ยิ่งใหญ่ระดับโลก “Siam Paragon Bangkok Watch Week 2025” ปรากฏการณ์งานนาฬิกาที่ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารแบรนด์จากทั่วโลกบินมาร่วมงาน

ยิ่งใหญ่ระดับโลก “Siam Paragon Bangkok Watch Week 2025” ปรากฏการณ์งานนาฬิกาที่ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารแบรนด์จากทั่วโลกบินมาร่วมงาน

ยิ่งใหญ่ระดับโลก “Siam Paragon Bangkok Watch Week 2025” ปรากฏการณ์งานนาฬิกาที่ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารแบรนด์จากทั่วโลกบินมาร่วมงาน

วันพุธ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.02 น.

สยามพารากอน จับมือกว่า 30 แบรนด์นาฬิการะดับโลก เนรมิตปรากฏการณ์งานนาฬิกาลักชัวรีครั้งประวัติศาสตร์ เปิดงาน “Siam Paragon Bangkok Watch Week 2025” อย่างยิ่งใหญ่ รวมผู้ก่อตั้งและผู้บริหารแบรนด์นาฬิกาชั้นนำจากทั่วโลกร่วมเผยวิสัยทัศน์และคุณค่าเบื้องหลังการรังสรรค์เรือนเวลาบนเวที “The Symposium” พร้อมเชิญชวนคนรักนาฬิกาหรูมาสัมผัสประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ผ่านนิทรรศการพิเศษ และเวิร์กช็อประดับเวิลด์คลาสจาก Swiss Watchmaker รวมถึงยลโฉมเรือนเวลาคอลเลกชันใหม่ล่าสุดและนาฬิกาหาชมยากจากหลากหลายแบรนด์ดัง


พิธีเปิดงาน “Siam Paragon Bangkok Watch Week 2025” จัดขึ้นในวันที่ 23 กันยายน 2568 ท่ามกลางเหล่าผู้บริหารแบรนด์นาฬิกาหรูระดับโลก คนดังในแวดวงนาฬิกา เซเลบริตี้ และผู้พิสมัยในเรือนเวลา ที่ตบเท้าเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง โดยได้รับเกียรติจาก คุณชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท สยามพิวรรธน์ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน พร้อมเปิดเวทีถ่ายทอดเรื่องราวแห่งเรือนเวลาด้วย Opening Symposium “Moments That Last : Thailand as a Luxury Destination for Watch Culture, Storytelling, and Legacy” ซึ่งร่วมแชร์มุมมองโดย แคโรไลน์ เมอร์ฟีย์  กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายกลยุทธ์โครงการและพัฒนาธุรกิจ บริษัทสยามพิวรรธน์ จำกัด, คุณณรัณ ธรรมาวรานุคุปต์ กรรมการผู้จัดการบริษัท PMT The Hour Glass, คุณมาย-ภาคภูมิ ร่มไทรทอง Friend of Bvlgari Thailand และดำเนินรายการโดย คุณนครินทร์ วนกิจไพบูลย์  ซึ่งการจัดงานครั้งนี้ได้รับการสนับสนุจากพันธมิตร อาทิ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย, Chatrium Grand Bangkok และ VOSS THAILAND


คุณธณพร ตันติยานนท์ กรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารศูนย์การค้าสยามพารากอน กล่าวว่า “Siam Paragon Bangkok Watch Week 2025 คือประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของแวดวงนาฬิกาหรูในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้สร้างที่สุดแห่งปรากฏการณ์ครั้งนี้ขึ้น โดยเฉพาะการเปิดเวที The Symposium ให้ผู้หลงใหลเรือนเวลาได้เก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟจากผู้บริหารของแบรนด์ระดับโลกอย่างใกล้ชิด ทั้งในด้านงานฝีมือ ประวัติศาสตร์ และนวัตกรรมของเรือนเวลาแต่ละแบรนด์ โดยสยามพารากอน มีความตั้งใจที่จะจัด Bangkok Watch Week ขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี เพื่อให้เป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของงานนาฬิกาที่คนทั่วโลกตั้งตารอคอย ตอบรับกับตลาดนาฬิกาลักชัวรีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่มีการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ยกระดับการสะสมนาฬิกา จากงานอดิเรกสู่การลงทุน มอง ‘ไทม์พีซ’ เป็นสินทรัพย์ที่สะท้อนรสนิยมและคุณค่าในระยะยาว และตอกย้ำภาพลักษณ์ของสยามพารากอนในฐานะ Luxury Watch Destination ที่สำคัญของภูมิภาค พร้อมก้าวสู่การเป็นหนึ่งในศูนย์กลางวัฒนธรรมนาฬิกาโลก” 


ทั้งนี้ “Siam Paragon Bangkok Watch Week 2025” มุ่งเน้นการนำเสนอวัฒนธรรมแห่งเรือนเวลาอันเปี่ยมด้วยความประณีตงดงามของงานฝีมือ และเทคโนโลยีล้ำสมัย เพื่อให้ผู้รักและหลงใหลในเรือนเวลาได้ร่วมเฉลิมฉลองความยิ่งใหญ่ให้กับศิลปะแห่งการรังสรรค์นาฬิกาไปด้วยกัน โดยรวมแบรนด์นาฬิกาหรูระดับโลกมาไว้ในงานมากกว่า 30 แบรนด์ อาทิ A. LANGE & SOHNE, BIANCHET, BVLGARI, BREITLING, BOVET, BOUCHERON, CARTIER, CHOPARD, FRANCK MULLER, GRAND SEIKO, GIRARD-PERREGAUX, H. MOSER & CIE., HUBLOT, IWC SCHAFFHAUSEN, JAEGER-LECOULTRE, JAQUET DROZ, LAURENT FERRIER, LOUIS ERARD, OMEGA, PANERAI, PIAGET, TAG HEUER, TIFFANY & CO., VAN CLEEF & ARPELS, ULYSSE NARDIN, VACHERON CONSTANTIN และ ZENITH เป็นต้นพร้อมไฮไลต์ที่น่าสนใจมากมาย  

The Symposium เวทีบอกเล่าเรื่องราว (storytelling) และแลกเปลี่ยนแนวความคิดว่าด้วยวัฒนธรรมการสร้างสรรค์นาฬิกา ถ่ายทอดโดยผู้ก่อตั้งแบรนด์ ผู้บริหารระดับสูง นักสร้างสรรค์นาฬิกาจากแบรนด์ชั้นนำระดับเวิลด์คลาส ตลอดจนผู้คร่ำหวอดในแวดวงนาฬิการะดับโลกที่บินตรงมาร่วมเวที ภายใต้หัวข้อน่าสนใจหลากหลาย อาทิ     

  • “The Symposium on TAG HEUER Avant-Garde Horlogerie” กับ Mr. Brice Tchaplyguine Managing Director SEA, Australia & Korea TAG HEUER.
  • “The Symposium on 160 Years of Watchmaking Excellence: Where Heritage Inspires Innovation” กับ Mr. Romain Marietta Chief Products Officer ZENITH.
  • “The Symposium on PANERAI Innovation from the Depths” กับ Mr. Carlos Da Costa Saraiva Head of Customer Service PANERAI.
  • “The Symposium on The Irresistible Charm of LAURENT FERRIER: A Journey Into The Heart of Quiet Luxury” กับ Mr. Robert Bailey Spokesperson of LAURENT FERRIER.
  • “The Symposium on The Evolution of Precision by Grand Seiko : Exploring the Innovation of Spring Drive U.F.A. “with Grand Seiko” กับ Mr. Munehisa Shibasaki Senior Vice President of Seiko Watch Corporation and Head of Grand Seiko Global Division.
  •  “The Symposium on Very Rare: The Art of Being an Independent Watchmaker with H. MOSER & CIE” กับ Mr. Bertrand Meylan CEO H. MOSER & CIE. 
  •  “The Symposium on BOVET: The Journey of Time” กับ Mr. Pascal Raffy Owner/ CEO BOVET.
  •  “The Symposium on The Artisans Code: An Insight of Chopard’s Haute Horology – L.U.C Collection” กับ Mr. Karl – Fritz Scheufele Business & Client Strategy Manager CHOPARD.
  •  “The Symposium on Breitling: The Iconic Navitimer, Then and Now” กับ Mr. Alvin Soon President, Asia, BREITLING.

