ชวนเดินงาน ‘IP Fair 2025’ เวทีโชว์ศักยภาพทรัพย์สินทางปัญญาไทย ยกย่องสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงเป็นต้นแบบนักสร้างสรรค์ระดับโลก

ชวนเดินงาน ‘IP Fair 2025’ เวทีโชว์ศักยภาพทรัพย์สินทางปัญญาไทย ยกย่องสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงเป็นต้นแบบนักสร้างสรรค์ระดับโลก

ชวนเดินงาน ‘IP Fair 2025’ เวทีโชว์ศักยภาพทรัพย์สินทางปัญญาไทย ยกย่องสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงเป็นต้นแบบนักสร้างสรรค์ระดับโลก

วันอังคาร ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 20.13 น.

กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา เตรียมจัดงานมหกรรมทรัพย์สินทางปัญญาประจำปี พ.ศ. 2568 หรือ IP Fair 2025 ระหว่างวันที่ 15 – 17 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ ภายใต้แนวคิด “Vibrant Ideas Unleashed : จุดพลังทางความคิด สร้างเศรษฐกิจด้วยทรัพย์สินทางปัญญา” เพื่อส่งเสริมการนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้เชิงพาณิชย์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยตามนโยบาย “ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย”

นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงว่า งาน IP Fair 2025 จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 24 เพื่อเป็นเวทีให้ผู้ประกอบการไทย นักวิจัย และนักประดิษฐ์ได้แสดงศักยภาพและต่อยอดผลงานทรัพย์สินทางปัญญาสู่เชิงพาณิชย์ พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลก

ปีนี้มีความพิเศษอย่างยิ่ง เนื่องจาก องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ได้ขอพระราชทานถวาย รางวัล WIPO Award for Creative Excellence แด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เพื่อยกย่องพระปรีชาสามารถด้านความคิดสร้างสรรค์ที่เป็นที่ประจักษ์ในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะการทรงต่อยอดผ้าไทยสู่แฟชั่นโลก ซึ่งนับเป็นพระองค์ที่สามของไทยที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ ถัดจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ภายในงานจะมีการจัดแสดงนิทรรศการผลงานด้านแฟชั่นของพระองค์ เพื่อให้ประชาชนได้ชื่นชมพระอัจฉริยภาพอย่างใกล้ชิด

“ปีนี้เป็นปีที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะประเทศไทยได้รับเกียรติจาก WIPO ในการถวายรางวัลพิเศษแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ซึ่งไม่ได้มอบให้ทุกปี พระองค์ทรงเป็นต้นแบบของนักสร้างสรรค์ไทยที่นำผ้าไทยสู่เวทีโลก ให้คนไทยทุกคนได้ภาคภูมิใจในพระปรีชาสามารถของพระองค์ท่าน”นายจตุพร กล่าว

ภายในงานยังจัดแสดง นวัตกรรมฝีมือคนไทย, พื้นที่สร้างแรงบันดาลใจด้านศิลปะ, การมอบ รางวัล IP Champion เพื่อเชิดชูเกียรติผู้ประกอบการไทยที่ใช้ทรัพย์สินทางปัญญาอย่างโดดเด่นทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงโซนสินค้าชุมชน OTOP และ GI ที่จะช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยและสร้างรายได้ให้กับชุมชน สอดคล้องกับนโยบาย “ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย”

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันการค้าระหว่างประเทศเผชิญความท้าทายจาก ภูมิรัฐศาสตร์, การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, และ มาตรการกีดกันทางการค้า เช่น ภาษีของสหรัฐฯ และมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรป ดังนั้น การพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศจึงมีความสำคัญยิ่งต่อการเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทย

“IP Fair 2025 คาดว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 150 ล้านบาท และเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับทรัพย์สินทางปัญญาไทยสู่เวทีโลก ไม่ใช่เพียงงานแสดงสินค้า แต่เป็นเวทีปลดปล่อยความคิด สร้างแรงบันดาลใจ และเชื่อมโยงทุกภาคส่วนให้ใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเต็มที่ ผมหวังว่างานนี้จะอยู่ในความทรงจำของพี่น้องประชาชน และจะขยายต่อไปทั่วทุกภูมิภาค ” นายจตุพร กล่าว

-(016)

ก้าวล้ำโลก! ครั้งแรกของไทย “จุฬาฯ” โชว์ศักยภาพ นวัตกรรมยารักษามะเร็งใหม่

ก้าวล้ำโลก! ครั้งแรกของไทย “จุฬาฯ” โชว์ศักยภาพ นวัตกรรมยารักษามะเร็งใหม่

ก้าวล้ำโลก! ครั้งแรกของไทย “จุฬาฯ” โชว์ศักยภาพ นวัตกรรมยารักษามะเร็งใหม่

วันอังคาร ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.39 น.

ในยุคที่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม (Innovation-based Economy) มีบทบาทสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมและพัฒนาผลงานของคณาจารย์ นักวิจัย นิสิต และนวัตกร ให้สามารถต่อยอดจากห้องปฏิบัติการไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลงานที่ได้รับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property: IP) ซึ่งแสดงถึงศักยภาพในการแข่งขันและพร้อมเข้าสู่กระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยี การลงทุน หรือการใช้งานในระดับสาธารณะอย่างมีประสิทธิภาพ

เพื่อเป็นเวทีในการประชาสัมพันธ์ผลงานเหล่านี้สู่สาธารณชน และเสริมสร้างโอกาสในการจับคู่ความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างเจ้าของผลงานกับภาคเอกชน นักลงทุนและพันธมิตรในระบบนิเวศนวัตกรรม ศูนย์นวัตกรรมแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CU Innovation Hub) จึงจัด “งาน CU Innovation & IP Expo 2025” นำเสนอผลงานที่ได้รับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาจากคณาจารย์ นักวิจัย นิสิต นวัตกร และผู้ประกอบการภายใต้ระบบนิเวศนวัตกรรมของมหาวิทยาลัย เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แรงบันดาลใจ และการสร้างเครือข่ายระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคส่วนต่างๆ อันเป็นกลไกสำคัญขับเคลื่อนจากผลงานวิชาการสู่การใช้ประโยชน์จริง โดยมี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นประธานเปิดงาน เมื่อวันจันทร์ที่  4 สิงหาคม 2568 ณ พารากอน ฮออล์  ศูนย์การค้าสยามพารากอน

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “งาน CU Innovation & IP Expo 2025 ไม่ใช่งานนิทรรศการจัดแสดงงานทางด้านนวัตกรรม แต่เป็นการรวบรวมนวัตกรรมที่ก้าวล้ำมาอยู่ที่นี่ เป็นงานกระตุ้นให้คนไทยหันมาเห็นความสำคัญว่าเรามีงานวิจัยระดับโลก ขณะเดียวกันเราอยากให้นักลงทุน ผู้ประกอบการได้เห็นศักยภาพของไทยเพื่อ 1. สร้างแรงบันดาลใจให้เชื่อมั่นว่าเราทำได้ 2. เป็นเวทีของการหาพันธมิตรร่วมกันทำงาน นอกจากนี้ยังได้สิทธิพิเศษอื่นๆ เช่น ลดหย่อนภาษีสูงสุด 300% ได้รับยกเว้นภาษีรายได้จากการใช้สิทธิทรัพย์สินทางปัญญา และยังได้ร่วมมือต่อยอดกับทีมวิจัยจุฬาฯ นี่คือบทบาทของมหาวิทยาลัยที่เปลี่ยนไป เราไม่ได้แค่สอนหนังสือ เราไม่ได้ผลิตงานวิจัยเพื่อใช้ในเชิงวิชาการ แต่ผลิตงานวิจัยเพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น”

ภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมในลักษณะหลากหลาย อาทิ การจัดแสดงผลงานนวัตกรรม การประกวดผลงานทรัพย์สินทางปัญญาที่ได้รับความสนใจมากที่สุด การสัมมนาทางวิชาการในประเด็นทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรม และกิจกรรมเจรจาความร่วมมือกับภาคธุรกิจเพื่อการอนุญาตให้ใช้สิทธิ (Licensing) และการร่วมลงทุน (Joint Venture) ซึ่งล้วนเป็นกลไกที่เอื้อต่อการต่อยอดผลงานให้เกิดการใช้ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างแท้จริง

ศ.ดร.วิเลิศ กล่าวต่อว่า งานครั้งนี้เป็นงานใหญ่ที่สุดงานหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่งานระดับประเทศ แต่เป็นงานระดับโลก เรามีงานอินโนเวชันโปรดักส์ทั้งหมด 50 ผลงาน คัดสรรจาก 5 กลุ่มอุตสาหกรรมที่จะสร้างอิมแพ็คให้กับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศมากที่สุด

ที่เป็นไฮไลท์ของงานคือ “ยาแอนติบอดีแบบใหม่ต่อ PD-1 สำหรับใช้ในการรักษาโรคมะเร็งแบบภูมิคุ้มกันบำบัด” ผลงานวิจัยของ อ.นพ.ไตรรักษ์ พิสิษฐ์กุล นักวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และรพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย งานวิจัยในกลุ่ม Deep Tech ที่เป็นงานวิจัยแนวหน้าในระดับโลก ซึ่งจะมีการลงนามถ่ายทอดเทคโนโลยีกับ ดร.แอน มารี คาร์โบเนล CEO บริษัท ออนโค่ซินเนอร์ยี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา  (OncoSynergy)ภายในงาน CU Innovation & IP Expo 2025

“เราไม่ได้ขายโครงการวิจัย แต่เราขายนวัตกรรมนำเงินมาสู่ประเทศ ฉะนั้น การที่มีบริษัทยาจากสหรัฐอเมริกามาขอซื้อนวัตกรรม แสดงให้เห็นถึง 1. คุณภาพในระดับโลก 2. ความเหนือกว่า ‘เราไม่ได้ก้าวทันโลก แต่เราก้าวล้ำโลก’ ขณะเดียวกันก็ต้องเข้าถึงในระดับรากหญ้าด้วย คือช่วยเหลือสังคม ช่วยเหลือประชาชนได้จริง” อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าว

