ตะลอนเที่ยว : เพราะเธอคือเพื่อนร่วมโลก และเพื่อนแท้ของมนุษย์

ตะลอนเที่ยว : เพราะเธอคือเพื่อนร่วมโลก และเพื่อนแท้ของมนุษย์

ตะลอนเที่ยว : เพราะเธอคือเพื่อนร่วมโลก และเพื่อนแท้ของมนุษย์

วันอาทิตย์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หมา แมว คือเพื่อนร่วมโลงมนุษย์ โลกนีัไม่ได้เป็นเพียงสมบัติส่วนตัวของมนุษย์เท่านั้น เพราะยังมีหมามีแมวและสรรพสัตว์อื่น ๆ อาทิ ช้าง ม้า วัว ควาย เป็ด ไก่ นก สิงโต เสือ จระเข้ ลิง ค่าง บ่าง ชะนี ฯลฯ ร่วมเป็นเจ้าของด้วย ดังนั้น มนุษย์จึงไม่ควรคิดเข้าข้างตัวเองว่า มนุษย์เป็นเจ้าของโลกใบนี้ แล้วเหยียดว่าสัตว์อื่น ๆ เป็นเพียงผู้มาขออาศัยโลกของมนุษย์

มนุษย์กับสัตว์ โดยเฉพาะกับหมา และแมว นับได้ว่าอยู่ร่วมบ้านกันมานานหลายพันปี จนทำให้มีความเชื่อว่าหมาแมวเป็นเพื่อนแท้สี่ขาของมนุษย์ และบางสังคมก็ยกย่องหมาแมวว่าเป็นเทพของชุมชน นั่นแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ในแง่มุมต่าง ๆ อย่างลึกซึ้งระหว่างมนุษย์กับหมาและแมว ดังนั้น เมื่อเราไปดูหลุมฝั่งศพของมนุษย์ในยุคโบราณจึงเห็นว่ามีศพของมนุษย์ถูกฝั่งไว้ใกล้ ๆ กับซากของหมา ส่วนแมวนั้นได้กลายเป็นเสมือนเทพในความเชื่อของกรีก แล้วก็ยังเห็นได้ทั่วไปในญี่ปุ่นว่ามีแมวกวักน่ารัก ๆ นั่งส่งยิ้มหวานกวักมือตลอดเวลา ราวกับไม่รู้จักความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า (เพราะเป็นแมวกวักที่ใส่ถ่ายไฟฉาย) 

แต่สำหรับหนังสือพิมพ์แนวหน้าแล้ว ต้องบอกว่าทั้งเจ้าของผู้ก่อตั้ง และพนักงานจำนวนไม่น้อยต่างมีความรักให้กับหมาและแมวอย่างมาก เพราะฉะนั้น ใครก็ตามที่เคยไปที่สำนักงานหนังสือพิมพ์ฯ ก็จะพบว่ามีน้องหมาอยู่ที่บริเวณต้อนรับ (reception) บางคนจึงเรียกน้องหมาว่า เป็นพนักงานต้อนรับสี่ขา

แล้วคนที่ติดตามหนังสือพิมพ์แนวหน้ามาเป็นประจำก็จะรู้ดีว่าหนังสือพิมพ์ฉบับนี้สนับสนุนเรื่องสวัสดิภาพสัตว์อย่างมาก ดังนั้น จึงมีโครงการร่วมกับคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยทำโครงการทำหมันให้หมาแมวจรจัด และมีเจ้าของ พร้อมกับตรวจสุขภาพสัตว์ และฉีดวัคซีนป้องกันโรคกลัวน้ำ และวัคซีนรวม โดยโครงการนี้ดำเนินต่อเนื่องมาเป็นเวลาเกือบ 20 ปีแล้ว และยังมีความร่วมมือกับคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อีกด้วย โดยจัดทำคอลัมน์ประจำชื่อ pet care เพื่อให้ความรู้กับผู้อ่านให้มีความเข้าใจการเลี้ยงดู ดูแลสัตว์เลี้ยง เพื่อให้เขามีสุขภาพดียืนยาว คุณผู้อ่านติดตามคอลัมน์ pet care ได้ทุกวันเสาร์ในหนังสือพิมพ์แนวหน้า

และเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ คณะสัตวแพทย์ฯ จุฬาฯ หนังสือพิมพ์แนวหน้า  และเทศบาลเมืองกระทุ่มล้ม นครปฐม ได้ร่วมกับทำโครงการชุมชนปลอดโรค สังคมปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า ประจำปี 2569 โดยดำเนินโครงการนี้ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 แล้ว ในปีนี้มีผู้นำหมาและแมวไปรับบริการทำหมันรวม 53 ตัว แบ่งเป็นหมา 10 ตัว แมว 43 ตัว และให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคกลัวน้ำ วัคซีนรวม และกำจัดเห็บหมัด รวมทั้งหมด 80 ตัว

่ต้องบอกเหมือนทุกครั้งที่ไปออกทริปบริการชุมชนว่า ได้เห็นถึงความรักของมนุษย์ที่มีให้กับหมาแมว โดยเฉพาะคนที่ดูแล้วไม่ใช่คนร่ำรวยเหลือล้น แต่ทว่ามีใจเมตตาต่อสัตว์เลี้ยงอย่างที่สุด ได้เห็นถึงความตั้งใจจริง ความเสียสละของบรรดาสัตวแพทย์ เจ้าหน้าที่และอาจารย์จากคณะสัตวแพทย์ จุฬาฯ ที่รวมโครงการมาด้วยกันตลอดเวลาเกือบ 20 ปี และซาบซึ้งกับความเอาใจใส่ของเจ้าหน้าที่เทศบาลฯ ที่ประสานงานทำโครงการด้วยดีมาตลอดสองปี แล้วจะต้องทำโครงการนี้กับเทศบาลเมืองกระทุ่มล้มไปเรื่อย ๆ เพราะได้รับเสียงเรียกร้องจากชาวกระทุ่มล้มว่าอยากให้คุณหมอไปให้บริการทุกปี (แต่บางคนบอกว่าอยากให้ไปปีละ 2 ครั้ง) 

ขอบคุณเหล่าบรรดาอาจารย์และสัตวแพทย์ที่ร่วมกันจัดหาเวชภัณฑ์ และหยูกยาสำหรับให้บริการกับสัตว์เลี้ยงแสนรัก รวมถึงสัตว์จรจัด ขอบคุณบริษัทห้างร้านที่ให้การสนับสนุนด้านเวชภัณฑ์บางตัวในโครงการนี้ และย้ำว่าโครงการที่เราทำนี้ไม่ได้เก็บเงินจากผู้นำสัตว์เลี้ยงไปรับบริการ แต่เรามุ่งหวังว่าเราอยากเห็นว่าสัตว์เลี้ยงทุกชีวิตมีสวัสดิภาพที่ดี เพราะสวัสดิภาพที่ดีของสัตว์ในชุมชน ก็หมายถึงสวัสดิภาพที่ดีของคนในชุมชน แต่ถ้าหากคุณผู้อ่านสนใจจะร่วมสนับสนุนโครงการนี้ เพื่อให้สามารถดำเนินต่อไปได้ยาวนาน โปรดติดต่อคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือ ติดต่อ Mr. Flower หนังสือพิมพ์แนวหน้า 091 7233615 สำหรับชุมชนที่ต้องการได้รับบริการนี้ สามารถติดต่อได้เช่นกันที่หมายเลขโทรศัพท์ที่ให้ 