และยังมีอีกหลายเซสชั่นที่เผยเบื้องหลังการรังสรรค์เรือนเวลา โดยมี Wei Koh บุคคลสำคัญผู้คร่ำหวอดและเป็นที่ยอมรับในแวดวงนาฬิการะดับโลกมาร่วมดำเนินรายการในหัวข้อต่าง ๆ อาทิ

  • “Shape of Time” ซึ่งมี Ms. Emmanuelle Kouakou Managing Director Southeast Asia & Oceaniaแบรนด์ Piaget และ Ms. Lesley Managing Director Southeast Asia & Oceaniaแบรนด์ Panerai ร่วมเสวนา
  • “The Art & Precision of Skeletonised Watchmaking” กับ Mr. Nicholas Rudaz CEO Franck Muller.
  • “Independent Brands: The Evolution of Product Development” กับ Mr.Ong Ban CEO Sincere Fine Watches (Pendulum), Mr. Pascal Raffy CEO Bovet และ Mr. Xavier de Roquemaurel CEO Czapek.
  • “The Aesthetics of Speed and Altitude” กับ Mr.Christian Knoop Chief Design Officer IWC Schaffhausen.

นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติจาก Mr. Alain Delamuraz CEO Jaquet Droz และ Mr. Rodolfo Festa Bianchet CEO Bianchet มาร่วมงานในครั้งนี้ด้วย

พบกับการเปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่ล่าสุดเป็นที่แรกของโลก (Global Launch) อาทิ การเปิดตัวนาฬิการุ่น L.U.C XPS Urushi “Naga” limited edition ของ Chopard, การเผยโฉมนาฬิการุ่น Le Regulateur Louis Erard x Vianney Halter Thailand Edition โดย Louis Erard, การเปิดตัวนาฬิการุ่น Spring Drive U.F.A. Violet Dawn ของ Grand Seiko นอกจากนี้ยังมีนาฬิการุ่น Pioneer Perpetual Calendar Month Date in Stainless Steel ของ BOVET ที่เปิดตัวครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในงานนี้  และที่พลาดไม่ได้คือการเปิดตัวที่แรกในเมืองไทยของ Jaquet Droz แบรนด์นาฬิกาสวิสเก่าแก่ที่ก่อตั้งขึ้นโดยPierre Jaquet-Droz ช่างนาฬิกาและนักประดิษฐ์ชื่อดังจากเมืองลาโชซ์-เดอ-ฟองส์ (La Chaux-de-Fonds) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในปี 1738 มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 280 ปี โดยเป็นเรือนเวลาชั้นสูงที่ผสมผสานศิลปะแห่งงานฝีมือเข้ากับนวัตกรรมสวิสอย่างประณีตด้วยเอกลักษณ์ด้านการออกแบบที่หรูหราและซับซ้อน ที่พิเศษคือ Jaquet Droz จะเผยโฉม Tourbillon Skelet-One Gold Dragon Mask นาฬิกาหัตถศิลป์ที่ผสานกลไกโครงสร้างเปลือยเข้ากับความวิจิตรของมังกรทองด้วยงานแกะสลักมังกรทองที่ประณีตและกลไก ทูร์บิญองอันซับซ้อน ถ่ายทอดทั้งพลังและความสง่างามเหนือกาลเวลา สะท้อนเอกลักษณ์แห่งศิลปะ ประเพณี และความหรูหรา ภายในงาน “Siam Paragon Bangkok Watch Week 2025” ครั้งนี้ด้วย

นอกจากนี้ในโซน “The Exhibition” ไม่เพียงรวบรวมนาฬิการุ่นใหม่ล่าสุดซึ่งยังไม่เคยเปิดตัวที่ไหนมาก่อน ยังจัดแสดงนาฬิการุ่นลิมิเต็ด, รุ่นมาสเตอร์พีซ, เรือนเวลาที่โดดเด่นด้านความซับซ้อนของกลไกสร้างสรรค์, ชิ้นงานหายาก และคอลเลกชันส่วนตัวของนักสะสมระดับโลกที่หายากและประเมินค่าไม่ได้ประหนึ่งชิ้นงานระดับพิพิธภัณฑ์ ณ ฮอลล์ ออฟ เฟม และ ฮอล ออฟ มิลเรอร์ ชั้น M สยามพารากอน โดยไฮไลต์คือนาฬิกาหายากที่ไม่สามารถประเมินมูลค่าได้จำนวน 15 เรือน อาทิ Patek Philippe รุ่น Calatrava Ref:96 Steel, Salmon Dial และ Circa 1944 ซึ่งเรียกได้ว่าเป็น Rare Piece ของรุ่น Calatrava ตลอดจนนาฬิกา Audemars Piguet รุ่น Master02 Ref.15240SG.OO.A347CR.01 ที่เปิดตัวในปี 2024 และผลิตแค่ 250 เรือนทั่วโลก โดยเป็นการทำนาฬิกาแบบย้อนยุครุ่นที่ 2 ของ Audemars Piguet ที่ดึงเอาดีไซน์ยุค 1960 มาสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ จนสร้างความตื่นเต้นให้กับนักสะสมทั่วโลก รวมถึง Bvlgari รุ่น Fenice Octo Roma Secret เรือนเวลาสุดหรู มูลค่ามากกว่า 23 ล้านบาท ที่มีเพียงเรือนเดียวในโลก

อีกทั้งยังมี “The Experience” กิจกรรมแนะนำนวัตกรรมแห่งเรือนเวลาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจาก แบรนด์ต่าง ๆ ณ บูติกของแบรนด์ อาทิ  Louis Vuitton, Vacheron Constantin, Van Cleef & Arpels และ
อีกหลากหลายบูติก พร้อมด้วยกิจกรรมเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับคนรักนาฬิกาตัวจริงจาก 6 แบรนด์ดัง ทั้งการร่วมเฉลิมฉลอง “160 Years of Zenith: Celebrating Horological Milestones” กับ ZENITH, กิจกรรมสาธิตการรังสรรค์เรือนเวลาโดย A. LANGE & SOHNE, กิจกรรมแนะนำการออกแบบนาฬิกาโดย IWC SCHAFFHAUSEN, กิจกรรมบรรยายรายละเอียดกลไก Spring Drive โดยผู้เชียวชาญจาก GRAND SEIKO, กิจกรรมพิเศษจาก OMEGA และกิจกรรม Gouache สุดเอ็กซ์คลูซีฟจาก BOUCHERON ณ คริสตัล คอร์ท ชั้น M สยามพารากอน

คนรักเรือนเวลา นักสะสม และผู้อยู่ในแวดวงนาฬิกาหรู พลาดไม่ได้กับงาน “Siam Paragon Bangkok Watch Week 2025” ปรากฏการณ์งานนาฬิการะดับโลกที่จะยกระดับกรุงเทพฯ ประเทศไทย ให้เป็นศูนย์กลางแห่งวัฒนธรรมนาฬิกาและจุดหมายปลายทางของคนรักเรือนเวลาแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกฉียงใต้ มาเก็บเกี่ยวประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ และร่วมเฉลิมฉลองให้กับวัฒนธรรมนาฬิกาได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 28 กันยายน 2568 ณ สยามพารากอน ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียด ความเคลื่อนไหว และลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ www.bangkokwatchweek.com และ Facebook : SIAMPARAGON

วว. รับรางวัลดีเด่นองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2568

วว. รับรางวัลดีเด่นองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2568

วว. รับรางวัลดีเด่นองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2568

วันพุธ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2568, 12.58 น.

