บางมดเอสเธติคเปิดเวทีองค์ความรู้ระดับสากล ยกระดับศักยภาพศัลยแพทย์ตกแต่งไทยสู่เวทีโลก

บางมดเอสเธติคเปิดเวทีองค์ความรู้ระดับสากล ยกระดับศักยภาพศัลยแพทย์ตกแต่งไทยสู่เวทีโลก

บางมดเอสเธติคเปิดเวทีองค์ความรู้ระดับสากล ยกระดับศักยภาพศัลยแพทย์ตกแต่งไทยสู่เวทีโลก

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.31 น.

โรงพยาบาลบางมดเอสเธติค (Bangmod Aesthetic Hospital: BAH) ตอกย้ำจุดยืนในฐานะผู้นำด้านศัลยกรรมความงามระดับนานาชาติ จัดงานประชุมวิชาการ “Global Advancements in Facelift & Breast Surgery 2026” รวมศัลยแพทย์ตกแต่งจากประเทศไทยและต่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการ ยกระดับมาตรฐานวิชาชีพ และต่อยอดศักยภาพศัลยแพทย์ไทยให้ก้าวไกลสู่ระดับสากล สะท้อนความเชื่อมั่นของวงการศัลยกรรมความงามที่มีต่อฝีมือและมาตรฐานการรักษาของประเทศไทย

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านศัลยกรรมการดึงหน้าและศัลยกรรมตกแต่งทรวงอก โดยมี นพ. ธนัญชัย อัศดามงคล แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมตกแต่ง และ CEO ของโรงพยาบาลบางมดเอสเธติค พร้อมด้วยพญ. ภาวิณี อรรณพพรชัย และ นพ. รัชภูมิ เกตุแก้ว ทีมแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมตกแต่งของโรงพยาบาล ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และเทคนิคในการดึงหน้าขั้นสูง “Modern Facelift Plus” ซึ่งเป็นการดึงหน้าในชั้นลึกที่เป็นเทคนิคเฉพาะของบางมด ด้วยการเย็บใบหน้าชั้น SMAS ถึง 3 ขั้นตอน (Triple SMAS) ผสานการดึงหน้าร่วมกับการเติมไขมันบนใบหน้า (Fat Grafting) เพื่อให้ผลลัพธ์อยู่ได้อย่างยาวนานขึ้น ตลอดจนมีการวิเคราะห์โครงสร้างใบหน้าในแต่ละเคสที่เหมาะสมเฉพาะตัวบุคคล และการออกแบบผลลัพธ์ก่อนผ่าตัด ภายใต้แนวคิด “แผลเล็ก เจ็บน้อย หายเร็ว ดูเป็นธรรมชาติ” โดยมุ่งเน้นความปลอดภัย ความสมดุล และมาตรฐานการรักษาในระดับโรงพยาบาลชั้นนำ

นพ.  ธนัญชัย อัศดามงคล แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมตกแต่ง และ CEO โรงพยาบาลบางมดเอสเธติค 

นอกจากนี้ โรงพยาบาลยังได้รับเกียรติจากแพทย์ด้านศัลยกรรมตกแต่งทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมบรรยาย แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ทั้งในหัวข้อของ Facial Palsy โดย Dr.Tsz Yin Voravitvet และ Concept of 3D Printing Breast Volume โดย Dr.Jo Chun Hsiao เป็นต้น โดยภายหลังการบรรยาย หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงานทางโรงพยาบาลได้เปิดโอกาสให้แพทย์ทั้งหมดที่เข้าร่วมประชุมได้เข้าร่วมสังเกตกาณ์เทคนิคในการผ่าตัด Modern Facelift Plus ที่ได้รับการยอมรับและความสนใจจากแพทย์ศัลยกรรมตกแต่งจากต่างประเทศที่เข้าร่วมงานเป็นอย่างมาก และถือเป็นเวทีสำคัญที่สะท้อนศักยภาพของทีมศัลยแพทย์ตกแต่งไทย ตลอดจนความพร้อมของระบบห้องผ่าตัดการดูแลคนไข้ระหว่างพักฟื้น และภายหลังจากการผ่าตัดที่ได้มาตรฐานระดับสากล

นพ.  ธนัญชัย อัศดามงคล แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมตกแต่ง และ CEO โรงพยาบาลบางมดเอสเธติค กล่าวว่า “การจัดประชุมวิชาการระดับนานาชาติครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แต่คืออีกก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมที่จะเปิดศูนย์เฉพาะทางด้านการดึงหน้าอย่างยิ่งใหญ่ และเป็นการตอกย้ำว่าศัลยแพทย์ตกแต่งของไทยมีศักยภาพและมาตรฐานในการผ่าตัดไม่แพ้ชาติใดในโลก เราเชื่อว่าการเปิดบ้านให้แพทย์จากต่างประเทศเข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และศึกษาดูงานในครั้งนี้ คือการสะท้อนความเชื่อมั่นในคุณภาพของทีมแพทย์เรา ตลอดจนระบบการดูแลรักษา และมาตรฐานความปลอดภัยของโรงพยาบาล  บางมดเอสเธติคที่มุ่งมั่นพัฒนาองค์ความรู้ วิจัยพัฒนา และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อต่อยอดผลลัพธ์การรักษา และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านศัลยกรรมความงามด้านการดึงหน้าของภูมิภาคเอเชียอย่างยั่งยืน”

การประชุมครั้งนี้จึงไม่เพียงตอกย้ำบทบาทของโรงพยาบาลบางมดเอสเธติคในฐานะผู้นำด้านศัลยกรรมดึงหน้าและศัลยกรรมตกแต่งทรวงอกของประเทศไทย แต่ยังสะท้อนภาพประเทศไทยในฐานะหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญของวงการศัลยกรรมความงามระดับนานาชาติ และด้วยความมุ่งมั่นในการพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง โรงพยาบาลบางมดเอสเธติคจึงไม่ได้เป็นเพียงสถานพยาบาลด้านศัลยกรรมความงาม หากแต่เป็นศูนย์กลางแห่งความก้าวหน้าทางวิชาการ ที่พร้อมขับเคลื่อนวงการศัลยกรรมความงามไทยสู่ระดับสากลอย่างมั่นคงและยั่งยืน

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงนำผ้าไหมไทยจากศิลปาชีพ อวดโฉมบนรันเวย์มิลาน แฟชั่น วีค

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงนำผ้าไหมไทยจากศิลปาชีพ อวดโฉมบนรันเวย์มิลาน แฟชั่น วีค

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงนำผ้าไหมไทยจากศิลปาชีพ อวดโฉมบนรันเวย์มิลาน แฟชั่น วีค

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.29 น.

บนรันเวย์ระดับโลก Milan Fashion Week 2026  ณ กรุงมิลาน ประเทศอิตาลี  สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในฐานะครีเอทีฟไดเร็กเตอร์แห่งแบรนด์ SIRIVANNAVARI ทรงนำอัตลักษณ์ความเป็นไทยก้าวสู่เวทีโลกอย่างสง่างาม โดยเฉพาะการทรงหยิบยก “ผ้าไหมไทยจากศิลปาชีพ” มาตีความใหม่ให้ร่วมสมัย และผสานอยู่ในคอลเล็กชั่นระดับนานาชาติอย่างกลมกลืน

บนรันเวย์ Milan Fashion Week 2026 ณ  Circolo Filologico อาคารประวัติศาสตร์ใจกลางเมืองมิลาน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา มิได้เพียงทรงนำเสนอแฟชั่นในคอลเลกชัน Autumn-Winter 2026/27 เท่านั้น หากแต่ทรงถ่ายทอดเรื่องราวของหัตถศิลป์ไทย ผ่านโครงสร้างเสื้อผ้าที่ทันสมัย เทคนิคการตัดเย็บชั้นสูง และการเลือกใช้วัสดุที่สะท้อนภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างผ้าไหมจากโครงการศิลปาชีพ

