ชุดไทยไม่เคยเอ้าต์ 24 สาว MISS Tiffany 2026 อวดโฉมบนรันเวย์ The Thai Identity Culture & Couture

ชุดไทยไม่เคยเอ้าต์ 24 สาว MISS Tiffany 2026 อวดโฉมบนรันเวย์ The Thai Identity Culture & Couture

ชุดไทยไม่เคยเอ้าต์ 24 สาว MISS Tiffany 2026 อวดโฉมบนรันเวย์ The Thai Identity Culture & Couture

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.14 น.

ตามกระแสฮิตชุดไทย Miss Tiffany 2026 จับมือกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จัดแฟชั่นโชว์ “The Thai Identity Culture & Couture” ผ่านแนวคิด “ผ้าไทยไร้เพศ” ถ่ายทอดมุมมองของทรานส์เจนเดอร์ในยุคปัจจุบัน ที่เปิดพื้นที่ให้ทุกตัวตนสามารถสวมใส่และเล่าเรื่องของตนเองผ่านเครื่องแต่งกายได้อย่างอิสระ โมเมนต์แฟชั่นสำคัญแห่งปีที่นำความเป็นไทยถอดรหัสใหม่ผ่านงานออกแบบร่วมสมัย

ผลงานที่ชนะรางวัล “The Best Thai Identity Culture & Couture” คือชุด “Queen of Thai Silk” ของหมายเลข 19 โอเว่น – วุฒิเชษฐ์ เค็มพ์ ออกแบบโดย สุนาผ้าไทย คว้ารางวัลด้วยความโดดเด่นของแนวคิดและงานออกแบบที่สวยสะกดสายตา เต็มไปด้วยเรื่องราวและรายละเอียดอันประณีต ถ่ายทอดอัตลักษณ์ความเป็นไทยในมุมมองร่วมสมัยได้อย่างชัดเจน คว้าใจคณะกรรมการไปอย่างเป็นเอกฉันท์ และได้รับเลือกเป็นชุดประจำชาติไทยในการประกวดเวทีนานาชาติ Miss International Queen 2026 ต่อไป สำหรับ 10 ชุดที่ได้รับคะแนนสูงสุดในวันนี้ จะถูกนำไปจัดแสดงนิทรรศการภายในงานประกวดรอบ The Final, Miss Tiffany 2026 ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ณ โรงละครทิฟฟานี่โชว์ พัทยา เพื่อเปิดโอกาสให้แขกผู้มีเกียรติและสาธารณชนได้ร่วมชื่นชมผลงานอย่างใกล้ชิดอีกครั้ง

แฟชั่นโชว์ครั้งนี้ตอกย้ำ “ความเป็นไทย” ที่ยังคงล้ำค่าและร่วมสมัย สร้างความประทับใจอย่างมากจากการพรีเซนต์ของ Miss Tiffany 2026 ทั้ง 24 คน ที่สามารถถ่ายทอดเรื่องราว อารมณ์ และตัวตนของชุดออกมาได้อย่างลึกซึ้ง ขณะที่แต่ละผลงานออกแบบล้วนมีเรื่องเล่า แรงบันดาลใจ และสะท้อนมุมมองความเป็นไทยในรูปแบบที่แตกต่าง งานนี้จึงทำหน้าที่เป็นพื้นที่ในการยกระดับ “ชุดไทย” จากรากวัฒนธรรมดั้งเดิม สู่ผลงานดีไซน์ร่วมสมัยที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

แฟชั่นโชว์ “The Thai Identity Culture & Couture” เกิดจากความร่วมมือของดีไซเนอร์ไทยหลากหลายเจเนอเรชัน ตั้งแต่ดีไซเนอร์ระดับแถวหน้าที่คร่ำหวอดในแวดวงชุดไทยและแฟชั่น ไปจนถึงดีไซเนอร์รุ่นใหม่ไฟแรง ซึ่งต่างให้ความสำคัญกับการค้นหาและตีความความเป็นไทยในมุมมองของตนเอง สะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าทางวัฒนธรรม รากเหง้า และงานหัตถศิลป์ ที่ยังมีคนรุ่นใหม่จำนวนมากพร้อมนำมาพัฒนาให้สอดคล้องกับบริบทของโลกแฟชั่นร่วมสมัย

งานนี้ได้รับเกียรติจากบุคคลระดับสูงจากหลากหลายองค์กร อาทิ อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ตลอดจนผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐเม็กซิโก สถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลีย และสถานเอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐบราซิลประจำประเทศไทย ถือเป็นค่ำคืนแห่งเกียรติยศที่สะท้อนความวิจิตรของอัตลักษณ์ไทยสู่สายตานานาชาติ

“The Thai Identity Culture & Couture” จึงมิได้เป็นเพียงแฟชั่นโชว์ หากแต่เป็นเวทีที่ยืนยันว่าความเป็นไทยยังคงมีชีวิต และสามารถเล่าเรื่องใหม่ ๆ ได้อย่างทรงพลัง ผ่านสายตาของดีไซเนอร์ไทยทั้งรุ่นใหญ่และรุ่นใหม่ และผ่านผู้หญิงทรานส์เจนเดอร์ที่พร้อมถ่ายทอดอัตลักษณ์ ความงาม และแรงบันดาลใจบนเวที Miss Tiffany 2026

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : หมั่นคอยดูแลรักษาหัวใจ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : หมั่นคอยดูแลรักษาหัวใจ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : หมั่นคอยดูแลรักษาหัวใจ

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.56 น.

ในเทศกาลวาเลนไทน์ หลายคนอาจพุ่งเป้าไปที่ความรักระหว่างกัน แต่ความรักหนึ่งที่เราไม่ควรลืมเลยก็คือ “การรักตัวเอง” สัปดาห์นี้จึงขอชวนทุกคนมาดูแลอวัยวะสำคัญที่ทำงานอยู่ตลอดเวลา ทั้งยามตื่นและยามหลับ
ในความเป็นจริง โรคที่เกี่ยวกับหัวใจมีความหลากหลายมากกว่าที่หลายคนคิด โรคที่เราคุ้นเคยกันมากที่สุดคือ โรคหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งเมื่อเกิดการตีบหรืออุดตัน จะนำไปสู่อาการเจ็บแน่นหน้าอก และอาจรุนแรงถึงขั้นหัวใจวายได้ ถัดมาคือโรคที่เกิดจาก กล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งอาจหนาตัวหรือโตขึ้น ทำให้การบีบตัวของหัวใจไม่มีประสิทธิภาพ หากเป็นมากจนส่งผลต่อการดำเนินชีวิต จนเป็น ภาวะหัวใจล้มเหลว นอกจากนี้ยังมีโรคของ ลิ้นหัวใจ ที่อาจตีบหรือรั่ว ทำให้เกิดอาการเหนื่อยง่าย ใจสั่น และอีกภาวะที่พบบ่อยคือ หัวใจเต้นผิดจังหวะ ซึ่งหากเป็นรุนแรง อาจเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดหลุดไปอุดตันหลอดเลือด ส่งผลให้เกิดอัมพฤกษ์อัมพาตได้
จะเห็นได้ว่าหัวใจทำงานอย่างอึดถึกทนนี้ สามารถเจ็บป่วยได้หลากหลาย และทุกภาวะที่กล่าวมานั้น หากไม่เอะใจหรือดูแลให้ดี อาจนำไปสู่อันตรายถึงชีวิตได้ทั้งสิ้น

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าหัวใจกำลังมีปัญหา…โดยปกติแล้ว หัวใจเป็นอวัยวะที่ทำงานตลอดเวลา แต่คนเรามักไม่รู้สึกถึงการทำงานของมัน เมื่อใดก็ตามที่เริ่ม “รู้สึกตัว” เช่น รู้สึกใจสั่น หวิวๆ เหมือนจะเป็นลม อาจเกิดจากภาวะน้ำตาลตกได้ แต่หากเป็นบ่อยๆ ก็อาจเกี่ยวข้องกับภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ พูดง่ายๆ คือ คนปกติที่ไม่ได้ออกแรงหนักหรือไม่ได้ตื่นเต้น ไม่ควรรู้สึกว่าหัวใจกำลังเต้นอยู่