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2568 (Human Rights Awards 2025) ในการนี้ ผศ.ดร.วีรชัย  อาจหาญ  ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย  (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้เข้ารับรางวัลฯ ประเภทองค์กรรัฐวิสาหกิจระดับดีเด่น โดยมี ดร.อาภากร สุปัญญา รองผู้ว่าการบริหาร คณะผู้บริหารและบุคลากร วว. ร่วมแสดงความยินดีและจัดแสดงนิทรรศการผลงานด้วย ณ โรงแรมอัศวินฯ หลักสี่ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2568

ทั้งนี้ วว. ได้รับรางวัลดีเด่นองค์กรต้นแบบสิทธิมนุษยชนต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 และเป็น 1 ใน 13 รัฐวิสาหกิจที่ได้รับรางวัลดังกล่าว ซึ่งกรมคุ้ม ครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรมมอบให้องค์กรภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ ภาคธุรกิจ วิสาหกิจเพื่อสังคม ภาคประชาสังคมและศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชนที่ดำเนินการตามภารกิจ โดยเคารพในหลักการสิทธิมนุษยชน บูรณาการหลักสิทธิมนุษยชนเข้ากับการทำงาน รวมถึงเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับองค์กรอื่นๆ ในการเสริมสร้างสังคมแห่งการเคารพในหลักการสิทธิมนุษยชนอย่างยั่งยืน โดยในปี 2568 มีหน่วยงานได้รับรางวัลรวมทั้งสิ้น 157 องค์กร ได้แก่ องค์กรภาครัฐ จำนวน 78 องค์กร องค์กรรัฐวิสาหกิจ จำนวน 13 องค์กร องค์กรภาคธุรกิจและภาคประ ชาสังคม จำนวน 55 องค์กร  ประเภทศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน จำนวน 11 ศูนย์

วว. มีความมุ่งมั่นในการดำเนินงานภายใต้การเคารพสิทธิมนุษยชน โดยประกาศนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นรูปธรรมตั้งแต่ปี 2562 ต่อเนื่องถึงปัจจุบัน ในปี 2568 คณะทำงานด้านสิทธิมนุษยชนได้ทบทวนนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนให้มีความทันสมัยและสอดคล้องรองรับการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นภารกิจองค์กรที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นเพื่อรองรับการดำเนินงานดังกล่าวจึงเพิ่มแนวทางปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชน เพื่อความชัดเจนในการดำเนินงาน และสร้างความตระหนักรู้ รวมถึงความรับผิดชอบ อันเป็นการบูรณาการสิทธิมนุษยชนในการดำเนินธุรกิจ อีกทั้งเป็นการสนับสนุนด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนในประบวนการทำงานตลอดห่วงโซ่

วว. มีการกำหนดแนวทางปฏิบัติเพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชน ดังนี้

1.หลักเกณฑ์และมาตรการการจัดการข้อร้องเรียนกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชน เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินงานด้านการจัดการข้อร้องเรียนด้านสิทธิมนุษยชน

2.คู่มือมาตรฐานทางคุณธรรมและจรรยาบรรณของคณะกรรมการ ผู้บริหารและพนักงาน วว. เพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่รับผิดชอบได้อย่างมีคุณธรรม และรักษาจรรยาบรรณ อีกทั้งยังสร้างความเชื่อมั่นและความมั่นใจแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย                                                                

3.คู่มือผู้มีส่วนได้เสียภายใน (Internal Integrity and Transparency Assessment : IIT) เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานของพนักงาน ในส่วนของการปฏิบัติหน้าที่ การใช้งบประมาณ การใช้อำนาจ การใช้ทรัพย์สินของราชการ การแก้ไขปัญหาการทุจริต นอกจากนี้ วว. ยังมีการประกาศนโยบายการป้องกันและต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน เพื่อเป็นแนวทางการปฏิบัติงานของผู้บริหารและพนักงาน              

4.คู่มือนโยบายและแนวปฏิบัติธรรมาภิบาลและการจัดการข้อมูล เพื่อเป็นแนวทางในการจัดการข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลต่างๆ ที่ วว. รับผิดชอบ               

5.คู่มือการรับฟังเสียงของลูกค้า เพื่อเป็นแนวทางรับฟังข้อเสนอแนะ ข้อร้องเรียน เพื่อนำมาเป็นแนวทางในการปรับปรุงการดำเนินงานของ วว.

6.แนวปฏิบัติอย่างยั่งยืนสำหรับคู่ค้า เพื่อให้มั่นใจว่าคู่ค้าของ วว. ดำเนินงานด้านแรงงาน สุขภาพ อาชีวอนามัยและความปลอดภัย เป็นไปตามหลักของกฎหมายและสิทธิมนุษยชน   

7.คู่มือการยื่นข้อเสนอราคาการเสนอราคาและการส่งมอบงานถูกต้องครบถ้วนสำหรับผู้ประกอบการ (supplier) ประจำปี 2567

DMT คว้ารางวัล ‘องค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน ระดับดีเด่น ประจำปี 2568’

DMT คว้ารางวัล ‘องค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน ระดับดีเด่น ประจำปี 2568’

DMT คว้ารางวัล ‘องค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน ระดับดีเด่น ประจำปี 2568’

วันพุธ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2568, 12.25 น.

ดร.ศักดิ์ดา พรรณไวย กก.ผจก. บมจ.ทางยกระดับดอนเมือง หรือ DMT เป็นตัวแทนบริษัท เข้ารับรางวัล “องค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2568” ประเภทองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่  “ระดับดีเด่น” จาก พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.กระทรวงยุติธรรม โดยปีนี้เป็นปีแรกที่บริษัทได้รับรางวัลระดับดีเด่น ทั้งนี้ DMT มีความมุ่งมั่นและให้ความสำคัญด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งถือได้ว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนควรได้รับการปฏิบัติอย่างเสมอภาค นับเป็นรางวัลที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับพนักงานทุกระดับอย่างแท้จริง ณ รร.อัศวิน แกรนด์ คอนเวนชัน กรุงเทพฯ

สอง ‘บุตเชอร์’ ตัวแทนประเทศไทยจาก ‘โก โฮลเซลล์’ คว้ารางวัลเวทีแข่งขันนานาชาติ

สอง ‘บุตเชอร์’ ตัวแทนประเทศไทยจาก ‘โก โฮลเซลล์’ คว้ารางวัลเวทีแข่งขันนานาชาติ

สอง ‘บุตเชอร์’ ตัวแทนประเทศไทยจาก ‘โก โฮลเซลล์’ คว้ารางวัลเวทีแข่งขันนานาชาติ

วันพุธ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2568, 08.00 น.

