป็นสถานที่จัดการประชุมสำคัญระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศ ปักกิ่งเป็นแหล่งศึกษาสำคัญสำหรับนักเรียนไทยที่เดินทางไปศึกษาต่อในจีน มหาวิทยาลัยปักกิ่ง มหาวิทยาลัยซิงหัว และสถาบันการศึกษาชั้นนำอื่นๆ ต้อนรับนักศึกษาไทยจำนวนมาก

2.เมืองเซี่ยงไฮ้ (Shanghai) เป็นเมืองศูนย์กลางทางการเงินและการค้าระหว่างประเทศของจีน บริษัทไทยหลายแห่งได้ตั้งสำนักงานใหญ่สำหรับตลาดจีนที่เซี่ยงไฮ้ เนื่องจากเป็นเมืองที่มีระบบการเงินและโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย เซี่ยงไฮ้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวไทย ด้วยสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างตะวันออกและตะวันตก ย่านบันด์และย่านการค้าหลูเจียซุ่ยเป็นจุดท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อ

3.เมืองฉงชิ่ง (Chongqing) เป็นหนึ่งในสี่เทศบาลนครที่ขึ้นตรงต่อรัฐบาลกลางของสาธารณรัฐประชาชนจีน (ร่วมกับปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และเทียนจิน) ตั้งอยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ บริเวณต้นน้ำของแม่น้ำแยงซีเกียง มีรถไฟโมโนเรลวิ่งทะลุตึก (ที่สถานีหลี่จื่อปา) และมีกระเช้าข้ามแม่น้ำ เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การผลิต และการขนส่งที่สำคัญในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน และเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมหนักที่สำคัญ (เช่น ยานยนต์ คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก) เคยเป็นเมืองหลวงในช่วงสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่สอง (1937–1945)

4.เมืองเทียนจิน (Tianjin) เป็นหนึ่งในสี่มหานครที่ขึ้นตรงต่อรัฐบาลกลางของ สาธารณรัฐประชาชนจีน (ร่วมกับปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และฉงชิ่ง) เป็นเมืองท่าที่สำคัญ และเป็นประตูสู่ปักกิ่ง รวมถึงเป็นศูนย์กลางทางการค้า การเงิน การขนส่ง และอุตสาหกรรมที่สำคัญของภาคเหนือของประเทศจีน มีประวัติศาสตร์ยาวนาน โดยเฉพาะหลังจากที่เปิดให้มีการค้ากับต่างประเทศในปี พ.ศ. 2403 ทำให้เมืองนี้มี สถาปัตยกรรมแบบยุโรป จำนวนมากที่ยังคงได้รับการอนุรักษ์ไว้จนถึงปัจจุบัน ทำให้มีเสน่ห์ของการผสมผสานวัฒนธรรมตะวันตกและจีนเข้าด้วยกัน

5.มณฑลไห่หนาน (Hainan Province) เกาะไห่หนาน หรือไหหลำ  เป็นแหล่งที่มาของชาวจีนไหหลำในไทย กลุ่มนี้เข้ามาภายหลังกลุ่มแต้จิ๋วและฮกเกี้ยน แต่ก็มีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะในธุรกิจร้านอาหารและโรงแรม ชาวไหหลำขึ้นชื่อเรื่องฝีมือการทำอาหาร และได้นำวัฒนธรรมอาหารไหหลำ เช่น ข้าวมันไก่ และกาแฟโบราณ มาเผยแพร่ในไทยจนเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย ไห่หนานเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ส่งเสริมการลงทุนและการค้าเสรี

6.มณฑลฝูเจี้ยน (Fujian Province) ฝูเจี้ยน หรือฮกเกี้ยน  เป็นเมืองชายฝั่งที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมืองเซี่ยะเหมิน (Xiamen) และเฉวียนโจว (Quanzhou)  เป็นท่าเรือหลักในการส่งออกสินค้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่สมัยอยุธยา   

7.มณฑลเจ้อเจียง (Zhejiang Province) เจ้อเจียงเป็นมณฑลที่มีความเจริญทางเศรษฐกิจสูง โดยเฉพาะเมืองหางโจว (Hangzhou) ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทอาลีบาบา บริษัทอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ของจีน    นักธุรกิจไทยหลายรายได้ใช้แพลตฟอร์มของอาลีบาบาในการขายสินค้าออนไลน์สู่ตลาดจีน นอกจากนี้ หางโจวยังเป็นเมืองที่มีความงดงามทางธรรมชาติ โดยทะเลสาบซีหู (West Lake) เป็นมรดกโลกที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวไทย

8.มณฑลเสฉวน (Sichuan Province) เป็นมณฑลที่มีประชากรมากที่สุดในจีน โดยเมืองเฉิงตู (Chengdu) เป็นเมืองหลวงที่เป็นศูนย์กลางด้านเทคโนดลยีและการศึกษา มีชื่อเสียงในเรื่องอาหารเสฉวนรสจัดจ้าน และเป็นบ้านของหมีแพนด้ายักษ์ อาหารเสฉวนได้รับความนิยมอย่างมากในไทย โดยเฉพาะหม่าล่าและความเผ็ดร้อนที่เป็นเอกลักษณ์ ร้านอาหารจีนเสฉวนในไทยมีจำนวนมากและได้รับการตอบรับที่ดี

9.มณฑลเหอเป่ย์ (Hebei Province) เหอเป่ย์ล้อมรอบกรุงปักกิ่งและเทียนจิน เป็นมณฑลที่มีความสำคัญทางอุตสาหกรรมและการขนส่ง เมืองซือเจียจวง (Shijiazhuang) เป็นเมืองหลวงของมณฑลและเป็นศูนย์กลางการผลิตยาและเภสัชกรรม ธุรกิจยาและอุปกรณ์การแพทย์ไทยมีการติดต่อค้าขายกับบริษัทในมณฑลเหอเป่ย์ โดยเฉพาะในช่วงการระบาดของโควิด – 19

10.มณฑลเหอหนาน (Henan Province) เหอหนานเป็นมณฑลที่มีประชากรมากเป็นอันดับสองของจีน เมืองเจิ้งโจว (Zhengzhou) เป็นเมืองหลวงและเป็นศูนย์กลางการขนส่งสำคัญ โดยเฉพาะเส้นทางรถไฟความเร็วสูงที่เชื่อมโยงทุกทิศทาง เหอหนานเป็นแหล่งกำเนิดวัฒนธรรมจีนโบราณ วัดเส้าหลิน (Shaolin Temple) ตั้งอยู่ในมณฑลนี้ และเป็นจุดกำเนิดของศิลปะการต่อสู้จีนที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก

11.มณฑลเจียงซู (Jiangsu) ตั้งอยู่ทางชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกของประเทศจีน มีเมืองหลวงคือนครหนานจิง (Nanjing) เป็นหนึ่งในมณฑลที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในจีน มีมูลค่า GDP เป็นอันดับต้นๆของประเทศ และมี GDP ต่อหัวประชากรสูงเป็นอันดับ 1 ของจีน (ระดับมณฑล) ติดต่อกันหลายปีมีเมืองสำคัญคือ ซูโจว (Suzhou), อู๋ซี (Wuxi), หนานทง (Nantong), ฉางโจว (Changzhou), สวีโจว (Xuzhou), หยางโจว (Yangzhou) มีแม่น้ำลำคลองและทะเลสาบมากมายไหลผ่าน รวมถึงแม่น้ำแยงซี (Yangtze River) และคลองใหญ่โบราณ (Grand Canal) ทำให้เป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ มีชื่อเสียงด้านเมืองริมน้ำ (Water Town) และมีมรดกทางวัฒนธรรมที่ลึกซึ้ง

12. มณฑลหูเป่ย (Hubei)  มีเมืองหลวงอู่ฮั่น (Wuhan) ซึ่งเป็นศูนย์กลางหลักด้านการขนส่ง การเมือง วัฒนธรรม และเศรษฐกิจของภาคกลางของประเทศจีน ตั้งอยู่ในลุ่มน้ำแยงซีเกียงตอนกลาง มีทะเลสาบและแม่น้ำจำนวนมาก มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของจีนตอนกลาง เป็นแหล่งผลิตทางการเกษตรและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่สำคัญ (ได้ชื่อว่าเป็น “ดินแดนแห่งข้าวและปลา”) และมีอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง เช่น เหล็กกล้า (Wuhan Iron and Steel Corporation) และการผลิตยานยนต์ อู่ฮั่นเป็นจุดเริ่มระบาดของโรคโควิด – 19

13.มณฑลกวางตุ้ง (Guangdong Province) เป็นมณฑลที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจสูงสุดของจีน โดยเมืองกวางโจว (Guangzhou) และเซินเจิ้น (Shenzhen) เป็นศูนย์กลางการผลิตและการส่งออกที่สำคัญ นักธุรกิจไทยจำนวนมากเดินทางไปติดต่อธุรกิจและจัดหาสินค้าจากพื้นที่นี้ เมืองกว่างโจวเป็นศูนย์กลางการค้าส่งสินค้าจีนไปยังไทย เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า เสื้อผ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิก เซินเจิ้นเป็นเมืองที่พัฒนาอย่างรวดเร็วจากหมู่บ้านชาวประมงให้กลายเป็นเมืองเทคโนโลยีระดับโลก บริษัทไทยหลายแห่งได้เข้าไปลงทุนและร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีในเซินเจิ้น ชาวจีนโพ้นทะเลเชื้อสายแต้จิ๋วจำนวนมากในไทยมีรากเหง้ามาจากเมืองซัวเถา(Shantou)ในมณฑลกวางตุ้ง

14.มณฑลส่านซี (Shaanxi) เป็นมณฑลที่ตั้งอยู่ในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศจีน มีเมืองหลวง คือ นครซีอาน (Xi’an) ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่เมืองหลวงโบราณที่ยิ่งใหญ่ของจีน และเป็นจุดเริ่มต้นทางตะวันออกของเส้นทางสายไหม (Silk Road)  มีอาณาเขตติดต่อกับมณฑลอื่นๆ เช่น ซานซี (Shanxi), เหอหนาน (Henan), หูเป่ย์ (Hubei), ฉงชิ่ง (Chongqing), เสฉวน (Sichuan), กานซู่ (Gansu) และเขตปกครองตนเองหนิงเซี่ย (Ningxia) รวมถึงมองโกเลียใน (Inner Mongolia) ทางเหนือ ประชากรประมาณ 39.5 ล้านคน (ข้อมูลปี 2020)   มีถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ ปิโตรเลียม) และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะด้านการบินและอวกาศ รวมถึงอุปกรณ์สื่อสาร มีโบราณสถาน กองทัพทหารดินเผา (Terracotta Army): ตั้งอยู่ในนครซีอาน สร้างขึ้นเพื่อพิทักษ์สุสานของจักรพรรดิจิ๋นซีฮ่องเต้ ถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ของโลก

15.มณฑลหูหนาน (Hunan) เป็นมณฑลหนึ่งของสาธารณรัฐประชาชนจีน ตั้งอยู่บริเวณภาคกลาง – ใต้ของประเทศ เป็นบ้านเกิดของเหมาเจ๋อตุง ที่เมืองเส้าซานเมืองหลวงชื่อฉางซา (Changsha) มีแหล่งมรดกโลก เช่น  อุทยานแห่งชาติอู่หลิงหยวน จางเจียเจี้ย (Wulingyuan, Zhangjiajie)   เป็นหนึ่งในแหล่งผลิตข้าวและปลาน้ำจืดรายใหญ่ของจีน อาหารหูหนาน (Hunan Cuisine หรือ Xiang Cuisine) เป็น 1 ใน 8 ตระกูลอาหารเลิศรสของจีน และมีชื่อเสียงในเรื่องรสชาติที่เผ็ดร้อนและจัดจ้าน

16.มณฑลกุ้ยโจว (Guizhou) เป็นมณฑลที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล เมืองหลวงชื่อนครกุ้ยหยาง (Guiyang) เป็นหนึ่งในมณฑลที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์มากที่สุดในจีน มีประชากรชนกลุ่มน้อยมากกว่าร้อยละ 37 ของประชากรทั้งหมด เช่น ม้ง (Miao), ปู้อี (Buyi), ต้ง (Dong) กุ้ยโจวมีชื่อเสียงด้านทิวทัศน์ธรรมชาติอันงดงามและวัฒนธรรมชนเผ่าที่โดดเด่น ทำให้เป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจสำหรับการท่องเที่ยว

17.มณฑลยูนนาน (Yunnan Province) เป็นประตูสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศจีน โดยมีพรมแดนจีนติดกับพม่า ลาว และเวียดนาม เมืองคุนหมิง (Kunming) เป็นเมืองหลวงของมณฑลแห่งนี้ และเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญในโครงการ “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง One Belt One Road” ที่เชื่อมโยงกับไทยผ่านทางรถไฟความเร็วสูงสายจีน-ลาว ซึ่งจะขยายต่อเข้าสู่ไทยในอนาคต ยูนนานมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ โดยมีชาวไทใหญ่ ไทลื้อ และไทดำอาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้ชิดกับไทย ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและประเพณีที่คล้ายคลึงกัน นอกจากนี้ ยูนนานยังเป็นแหล่งผลิตชาและสินค้าเกษตรที่ส่งออกจากจีนมาสู่ตลาดไทย

18.เขตปกครองตนเองกวางซีจ้วง (Guangxi Zhuang Autonomous Region) กว่างสีจ้วงมีชายแดนติดกับเวียดนาม และเป็นเส้นทางการค้าสำคัญที่เชื่อมโยงจีนกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมืองหลวงคือหนานหนิง (Nanning) เมืองกุ้ยหลิน (Guilin) ในมณฑลกวางซีเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวไทย ชาวไทจ้วงกว่า 14 ล้านคน เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดในกวางสีจ้วง ชาวจ้วงเป็นชนกลุ่มน้อยที่ใหญ่ที่สุดของจีน โดยเฉพาะทางตอนกลางและทางตะวันตก ชาวจ้วงมีภาษาเขียนเป็นของตนเอง  นอกจากนี้ยังมีชนกลุ่มน้อยทั้ง ม้ง และกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ได้แก่ เหยา , หุย , อี๋ (โลโล) , สุย, และจิง (เวียดนาม)

19.เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ (Xinjiang Uygur Autonomous Region) เป็นเขตการปกครองตนเองของชนชาติอุยกูร์ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศจีน มีพรมแดนติดกับหลายประเทศ เช่น มองโกเลีย รัสเซีย คาซัคสถาน คีร์กีซสถาน ทาจิกิสถาน อัฟกานิสถาน ปากีสถาน และอินเดีย มีเมืองหลวงชื่อ อุรุมชี (Ürümqi) ชนชาติหลัก เป็นชาวอุยกูร์ ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์เตอร์กิชที่นับถือศาสนาอิสลาม ซินเจียงเป็นภูมิภาคที่มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ทั้งถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และเป็นแหล่งผลิตฝ้ายและผลไม้ที่สำคัญของจีน นอกจากนี้ยังมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางสายไหม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซินเจียงเป็นที่จับตามองของประชาคมโลกเกี่ยวกับประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนของชาวอุยกูร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการควบคุมและกักกันตัวชาวอุยกูร์จำนวนมากในค่ายที่เรียกว่า “ศูนย์ฝึกอาชีพ” หรือ “ค่ายกักกัน” ซึ่งรัฐบาลจีนอ้างว่าเป็นการต่อต้านการก่อการร้าย

บทสรุป

มณฑลและเมืองต่างๆ ของจีนมีบทบาทสำคัญในการสร้างสัมพันธ์กับไทยในหลากหลายมิติ ตั้งแต่การค้าขาย การลงทุน การท่องเที่ยว ไปจนถึงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม     ความเข้าใจในลักษณะเฉพาะและจุดเด่นของแต่ละมณฑลจะช่วยให้การสร้างความร่วมมือระหว่างไทยและจีนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

โดย อาทร จันทวิมล

ขอบคุณภาพจาก เพจเฟสบุ๊ก Chinese Embassy Bangkok สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย , www.xinhuathai.com , wikipedia

ปลุกเศรษฐกิจไทยด้วยนวัตกรรม ‘INT มหิดล’ เดินหน้าผลักดันงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง

ปลุกเศรษฐกิจไทยด้วยนวัตกรรม  ‘INT มหิดล’ เดินหน้าผลักดันงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง

ปลุกเศรษฐกิจไทยด้วยนวัตกรรม ‘INT มหิดล’ เดินหน้าผลักดันงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง

วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถาบันเทคโนโลยีและการจัดการนวัตกรรม หรือ INT ภายใต้การกำกับดูแลของมหาวิทยาลัยมหิดล ประกาศภารกิจหลักในการเป็น “ประตูสู่โอกาสทางนวัตกรรม” ชู 3 กลไกสำคัญที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงงานวิจัย เทคโนโลยี และองค์ความรู้กับภาคอุตสาหกรรมสู่การใช้ประโยชน์จริง เผยนวัตกรรม คือกลไกหลักในการยกระดับศักยภาพการแข่งขันของไทย พร้อมเดินหน้าผลักดันพันธกิจด้านนวัตกรรมของ INT เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศผ่านการสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงภาคการศึกษา ภาครัฐ และภาคเอกชนเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม ย้ำหากธุรกิจไทยยังดำเนินธุรกิจในรูปแบบเดิมๆ โดยไม่พึ่งพานวัตกรรม จะไม่สามารถแข่งขันในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้อีกต่อไป 

รศ. ดร. วิริยะ เตชะรุ่งโรจน์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีและการจัดการนวัตกรรม (INT) และนายกสมาคมวิชาชีพนักจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและถ่ายทอดเทคโนโลยี (AITP)

รศ. ดร. วิริยะ เตชะรุ่งโรจน์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีและการจัดการนวัตกรรม (INT) และนายกสมาคมวิชาชีพนักจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและถ่ายทอดเทคโนโลยี (AITP) เปิดเผยว่า ปัจจุบันโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แทบไม่มีประเทศใดก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางได้สำเร็จโดยไม่พึ่งพานวัตกรรม ด้วยเหตุนี้ INT จึงมีภารกิจหลักในการเป็น “ประตูสู่โอกาสทางนวัตกรรม” เชื่อมโยงงานวิจัย เทคโนโลยี และองค์ความรู้กับภาคอุตสาหกรรมผ่าน 3 กลไกสำคัญ ได้แก่ 1) Venture Gateway to Growth สนับสนุนผู้ประกอบการและ Startups จากงานวิจัยของมหาวิทยาลัย ผ่านโครงการบ่มเพาะ เช่น SPACE-F Accelerator ด้าน Food Tech และจัดตั้ง MU Holding เพื่อร่วมลงทุนกับ Venture Capital ระดับโลก 2) Technology Gateway to Impact  บริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เกิดการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ 3) Service Gateway to Well-being ให้บริการทางวิชาการและสร้างความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับองค์ความรู้สู่เศรษฐกิจและสังคมไทย นอกจากนี้ INT ยังมุ่งบ่มเพาะบุคลากรและพัฒนาทักษะด้านนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยการพัฒนาทุนมนุษย์ไม่ได้หมายถึงเพียงการสร้างคนที่มีความสามารถ แต่รวมถึงการสร้างวัฒนธรรมแห่งนวัตกรรมที่ทำให้คนกล้าคิด กล้าทำ และกล้าลองสิ่งใหม่ ซึ่งวัฒนธรรมดังกล่าวเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้นวัตกรรมเกิดขึ้นได้จริง จากความพยายามดังกล่าว ส่งผลให้ล่าสุด INT ได้รับรางวัล Prime Minister’s Award 2025 สาขาการพัฒนาทุนมนุษย์ (Best Contributor in Human Capital Development) จากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA)

ทั้งนี้ ปัญหาที่ระบบนวัตกรรมไทยเผชิญอยู่ในปัจจุบัน คือการเชื่อมต่อองค์ความรู้ แม้เราจะมีงานวิจัยคุณภาพสูงและภาคธุรกิจที่ต้องการนวัตกรรม แต่ยังขาดกลไกที่ทำให้ทั้งสองภาคส่วนมาบรรจบกันอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้องค์ความรู้หรือนวัตกรรมจำนวนมากยังไม่ถูกนำไปใช้ประโยชน์จริง โดยช่องว่าง 3 ประการที่ต้องเร่งปิดได้แก่ 1) Speed Gap  ระบบการทำงานของภาครัฐเคลื่อนไหวช้ากว่า ขณะที่ภาคเอกชนต้องการความรวดเร็ว 2) Purpose Gap นักวิจัยมุ่งสร้างองค์ความรู้เชิงวิชาการ ส่วนภาคธุรกิจมุ่งผลลัพธ์เชิงพาณิชย์  3) Capability Gap สองภาคส่วนอาจยังไม่เข้าใจศักยภาพและภาษาการทำงานของกันและกัน จึงต้องส่งเสริมความเข้าใจทุกภาคส่วน เพื่อให้ผลงานวิจัยของไทยสร้างผลลัพธ์เป็นนวัตกรรมที่ใช้งานได้จริงและเกิดประโยชน์สูงสุด