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

คุยกัน 7 วันหน : เรียลลิตี้หาคู่วัยเกษียณ ดังเป็นพลุแตกในจีน

คุยกัน 7 วันหน : เรียลลิตี้หาคู่วัยเกษียณ ดังเป็นพลุแตกในจีน

คุยกัน 7 วันหน : เรียลลิตี้หาคู่วัยเกษียณ ดังเป็นพลุแตกในจีน

วันอาทิตย์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รายการเรียลลิตี้โชว์หาคู่ที่ติดตามชีวิตคนโสดวัยกลางคนจำนวน 5 คู่ กำลังกลายเป็นกระแสไวรัลในโซเชียลมีเดียจีนเมื่อไม่นานมานี้ จุดขายสำคัญของรายการคือการเจาะลึกความซับซ้อนทางอารมณ์ของกลุ่มผู้สูงวัย ซึ่งเป็นมุมที่หาดูได้ยาก ทำให้ผู้ชมหันมาทำความเข้าใจคนรุ่นก่อนและสิทธิในการมีความรักของพวกเขาใหม่อีกครั้ง

รายการ “ฟอเอเวอร์ บาย ยัวร์ ไซด์” (Forever By Your Side) ดำเนินเรื่องท่ามกลางทิวทัศน์โรแมนติกของเมืองต้าหลี่ แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมในมณฑลอวิ๋นหนาน (ยูนนาน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ผู้เข้าร่วมรายการอายุระหว่าง 46-53 ปี รวม 10 คน ใช้เวลาอยู่ด้วยกันนานกว่า 10 วัน ขณะร่วมทริปเดินทางจากต้าหลี่ไปยังประเทศไทย

จุดที่ต่างจากการนัดบอดของคนทั่วไปในวัยเดียวกัน คือการที่แขกรับเชิญในรายการ ให้ความสำคัญกับการตามหา “คู่ชีวิต” มากกว่าเน้นเรื่องหลักประกัน เช่น เงินบำนาญ บ้าน การรักษาพยาบาล หรือความคาดหวังแบบพิมพ์นิยมเดิมๆ

เส้นทางรักของพวกเขาก่อให้เกิดการถกเถียงในวงกว้างบนโลกออนไลน์จีน นับตั้งแต่เริ่มออกอากาศเมื่อปลายเดือนธันวาคม จนติดอันดับหัวข้อยอดนิยมในโซเชียลมีเดียชื่อดังของจีนอย่างเวยโป๋ ข้อมูลระบุว่ารายการนี้ดึงดูดความสนใจจากคนรุ่นใหม่ได้อย่างล้นหลาม โดยผู้ชมถึงร้อยละ 70 มีอายุระหว่าง 24-29 ปี

ความสำเร็จนี้ส่วนใหญ่สืบเนื่องมาจากกระแสการเพิ่มขึ้นของ “ผู้สูงวัยรุ่นใหม่” ซึ่งเป็นกลุ่มคนอายุ 50 ปีขึ้นไป แขกรับเชิญในรายการนำเสนอภาพลักษณ์ที่ฉีกกฎความชราแบบเดิมๆ ด้วยความสง่างาม มีชีวิตชีวา และที่สำคัญที่สุดคือความปรารถนาในรักแท้ที่ร้อนแรงไม่แพ้หนุ่มสาว ชาวเน็ตจำนวนมากแสดงความเห็นว่า พวกเขาไม่เคยจินตนาการมาก่อนเลยว่าคนรุ่นพ่อรุ่นแม่จะสามารถออกเดทในรูปแบบนี้ได้

เผยความปรารถนาของผู้สูงวัย

รายการใช้รูปแบบ “ซิตี้ เลิฟ” (City love) ที่เน้นการออกทริปด้วยกัน โดยจะเชิญผู้เข้าร่วมรายการมาแสดงความรู้สึกส่วนลึกในใจ ผ่านจดหมายในขวดแก้ว สื่อสารกับอีกฝ่ายในระดับที่ลึกซึ้ง และเกิดเป็นความสัมพันธ์ในที่สุด นอกจากนี้ยังมีการเติมตัวละครใหม่ๆ เพื่อสร้างแรงกระตุ้นให้เกิดการแข่งขัน ซึ่งบางครั้งก็นำไปสู่ดราม่าสุดเข้มข้น

บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยอดนิยมอย่างเสี่ยวหงซู (Rednote) มีกลุ่มแชตผุดขึ้นเพื่อให้ชาวเน็ตรุ่นใหม่ร่วมแชร์ความรู้สึกขณะดูรายการนี้ บางคนถึงขนาดยกให้เป็นรายการวาไรตี้แห่งปี

หนึ่งในปัจจัยที่สร้างความนิยมให้กับรายการ คือความตั้งใจที่จะลบภาพจำเชิงลบเกี่ยวกับคนรุ่นเก่า เราจะเห็นว่าบรรดาแขกรับเชิญในรายการไม่ได้ดูหัวโบราณหรือน่ารำคาญ แต่พวกเขากลับเผชิญปมความรู้สึกซับซ้อนเหมือนคนหนุ่มสาวทั่วไป เช่น ความกังวลเรื่องรูปร่างหน้าตา และการชิงรักหักสวาท ผู้ชมรุ่นใหม่จำนวนมากเปลี่ยนท่าทีจากความสงสัยไปเป็นความหลงใหลในการดูสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “กลยุทธ์รักฉบับผู้ใหญ่”

บางคนตั้งข้อสังเกตว่า รายการนี้สะท้อนเทรนด์ประชากรใหม่หลังจีนก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับปานกลาง โดยจวบจนถึงสิ้นปี 2024 จีนมีประชากรวัย 60 ปีขึ้นไปมากถึง 310 ล้านคน เกิดเป็น “กลุ่มคนผมสีดอกเลา” (Silver generation) รุ่นใหม่ ที่มีสุขภาพค่อนข้างดี มีการศึกษาดีขึ้น และมีความมั่นคงทางการเงิน และพวกเขาเหล่านี้นี่เองที่กำลังเขียนนิยามของความชราขึ้นใหม่

ในรายการฟอเอเวอร์ บาย ยัวร์ ไซด์ หลิวอวี้กัง ดีไซเนอร์อิสระวัย 53 ปี กล่าวว่าเขา “พอใจสุดๆ” กับชีวิตหลังลูกๆ เข้ามหาวิทยาลัย เพราะสามารถใช้ชีวิตในแบบของตัวเองได้ ตื่นนอนตามธรรมชาติได้ทุกวัน “มันเหมือนได้รับตั๋วเข้าสู่ชีวิตใหม่อีกครั้งเลยครับ” เขาพูดติดตลก