สอง ‘บุตเชอร์’ คนไทย นายนิธิวัฒน์ พึ่งเจริญ ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้ออาหารสด เนื้อวัวและเนื้อสัตว์อื่นๆ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ และ นายพุฒิพงศ์ อิ่นใจ พนักงานปฏิบัติการอาวุโสแผนก สินค้าเนื้อสัตว์ โก โฮลเซลล์ สาขาเชียงใหม่ ตัวแทนบุตเชอร์จาก โก โฮลเซลล์ ที่ไปคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จากรายการแข่งขัน The Ultimate Butcher Challenge2025 ที่ประเทศมาเลเซีย ท่ามกลางการประชันฝีมือตัดแต่งเนื้อ จาก 16 ทีมในอาเซียน ซึ่ง โก โฮลเซลล์  (GO WHOLESALE) เป็นทีมจากประเทศไทยเพียงทีมเดียวที่เข้าแข่งขันรายการนี้

เคยสังเกตหรือไม่ว่า การตัดแต่งเนื้อเป็นรูปแบบต่างๆ จากฝีมือของ “บุตเชอร์” มีผลในการจุดประกายความคิดสร้างสรรค์เมนูอาหารให้กับผู้พบเห็น ไม่ว่าจะเป็น ผู้ประกอบการ เชฟ หรือคนทั่วไป

“หนึ่งในความสามารถของบุตเชอร์ที่สำคัญคือ ตัดแต่งเนื้อออกมาแล้ว ต้องทำให้ลูกค้าที่มาเห็น มองออกได้ทันทีว่า จะเอาไปทำเมนูอะไร นำไปสู่การตัดสินใจเลือกซื้อได้ง่ายขึ้น ดังจะเห็นได้จากหน้าเคาน์เตอร์ของแผนกเนื้อสัตว์ของโก โฮลเซลล์ ที่มีชิ้นส่วนต่างๆ ให้เลือกมากมาย เพื่อรองรับความต้องการที่แตกต่างกัน” นายนิธิวัฒน์ พึ่งเจริญ ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้ออาหารสด เนื้อวัวและเนื้อสัตว์อื่นๆ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ จำกัด กล่าว

“รายการนี้ทาง MLA (Meat & Livestock Australia) แนะนำให้เราเข้าร่วมการแข่งขัน หลังจากเห็นศักยภาพ เนื่องจาก MLA ได้เข้ามาทำหน้าที่จัดอบรมพัฒนาฝีมือให้กับพนักงานแผนกเนื้อสัตว์ของทุกสาขาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทางผู้บริหารได้ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ในทุกด้าน ทั้งการฝีกซ้อมฝีมือตัดแต่ง และการทำอาหารมาตรฐานเชฟ ที่ได้ The Food School Bangkok ชี้แนะแนวทางอย่างมืออาชีพ” นิธิวัฒน์ บอกเล่า

แม้จะมีเวลาฝึกซ้อมเพียง 8 วัน แต่ทั้งคู่ก็ทุ่มเทอย่างเต็มที่ ก่อนบินไปมาเลเซียเข้าสู่เวทีแข่งขัน ซึ่งแบ่งออกเป็นสองส่วนคือ การตัดแต่งเนื้อ ที่มีหลักเกณฑ์การให้คะแนน คือ ความสะอาด การใช้มีด ความคิดสร้างสรรค์ การตัดแต่งให้เกิดความหลากหลาย การพรีเซนต์ และ ส่วนของการทำอาหารจากชิ้นส่วนเนื้อที่ตัดมาแล้ว โดยเลือกใช้เนื้อหลากหลาย ทั้งเนื้อวัว  ส่วนหลัก ส่วนรอง และเนื้อแกะ ที่สร้างสรรค์ออกมาเป็นเมนู “Beef Curry Delight of Siam” หรือ “สเต็กเนื้อ ซอสพะแนงตำรับสยาม” ได้อย่างลงตัว

สิ่งที่ทำให้บุตเชอร์ชาวไทยทั้งสอง โดดเด่นเข้าตากรรมการก็คือ  ทักษะการใช้มีด การตัดแต่ง และการใช้ชิ้นส่วนเนื้อที่หลากหลายในการสร้างสรรค์อาหาร

“สิ่งที่ได้รับมันเกินคาด รางวัลครั้งนี้น่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับน้องพนักงานในแผนกเนื้อสัตว์ และการมองอาชีพ บุตเชอร์ เป็นอาชีพที่มีเกียรติ ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นแล้วกับประเทศอื่นๆ ในโลกนี้ที่มีอุตสาหกรรมเนื้อวัวที่ใหญ่ แต่บ้านเรายังไม่รับรู้อาชีพนี้มากนัก” นิธิวัฒน์ กล่าว

ด้าน พุฒิพงศ์ เสริมว่า “สำหรับผมแล้ว บุตเชอร์ เป็นอาชีพที่ เท่ เพราะการแล่วัวก็คือ ศิลปะอย่างหนึ่ง เราต้องรู้สรีระของวัว ลงลึกถึงการเลี้ยง มัดกล้ามเนื้อ ต้องรู้ว่า วัวหนึ่งตัวสามารถทำได้กี่เมนู แล่ออกมาได้กี่ชิ้นส่วน ถ้าคนไม่รักจริง ไม่สามารถทำได้ รางวัลจากเวทีนี้ ทำให้ผมฝันว่าอยากไปยืนเวทีโลกสักครั้ง หรือ อยากแล่วัวญี่ปุ่นเป็นสไตล์ไทยๆ อาชีพนี้ทำแล้วสนุก ท้าทายมาก”

ความท้าทายของ พุฒิพงศ์ ถูกหลอมรวมอยู่ในผลงานการตัดแต่งเนื้อที่เขาใส่ใจในรายละเอียดความต้องการของผู้ใช้งาน โดยกล่าวว่า “ผมใช้ทักษะการตัดแต่งแบบลัคชูรี่มาผสมผสานกับแบบคอมเมอร์เชียล ทำให้เนื้อที่แล่ออกมาดี  ผนวกกับเข้าใจความต้องการของลูกค้าชาวเชียงใหม่ สาขาที่ผมทำงานอยู่ อย่าง เนื้อดรายเอจ ทุกสาขาอาจจะเลาะขายแบบ สันแหลม  แต่ผมเน้นเลาะติดกระดูก นำเสนอลูกค้าชาวเชียงใหม่ที่นิยมรับประทานกัน” พุฒิพงศ์ กล่าว

การเป็นบุตเชอร์ จึงไม่ได้มีหน้าที่ตัดแต่งให้เกิดความหลากหลายเพียงอย่างเดียว  แต่ยังต้องมองในเรื่อง การขาย ควบคู่ไปด้วย โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลต่างๆ ที่มีความนิยมบริโภคเนื้อเป็นจำนวนมาก พุฒิพงศ์ ยกตัวอย่าง ช่วงไฮด์ซีซั่นภาคเหนือ คนชอบเที่ยวดอย เนื้อสเต๊กที่ขายก็ต้องหั่นให้พอดี นำไปใช้ได้ง่าย นอกจากนี้ บุตเชอร์ ยังสามารถให้คำแนะนำ ให้ความรู้เกี่ยวกับสายพันธุ์วัวและกล้ามเนื้อที่มีผลกับความนุ่มเหนียวและการนำชิ้นส่วนต่างๆ ไปใช้กับเมนูอะไรถึงจะอร่อยลงตัว

สำหรับเวทีนี้ ทีมบุตเชอร์ของโก โฮลเซลล์  (GO WHOLESALE) ไม่ได้คว้าแค่รางวัลกลับมาเท่านั้น พวกเขายังได้เปิดโลก ค้นพบไอเดียแปลกใหม่ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับการตัดแต่ง เทคนิคใหม่ๆ และการจัดดิสเพลย์เนื้อเพื่อขาย ที่จะนำมาประยุกต์ใช้กับสาขาของโก โฮลเซลล์ ได้อีก  ตอกย้ำการเป็นผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจค้าส่งวัตถุดิบอาหาร ที่ไม่หยุดพัฒนาและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ สู่วงการธุรกิจอาหารของไทย เพิ่มหมุดหมายแหล่งจำหน่ายเนื้อวัวที่สายคนรักเนื้อพลาดไม่ได้

LIFE & HEALTH : ดูแลปกป้องลูกน้อยจากโรคมือเท้าปาก

LIFE & HEALTH : ดูแลปกป้องลูกน้อยจากโรคมือเท้าปาก

LIFE & HEALTH : ดูแลปกป้องลูกน้อยจากโรคมือเท้าปาก

วันพุธ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.32 น.