อีกสัญญาณสำคัญคือ เหนื่อยง่ายกว่าเดิมอย่างชัดเจน เช่น เคยเดินได้ครึ่งหรือหนึ่งกิโลเมตรแบบสบายๆ แต่กลับเดินได้เพียง 100–200 เมตรแล้วต้องพัก หรือเคยเดินขึ้นบันได 2–3 ชั้นได้โดยไม่ต้องพัก แต่ปัจจุบันเดินได้เพียงครึ่งชั้นก็เหนื่อยแล้ว อาการเหล่านี้อาจบ่งชี้ว่าหัวใจกำลังเริ่มล้มเหลว สัญญาณอื่นๆ ได้แก่ หายใจไม่อิ่ม นอนราบไม่ได้ ขาบวม น้ำหนักขึ้นเร็ว ซึ่งสะท้อนว่าการไหลเวียนเลือดกลับสู่หัวใจไม่ดี
ในกรณีของ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ อาการมักมาในรูปแบบของเจ็บหรือแน่นหน้าอก คล้ายมีของหนักทับ บางครั้งร้าวไปแขนซ้าย คอ หรือกราม โดยเฉพาะหลังออกแรง และอาจมีอาการร่วม เช่น เหงื่อแตก ใจสั่น คลื่นไส้ หากมีอาการลักษณะนี้ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที เพราะอาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วนเพื่อป้องกันความเสียหายของกล้ามเนื้อหัวใจ

โรคหัวใจหลายชนิดสามารถป้องกันหรือชะลอความรุนแรงได้ โดยเฉพาะการควบคุมโรคเรื้อรังให้ดี เช่น ความดันโลหิต เบาหวาน และไขมันในเลือด ควรกินยาตามที่แพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ ไปตรวจติดตามตามนัด และปรับยาให้เหมาะสมกับอาการ โรคเรื้อรังเหล่านี้มักไม่มีอาการ จำเป็นต้องติดตามค่าต่างๆ เช่น ความดันโลหิตหลังการรักษาไม่ควรเกิน 130/80 mmHg ไขมันโคเลสเตอรอลรวมไม่ควรเกิน 200 mg% ค่าไขมันเลว (LDL) ไม่ควรเกิน 100–130 mg% ตามความเสี่ยงของแต่ละบุคคล ไตรกลีเซอไรด์ไม่ควรเกิน 150 mg% และน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหารควรอยู่ในช่วง 80–130 mg%
แม้จะซื้อยากินเองอย่างสม่ำเสมอ แต่หากไม่ไปตรวจติดตามที่สถานพยาบาล ก็จะไม่สามารถรู้ได้ว่าค่าต่างๆ ยังอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัยหรือไม่ นอกจากนี้ การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตก็สำคัญไม่แพ้กัน ทั้งการควบคุมอาหาร ไม่ใช่เพียงงดหวานมัน แต่ต้องลดเค็มและเกลือ รวมถึงการออกกำลังกายแบบแอโรบิกให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น

นอกจากนี้ยังมีบางพฤติกรรมที่ทำให้หัวใจเสื่อมลงได้อย่างชัดเจน เช่น การสูบบุหรี่ซึ่งทำให้หลอดเลือดหัวใจตีบ การดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะการดื่มปริมาณมากในคราวเดียว ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน รวมถึงการกินมาก ขยับตัวน้อย ความเครียดสะสม และการนอนดึก พฤติกรรมเหล่านี้ล้วนส่งผลโดยตรงต่อการทำงานของหัวใจ และเป็นสาเหตุของเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่เรามักได้ยินจากข่าวอยู่เสมอ
อีกเรื่องที่พบได้คือ การใช้อาหารเสริมหรือสมุนไพรโดยไม่รู้ผลข้างเคียง โดยเฉพาะกลุ่มที่มีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทและหัวใจ เช่น สมุนไพรลดน้ำหนักหรือเพิ่มพลังงาน ซึ่งอาจแอบผสมสารกระตุ้นและมีผลต่อหัวใจ อย่างเช่น ไซบูทรามีน เอเฟดรา เอฟีดรีน เป็นต้น

อาหารเสริมที่มีคาเฟอีนเข้มข้น โสม หรือสมุนไพรหลายชนิดผสมกัน อาจทำให้ใจสั่น นอนไม่หลับ และความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคหัวใจ เบาหวาน หรือความดันโลหิตสูงอยู่เดิม
ดังนั้น การใช้อาหารเสริมหรือสมุนไพรควรพิจารณาความจำเป็น ความปลอดภัย ขนาดที่เหมาะสม และการเกิดปฏิกิริยากับยาที่ใช้อยู่เสมอ เพื่อให้หัวใจดวงนี้อยู่กับเราอย่างแข็งแรงไปอีกนาน

รศ. ภญ. ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

คุณแหน : 16 กุมภาพันธ์ 2569

คุณแหน : 16 กุมภาพันธ์ 2569

คุณแหน : 16 กุมภาพันธ์ 2569

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.22 น.

๐๐ พล.ร.อ.ประพฤติพร อักษรมัต นายกสมาคมอัสสัมชัญ จะแถลงข่าวการเปิดตัวหนังสือทำเนียบธุรกิจอัสสัมชัญ ในงานวันคืนสู่เหย้า AC 141th Anniversary ซึ่งมี สมหวัง ตั้งสมบัติวสิทธิ์ เป็นประธานจัดงาน 16 ก.พ.10.00-12.00 น. ห้อง Conference อาคารนักบุญหลุยส์-มารีย์ อนุสรณ์  รร.อัสสัมชัญ พร้อมนี้ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล อัสสัมชนิกดีเด่น 2566 เป็นองค์ปาฐกสนทนาถึงที่มาของการเขียนหนังสือ “ชีวิตนี้ชะตาลิขิต” โดยมี นิรุตต์ ศิริจรรยา อัสสัมชนิกดีเด่น 2566 ดำเนินรายการ พร้อมมีพิธีประกาศเกียรติคุณและมอบรางวัลอัสสัมชนิกกดีเด่นประจำปี 2568 AC Rising Star 2568 และสุภาพบุรุษอัสสัมชัญ ..๐๐

๐๐ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม ท่านผู้หญิงธิดา เศวตศิลา สิริอายุ 99 ปี ภริยา พล.อ.อ.สิทธิ เศวตศิลา อดีตองคมนตรีในรัชกาลที่ 9  วันที่  15-17 ก.พ.18.30 น. และสวดถึง 21 ก.พ.ศาลากวีนิรมิต (ศาลากลางน้ำ) วัดเทพศิรินทราวาส..๐๐

๐๐ โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง เชิญชมลิเกโรงใหญ่ โดย คณะพงษ์ศักดิ์ สวนศรี เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  “ดวงใจแม่” แสดงโดย อ.พงษ์ศักดิ์ สวนศรี,นีโน่ สุดที่รัก,แน็คกี้ ธเนศพิพัฒ,ต้อม นิรันดร์,โตโต้ ธนเดช,ซาย ภิสา สวนศรี,นัท มาริสา  15 มี.ค.13.00 น. ณ ศาลาเฉลิมกรุง บัตรราคา 1,200 บาท ทุกที่นั่ง โทร.ด่วน 02-2258757-8 และwww.thaiticketmajor.com..๐๐

๐๐เริ่มตั้งแต่ต้นปี ชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ เอ็มดีสายกลยุทธ์ หลักทรัพย์บัวหลวง จัดสัมมนาใหญ่ “BLSTalk 2026” ในธีม “Tech Connex เชื่อมพอร์ตลงทุนหุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ และกองทุนรวม” ณ โรงแรมแมริออท กรุงเทพฯ สุขุมวิท รวบรวมข้อมูลสำคัญที่นักลงทุนต้องรู้เพื่อรับมือโลกการลงทุนที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมเชื่อมโยงองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญตัวจริงพร้อมวิทยากรรับเชิญจากองค์กรชั้นนำ ถ่ายทอดมุมมองการลงทุนหุ้นต่างประเทศอย่างมั่นใจ ผ่าน DR01 อ้างอิงหุ้นเทคระดับโลก ที่ออกโดยหลักทรัพย์บัวหลวง…แว่วว่าตลอดปีนี้ยังมีกิจกรรมดี ๆ รออีกเยอะ ..๐๐

๐๐ชัชวาลย์ เบญจสิริวงศ์ ผวจ.ร้อยเอ็ด เป็นประธานเปิดกิจกรรมเดินแบบการกุศล “สืบสานตำนานศิลป์ถิ่นผ้าไท เมืองศรีภูมิ” ภายใต้งานประเพณีบุญคูณลานสู่ขวัญข้าว ประจำปี 2569..๐๐

๐๐ใน️งานประเพณีแห่เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำโพ ประจำปี 2569 “110ปี ตรุษจีนแห่งสีสัน เมืองสวรรค์ 5 ภาษา” ชุติพร เสชัง ผวจ.นครสวรรค์ ได้ร่วมร้องเพลงในคอนเสิร์ตการกุศล “สายน้ำรวมใจ 110 ปี ตรุษจีนปากน้ำโพ” ณ เวทีใหญ่หาดทราย ต้นแม่น้ำเจ้าพระยา จ.นครสวรรค์..๐๐