ความรักไม่จำกัดวัย

แขกรับเชิญอีกคนคือ หม่าชิง อดีตผู้อำนวยการฝ่ายแฟชั่นของหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งในเซี่ยงไฮ้ เธอเผยกับผู้ชมว่าคนที่เด็กที่สุดที่เธอเคยเดทด้วย มีอายุน้อยกว่าเธอถึง 18 ปี

คนสูงอายุรุ่นใหม่ในจีนจำนวนมากที่สร้างเนื้อสร้างตัวมาท่ามกลางยุคปฏิรูปและเปิดประเทศของจีนเช่นเดียวกับหลิวและหม่า มีแนวโน้มที่จะโฟกัสความต้องการทางจิตใจและคุณค่าของตนเองมากขึ้นหลังเกษียณ

เสียงตอบรับจากคนหนุ่มสาวยังเผยให้เห็นถึงความต้องการที่อยู่ในส่วนลึกลงไปของผู้คน ที่มักถูกละเลยหรือถูกปิดกั้นมานาน เจียงหลิงซวง ผู้กำกับรายการกล่าวกับสื่อว่า “ความรักไม่เคยจำกัดวัย” เขาชี้ว่า “เช่นเดียวกันกับคนหนุ่มสาว คนรุ่นพ่อแม่ของเราก็โหยหาความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดไม่ต่างกัน แต่ความต้องการนั้นมักถูกลดทอนความสำคัญลงด้วยหน้าที่การงาน ลูกหลาน และเรื่องจุกจิกในชีวิตประจำวัน”

สำหรับผู้สูงอายุจำนวนมาก วัยเกษียณเคยหมายถึงการเข้าสังคมที่ลดลงและความสัมพันธ์ในครอบครัวที่เปลี่ยนไป เต็มไปด้วยความเหงาและความสูญเสียทางใจในช่วงบั้นปลายชีวิต โดยการสำรวจระดับชาติในปี 2021 พบว่าร้อยละ 14.2 ของผู้สูงอายุชาวจีนอาศัยอยู่เพียงลำพัง

แม้จะยังไม่สามารถสะท้อนตัวตนของคนกลุ่มนี้ทั้งหมด แต่รายการนี้ก็ทำให้เราเห็นความก้าวหน้าด้านทัศนคติที่คนในสังคมมีต่อความชรา “ในสังคมที่เข้าสู่ภาวะสูงวัยอย่างรวดเร็ว สิ่งที่คนต้องการมากที่สุดไม่ใช่แค่สุขภาพ แต่คือการที่ได้มีคนอยู่เคียงข้างและความผูกพันทางใจที่ลึกซึ้ง” เจียงกล่าว

กระตุ้นเศรษฐกิจสีเงิน

รายการได้ฉายภาพของคนสูงวัยกลุ่มใหม่ที่มีความต้องการในด้านสังคม นันทนาการ การศึกษา และวัฒนธรรม เพิ่มมากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าการเติบโตอย่างต่อเนื่องของประชากรสูงวัยในจีน ทำให้ความต้องการทางจิตวิญญาณและวัฒนธรรมเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ด้วยศักยภาพของคนกลุ่มนี้ “เศรษฐกิจสีเงิน” (silver economy) จึงกำลังสร้างช่องทางใหม่ๆ ให้แก่การเติบโตของภาควัฒนธรรมและความบันเทิง

คลิปวิดีโอจากรายการหาคู่ดังกล่าวที่มีการโพสต์ลงบน “โต่วอิน” (ติ๊กต็อกจีน) มียอดวิวสะสมทะลุ 650 ล้านครั้ง ตลาดละครสั้นที่กำลังเฟื่องฟูของจีนก็กำลังกอบโกยรายได้จากเทรนด์นี้ ด้วยการผลิตผลงานละครที่เจาะกลุ่มผู้ชมสูงวัย ข้อมูลชี้ว่าในปี 2024 เพียงปีเดียว ผู้ชมละครสั้นในจีนเกือบครึ่งมีอายุ 40 ปีขึ้นไป

ข้อมูลทางการระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 รายได้จากบริการด้านวัฒนธรรมและความบันเทิงสำหรับผู้สูงอายุทั่วประเทศ เพิ่มขึ้นร้อยละ 20.7 เมื่อเทียบเป็นรายปี เศรษฐกิจสีเงินโดยรวมของจีนมีมูลค่าราว 7 ล้านล้านหยวน (ราว 31.78 ล้านล้านบาท) ในปี 2024 และคาดว่าจะพุ่งแตะ 30 ล้านล้านหยวน (ราว 136.2 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2035 ซึ่งจะคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 10 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ

เศรษฐกิจสีเงินถูกผนวกเข้ากับเป้าหมายการพัฒนาของจีน เห็นได้จากเมื่อต้นปี 2024 สำนักงานทั่วไปแห่งคณะรัฐมนตรีจีนได้ออกแนวปฏิบัติเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจผู้สูงวัย และปรับปรุงความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุ พร้อมเรียกร้องให้จัดหาบริการด้านวัฒนธรรมและความบันเทิงสำหรับคนกลุ่มนี้มากขึ้น นอกจากนี้ ข้อเสนอสำหรับการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (2026-2030) ก็มีการเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจผู้สูงวัยด้วยเช่นกัน

โดย ดาโน โทนาลี

แหวกฟ้าหาฝัน : Flemish Artist in National Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Flemish Artist in National Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Flemish Artist in National Museum Stockholm

วันอาทิตย์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ใน National Museum Stockholm มักมีผลงานของศิลปินหลายสัญชาติ Flemish Artist เป็นศิลปินสัญชาติหนึ่งที่โด่งดังมาก Flemish Artist คือกลุ่มจิตรกรและประติมากรที่อาศัยอยู่ในแถบ Flanders ซึ่งก็คือเมือง Brugge และ Antwerp เบลเยี่ยมและส่วนหนึ่งของฝรั่งเศสและเนเธอร์แลนด์ในปัจจุบัน ศิลปินกลุ่มนี้รุ่งเรืองมากในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15-17 พวกเขาได้สร้างนวัตกรรมทางด้านศิลปะมากมายผ่านผลงานที่เกี่ยวเนื่องกับทั้งศาสนจักรและชีวิตประจำวัน

ลักษณะเด่นของผลงานจิตรกรรมจากศิลปินกลุ่มนี้คือ มีรายละเอียดมาก และมีความเป็น Realism โดยใช้สีสันที่ค่อนข้างสดใสที่ตรงข้ามกัน มีความเป็นนวัตกรรมที่แปลกแยกจากช่วงเวลาก่อนหน้าค่อนข้างมาก แม้ศิลปินส่วนหนึ่งยังคงนำเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนจักรมาเป็นหัวข้อ แต่ก็มีลักษณะของเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตที่มากกว่าการเป็นเสมือนหนึ่งภาพเหมือนเท่านั้น คือมีการนำเนื้อหาจากในพระคัมภีร์แต่ละตอนมาสร้างเป็นฉากในงานจริง ๆ ยิ่งกว่านั้นงานจากศิลปินกลุ่มนี้ยังมีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องราวในชีวิตประจำวันเป็นจำนวนมาก รวมทั้งงานทิวทัศน์ก็มีผลิตกันไม่น้อย แม้จะยังไม่ทิ้งงานภาพเหมือนซึ่งศิลปินสามารถใช้เป็นอาชีพหลักเพื่อสร้างรายได้ในการเลี้ยงชีพด้วย ศิลปินกลุ่มนี้ยังแบ่งเป็น 2 ยุคคือ ยุคต้นคือ Van der Weyden ซึ่งผลิตงานที่เน้นเรื่องราวของศาสนจักรที่เต็มไปด้วยรายละเอียด และยุคหลังที่เรียกว่า Flemish Baroque ประกอบด้วย Peter Paul Rubens และ Van Dyck ที่เน้นเรื่องแสงและความอลังการ