ในช่วงนี้ดูเหมือนว่าเด็กๆ ต้องเผชิญกับหลายโรคที่ผู้ปกครองไม่ควรมองข้าม ไม่ว่าจะเป็น ไข้หวัดใหญ่ ไข้เลือดออก อีสุกอีใส ไอพีดี โรคท้องเสีย โดยเฉพาะ “โรคมือเท้าปาก” ที่ทำให้หลายโรงเรียนต้องปิดการเรียนการสอนเพื่อหยุดการระบาดของโรค

ข้อมูลจาก พญ.มณินทร วรรณรัตน์ กุมารแพทย์โรคระบบทางเดินหายใจ โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดเผยว่า โรคมือเท้าปาก ว่าเกิดจากเชื้อไวรัสซึ่งอยู่ในกลุ่มเอนเทอโรไวรัส ได้แก่ คอกซากี่ไวรัส (Coxsackie virus) บางชนิด และเอนเทอโรไวรัส 71 (Enterovirus 71) ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสที่พบได้บ่อยในกลุ่มเด็กทารกและเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ความจริงโรคนี้จะสามารถพบได้ตลอดทั้งปี แต่ช่วงฤดูฝนมักเป็นช่วงที่มีการระบาดเพิ่มมากขึ้น ซึ่งอากาศมักเย็นและชื้น และมีความรุนแรงตั้งแต่น้อยจนถึงขั้นเสียชีวิตได้

การติดต่อของโรค

ส่วนใหญ่เกิดจากได้รับเชื้อไวรัสเข้าสู่ปากโดยตรง โรคติดต่อง่ายในช่วงสัปดาห์แรกของการป่วย โดยเชื้อไวรัสอาจติดมากับมือ หรือของเล่นที่เปื้อนน้ำลาย น้ำมูก น้ำจากตุ่มพองและแผล หรืออุจจาระของผู้ป่วย และอาจเกิดจากการไอจามรดกัน

การแพร่กระจายเชื้อ

จะเกิดได้ง่ายมากในเด็กเล็กที่ชอบเล่นคลุกคลีใกล้ชิดกันในโรงเรียนอนุบาล สถานรับเลี้ยงเด็ก หรือญาติพี่น้องที่อยู่รวมกันมากๆ รวมถึงการเล่นของเล่นในที่สาธารณะ ซึ่งในระยะที่เด็กมีอาการทุเลา หรือหายป่วยแล้วประมาณ 1 เดือน ยังคงพบเชื้อได้ในอุจจาระ แต่การติดต่อในระยะนี้จะเกิดขึ้นได้น้อย

อาการของโรค

หลังจากได้รับเชื้อ 3 – 6 วัน ผู้ติดเชื้อจะเริ่มแสดงอาการป่วย เริ่มด้วยมีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย ต่อมาอีก1 – 2 วัน จะมีตุ่มแดงขนาด 2 – 8 มิลลิเมตร ที่ลิ้น เหงือก และกระพุ้งแก้ม ต่อมาก็จะเห็นเป็นตุ่มน้ำสีเทาเล็ก ๆ เพราะตุ่มน้ำจะแตกเร็ว เห็นเป็นแผลตื้นๆ สีออกเหลืองเทา และมีผื่นแดงล้อมรอบแผลเล็กๆ อาจรวมเป็นแผลขนาดใหญ่ แผลเหล่านี้มักเจ็บ และทำให้เด็กไม่ยอมรับประทานอาหาร อีกทั้งยังทำให้ลิ้นมีสีแดงและบวมได้ แต่รอยโรคเหล่านี้มักจะหายไปใน 5 – 10 วัน

สำหรับผื่นที่ผิวหนังนั้น อาจเกิดพร้อมกับแผลในช่องปาก หรือเกิดหลังแผลในช่องปากเล็กน้อย อาจมีเพียง 2 – 3 จุด หรือมากกว่า 100 จุด โดยพบที่มือมากกว่าที่เท้า รอยโรคมักเป็นที่หลังมือ ด้านข้างของนิ้วมือ หลังเท้าและด้านข้างของนิ้วเท้า มากกว่าที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า และอาจพบที่ก้นได้ด้วย รอยโรคที่ผิวหนังระยะแรกจะเป็นผื่น หรือตุ่มแดง ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 – 10 มิลลิเมตร ที่ตรงกลางมีตุ่มน้ำสีเทา มักเรียงตามแนวเส้นของผิวหนัง และมีผื่นแดงล้อมรอบ ผื่นเหล่านี้จะคงอยู่ 2 – 3 วัน อาจมีอาการเจ็บ กดเจ็บ หรือไม่เจ็บก็ได้ ต่อมาจะเป็นสะเก็ด และตกสะเก็ดใน 7 – 10 วัน จนผิวแลดูปกติไม่มีแผลเป็น

การรักษา

โรคนี้ไม่มียารักษาโดยเฉพาะ แพทย์จะให้การรักษาตามอาการ ซึ่งเป็นการรักษาแบบประคับประคอง ได้แก่

  • เมื่อมีไข้ ให้ยาลดไข้ ร่วมกับเช็ดตัว เพื่อลดไข้เป็นระยะ
  • ให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารอ่อนๆ รสไม่จัด ดื่มน้ำและน้ำผลไม้ โดยพิจารณาให้ครั้งละน้อยๆ แต่บ่อยครั้ง
  • ถ้าเป็นเด็กอ่อนอาจต้องป้อนนมให้แทนการดูดจากขวดตามปกติ
  • การรับประทานนมเย็น อมน้ำแข็งก้อนเล็กๆ หรือไอศครีม จะทำให้แผลไม่ค่อยเจ็บ
  • ถ้าแผลในปากเจ็บมาก อาจลองใช้ยาชาเพื่อทุเลาอาการเจ็บ และสามารถรับประทานได้บ้าง
  • นอนพักผ่อนมากๆ
  • โรคมักไม่รุนแรงและไม่มีอาการแทรกซ้อน แต่เชื้อไวรสบางชนิด อาจทำให้มีอาการรุนแรงได้ จึงควรสังเกตอาการของเด็กอย่างใกล้ชิด หากพบมีไข้สูง ซึม ไม่ยอมรับประทานอาหารและดื่มน้ำ อาเจียนบ่อย หอบ แขนขาอ่อนแรง อาจเกิดภาวะสมองหรือกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หรือน้ำท่วมปอด ซึ่งอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลใกล้บ้านทันที

การป้องกันโรค

ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันโรคมือเท้าปาก แบบเฉพาะเจาะจงต่อเชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 ซึ่งเป็นเชื้อที่ทำให้เกิดอาการและภาวะแทรกซ้อนรุนแรง โดยเฉพาะโรคสมองอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ระบบหายใจล้มเหลว