งาน CU Innovation & IP Expo 2025 จึงไม่ใช่งานนิทรรศการ แต่เป็นการสร้าง Research Community หรือ Innovation Community ให้คนในแวดวงธุรกิจเข้ามาพบกัน  เป็นงานที่ให้นวัตกรมาเจอกับผู้ลงทุน ซึ่งมีนักลงทุนและผู้ประกอบการลงทะเบียนเข้าร่วมงานแล้วมากกว่า 200 ราย

 รศ.เภสัชกรหญิง ดร.จิตติมา ลัคนากุล ผู้อำนวยการศูนย์กลางนวัตกรรมแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเสริมว่า เป็นครั้งแรกที่มีบริษัทต่างชาติมาขอทำข้อตกลงถ่ายทอดเทคโนโลยี “ยาชีววัตถุโมเลกุลใหม่” ในประเทศไทย

“ยาตัวนี้ไม่ใช่เอาไปฉีดให้คนไข้ได้เลย แต่ OncoSynergy เห็นว่าผลการวิจัยของยาเราในระดับห้องปฏิบัติการมีศักยภาพสูงมาก เพราะเมื่อทำข้อตกลงกันแล้วยังต้องลงทุนทำวิจัยต่อเพื่อเข้าสู่การทดลองในระดับคลินิก คือนำองค์ความรู้ของเขามาทำวิจัยร่วมกับเราด้วย เราได้ทั้งเม็ดเงินจากการทำข้อตกลงเพื่อนำไปต่อยอดงานวิจัยได้ทั้งโนว์ฮาวจากเขาซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการขึ้นทะเบียนยาใหม่ ฉะนั้น มันคือการเกิด Real Assets Collaborative Project หรือสินทรัพย์จริงอันเกิดจากการทำโครงการร่วมกัน ที่อุตสาหกรรมยาบ้านเราไม่เคยมีมาก่อน”

ทางด้าน อ.ดร.นพ.ไตรรักษ์ พิสิษฐ์กุล หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาเชิงระบบ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า ปัจจุบันการรักษามะเร็งนอกจากการผ่าตัด ฉายแสง ให้ยาเคมีแล้ว มีการรักษารูปแบบใหม่คือ การใช้ “ภูมิคุ้มกันบำบัด” เพื่อช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายผู้ป่วยทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถทำลายเซลล์มะเร็งที่หลบหลีกภูมิคุ้มกันได้อย่างตรงเป้า ซึ่งเป็นการรักษาที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกอยู่แล้ว แต่คนไทยยังเข้าไม่ถึง ทำให้เสียโอกาส จุฬาฯ จึงทำวิจัยและพัฒนายาเพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาได้ ขณะเดียวกันก็ทำนวัต กรรมควบคู่กันไป

หลักการการทำงานของ “ยาแอนติบอดี” ต้านมะเร็งเป็นกลไกสำคัญ เนื่องจากเซลล์มะเร็งจะมีการสร้างโปรตีนที่ชื่อว่า PD-L1 ซึ่งมีความสามา รถในการจับกับโปรตีน PD-1 ที่อยู่บนเม็ดเลือดขาว และเมื่อโปรตีนทั้ง 2 ตัวนี้มาจับคู่กันเมื่อใดจะมีผลให้เม็ดเลือดขาวซึ่งมีหน้าที่ในการฆ่าทำ ลายสิ่งแปลกปลอมหยุดการทำงาน ทำให้ไม่สามารถกำจัดเซลล์มะเร็งได้ ฉะนั้น ยากลุ่ม “แอนติบอดี” จะเข้าไปขัดขวางการจับกันระหว่างโปรตีน PD-L1 บนเซลล์มะเร็ง กับโปรตีน PD-1 บนเม็ดเลือดขาว ทำให้เม็ดเลือดขาวกลับมาจัดการกับเซลล์มะเร็งได้ตามปกติ

“ยาแอนติบอดีแบบใหม่ต่อ PD-1 สำหรับใช้ในการรักษาโรคมะเร็งแบบภูมิคุ้มกันบำบัด” เป็นโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและภาครัฐ ปัจจุบันผ่านการทดลองในหนูแล้วปรากฏผลเป็นที่น่าพอใจ ทำให้ก้อนมะเร็งยุบตัวได้ดีมาก OncoSynergy บริษัทเอกชนที่พัฒนาภูมิคุ้มกันบำบัดสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งจากประเทศสหรัฐอเมริกาเห็นถึงศักยภาพนี้ จึงติดต่อขอลงนามเซ็นสัญญาการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อนำไปพัฒนาต่อยอดร่วมกับยาแอนติบอดีตัวใหม่อีกตัวของเขาให้เกิดเป็นสูตรยาใหม่ในรูปแบบการบำบัดแบบผสมผสาน (combination therapy) คาดว่าจะให้ประสิทธิภาพในการรักษามะเร็งสูงขึ้นมากกว่ายาเดี่ยว ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนอีกมาก โดยเราให้การสนับ สนุนทางวิชาการ ภายใต้เงื่อนไขว่าเมื่อสำเร็จจนจดทะเบียนเป็นยาตัวใหม่แล้วจะต้องให้ไทยเข้าถึงยาได้ในราคาที่สมเหตุสมผล

การลงนามข้อตกลงถ่ายทอดเทคโนโลยีนวัตกรรม “ยาแอนติบอดีแบบใหม่ต่อ PD-1 สำหรับใช้ในการรักษาโรคมะเร็งแบบภูมิคุ้มกันบำบัด” เป็นยาโมเลกุลใหม่ที่จุฬาฯ พัฒนาขึ้นโดยใช้ทุนวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและภาครัฐ ประกอบด้วยสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ภายใต้ข้อตกลงกับทางสหรัฐอเมริกาว่า เมื่อการวิจัยต่อยอดเป็นผลสำเร็จแล้ว คนไทยจะต้องเข้าถึงได้ในราคาที่สมเหตุสมผล ซึ่งเป็นเป้าหมายของการทำวิจัยเพื่อให้คนไทยเข้าถึงได้และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ตามนโยบายของจุฬาฯ ในการผลักดันงานวิจัยสู่ภายนอก

Highlight Booth จาก 5 กลุ่มเทคโนโลยี

กลุ่ม Food & Agriculture ได้แก่ นาโนวัคซีนแบบแช่สำหรับกระตุ้นภูมิคุ้มกันที่จำเพาะต่อไวรัส ISKNV ในปลากะพงขาว มี ศ.ดร.วันชัย อัศวลาภสกุล เป็นผู้วิจัยหลัก

กลุ่ม Health & Wellness ได้แก่ นวัตกรรมเครื่องดื่มช่วยป้องกันนิ่วปัสสาวะ HYDROZITLA มี ผศ.ดร.ชาญชัย บุญหล้า ผศ.ดร.ณัฐธิดา โชติช่วง เป็นผู้วิจัยหลัก

กลุ่ม Design ได้แก่ นวัตกรรมสิ่งทอชีวภาพสู่การออกแบบผลิตภัณฑ์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่ยั่งยืนตามแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ล้านนา สำหรับกลุ่มไมโครเจนเนอเรชั่น : ซิลเลนเนียลส์ มี ผศ.ชโรธรณ์ ทิพย์อุปถัมภ์ และ ศ.ดร.พัดชา อุทิศวรรณกุล เป็นผู้วิจัยหลัก

กลุ่ม Deeptech ได้แก่ Detachable Dissolvable Microneedle หรือ แผ่นแปะเข็มระดับไมโครชนิดละลายได้ มี Mineed Technology Co., Ltd. ศ.ดร.ศุภศร วนิชเวชารุ่งเรือง เป็นผู้วิจัยหลัก

กลุ่ม สิ่งแวดล้อม ได้แก่ Organic Flow Batteries for a Sustainable Future เทคโนโลยีแบตเตอรี่ไหลแบบอินทรีย์ใช้สารอินทรีย์ที่ปลอด ภัยแทนโลหะหนัก ช่วยลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม มี รศ.ดร.สุรเทพ เขียวหอม เป็นผู้วิจัยหลัก

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การลงนามข้อตกลงถ่ายทอดเทคโนโลยีนวัตกรรม ยาแอนติบอดีแบบใหม่ต่อ PD-1 สำหรับใช้ในการรักษาโรคมะเร็งแบบภูมิคุ้มกันบำบัด

การลงนามข้อตกลงถ่ายทอดเทคโนโลยีนวัตกรรม ยาแอนติบอดีแบบใหม่ต่อ PD-1 สำหรับใช้ในการรักษาโรคมะเร็งแบบภูมิคุ้มกันบำบัด

นวัตกรรมสิ่งทอชีวภาพสู่การออกแบบผลิตภัณฑ์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่ยั่งยืน

นวัตกรรมสิ่งทอชีวภาพสู่การออกแบบผลิตภัณฑ์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่ยั่งยืน

‘หมูเด้ง’ ปันน้ำใจ ส่งกำลังใจให้ชายแดนไทย เติมรอยยิ้มให้เด็กๆ

'หมูเด้ง' ปันน้ำใจ ส่งกำลังใจให้ชายแดนไทย เติมรอยยิ้มให้เด็กๆ

‘หมูเด้ง’ ปันน้ำใจ ส่งกำลังใจให้ชายแดนไทย เติมรอยยิ้มให้เด็กๆ

วันอังคาร ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.10 น.