๐๐พิกุลแก้ว ไกรฤกษ์ เลี้ยงแสดงความยินดีให้ สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ ในโอกาสได้รับพระราชทานปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ของม.เชียงใหม่ โดยมี รศ.พญ.เยาวลักษณ์ ชาญศิลป์, พิริยาภรณ์ ธรรมมารักษ์, รุ่งนภา ตันยุวรรธนะ, ผศ.(พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์ , ดร.ศิพัฒน์ ไตรอุโฆษ, ภัทธิรา หาญสกุล  ร่วมยินดีด้วย ณ บ้านสุขุมวิท 31..๐๐

๐๐ TikTok ช่อง Jay Devakula  “เจ” จินดาภา เทวกุล ณ อยุธยา ชวนคุณยาย ท่านผู้หญิงเพ็ญศรี วัชโรทัย มาเล่าเรื่องราวLife Style หลากหลายในอดีตมีข้อมูลหาฟังยากสนุกจากความทรงจำที่ยังแม่นยำของท่านผู้หญิง ..น่ารักทั้งคุณยายคุณหลาน..ติดตามฟังกันได้..๐๐

‘หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน’ ภัยเงียบคร่าชีวิตในไม่กี่นาที ไม่เลือกวัย ไม่เลือกอาการ ต้องรู้เท่าทันก่อนสายเกินแก้

‘หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน’ ภัยเงียบคร่าชีวิตในไม่กี่นาที  ไม่เลือกวัย ไม่เลือกอาการ ต้องรู้เท่าทันก่อนสายเกินแก้

‘หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน’ ภัยเงียบคร่าชีวิตในไม่กี่นาที ไม่เลือกวัย ไม่เลือกอาการ ต้องรู้เท่าทันก่อนสายเกินแก้

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน (Sudden Cardiac Arrest) เป็นภัยคุกคามที่เกิดขึ้นได้กับคนทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นคนวัยทำงาน นักกีฬา หรือผู้ที่คิดว่าตนเองมีสุขภาพแข็งแรง กลไกสำคัญที่ทำให้เสียชีวิตอย่างรวดเร็วคือ การเต้นผิดจังหวะชนิดรุนแรงของหัวใจ ไม่ใช่ภาวะหัวใจล้มเหลวเรื้อรังอย่างที่เข้าใจ ซึ่งจะทำให้หัวใจหยุดทำงานภายในเสี้ยววินาที และหากไม่ได้รับการช่วยเหลือที่ถูกต้องทันที โอกาสรอดชีวิตจะต่ำมาก

นพ. ณัฐพล เก้าเอี้ยน อายุรแพทย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลพระรามเก้า อธิบายว่า กลไกอันตรายเริ่มต้นจากภาวะเต้นผิดจังหวะรุนแรง เช่น Ventricular Tachycardia (VT) หรือ Ventricular Fibrillation (VF) ภาวะเหล่านี้คือการที่หัวใจห้องล่างเกิดการสั่นพริ้ว (Fibrillation) จนสูญเสียประสิทธิภาพในการสูบฉีดเลือด แม้หัวใจจะยังดูเหมือนมีการเคลื่อนไหว แต่เลือดไม่สามารถถูกส่งไปเลี้ยงสมองได้ ผู้ป่วยจึงล้มลง หมดสติทันที หากไม่ได้รับการช่วยเหลือที่ถูกต้องและทันท่วงที โอกาสรอดชีวิตจะลดลงจนแทบเป็นศูนย์

นพ. ณัฐพล เก้าเอี้ยน อายุรแพทย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลพระรามเก้า

 “สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ ผู้ป่วยจำนวนมากดูแข็งแรงดีมากก่อนเกิดเหตุ บางคนยังยิ้ม พูดคุย หรือวิ่งออกกำลังกาย แต่ในวินาทีต่อมา หัวใจอาจสั่นพริ้วจนเหมือนหยุดเต้น และอาการแรกของบางคนคือการล้มลงทันที”

สาเหตุพื้นฐานของการเต้นผิดจังหวะชนิดรุนแรงมีหลายประเด็น โดยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลัน (Acute Coronary Artery Disease) เป็นสาเหตุอันดับหนึ่ง เกิดจากคราบไขมันในหลอดเลือดหัวใจแตกและอุดตันฉับพลัน ทำให้หัวใจขาดเลือดกะทันหัน และกระตุ้นให้เกิดภาวะเต้นผิดจังหวะอันตรายได้ทันทีแม้บางรายเพิ่งตรวจสุขภาพและผลตรวจยังปกติ เพราะคราบไขมันแตกสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเวลาโดยไม่มีสัญญาณเตือน

นอกจากนี้ ยังมีสาเหตุอื่นที่มักถูกมองข้าม เช่น ความผิดปกติของโครงสร้างกล้ามเนื้อหัวใจ เช่น Dilated Cardiomyopathy (หัวใจโตและบีบตัวอ่อนแรง) หรือ Hypertrophic Cardiomyopathy (ความผิดปกติทางพันธุกรรมที่กล้ามเนื้อหัวใจหนาตัว) รวมถึง Myocarditis การอักเสบจากติดเชื้อ และรอยแผลเป็นในกล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งสามารถทำให้ระบบไฟฟ้าหัวใจผิดปกติจนเกิดภาวะหยุดเต้นได้ ขณะเดียวกัน โรคทางพันธุกรรมของระบบไฟฟ้าหัวใจ เช่น Brugada syndrome และ Long QT syndrome ก็เป็นปัจจัยอันตราย โดยเฉพาะ Brugada syndrome ซึ่งพบมากในคนไทยและเป็นสาเหตุสำคัญของ “การใหลตาย”

สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรค ส่วนใหญ่มักเกิดจากไลฟ์สไตล์และสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มโอกาสการเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้น เช่น การสูบบุหรี่ การพักผ่อนไม่เพียงพอ ความเครียดสูง การหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep apnea) การใช้ยาบางชนิด และการใช้สารเสพติด  

อย่างไรก็ตาม หากมีอาการแน่นหน้าอก เหนื่อยง่ายผิดปกติ ใจสั่น หรือเคยวูบหมดสติแม้เพียงครั้งเดียว ต้องรีบพบแพทย์ทันทีเพื่อตรวจเชิงลึก เพราะอาจเป็นสัญญาณของระบบไฟฟ้าหัวใจผิดปกติหรือโรคหลอดเลือดหัวใจซ่อนตัว น่าตกใจที่ผู้ป่วยจำนวนมากไม่มีอาการเตือนมาก่อน ต่างจากความเข้าใจทั่วไปที่คิดว่าหัวใจจะต้องเจ็บหน้าอกเป็นเวลานานก่อนเกิดเหตุจริง  ความจริงคือ อาการแรกของบางคน คือการล้มลงทันที 

ดังนั้น การตรวจหัวใจอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง (เบาหวาน, ความดันโลหิตสูง, ไขมันสูง, สูบบุหรี่, อ้วน, หรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจ)  แพทย์อาจใช้การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG), เอกซเรย์ทรวงอก, ตรวจเลือด, อัลตราซาวด์หัวใจ (Echo), การทดสอบสมรรถภาพหัวใจด้วยสายพาน (Stress test) หรือ MRI หัวใจ เพื่อตรวจหาความผิดปกติ และหากสงสัยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ อาจพิจารณาทำการสวนหัวใจ และทำบอลลูนหรือผ่าบายพาส ทั้งหมดเพื่อประเมินความเสี่ยงเชิงรุก ป้องกันเหตุร้ายที่ไม่ควรเกิด

เมื่อเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน การช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีเป็นสิ่งสำคัญที่สุด การทำ CPR ช่วยพยุงการไหลเวียนเลือดไปยังสมองได้ชั่วคราว แต่สิ่งที่มีบทบาทในการช่วยชีวิต คือเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) ซึ่งสามารถช็อกหัวใจที่สั่นพริ้วให้กลับมาทำงานตามปกติได้ทันที การกดหน้าอกอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากมี AED อยู่ใกล้ โอกาสรอดชีวิตจะเพิ่มขึ้นหลายเท่า นี่คือเหตุผลที่พื้นที่สาธารณะควรมีเครื่อง AED ให้พร้อมใช้งาน และประชาชนควรได้รับการอบรม CPR ขั้นพื้นฐาน”

นพ.ณัฐพล กล่าวปิดท้ายว่า “การป้องกันคือ เกราะที่ดีที่สุด” การนอนหลับให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เลี่ยงอาหารที่มีรสเค็มและหวานจัด งดสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงสารเสพติด ลดความเครียด ควบคุมโรคประจำตัว และตรวจสุขภาพหัวใจเป็นประจำ จะช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมาก แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือ การไม่ละเลยสัญญาณผิดปกติที่ร่างกายกำลังบอกเรา