Peter Paul Rubens ที่เกิดวันที่ 28 มิถุนายน 1577 นี้ถือเป็นศิลปินกลุ่ม Flemish Baroque ที่มีอิทธิพลสูงที่สุด งานของเขามีอัตลักษณ์และได้รับความนิยมสูงสุดจากที่ฝีแปรงของเขาสามารถสร้างสีสันและอารมณ์ร่วมที่แปลกประหลาดจนถือเป็นนวัตกรรมที่สำคัญแห่งยุดเลยทีเดียว ไม่ว่าผลงานนั้นจะเป็นเรื่องราวใดก็ตาม เขาไม่เพียงประสบความสำเร็จทางด้านชื่อเสียงโดยได้รับการยกย่องให้เป็นอัศวินทั้งจากพระเจ้าฟิลิปที่สี่แห่งราชสำนักสเปน และพระเจ้าชาร์ลส์ที่หนึ่งแห่งอังกฤษ ยังมีผลงานมากมายตลอดชีวิตถึง 1,400 กว่าชิ้น  ผลงานของเขาส่วนใหญ่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ทั้งที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนา นิยายปรับปรา  การล่าสัตว์ และภาพทิวทัศน์ นอกจากนี้เขายังชื่นชอบที่จะรังสรรค์งานภาพเหมือนทั้งภาพตัวเอง และเพื่อน ยิ่งกว่านั้นเขายังมีงานออกแบบพรมทอ และงานพิมพ์อีกต่างหากด้วย ไม่เพียงเขาจะเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียง ยังมีความสามารถในการเป็นนักสะสมงานศิลปะและนักขายงานอีกต่างหากด้วย

ตัวอย่างผลงานของ Rubens ใน National Museum Stockholm อาทิ The Andrians เป็นเรื่องราวของ Bucchus เทพเจ้าแห่งสุราจากนิยายปรัมปราของกรีกผู้สามารถผลิตไวน์ได้อย่างไม่จำกัดกำลังเมามายอยู่ในงานเฉลิมฉลองนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากผลงานของ Titian ที่จัดแสดงอยู่ ณ Prado เมืองมาดริด ผลงานของ Rubens ชิ้นนี้ใช้สีซึ่งสดใสกว่า และมีชีวิตชีวาราวกับฉากในละครเวทีจนกลายเป็นแบบอย่างของงานแนวนี้ต่อมาอีกหลายศตวรรษ

Susanna and the Elders ผลงานจากตอน The Story of Susanna in Babylon ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลที่มีชายชราแอบดู Susanna กำลังอาบน้ำจนทำให้เธอร้องเรียนว่าถูกล่วงละเมิดนี้เป็นผลงานที่ศิลปินได้มีโอกาสรังสรรค์ภาพนู้ดได้โดยไม่เคอะเขิน ภาพ Susanna ที่ค่อนข้างอวบนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงรสนิยมของความสวยงามของสตรีในอดีตที่อวบกว่าปัจจุบันอันเป็นผลมาจากความคิดที่ว่า สตรีที่อวบจะสามารถมีน้ำนมเลี้ยงบุตรให้รอดได้ดีกว่าสตรีที่ผอม  The Death of Seneca เป็นเรื่องเกี่ยวกับ Seneca นักปรัชญาและที่ปรึกษาของจักรพรรดิ Nero ที่ได้รับการกล่าวขานว่ามีความอดทนสูงผู้ถูกเข้าใจผิดจากจักรพรรดิ Nero ว่ามีส่วนร่วมในการลอบปลงพระชนม์จึงถูกจักรพรรดิ Nero สั่งให้ฆ่าตัวตายด้วยการกรีดเลือดจากแขนตัวเองซึ่งทำให้เลือดออกอย่างช้า ๆ และตายอย่างทรมาน นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าสีหน้าของ Seneca ดูไม่สะทกสะท้านและเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นสะท้อนถึงความมั่นใจในตัวเองว่าไม่ได้ทำผิด และมีความทระนงอย่างยิ่งยวด

Science Update : ‘นาโนพลาสติก’ ส่งผลกระทบปลา

Science Update : ‘นาโนพลาสติก’ ส่งผลกระทบปลา

Science Update : ‘นาโนพลาสติก’ ส่งผลกระทบปลา

วันอาทิตย์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยซ่านโถวของจีน สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การประมงของจีนในมณฑลกวางตุ้ง และสถาบันวิจัยการเกษตรตอนเหนือ สังกัดมหาวิทยาลัยชาร์ลส์ ดาร์วินของออสเตรเลีย ได้สำรวจผลกระทบของนาโนพลาสติกต่อการรับรู้และความสามารถการปรับตัวของปลาเมดากะทะเลหรือปลาซิวข้าวสารญี่ปุ่น (Oryzias melastigma) โดยเปรียบเทียบพฤติกรรมของปลาเมดากะทะเลที่สัมผัสกับอนุภาคนาโนพลาสติกโพลีสไตรีนทรงกลม กับปลาเมดากะที่ไม่สัมผัสสารดังกล่าว ด้วยการเอาพวกมันเข้าไปอยู่ในเขาวงกต

แม้ระยะเวลาโดยรวมในการหาทางออกจากเขาวงกตจะไม่ได้รับผลกระทบ แต่ปลาเมดากะที่สัมผัสนาโนพลาสติกกลับมีอัตราการตัดสินใจผิดพลาดมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ และมีแนวโน้มที่จะตัดสินใจเร็วกว่า

ศาสตราจารย์ซูนิล คัดรี ผู้ร่วมทำงานวิจัย ระบุว่าการเปลี่ยนไปสู่พฤติกรรมตัดสินใจอย่างหุนหันพลันแล่น เพิ่มโอกาสที่สัตว์ชนิดนั้นจะเลือกทำพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมระหว่างการหาอาหารหรือเมื่อเผชิญหน้าผู้ล่า โดยพฤติกรรมของปลาที่ผิดเพี้ยนไปเนื่องจากนาโนพลาสติกอาจขัดขวางการหาอาหาร การเอาตัวรอดจากผู้ล่า รวมถึงการผสมพันธุ์และวางไข่ซึ่งล้วนจำเป็นสำหรับการอยู่รอด และอาจหมายถึงการล่มสลายของระบบนิเวศทางทะเล พร้อมเรียกร้องให้มีนโยบายที่เข้มงวดยิ่งขึ้นเพื่อควบคุมมลพิษพลาสติกในทะเลและปกป้องทรัพยากรประมง