‘สวนสัตว์เปิดเขาเขียว’ จับมือ Leila Toys มอบข้าวของเครื่องใช้มูลค่า 300,000 บาท ช่วยเหลือทหารและประชาชนชายแดนไทย–กัมพูชา พร้อม “ตุ๊กตาหมูเด้ง” เติมรอยยิ้มให้เด็กๆ

5 สิงหาคม 2568 สวนสัตว์เปิดเขาเขียว จังหวัดชลบุรี นำโดยนายณรงวิทย์ ชดช้อย ผู้อำนวยการสวนสัตว์เปิดเขาเขียว และนายศรีศักดิ์ สุขชุ่ม ผู้ช่วยผู้อำนวยการสวนสัตว์ฯ เป็นตัวแทนองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ รับมอบรายได้จากการจัดกิจกรรมการกุศล “Leila Toys x หมูเด้ง” ซึ่งจัดร่วมกับบริษัท ไลลา อมูเลทส์ จำกัด (Leila Toys) ผ่านการไลฟ์สดทาง Facebook และ TikTok เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคมที่ผ่านมา

การจัดกิจกรรมครั้งนี้ได้เปิดจำหน่ายสินค้าคอลเลกชั่นพิเศษ โดยมี “หมูเด้ง” ฮิปโปแคระขวัญใจชาวไทย เป็นพรีเซ็นเตอร์ และได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลามจากประชาชนทั่วประเทศ สามารถระดมเงินบริจาคได้รวมทั้งสิ้น 300,000 บาท โดยไม่มีการหักค่าใช้จ่าย เพื่อสนับสนุนเจ้าหน้าที่ทหารและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา จังหวัดสุรินทร์

นอกจากนี้ สวนสัตว์เปิดเขาเขียวยังได้นำ ตุ๊กตาหมูเด้ง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความน่ารักและกำลังใจไปมอบให้แก่เด็กๆในศูนย์พักพิงชั่วคราว เพื่อสร้างรอยยิ้มและเติมพลังใจให้กับครอบครัวที่กำลังเผชิญความยากลำบาก พร้อมทั้งมอบข้าวของเครื่องใช้มูลค่า 300,000 บาท เช่น ข้าวสาร อาหารแห้ง ยารักษาโรค และของใช้ส่วนตัวอื่นๆ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น

โดยในการส่งมอบสิ่งของช่วยเหลือในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากนายชำนาญ ชื่นตา ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ นายวีระชัย ประเสริฐโส รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ และ พลตรีไชยนคร กิจคณะ ผู้บัญชาการมณ ฑลทหารบกที่ 25 ร่วมเป็นผู้แทนรับมอบ ณ จังหวัดสุรินทร์ พร้อมแสดงความขอบ คุณต่อพลังแห่งความร่วมมือจากภาครัฐ เอกชนและประชาชน ที่รวมพลังน้ำใจ ส่งต่อความห่วงใยและกำลังใจไปยังพี่น้องในพื้นที่ชายแดน สะท้อนถึงสายใยความผูกพันและจิตวิญญาณแห่งการแบ่งปันที่งดงามของสังคมไทย

นายณรงวิทย์ กล่าวขอบคุณบริษัท Leila Toys และพี่น้องประชาชนทุกท่านที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมในครั้งนี้ว่า “นี่คือตัวอย่างของพลังความสามัคคีและน้ำใจของคนไทย ที่รวมพลังกันช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างอบอุ่นและจริงใจ”

สำหรับ “หมูเด้ง” นั้น ไม่ได้เป็นเพียงสัตว์ขวัญใจในโลกโซเชียล แต่ยังทำหน้าที่เป็นตัวแทนแห่งการอนุรักษ์และการส่งต่อพลังบวกจากสวนสัตว์สู่สังคม ในฐานะสัตว์ป่านอกถิ่นอาศัยที่มีบทบาทสำคัญทั้งในด้านการศึกษา วิจัย และการสื่อสารเรื่องการอนุรักษ์สัตว์ป่า ด้วยความน่ารักสดใสของ “หมูเด้ง” ทำให้เข้าถึงหัวใจของผู้คนได้ทุกเพศทุกวัย และกลายเป็นสัญลักษณ์ของความหวังและกำลังใจที่สวนสัตว์เปิดเขาเขียวส่งตรงถึงมือประชาชนทั่วประเทศ

-(016)

สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงเปิดงาน มหกรรมกองทุนแม่ของแผ่นดิน ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด “ก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 อ้อมกอดของแม่” สานต่อพระราชปณิธานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด

สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงเปิดงาน มหกรรมกองทุนแม่ของแผ่นดิน ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด “ก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 อ้อมกอดของแม่” สานต่อพระราชปณิธานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด

สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงเปิดงาน มหกรรมกองทุนแม่ของแผ่นดิน ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด “ก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 อ้อมกอดของแม่” สานต่อพระราชปณิธานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด

วันอังคาร ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.18 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปทรงเป็นองค์ประธานในงานมหกรรมกองทุนแม่ของแผ่นดิน ประจำปี 2568 “ก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 อ้อมกอดของแม่” พร้อมทอดพระเนตรวีดิทัศน์ “กองทุนแม่ของแผ่นดิน ก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 อ้อมกอดของแม่” และนิทรรศการต่าง ๆ ภายในงาน เมื่อวันจันทร์ที่ 4 สิงหาคม 2568 เวลา 17.00 น. ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 

โดยมี  นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายชัยพรรษ เสริมสุวรรณ  อธิบดีผู้พิพากษาภาค 1 พลโท อมฤต บุญสุยา  แม่ทัพภาคที่ 1 พลตำรวจโท สุรพล เปรมบุตร  ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พลตำรวจโท ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พร้อมข้าราชการ และคณะกรรมการจัดงาน ฯ เฝ้า ฯ รับเสด็จ

ในวาระพิเศษก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 ของกองทุนแม่ของแผ่นดิน เพื่อสานต่อพระราชปณิธานของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมุ่งมั่นอุทิศพระองค์ด้วยหัวใจแห่งความเป็นแม่ ทรงห่วงใยต่อภัยยาเสพติดด้วยน้ำพระราชหฤทัยของพระองค์ที่ทรงปกป้องอนาคตของลูกหลานไทย ภายในงานยังมีการจัดแสดงนิทรรศการผลการดำเนินงานของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด, นิทรรศการผลการดำเนินงานของหมู่บ้าน/ชุมชนกองทุนแม่ของแผ่นดินและนิทรรศการรูปแบบการแก้ไขปัญหายาเสพติดตามแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่จังหวัดต้นแบบ 12 จังหวัด ภายใต้แนวคิด  “ก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 อ้อมกอดของแม่” เพื่อถ่ายทอดพระมหากรุณาธิคุณตลอดจนการทำงานอย่างต่อเนื่อง ตลอดระยะเวลา 2 ทศวรรษ ด้วยความมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือและสร้างพลังความร่วมมือจากคนในชุมชนและหมู่บ้านทั่วประเทศให้ห่างไกลจากปัญหายาเสพติด

พลตำรวจโท ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (เลขาธิการ ป.ป.ส.) กล่าวว่า “การดำเนินงานกองทุนแม่ของแผ่นดินได้ก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 ซึ่งเป็นวาระสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในหมู่บ้านและชุมชนตามพระราชปณิธานฯ สำหรับงานมหกรรมในปี 2568 นี้ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีเสด็จฯ แทนพระองค์ เป็นองค์ประธานในพิธีพระราชทานเงินพระราชทานขวัญถุงกองทุนแม่ของแผ่นดินให้แก่หมู่บ้านชุมชนต้นกล้ากองทุนแม่ของแผ่นดิน ประจำปี 2568 จำนวน 1,528 แห่ง โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นผู้แทนเข้ารับพระราชทาน พร้อมผู้แทนภาคประชาชนกองทุนแม่ของแผ่นดินจากทั่วประเทศเข้าร่วมงาน ทั้งนี้ ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมของกองทุนแม่ของแผ่นดินตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ได้ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน สร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนสามารถจัดการปัญหายาเสพติดด้วยสันติวิธี มีการส่งเสริมอาชีพตามความถนัด ตลอดจนให้การดูแลและให้โอกาสแก่ผู้เคยผิดพลาดจากยาเสพติดได้กลับมาใช้ชีวิตในสังคมอย่างสงบสุข ควบคู่ไปกับการสร้างกลไกเฝ้าระวังเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ปัจจุบันมีหมู่บ้านชุมชนที่เข้าร่วมโครงการกองทุนแม่ของแผ่นดิน รวมทั้งสิ้น 28,646 แห่ง ส่งผลให้มีจำนวนหมู่บ้านกองทุนแม่ของแผ่นดินทั่วราชอาณาจักรรวมทั้งสิ้น 30,174 แห่ง ซึ่งสะท้อนถึงความสำเร็จเชิงคุณภาพที่สำนักงาน ป.ป.ส. มุ่งมั่นผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง”

 “กองทุนแม่ของแผ่นดิน” เป็นกองทุนที่มอบให้กับหมู่บ้าน/ชุมชน โดยมีเป้าหมายมุ่งขจัดปัญหายาเสพติดให้ได้ผลอย่างยั่งยืน ด้วยพลังความดีและความสามัคคีของชาวบ้าน โดยมีองค์ประกอบของกองทุน 3 ส่วน ได้แก่ ทุนศักดิ์สิทธิ์ คือ พระราชทรัพย์พระราชทานที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยสำนักงาน ป.ป.ส. ได้สมทบงบประมาณส่วนหนึ่ง เพื่อเป็นเงินขวัญถุงและเป็นศูนย์รวมจิตใจคนในหมู่บ้าน/ชุมชนให้ร่วมดำเนินงาน, ทุนศรัทธา การระดมเงินจากสมาชิกสมทบเข้ากองทุนแม่ของแผ่นดินในแต่ละหมู่บ้าน ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงทุนทางสังคมของหมู่บ้าน/ชุมชนที่ต้องการไม่ให้มีปัญหายาเสพติดในหมู่บ้านอย่างเป็นรูปธรรม และทุนปัญญา ที่ใช้พลังแห่งปัญญาในการหาวิธีการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ในการระดมทุนเพื่อขยายกองทุน จนสามารถนำไปใช้จ่ายเพื่อการแก้ไขปัญหายาเสพติดของหมู่บ้านได้อย่างเพียงพอต่อไป

เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวเพิ่มเติมว่า “ในโอกาสที่กองทุนแม่ของแผ่นดินก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 ขอเชิญชวนประชาชนคนไทยทุกคนร่วมกันสานต่อพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา กองทุนแม่ของแผ่นดินได้เป็นศูนย์รวมแห่งความดีงามที่สร้างพลังความร่วมมือของคนในชุมชนเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน ด้วยหัวใจแห่งความเป็นแม่ที่ทรงห่วงใยอนาคตของลูกหลานไทย เราทุกคนจึงต้องช่วยกันสร้างเกราะป้องกันให้แก่เยาวชนของเราต่อไป โดยสำนักงาน ป.ป.ส. จะมุ่งมั่นทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อให้การดำเนินงานบังเกิดผลเป็นรูปธรรมและยั่งยืนสืบไป ทั้งยังมุ่งหวังว่างานมหกรรมครั้งนี้จะเป็นเวทีสำคัญในการสร้างพลังใจ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และเสริมสร้างเครือข่ายกองทุนแม่ของแผ่นดินทั่วประเทศให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น เพื่อนำไปสู่การสร้างครอบครัวที่อบอุ่นและชุมชนที่ปลอดยาเสพติดอย่างยั่งยืน”

ประชาชนชาวไทยทุกคนสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดได้ด้วยการแจ้งเบาะแสยาเสพติด ผ่านสายด่วน ป.ป.ส. โทร. 1386

พลตำรวจโท ภาณุรัตน์ หลักบุญ 

โรบินฮู้ด เดลิเวอรี จัดแคมเปญ “Robinhood for Hero” ร่วมส่งต่อกำลังใจสู่ครอบครัวทหารกล้า

โรบินฮู้ด เดลิเวอรี จัดแคมเปญ “Robinhood for Hero” ร่วมส่งต่อกำลังใจสู่ครอบครัวทหารกล้า

โรบินฮู้ด เดลิเวอรี จัดแคมเปญ “Robinhood for Hero” ร่วมส่งต่อกำลังใจสู่ครอบครัวทหารกล้า

วันอังคาร ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.54 น.