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เล่าปี่ผู้อ่อนน้อม

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เล่าปี่ผู้อ่อนน้อม

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เล่าปี่ผู้อ่อนน้อม

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                   ในหน้าประวัติศาสตร์อันยาวนานของแผ่นดินจีน สมัยสามก๊ก พ.ศ. 763-823 ราวพันปีก่อนการตั้งประเทศไทย มีเหตุการณ์หนึ่งที่ถูกเล่าขานซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ใช่ในฐานะชัยชนะบนสมรภูมิรบ แต่เป็นชัยชนะเหนือใจคน นั่นคือเรื่องราวของ “เล่าปี่” ผู้นำที่เปี่ยมด้วยบารมี กับความมานะพยายามในการไปเชิญตัว “ขงเบ้ง” ยอดนักปราชญ์ออกจากกระท่อมหญ้าบนเขาโงลังกั๋ง มาเป็นที่อาจารย์ปรึกษา

                   ในวันที่แผ่นดินลุกเป็นไฟ เล่าปี่ตระหนักดีว่า “กองทัพที่แข็งแกร่งยังไม่สู้หนึ่งปัญญาที่ปราดเปรื่อง” เมื่อเขาทราบข่าวว่ามีบัณฑิตหนุ่มผู้มีความสามารถเร้นกายอยู่บนภูเขาสูง เขาจึงไม่ลังเลที่จะออกเดินทางไปหา แม้หนทางจะทุรกันดารเพียงใดก็ตาม

                   ครั้งแรกที่ไปถึง เล่าปี่พบเพียงความว่างเปล่า ขงเบ้งไม่อยู่บ้าน แทนที่จะโกรธเคือง เขากลับฝากถ้อยคำที่เปี่ยมด้วยความเคารพไว้

                   ครั้งที่สอง เขาฝ่าพายุฝน ที่หนาวเหน็บจนร่างกายสั่นเทิ้ม เพียงเพื่อจะพบว่าขงเบ้งยังไม่ออกมารับแขก

                   จนกระทั่งครั้งที่สาม เมื่อไปถึง ขงเบ้งกำลังนอนกลางวันอยู่ เล่าปี่สั่งให้ผู้ติดตามรออยู่ด้านนอก ส่วนตัวเขานั้นยืนกุมมือสำรวม รออยู่ตรงบันไดเรือนอย่างสงบนิ่งนานนับชั่วโมงท่ามกลางอากาศเย็นเยือก โดยไม่ยอมให้ใครปลุกขงเบ้ง

                  เมื่อขงเบ้งลืมตาตื่นขึ้นมา พบกับชายผู้สูงศักดิ์ที่ยืนรอด้วยความนอบน้อมดั่งศิษย์รออาจารย์ หัวใจของนักปราชญ์ที่เคยตั้งมั่นว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับโลกภายนอกก็ละลายลงทันที ขงเบ้งยอมก้าวออกจากกระท่อมหญ้าเพื่อมาช่วยเล่าปี่สร้างอาณาจักร จ๊กก๊กจนกลายเป็นหนึ่งในสามคานอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสามก๊ก

                   นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ความอ่อนน้อมถ่อมตน (อปจายนมัย)ในบุญกิริยาวัตถุ 10 ประการ นั้น ไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่คือ “อำนาจที่อ่อนโยน” เล่าปี่สอนเราว่า ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ไม่ใช่คนที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดแล้วมองลงมา แต่คือคนที่กล้าจะโน้มตัวลงไปหาผู้มีปัญญา ความสำเร็จที่ยั่งยืนมักไม่ได้มาจากคำสั่งที่ดุดัน แต่มาจากกิริยาที่ให้เกียรติและการรู้จักวาง “ตัวตน” ลงเพื่อรับเอา “โอกาส” ที่ยิ่งใหญ่กว่าเข้ามาในชีวิต

                   “รวงข้าวที่เมล็ดเต็มเต่งมักจะโน้มรวงลงต่ำเสมอ เช่นเดียวกับผู้ที่มีความรู้และคุณธรรมเพียบพร้อม ย่อมแสดงออกด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้อื่น”

อาทร  จันทวิมล

CJT และ วีโร่ ติวเข้มนักข่าวใน SEA จัดการกับภัยคุกคามออนไลน์จากรายงานข่าว

CJT และ วีโร่ ติวเข้มนักข่าวใน SEA จัดการกับภัยคุกคามออนไลน์จากรายงานข่าว

CJT และ วีโร่ ติวเข้มนักข่าวใน SEA จัดการกับภัยคุกคามออนไลน์จากรายงานข่าว

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

Centre for Journalism and Trauma Asia Pacific ร่วมกับวีโร่ จัดโครงการเสริมทักษะนักข่าวในการจัดการกับภัยคุกคามออนไลน์และภัยคุกคามทางเพศระหว่างการทำงาน ในยุคที่การรายงานข่าวมาพร้อมกับความเสี่ยงที่มากขึ้น สื่อมวลชนและนักข่าวทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญกับการคุกคามรูปแบบต่างๆ ที่เชื่อมโยงกับประเด็นทางเพศ ผ่านช่องทางออนไลน์ การข่มขู่ และวาทกรรมเกลียดชังมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

Centre for Journalism and Trauma Asia Pacific (CJT) หรือชื่อเดิมคือ Dart Centre Asia Pacific เป็นองค์กรที่ทำงานสนับสนุนนักข่าวและสื่อมวลชนที่รายงานข่าวเกี่ยวกับความรุนแรง ภัยพิบัติ และโศกนาฏกรรม มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 พร้อมส่งเสริมให้นักข่าวและสื่อมวลชนเข้าใจต่อผลกระทบทางจิตใจจากการทำงาน รายงานข่าวอย่างมีจริยธรรม และดูแลสุขภาวะของตนเอง ผ่านการจัดอบรม การมอบทุนการศึกษา การสนับสนุนสื่อความรู้ต่าง ๆ รวมถึงการให้คำปรึกษาแบบรายบุคคลสำหรับนักข่าวในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก 

เพื่อสานต่อพันธกิจนี้ วีโร่ (Vero) บริษัทที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร ประชาสัมพันธ์ และการตลาดดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงได้จับมือกับ CJT เพื่อร่วมกันจัดโครงการอบรมในชื่อ “Not Alone. Not Silenced” อันเป็นโครงการมอบทุนศึกษาเพื่อสนับสนุนความปลอดภัยทางดิจิทัลและความเข้มแข็งทางจิตใจสำหรับนักข่าวทั่วภูมิภาค 

อมันตา เปเรรา ผู้อำนวยการและที่ปรึกษาของ CJT กล่าวว่า “สื่อมวลชนและนักข่าวคืออาชีพที่มีบทบาทอันสำคัญอย่างยิ่งต่อสังคมของเรา ทั้งจากการสืบหาข้อเท็จจริงและเปิดเผยความจริงที่ซุกซ่อนอยู่ใต้พรม แต่ในขณะเดียวกัน งานของพวกเขาก็เต็มไปด้วยความเสี่ยง โดยเฉพาะในยุคดิจิทัล ที่นักข่าวต้องเผชิญกับการคุกคาม การข่มขู่ และวาทกรรมเกลียดชังมากมาย CJT จึงพร้อมยืนเคียงข้างนักข่าวทั่วภูมิภาคเพื่อให้การสนับสนุนและจัดหาเครื่องมือในการรับมือกับภัยคุกคามต่าง ๆ เหล่านี้ เรายังหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือกับวีโร่ จะสามารถนำเอาผลงานของเราจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของวงการและเครือข่ายสื่อและเทคโนโลยีในภูมิภาคได้มากยิ่งขึ้น” 

โครงการสนับสนุนทุนศึกษาครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนจากโครงการ International Program for the Development of Communication (IPDC) ประจำปี 2568 ขององค์การยูเนสโก โดยจะรวบรวมนักข่าวและผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลข่าวสาร จากประเทศต่าง ๆ ได้แก่ ลาว กัมพูชา เมียนมา สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม มาเข้าร่วมโครงการอบรมเพื่อเสริมสร้างทักษะในการรับมือกับผลกระทบจากวาทกรรมเกลียดชังและการคุกคามออนไลน์ เป็นระยะเวลา 10 เดือน