โดยวัคซีนป้องกันโรคมือเท้าปากได้ผ่านการวิจัยและศึกษานี้ รวมถึงใช้มาแล้วกว่า 48 ล้านโดสทั่วโลก ซึ่งไม่พบอาการข้างเคียงรุนแรง จึงนับว่ามีความปลอดภัยสูง การฉีดวัคซีนป้องกันโรคมือเท้าปาก แนะนำเริ่มฉีดในเด็กอายุ 6 เดือน ถึง 5 ปี โดยฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 2 เข็ม ห่างกัน 1 เดือน

นอกจากนี้ โรคมือเท้าปากยังสามารถป้องกันโดยการรักษาสุขอนามัย ผู้ปกครองควรแนะนำบุตรหลาน และผู้เลี้ยงดูเด็กให้รักษาความสะอาด ตัดเล็บให้สั้น หมั่นล้างมือบ่อย ๆ ด้วยน้ำและสบู่ โดยเฉพาะหลังการขับถ่าย และก่อนรับประทานอาหาร รวมทั้งการใช้ช้อนกลาง และหลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของร่วมกัน เช่น แก้วน้ำ ผ้าเช็ดหน้า และผ้าเช็ดมือ เป็นต้น

ในขณะที่สถานรับเลี้ยงเด็กและโรงเรียนอนุบาล ต้องจัดให้มีอ่างล้างมือและส้วมที่ถูกสุขสักษณะ หมั่นดูแลรักษาสุขลักษณะของสถานที่ และอุปกรณ์ให้สะอาดอยู่เสมอ รวมถึงการกำจัดอุจจาระเด็กให้ถูกต้องด้วย

หากพบเด็กป่วย ต้องรีบป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่ไปยังเด็กคนอื่นๆ ควรแนะนำผู้ปกครองให้รีบพาเด็กไปพบแพทย์ และหยุดพักรักษาตัวที่บ้านประมาณ 7 วัน หรือจนกว่าจะหายเป็นปกติ ระหว่างนี้ไม่ควรพาเด็กไปในสถานที่แออัด และผู้เลี้ยงดูเด็กต้องล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย หรืออุจจาระเด็กป่วย

หากมีเด็กป่วยจำนวนมาก อาจจำเป็นต้องปิดสถานที่ชั่วคราว (1 – 2 สัปดาห์) เพื่อทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรค โดยใช้สารละลายเจือจางของน้ำยาฟอกขาว 1 ส่วนผสมกับน้ำ 30 ส่วน

โรคมือเท้าปาก โดยทั่วไปกรณีที่เป็นไม่รุนแรง สามารถหายได้เองภายในเวลา 5 – 7 วัน หรือไม่เกินสองสัปดาห์ โดยไม่มีภาวะแทรกซ้อนแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามผู้ปกครองยังต้องระมัดระวังดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด เพราะโรคนี้อาจทำให้เด็กมีไข้สูง จนกระทั่งชักได้ และบางรายอาจเกิดโรคแทรกซ้อนทางระบบประสาทและกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบได้ด้วย

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. เภสัชกร อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

SYSTEM เปิดตัวคอลเลกชัน FALL/WINTER บนรันเวย์ปารีส แฟชั่นวีค 2025

SYSTEM เปิดตัวคอลเลกชัน FALL/WINTER บนรันเวย์ปารีส แฟชั่นวีค 2025

SYSTEM เปิดตัวคอลเลกชัน FALL/WINTER บนรันเวย์ปารีส แฟชั่นวีค 2025

วันพุธ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

แฟชั่นเกาหลีได้กลายเป็นกระแสที่ทั่วโลกหันมาจับตามอง ไม่ว่าจะเป็นแฟชั่นบนรันเวย์ สตรีตสไตล์ ไปจนถึงไลฟ์สไตล์ของเหล่าไอดอลชื่อดัง ล้วนสะท้อนพลังสร้างสรรค์ ทำให้วงการแฟชั่นเกาหลีโดดเด่นและก้าวขึ้นมาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ  หนึ่งในแบรนด์เกาหลีที่ถูกพูดถึงมากที่สุดก็คือ SYSTEM แบรนด์แฟชั่นร่วมสมัยสัญชาติเกาหลีจากกรุงโซล ก่อตั้งขึ้นในปี 1990 โดยยึดถือปรัชญาการออกแบบ “It’s for everyone, but more about differences” หรือ “แฟชั่นสำหรับทุกคนที่สะท้อนคุณค่าของความแตกต่าง” ซึ่งเฉลิมฉลองความหลากหลายและการโอบรับทุกอัตลักษณ์ ภายใต้การนำของ ฮี-ซู คิม (Hee-soo Kim) ในฐานะครีเอทีฟไดเรกเตอร์ แบรนด์ SYSTEM ได้เปิดตัวคอลเลกชันระดับโลกบนรันเวย์ Paris Fashion Week อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2019 เพื่อต่อยอดสู่ตลาดสากล และในวันนี้ SYSTEM ได้กลายเป็นที่รักของเหล่าคนดังระดับโลก อาทิ Zayn, Usher, Lucas Bravo และ Paul Mescal

ฮี-ซู คิม (Hee-soo Kim)

ล่าสุดกับคอลเลกชัน Fall-Winter 2025 ในชื่อ “At the very moment” แรงบันดาลใจจากภาพวาดในศตวรรษ ที่ 20 ของ Norman Rockwell เรื่อง Dressing Up ผลงานที่พาเราย้อนนึกถึงความทรงจำในวัยเด็ก ที่มักเต็มไปด้วยความสงสัยและความตื่นเต้นในการเข้าไปค้นตู้เสื้อผ้าของพ่อแม่

SYSTEM ได้นำวันเวลาแห่งความไร้เดียงสาเหล่านั้น มาตีความใหม่ผ่านมุมมองเฉพาะตัวของแบรนด์ โดยหยิบเอาเสื้อผ้าที่คุ้นเคยจากความทรงจำมาเป็นแรงบันดาลใจ ตีความคลาสสิกให้เข้ากับความร่วมสมัยจากแนวคิด “Cabinet of curiosity”    ณ สถานที่ซึ่งมีความคลาสสิกและเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ ให้กลายเป็นพื้นที่พิเศษที่ปลุกความรู้สึกคิดถึงวัยเด็กขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมด้วย SYSTEM Teddy bear ที่น่าสนใจเป็นพิเศษ นอกจากนี้คอลเลกชันนี้ยังเป็นครั้งแรกที่ SYSTEM เปิดตัวผลงาน   คอลแลบอเรชันร่วมกับ BARACUTA แบรนด์ต้นกำเนิดเสื้อแจ็กเก็ต Harrington ของอังกฤษ โดยนำเสนอไอเทมหลากหลาย ตั้งแต่แจ็กเก็ตระดับตำนานรุ่น G9 และ G4 ไปจนถึงแอ็กเซสซอรี สามารถตามไปอัพเดทคอลเลกชันจากแบรนด์ SYSTEM ได้ทางเว็บไซต์ https://www.system1990.com

​รพ.กรุงเทพ ปลุกพลังฝันเยาวชน สู่วิชาชีพแพทย์ในอนาคต

​รพ.กรุงเทพ ปลุกพลังฝันเยาวชน สู่วิชาชีพแพทย์ในอนาคต

​รพ.กรุงเทพ ปลุกพลังฝันเยาวชน สู่วิชาชีพแพทย์ในอนาคต

วันพุธ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ จัดกิจกรรมพิเศษ “Bangkok Hospital New Gen Doctors Workshop 2025” ปลุกพลังฝัน เตรียมพร้อมสู่อนาคตคุณหมอรุ่นใหม่ ภายใต้แนวคิด Explore. Experience. Become a Doctor เปิดโอกาสให้นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.4–6) ได้สัมผัสประสบการณ์จริงและค้นหาแรงบันดาลใจในเส้นทางวิชาชีพแพทย์ ผ่านการเรียนรู้และฝึกปฏิบัติจริง