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ กุหลาบกับกระบองเพชร

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ กุหลาบกับกระบองเพชร

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ กุหลาบกับกระบองเพชร

วันอาทิตย์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                     กาลครั้งหนึ่ง ที่ทวีปแอฟริกา ในสวนดอกไม้ที่สวยที่สุดของบ้านหลังหนึ่ง มี ดอกกุหลาบสีแดง ดอกใหญ่ในกระถาง ชูดอก อวดกลีบที่เรียงซ้อนกันอย่างประณีต ทุกเช้าที่มีน้ำค้างเกาะบนใบ กุหลาบจะรู้สึกว่า ตัวเองเป็นราชินีดอกไม้ที่สวยที่สุดในโลก แต่ข้างๆ กระถางของกุหลาบ มี ต้นกระบองเพชร ต้นเตี้ยม่อต้อ ผิวสีเขียวเข้มขรุขระ แถมยังมีหนามแหลมคมดูน่ากลัวตั้งอยู่

                     ทุกๆ วัน ดอกกุหลาบมักจะบ่นพึมพำให้ดอกไม้อื่นๆ ฟังว่า “โอ๊ย… ทำไมเจ้าของบ้านถึงเอาต้นไม้น่าเกลียดแบบกระบองเพชรนี้มาวางข้างๆ ฉันนะ ดูสิ ผิวก็ขรุขระ หนามก็เยอะแยะไปหมด ใครมาเห็นเข้าจะพลอยทำให้ฉันดูแย่ไปด้วย!”

                     ต้นกระบองเพชรได้ยินก็ได้แต่ยิ้มเงียบๆ แล้วตอบกลับด้วยเสียงสุภาพว่า “พี่กุหลาบจ๋า ธรรมชาติให้ฉันมีรูปร่างแบบนี้ ก็เพื่อให้ทนความแห้งแล้งได้ยังไงล่ะ”

                     กุหลาบสะบัดหน้าหนีแล้วพูดว่า “หึ! ข้ออ้างของพวกสกปรกน่ะสิ ฉันน่ะสวยและมีกลิ่นหอม ใครๆ ก็อยากเข้าใกล้ ไม่เหมือนนายหรอก!”

                     วันเวลาผ่านไป เข้าสู่ “ฤดูร้อน” แดดเริ่มแรงขึ้นเรื่อยๆ จนพื้นดินแห้งผาก ฝนไม่ตก และเจ้าของบ้านต้องเดินทางไปต่างจังหวัดหลายวัน ทำให้ไม่มีใครมารดน้ำต้นไม้เลย

                     ดอกกุหลาบ ที่เคยสวยงาม เริ่มคอตก กลีบดอกสีแดงสดเริ่มแห้งเหี่ยวและร่วงโรย รู้สึกหิวน้ำจนแทบจะยืนต้นไม่ไหว

                     แต่ต้นกระบองเพชร กลับยังคงดูแข็งแรงและสดชื่นเหมือนเดิม เพราะได้สะสมเก็บกักน้ำไว้ในลำต้นที่อวบอิ่ม

                     วันหนึ่ง กุหลาบมองเห็น นกกระจอก บินมาเกาะที่ต้นกระบองเพชร แล้วใช้ปากจิกเข้าไปในลำต้นเบาๆ เพื่อดื่มน้ำคลายร้อน กุหลาบรู้สึกแปลกใจมากที่เห็นน้ำไหลออกมาจากต้นไม้ที่ดูแห้งแล้งต้นนั้น

                     ด้วยความหิวน้ำจนทนไม่ไหว กุหลาบจึงรวบรวมความกล้าแล้วเอ่ยปากด้วยเสียงแผ่วเบา “น้องกระบองเพชร… พี่ขอโทษที่เคยพูดจาไม่ดีกับเธอนะ ตอนนี้พี่หิวน้ำมากจนจะตายอยู่แล้ว เธอพอจะแบ่งน้ำให้พี่บ้างได้ไหม?”

                     กระบองเพชรไม่ได้นึกโกรธเคืองแม้แต่น้อย เขาตอบอย่างใจดีว่า “ได้สิครับพี่กุหลาบ เราเป็นเพื่อนบ้านกันนี่นา พี่เอารากของพี่ มาแตะที่รากของผมนะ ผมจะแบ่งความชุ่มชื้นไปให้”

                     กระบองเพชรแบ่งปันน้ำที่เขาสะสมไว้ให้กุหลาบ จนกุหลาบเริ่มกลับมาสดชื่นและมีชีวิตชีวาอีกครั้ง ทั้งสองกลายเป็นเพื่อนรักกันนับตั้งแต่นั้นมา และกุหลาบก็ไม่เคยดูถูกใครที่รูปภายนอกไม่สวยงามอีกเลย

                     นิทานนี้ เกี่ยวข้องกับบุญกิริยาวัตถุ 10 ข้อ 3 ภาวนามัย ในการขัดเกลาใจให้สะอาด ตรงที่ แต่เดิมนั้น ดอกกุหลาบมีความหลงตน ถือตัวและอคติ คิดแต่ความงามภายนอกและดูแคลนผู้อื่น แต่เมื่อกุหลาบเผชิญวิกฤติ และได้รับความเมตตาจากกระบองเพชรแบ่งน้ำไปให้ จึงเกิดปัญญาความรู้แจ้ง ด้วยการการตื่นรู้ ยอมรับผิดขอโทษ กุหลาบได้รู้ความจริงว่าความสวยงามภายนอกนั้นเปราะบาง คุณค่าแท้จริงอยู่ที่น้ำใจภายใน และเข้าใจว่าทุกสิ่งต้องพึ่งพาอาศัยกัน

                    นิทานเรื่องนี้สอนรู้ว่า: “น้ำใจจะทำให้เรามีเพื่อนที่ดี คนที่เราคิดว่าไม่สวยไม่หล่อ อาจจะเป็นคนที่มีน้ำใจและเก่งที่สุดในยามคับขันก็ได้”

                    เรียบเรียงจากนิทานแอฟริกัน เรื่อง ดอกกุหลาบกับกระบองเพชร (The Rose and the Cactus) สอนเรื่องการพึ่งพาอาศัย และให้อภัยต่อกัน

อาทร  จันทวิมล

‘ธรรมจารินีวิทยาโมเดล’ ต้นแบบทรานสฟอร์มการเรียนรู้ด้วย ‘AI – วิถีพุทธ’

‘ธรรมจารินีวิทยาโมเดล’ ต้นแบบทรานสฟอร์มการเรียนรู้ด้วย ‘AI – วิถีพุทธ’

‘ธรรมจารินีวิทยาโมเดล’ ต้นแบบทรานสฟอร์มการเรียนรู้ด้วย ‘AI – วิถีพุทธ’

วันอาทิตย์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ได้ก้าวเข้ามาพลิกโฉมโลกของเราอย่างรวดเร็ว การยกระดับการเรียนการสอนเพื่อให้เด็กๆ ก้าวทันและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีแห่งอนาคตนี้ได้อย่างเต็มศักยภาพ นับเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศไทยในระยะยาว โรงเรียนธรรมจารินีวิทยา จ.ราชบุรี ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนแบบประจำสำหรับเด็กหญิงแห่งเดียวในประเทศไทยที่บริหารจัดการโดยยึดหลักวิถีพุทธ และไม่แสวงผลกำไร เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างความสำเร็จในการนำเทคโนโลยี AI ระดับโลกมาบูรณาการการเรียนการสอนและการบริหารจัดการอย่างรอบด้าน เพื่อบ่มเพาะทักษะแห่งอนาคตและเปิดประตูแห่งโอกาสให้กับเด็กๆอย่างเท่าเทียม

ดร.แม่ชีอรรณอัมไพ ภาสศักดิ์ชัย ผู้อำนวยการโรงเรียนธรรมจารินีวิทยา กล่าวว่า วิสัยทัศน์ของเรานับตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง คือการสร้าง ‘สะพาน’ แห่งโอกาสให้กับเด็กๆที่ขาดแคลน ได้เข้าถึงการศึกษาและความรู้โดยไม่ถูกจำกัด การเข้ามามีส่วนสนับสนุนของไมโครซอฟท์ในด้าน AI ซึ่งทรงพลังและมีประโยชน์อย่างมหาศาลต่อการพัฒนานักเรียนและบุคลากรของเรา นับเป็นส่วนสำคัญในการเติมเต็มปณิธานอันทรงคุณค่าที่เราตั้งใจ คือการมอบโอกาสทางการศึกษาให้เด็กๆอย่างเท่าเทียม เพื่อให้พวกเขาสามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่

“โรงเรียนฯได้นำ AI เข้ามาบูรณาการในการเรียนการสอน รวมถึงยกระดับการดำเนินงานของโรงเรียนอย่างรอบด้าน โดยบูรณาการเข้ากับหลักสูตรในหลากหลายมิติ เพื่อให้นักเรียนเรียนรู้ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เข้าใจเนื้อหาเป็นรายบุคคล สามารถพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา และการใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ รวมถึงปลูกฝังความเข้าใจด้านความปลอดภัยไซเบอร์ และการใช้ AI อย่างมีจริยธรรม ไม่เพียงเท่านั้น AI ยังเสริมประสิทธิภาพการทำงานของครู ลดภาระงานเอกสาร ทำให้ครูมีเวลามากขึ้นในการออกแบบกิจกรรมสร้างสรรค์ ให้สอดคล้องกับพัฒนาการของนักเรียนที่แตกต่างกัน และมีเวลาดูแลนักเรียนแต่ละคนได้อย่างใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น” ผู้อำนวยการโรงเรียนธรรมจารินีวิทยา ระบุ

ดร.แม่ชีอรรณอัมไพ กล่าวต่อไปว่า ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ AI ในหลักสูตรที่หลากหลายและครอบคลุม เช่น ในวิชา Cover Dance นักเรียนได้ใช้ Copilot มาช่วยแปลความหมายของเนื้อเพลงสากลให้เข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง ทำให้สามารถสื่อสารอารมณ์ผ่านการเต้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ รวมถึงนำมาใช้ในการระดมสมองสร้างสรรค์ชุดการแสดงที่ผสานเอกลักษณ์ท้องถิ่นของราชบุรี ดัดแปลงลวดลายผ้าขาวม้ามาประยุกต์ใช้ ส่วนในวิชาวิทยาศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 นักเรียนสามารถเรียนรู้เรื่องเซลล์ได้อย่างเห็นภาพชัดเจน โดยป้อนคำสั่งผ่าน Copilot เพื่อสร้างภาพที่ละเอียดและมีสีสัน เกิดเป็นภาพจำลอง 3 มิติ ก่อนนำไปปั้นเป็นโมเดลดินน้ำมัน ช่วยเปลี่ยนเรื่องซับซ้อน ให้เข้าใจได้ง่ายและเห็นเป็นรูปธรรม

อีกหนึ่งตัวอย่างคือ วิชาคณิตศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ซึ่งนักเรียนได้ใช้ Copilot เป็นผู้ช่วยอัจฉริยะในการอธิบายแนวคิดยากๆอย่างมุมแย้ง ด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายและเป็นกันเอง โดยน้องๆ ใช้ AI สร้างสรรค์เพลง นิทาน หรือคำกลอนเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ ทำให้บทเรียนคณิตศาสตร์ไม่เพียงเข้าใจง่าย แต่ยังเต็มไปด้วยจินตนาการและความสนุกสนาน ส่วนในวิชาคอมพิวเตอร์ นอกจากครูจะสอนความรู้ด้านวิชาการแล้ว ยังเน้นย้ำถึงหนึ่งในหัวใจสำคัญ นั่นคือการใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบ ผ่านกิจกรรมที่น่าสนใจ โดยให้นักเรียนแสดงบทบาทสมมติเพื่อจำลองสถานการณ์การใช้ AI ในทางที่ถูกและผิด เพื่อปลูกฝังให้ตระหนักถึงผลที่อาจจะตามมา และบ่มเพาะนิสัยในการแยกแยะ ตรวจสอบข้อมูล และการใช้ AI อย่างสร้างสรรค์ เพื่อสร้างพลเมืองดิจิทัลยุคใหม่ที่มีคุณภาพ

สุภารัตน์ จูระมงคล ผู้อำนวยการด้านทักษะเอไอ ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย กล่าวว่า โรงเรียนธรรมจารินีวิทยาคือหนึ่งในแบบอย่างความสำเร็จจากการนำเทคโนโลยี AI แห่งอนาคตมาเปิดประตูสู่โอกาสทางการเรียนรู้ให้กับเยาวชนไทยได้อย่างเท่าเทียม และยกระดับการเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเองได้อย่างเต็มศักยภาพ โครงการ Microsoft Elevate จะเดินหน้าดำเนินงานตามพันธกิจเพื่อเสริมพลัง AI ให้คนไทยก้าวข้ามขีดจำกัด และบรรลุผลสำเร็จที่ดียิ่งกว่า พร้อมทั้งร่วมขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างแข็งแกร่งในโลกยุคดิจิทัล

Photo of the week : คิวบาลำบาก หลังสหรัฐฯ กดดันหนัก

Photo of the week : คิวบาลำบาก หลังสหรัฐฯ กดดันหนัก

Photo of the week : คิวบาลำบาก หลังสหรัฐฯ กดดันหนัก

วันอาทิตย์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ประมวลภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชาวคิวบากว่า 11 ล้านคนในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ต้องเข้าสู่ ‘โหมดเอาตัวรอด’ หลังจากรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ยกระดับมาตรการปิดล้อมทางเศรษฐกิจและการทหารในภูมิภาคอย่างเข้มข้น ส่งผลให้ทั่วทั้งเกาะคิวบาขาดแคลนกระแสไฟฟ้ายาวนานวันละ 10-18 ชั่วโมง ผู้คนต้องอยู่ท่ามกลางความมืดมิด ไม่มีน้ำมันเชื้อเพลิงเติมเครื่องบินโดยสารและยวดยานทั่วไป ระบบขนส่งมวลชนหยุดนิ่ง โรงงานอุตสาหกรรมเกือบทั้งหมดต้องยุติการผลิต รัฐบาลคิวบาต้องหันมาใช้มาตรการปันส่วนทุกสิ่งอย่าง ซึ่งก็ยังไม่แน่ชัดว่า จะสามารถช่วยชีวิตชาวคิวบาได้อีกนานแค่ไหน

Health News : อาหารสำหรับเด็กส่อเป็นอาหารแปรรูป

Health News : อาหารสำหรับเด็กส่อเป็นอาหารแปรรูป

Health News : อาหารสำหรับเด็กส่อเป็นอาหารแปรรูป

วันอาทิตย์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ข้อมูลล่าสุดจากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nutrients ในสัปดาห์ที่ผ่านมา สร้างความกังวลให้กับพ่อแม่ทั่วสหรัฐฯ  เมื่อพบว่าอาหารสำหรับเด็กทารกและเด็กเล็ก อายุ 6-36 เดือนส่วนใหญ่ในท้องตลาด เข้าข่ายอาหารแปรรูปขั้นสูง (Ultra-processed Foods – UPFs) ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว

ทีมนักวิจัยได้วิเคราะห์ผลิตภัณฑ์อาหารเด็กกว่า 651 รายการจากห้างค้าปลีกยักษ์ใหญ่ 10 แห่งในสหรัฐฯ และพบข้อมูลที่น่าตกใจ คือประมาณ 71% ของอาหารเด็กที่วางขายจัดเป็นอาหารแปรรูปขั้นสูง (UPFs) โดยเฉพาะกลุ่มขนมขบเคี้ยวและอาหารที่หยิบกินง่าย ซึ่งเกือบทั้งหมด (94%) เป็น UPF และมีปริมาณน้ำตาลสูงกว่าอาหารแปรรูปน้อยถึง 2 เท่า และมีโซเดียมสูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด พบสารเติมแต่งกว่า 105 ชนิดในผลิตภัณฑ์เหล่านี้ โดยที่พบบ่อยที่สุดคือ สารเพิ่มรสชาติ สารทำให้คงตัว/ข้นหนืด และสีสังเคราะห์

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ช่วงอายุ 6-36 เดือนเป็นช่วง “หน้าต่างแห่งโอกาส” ในการสร้างพฤติกรรมการกิน การให้เด็กกินอาหารที่หวานหรือเค็มจัดตั้งแต่เล็กจะทำให้เด็กติดรสชาติ และปฏิเสธอาหารธรรมชาติ เช่น ผักหรือผลไม้สด เมื่อโตขึ้น ส่วนการบริโภค UPF ในปริมาณมากตั้งแต่วัยเด็กมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับโรคอ้วน โรคหัวใจ และปัญหาระบบเผาผลาญในอนาคต ขณะที่สารเติมแต่งบางชนิด เช่น สีสังเคราะห์ มีงานวิจัยบ่งชี้ว่าอาจส่งผลต่อสมาธิและพฤติกรรมในเด็กที่ไวต่อสารเคมี รวมถึงอาจรบกวนสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ การตูนเจ็ดตัวต้องคำสาป

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ การตูนเจ็ดตัวต้องคำสาป

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ การตูนเจ็ดตัวต้องคำสาป

วันเสาร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                ที่ประเทศเยอรมนีอันกว้างใหญ่ น้องหมีน้ำผึ้งอาศัยอยู่กับครอบครัวของเธอ วันหนึ่งพี่ชายพี่สาวหมีทั้ง 7 ของเธอ ซึ่งรักการผจญภัยและชอบเล่นเกมคอมพิวเตอร์อย่างมาก ได้หายตัวไปอย่างลึกลับ ครูนกฮูกบอกว่าพี่ๆ ของเธอถูกสาปโดยแม่มดไวรัส ให้กลายเป็นตัวการ์ตูน และจับตัวไปขังไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ ออกมาไม่ได้ เธอจึงตัดสินใจออกเดินทางไปในโลกอินเทอร์เน็ต เพื่อช่วยพี่ๆ ให้กลับคืนร่างเดิม

               น้องหมีน้ำผึ้งเริ่มต้นการเดินทางด้วยการขอความช่วยเหลือจากเพื่อนๆ สุดรักของเธอ ได้แก่ ช้างก้านกล้วย ฮิปโปหมูเด้ง และหมีแพนด้าหลินฮุ่ย เพื่อนทั้งสามตกลงที่จะร่วมเดินทางไปกับน้องหมีน้ำผึ้ง เพื่อต่อสู้กับแม่มดไวรัส และช่วยพี่ของเธอ          

                การเดินทางไปที่ “ป่าแห่งข้อมูล” มีความซับซ้อนและเต็มไปด้วยอุปสรรค พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับโจรคอมพิวเตอร์ เช่น มัลแวร์และฟิชชิ่งที่คอยดักจับข้อมูลส่วนตัว และปล่อยข่าวลวง แต่ด้วยความฉลาดและความสามารถในการคิดวิเคราะห์ก่อนเชื่อข้อมูลที่ส่งต่อกันมา ของน้องหมีน้ำผึ้งและเพื่อนๆ ที่ระวังการคลิกลิ้งค์แปลกปลอม และการให้ข้อมูลส่วนตัวในอินเทอร์เน็ต ทำให้พวกเขาสามารถเอาชนะอุปสรรคเหล่านี้ไปได้

                เมื่อพวกเขาเดินทางมาถึง “ปราสาทเกม” ซึ่งเป็นที่อยู่ของแม่มดไวรัส พวกเขาได้พบกับพี่ชายพี่สาวของหมีน้อยที่ถูกแม่มดสาปให้กลายร่างเป็นตัวการ์ตูน ได้แก่ มิกกี้เมาส์ โดนัลด์ ดั๊ก หมาพลูโต สโนว์ไวท์ ซินเดอเรลล่า เงือกน้อย และคนแคระ โดยบางตัวถูกขังอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ พี่ ๆ ของน้องหมีน้ำผึ้งจำน้องสาวของตนไม่ได้ แต่ด้วยความผูกพัน น้องหมีน้ำผึ้งพยายามทำให้พี่ๆ ของเธอจำเธอได้อีกครั้ง

                ในที่สุด น้องหมีน้ำผึ้งและเพื่อนๆ ได้ต่อสู้กับแม่มดไวรัส ที่มีพลังอำนาจมาก แต่ด้วยความกล้าหาญและความสามัคคีของน้องหมีน้ำผึ้งและเพื่อนๆ ทำให้พวกเขาสามารถเอาชนะแม่มดไวรัสได้ และช่วยให้พี่ๆของหมีน้ำผึ้งให้กลับคืนร่างเดิมได้สำเร็จ

               หลังจากนั้น น้องหมีน้ำผึ้งและพี่ๆของเธอได้กลับมาใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุขในดินแดนดิจิทัล พวกเขาได้เรียนรู้ถึงความสำคัญของความรัก ความผูกพันในครอบครัว และการใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์

             นิทานนี้ เกี่ยวข้องกับบุญกิริยาวัตถุ ข้อ 3 ภาวนามัย โดย น้องหมีน้ำผึ้งและเพื่อนได้ฝึกฝนตนเองด้วยความตั้งใจมั่น  เพียรพยายาม อดทน ใช้สติปัญญา ใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ ไม่หลงเชื่อข้อมูลลวง  เอาชนะมัลแวร์ ฟิชชิ่งและแม่มดไวรัส รู้เท่าทันการหลอกลวงและอุปสรรคที่เข้ามาทางอินเทอร์เน็ต เกมและสื่อออนไลน์ มีสติ ความกล้าหาญ สามัคคีรวมพลัง (ช้างก้านกล้วย หมูเด้ง หลินฮุ่ย) จนทำให้สามารถเปลี่ยนโลกดิจิตัลให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ และความสุข    

           นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: “ความกล้าหาญและสามัคคีเอาชนะอุปสรรคได้”

           เรียบเรียงจากนิทานเยอรมันของกริมม์ เรื่อง อีกาเจ็ดตัว The Seven Ravens เหมาะสำหรับเด็กๆ ที่จะเรียนรู้เรื่อง ความผูกพันในครอบครัว การใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ และการแก้ปัญหาโดยใช้สติปัญญาและความร่วมมือ

อาทร  จันทวิมล

นักรณรงค์เพื่อสัตว์ FACT จัดกิจกรรมสร้างสรรค์กลางเชียงใหม่ ชวนสังคมตระหนักถึงความสำคัญ ‘ไข่ไก่ปลอดกรง’ ในเอเชีย

นักรณรงค์เพื่อสัตว์ FACT จัดกิจกรรมสร้างสรรค์กลางเชียงใหม่ ชวนสังคมตระหนักถึงความสำคัญ ‘ไข่ไก่ปลอดกรง’ ในเอเชีย

นักรณรงค์เพื่อสัตว์ FACT จัดกิจกรรมสร้างสรรค์กลางเชียงใหม่ ชวนสังคมตระหนักถึงความสำคัญ ‘ไข่ไก่ปลอดกรง’ ในเอเชีย

วันเสาร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กลุ่มนักรณรงค์และอาสาสมัครเพื่อสัตว์จาก Farmed Animal Compliance Thailand หรือ FACT จัดกิจกรรมรณรงค์เชิงสัญลักษณ์อย่างสร้างสรรค์ในพื้นที่ต่าง ๆ ของเมืองเชียงใหม่ เพื่อสร้างความตื่นตัวให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวเกี่ยวกับประเด็นสวัสดิภาพสัตว์ พร้อมส่งเสริมความเข้าใจถึงความสำคัญของการจัดหาไข่ไก่ปลอดกรง (Cage-Free Eggs) และบทบาทของภาคธุรกิจบริการระดับโลกในการยกระดับมาตรฐานด้านสวัสดิภาพสัตว์ตลอดห่วงโซ่อุปทานอาหาร รวมถึงการติดตามความคืบหน้าของคำมั่นสัญญาดังกล่าวตามที่เคยประกาศไว้

กิจกรรมรณรงค์ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการสื่อสารต่อสาธารณชนเกี่ยวกับคำมั่นสัญญาไข่ไก่ปลอดกรงของภาคธุรกิจระดับนานาชาติ พร้อมสะท้อนทิศทางอุตสาหกรรมอาหารและบริการที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน ความโปร่งใส และความรับผิดชอบต่อสังคม ผ่านกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ที่ถ่ายทอดให้เห็นถึงสภาพความเป็นอยู่ของแม่ไก่ในระบบกรงตับ ซึ่งยังคงเป็นข้อจำกัดต่อการแสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติ

สีสันการรณรงค์กลางเมืองเชียงใหม่

กลุ่มอาสาสมัครเพื่อสัตว์จาก FACT สวมหน้ากากไก่และจัดกิจกรรมรณรงค์เชิงสัญลักษณ์ในหลายพื้นที่สำคัญของเมืองเชียงใหม่ อาทิ บริเวณถนนช้างคลาน หน้าพื้นที่โรงแรม การรณรงค์ผ่านรถตุ๊กตุ๊กในช่วงเวลาเร่งด่วน และการลงพื้นที่ย่านตลาดไนท์บาซ่า โดยกิจกรรมไฮไลต์ได้แก่ แฟลชม็อบหน้ากากไก่: บริเวณถนนช้างคลาน หน้าโรงแรมแมริออท เพื่อสื่อสารไปยังเครือโรงแรมถึงเป้าหมายการจัดหาไข่ไก่ปลอดกรง 100% ภายในปี 2025 ที่เครือโรงแรมได้ประกาศไว้

ตุ๊กตุ๊กสะท้อนภาพจริง: กลุ่มม๊อบหน้ากากไก่นั่งเบียดเสียดกันบนรถตุ๊กตุ๊กที่แล่นไปทั่วเมืองในช่วงเวลาเร่งด่วน เพื่อสะท้อนสภาพความแออัดและข้อจำกัดของแม่ไก่ในระบบกรงตับ (Battery Cages) ซึ่งจำกัดการแสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติ เช่น การขยับปีกหรือการเกาะคอน

การมีส่วนร่วมของชุมชน: กลุ่มอาสาสมัครและม๊อบหน้ากากไก่ร่วมแจกใบปลิวข้อมูลหลายภาษาแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวในย่านตลาดไนท์บาซ่า เพื่อชวนให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบการผลิตที่มีมนุษยธรรมมากขึ้น ซึ่งได้รับความสนใจและเสียงตอบรับในเชิงบวกจากผู้สัญจรไปมา“กิจกรรมนี้ไม่ใช่เพียงการสร้างความตระหนักรู้แก่สาธารณชนเกี่ยวกับสภาพความเป็นอยู่ของสัตว์ในอุตสาหกรรมเท่านั้นแต่เราต้องการชี้ให้เห็นบทบาทของภาคธุรกิจขนาดใหญ่ ที่สามารถเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการยกระดับมาตรฐานด้านสวัสดิภาพสัตว์ในระดับภูมิภาคที่ดีขึ้นได้” สุภาภรณ์ คิดกล้า ผู้อำนวยการ FACT ประเทศไทย กล่าว

กิจกรรมรณรงค์ในเชียงใหม่ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวในระดับภูมิภาคเอเชีย ซึ่งมีเครือข่ายองค์กรพันธมิตรจากหลายประเทศร่วมกันผลักดันความโปร่งใสและการดำเนินการตามคำมั่นสัญญาไข่ไก่ปลอดกรง อาทิ จีน อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม

FACT มุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่มาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์ที่สากลยอมรับ ท่านสามารถร่วมสนับสนุนและติดตามความเคลื่อนไหวได้ผ่านแฮชแท็ก #HelpMarriottFindAsia บนโซเชียลมีเดีย หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ https://www.helpmarriottfindasia.com/home