โปรแกรมดังกล่าวจะถูกแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1: การเวิร์กช็อปออนไลน์การแนะนำโครงการในช่วงเดือนมีนาคม ระยะที่ 2: การเวิร์กช็อป 4 วันในเดือนพฤษภาคม ที่กรุงเทพฯ และระยะที่ 3: การจัดกิจกรรมให้คำปรึกษาทางออนไลน์ในช่วง 5 เดือนสุดท้าย โดยเมื่อสิ้นสุดโปรแกรมในเดือนตุลาคม ผู้เข้าร่วมจะสามารถพัฒนาสื่อและเครื่องมือที่นำไปใช้ได้จริง เพื่อช่วยให้นักข่าวในประเทศภูมิภาคลุ่มน้ำโขงสามารถทำความเข้าใจและรับมือกับวาทกรรมความเกลียดชังได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสื่อทั้งหมดจะถูกแปลเป็นภาษาท้องถิ่นเพื่อให้นักข่าวในประเทศที่เข้าร่วมสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในการทำงานจริง 

เปเรรา กล่าวเสริมว่า ผู้เข้าร่วมโครงการยังจะได้รู้จักกับเครื่องมือ “เกราะป้องกันดิจิทัล” (Digital Flak Jacket) ซึ่งเป็นชุดเครื่องมือที่ช่วยให้นักข่าวและผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลข่าวสารสามารถออกแบบวิธีรับมือเพื่อจัดการกับ TFGBV (ความรุนแรงทางเพศที่เกิดจากเทคโนโลยี) วาทกรรมเกลียดชัง และภัยคุกคามทางดิจิทัลอื่น ๆ ได้ด้วยตนเอง 

นิธิกานต์ ลดาเสถียร ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อมวลชนสัมพันธ์ของวีโร่ ประเทศไทย กล่าวว่า “ปัจจุบันนักข่าวกำลังทำงานภายใต้แรงกดดันที่อาจส่งผลต่อทั้งอารมณ์และวิชาชีพ วีโร่จึงต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนสื่อมวลชนในมิติที่มากกว่าแค่การผลิตงานข่าวสาร ภายใต้ความร่วมมือกับ CJT ในครั้งนี้ เพื่อสร้างระบบนิเวศสื่อที่ยั่งยืนมากยิ่งขึ้น” 

ความร่วมมือครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของพันธกิจของวีโร่ในการสนับสนุนนักข่าวและวงการสื่อในภูมิภาคเอเชียตะวันออกอกเฉียงใต้ โดยที่ผ่านมาวีโร่เคยร่วมงานกับหน่วยงาน EB Impact จากประเทศสิงคโปร์ เพื่อส่งเสริมการเล่าเรื่องอย่างกล้าหาญและการรายงานข่าวเชิงสร้างสรรค์ในประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การฟอกเขียว และความเหลื่อมล้ำทางสังคม มาตั้งแต่ปี 2567 

ทั้งนี้ สื่อมวลชนที่กำลังเผชิญกับภัยคุกคามทางเทคโนโลยี และสนใจเข้าร่วมโครงการ “Not Alone. Not Silenced” สามารถสมัครเข้าร่วมผ่านทาง ลิงก์นี้ ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 โดยเวิร์กช็อป จะจัดขึ้นในวันที่ 8-11 พฤษภาคม 2569 ที่กรุงเทพฯ หากมีการเปลี่ยนแปลงจะแจ้งให้ทราบภายหลัง ทั้งนี้ ขอสงวนสิทธิ์สำหรับผู้ที่สามารถเข้าร่วมเวิร์กช็อปได้ทั้ง 4 วันเท่านั้น โดยจะมีการคัดเลือกผู้เข้าร่วมโดยคณะกรรมการจาก CJT อีกครั้ง โดยการดำเนินงานเป็นภาษาอังกฤษ

ผ่าตัดคืนเดียว ลดต้นทุนทั้งระบบ ‘MIS’ เขย่าโมเดลรักษากระดูกสันหลังไทย

ผ่าตัดคืนเดียว ลดต้นทุนทั้งระบบ ‘MIS’ เขย่าโมเดลรักษากระดูกสันหลังไทย

ผ่าตัดคืนเดียว ลดต้นทุนทั้งระบบ ‘MIS’ เขย่าโมเดลรักษากระดูกสันหลังไทย

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นวัตกรรมผ่าตัดแผลเล็ก Minimally Invasive Surgery (MIS) พลิกภาพจำการผ่าตัดกระดูกสันหลัง จากการพักฟื้นยาวนาน สู่การรักษาที่รบกวนร่างกายน้อย ฟื้นตัวเร็ว ช่วยผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การผ่าตัดกระดูกสันหลังเคยถูกมองว่าเป็นการรักษาขั้นสุดท้าย ที่ต้องแลกกับแผลผ่าตัดขนาดใหญ่ การพักฟื้นหลายวัน และความเสี่ยงหลังการผ่าตัด อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการแพทย์ในปัจจุบันได้เปลี่ยนแนวคิดดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการผ่าตัดแผลเล็ก หรือ Minimally Invasive Surgery (MIS) ที่เข้ามายกระดับมาตรฐานการรักษาโรคกระดูกสันหลังในยุคใหม่

นพ. วิศิษฐ์ แซ่ล้อ แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเอส เฉพาะทางกระดูกสันหลังและข้อ 

นพ. วิศิษฐ์ แซ่ล้อ แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเอส เฉพาะทางกระดูกสันหลังและข้อ เปิดเผยว่า ปัจจุบันเทคนิค MIS ถูกนำมาใช้ในการรักษาโรคกระดูกสันหลังมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นการผ่าตัดที่ใช้แผลขนาดเล็กเพียงประมาณ 0.5 เซนติเมตร อาศัยกล้องและเครื่องมือเฉพาะทาง ทำให้แพทย์สามารถเข้าถึงตำแหน่งที่มีปัญหาได้อย่างแม่นยำ โดยไม่ต้องเปิดแผลกว้างหรือตัดกล้ามเนื้อจำนวนมากเหมือนการผ่าตัดแบบดั้งเดิม

“แม้จะยังใช้คำว่า ‘ผ่าตัด’ แต่ MIS เป็นการรบกวนเนื้อเยื่อรอบข้างน้อยมาก ส่งผลให้ผู้ป่วยเจ็บน้อย เสียเลือดน้อย ลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน และสามารถฟื้นตัวได้รวดเร็ว จนหลายกรณีสามารถพักฟื้นเพียงคืนเดียว

และกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย” นพ. วิศิษฐ์ กล่าว

เทคนิค MIS ถูกนำมาใช้รักษาโรคกระดูกสันหลังหลากหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนหรือทับเส้นประสาท, โรคกระดูกสันหลังเสื่อม, ภาวะโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ, กระดูกสันหลังเคลื่อน รวมถึงความผิดรูปหรือเนื้องอกบริเวณกระดูกสันหลัง

จุดเด่นสำคัญของการผ่าตัดแผลเล็ก คือการช่วยให้ผู้ป่วยสามารถลุก เดิน และทำกิจวัตรพื้นฐานได้ภายใน 6–24 ชั่วโมงหลังการผ่าตัด ลดความจำเป็นในการนอนโรงพยาบาลเป็นเวลานาน ซึ่งไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อในโรงพยาบาลหรือภาวะแทรกซ้อนจากการนอนนิ่ง แต่ยังช่วยลดต้นทุนทางอ้อม ทั้งด้านเวลาและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงาน

ทั้งนี้ การพักฟื้นเพียงคืนเดียวไม่ได้หมายถึงการลดทอนมาตรฐานการดูแล แต่เป็นผลจากการวางระบบรักษาอย่างเป็นขั้นตอน ตั้งแต่การประเมินผู้ป่วยอย่างเหมาะสม เทคนิคการผ่าตัดที่แม่นยำ การเฝ้าระวังอาการหลังผ่าตัด ไปจนถึงการติดตามผลและฟื้นฟูด้วยกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง

นพ. วิศิษฐ์ ย้ำว่า การเลือกเข้ารับการผ่าตัดแผลเล็ก MIS ควรพิจารณาควบคู่กันทั้งความเชี่ยวชาญของทีมแพทย์ เทคโนโลยีที่ได้มาตรฐาน และระบบดูแลหลังการรักษา เพื่อให้การผ่าตัดกระดูกสันหลังไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการฟื้นฟูสุขภาพระยะยาว ที่ช่วยให้ผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจและมีประสิทธิภาพ

โรงพยาบาลเอส โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกระดูกสันหลังและข้อ (S-Spine and Joint Hospital)  มีจุดแข็งจากการมุ่งเน้นการรักษาในกลุ่มโรคเฉพาะ ทำให้ทีมแพทย์มีประสบการณ์ดูแลผู้ป่วยกระดูกสันหลังในเคสซับซ้อนอย่างต่อเนื่อง สามารถประเมินแนวทางการรักษาได้อย่างเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย ตั้งแต่การคัดกรองว่าใคร “จำเป็นต้องผ่าตัด” และใครสามารถรักษาด้วยวิธีอื่นได้ ไปจนถึงการเลือกใช้เทคนิคผ่าตัดแผลเล็ก (MIS) ให้ตรงกับลักษณะโรคอย่างแท้จริง