สถานการณ์บ้านเมืองที่ผู้คนสนใจมากที่สุดในช่วงนี้ คงหนีไม่พ้นความขัดแย้งชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา ทำให้ทหารและพลเมืองจำนวนมากต้องสูญเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ เราได้เห็นทหารทำหน้าที่อย่างดีในการต่อสู้ปกป้องรักษาอธิปไตยของชาติจนนาทีสุดท้าย ล่าสุด  โรบินฮู้ด เดลเวอรี่ ขอเป็นหนึ่งในการส่งต่อน้ำใจแทนคนไทยทั้งประเทศ กับแคมแปญส่งต่อกำลังใจให้ครอบครัวเหล่าทหารกล้า ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อย่างไม่ย่อท้อ ตามแนวชายแดน ไทย-กัมพูชา

โดยโรบินฮู้ด เดลิเวอรี จัดแคมเปญ “Robinhood for Hero” ร่วมส่งต่อกำลังใจสู่ครอบครัวทหารกล้า เดินหน้าสานต่อพันธกิจ “แอปไทยเพื่อคนไทย” เปิดตัวแคมเปญ “Robinhood for Hero” เชิญชวนผู้ใช้งานร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อพลังใจสู่ครอบครัวของวีรบุรุษไทย ผ่านการสั่งอาหารที่มาพร้อมการบริจาคโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ภายใต้แนวคิด “ทุกออเดอร์ของคุณ คือการดูแลครอบครัววีรบุรุษของเรา”

เพียงผู้ใช้งานกรอกโค้ดโปรโมชั่น “RBH4HERO” ขณะสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชัน โรบินฮู้ด เดลิเวอรี ระบบจะทำการ สมทบเงินบริจาคจำนวน 10 บาทต่อออเดอร์ ให้แก่ครอบครัวของเจ้าหน้าที่ทหารผู้เสียสละ เพื่อเป็นอีกหนึ่งแรงสนับสนุนและกำลังใจ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากผู้ใช้งานแต่อย่างใดโค้ดโปรโมชั่นสามารถใช้ได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง ตลอดระยะเวลาแคมเปญ ตั้งแต่วันนี้้ -31 สิงหาคม 2568 ผู้ที่สนใจสามารถร่วมแคมเปญได้ที่: https://go.rbh.app/PAgI/rbhn1o68

นายพงศ์ปณต อิงคสิทธิ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจ โรบินฮู้ด เดลิเวอรี่ กล่าวว่า สำหรับหลักปรัชญาในการบริหารธุรกิจของโรบินฮูดนั้น  เชื่อว่าการทำธุรกิจคือการเกื้อกูลกัน ไม่ได้มุ่งแค่การหากำไรสูงสุด แต่เป็นการสร้างคุณค่าร่วมกัน ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจควรได้รับประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นคู่ค้า ลูกค้า หรือพนักงาน โรบิฮู้ดมองว่าธุรกิจของเราต้องทำอะไรที่สร้างคุณค่าและมีความหมายให้กับสังคม นอกจากนี้ยังเชื่อว่าต้องเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงในทุกๆ ด้าน เพราะธุรกิจมีขึ้นและลง สิ่งสำคัญคือการตั้งมั่นในหลักการที่ยึดถือของโรบินฮู้ด

3 ประธานเครือซีพี” มอบทุนการศึกษาแก่บุตรทหารกล้าผู้เสียชีวิตจากเหตุไม่สงบชายแดนไทย–กัมพูชา สนับสนุนจนจบปริญญาตรี พร้อมเปิดโอกาสเข้าทำงานในเครือฯ

3 ประธานเครือซีพี” มอบทุนการศึกษาแก่บุตรทหารกล้าผู้เสียชีวิตจากเหตุไม่สงบชายแดนไทย–กัมพูชา สนับสนุนจนจบปริญญาตรี พร้อมเปิดโอกาสเข้าทำงานในเครือฯ

3 ประธานเครือซีพี” มอบทุนการศึกษาแก่บุตรทหารกล้าผู้เสียชีวิตจากเหตุไม่สงบชายแดนไทย–กัมพูชา สนับสนุนจนจบปริญญาตรี พร้อมเปิดโอกาสเข้าทำงานในเครือฯ

วันอังคาร ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.30 น.

เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพี ร้อยเรียงความดีสู่ประเทศชาติและสังคม เดินหน้าสานต่อค่านิยมองค์กร “สามประโยชน์” ประกาศมอบทุนการศึกษาและค่าครองชีพแก่บุตรและบุตรีของทหารกล้าที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา เพื่อสนับสนุนให้เยาวชนเหล่านี้ได้เรียนจนจบระดับปริญญาตรี พร้อมเปิดโอกาสให้เข้าทำงานในบริษัทในเครือ

การสนับสนุนทุนการศึกษาครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของ “โครงการทุนการศึกษาเครือเจริญโภคภัณฑ์” ซึ่งก่อตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือและสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่เยาวชนไทย โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สำคัญของประเทศ อันสะท้อนถึงความห่วงใยและความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรอย่างต่อเนื่อง

นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า “เครือเจริญโภคภัณฑ์ดำเนินธุรกิจโดยยึดมั่นใน ‘หลักสามประโยชน์’ คือ ประโยชน์ต่อประเทศชาติ ประโยชน์ต่อประชาชน และประโยชน์ต่อองค์กรมาโดยตลอด การตอบแทนความเสียสละของทหารกล้า ผ่านการดูแลครอบครัวของพวกเขา จึงเป็นการแสดงออกถึงความตั้งใจของเราที่จะยืนหยัดเคียงข้างสังคมไทย ด้วยความเคารพอย่างสูงต่อผู้ที่อุทิศชีวิตเพื่อแผ่นดิน”

ด้าน นายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า “ซีพีเชื่อมั่นว่าความดีต้องได้รับการจดจำและส่งต่อเป็นแรงบันดาลใจ โครงการมอบทุนในครั้งนี้จึงเป็นการสานต่อคุณค่าของความเสียสละให้คงอยู่ โดยเครือฯ จะไม่เพียงรำลึกถึง แต่จะดูแลครอบครัวของวีรบุรุษเหล่านี้ให้มีโอกาสดำเนินชีวิตต่อไปอย่างสง่างาม”

ขณะที่ นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “การศึกษาคือกุญแจสำคัญของอนาคตที่ยั่งยืน บุตรหลานของทหารกล้าสมควรได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ ทั้งในด้านการเรียนรู้และการทำงานในอนาคต พวกเขาคือครอบครัวของวีรบุรุษผู้ปกป้องประเทศ และซีพีจะไม่ปล่อยให้พวกเขาเดินลำพัง”

เครือเจริญโภคภัณฑ์ยังคงยืนยันความมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนธุรกิจควบคู่ไปกับการสร้างสรรค์สิ่งดีงามเพื่อประเทศชาติและประชาชน ภายใต้ค่านิยม “สามประโยชน์” ที่เป็นหัวใจขององค์กรมาโดยตลอด

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ ฝึกพูดเขมรวันละประโยค

บทความพิเศษ : 'รู้เขา รู้เขมร' ฝึกพูดเขมรวันละประโยค

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ ฝึกพูดเขมรวันละประโยค

วันอังคาร ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เนื่องจากประชาชนชาวกัมพูชาส่วนใหญ่พูดภาษาไทยและอังกฤษไม่ได้  ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ ทหารตำรวจและคนไทยผู้ปฏิบัติงานชายแดนไทย-กัมพูชา ควรจะมีความรู้ภาษากัมพูชาไว้ตามสมควร    เพราะคนเรานั้นจะดีใจถ้ามีคนต่างชาติมาพูดภาษาของตนได้ คล้ายคนไทยได้พบคนญี่ปุ่นหรือฝรั่งมาทักทายด้วยคำว่า  “สวัสดี” หรือ”ขอบคุณ”

บทความต่อไปนี้ ได้รวบรวมคำภาษากัมพูชา 100 ประโยค ที่น่าจะมีความสำคัญในการติดต่อสื่อสารพื้นฐาน  อันจะสร้างมิตรไมตรี ชนะใจชาวเขมร โดยไม่ต้องยิงปืนให้เสียกระสุน หรือเสียเลือดสักหยดเดียว

ถ้าทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ชายแดนไทย  จะฝึกพูดคำภาษาเขมรวันละประโยค สัก 30 วัน 30 ประโยค  ก็จะทำให้สถานะการณ์ต่างๆดีขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ

คำทักทายทั่วไป

1.             ជំរាបសួរ — ชม เรียบ ซัว (สวัสดีครับ/ค่ะ)

2.             សុខសប្បាយទេ? — ซก สับบาย เต๊ะ? (คุณสบายดีไหม?)

3.             អរគុណ — ออกุน (ขอบคุณครับ/ค่ะ)

4.             សូមអភ័យទោស — โซม อัปฮัย โต๊ะ (ขอโทษครับ)

5.             ទទួលបានសុខភាពល្អទេ? — ตะตวล บาน ซกคะพียบ หลอ เต๊ะ? (สุขภาพดีไหม?)

การตรวจสอบและคำสั่งพื้นฐาน

6.             សូមឈប់ស្ដាប់ — โซม ฉุบ ซดับ (กรุณาหยุดฟัง)

7.             សូមបង្ហាញប័ណ្ណសម្គាល់ — โซม บองฮาย บัน ส็อมกัล (แสดงบัตรประจำตัว)

8.             អ្នកមានឯកសារទេ? — แนก เมียน เอกะสา เต๊ะ? (คุณมีเอกสารไหม?)