ผ้าไหมไทยมีจุดเด่นด้านความเงางามตามธรรมชาติ ความละเอียดของเส้นใย และกรรมวิธีทอที่ประณีต เมื่อได้รับการออกแบบภายใต้วิสัยทัศน์ของพระองค์ จึงถูกยกระดับจากผ้าพื้นถิ่นสู่ลักชัวรีแฟบริกระดับโอต์กูตูร์ การผสมผสานซิลูเอตแบบตะวันตกเข้ากับเท็กซ์เจอร์แบบไทย สร้างมิติใหม่ให้ผ้าไหมมีความร่วมสมัย สวมใส่ได้จริง และแข่งขันได้ในตลาดแฟชั่นสากล

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเลือกใช้ผ้าไหมจากศิลปาชีพ ยังสะท้อนพระวิสัยทัศน์ด้านความยั่งยืน เพราะเป็นการสนับสนุนชุมชนผู้ทอผ้าไทย สร้างรายได้ และสืบสานภูมิปัญญาดั้งเดิมให้คงอยู่ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมแฟชั่นโลก นับเป็นการเชื่อมโยง “Local to Global” อย่างแท้จริง ทำให้ผลงานมิได้มีเพียงคุณค่าทางสุนทรียะ แต่ยังมีคุณค่าทางสังคมและเศรษฐกิจควบคู่กัน

การที่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงพาชุดไทยและผ้าไหมศิลปาชีพไปปรากฏบนรันเวย์โลก มิใช่เพียงการเผยแพร่วัฒนธรรม หากคือ การประกาศศักยภาพของงานหัตถศิลป์ไทยในฐานะที่สง่างาม แข็งแกร่ง และร่วมสมัย ภายใต้พระปรีชาสามารถของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ผู้ทรงทำให้ผ้าไหมไทยเปล่งประกายในมิติใหม่บนเวทีแฟชั่นโลกอย่างแท้จริง

ไปรษณีย์ไทยเชิดชูพลังสตรีผ่านแสตมป์ที่ระลึก‘พระแม่ธรณีบีบมวยผม’

ไปรษณีย์ไทยเชิดชูพลังสตรีผ่านแสตมป์ที่ระลึก‘พระแม่ธรณีบีบมวยผม’

ไปรษณีย์ไทยเชิดชูพลังสตรีผ่านแสตมป์ที่ระลึก‘พระแม่ธรณีบีบมวยผม’

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.27 น.

ฉลองเดือนแห่งวันสตรีสากล บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ออกแสตมป์ที่ระลึกชุดวันสตรีสากล 2569 “พระแม่ธรณีบีบมวยผม” เพื่อเชิดชูพลัง คุณค่า และบทบาทของสตรี ในฐานะรากฐานสำคัญของสังคม ที่มีอิทธิพลต่อความเชื่อ ความคิด และการขับเคลื่อนสังคมมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยจำหน่ายดวงละ 5 บาท 1 แผ่นมี 10 ดวง ซองวันแรกจำหน่าย 17 บาท สามารถซื้อได้ที่พิพิธภัณฑ์แสตมป์ไทยอาคารปฏิบัติการไปรษณีย์สามเสนใน (BTS สะพานควาย) ไปรษณีย์ในกรุงเทพฯ ไปรษณีย์จังหวัด หรือซื้อทางออนไลน์ที่เว็บไซต์ และแอปพลิเคชัน ThailandPostMart โดยกำหนดวันแรกจำหน่ายในวันที่ 8 มีนาคม 2569 ซึ่งตรงกับวันสตรีสากล ที่ผ่านมา

ดร. ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกั

ดร. ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า แสตมป์ชุดวันสตรีสากลในปีนี้ ไม่เพียงเป็นการร่วมเฉลิมฉลองวันสำคัญระดับนานาชาติ แต่ยังเป็นการถ่ายทอดพลังและคุณค่าของผู้หญิงผ่านงานศิลปกรรมไทยที่ทรงความหมาย ภาพพระแม่ธรณีบีบมวยผมสัญลักษณ์ของความเข้มแข็ง ความมั่นคง และการยืนหยัดในความถูกต้อง ซึ่งเป็นคุณลักษณะสำคัญที่สะท้อนบทบาทของสตรีในทุกยุคสมัย ไปรษณีย์ไทยจึงตั้งใจถ่ายทอดคุณค่าของผู้หญิงผ่านแสตมป์ เพื่อให้เป็นสื่อกลางในการส่งต่อแรงบันดาลใจ และตอกย้ำความสำคัญของสตรีในฐานะพลังขับเคลื่อนสังคม การจัดทำแสตมป์ที่ระลึก ในครั้งนี้ยังตอกย้ำบทบาทของแสตมป์ในฐานะสื่อกลางที่บอกเล่าเรื่องราวของสังคมไทย สะท้อนอัตลักษณ์ ความเชื่อ และคุณค่าทางวัฒนธรรมไปสู่สายตาผู้คนทั้งในประเทศและต่างประเทศ

สำหรับแสตมป์ที่ระลึกชุดวันสตรีสากล 2569 ได้นำเสนอภาพ “พระแม่ธรณีบีบมวยผม” จากจิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถ วัดชมภูเวก สื่อถึงพลัง ความมั่นคง และคุณค่าผ่านบทบาทของสตรีผ่านสัญลักษณ์ทางศิลปกรรมไทยอันทรงคุณค่า ภาพพระแม่ธรณีในท่วงท่าบีบมวยผมถือเป็นภาพแทนแห่งความเข้มแข็ง การยืนหยัดในความถูกต้อง และการปกป้องคุณธรรม สะท้อนพลังของผู้หญิงที่มีบทบาทสำคัญทั้งในมิติทางศาสนา วัฒนธรรม และสังคม จำหน่ายดวงละ 5 บาท 1 แผ่นมี 10 ดวง ซองวันแรกจำหน่าย 17 บาท สามารถซื้อได้ที่พิพิธภัณฑ์แสตมป์ไทยอาคารปฏิบัติการไปรษณีย์สามเสนใน (BTS สะพานควาย) ไปรษณีย์ในกรุงเทพฯ ไปรษณีย์จังหวัด หรือซื้อทางออนไลน์ที่เว็บไซต์ https://www.thailandpostmart.com และแอปพลิเคชัน ThailandPostMart

ผู้สนใจสมัครสมาชิกแสตมป์แอดไลน์ @stampinlove สอบถามเพิ่มเติมฝ่ายพัฒนาธุรกิจเอส เคิร์ฟ โทร. 0 2573 5480, 0 2573 5463 ติดตามข่าวสารไปรษณีย์ไทยเพิ่มเติมได้ที่  เว็บไซต์ : http://www.thailandpost.co.th  เฟซบุ๊ก : บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ทวิตเตอร์ : @Thailand_Post ไลน์ออฟฟิเชียล : @Thailand Post ติ๊กต็อก : @thailandpostchannel

AUAA จัด High Tea Concert เพลงสากลยุค 60-70-80s รายได้สนับสนุนมูลนิธิเพื่อโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

AUAA จัด High Tea Concert เพลงสากลยุค 60-70-80s  รายได้สนับสนุนมูลนิธิเพื่อโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

AUAA จัด High Tea Concert เพลงสากลยุค 60-70-80s รายได้สนับสนุนมูลนิธิเพื่อโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.26 น.

สมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาในพระบรมราชูปถัมภ์ หรือ The American University Alumni Association [AUAA] ร่วมเฉลิมฉลองวาระประวัติศาสตร์ 250 ปีแห่งการประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา ในบรรยากาศแห่งมิตรภาพไทย–อเมริกัน ที่ผสานเสียงเพลง ความทรงจำ และพลังแห่งความสุขไว้ด้วยกัน กับคอนเสิร์ตการกุศล America 250: Afternoon Tea with the Classic: 60s–70s–80s Music & Dance ณ ห้องเบญจสิริ แกรนด์ บอลรูม ชั้น 5 โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ สุขุมวิท 20 วันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม 2569    เวลา 13.00 – 18.00 น.  รายได้ส่วนหนึ่งสนับสนุนเพื่อมูลนิธิเพื่อโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

กร ทัพพะรังสี อดีตรองนายกรัฐมนตรี (เบส/ร้องนำ) และรุ่นลูก Siamese Cats Junior

ในโอกาสครบรอบ 250 ปีแห่งเสรีภาพของสหรัฐอเมริกา สมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกา (AUAA) ชวนย้อนเวลากลับไปสู่ยุคทองของดนตรีสากล 60s–70s–80s กับบทเพลงฮิตระดับตำนาน ที่จะทำให้ทุกคน “ร้องได้ เต้นได้ และมีความสุขได้ตลอดบ่าย” ซึ่งไม่ใช่เพียงคอนเสิร์ต แต่คือการรวมตัวของผู้นำ นักธุรกิจ ศิลปิน และมิตรสหาย ที่มีหัวใจรักในเสียงเพลง และผูกพันกับสหรัฐอเมริกา

วงดนตรีระดับตำนานที่จะมาร่วมสร้างสีนสัน ประกอบด้วย The Siamese Cats  วงชาโดว์ที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองไทย นำโดย นายกร ทัพพะรังสี อดีตรองนายกรัฐมนตรี (เบส/ร้องนำ) พร้อมสมาชิกมากประสบการณ์ และรุ่นลูก Siamese Cats Junior  ล้วนเป็นศิษย์เก่าสหรัฐฯ บทเพลงระดับตำนานอย่าง Red River Rock, Hang on Sloopy, Sound of Silence, Pretty Woman, Johnny B. Goode, Blowin’ in the Wind จะพาทุกคนย้อนสู่วัยหนุ่มสาวอีกครั้ง

สมพันธ์ จารุมิลินท วง Band of Brothers

 Band of Brothers ตำนาน 30 ปีแห่งมิตรภาพทางดนตรี ก่อตั้งโดย นายสมพันธ์ จารุมิลินท (เสี่ยสอง) รองประธานกรรมการบริหาร True Visions และประธาน TNN สมาชิกประกอบด้วยอดีตสมาชิกวงระดับตำนาน เช่น The Impossible, Dynamic และ Butterfly เพลงเด่นที่จะบรรเลง อาทิ Ventura Highway, You Can Do Magic, Guitar Man, While My Guitar Gently Weeps, Still Got The Blues “พี่น้องที่ผูกพันกันด้วยเสียงเพลง” คือหัวใจของวงนี้

อ. เรืองยศ พิมพ์ทอง วง Honey Trap Band

Honey Trap Band  ควบคุมวงโดย อาจารย์เรืองยศ พิมพ์ทอง ศิลปินมากรางวัล ร่วมด้วยนักร้องอาชีพเพลงสากลระดับแถวหน้าของไทย

นอกจากนั้น เวทีนี้ยังเปิดต้อนรับนักร้องกิตติมศักดิ์จาก AUAA , AUALC อาทิ ศรีล สุขุม / ปัญญชลี เพ็ญชาติ / ภากร กันทาธรรม / อนันตญา ธนกาญจน์กุล / กรกช เจริญสุข / ดร.ประทีป ตั้งมติธรรม / ดร.วิกร ภูวพัชร์ ที่จะขับกล่อมบทเพลงไพเราะและพิธีกรกิตติมศักดิ์ โดย นิตยา มหาผล / ญาดา เทพนม / ศักดิ์สยาม บุตรจินดา  พร้อมด้วยนักธุรกิจ Tycoon และ Celebrity ชั้นนำของเมืองไทยและศิลปินรับเชิญ Superstars ศิลปินวัยรุ่นสุดฮ็อตขณะนี้ จากค่าย Mojo Muse Management ปีเตอร์ ปรัตถกร และกอล์ฟ คุณาวุธ จากค่าย Mojo Muse Management พร้อมบทเพลงอมตะ เช่น Unchained Melody , Can’t Smile Without You , Love of My Life , Right Here Waiting , My Way , Imagine และช่วงแดนซ์สุดมันส์ กับ Dancing Queen, Hound Dog, Can’t Take My Eyes Off You  Line Dance & Dance Party  สนุกไปกับการเต้น Line Dance โดยชมรมไลน์แดนซ์บางเขน ส.มก. และช่วง Dance Party เต็มรูปแบบในตอนท้ายให้ทั้งห้องบอลรูม ลุกขึ้นร้องและเต้นไปด้วยกัน

Line Dance โดยชมรมไลน์แดนซ์บางเขน ส.มก.

ญาดา เทพพนม 

ซื้อบัตรได้แล้วที่ Thaiticket Major  บัตรที่นั่ง  พร้อมอาหารว่าง ราคาที่นั่งละ  2,500.- / 2,000.- หรือซื้อบัตร VVIP พร้อมอาหารว่าง ราคาโต๊ะละ   40,000.- / 30,000. (เป็นโต๊ะอาหาร นั่งได้ 10 ที่นั่ง) / VIP พร้อมอาหารว่าง ราคาที่นั่งละ  3,000.- บัตรทุกใบรวมบริการ  High Tea / อาหารว่าง / ชา กาแฟ / ไวน์ ตลอดงาน และผู้ที่อยู่จนจบงาน มีสิทธิ์ลุ้นรับ รางวัลพิเศษจาก Technogym ติดต่อซื้อบัตร ได้ที่ สมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกา ในพระบรมราชูปถัมภ์ (AUAA) ม.ล. ศุลีรัชต์ วัชรีวงศ์ โทร.081-615-5132 สอบถามรายละเอียด โทร. 099-495-9595 คุณแม็ก

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : มะเร็งต่อมลูกหมาก

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : มะเร็งต่อมลูกหมาก

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : มะเร็งต่อมลูกหมาก

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.15 น.

โรคมะเร็งที่เกิดกับผู้ชายในอัตราสูงมากคือมะเร็งต้อมลูกหมาก อ้างอิงจากจากสถิติโลกพบว่าเป็นอันดับ 4 ของมะเร็งทุกชนิด แต่เป็นมะเร็งที่พบมากอันดับ 2 ในผู้ชาย โดยในปี ค.ศ. 2022 มีผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากรายใหม่ทั่วโลก มากกว่า 1.4 ล้านคน

มะเร็งชนิดนี้เกิดจากการกลายพันธุ์ของเซลล์ในต่อมลูกหมากที่เจริญเติบโตผิดปกติ จนไม่สามารถควบคุมได้ สาเหตุหลักมาจากปัจจัยเสี่ยงหลายประการร่วมกัน แต่ปัจจัยเสี่ยงหลัก คือ พันธุกรรมและประวัติครอบครัว ผู้ที่บิดา พี่ชาย หรือน้องชายเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก มักมีความเสี่ยงสูงขึ้น 20 เปอร์เซ็นต์ จากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม และพบว่าเมื่อผู้ชายอายุเกิน 40-50 ปี มีโอกาสเป็นมะเร็งต้อมลูกหมากมากขึ้น เนื่องจากเซลล์เปลี่ยนแปลงไปตามวัย แต่ทั้งสองปัจจัยนี้ เราเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้

แต่ปัจจัยที่เราเปลี่ยนแปลงและควบคุมได้ คือดูแลเรื่องอาหารการกิน และไลฟ์สไตล์ ลดการกินเนื้อแดง อาหารไขมันสูง อาหารแปรรูป เช่น ไส้กรอก แหนม แฮม ลดการสูบบุหรี่ และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พยายามเลี่ยงโรคอ้วน โดยเฉพาะอ้วนลงพุง เพราะความอ้วนทำให้เกิดอนุมูลอิสระไปกระตุ้นฮอร์โมนเพศชายที่เร่งการเกิดมะเร็ง

มะเร็งต่อมลูกหมากมักไม่มีอาการชัดเจนในระยะแรก แต่มีสัญญาณเตือนสำคัญที่ควรสังเกต โดยเฉพาะปัญหาการปัสสาวะและอาการปวด ซึ่งมีอาการสำคัญระยะเริ่มต้น เช่น ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะช่วงกลางคืน ปัสสาวะติดขัดจนรู้สึกลำบาก ไหลอ่อน หรือกลั้นไม่อยู่ และพบว่าปัสสาวะหรือน้ำอสุจิมีเลือดปน ปวดแสบขณะปัสสาวะ หรือรู้สึกเหมือนปัสสาวะไม่สุด ส่วนสัญญาณเตือนเมื่อมะเร็งลุกลาม เช่น ปวดหลัง เชิงกราน สะโพก หรือกระดูก น้ำหนักลดโดยไม่มีสาเหตุ อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ขาบวม ท้องบวม หรือชาอ่อนแรงที่ขา ในกรณีกดทับไขสันหลัง เป็นต้น

แนะนำว่าต้องไปตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมาก โดยเฉพาะผู้ชายอายุ 50 ปีขึ้นไป หรืออาจเริ่มตั้งแต่ 40-45 ปี ในกรณีมีปัจจัยเสี่ยงสูง เช่น ญาติผู้ชายสายตรงมีประวัติมะเร็งต่อมลูกหมาก

การตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมากทำได้หลายวิธี เช่น ตรวจเลือดเพื่อหาค่าสารคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมาก PSA (Prostate-Specific Antigen) สาร PSA ถูกผลิตขึ้นมามากกว่าปกติในผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมาก และยังใช้วิธีการคลำต่อมลูกหมากทางทวารหนัก โดยแพทย์ใช้นิ้วคลำหาขนาดและความผิดปกติของต่อมลูกหมาก หากผิดปกติ ก็จะตรวจเพิ่มด้วยอัลตราซาวด์ทางทวารหนัก หรือใช้เทคโนโลยีภาพเอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กสามมิติ หรือเจาะชิ้นเนื้อไปตรวจ

การรักษา ขึ้นอยู่กับระยะของโรค ความเสี่ยง และสุขภาพผู้ป่วย แต่ต้องกำจัดหรือควบคุมเซลล์มะเร็งให้ได้มากที่สุด ดังนั้นแพทย์ผู้รักษาจะแนะนำวิธีการรักษาต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย เช่น ผ่าตัด ในยุคปัจจุบัน อาจใช้การตรวจแบบส่องกล้อง ทำให้มีแผลเล็ก เสียเลือดน้อย ฟื้นตัวได้เร็ว หรือฉายรังสี หรือให้ฮอร์โมนบำบัด  ให้เคมีบำบัด  และให้สารเภสัชรังสี ซึ่งอาจใช้การรักษาร่วมกันหลายวิธี

แม้ว่าการป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมากจะไม่สามารถทำได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่เมื่อเราปรับพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตก็ลดความเสี่ยงได้ และต้องออกกำลังกายสม่ำเสมอ และต้องไปตรวจคัดกรองตามระยะ แล้วปรับการกินการอยู่ โดยเพิ่มผักผลไม้หลากสีในทุกมื้ออาหาร เช่น มะเขือเทศ ผักตระกูลกะหล่ำ แครอท ผลไม้ต้านอนุมูลอิสระ ลดการกินเนื้อแดง ไขมันสูง อาหารแปรรูป​ กินอาหารที่ให้วิตามินดี ซีลีเนียม สังกะสีจากธัญพืชจำพวกถั่ว กินเนื้อปลา และใช้การปรุงอาหารด้วยการต้ม หรือนึ่ง แทนการทอด ผสมกับเพิ่มการออกกำลังกายสม่ำเสมออย่างน้อยวันละ 30 นาที 5 วันต่อสัปดาห์ รักษาน้ำหนักให้สมดุลกับความสูง ไม่ปล่อยให้อ้วนลงพุง​ เลิกสูบบุหรี่ ลดหรือเลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พักผ่อนให้เพียงพอ และจัดการกับความเครียดให้ได้ นี่คือการทำให้ตัวเองห่างไกลจากมะเร็งต่อมลูกหมาก​​

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

คุณแหน : 9 มีนาคม 2569

คุณแหน : 9 มีนาคม 2569

คุณแหน : 9 มีนาคม 2569

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.13 น.

  • สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุทาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเข็มเกียรติคุณและโล่รางวัลแก่สตรีผู้มีผลงานโดดเด่นโครงการ สสธวท…..สตรีทรงพลัง เมื่อ 4 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมไฮแอทเอราวัณ กรุงเทพฯ จัดโดยสหพันธ์สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปีสหพันธ์ฯ คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล ประธานสหพันธ์สมาคมสตรีฯ พร้อมคณะกรรมการ เฝ้าฯ รับเสด็จ สตรีที่เข้ารับพระราชทานรางวัลมีหลายสิบคน อาทิ จรรย์สมร วัธนเวคิน, ภัทราวดี มีชูธน, ศุภจี สุธรรมพันธ์, สุชาดา ช่วงศรี (Miss World 2025), จินดา เดชะวณิช และวรุณกาญจน์ จักรวัฒนา 
  • วันที่ 8 มีนาคม คือวันสตรีสากล เมื่อเวลาพูดถึงคนไทยที่รวยล้นฟ้าลำดับต้น ๆ มักจะคิดถึงบุรุษมากกว่าสตรี จนลืมไปว่าสตรีไทยที่รวยล้นฟ้าก็มี เช่น ดาวนภา เพชรอำไพ เมืองไทยแคปิตอล 5.8 หมื่นล้านบาท ลำดับ 14 ศุภลักษณ์ อัมพุช The Mall Group 3.73 หมื่นล้านบาท ลำดับ 28 ณัฐชไม ถนอมบูรณ์เจริญ คาราบาว 3.38 หมื่นล้านบาท ลำดับ 33 จรีพร จารุกรสกุล แห่ง WHA 2.4 หมื่นล้านบาท ลำดับที่ 40 และจรรย์สมร วัธนเวคิน ธุรกิจการเเงินและน้ำตาล 1.98 หมื่นล้านบาท ลำดับ 45
  • มีนาคมวันต่อต้านโรคอ้วน (World Obesity Day) และรณรงค์ให้ทุกคนดูแลสุขภาพ จีฮาน เซอร์ดาร์ คิซิลจิล (Cihan Serdar Kizilcik) GM บริษัท โนโว นอร์ดิสค์ ฟาร์มา (ประเทศไทย) บริษัทผลิตยาสัญชาติเดนมาร์ก อายุ 1 ศตวรรษเศษ บอกว่าระบบสาธารณสุขไทยมีประสิทธิภาพดีมากน่าชื่นชม แต่ยังกังวลใจกับเรื่องค่าใช้จ่ายที่สูง ยิ่งอายุมาก ยิ่งจ่ายค่ารักษาพยาบาลสูงตามไปด้วย ดังนั้น ทางที่ดีที่สุดคือป้องกันการเกิดโรค ควบคู่ไปกับการเข้าถึงการรักษาที่สะดวก และเน้นว่าไทยมีเด็กและเยาวชนเกิดปัญหาโรคอ้วนสูงเป็นอันดับสามของอาเซียน รองจากมาเลเซียและบรูไน
  • กุลวิภา ปิยวัฒนเมธา กรรมการผู้จัดการ บ. SAP (Indo-China) ผู้เน้นการ transform ด้านดิจิทัลและเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับ AI และ software application ระดับโลก และบอกว่าต้องการเห็นโลกดีขึ้น และคุณภาพชีวิตมนุษย์ก็ต้องดีขึ้น
  • ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 17 ยังไม่พูดชัด ๆ ว่าจะชิงตำแหน่งต่ออีกสมัยหรือไม่ โดยบอกแบบกั๊ก ๆ ว่า ขณะนี้ยังอยู่ในตำแหน่ง ก็ต้องทำงานให้ดีที่สุด แต่คนวงในบอกว่าชัชชาติลงชิงแน่นอนโดยไม่สังกัดพรรคการเมือง โดยพร้อมพัฒนากรุงเทพต่อไป ส่วนใครตำหนิติติงก็พร้อมรับฟังเสมอ แต่หากจะช่วยเสนอแนะแนวทางแก้ปัญหาก็ยินดีร่วมคิดร่วมคุยด้วย
  • ขอช่วยแก้ข่าวให้ชัชชาติ ในฐานะคนที่เข้าเรียนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยปีเดียวกัน คือภรรยาของชัชชาติไม่ไช่ปรีชญา แต่ปรีชญาคือพี่สาวที่สอนหนังสืออยู่ในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ส่วนภรรยานั้นหย่ากันหลายปีแล้ว แต่ยังช่วยกันดูแลลูกชายคนเดียว คือแสนปิติ ส่วนภรรยาเดิมชื่ออะไร ขออนุญาตไม่กล่าวถึง เพราะเลิกลากันแล้วแต่ยังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน
  • รัฐมนตรีหญิงในรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล 2.0 จะมีกี่คนยังตอบชัด ๆ ในขณะนี้ไม่ได้ แต่ที่แน่ ๆ คือต้องมีชื่อ ศุภจี สุธรรมพันธ์ุ, ศุภมาส อิศรภักดี และ ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ แต่จะมีชื่อเจ๊รวย สุขสมรวย วันทนียกุล จากอำนาจเจริญหรือไม่ ต้องรอให้ เนวิน ชิดชอบ เจ้าของพรรคภูมิใจไทยยืนยัน
  • 20 มีนาคม 09.00-13.00 . ขอเชิญร่วมแสดงความยินดีกับหนังสือพิมพ์แนวหน้า ในโอกาสคล้ายวันก่อตั้งหนังสือพิมพ์ก้าวเข้าปีที่ 47 (จริง ๆ ก่อตั้ง 22 มีนาคม แต่ปีนี้ตรงกับวันอาทิตย์จึงเลื่อนจัดงานในวันศุกร์) เรียนเชิญไปพบกันที่สำนักงานหนังสือพิมพ์แนวหน้า ถนนวิภาวดีรังสิต 

Victor Lee

หยุดทำร้ายผมโดยไม่รู้ตัว! กิฟฟารีนแนะเคล็ดลับกู้ผมเสียสู่ผมสวย

หยุดทำร้ายผมโดยไม่รู้ตัว! กิฟฟารีนแนะเคล็ดลับกู้ผมเสียสู่ผมสวย

หยุดทำร้ายผมโดยไม่รู้ตัว! กิฟฟารีนแนะเคล็ดลับกู้ผมเสียสู่ผมสวย

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ผมเสีย” ไม่ใช่เรื่องเล็กที่จะถูกปล่อยปละละเลยได้ การทำร้ายเส้นผมในทุกวันส่งผลให้ผมอ่อนแอ และนำไปสู่การเสียบุคลิกภาพ อาจถูกมองได้ว่าเป็นการไม่ดูแลและใส่ใจสุขภาพเส้นผมของตัวเอง หากกำลังเผชิญกับผมแห้ง แตกปลาย ผมลีบแบน ไม่มีน้ำหนัก จัดทรงยาก ปัญหาเหล่านี้สะท้อนให้เห็นได้ถึงสัญญาณเตือนว่า “ผมพัง” ต้องเร่งกู้โดยด่วน

สาเหตุของผมเสีย มีได้หลายปัจจัยจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ทั้งความร้อนจากการใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ไดร์เป่าผม เครื่องหนีบผม หรือเครื่องม้วนผม เป็นประจำ ทำให้โครงสร้างโปรตีนในเส้นผมถูกทำลาย การทำเคมี เช่น ยืด ดัด ย้อม ฟอกสีผม เมื่อต้องเปิดเกล็ดผมเพื่อให้สารเคมีเข้าไปทำปฏิกิริยา ส่งผลให้เส้นผมสูญเสียความชุ่มชื้น แสงแดดและมลภาวะ ฝุ่น ควัน ต่าง ๆ ที่ทำร้ายเส้นผมให้แห้งเสียได้ สระผมด้วยน้ำอุ่น หรือน้ำร้อน ทำให้ผมแห้งและทำลายสมดุลของหนังศีรษะ

การดูแลเส้นผมต้องใช้การบำรุงอย่างสม่ำเสมอและปรับให้เป็นเช็กลิสต์การดูแลผมอย่างเป็นประจำ เพื่อการฟื้นฟูให้มีประสิทธิภาพที่ทำได้ทั้ง ลดใช้ความร้อนและสเปรย์ป้องกันความร้อนก่อนจัดแต่งทรงผม เว้นระยะเวลาในการทำเคมีกับเส้นผม โดยห่างออกไป 6 เดือน เล็มปลายผมที่แตกเป็นประจำ หมักผมสัปดาห์ละ 1–2 ครั้ง  รวมถึงการบำรุงผมเพื่อปิดตำนานผมแห้งฟู กู้ผมพังให้กลับมาสุขภาพดี ด้วยการใช้ซีรั่มหลังสระผม เพื่อบำรุงอย่างล้ำลึก

 กิฟฟารีน (Giffarine พัฒนาผลิตภัณฑ์ซีรั่มบำรุงเส้นผมอย่าง กิฟฟารีน แอดวานซ์ รีแพร์ แฮร์ ซีรั่ม (Giffarine Advanced Repair Hair Serum) อุดมด้วยสารสกัดจากธรรมชาติเข้มข้น นำเข้าจากต่างประเทศทั้ง Murumuru Butter ช่วยบำรุงผมแห้งเสีย ลดชี้ฟู ,Pro-Vitamin B5 ช่วยเติมความชุ่มชื้นให้เส้นผม ให้ผมเปล่งประกายเงางาม Hydrolyzed Keratin ฟื้นบำรุงผมแตกปลาย ให้มีน้ำหนักสุขภาพดีขึ้น และ Argan Oil ช่วยให้ผมนุ่มลื่นจัดทรงง่าย

เป็นเนื้อออยล์ที่เบา ซึมเข้าสู่เส้นผมง่าย และไม่ทำให้ผมมันเพิ่มขึ้น ช่วยฟื้นบำรุงผมแห้งเสีย พร้อมปกป้องเส้นผมจากความร้อนและสารเคมี เพิ่มความชุ่มชื้น เงางามให้เส้นผม ผมเรียบลื่น จัดทรงง่าย มีน้ำหนัก สามารถใช้ได้กับทุกสภาพผม รวมถึงผู้ที่มีปัญหาผมชี้ฟู จัดทรงยาก  ผมแห้งเสียหรือแตกปลาย  สัมผัสความร้อนเป็นประจำ  ทำสีผมหรือทำเคมีบ่อย ไม่ใช่เพียงแค่ได้ผมสวยคืนมา แต่ผมกลับมาสุขภาพดีและแข็งแรงขึ้นด้วย

ใช้ง่ายเพียงกดแฮร์ซีรั่ม 2 ปั๊ม ลูบไล้ให้ทั่วเส้นผมที่หมาดหรือแห้ง ใช้ไดร์เป่าผมหรือปล่อยให้ผมแห้งโดยไม่ใช้ความร้อน ก็เป็นการกู้ผมพังให้นุ่มสวย เงางาม เหมือนเพิ่งออกจากซาลอน พร้อมด้วยกลิ่นหอมละมุนติดผมยาวนาน พกพาสะดวกด้วยขวดที่กะทัดรัด  

กุญแจสำคัญของผมสุขภาพดี คือ เริ่มจากการดูแลที่ใส่ใจอย่างถูกต้อง อย่ามองข้ามในเรื่องเล็ก เพราะเลือกป้องกันดีกว่าต้องแก้ไขเพื่อไม่ให้ผมพัง คืนผมให้มีชีวิตชีวา สะบัดผมได้อย่างมั่นใจในทุกวัน

วันโรคหายากปีที่ 16 ขับเคลื่อนนโยบายระดับชาติ เพื่อการรักษาที่เท่าเทียมและยั่งยืน

วันโรคหายากปีที่ 16 ขับเคลื่อนนโยบายระดับชาติ เพื่อการรักษาที่เท่าเทียมและยั่งยืน

วันโรคหายากปีที่ 16 ขับเคลื่อนนโยบายระดับชาติ เพื่อการรักษาที่เท่าเทียมและยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ชมรมบ้านท้าวแสนปมแห่งประเทศไทยร่วมขับเคลื่อนงานวันโรคหายาก ปีที่ 16 ซึ่งจัดโดยมูลนิธิเพื่อผู้ป่วยโรคหายากแห่งประเทศไทย ผนึกพลังแพทย์เวชพันธุศาสตร์ ผู้กำหนดนโยบาย และกลุ่มผู้ป่วยจากทั่วประเทศ เพื่อผลักดัน “นโยบายโรคหายากระดับชาติ” ที่มุ่งให้ผู้ป่วยเข้าถึงการวินิจฉัย การรักษา และการดูแลต่อเนื่องอย่างเป็นธรรม โดยได้รับเกียรติจาก นพ. ศักดา อัลภาชน์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวเปิดงาน สนับสนุนการดูแลผู้ป่วยโรคหายากอย่างเป็นระบบ

กรณีผู้ป่วยโรคเอ็นเอฟวัน (Neurofibromatosis type 1, NF1) เป็นหนึ่งในโรคหายากที่พบได้ไม่น้อย และจำเป็นต้องมี “การรักษาอย่างต่อเนื่อง” ที่ต้องอาศัยกลไกเชิงนโยบายรองรับ เพื่อให้ระบบส่งต่อและดูแลผู้ป่วยทั้งในเรื่องอาการของโรค และการดำเนินชีวิตในสังคม

นพ. ศักดา อัลภาชน์

ตลอดเวลากว่า 16 ปีของการขับเคลื่อนประเด็นโรคหายาก งานวันโรคหายากปีนี้ถูกออกแบบให้เป็นมากกว่าการสร้างความตระหนักรู้ แต่เป็นเวทีเชิงนโยบายที่เปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนร่วมสะท้อนปัญหาและพัฒนาข้อเสนอเชิงปฏิบัติ เพื่อให้ระบบสุขภาพตอบโจทย์ความต้องการของผู้ป่วยโรคหายากได้อย่างเป็นรูปธรรม

รศ.พญ. กิติวรรณ โรจนเนืองนิตย์

รศ.พญ. กิติวรรณ โรจนเนืองนิตย์ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ในนามมูลนิธิเพื่อผู้ป่วยโรคหายากแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ปัจจุบันประเทศไทยคาดว่ามีผู้ป่วยโรคหายากประมาณ 2–3 ล้านคน จากโรคหายากมากกว่า 7,000 ชนิด แม้แต่ละโรคจะพบได้ไม่บ่อย แต่เมื่อรวมกันแล้วถือเป็นประเด็นสาธารณสุขที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ในช่วงกว่าทศวรรษที่ผ่านมา เราเห็นพัฒนาการที่ดีขึ้นทั้งด้านการรับรู้ การวินิจฉัย ระบบส่งต่อ และการดูแลรักษา อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยจำนวนมากยังเผชิญความท้าทาย โดยเฉพาะการเข้าถึงบริการที่ต่อเนื่องและกลไกเชิงนโยบายที่ยังไม่ครอบคลุมในทางปฏิบัติ

งานปีนี้ จึงมุ่งยกระดับจากเวทีสร้างความตระหนักรู้ ไปสู่เวทีแลกเปลี่ยนเชิงนโยบาย ผ่านเวิร์กช็อปแบบกลุ่ม เพื่อรวบรวมข้อเสนอที่นำไปต่อยอดในระดับนโยบาย และช่วยให้ระบบดูแลผู้ป่วยโรคหายากมีความเป็นธรรมและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น”

ภายในงานมีเวิร์กช็อปเชิงนโยบายเพื่อจัดทำข้อเสนอแก้ไขอุปสรรคสำคัญในการดูแลผู้ป่วย ครอบคลุมตั้งแต่งบประมาณ การขึ้นทะเบียนผู้ป่วย ระบบการวินิจฉัยและการส่งต่อ การเข้าถึงการรักษาและยาทั้งราคาทั่วไปและยาราคาสูง การกำหนดหน่วยงานเฉพาะของกระทรวงสาธารณสุขควบคู่กับการเพิ่มบุคลากร ตลอดจนมิติด้านการศึกษาและสังคม โดยมูลนิธิฯ ตั้งเป้านำเสนอต่อสมัชชาสุขภาพ เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดกฎหมายหรือคณะกรรมการโรคหายากที่บูรณาการการดูแลอย่างครบวงจร รวมถึงแนวทางจัดตั้งกองทุนโรคหายากเพื่อการดูแลผู้ป่วย

ในโอกาสครบรอบ 10 ปีการดำเนินงาน มูลนิธิฯ สะท้อนบทบาทตลอดทศวรรษ ทั้งการสร้างความตระหนักรู้ การทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานวิจัยเพื่อการพัฒนาหลักประกันสุขภาพไทย (สวรส.) กระทรวงการคลัง และ HITAP การสนับสนุนการจัดตั้งกลุ่มผู้ป่วยและเครือข่ายโรคหายาก การสร้างความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ การสื่อสารกับภาครัฐเพื่อผลักดันกลไกเชิงนโยบาย ตลอดจนการริเริ่มโครงการสนับสนุนผู้ป่วยด้านค่ารักษาพยาบาล ค่าเดินทาง และการบริจาคเครื่องตรวจวัดระดับแอมโมเนียในเลือด เพื่อเพิ่มโอกาสในการวินิจฉัยและการดูแลอย่างทันท่วงที

หนึ่งในกรณีศึกษาที่สะท้อนช่องว่างระบบคือ โรคท้าวแสนปม ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมที่ต้องอาศัยการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต และยังเป็นความท้าทายสำคัญของระบบสุขภาพไทยในด้านการวินิจฉัย การส่งต่อ และการเข้าถึงการรักษาที่เหมาะสม  

ภมรมาส สาลีพัฒนา 

ภมรมาส สาลีพัฒนา ประธานชมรมบ้านท้าวแสนปมแห่งประเทศไทย กล่าวในฐานะ Patient Champion ว่า โรค NF1 พบได้ประมาณ 1 ใน 3,000 คนทั่วโลก และในผู้ป่วยร้อยละ 30–50 จะเกิดเนื้องอกชนิด PN ซึ่งอาจกดทับอวัยวะสำคัญ สร้างความเจ็บปวด ความพิการ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการกลายเป็นมะเร็ง สำหรับเด็กไทยอย่างน้อย 121 คนที่มีเนื้องอกขนาดใหญ่ หลายรายไม่สามารถผ่าตัดได้ ส่งผลให้ผู้ป่วยและครอบครัวต้องเผชิญความไม่แน่นอนในชีวิต

“ที่ผ่านมา เราสื่อสารผ่านแคมเปญ ‘Beyond the Fighter’ เพื่อสะท้อนว่าผู้ป่วย NF1 ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงผู้ที่ต้องอดทนกับโรค แต่ควรได้รับโอกาสเข้าถึงการรักษาที่เหมาะสมและต่อเนื่อง ปีที่ผ่านมา ผู้ป่วย 20 คนที่มีเนื้องอก PN ที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ เข้าถึงยานวัตกรรมผ่านโครงการยาบริจาค และเห็นผลลัพธ์ด้านคุณภาพชีวิตอย่างชัดเจน ทั้งการลดขนาดเนื้องอกและการใช้ชีวิตประจำวัน แต่เมื่อโครงการสิ้นสุด การเข้าถึงยาก็หยุดลง ซึ่งสะท้อนความจำเป็นของกลไกระดับนโยบาย ทั้งในเรื่องความต่อเนื่องของโครงการยาบริจาคและการนำเข้ายานวัตกรรมใหม่ ๆ ในการรักษาจำเพาะสำหรับโรคหายาก  เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน”

รศ. พญ. กิติวรรณ โรจนเนืองนิตย์ กล่าวทิ้งท้ายว่า หากประชาชนสงสัยว่าตนเองหรือบุคคลใกล้ชิดอาจเข้าข่ายเป็นโรคหายาก ขอให้เข้ารับการตรวจที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน โดยแพทย์จะเป็นผู้ประเมิน วินิจฉัย และดำเนินการส่งต่อไปยังสถานพยาบาลหรือแพทย์เฉพาะทางตามความเหมาะสม ผู้ป่วยโรคหายากไม่ได้โดดเดี่ยว และไม่ควรถูกมองว่าเป็นโรคที่น่าอับอาย สิ่งสำคัญคือการเปิดใจเข้ารับการดูแลรักษาอย่างถูกต้อง พร้อมทั้งขอให้สังคมร่วมกันสร้างความเข้าใจและการยอมรับ เพื่อให้ผู้ป่วยโรคหายากสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรีและคุณภาพชีวิตที่ดี

ทั้งนี้ วันโรคหายากปีที่ 16 จึงไม่ใช่เพียงการรณรงค์เชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นเวทีนโยบายที่เชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมผลักดันกลไกการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพอย่างครอบคลุม เป็นธรรม และต่อเนื่องตลอดเส้นทางการรักษา เพื่อให้ผู้ป่วยโรคหายากไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังในระบบสุขภาพของประเทศไทย

3 หญิงเก่งแห่ง ‘มอนเดลีซ ประเทศไทย’ ส่งต่อพลังบวกให้ผู้หญิง แบ่งปันมุมมองการทำงานภายใต้องค์กรที่เปิดกว้างและเท่าเทียม

3 หญิงเก่งแห่ง ‘มอนเดลีซ ประเทศไทย’ ส่งต่อพลังบวกให้ผู้หญิง แบ่งปันมุมมองการทำงานภายใต้องค์กรที่เปิดกว้างและเท่าเทียม

3 หญิงเก่งแห่ง ‘มอนเดลีซ ประเทศไทย’ ส่งต่อพลังบวกให้ผู้หญิง แบ่งปันมุมมองการทำงานภายใต้องค์กรที่เปิดกว้างและเท่าเทียม

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มอนเดลีซ ประเทศไทย ผู้นำด้านขนมและของว่างระดับโลก ร่วมเฉลิมฉลองวันสตรีสากล หรือ International Women’s Day 2026 ตอกย้ำองค์กรที่ยึดมั่นความเท่าเทียม มุ่งเน้นการส่งต่อพลังบวก สนับสนุนให้ผู้หญิงทุกคนมีโอกาสเติบโต สนุกกับงานและจัดสรรชีวิตได้อย่างลงตัว

วันที่ 8 มีนาคมของทุกปี ตรงกับ “วันสตรีสากล” ทั่วโลกร่วมเฉลิมฉลองความสำเร็จของผู้หญิงในทุกด้านเพื่อเน้นย้ำถึงความเสมอภาคและความเท่าเทียม มอนเดลีซ อินเตอร์เนชันแนล ประเทศไทย เป็นองค์กรที่มุ่งมั่นในเรื่องความเท่าเทียม โดยสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เต็มไปด้วยพลังบวก ส่งต่อกำลังใจเพื่อความสำเร็จของทีม เปิดโอกาสให้ผู้หญิงได้พิสูจน์ศักยภาพและเติบโตสู่ระดับบริหารได้ตามความสามารถและความสนใจ โดย มอนเดลีซ ประเทศไทยยังขับเคลื่อนด้วยพลังของผู้หญิงที่มีบทบาทสำคัญในหลายด้าน

3 หญิงเก่งแห่งมอนเดลีซ ประเทศไทย ที่จะมาแบ่งปันมุมมองการทำงานภายใต้องค์กรที่เปิดกว้าง พร้อมส่งต่อพลังบวกและแรงบันดาลใจในการทำงานให้กับคนรุ่นใหม่ในองค์กร

ณัฐธิดา อนันต์นาท

ณัฐธิดา อนันต์นาท ผู้อำนวยการฝ่ายการวางแผนและบริหารกลยุทธ์ กล่าวว่า มอนเดลีซ ประเทศไทยเปิดโอกาสให้พนักงานได้พบกับความท้าทายใหม่ เช่น การเปลี่ยนสายงาน รวมถึงการเติบโตในองค์กร สิ่งที่เราต้องมีคือ Growth Mindset และ Can do Attitude เพื่อทำสิ่งที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด การเปลี่ยนแปลงมักเป็นเรื่องยากในช่วงต้น แต่สิ่งที่ได้รับตลอดมาคือความไว้วางใจและแรงสนับสนุนจากคนในองค์กร รวมถึงหัวหน้างานที่มอนเดลีซ ในการช่วยชี้นำให้เราพัฒนาทักษะเพื่อรับมือกับความท้าทายต่างๆ ได้ดีขึ้น ในขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้เรากล้าที่จะแสดงความคิด ทำงานอย่างเต็มที่ และพัฒนาศักยภาพของตนเอง

“สิ่งที่สำคัญสำหรับบทบาทการทำงานในปัจจุบัน นอกจากเรื่องภาวะผู้นำ เรายังต้องผลักดันให้ทุกคนมีความกล้าคิด กล้าลงมือทำ เรียนรู้ได้ทั้งจากความสำเร็จและความผิดพลาด ตลอดระยะเวลา 11 ปีที่ผ่านมา เราได้รับการสนับสนุนมาอย่างดี และวันนี้เราเองก็กำลังทำหน้าที่สนับสนุนทีมงานอยู่เช่นกัน สิ่งที่ต้องตระหนักอยู่เสมอคือ เราไม่ได้เติบโตเพียงลำพัง แต่ต้องใส่ใจกับคนรอบข้าง พร้อมส่งต่อพลังบวกให้กับทีมงาน เพื่อให้พวกเขามีสุขภาพใจและกายที่ดี ให้ได้เติบโตไปพร้อมๆ กัน นอกจากนั้น วัฒนธรรมการทำงานที่นี่เต็มไปด้วยความสนุก (Moment of Joy) เป็นสังคมที่มีการให้ซึ่งกันและกัน บริษัทมักจะมีกิจกรรมที่ช่วยให้คนในองค์กรใกล้ชิดกันมากขึ้นและสามารถเชื่อมโยงกันได้อย่างเต็มที่ในการทำงาน”

มณีรัตน์ บุญมัธยะ

มณีรัตน์ บุญมัธยะ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาศักยภาพองค์กรและกำจัดความสูญเสีย โรงงานมอนเดลีซ นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง กล่าวว่า มอนเดลีซ ประเทศไทย เป็นองค์กรที่ส่งเสริมความหลากหลายและความเท่าเทียม พนักงานทุกคนได้รับโอกาสในการเติบโตในสายงานและขยายศักยภาพ ที่ผ่านมามีโอกาสเข้าร่วมหลักสูตรฝึกอบรมต่างๆ และศึกษาดูงานในต่างประเทศ เพื่อนำองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่ได้รับจากการอบรมมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิตสินค้า พร้อมทั้งยกระดับมาตรฐานการผลิตและคุณภาพอย่างต่อเนื่อง ต่อยอดการเติบโตของโรงงานลาดกระบัง ซึ่งเป็นหนึ่งในฐานการผลิตที่สำคัญของมอนเดลีซในภูมิภาคเอเชีย

“รู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของมอนเดลีซ และมองว่าทุกความท้าทายคือโอกาส ในสถานการณ์ที่ตลาดมีการแข่งขันสูงและผู้บริโภคมีความต้องการที่หลากหลาย เราจำเป็นต้องเร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ พร้อมทั้งรักษาคุณภาพและมาตรฐานของสินค้า เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคและรักษาความสามารถในการแข่งขันทั้งภายในและภายนอก การพัฒนาศักยภาพของพนักงานให้มีความพร้อมรับความท้าทายจึงเป็นกลยุทธ์สำคัญ รวมถึงการให้โอกาสพนักงานได้แสดงความคิดเห็น และการสร้างความผูกพันกับพนักงานให้รู้สึกมีส่วนร่วมกับองค์กร ก็เป็นปัจจัยสำคัญเช่นกัน เมื่อพนักงานทุกภาคส่วนทุ่มเทเพื่อให้องค์กรบรรลุเป้าหมายไปพร้อมกัน เราก็ได้รับแรงบันดาลใจกลับมา ซึ่งเป็นกำลังใจสำคัญที่ช่วยให้เราไม่ย่อท้อต่อการก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ”