อีกทั้ง มีความพร้อมด้านเทคโนโลยี อุปกรณ์เฉพาะทางสำหรับการผ่าตัดแผลเล็กโดยตรง รวมถึงการใช้กล้องและเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำ ลดการรบกวนเนื้อเยื่อ และลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการทำ MIS ให้เกิดผลลัพธ์ตามที่คาดหวัง

อีกหนึ่งปัจจัยที่แตกต่าง คือระบบดูแลหลังผ่าตัดแบบครบวงจร ตั้งแต่การเฝ้าระวังอาการในช่วง 24 ชั่วโมงแรก การวางแผนฟื้นฟูด้วยกายภาพบำบัด ไปจนถึงการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง ทำให้แนวคิด “พักฟื้นคืนเดียว” เกิดขึ้นได้อย่างปลอดภัย และช่วยให้ผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตและทำงานได้เร็วขึ้น ลดการสูญเสียเวลาและต้นทุน ทางอ้อมในระยะยาว  

โรงพยาบาลเอส เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลังและข้อ (S-spine and Joint Hospital) โทร.02-034-0808     

ทีเส็บปลุกพลัง Creator Economy เปิดเคล็ดลับสร้างตัวตนยุคคอนเทนต์ครีเอเตอร์

ทีเส็บปลุกพลัง Creator Economy เปิดเคล็ดลับสร้างตัวตนยุคคอนเทนต์ครีเอเตอร์

ทีเส็บปลุกพลัง Creator Economy เปิดเคล็ดลับสร้างตัวตนยุคคอนเทนต์ครีเอเตอร์

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB) เดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไมซ์ไทยสู่อนาคต ผ่านพลังของเศรษฐกิจสร้างสรรค์และครีเอเตอร์ จัดกิจกรรมประกาศผลรางวัลผู้ชนะเลิศในการแข่งขัน “Spark Challenge: Influencer Competition” เวทีประกวดเฟ้นหาครีเอเตอร์จาก 5 ภูมิภาคทั่วประเทศที่มีมูลค่ารางวัลรวมกว่า 100,000 บาท พร้อมจัดเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมองเรื่องการสร้างตัวตนและการยืนระยะอย่างยั่งยืนในโลกดิจิทัล

ดร. ศุภวรรณ ตีระรัตน์

ดร. ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB) กล่าวเปิดงานว่า ทีเส็บต้องการผลักดันอุตสาหกรรมไมซ์ให้ก้าวไปไกลกว่าการจัดงานในรูปแบบเดิม แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงผู้จัดงาน แบรนด์ คอนเทนต์ครีเอเตอร์หรืออินฟลูเอนเซอร์ และผู้ชมเข้าด้วยกัน ผ่านพลังของการเล่าเรื่องและประสบการณ์

“งานเฟสติวัลครั้งนี้ ไม่ได้วัดความสำเร็จแค่จำนวนคนหรือรายได้ แต่คือประสบการณ์ที่ผู้ร่วมงานได้รับ และความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างคนที่มีความสนใจร่วมกัน ซึ่งอินฟลูเอนเซอร์และครีเอเตอร์คือกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงสิ่งเหล่านี้เข้าด้วยกัน”

ดร.ศุภวรรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า เศรษฐกิจครีเอเตอร์ทั่วโลกกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว อัตราการเติบโตสูงถึง 22.5% คิดเป็นมูลค่ากว่า 5.28 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 และแบรนด์ทั่วโลกกว่า 82% เลือกใช้อินฟลูเอนเซอร์เป็นกลยุทธ์หลัก สะท้อนให้เห็นว่าผู้ติดตามและชุมชนของครีเอเตอร์ได้กลายเป็น “สินทรัพย์” ที่มีมูลค่า

“ทีเส็บอยากเห็นการใช้พลังของ Local Identity หรืออัตลักษณ์ท้องถิ่น มาเล่าเรื่องเทศกาล เมือง และชุมชนไทย เพื่อเชื่อมโยงจาก Local สู่ Global และสร้างความหมายที่ยั่งยืนมากกว่ายอดวิวระยะสั้น” ดร.ศุภวรรณ กล่าว

หนึ่งในไฮไลต์ของงาน คือเวทีเสวนา “Identity is the New Currency: แบรนด์ชอบ คนดูจำ สูตรลับสร้างตัวตนอินฟลูเอนเซอร์ยุคใหม่” โดยวิทยากรจากหลากหลายมุมมอง ได้แก่ สุวิตา จรัญวงศ์ ประธานกรรมการบริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง Tellscore, วิไลลักษณ์ โพธิ์ตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด THE STANDARD และ ภาวิดา ชิตเดชะ หรือ ICEPADIE อินฟลูเอนเซอร์และผู้ก่อตั้ง Happy Sunday

สุวิตา จรัญวงศ์

สุวิตา จรัญวงศ์ กล่าวว่า ในยุค AI และ Virtual Influencer ความเป็นมนุษย์และตัวตนแท้จริงยิ่งสำคัญ การสร้างตัวตนต้องส่องกระจก 3 ด้าน ได้แก่ DNA ตัวเอง เสียงสะท้อนจากคนดู และอัลกอริทึม โซเชียลมีเดีย ครีเอเตอร์ควรหาโอกาสใหม่ๆ เช่น MICE Creator หรือขยายตลาดต่างประเทศ โดยใช้ AI ช่วยเรื่องภาษา เพื่อสร้างความโดดเด่น

ด้านความยั่งยืน สุวิตาย้ำเรื่อง Influencer Safety คือคอนเทนต์ครีเอเตอร์ต้องระวังแบรนด์ที่อาจชักจูงไปในทางผิดจริยธรรม ซึ่งจะกระทบชื่อเสียงระยะยาว คำแนะนำสำหรับคนรุ่นใหม่คือต้องมี ความมั่นใจในตัวเอง ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำ เพื่อช่วยให้ผ่านช่วงเริ่มต้นที่มีแรงเสียดทาน

วิไลลักษณ์ โพธิ์ตระกูล

วิไลลักษณ์ โพธิ์ตระกูล กล่าวว่า ปัจจุบันแบรนด์เน้นหา Influencer ที่มีตัวตนและคุณค่าที่ตรงกับแบรนด์ เพื่อสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมายเฉพาะเจาะจงแทนการใช้สื่อแบบวงกว้าง อย่าง THE STANDARD ก็ปรับตัวด้วยการปั้นผู้เชี่ยวชาญในสังกัดให้เป็นอินฟลูเอนเซอร์ตัวแทนความเชี่ยวชาญต่าง ๆ เช่น ดร.วิทย์ สิทธิเวคินในด้านประวัติศาสตร์ หรือ นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ในด้านธุรกิจ

“การยืนระยะต้องชั่งน้ำหนักระหว่างผลประโยชน์ระยะสั้นกับมูลค่าระยะยาว การรับงานที่ไม่ตรงจุดยืนเพราะเงินอาจทำให้เสียความน่าเชื่อถือ ควรตื่นตัวและพัฒนาตนเองตลอดเวลา เพราะคู่แข่งเกิดขึ้นใหม่เสมอ และพฤติกรรมคนดูเปลี่ยนไป หากหยุดพัฒนาอาจถูกกลืนหายไปจากตลาด” วิไลลักษณ์ กล่าว

ภาวิดา ชิตเดชะ

ภาวิดา ชิตเดชะ เล่าถึงการเปลี่ยนแปลงตัวเองจากบิวตี้บล็อกเกอร์ สู่การเป็นนักธุรกิจและคุณแม่ โดยยึดหลักความจริงใจและความเป็นเพื่อนในการเล่าเรื่อง เน้นการทำงานกับแบรนด์อย่างมีจุดยืน ไม่เป็นนกแก้วนกขุนทองในการท่องบทตามแบรนด์ที่มาร่วมงาน เพื่อรักษาตัวตนและป้องกันภาวะหมดไฟ พร้อมให้ความสำคัญกับมาตรฐานผลงาน

“อย่าหลงในแสงสีและยอดไลก์หรือยอดวิวจนหลงลืมความรับผิดชอบในฐานะผู้สร้าง หรือผลิตคอนเทนต์ขยะเข้าสู่สังคม เพราะการกู้ชื่อเสียงที่เสียไปทำได้ยาก การหาตัวตนของอินฟลูเอนเซอร์ปัจจุบันทำได้ด้วยการค้นหาตัวเองไปเรื่อย ๆ ในสิ่งที่เราสนใจ และเสียงตอบรับและเวลาจะช่วยแสดงตัวตนของเราออกมา” ภาวิดา กล่าว