9.             សូមចាំមួយភ្លែត — โซม จัม มวย เพล้ด (กรุณารอสักครู่)

10.          អ្នកមកពីណា? — แนก มอก ปี นา? (คุณมาจากที่ไหน?)

ความปลอดภัยและความร่วมมือ

11.          យើងមិនចង់បង្កវិបត្តិទេ — เยิง มิน จอง บองก็อ วิบัต เต๊ะ (เราไม่ต้องการสร้างปัญหา)

12.          យើងជាមិត្ត — เยิง เจีย มิด (เราเป็นมิตร)

13.          សូមចេះធ្វើការរួម — โซม เจะ ทเวอ การ ร่วม (กรุณาร่วมมือกัน)

14.          តើមានការគំហើតអ្វី? — เตอ มีน การ โคฮอท อะเวย์? (เกิดอะไรขึ้น?)

15.          សូមរក្សាសន្តិសុខ — โซม ร็อกซา ซ็อนติสกุ๊ก (กรุณารักษาความปลอดภัย)

คำสั่งในภาวะฉุกเฉิน

16.          ចូររត់! — โจ รต! (วิ่งเร็ว!)

17.          ចូលក្នុងទីកន្លែងសុវត្ថិភាព — โจล กนง ตีกันแลง ซ็วัตทิพียบ (เข้าไปในที่ปลอดภัย!)

18.          មិនអាចទៅបានទេ — มิน อาจ โตว์ บาน เต๊ะ (ไปไม่ได้ครับ)

19.          ចាប់គេ! — จับ เก! (จับเขา!)

20.          សូមព្យាបាលបឋម — โซม เปียบาน บัตถม (ช่วยปฐมพยาบาล)

การฝึกซ้อมและการทำงานร่วมกัน

21.          យើងត្រូវបង្កើតសមត្ថភាពរួម — เยิง ตร็ว บองก็อ ซ็อมอัตทะพียบ ร่วม (เราต้องพัฒนาศักยภาพร่วมกัน)

22.          សូមអនុវត្តការបណ្តុះបណ្តាល — โซม อะนุวัต การ บอนด็อก บอนดาล (กรุณาฝึกอบรม)

23.          យើងត្រូវសហការ — เยิง ตร็ว สะฮะกา (เราต้องร่วมมือกัน)

24.          សូមរៀបចំឯកសារត្រូវគ្នា — โซม เรียบจ็อม เอกะสา ตร็ว กนีย์ (เตรียมเอกสารให้ตรงกัน)

25.          សូមអនុញ្ញាតឱ្យចូល — โซม อะนุนยาต ออย โจล (กรุณาอนุญาตให้เข้า)

การตรวจค้นและการสื่อสารกับประชาชน

26.          តើអ្នកយល់ពីនេះទេ? — เตอ แนก ยล ปี นี้ เต๊ะ? (คุณเข้าใจสิ่งนี้ไหม?)

27.          អ្នកអាចឆ្លើយសំណួរបានទេ? — แนก อาจ ฉฺลอย ซ็อมนัวร์ บาน เต๊ะ? (คุณตอบคำถามได้ไหม?)

28.          សូមបើកថង់ — โซม เบิก ถง (เปิดกระเป๋าด้วยครับ)

29.          សូមបង្ហាញខ្លួន — โซม บองฮาย ขฺลวน (กรุณาแสดงตัวตน)

30.          តើអ្នកជឿជាក់ថា… ? — เตอ แนก เจือเจียก ท่า…? (คุณมั่นใจไหมว่า…?)

31.          ចូរបង្ហាញផ្លូវ — โจ บองฮาย พลว (กรุณาชี้ทาง)

32.          អាចជួយយើងបានទេ? — อาจ จวย เยิง บาน เต๊ะ? (ช่วยเราได้ไหม?)

33.          តើមានឧបសគ្គអ្វី? — เตอ มีน อุปะสะกะ อะเวย์? (มีอุปสรรคอะไรไหม?)

34.          សូមស្នើអាជ្ញា — โซม ซฺนา อาจฺญา (ขออนุญาต)

35.          កុំភ័យ — กฺม ผัย (ไม่ต้องกลัว)

36.          ចាំខ្ញុំមួយភ្លែត — จัม ขฺญม มวย เพล้ด (รอผมสักครู่)

37.          ចូលតាមខ្សែ — โจล ตาม ขฺแซ (เข้าแถว)

38.          ប្រញាប់ឡើង — ปฺรัญยับ เลิง (รีบหน่อย)

39.          កុំចាប់ខុសមនុស្ស — กฺม จับ โคฮ มนุษย์ (อย่าจับคนผิด)

40.          សូមរាយការណ៍ទៅសេនាបញ្ញត្តិ — โซม เรียกา โตร เซนา บัญญัต (รายงานผู้บังคับบัญชา)

การเจรจาและการทำงานร่วมกับฝ่ายตรงข้าม

41.          យើងមិនសកម្មលើការប្រឆាំងទេ — เยิง มิน สกัม เลอ การ ปรฺชัง เต๊ะ (เราไม่ตั้งใจจะเป็นฝ่ายต่อต้าน)

42.          សូមចេះស្តាប់គ្នា — โซม เจะ ซดับ กฺนีย์ (ขอให้ฟังกัน)

43.          យើងមានគោលបំណងល្អ — เยิง มีน โกล บำนัง หลอ (เรามีเจตนาดี)

44.          យើងមិនមែនជាសត្រូវ — เยิง มิน เมน เจีย สัตฺตรูว์ (เราไม่ใช่ศัตรู)

45.          តើអាចចរចាបានទេ? — เตอ อาจ จอรจา บาน เต๊ะ? (เราสามารถเจรจาได้ไหม?)

46.          ចូរនិយាយដោយសន្តិ — โจ นิยา โดย สันติ (พูดอย่างสันติ)

47.          សូមសាងសុខភាព — โซม สาง ซกคะพียบ (สร้างความเป็นสุขด้วยกัน)

48.          មិនអាចបញ្ចេញអាវុធបានទេ — มิน อาจ บัญเจญ อาวุธ บาน เต๊ะ (ห้ามใช้อาวุธ)

49.          យើងត្រូវគោរពសន្ធិសញ្ញា — เยิง ตร็ว โกโรป ซนทิซัญญา (เราต้องเคารพข้อตกลง)

50.          សូមប្រកាសច្បាប់ — โซม ปรกาส จฺบับ (กรุณาประกาศกฎ)

51.          អ្នកមានភារកិច្ចអ្វី? — แนก เมียน พีรกิจ อะเวย์? (คุณมีหน้าที่อะไร?)

52.          សូមមើលទៅអនាគត — โซม เมิล โตร อะนาโกต (ขอให้มองไปสู่อนาคต)

53.          កុំប្រើកម្លាំង — กฺม ปฺรอ กำลัง (ห้ามใช้กำลัง)

54.          ចូរជជែកដោះស្រាយ — โจ เจเจก ดอซราย (พูดคุยเพื่อแก้ไข)

55.          យើងអាចធ្វើឱ្យសន្តិភាពបាន — เยิง อาจ ทเวอ ออย ซนทิพียบ บาน (เราสามารถสร้างสันติภาพได้)

56.          សូមគោរពមនុស្ស — โซม โกโรป มนุษย์ (กรุณาเคารพคนอื่น)

57.          សូមមិនមើលបញ្ហាជាសត្រូវ — โซม มิน เมิล บัญหา เจีย สัตฺตรูว์ (ขอให้ไม่มองปัญหาเป็นศัตรู)

58.          ខ្ញុំមានការងារសំខាន់ — ขฺญม มีน การงาน ซ็อมขัน (ฉันมีภารกิจสำคัญ)

59.          សូមស្នាក់នៅទីនេះជាបណ្តោះអាសន្ន — โซม สนาก เนอ ตีนิ เจีย บอนดอฮ อาสน (กรุณาอยู่ที่นี่ชั่วคราว)

60.          យើងត្រូវបញ្ជូនព័ត៌មាន — เยิง ตร็ว บัญโจน ผอ มนูน (เราต้องส่งข้อมูล)

การติดต่อกับชุมชนและองค์กรท้องถิ่น

61.          យើងមកជាមួយសេរីភាព — เยิง มอก เจีย มวย เซริพียบ (เรามาพร้อมสันติภาพ)

62.          សូមជួយសហការជាមួយយើង — โซม จ่วย สะฮะกา เจีย มวย เยิง (ขอให้ร่วมมือกับเรา)

63.          យើងចង់ស្ថាបនាអនាគតល្អ — เยิง จอง สถาปนา อะนาโกต หลอ (เราต้องการสร้างอนาคตที่ดี)

64.          តើអ្នកជាសហគមន៍នេះទេ? — เตอ แนก เจีย สะฮะคุม นี้ เต๊ะ? (คุณอยู่ชุมชนนี้ใช่ไหม?)

65.          សូមផ្តល់ព័ត៌មានអំពីតំបន់នេះ — โซม ผดัล ผอมมนูน ออมปี ตำบน นี้ (ขอข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่นี้)

66.          យើងមិនមែនជាអ្នកវាយប្រហារ — เยิง มิน เมน เจีย แนก เวียบรอหา (เราไม่ใช่ผู้รุกราน)

67.          អ្នកអាចប្រាប់ឱ្យយើងដឹងបានទេ? — แนก อาจ ปรัป ออย เยิง เดิง บาน เต๊ะ? (ช่วยบอกเราหน่อยได้ไหม?)

68.          សូមមិនបង្កការភ័យខ្លាច — โซม มิน บองก็อ การ ผัย ขฺลาจ (กรุณาอย่าสร้างความกลัว)

69.          តើមានសាលារៀននៅក្បែរ? — เตอ มีน ซาลาเรียน เนอ กแบร์? (มีโรงเรียนใกล้ ๆ ไหม?)