โดย นพ.เอกกิตติ์ สุรการ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า โรงพยาบาลกรุงเทพมุ่งมั่นสนับสนุนการเรียนรู้และพัฒนาเยาวชนไทย เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นบุคลากรทางการแพทย์ในอนาคต กิจกรรมในครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยให้เยาวชนได้ค้นพบความสนใจและศักยภาพของตนเอง แต่ยังเป็นโอกาสในการเรียนรู้ทักษะพื้นฐานทางการแพทย์จากประสบการณ์จริง อันจะเป็นแรงบันดาลใจสำคัญสู่การเลือกเส้นทางอาชีพแพทย์อย่างมั่นใจ

กิจกรรมประกอบด้วยการฝึกปฏิบัติจริงในหลากหลายทักษะทางการแพทย์ อาทิ CPR / Basic Life Support (BLS) การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน , Wound Dressing การทำแผล , First Aid การพัน ดาม และห้ามเลือด , ICU Care การจับชีพจร ฟังปอด และการใช้เครื่องช่วยหายใจชนิดมือบีบ (Ambu bag) , Operating Room Workshop ฝึกเย็บแผล

ทั้งนี้ กิจกรรมจัดขึ้น 2 รอบ ในวันเสาร์ที่ 20 ก.ย.68 และวันเสาร์ที่ 22 พ.ย.68 ณ ห้องประชุม 7R ชั้น 7 อาคารเวชศาสตร์ฟื้นฟู และ BDMS Simulation Center โรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ โดยใช้ศักยภาพและศูนย์ฝึกอบรมทักษะทางการแพทย์ที่ครบครัน เพื่อสร้างประสบการณ์เสมือนจริง และส่งเสริมความเข้าใจในบทบาทของบุคลากรทางการแพทย์อย่างใกล้ชิด

‘จอย – กนกอร รุ่งรักษา’ คว้า ‘Miss Wellness World Thailand 2024’ ทูตสุขภาพคนแรก ชิงมงกุฎ Miss Wellness World 2025 จาก 30 ประเทศทั่วโลก

‘จอย - กนกอร รุ่งรักษา’ คว้า ‘Miss Wellness World Thailand 2024’  ทูตสุขภาพคนแรก ชิงมงกุฎ Miss Wellness World 2025 จาก 30 ประเทศทั่วโลก

‘จอย – กนกอร รุ่งรักษา’ คว้า ‘Miss Wellness World Thailand 2024’ ทูตสุขภาพคนแรก ชิงมงกุฎ Miss Wellness World 2025 จาก 30 ประเทศทั่วโลก

วันพุธ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

จอย-กนกอร รุ่งรักษา คว้ามงกุฎ “Miss Wellness World Thailand”  คนแรก พร้อมเป็นตัวแทนประเทศไทยในฐานะทูตสุขสภาพ (Wellness Ambassador) ที่จะเป็นต้นแบบและสร้างผลกระทบเชิงบวกให้ผู้หญิงทั่วโลกหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพทั้งร่างกายและสุขภาพจิตควบคู่กันไป เข้าชิงมงกุฎ Miss Wellness World 2025 จากผู้เข้าประกวดกว่า 30 ประเทศทั่วโลก ในวันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม 2568 ณ Siam Fantasy เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟรอนต์ ถนนเจริญกรุง พร้อมถ่ายทอดสดการประกวดผ่านทางสถานีโทรศัพท์กองทัพบก ช่อง 5 (ช่อง 5HD)

Miss Wellness World Thailand  จอย-กนกอร รุ่งรักษา บัณฑิตจากคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และนางแบบมืออาชีพ วัย 24 ปี สาวนัยน์ตาคมจากจังหวัดฉะเชิงเทรา สาวสวยครบสูตรที่มีทั้งความงาม มีสุขภาพที่ดี มีความมั่นใจในตัวเอง มองโลกในแง่ดี และสุขภาพจิตที่ดี

“การเป็น Miss Wellness World Thailand คนแรก เป็นเกียรติอย่างยิ่งในชีวิตของจอย จอยอยากใช้โอกาสนี้เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงทุกคนหันมาใส่ใจสุขภาพกาย ใจ และพร้อมเป็นกระบอกเสียงให้โลกเห็นว่าความสวยที่แท้จริง เริ่มต้นจากสุขสภาพที่ดีค่ะ” จอย กนกอร กล่าว

เวที Miss Wellness World และ Miss Wellness World Thailand ไม่ได้เป็นเวทีที่เฟ้นหาเพียงความสวยเท่านั้น แต่เป็นเวทีที่จะสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการนางงามและสังคม ด้วยการเป็นเวทีแรกในโลกที่เล็งเห็นความสำคัญของ ‘สุขสภาพ’ ซึ่งเป็นรากฐานของการมีคุณภาพชีวิตและความสุขที่แท้จริง โดยตั้งใจจะสร้างทูตสุขสภาพ (Wellness Ambassador) ที่มีตัวตนจริง เพื่อเป็นฟันเฟืองในการขับเคลื่อนขบวนการการพัฒนาสุขสภาพในระดับประเทศและระดับโลก อีกทั้ง ช่วยสนับสนุนการวางตำแหน่งของประเทศไทยในฐานะ ‘เมืองหลวงสุขสภาพของโลก’ (World Wellness Capital) นอกจากนี้ ยังเป็นเวทีแรกที่ตอบรับกระแสแห่งอนาคตในเรื่องของ ‘สุขสภาพ’ ที่กำลังกลายเป็นกระแสหลักของโลกที่ผู้คนหันมาให้ความสำคัญ ทั้งในมิติสุขภาพ เศรษฐกิจ และวิถีชีวิต เป็นผู้หญิงยุคใหม่ที่มีความสุข มีสุขภาพดี และสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนรอบข้างได้

Miss Wellness World Thailand ดำเนินการโดยบริษัท จี แกรนด์ โปรดัคชั่น จำกัด เกิดขึ้นครั้งแรกในปี 2565 จากการริเริ่มของศาสตราจารย์ ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ นักวิชาการอาวุโสแห่งมหาวิทยาลัย ฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา, ประธานสถาบันนานาชาติการสร้างชาติ (Nation-Building International Institute: NBII) และดำรงตำแหน่งเป็นประธานการประกวด Miss Wellness ทั้งในระดับโลกและระดับประเทศ จากวิสัยทัศน์ว่า “Miss Wellness World จะเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการขับเคลื่อนการ  สร้างชาติ” ซึ่งการประกวดนี้จะกลายเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งสุขสภาพทั่วโลก สร้างประโยชน์ให้ทั้งแก่ “บุคคล” และ “ประเทศ” เพื่อโลกที่มีสุขภาพดี มีความสุข และมีชีวิตที่ยืนยาวและเปี่ยมความหมายยิ่งขึ้น