หลังจบการเสวนา เป็นการนำเสนอผลงานของผู้เข้ารอบสุดท้ายจากเวที Spark Challenge: Influencer Competition ซึ่งเปิดโอกาสให้ครีเอเตอร์จากทั่วประเทศได้นำเสนอแนวคิดและตัวตนผ่านผลงานวิดีโอ พร้อมตอบคำถามจากคณะกรรมการแบบสด

ผลการตัดสินรางวัล มีดังนี้ รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ สรัสนันท์ คำดีบุญ จากช่อง RoamingYim ยิ้มแบกเป้เที่ยว จากกรุงเทพมหานคร (กรุงเทพและปริมณฑล) รับเงินรางวัล 50,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและประกาศนียบัตร และโอกาสร่วมงานเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์กับ THE STANDARD  รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ธนกร ศรีเพ็ชร์ จากช่อง หมูตั้ม ชวนหิว จากนครสวรรค์ (ภาคกลางและภาคตะวันออก) รับเงินรางวัล 30,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ พีรวัส กันธา จากช่อง อ้ายติ๊ก บะดาย จากเชียงใหม่ (ภาคเหนือ) รับเงินรางวัล 10,000 บาท

นอกจากนี้ ยังมีรางวัล Recognition Award มูลค่า 3,000 บาท พร้อมประกาศนียบัตร มอบให้ครีเอเตอร์อีกหลายราย อาทิ Dream Destination, สาวน้อยคิดบวก, โอ๊ตเที่ยวไปเล่าไป, ไอธี.คลับ, HappyBoonry, โฟมเด้อค่ะ, บีม IBeam, ลูกปลาชอบจริง, Naya ที่อ่านว่า นายา, สมาธิ 360°, กิ๊ฟอุ่น สายมู และหมวยพลอย รีวิว

กิจกรรม Spark Challenge: Influencer Competition และเวทีเสวนาครั้งนี้ สะท้อนความตั้งใจของทีเส็บในการใช้พลังของคอนเทนต์ครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์ เป็นฟันเฟืองสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมไมซ์ไทย เชื่อมโยงเทศกาล เมือง และชุมชนไทยสู่เวทีโลก ผ่านการเล่าเรื่องที่มีความหมาย สร้างประสบการณ์ และความเชื่อใจที่ยั่งยืนในระยะยาว

เตรียมพร้อมก่อนตั้งครรภ์ เพื่ออนาคตที่สมบูรณ์ของลูกรัก

เตรียมพร้อมก่อนตั้งครรภ์ เพื่ออนาคตที่สมบูรณ์ของลูกรัก

เตรียมพร้อมก่อนตั้งครรภ์ เพื่ออนาคตที่สมบูรณ์ของลูกรัก

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความรัก หลายคู่รักมักเลือกช่วงเวลานี้ในการเริ่มต้นวางแผนชีวิตคู่และสร้างครอบครัว แต่ในมิติของการสร้างชีวิตใหม่นั้น “ความรัก” เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับสถิติอัตราการเกิดที่ลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง และปัญหา “ภาวะมีบุตรยาก” กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่หลายครอบครัวต้องเผชิญ

การเตรียมความพร้อมก่อนตั้งครรภ์ จึงไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของการบำรุง แต่คือการตรวจเช็กและปรับสมดุลร่างกายในเชิงลึก เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแรงให้กับทารกที่จะเกิดมา

สถิติและสถานการณ์ปัจจุบัน: ทำไมการเตรียมตัวจึงสำคัญ?

จากข้อมูลทางการแพทย์พบว่า อัตราการเกิดในประเทศไทยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยในปีที่ผ่านมาจำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงต่ำสุดในรอบกว่า 70 ปี นอกเหนือจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมแล้ว ปัญหาด้านสุขภาพเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้การตั้งครรภ์ล่าช้าหรือล้มเหลว

พญ. ประยงค์ศรี คำประพันธ์ สูตินรีแพทย์ ประจำโรงพยาบาลธนกาญจน์ ให้ข้อมูลว่า การเตรียมตัวล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือนก่อนการตั้งครรภ์ สามารถลดความเสี่ยงจากการแท้งบุตร ภาวะครรภ์เป็นพิษ และความพิการแต่กำเนิดของทารกได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเข้าพบแพทย์เพื่อปรึกษาจึงเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุดในการวางแผนครอบครัวยุคใหม่

ปัจจัยภายในและภายนอกที่ส่งผลต่อภาวะมีบุตรยาก คือการใช้ชีวิตของผู้หญิงในปัจจุบันเต็มไปด้วยปัจจัยกระตุ้นที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบสืบพันธุ์ ซึ่งบางครั้งอาจเป็นปัจจัยที่เรามองข้าม

1.ความเครียดและไลฟ์สไตล์ (Stress & Lifestyle): ความเครียดสะสมส่งผลต่อการทำงานของฮอร์โมน Cortisol ซึ่งไปรบกวนวงจรการตกไข่ ทำให้โอกาสในการปฏิสนธิลดลง

2. ภาวะอักเสบในร่างกาย (Chronic Inflammation): การรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลสูง หรือการสัมผัสมลภาวะอย่าง PM 2.5 ส่งผลให้เกิดการอักเสบในระดับเซลล์ ซึ่งมีผลต่อคุณภาพของเซลล์ไข่

3. โรคทางกรรมพันธุ์และโรคแฝง: โรคบางชนิด เช่น พาหะธาลัสซีเมีย หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ อาจไม่แสดงอาการ แต่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อทารกในครรภ์

การผสานศาสตร์การแพทย์และธรรมชาติบำบัดเพื่อความพร้อมที่สมบูรณ์

การเตรียมตัวที่เห็นผลลัพธ์ดีที่สุด คือการดูแลแบบองค์รวม (Holistic Care) ทั้งจากการตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์และการปรับโภชนาการ รวมถึงการตรวจสุขภาพเชิงรุก (Medical Check-up): การตรวจเลือดเพื่อหาความเสี่ยงโรคทางพันธุกรรม การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก และการฉีดวัคซีนที่จำเป็น เช่น วัคซีนหัดเยอรมัน ล่วงหน้าก่อนตั้งครรภ์ เป็นสิ่งที่ พญ.ประยงค์ศรี เน้นย้ำเพื่อความปลอดภัยของแม่และเด็ก

วริษา เนื้อนุ้ย บาร์โรด์ CEO Mommy Booster ผู้เชี่ยวชาญด้าน Naturopathy ให้คำแนะนำว่า การทานสารอาหารที่ช่วยบำรุงไข่และมดลูก เช่น กรดโฟลิก (Folic Acid), สังกะสี (Zinc) และไขมันดีจากธรรมชาติ รวมถึงการเรียนรู้วงจรของร่างกายตัวเอง (Cycle Syncing) จะช่วยให้คุณแม่รู้จังหวะที่ร่างกายพร้อมที่สุดสำหรับการปฏิสนธิ

การเตรียมตัวก่อนตั้งครรภ์ คือบทพิสูจน์ของความรักและการแสดงความรับผิดชอบต่อชีวิตใหม่ที่จะเกิดขึ้น การใช้เวลาเตรียมกายและใจให้พร้อมไม่เพียงแต่จะเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ที่สมบูรณ์ แต่ยังเป็นการส่งมอบต้นทุนทางสุขภาพที่ดีที่สุดให้กับลูกรักตั้งแต่อยู่ในครรภ์ PRINC Group พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการให้คำปรึกษาและสนับสนุนทุกครอบครัวให้เริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่นี้ด้วยความมั่นใจและปลอดภัยที่สุด

สกู๊ปพิเศษ : 31 ปี NSM จากรากฐานแห่งพระมหากรุณาธิคุณ สู่ Eco-system แห่งการเรียนรู้ระดับโลก

สกู๊ปพิเศษ : 31 ปี NSM จากรากฐานแห่งพระมหากรุณาธิคุณ สู่ Eco-system แห่งการเรียนรู้ระดับโลก

สกู๊ปพิเศษ : 31 ปี NSM จากรากฐานแห่งพระมหากรุณาธิคุณ สู่ Eco-system แห่งการเรียนรู้ระดับโลก

วันอาทิตย์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘31 ปี NSM จากรากฐานแห่งพระมหากรุณาธิคุณสู่นวัตกรรมแห่งอนาคต’

องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM เดินทางมาครบรอบปีที่ 31 ด้วยความมุ่งมั่นที่จะยกระดับ อพวช.หรือ NSM สู่การเป็น ‘Eco-system แห่งการเรียนรู้’ ที่สมบูรณ์ที่สุดในภูมิภาคและสู่พิพิธภัณฑ์ระดับโลก

‘รากฐานของ NSM มาจากพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในปี 2535 โดยรัฐบาลในขณะนั้นได้ดำเนินโครงการจัดตั้ง ‘พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์’ เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในวาระมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ ด้วยสายพระเนตรอันกว้างไกล พระองค์ทรงตระหนักว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มิใช่เรื่องไกลตัว แต่คือ ‘เครื่องมืออันทรงพลัง’ ในการพัฒนาภูมิปัญญา ยกระดับงานหัตถศิลป์ และสร้างอาชีพให้พสกนิกรพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน จากสายพระเนตรอันกว้างไกล จึงนำมาสู่การจัดตั้งองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 30 ม.ค.2538 และนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ เมื่อพระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่ออาคารลูกบาศก์อันเป็นเอกลักษณ์ว่า ‘อาคารพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์มหาราชินี’ ในวันที่ 8 มิ.ย.2543 ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ และพื้นที่จุดประกายการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ของไทยนับตั้งแต่นั้นมา’ นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทน ผอ.NSM แถลงความสำเร็จของ NSM

ตลอด 31 ปีที่ผ่านมา NSM ไม่เคยหยุดนิ่ง จากอาคารเพียงหลังเดียว ได้ขยายสู่การเป็น ‘Eco-system แห่งการเรียนรู้’ ที่สมบูรณ์ที่สุดในภูมิภาค บนพื้นที่กว่า 180 ไร่ ประกอบด้วย 5 พิพิธภัณฑ์ ที่ตอบโจทย์คนทุกช่วงวัย ซึ่งในปี 2568 เรามียอดผู้เข้าชมสูงถึง 4,000,000 คน โดย NSM มีนิยามก้าวต่อไปที่ชัดเจนสำหรับพิพิธภัณฑ์ทั้ง 5 แห่ง ดังนี้ 1.พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ มุ่งสู่ภารกิจสำรวจโลกวิทยาศาสตร์ที่สนุกสนานภายใต้แนวคิด ‘The Ultimate Science Exploration Mission’ , 2.พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา มุ่งสู่ภารกิจ ศูนย์กลางการอนุรักษ์และความหลากหลายทางชีวภาพแห่งเอเชีย ภายใต้แนวคิด ‘ASIA’s Hub for Biodiversity Conservation’ , 3.พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศ มุ่งสู่ภารกิจพื้นที่เรียนรู้ดิจิทัลสุดล้ำเพื่อการใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด ภายใต้แนวคิด ‘IT Museum Transforms into Future Digital Playground’ , 4.พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า มุ่งสู่ภารกิจนิทรรศการที่มีชีวิตตามรอยเบื้องพระยุคลบาท รัชกาลที่ 9 ในการรักษาสมดุลธรรมชาติ ภายใต้แนวคิด ‘Ecosystem with Living Exhibition that Ignite Eco-Consciousness’ และ 5.FUTURIUM ศูนย์นวัตกรรมแห่งอนาคต  จิ๊กซอว์ตัวสำคัญที่จะเปลี่ยนเยาวชนจาก ‘ผู้ดู’ ให้เป็น ‘ผู้สร้างนวัตกรรม’ ผ่านการบ่มเพาะทักษะอาชีพแห่งอนาคต

‘ดังนั้น NSM ในวันนี้ จึงเป็นมากกว่าพิพิธภัณฑ์ แต่เราคือ กลไกขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจฐานความรู้ ที่ทำหน้าที่ปลูกฝังทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 และวางรากฐานในการสร้าง ‘นวัตกรไทย’ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืน’ นายสุวรงค์ กล่าว

แน่นอนสิ่งที่สำคัญอีกประการในก้าวที่ 31 คือ NSM จะยกระดับสู่มาตรฐานสากล โดยเฉพาะในมิติของการบริการที่ตอบโจทย์ความหลากหลายของผู้เข้าชม เพื่อยกระดับ NSM ให้ทัดเทียมพิพิธภัณฑ์ชั้นนำระดับโลก โดยมีการออกแบบนิทรรศการให้เป็น Bilingual 2 ภาษา ไทย-อังกฤษ ทั้งระบบ เพื่อให้เป็นพื้นที่เรียนรู้ที่ไร้พรมแดน พร้อมบริการ Audio Guide ในจุดไฮไลต์สำคัญ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวและผู้เข้าชมชาวต่างชาติที่นับวันจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายสุวรงค์ กล่าวว่า ความภาคภูมิใจสูงสุดอย่างหนึ่งของเราคือการได้รับรางวัลมาตรฐาน Friendly Design for MICE Venue จาก TCEB สำหรับพิพิธภัณฑ์พระรามเก้า ซึ่งเป็นการยืนยันว่าพื้นที่ของเราถูกออกแบบภายใต้หลัก Universal Design ที่คำนึงถึงความสะดวกปลอดภัยของคนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้สูงอายุหรือผู้พิการ ทำให้ NSM เป็นจุดหมายปลายทางของการเรียนรู้ที่ ‘เข้าถึงได้จริง’ สำหรับทุกคนในสังคม

‘ด้วยความพร้อมทั้งด้านสถานที่และบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ ทำให้ NSM ได้รับความเชื่อมั่นอย่างสูงจากเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ทั่วโลก โดยในปี 2569 นี้ เราได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดงานสำคัญระดับนานาชาติถึง 2 งานใหญ่ คือ INTEDIF 2026 (International Directors Forum 2026: INTEDIF 2026) การประชุมผู้บริหารระดับสูงพิพิธภัณฑ์และศูนย์วิทยาศาสตร์ระดับโลก ระหว่างวันที่ 17-18 ส.ค.2569 และงาน ASPAC Conference 2026 (Asia Pacific Network of Science and Technology Centres Conference 2026) การประชุมเครือข่ายพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งเอเชีย ระหว่างวันที่ 19–22 ส.ค.2569 นี่คือเครื่องพิสูจน์ว่า วันนี้ NSM พร้อมแล้วที่จะเป็นหัวเรือใหญ่ในการขับเคลื่อนการสื่อสารวิทยาศาสตร์ในระดับสากล และสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยบนเวทีโลก’ นายสุวรงค์ ระบุ

สำหรับก้าวต่อไปของ NSM นายสุวรงค์ เล่าว่า โครงการที่เป็นหัวใจสำคัญของก้าวต่อไปคือ FUTURIUM หรือ ศูนย์นวัตกรรมแห่งอนาคต ซึ่งเราวางบทบาทให้เป็น ‘พื้นที่บ่มเพาะนวัตกร’ โดยจะเปลี่ยนประสบการณ์จากการเดินชมพิพิธภัณฑ์แบบเดิม ให้เป็นการลงมือปฏิบัติจริงผ่านทักษะอาชีพ STEM และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อปูพื้นฐานให้เยาวชนไทยมีความพร้อมในการแข่งขันบนเวทีโลกปี 2573 ได้

‘ที่สำคัญ NSM กำลังยกระดับพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาให้เป็นฐานที่มั่นด้านชีวภาพของอาเซียน โดยเรามีจุดแข็งคือการเป็นคลังเก็บรักษา ‘ตัวอย่างสิ่งมีชีวิตอ้างอิง’ กว่า 240,000 รายการ ซึ่งเป็นฐานข้อมูลสำคัญสำหรับการวิจัยระดับภูมิภาค ในการปรับปรุงนี้ เราจะคัดสรรคอลเลกชันที่ทรงคุณค่าหมุนเวียนออกมาจัดแสดงเป็นช่วง ๆ ตามหัวข้อที่น่าสนใจ ผสานเทคโนโลยีการเล่าเรื่องล้ำสมัย เพื่อให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสหลักฐานทางธรรมชาติวิทยาของจริงที่หาดูได้ยาก พร้อมบ่มเพาะคนรุ่นใหม่ให้เป็นพลังสำคัญในการปกป้องมรดกทางธรรมชาติของอาเซียน โดยคาดว่าในปลายปีนี้ทุกท่านจะได้พบกับโฉมใหม่ของพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา’ นายสุวรงค์  กล่าว

NSM พร้อมแล้วที่จะก้าวสู่ทศวรรษใหม่ ในฐานะ ‘Eco-system แห่งการเรียนรู้’ ที่ไม่ได้เพียงแค่ให้ความรู้ แต่จะสร้างแรงบันดาลใจและมอบโอกาสให้กับคนไทยทุกคน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมฐานนวัตกรรมที่ยั่งยืนสืบไป