70.          យើងចង់ជួយការអភិវឌ្ឍ — เยิง จอง จ่วย การ อะพิวด (เราต้องการช่วยพัฒนา)

71.          អ្នកអាចជាសមាជិក — แนก อาจ เจีย สมาจิก (คุณเป็นสมาชิกได้)

72.          សូមមើលទៅការរួមគ្នា — โซม เมิล โตร การ ร่วม กนีย์ (มองไปที่ความร่วมมือกัน)

73.          យើងមានគោលបំណងសុវត្ថិភាពសង្គម — เยิง มีน โกล บำนัง ซ็วัตทิพียบ ซ็องกม (เรามุ่งมั่นสร้างความปลอดภัยในสังคม)

74.          សូមកុំបង្កភាពអវិជ្ជមាន — โซม กฺม บองก็อ พีียบ อวิจฺญามีน (อย่าก่อให้เกิดผลลบ)

75.          សូមជួយពង្រឹងសន្តិភាព — โซม จ่วย ปงรึง ซ็นทิพียบ (ช่วยส่งเสริมสันติภาพ)

76.          តើអ្នកមានគំនិតអ្វី? — เตอ แนก มีน กุมนิท อะเวย์? (คุณมีความคิดเห็นไหม?)

77.          យើងមិនចង់ជាសត្រូវទេ — เยิง มิน จอง เจีย สัตตรู เต๊ะ (เราไม่อยากเป็นศัตรู)

78.          សូមឲ្យយើងដឹងព័ត៌មានច្បាស់ — โซม ออย เยิง เดิง ผอมมนูน จฺบาซ (ขอข้อมูลให้ชัดเจน)

79.          អ្នកអាចប្រាប់អំពីប្រវត្តិសាស្ត្របានទេ? — แนก อาจ ปรัป ออมปี ประวัติศาสตร์ บาน เต๊ะ? (ช่วยเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ได้ไหม?)

80.          យើងគួរពិភាក្សាជាសន្តិ — เยิง กัวร์ พิภาคสา เจีย ซนทิ (เราควรหารืออย่างสันติ)

การนำทาง การเคลื่อนกำลัง และภารกิจภาคสนาม

81.          សូមបង្ហាញផ្លូវទៅគន្លងសកម្មភាព — โซม บองฮาย พลว โตร กนฺลอง สกัมพีบบ (แสดงเส้นทางไปพื้นที่ปฏิบัติการ)

82.          ខ្ញុំត្រូវទៅបំពេញបេសកម្ម — ขฺญม ตร็ว โตร บอมเพิน เบสกัม (ผมต้องไปปฏิบัติภารกิจ)

83.          សូមបញ្ជាក់ទីតាំង — โซม บัญเจก ตีตัง (กรุณายืนยันตำแหน่ง)

84.          តើអាចជួយបញ្ជូនឯកសារ? — เตอ อาจ จ่วย บัญโจน เอกะสา? (ช่วยส่งเอกสารได้ไหม?)

85.          យើងចង់កំណត់ផែនទី — เยิง จอง กำหนด แผนที่ (เราต้องการจัดทำแผนที่)

86.          កុំបញ្ចេញអាវុធ — กฺม บัญเจญ อาวุธ (ห้ามใช้อาวุธ)

87.          សូមរៀបចំចំណតយានយន្ដ — โซม เรียบจ็อม จ็อมน็อต ยานยนต์ (จัดการจุดจอดรถ)

88.          ខ្ញុំត្រូវឃ្លាំមើល — ขฺญม ตร็ว ขฺลัม เมิล (ฉันต้องเฝ้าระวัง)

89.          ចូរជួយយកឧបករណ៍ — โจ จ่วย ยก อุปะกอน (ช่วยนำอุปกรณ์มาให้หน่อย)

90.          កុំចូលតំបន់គ្រោះថ្នាក់ — กฺม โจล ตำบน ครัวถานัก (อย่าเข้าไปในพื้นที่อันตราย)

91.          សូមបញ្ជូនសារជាបន្ទាន់ — โซม บัญโจน สารา เจีย บอนตอน (ส่งข้อความด่วนให้หน่อย)

92.          សូមជួយស្កេនទីតាំង — โซม จ่วย สเกน ตีตัง (ช่วยสแกนพื้นที่)

93.          យើងត្រូវរាយការណ៍ទៅមជ្ឈមណ្ឌល — เยิง ตร็ว เรียกา โตร มัจฺฉมนฺดล (เราต้องรายงานไปศูนย์กลาง)

94.          សូមរៀបចំកម្លាំង — โซม เรียบจ็อม กำลัง (เตรียมกำลังพล)

95.          ចូររួមការងារ — โจ ร่วม การงาน (ร่วมกันทำงาน)

96.          យើងត្រូវចេញដំណើរត្រឹមម៉ោងនេះ — เยิง ตร็ว เจญ ดำนอว์ เตริม มอง นี้ (เราจะออกเดินทางตอนนี้)

97.          កុំយូរពេក — กฺม ยู เปก (อย่าใช้เวลานานเกินไป)

98.          សូមអនុវត្តន៍យ៉ាងតឹងរ៉ឹង — โซม อะนุวัต อย่าง เติงเริง (ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด)

99.          ត្រូវកត់ត្រាទុកជាលាយលក្ខណៈ — ตร็ว กดตรา ทุก เจีย ลายลักษณะ (ต้องบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์)

100.        សូមជូនពរជ័យជំនះ — โซม จูนปอ เจย จมเนี้ยะ (ขอให้ประสบชัยชนะ)

โดย สุริยพงศ์

คุณแหน : 5 สิงหาคม 2568

คุณแหน : 5 สิงหาคม 2568

คุณแหน : 5 สิงหาคม 2568

วันอังคาร ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • เมื่อบรรยากาศในสหรัฐฯ สุดร้อนระอุ เพราะมีมติมหาชนต้องการให้ ประธานาธิบดีทรัมป์ เปิดเผยการสอบสวนการดำเนินคดี ข้อมูลรวมเอกสารลับเกี่ยวกับคดีและสำคัญสุดสาเหตุการตายที่แท้จริงของนักธุรกิจจอมฉาวอดีตเพื่อนสนิทของทรัมป์ JEFFREY EPSTEIN ดังนั้น 29 ก.ค. ทรัมป์ จึงไปปรากฏตัวที่เมืองเทิร์นเบอร์รี สกอตแลนด์ เพื่อเป็นประธานในพิธีเปิดเฉลิมฉลอง “ทรัมป์กอล์ฟรีสอร์ท” ริมชายฝั่งอเบอร์ดีน ทราบกันว่าทรัมป์มีความผูกพันกับสหราชอาณาจักรสูง เพราะมารดาเขา MARY ANNE MACLEOD เป็นชาวสกอตและอีกประการหนึ่งเขามีความเคารพเลื่อมใสในราชวงศ์อังกฤษมาก และในวันที่ 17 ก.ย.นี้ เขาจะเป็นผู้นำคนแรกในประวัติการณ์ที่ได้รับเชิญอย่างเป็นทางการไปเข้าเฝ้าที่พระราชวังวินด์เซอร์ถึง 2 ครั้ง… อย่างไรก็ดีแม้ทรัมป์จะนำเงินลงทุนกอล์ฟรีสอร์ทดังกล่าวจำนวนมหาศาล แต่ชาวสกอตเองก็ยังแบ่งออก 2 ฝ่าย ฝ่ายแรก มีความภูมิใจที่ลูกหลานชาวสกอตได้ดีเป็นถึง “บุรุษผู้มีพลานุภาพที่สุดในโลก” ส่วนฝ่ายหลัง ชาวสกอตเป็นคนที่รักและอนุรักษ์ธรรมชาติมากที่สุดชายฝั่งอเบอร์ดีน พวกเขาทะนุถนอมให้เป็นสภาพธรรมชาติมาเป็นพันปี ทรัมป์มาลงทุนเป็นหลักแหล่ง ทำให้สิ่งแวดล้อมต้องเสียหาย นอกจากนั้นกองทัพ “SECRET SERVICE” คุ้มกันท่านแต่ละเที่ยวจะมีจำนวนกว่า 400 คนซ้ำติดตามด้วย FCตามแห่ด้วย เมืองเทิร์นเบอร์รีจะต้องเพี้ยนไปเลย…
  • การคัดเลือกผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพิ่งผ่านไปหมาดๆ ก็ยังมีการวิพากษ์วิจารณ์กันถึงหลักการและเหตุผล เราก็ได้รายงานเรื่องราวให้ทราบพร้อมทั้งย้ำว่า ทัศนคติของอารยะประเทศเขาคิดว่า บางครั้งองค์กรจะก้าวหน้าไปอีกระดับได้จำเป็นต้องมีผู้บริหารที่มีโลกทัศน์กว้างไกล ซึ่งส่วนใหญ่มาจากภายนอกองค์กร วาระก่อนได้ยกตัวอย่างประกอบการสนับสนุนแนวคิด “คนนอก” จากเรื่อง “บรรษัท GENERAL MOTOR” ครั้งนี้จะยกตัวอย่างประกอบ “คนใน” ของไทยบ้างกล่าวคือ ธนาคารใหญ่เก่าแก่ของไทย “ธนาคารกรุงเทพ จก.” มีความเจริญรุ่งเรืองมาโดยตลอดหลายทศวรรษ จวบจนท่าน กก. ผจก.ใหญ่ในขณะนั้น ชิน โสภณพนิช มีวิชั่นที่จะโกอินเตอร์สร้างกิจการค้าในต่างประเทศให้ธนาคารฯ แต่ตัวท่านไปดำเนินการตามนโยบายดังกล่าว จำเป็นต้องมีผู้มารับภารกิจในตำแหน่ง กก.ผจก.ใหญ่ ต่อไป ขณะนั้น ท่านบุญชู โรจนเสถียร ดำรงตำแหน่งรอง กก.ผจก. ใหญ่ ประเด็นสำคัญคือท่านบุญชู เป็นบุคคลที่มีความสามารถรอบรู้ด้านแบงก์กิ้งสูง อีกทั้งเป็นผู้นำที่ผองพนักงานแบงค์ยอมรับ ผู้บริหารอาวุโสทั้งปวงของธนาคารฯ จึงเห็นพ้องต้องการที่สนับสนุนท่าน “อาจารย์ใหญ่” ขึ้นรับตำแหน่งโดยไม่ต้องเสาะแสวงหาจากภายนอก (ไม่กี่ปีต่อมาธนาคารกรุงเทพก็กลายเป็นธนาคารพาณิชย์ใหญ่ที่สุดในอาเซียน)…
  • ดีใจกับ กษมา หลุยลาภประเสริฐ ทำงานมา 19 ปีที่ยาวนาน เพิ่งสอบบรรจุเป็นข้าราชการที่ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้แล้ว…แบบนี้ต้องฉลอง…
  • สวดพระอภิธรรม สุรัชต์ ธวัชโยธิน วันที่ 2-6 ส.ค. 19.30 น. ณ วัดหนองวัลย์เปรียง ต. ทุ่งคอก อ.สองพี่น้อง จ. สุพรรณบุรี และ ฌาปนกิจ 7 ส.ค.15.00 น…
  • นอกจากเป็นฟรีแลนซ์รับงานอีเว้นท์ ออร์แกไนซ์ และอาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัยแล้ว อ.ฐิติวรรณ์ มหาวิจิตร มีภารกิจครอบครัวอีกหลายเรื่อง อาทิ ดูแลคุณลุง-คุณป้า พล.อ.ท.เจริญ-ดุษฎี อยู่เจริญ ไปพบแพทย์ตามนัด , ดูแลหลานอา แพรพลอย ลูกพี่ชาย นันทวิทย์ และถ้าพอมีเวลาก็จะขับรถไป-กลับ อยุธยา เพื่อดูบิดา ประไพ มหาวิจิตร อีกด้วย…ขอปรบมือให้หญิงแกร่ง แบ่งเวลาได้ลงตัวจริงๆ…
  • ช่วงนี้ต้องอยู่พักรักษาอยู่กับบ้านเป็นเวลาแรมเดือน เพราะโรคกล้ามเนื้ออักเสบเฉียบพลัน แต่ รศ. ดร.นันทนา รณเกียรติ ยังคงแต่งตัวสวยงามทุกวันด้วยความเคยชิน จนบางครั้งแม้แต่สามี สุรินทร์ ยังเอ่ยปากถามด้วยความฉงนว่า “จะออกไปไหนหรือ?”