การจัดประกวด Miss Wellness World จัดขึ้นภายใต้แนวคิดหลัก คือ “งามอย่างมีสุขสภาพ” (Beauty with Wellness) โดยครอบคลุมแนวคิดสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ความงาม (Beauty) ความสุข (Happiness) และสุขสภาพ (Wellness) ซึ่งความงามในเวที Miss Wellness World นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับรูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงความงดงามภายในจิตใจทั้งความคิด อารมณ์ และการตัดสินใจ ผสาน 3 คุณสมบัติสำคัญ ได้แก่ Compositionality (สมองค์ประกอบ): ความสอดประสานขององค์ประกอบต่าง ๆ อย่างเหมาะสม, Proportionality (สมสัดส่วน): การมีสัดส่วนที่เหมาะสม และ Integrationality (สมบูรณาการ): การผนวกเข้าหากันอย่างเหมาะสม โดยใช้หลักการตัดสินที่ชัดเจน เป็นธรรมและโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ โดยอ้างอิงจากหลักวิชาการและหลักวิทยาศาสตร์ด้านสุขสภาพ ด้วยเครื่องมือที่ผสมผสานระหว่าง “เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์” เช่น แบบวัดสุขภาวะ เครื่องมือประเมินบุคลิกภาพ และพฤติกรรมสุขภาพ และ “ความเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายมิติของสุขสภาพ” ได้แก่ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ นักจิตวิทยา ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาวะทางจิตวิญญาณ ผู้เชี่ยวชาญด้านความงามและบุคลิกภาพ เป็นต้น

Miss Wellness World และ Miss Wellness World จึงเป็นผู้ที่มีสุขสภาพดีทั้งทางร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ อีกทั้งยังมีความรู้ด้านสุขสภาพและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง รวมทั้งมีทักษะในการสื่อสารเพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านสุขสภาพ และมีเสน่ห์ในการจูงใจให้ผู้คนใส่ใจสุขสภาพของตนเอง ที่สำคัญที่สุดคือ “มีจิตวิญญาณแห่งการรับใช้สังคม” เพราะ Miss Wellness World จะทำหน้าที่เป็นดั่ง “ทูตสุขสภาพ” ของประเทศ เพื่อส่งเสริมสุขภาพของประชาชน และประกาศให้โลกรับรู้ถึงความมุ่งมั่นของประเทศในการเดินหน้าสู่การเป็น “ประเทศแห่งสุขสภาพ”

สถานทูตเม็กซิโก จับมือสยามพิวรรธน์ จัดการแสดง ‘Mariachi Performance’

สถานทูตเม็กซิโก จับมือสยามพิวรรธน์  จัดการแสดง ‘Mariachi Performance’

สถานทูตเม็กซิโก จับมือสยามพิวรรธน์ จัดการแสดง ‘Mariachi Performance’

วันพุธ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถานทูตเอกอัครราชทูตเม็กซิโก ประจำประเทศไทย ร่วมกับบริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด จัดการแสดง “Mariachi Performance” การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านของประเทศเม็กซิโก ซึ่งเป็นการแสดงมรดกทางวัฒนธรรมระดับโลกโดยวงดนตรีหญิงล้วนครั้งแรก! ของทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องในโอกาสฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศเม็กซิโกและประเทศไทยครบรอบ 50 ปี

สำหรับการแสดงสุดพิเศษเป็นการแสดงดนตรี Mariachi โดยวง “Bonitas” ซึ่งเป็นวงเครื่องสายหญิงล้วนระดับโลก ด้วยนักดนตรีหญิงมากความสามารถ 9 คน นำเสนอความงดงามและมีชีวิตชีวาของมรดกทางดนตรีเม็กซิกันผ่านเสียงของดนตรีเครื่องสายอันทรงพลังอย่าง ไวโอลิน วิโอลา วีฮูลา กีตาร์ ผสานกับเสียงร้องอันไพเราะนำจิตวิญญาณและมนต์เสน่ห์ของเม็กซิโกมาสู่ใจกลางมหานครกรุงเทพฯ ให้ได้รับชมและรับฟังเป็นครั้งแรก โดยจะเปิดการแสดงให้ประชาชนทั่วไปชมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ในวันที่ 24 กันยายน 2568 เวลา 18.00-19.30 น. ณ SCBX NextStage ชั้น 4 สยามพารากอน ที่นั่งจำนวนจำกัด!

‘มุก เพลินจันทร์ วิญญรัตน์’ เปิดนิทรรศการเดี่ยว ‘Mitta del Santi’ มอบชีวิตใหม่ให้เศษผ้า

‘มุก เพลินจันทร์ วิญญรัตน์’ เปิดนิทรรศการเดี่ยว ‘Mitta del Santi’ มอบชีวิตใหม่ให้เศษผ้า

‘มุก เพลินจันทร์ วิญญรัตน์’ เปิดนิทรรศการเดี่ยว ‘Mitta del Santi’ มอบชีวิตใหม่ให้เศษผ้า

วันพุธ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บางกอก คุนส์ฮาเลอ นำเสนอนิทรรศการเดี่ยว ‘Mitta del Santi’ โดย มุก เพลินจันทร์ วิญญรัตน์ หนึ่งในศิลปินสิ่งทอแนวหน้าของไทย ผลงานจัดวางชิ้นนี้ถือเป็นงานที่ยิ่งใหญ่และมีความทะเยอทะยานที่สุดเท่าที่เพลินจันทร์เคยทำมา ผ่านการตีความการทอผ้าขึ้นใหม่ให้เป็นทั้งทักษะฝีมือและความร่วมมือของชุมชน พร้อมทั้งนำประวัติศาสตร์ของบางกอก คุนส์ฮาเลอ ซึ่งเคยเป็นโรงพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช มาเป็นแรงบันดาลใจ ผลงานนี้ได้มอบชีวิตใหม่ให้กับเศษผ้าจากงานสิ่งทอชิ้นก่อนๆ โดยแต่ละองค์ประกอบถูกนำมาตีความและประกอบขึ้นใหม่ เพื่อให้รูปทรง พื้นผิวและสีสันได้กลับมาเชื่อมโยงกันในบริบทใหม่ผ่านวิธีที่เหนือความคาดหมาย

ในมุมหนึ่งของงานผืนผ้าส่วนเกินถูกนำมาตัดอย่างประณีตเป็นรูปวงกลมเพื่อเลียนแบบตราสัญลักษณ์ดั้งเดิมของสำนักพิมพ์ที่เป็นรูปวงกลมสามวงซ้อนกัน งานศิลปะชิ้นนี้ประกอบด้วยวงกลมทั้งหมด 399 วง แต่ละวงพิมพ์ด้วยถ้อยคำจากหนังสือเรียนสำหรับเด็กที่เคยเผยแพร่โดยโรงพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช เมื่อนำชิ้นส่วนข้อความ เหล่านี้มาประกอบเข้าด้วยกัน จึงถักทอขึ้นเป็นเรื่องเล่าบทใหม่ที่เปลี่ยนความทรงจำของสถานที่แห่งนี้ให้กลายเป็นเรื่องราวที่มีชีวิตชีวา

ด้วยความร่วมมือจากนักทอผ้าหญิงชาวไทยอีกหลายคน เพลินจันทร์ได้รื้อและปรับเปลี่ยนกี่ทอผ้าเพื่อสร้าง สรรค์ผลงานขนาดใหญ่ ซึ่งทำให้การทอผ้ากลายเป็นโครงสร้างที่สะท้อนถึงการปรับตัว การเยียวยา และจินตนาการที่ถูกแบ่งปันร่วมกัน ‘Mitta del Santi’ จัดแสดงตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน -30 พฤศจิกายน 2568 เวลา 14.00 – 20.00 น. ชั้น 1 บางกอก คุนส์ฮาเลอ  (ปิดทุกวันจันทร์และวันอังคาร) เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่  FB: www.facebook.com/BangkokKunsthalle/  IG: bangkok_kunsthalle