“งบประมาณด้านวิจัยและนวัตกรรมของไทยในแต่ละปีไม่ได้น้อย เพียงแต่เรายังไม่สามารถทำให้ผู้บริโภคเห็นผลลัพธ์เชิงบวกหรือเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นจากงานวิจัยและนวัตกรรม หน้าที่ของสถาบัน INT และสมาคม AITP คือการ Synchronize เชื่อมโยง และสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศ ไปจนถึงการปิดช่องว่างระหว่างภาควิจัยและภาคเอกชน ทำให้งานวิจัยของไทยสามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ บริการ และธุรกิจที่ตอบโจทย์สังคมได้จริง” รศ. ดร. วิริยะ กล่าว

จากภารกิจและยุทธศาสตร์ที่ได้วางไว้ INT ได้เร่งผลักดันผลงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดล พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของสังคมไทยอย่างเป็นรูปธรรมมากมาย อาทิ “จมูกอิเล็กทรอนิกส์” (E-Nose) ภายใต้ MUI Robotics บริษัท Startup นวัตกรรมที่สามารถแปลงกลิ่นให้กลายเป็นข้อมูลดิจิทัล บริการตรวจวัดกลิ่นด้วยเทคโนโลยี โดยปัจจุบันได้รับทุนระดับนานาชาติและกำลังขยายการใช้งานในหลายภาคธุรกิจ, “แขนเทียมจากซิลิโคนและยางพาราดัดแปลง” โดย Artimed บริษัท Startup สำหรับฝึกเจาะเลือดในทางการแพทย์ มีผิวสัมผัสใกล้เคียงกับมนุษย์ที่สุด ช่วยเพิ่มทักษะให้กับบุคลากรทางการแพทย์ และ  “ผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหาร” ภายใต้แบรนด์ Nutriflow ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์คนที่ต้องการดูแลสุขภาพ และผู้ที่มีปัญหากลืนลำบากไปจนถึงผู้สูงอายุ มีสารอาหารครบถ้วนในหนึ่งมื้อ ดื่มง่าย รสชาติอร่อย เป็นต้น ซึ่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จในการนำนวัตกรรมและงานวิจัยสู่การใช้งานจริง จับต้องได้ พร้อมเติบโตเป็นธุรกิจนวัตกรรมที่สามารถแข่งขันได้ในระดับสากลต่อไป

“การผลักดันนวัตกรรมไทยสู่ตลาดโลก ต้องสร้างความร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายระดับนานาชาติ เพื่อยกระดับผลงานวิจัยไทยให้แข่งขันได้ในเวทีโลก โดย 3 เทรนด์นวัตกรรมสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม และต้องทำในบริบทของประเทศไทย ได้แก่ 1) AI (Artificial Intelligence) เราอาจจะไม่สามารถแข่งขันในด้านการสร้างหรือพัฒนา AI ขึ้นมาเองได้ทั้งหมด แต่เราต้องมีความสามารถในการใช้ประโยชน์จาก AI อย่างมีกลยุทธ์และชาญฉลาด 2) Sustainability ความยั่งยืนที่สอดคล้องกับสังคมไทย เช่นตอนนี้สิ่งที่เราควรเร่งแก้คือ PM2.5 มากกว่าการพูดเรื่องคาร์บอนเท่านั้น และ 3) Longevity & Wellness เป็นจุดแข็งที่ไทยควรต่อยอด เช่น สมุนไพรไทยและนวัตกรรมด้านความงาม ซึ่งสามารถทำให้ประเทศเรามีจุดยืนชัดในระดับโลกได้

ปัญหาหรืออุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดของการพัฒนาและผลักดันนวัตกรรมไทยไม่ใช่การขาดงบประมาณหรือขาดบุคลากรแต่คือความเชื่อว่า‘ของไทยไม่ดี’ ดังนั้นทางแก้คือต้องเริ่มตั้งแต่การสร้างวัฒนธรรมนวัตกรรม สร้างความเชื่อมั่นในศักยภายของตัวเอง แล้วจึงจะสามารถสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่แข็งแรงและยั่งยืนได้”  รศ. ดร. วิริยะ กล่าวทิ้งท้าย