บารอนเนส

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ วิธีสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนชายแดนไทย–กัมพูชา สำหรับทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ชายแดน

บทความพิเศษ : 'รู้เขา รู้เขมร' วิธีสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนชายแดนไทย–กัมพูชา  สำหรับทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ชายแดน

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ วิธีสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนชายแดนไทย–กัมพูชา สำหรับทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ชายแดน

วันจันทร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

1. ความสำคัญของการสร้างความสัมพันธ์

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา สถานการณ์ระหว่างไทย กัมพูชา  ได้ทวีความตึงเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การปิดพรมแดนที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่การปิดกั้นเส้นทางการค้าหรือการสัญจรของประชาชนเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตประจำวันและการปฏิบัติหน้าที่ของทุกคน

ชายแดนนั้นไม่ใช่เป็นเพียงเส้นแบ่งเขตประเทศ แต่คือพื้นที่ของชีวิต ความสัมพันธ์ และประวัติศาสตร์ร่วม   ดังนั้นทหาร  ตำรวจ  และเจ้าหน้าที่ชายแดนจึงต้องไม่มองพื้นที่นี้แค่เพียงเป็นจุดตรวจหรือเขตเฝ้าระวัง      แต่เป็นพื้นที่ซึ่งต้องร่วมกันสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืน       การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชาวบ้านทั้งฝั่งไทยและกัมพูชา เป็นเครื่องมือ “รบโดยไม่ต้องรบ” ที่ทรงพลัง โดยเฉพาะในยุคที่สงครามไม่ใช่แค่การใช้อาวุธ แต่คือการแข่งกันสร้างอิทธิพลและความไว้วางใจ

2. ความสัมพันธ์กับชุมชนชาวไทย: จากผู้พิทักษ์สู่ลูกหลานของชาวบ้าน

• ทหารตำรวจ และเจ้าหน้าที่ชายแดนต้องทำหน้าที่ไม่ใช่แค่รักษาพรมแดน แต่ต้องเป็น “ลูกหลานของชุมชน”

• ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เยี่ยมบ้าน แวะพูดคุยในตลาด ช่วยงานวัด งานโรงเรียน

• รับฟังปัญหาอย่างจริงใจ โดยเฉพาะเรื่องความมั่นคง ปัญหาช่องทางธรรมชาติ ยาเสพติด ค้ามนุษย์

• ใช้กำลังพลเป็นครูอาสา สอนหนังสือ สอนกีฬา จัดกิจกรรมลูกเสือ ช่วยเด็กและเยาวชน

• สร้างเครือข่ายชาวบ้านเป็น “หูตา” ให้กับหน่วยงานความมั่นคง ผ่านระบบอาสาสมัครหรือชุด “ชาวบ้านชายแดนเข้มแข็ง”

• พัฒนาโครงการเล็ก ๆ ที่ตอบโจทย์ชีวิต เช่น บ่อบาดาล พลังงานแสงอาทิตย์    โรงครัวชุมชน

ซ่อมแซมเส้นทางคมนาคม สร้างสะพาน หรือปรับปรุงแหล่งน้ำร่วมกับชาวบ้าน

อาจตั้งกลุ่มไลน์ หรือกลุ่มวิทยุสื่อสาร  เพื่อติดต่อสื่อสารและประสานสัมพันธ์กับผู้นำชุมชน

3. ความสัมพันธ์กับชาวกัมพูชา: เปลี่ยนความหวาดระแวง สู่มิตรภาพ

แบ่งปันสิ่งของขาดแคลน   เช่น อาหาร เครื่องดื่ม  ยารักษาโรค

• ยอมรับความจริงว่าชาวกัมพูชาหลายคนพึ่งพิงตลาด–แรงงาน–สินค้าไทย ทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ ไทยจึงควรแสดงออกถึงความเป็นมิตร ไม่ใช่ฝ่ายปราบปรามเสมอไป

• ใช้ล่ามท้องถิ่นที่ไว้ใจได้ช่วยสื่อสารกับชาวบ้านกัมพูชา ลดการเข้าใจผิดจากภาษาและวัฒนธรรม

• สร้างเวที “ตลาดมิตรภาพ” ร่วมกับฝ่ายกัมพูชา เช่น ตลาดนัดชายแดน ประเพณีร่วม วัฒนธรรมร่วม เช่น แห่เทียนเข้าพรรษาร่วมกัน

• จัดโครงการเยาวชนข้ามแดน เช่น ลูกเสือสองแผ่นดิน กีฬาเชื่อมสัมพันธ์ วิ่งข้ามแดน

 • ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่ทหาร–ตำรวจเขมรระดับท้องถิ่น แลกเปลี่ยนข่าวสารและประสานเวลาเกิดเหตุ

• ห้ามแสดงท่าทีข่มขู่ ดูหมิ่น หรือพูดจาเชิงเหยียดเชื้อชาติ เพราะจะทำลายความสัมพันธ์ระยะยาว

4. ข้อห้ามที่ต้องระวัง

ห้ามใช้อำนาจกดขี่ข่มเหงชาวบ้าน

ห้ามแสดงความเกลียดชังหรือดูถูกประเทศกัมพูชา

ห้ามยุยงปลุกปั่นให้คนสองชาติทะเลาะกัน

ห้ามแสดงท่าทางหรือคำพูดที่เหยียดหยามเชื้อชาติ หรือดูหมิ่นประเพณีวัฒนธรรมของชุมชน

• ห้ามเข้าไปในดินแดนพิพาท หรือเขตต้องห้ามโดยพลการ แม้เพียงไม่กี่เมตร เพราะอาจถูกใช้เป็นข้ออ้างทางการเมือง

• ห้ามพูดเรื่องประวัติศาสตร์ที่ล่อแหลมหรือบิดเบือน เช่น “ดินแดนนี้เคยเป็นของไทย” หรือ “เขมรไม่มีวัฒนธรรมของตัวเอง”

• ห้ามแจกของ หรือทำกิจกรรมโดยไม่แจ้งหน่วยงานฝ่ายปกครองหรือทหาร–ตำรวจของกัมพูชา เพราะจะถูกมองว่าล้ำเส้น

• ห้ามโพสต์ภาพ/คลิปกิจกรรมกับชาวกัมพูชาโดยไม่ขออนุญาตหรืออธิบาย เพราะอาจถูกใช้ในเชิงการเมือง

• ห้ามเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับธุรกิจผิดกฎหมายของชาวบ้าน หรือร่วมมือกับผู้มีอิทธิพลข้ามแดน 

ห้ามรับสินบน เพื่อให้กระทำหรือละเว้นการกระทำที่ไม่เหมาะสม

ห้ามพูดคำว่า  “นครวัดเคยเป็นของไทย”   หรือ “ไทยเคยยึดครองกัมพูชา”  หรือ “จะยึด พระตะบอง เสียมราฐกลับมาเป็นของไทย”

ห้ามร่วมมือกับผู้ทำผิดกฎหมาย เช่น พวกคอลเซนเตอร  การพนันออนไลน์ ขนของหนีภาษี  ขนคนข้ามแดน

5. ข้อปฏิบัติที่ควรยึดถือ

• ปฏิบัติตามระเบียบของบันทึกความเข้าใจ  เอ็มโอยู 43  (MOU 43)  ข้อ5 อย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้เป็นช่องให้ฝ่ายตรงข้ามโจมตี  คือ “งดเว้นการดำเนินการใด ๆ ที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของพื้นที่ชายแดน”   เช่นการแสดงสัญลักษณ์ ความเป็นเจ้าของ เข่น ร้องเพลงชาติ  ผูกผ้าสีธงชาติ  หรือตะโกนไล่ทหารให้ออกไปจากบริเวณ พื้นที่พิพาท 

• พูดด้วยท่าทีสุภาพ รักษาภาพลักษณ์ของทหาร–ตำรวจไทยที่มีวินัย ใจดี แต่ไม่อ่อนแอ

• ใช้หลัก “3 ฟ” คือ “ฟัง – เฝ้า – เฟ้นสร้างสัมพันธ์”  คือฟังความเห็นชาวบ้าน    เฝ้าระวังเหตุผิดปกติอย่างไม่ให้ชาวบ้านรู้สึกถูกรังแก   เฟ้นหาผู้นำท้องถิ่นที่เป็นมิตรเพื่อทำงานร่วม

• ฝึกพูดคำทักทายพื้นฐานภาษาท้องถิ่นอีสาน หรือภาษากัมพูชา    เช่น “ซัวซะไดย์” (สวัสดี) “อ๊กกุน” (ขอบคุณ) เพื่อสร้างความเป็นกันเอง