ด้วยนโยบายที่มุ่งส่งเสริมการเติบโตให้กับพนักงานทุกระดับโดยไม่มีข้อจำกัดด้านอายุหรือเพศ มอนเดลีซประเทศไทย จึงเน้นการบ่มเพาะผู้บริหารรุ่นใหม่ไฟแรง ให้ได้ดูแลโครงการที่ใหญ่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง ต่อยอดพลังที่อยู่ในตัวของแต่ละคนและขยายขีดความสามารถ และหนึ่งในนั้นก็คือ รุ่งอรุณ เมืองใจ ผู้จัดการฝ่ายคุณภาพ โรงงานมอนเดลีซ ขอนแก่น ซึ่งเล่าว่า รู้สึกโชคดีที่ได้รับโอกาสที่ท้าทาย ซึ่งเดิมทำงานอยู่ที่โรงงานมอนเดลีซ ลาดกระบัง ในด้านระบบบริหารจัดการคุณภาพการผลิต (Quality Management) ต่อมาได้รับเลื่อนขั้นเป็นหัวหน้างานพร้อมกับโยกย้ายให้มาดูแลขอบข่ายงานที่กว้างขึ้นที่โรงงานมอนเดลีซ ขอนแก่น ซึ่งแม้ว่าจะเป็นสายงานเดิม แต่ก็เป็นความท้าทายใหม่ เพราะต้องปรับตัวหลายด้าน ควบคู่ไปกับการบริหารทีมให้เดินหน้าในจังหวะเดียวกัน  เรารู้สึกประทับใจที่บริษัทให้โอกาสโดยไม่ปิดกั้นว่าเราอายุยังน้อย พร้อมทั้งไว้วางใจให้เราทำงานได้อย่างเต็มที่ รับฟังความเห็นของเราอย่างเปิดกว้าง เปิดใจ

 รุ่งอรุณ เมืองใจ

“มอนเดลีซทำให้เราเชื่อมั่นเสมอว่าเราจะฝ่าฟันไปได้ทุกอย่าง โดยเฉพาะการมีทีมที่ซัพพอร์ตและเกื้อหนุนเราดีมากๆ ในทุกระดับ และสิ่งที่ได้รับมาตลอดการทำงานที่มอนเดลีซ คือการสนับสนุนและความใส่ใจจากหัวหน้างาน ที่คอยให้คำปรึกษาและเปิดโอกาสให้ทำผลงานและก้าวข้ามความท้าทายต่างๆ จนเมื่อเราได้ขึ้นมาเป็นหัวหน้าทีมในวันนี้ ทำให้เราอยากส่งต่อโอกาสและสิ่งดีๆ ให้กับทีมของเรา โดยเน้นการให้ความจริงใจและแบ่งปันเวลาในการช่วยผลักดันและพัฒนาการทำงานของทีม ทุ่มเทเวลาอย่างเต็มที่ในการให้คำปรึกษา ระดมความคิดและหาทางเลือกที่ดีที่สุด และเชื่อในพลังของการทำงานร่วมกันแบบซัพพอร์ตกัน”

พลังของการ “ให้” และ “ส่งต่อพลังบวก” จากทั้งองค์กรและพนักงาน เปิดโอกาสให้บุคลากรทุกคนสามารถเติบโตทั้งด้านอาชีพและการใช้ชีวิต โดยมีผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมจากรางวัล Top Employer Awards 2026 ซึ่งมอนเดลีซประเทศไทย ได้รับรางวัลติดต่อกัน 2 ปีซ้อน สะท้อนถึงวัฒนธรรมการทำงาน มาตรฐานด้านนโยบาย สวัสดิการและพนักงานสัมพันธ์ในระดับสากล ทั้งนี้ มอนเดลีซ ประเทศไทย เป็นผู้ผลิตขนมและของว่างแบรนด์ดังระดับโลก อาทิลูกอมฮอลล์ หมากฝรั่งเดนทีน ลูกอมคลอเร็ท คุกกี้โอรีโอ แครกเกอร์ริทซ์ ช็อกโกแลตแคดเบอรี ช็อกโกแลตทอปเบอโรน และชีสฟิลาเดลเฟีย โดยมีฐานการผลิตที่สำคัญในประเทศไทย 2 แห่ง ได้แก่ โรงงานลาดกระบัง และโรงงานขอนแก่น

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ พินอคคิโอ เด็กดี

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ พินอคคิโอ เด็กดี

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ พินอคคิโอ เด็กดี

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                 กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ที่ประเทศอิตาลี มีชายชราช่างไม้คนหนึ่งอยู่คนเดียวด้วยความเหงา วันหนึ่งคุณตานำท่อนไม้จากต้นสนมาแกะสลักเป็นตุ๊กตาหุ่นไม้ที่น่ารัก และตั้งชื่อให้ว่า “พินอคคิโอ”

                 แต่แล้วเรื่องปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น! เมื่อนางฟ้าใจดีเห็นว่าคุณตาเป็นคนดี จึงเสกให้พินอคคิโอมีชีวิตขึ้นมา พินอคคิโอขยับแขนขาได้ พูดได้ และเดินได้เหมือนเด็กจริงๆ คุณตาดีใจมาก รักพินอคคิโอเหมือนลูกชาย และบอกว่า

                “พินอคคิโอเอ๋ย ถ้าลูกอยากเป็นเด็กชายจริงๆ ลูกต้องเป็นเด็กดี ซื่อสัตย์ และไม่พูดโกหกนะ”

                 คุณตายอมขายเสื้อกันหนาวของตัวเอง เพื่อจะได้เงินให้พินอคคิโอไปโรงเรียน แต่ระหว่างการเดินทาง พินอคคิโอจอมซนกลับไปหลงเชื่อคำชวนเชื่อของหมาจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ที่บอกว่า “ไปเที่ยวเล่นสนุกกว่าไปเรียนตั้งเยอะ!” พินอคคิโอหลงผิด หนีเรียนไปเที่ยวเล่น จนถูกจับตัวไปขังไว้ พอนางฟ้ามาช่วยและถามว่าทำไมไม่ไปโรงเรียน พินอคคิโอก็เริ่ม “โกหก” ครั้งที่หนึ่ง… ครั้งที่สอง… และครั้งที่สาม!

                “วึ่ดดดด!” ทันใดนั้นเอง จมูกของพินอคคิโอก็ยืดออกมายาวเฟื้อย! พินอคคิโอตกใจมากจนร้องไห้ นางฟ้าจึงสอนว่า

                “เห็นไหม   พินอคคิโอ ทุกครั้งที่เธอพูดโกหก จมูกของเธอจะยาวออกมาแบบนี้ ความลับไม่มีในโลกหรอก”

                พินอคคิโอสัญญาว่าจะกลับตัวเป็นคนดี แต่เขาก็ยังเผลอตัวไปเล่นซน จนหลงทางไปไกลแสนไกล จนรู้ข่าวว่าคุณตาได้ออกตามหาเขา ถึงกลางทะเล จนถูกปลาวาฬยักษ์ตัวใหญ่กลืนลงไปในท้อง! พินอคคิโอเสียใจมาก เขาตัดสินใจกระโดดลงน้ำไปช่วยคุณตาด้วยความกล้าหาญ

                ในท้องปลาวาฬอันมืดมิด พินอคคิโอกอดคุณตาไว้แน่นและขอโทษที่เคยดื้อและเคยโกหก ทั้งคู่ช่วยกันก่อไฟจนปลาวาฬยักษ์จามออกมา “ฮัดเช้ย!” ทำให้ทั้งสองกระเด็นออกจากปากปลาวาฬ รอดตายกลับมาที่บ้านได้อย่างปลอดภัย

                เพราะความกตัญญูที่ พินอคคิโอ ไปช่วยคุณตา และความซื่อสัตย์ที่สัญญากับตัวเองว่าจะไม่โกหกอีก เช้าวันต่อมานางฟ้าใจดีก็ประทานพรให้พินอคคิโอที่เคยเป็นหุ่นไม้สน กลายเป็น “เด็กชายจริงๆ” ที่มีเลือดเนื้อและหัวใจ พินอคคิโอและคุณตาช่างไม้จึงอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขตลอดไป

                นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : ไม่มีใครที่ไม่เคยทำผิดพลาด   ถ้าเผลอทำผิด แต่ ยอมรับผิดและปรับปรุงแก้ไข ไม่ทำผิดซ้ำอีก ทุกคนก็พร้อมจะให้อภัย

                เรียบเรียง จากนิทานอิตาลี เรื่อง การผจญภัยของพินอคคิโอ The Advanger of Pinocchio ประพันธ์โดย การ์โล กอลโลดี (Carlo Collodi) ซึ่งวอล์ท ดิสนีย์เคยนำมาทำภาพยนตร์การตูน  

อาทร จันทวิมล