• สวมเครื่องแบบให้เรียบร้อย ไม่แสดงอาวุธเกินความจำเป็น โดยเฉพาะเมื่อลงพื้นที่ชุมชน

6. ผลที่จะได้รับ: พลังน้ำใจไมตรีที่มากกว่าอาวุธ

• ชาวบ้านจะเชื่อมั่นในทหาร–ตำรวจ เห็นเป็นฝ่ายคุ้มครอง ไม่ใช่เจ้านายหรือผู้บังคับบัญชา

 • ลดช่องทางของขบวนการลักลอบ ยาเสพติด และกลุ่มผิดกฎหมาย เพราะชาวบ้านไม่ยอมให้พื้นที่ใช้เป็นทางผ่าน

• ลดความเข้าใจผิดและความเกลียดชังระหว่างสองชาติ

• เสริมสร้างความมั่นคงเชิงมนุษยสัมพันธ์ (Human Security) ที่ยั่งยืนกว่าเพียงการตั้งด่านหรือถือปืน

• เปลี่ยนแนวชายแดนที่อ่อนไหว เป็นแนวร่วมของสันติภาพ

• เมื่อเกิดเหตุการณ์วิกฤต เช่น ความขัดแย้ง กองกำลัง ชาวบ้านที่เคยไว้ใจจะช่วยเจรจา หรือยับยั้งไม่ให้ความรุนแรงบานปลาย

สรุป   ชายแดนไทย–กัมพูชาไม่ใช่ “ด่านหน้าแห่งความขัดแย้ง” แต่สามารถเป็น “สะพานแห่งมิตรภาพ” ได้ หากผู้ที่ถืออาวุธคือผู้ที่เข้าใจหัวใจของชาวบ้าน การสร้างความสัมพันธ์จึงไม่ใช่ภารกิจเสริม แต่คือภารกิจหลักของทหาร–ตำรวจชายแดนยุคใหม่ ที่รู้เขา รู้เรา และรู้ใจประชาชน

โดย สุริยพงศ์

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ส่งบ่งบอกว่าร่างกายขาดวิตามิน

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ส่งบ่งบอกว่าร่างกายขาดวิตามิน

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ส่งบ่งบอกว่าร่างกายขาดวิตามิน

วันจันทร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สุขภาพของเราเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะความสำเร็จทุกอย่าง ไม่ว่าจากการเรียน ทำงาน และคุณภาพชีวิตที่ดีโดยรวม ล้วนมาจากความพร้อมของร่างกายและจิตใจ ถึงแม้ว่าสภาพจิตใจอาจจะแย่บ้าง แต่ถ้าร่างกายยังแข็งแรง ก็ยังมีหวังว่าจะลุกขึ้นมาเริ่มต้นใหม่ได้ตลอดเวลา
ตามปกติเรารู้ว่าความแข็งแรงทางกายเบื้องต้น มาจากกินดี นอนดี ออกกำลังกายดี แต่ด้วยข้อจำกัดของทรัพยากร เช่น เวลา เงินทอง ทำให้ช่วงที่เราหาของกินประจำวัน ก็มุ่งเน้นแบบรวดเร็ว อิ่มท้อง ราคาถูก โดยอาจไม่สนใจด้านโภชนาการหรือคุณค่าของอาหา เมื่อกินอาหารไม่ดี ไม่มีคุณภาพนาน ๆ เข้า ก็เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ แถมยังขาดแร่ธาตุแลวิตามินจำเป็น มีข้อมูลและการวิจัยด้านสาธารณสุขจากทั่วโลก รวมถึงไทย พบว่าคน

บางกลุ่มขาดวิตามินและแร่ธาต โดยวิตามินที่คนส่วนใหญ่มีแนวโน้มขาดมากที่สุด คือ
1. ขาดวิตามินดี ไม่น่าเชื่อว่าคนไทยมีปัญหาขาดวิตามินดีมากที่สุด แม้เป็นประเทศที่มีแสงแดดจัดตลอดปีก็ตาม สาเหตุหลัก เพราะว่า ชอบหลีกเลี่ยงแสงแดด และด้วยเหตุของการใช้ชีวิตในเมืองที่มีตึกสูงบดบังแสงแดด แล้วยังไม่ชอบออกไปไหนในเวลามีแสดแดดจัด ๆ เรียกว่าชีวิตปกติไม่เคยสัมผัสแสงแดดเลย แถมใช้ครีมกันแดด แต่งกายมิดชิดจนไม่มีผิวกายส่วนไหนได้รับแสงแดด ส่วนในผู้สูงอายุก็พบว่าร่างกายมีประสิทธิภาพสังเคราะห์วิตามินดีลดลง และโรคบางชนิดที่มีผลต่อการดูดซึมไขมัน ซึ่งวิตามินดีจำเป็นต่อการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัส วิตามินดีสำคัญต่อกระดูกและฟัน และมีบทบาทสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกัน, การทำงานของกล้ามเนื้อ และสุขภาพโดยรวม
2. ขาดวิตามินบี12 พบบ่อยได้ในกลุ่มที่จำกัดการบริโภคเนื้อสัตว์ เช่น มังสวิรัติ หรือวีแกน เนื่องจากวิตามิน B12 พบมากในผลิตภัณฑ์จากสัตว์ นอกจากนี้พบบ่อยในผู้สูงอายุ เนื่องจากประสิทธิภาพในการดูดซึมวิตามิน B12 ลดลงตามวัย และพบได้ในผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหารและลำไส้บางชนิด หรือผู้ที่ใช้ยาลดกรดในกระเพาะอาหารเป็นเวลานาน เนื่องจากปัญหาการดูดซึมเช่นกัน ทั้งนี้ วิตามินบี12 จำเป็นต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง และการทำงานของระบบประสาท และสมอง
3. ขาดโฟเลต (วิตามินบี 9) โดยเฉพาะกลุ่มที่รับประทานผักใบเขียวไม่เพียงพอ โฟเลตจำเป็นต่อการแบ่งเซลล์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างเม็ดเลือดแดง และที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับการพัฒนาของทารกในครรภ์
4. ขาดวิตามินซี ในกลุ่มผู้บริโภคผักและผลไม้สดน้อยมากจนไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย วิตามินซีมีส่วนช่วยสร้างคอลลาเจน เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ช่วยการดูดซึมธาตุเหล็ก และช่วยต้านอนุมูลอิสระ
5. ขาดวิตามินบี 1 แม้จะพบน้อยในประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่ยังคงเป็นปัญหาในบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่บริโภคข้าวขาวเป็นหลักโดยไม่ได้รับสารอาหารอื่น ๆ เสริม และกลุ่มผู้ติดสุราเรื้อรัง วิตามินบี 1 จำเป็นต่อการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตและพลังงาน รวมถึงการทำงานของระบบประสาท
อาการที่บ่งบอกว่าร่างกายเริ่มขาดวิตามิน มักมีสัญญาณที่ไม่จำเพาะเจาะจงชัดเจนนัก และอาจทับซ้อนกับภาวะอื่น ๆ ได้ ทำให้บางครั้งสังเกตได้ยากโดยเฉพาะในระยะเริ่มต้น แต่หากมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อย ๆ หรือเป็นเรื้อรัง อาจเป็นสัญญาณที่ร่างกายพยายามบอกว่าได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ได้แก่
• อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ไม่สดชื่น ซึ่งพบได้บ่อยที่สุด อาจเกิดจากการขาดวิตามินหลายชนิด โดยเฉพาะ วิตามินดี,ซี และวิตามินกลุ่มบี รวมถึงภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก ซึ่งมักจะเชื่อมโยงกับการขาดวิตามินบีบางชนิด ทำให้คุณอาจรู้สึกเพลียตลอดเวลา แม้จะพักผ่อนมากแล้วก็ตาม
• ปัญหาเกี่ยวกับผิวหนัง ผม และเล็บ บางท่านที่ผิวแห้ง แตก ลอกเป็นขุย หรือเป็นผื่น อาจบ่งบอกถึงการขาดวิตามินเอ, อี, ซี หรือวิตามินในกลุ่มบี เช่น ในกรณีผมร่วง ผมเปราะบาง เล็บเปราะหักง่าย อาจเกี่ยวข้องกับการขาดไบโอติน วิตามินบี 12 และวิตามินซี หรือในกรณีที่เป็นปากนกกระจอก (มุมปากแตก) แผลในปาก ลิ้นอักเสบ หรือลิ้นแดงเรียบ เป็นสัญญาณคลาสสิกของการขาด วิตามินบี2, บี3, บี6, บี12 และโฟเลต ถ้าเหงือกบวม แดง มีเลือดออกง่าย มักเป็นอาการเริ่มต้นของการขาดวิตามินซี
• มองเห็นไม่ชัดในที่แสงน้อย หรือตอนกลางคืน เป็นอาการเริ่มต้นที่สำคัญของการขาดวิตามินเอ
• ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและกระดูก กล้ามเนื้ออ่อนแรง โดยเฉพาะที่หลัง หรือขา อาจเป็นสัญญาณเริ่มแรกของการขาดวิตามินดี แต่ถ้าเป็นตะคริวบ่อย หรือรู้สึกชา ๆ เจ็บจี๊ด ๆ คล้ายเข็มทิ่ม ตามปลายมือปลายเท้า อาจบ่งบอกถึงการขาดวิตามินดี, บี1,  บี6 และบี12
• ความผิดปกติทางอารมณ์และสมาธิ เช่น รู้สึกหงุดหงิดง่าย อารมณ์แปรปรวน วิตกกังวล หรือมีอาการคล้ายซึมเศร้าเล็กน้อย อาจเกี่ยวข้องกับการขาด วิตามินบี3, บี6, บี12, โฟเลต หรือวิตามินดี
อาการที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงสัญญาณเบื้องต้นแต่ไม่จำเพาะเจาะจง และอาจเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ ก็ ได้ แต่การขาดวิตามินมักจะค่อย ๆ สะสมปัญหาให้ร่างกาย ปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นทันทีทันใด ถ้าหากคุณสังเกตเห็นอาการเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง แต่ไม่แน่ใจว่ามีสาเหตุมาจากอะไร ต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อรับการวินิจฉัยอย่างถูกต้อง และรับคำแนะนำเพื่อนำไปปรับปรุงด้านโภชนาการ หรือพิจารณาการเสริมวิตามินอย่างเหมาะสม เพื่อสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย