ธรรมศาสตร์-มหิดล จับมือพลิกโฉมการศึกษา พัฒนาหลักสูตรใหม่ตอบโจทย์โลกอนาคต

ธรรมศาสตร์-มหิดล จับมือพลิกโฉมการศึกษา พัฒนาหลักสูตรใหม่ตอบโจทย์โลกอนาคต

ธรรมศาสตร์-มหิดล จับมือพลิกโฉมการศึกษา พัฒนาหลักสูตรใหม่ตอบโจทย์โลกอนาคต

วันอังคาร ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สองมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ  มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ประกาศความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์ เดินหน้าสร้างระบบการศึกษายุคใหม่ ภายใต้แนวคิด “การศึกษาเพื่อโลกใบใหม่” ที่เน้นความยืดหยุ่น บูรณาการ และเปิดกว้างสู่ทุกช่วงวัย ผ่านระบบ Open and Integrated Education Ecosystem ความร่วมมือครั้งนี้นำร่องด้วยหลักสูตร “ศิลปศาสตรบัณฑิต – วิทยาศาสตรบัณฑิต” ซึ่งเปิดโอกาสให้นักศึกษาเรียน 2 ปีแรกที่ธรรมศาสตร์ และอีก 2 ปีที่มหิดล พร้อมฝึกงานกับภาคเอกชนเพื่อเพิ่มประสบการณ์จริง และเตรียมพร้อมสู่การทำงานอย่างแท้จริง

ศ.นพ. ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ชี้ว่า การศึกษายุคใหม่ต้องยืดหยุ่น ผสมผสานศาสตร์หลากหลาย และให้ผู้เรียนมีบทบาทในการกำหนดเส้นทางของตนเอง โดยมหาวิทยาลัยต้องเป็นมากกว่าแหล่งความรู้ แต่ต้องเป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงความถนัดของผู้เรียนกับตลาดงาน พร้อมสนับสนุน lifelong learning ในทุกช่วงวัย โดยเฉพาะในสังคมสูงวัย

ด้าน ศ.ดร. ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เน้นย้ำว่า การศึกษาสมัยใหม่ควรให้ผู้เรียนมีสิทธิเลือกเส้นทางของตัวเอง ไม่ยึดติดกับระบบปริญญาแบบเดิม และควรส่งเสริมการเรียนรู้แบบ “เย็บเสื้อเฉพาะตัว” แทนการผลิตตามมาตรฐานเดียวกัน เพื่อตอบโจทย์ศักยภาพเฉพาะบุคคลและความต้องการของประเทศ

นอกจากนี้ ทั้งสองมหาวิทยาลัยยังร่วมเปิดตัวพอดแคสต์ “TU x MU Battle: จากโลกวิชาการสู่โลกความจริง” รายการ Casual Talk Show ที่เปิดเวทีให้นักวิชาการจากทั้งสองสถาบัน แลกเปลี่ยนมุมมองแบบตรงไปตรงมา ตอนแรกชวนคิดด้วยคำถาม “มหาวิทยาลัยยังจำเป็นอยู่ไหม?” พร้อมประเด็นเข้มข้นอีกมากมายที่สะท้อนบทบาทใหม่ของการศึกษายุคเปลี่ยนผ่าน

ความร่วมมือ TU x MU ครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การพัฒนาหลักสูตรร่วมกัน แต่เป็นก้าวสำคัญสู่การสร้าง “Synergy ทางปัญญา” ที่จะเปลี่ยนบทบาทของมหาวิทยาลัยไทย ให้กลายเป็นศูนย์กลางของการออกแบบชีวิต พัฒนาคน และขับเคลื่อนสังคมอย่างยั่งยืน

ความสำเร็จ ‘กาแฟพิเศษไทย’ เติบโตอย่างทรงพลัง บนความร่วมแรงของผู้คนและวัฒนธรรม

ความสำเร็จ ‘กาแฟพิเศษไทย’  เติบโตอย่างทรงพลัง บนความร่วมแรงของผู้คนและวัฒนธรรม

ความสำเร็จ ‘กาแฟพิเศษไทย’ เติบโตอย่างทรงพลัง บนความร่วมแรงของผู้คนและวัฒนธรรม

วันอังคาร ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

จากเวทีประกวด Thai Specialty Coffee Awards 2025  ในงาน Thailand Coffee Fest 2025 ที่เพิ่งปิดฉากลงไป เผยบทพิสูจน์ “กาแฟพิเศษไทย”  จากเมล็ดเล็กๆ บนดอยสูง สู่ถ้วยกาแฟที่โลกต่างยกย่อง ไทยไม่ได้เป็นแค่ผู้ปลูก แต่คือผู้สร้างวัฒนธรรมกาแฟที่ “สวยงาม แข็งแกร่ง และมีหัวใจ”

ทศวรรษที่ผ่านมา วงการกาแฟไทยเดินทางไกลจากจุดเริ่มต้นที่หลายคนมองข้าม จนมาถึงวันนี้ วันที่กาแฟพิเศษไทยถูกกล่าวถึงในเวทีระดับนานาชาติ ด้วยคุณภาพที่ทัดเทียมแหล่งผลิตระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นเอธิโอเปีย โคลอมเบีย หรือปานามา เบื้องหลังความสำเร็จนั้น ไม่ได้เกิดจากใครคนใดคนหนึ่ง หากคือการรวมพลังของผู้คนมากมายใน ecosystem กาแฟไทย ทั้งเกษตรกรที่ตั้งใจปรับเปลี่ยนวิถีการปลูก โรงคั่วที่เรียนรู้ศาสตร์การสร้างรสชาติ บาริสต้าที่หมั่นฝึกฝน และผู้ดื่มที่ให้คุณค่ากับความใส่ใจในทุกขั้นตอน

ณัฏฐ์รดา คุณะวิวัฒนานนท์

Thai Specialty Coffee Awards 2025 บทพิสูจน์คุณภาพ

ในการประกวด Thai Specialty Coffee Awards 2025 ซึ่งจัดโดย สมาคมกาแฟพิเศษไทย (SCATH) และจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 12ในปีนี้ มีผู้ส่งกาแฟเข้าประกวดมากถึง 351 ตัวอย่าง และที่น่าภูมิใจคือ มีถึง 61 ตัวอย่าง ที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานกาแฟพิเศษระดับโลก (84 คะแนนขึ้นไป) คะแนนเฉลี่ยของกาแฟไทยเพิ่มขึ้นกว่า 2 คะแนน ซึ่งถือเป็นก้าวกระโดดของอุตสาหกรรมในระดับประเทศ โดยเฉพาะในหมวด “Washed Process” และ “Natural Process” ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นจุดอ่อนของไทย แต่วันนี้กลับโดดเด่นจนกรรมการหลายคนเอ่ยปากว่า “ไม่แพ้ใครในโลก”

“กาแฟไทยไม่ได้แค่ดีขึ้นในเชิงเทคนิค แต่ดีขึ้นในมิติของวัฒนธรรม ความเข้าใจ และความเกื้อกูล เราเห็น community ที่แข็งแรง เติบโตไปด้วยกัน ไม่ใช่ใครคนหนึ่งล้ำหน้า แต่อยู่ในจังหวะที่เกื้อหนุนกัน” นางสาวณัฏฐ์รดา คุณะวิวัฒนานนท์ นายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย กล่าว

วัลลภ ปัสนานนท์

ผู้ชนะเลิศแห่งปี สร้างความประทับใจในทุกหยด

ในปีนี้ ผู้ชนะเลิศของเวที Thai Specialty Coffee Awards 2025 ทั้งสามกระบวนการล้วนเป็นเกษตรกรจากอำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน โดย ทวนทอง หอมดอก จากหมู่บ้านปางแทกสามารถคว้ารางวัลสูงสุดได้ถึงสองประเภท ได้แก่ Washed Process ด้วยคะแนน 92.39 และ Honey Process ด้วยคะแนน 91.25 โดยทั้งสองประเภทใช้สายพันธุ์กาแฟ Geisha ที่ขึ้นชื่อเรื่องความซับซ้อนของกลิ่นหอมและรสสัมผัสอันโดดเด่น ขณะที่รางวัลชนะเลิศในประเภท Natural Process ตกเป็นของ เรวัตร ยอดอ่อน จากหมู่บ้านเทพฤทธิ์ อำเภอเดียวกัน ด้วยคะแนนสูงถึง 92.78 ซึ่งถือเป็นคะแนนที่สูงที่สุดในปีนี้ โดยใช้สายพันธุ์ Geisha เช่นกัน

ชัยชนะของทั้งสองคนไม่เพียงแสดงถึงความสามารถในการควบคุมปัจจัยการผลิตอย่างพิถีพิถันเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงศักยภาพของพื้นที่เล็กๆ บนดอยสูงในภาคเหนือของไทย ที่สามารถสร้างกาแฟระดับโลกขึ้นมาได้อย่างน่าทึ่ง นอกจากนี้ การที่ผู้ผลิตจาก อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน คว้ารางวัลสูงสุดทั้ง 3 ประเภท ชี้ให้เห็นถึงการพัฒนาเชิงพื้นที่อย่างเข้มแข็ง รวมถึงศักยภาพของภาคเหนือไทยในการปลูกกาแฟคุณภาพสูงที่ควบคุมปัจจัยทุกขั้นตอนได้อย่างมืออาชีพ

“เกษตรกรไทยวันนี้ไม่ได้แค่เข้าใจวิธีการผลิต แต่ไปไกลกว่านั้นมาก พวกเขาสามารถควบคุมความชื้น อุณหภูมิ สายพันธุ์ และแม้แต่รายละเอียดของกระบวนการหมักและตากแห้งได้อย่างมหัศจรรย์ เราไม่ได้เห็นแค่กาแฟ ‘ดี’ แต่เป็นกาแฟที่ ‘มีตัวตน’ และแตกต่างอย่างมีความหมาย” แดนนี่ แปง หัวหน้าคณะกรรมการตัดสินการประกวดสุดยอดเมล็ดกาแฟพิเศษไทย กล่าว

ทวนทอง หอมดอก

จากกาแฟหางแถว ถึงกาแฟแห่งความหวัง

นายวัลลภ ปัสนานนท์ อดีตนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย ได้เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงว่า ประเทศไทยปลูกกาแฟมานานกว่า 70 ปี แต่ในอดีตแทบไม่มีใครเห็นคุณค่า “เมื่อสิบปีก่อน ไม่มีใครพูดถึงกาแฟไทยในฐานะกาแฟพิเศษ แต่มีกลุ่มคนเล็ก ๆ กล้าฝัน และเริ่มลงมือปฏิวัติวงการ ตั้งแต่การหาสายพันธุ์ใหม่ การฝึกอบรมเกษตรกร การจัดประกวด การให้ความรู้เรื่อง tasting และ cupping จนกระทั่งวันนี้ คนไทยมีแชมป์โลกกาแฟ และกาแฟไทยกลายเป็นที่ยอมรับอย่างจริงจัง”

เรวัตร ยอดอ่อน

ก้าวต่อไปจาก Specialty สู่ Identity

หลายคนอาจมองว่า “กาแฟพิเศษ” คือเรื่องของกลิ่นและรส แต่สำหรับคนในวงการ มันคือเรื่องของ ตัวตน วัฒนธรรม และจิตวิญญาณ กาแฟไทยกำลังเดินทางสู่จุดที่น่าตื่นเต้น จุดที่กาแฟไม่ใช่แค่พืชเศรษฐกิจ แต่คือ สินค้าที่สะท้อนความเข้าใจในภูมิประเทศ ทักษะของผู้คน และการร่วมมือกันในชุมชน

อีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่า กาแฟไทยมีทั้ง “หัวใจ” และ “ศักยภาพ” ที่โลกควรรู้จัก เพราะกาแฟไทย…ไม่ใช่แค่ถ้วยหนึ่งของรสชาติ แต่มันคือถ้วยหนึ่งของความตั้งใจ ศักดิ์ศรี และเรื่องเล่าที่งดงามที่สุดจากภูเขาสู่เมือง ซึ่งไม่ใช่แค่รสชาติ แต่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและโลก

แดนนี่ แปง

อีอีซี มอบตรารับรอง EEC Select Best Service 2025 ให้ 25 ผู้ประกอบการ มุ่งยกระดับสินค้าและบริการชุมชนอีอีซีสู่สากล

อีอีซี มอบตรารับรอง EEC Select Best Service 2025  ให้ 25 ผู้ประกอบการ มุ่งยกระดับสินค้าและบริการชุมชนอีอีซีสู่สากล

อีอีซี มอบตรารับรอง EEC Select Best Service 2025 ให้ 25 ผู้ประกอบการ มุ่งยกระดับสินค้าและบริการชุมชนอีอีซีสู่สากล

วันอังคาร ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(สกพอ.) หรือ อีอีซี เป็นประธานในพิธีมอบตรารับรองผลิต ภัณฑ์ชุมชนต้นแบบประเภทบริการ หรือ EEC Select Best Service ประจำปี 2025 ให้กับผู้ประกอบการ จำนวน 25 ราย ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) 3 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และ ระยอง ที่การบริการและผลิตภัณฑ์เพื่อการบริการ มีมาตรฐาน สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่น โดดเด่น มีนวัตกรรม สนับสนุนวัตถุดิบท้องถิ่นและการจ้างงานในพื้นที่อีอีซี และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิด  EEC Select Best Service = Service + SMART & SMILE      ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล พัทยา บีช ลานโปรโมชั่น ชั้น 1 เมื่อวันที่ 16 กรก ฎาคม 2568

เลขาธิการ อีอีซี กล่าวว่า “EEC Select Best Service คือกลไกยกระดับสินค้าและบริการของชุมชนในพื้นที่อีอีซีสู่สากล ตามแนวคิด  LOCAL ROOTS to GLOBAL REACH ซึ่งคาดหวังว่า ผลิตภัณฑ์ชุมชนต้นแบบประเภทบริการ หรือ EEC Select Best Service ของผู้ประกอบการทั้ง 25 รายในปีนี้จะเป็นที่รู้จักยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ สามารถขยายช่องทางการตลาดและโอกาสในการทำธุรกิจการค้าให้กับผลิตภัณฑ์ ชุมชน รวมถึงสร้างเครือข่ายทางธุรกิจใหม่ ๆ เสริมสร้างความเชื่อมั่นในแง่คุณภาพให้กับผู้บริโภค ที่สำคัญหวังว่าจะมีส่วนช่วยส่งเสริมการสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนให้กับชุมชน”

ผลิตภัณฑ์ชุมชนต้นแบบประเภทบริการ หรือ EEC Select Best Service ประจำปี 2025 แบ่งออกเป็น 6 กลุ่ม ได้แก่ ประเภทธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ประเภทสถานประกอบการท่องเที่ยวชุมชน ประเภทธุรกิจที่พักโรงแรม ประเภทร้านค้า ของที่ระลึก ประเภทสปา&สุขภาพ (Wellness) และประเภทผลิตภัณฑ์เพื่อการบริการ โดยพิจารณาจากเกณฑ์ 5 ด้าน คือ ปัจจัยที่ใช้ในการผลิต การสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืน ขั้นตอนและกระบวนการให้บริการ ความโดดเด่นการให้บริการ และการตลาด โดยบริการหรือผลิตภัณฑ์เพื่อการบริการที่ได้คะแนนเฉลี่ยตั้งแต่ 65 คะแนน จะได้รับ 1 ดาว ตั้งแต่ 75 คะแนน จะได้รับ 2 ดาว และตั้งแต่ 85 คะแนน จะได้รับ 3 ดาว

25 ผู้ประกอบการที่ได้รับตรารับรอง EEC Select Best Service ประจำปี 2025 มีดังนี้ ประเภทธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ได้แก่ ร้านอาหารบ่อทองบุรี จ.ชลบุรี 2 ดาว Uncloud Coffee (บริษัท เจพีเจเอ็น จำกัด) จ.ชลบุรี 2 ดาว และร้านเจ๊หน่องแซ่บเวอร์ จ.ระยอง 1 ดาว ประเภทสถานประกอบการท่องเที่ยวชุมชน ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวตะเคียนเตี้ย จ.ชลบุรี 3 ดาว วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวพัทยา ตำบลหนองปลาไหล จ.ชลบุรี 3 ดาว และมีสุขฟาร์ม วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรผลิตไม้กฤษณา 3 ดาว ประเภทธุรกิจที่พักโรงแรม ได้แก่ โรงแรม สตาร์ คอนเวนชั่น ระยอง 2 ดาว และโรงแรม บีซีพี บ้านฉาง ระยอง 2 ดาว ประเภทสปา&สุขภาพ (Wellness)ได้แก่ Deya Massage จ.ชล บุรี 3 ดาว ประเภทผลิตภัณฑ์เพื่อการบริการ มีจำนวนทั้งสิ้น 17 ผู้ประกอบการ 38 ผลิตภัณฑ์ กลุ่มที่ได้รับ 3 ดาว จ.ชลบุรี ได้แก่ แตงโมผลสด โดย บริษัท ณิชชา ชามม์ จำกัด, แชมพูเปลี่ยนสีผม ดำธรรมชาติ กลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรบ้านตม, จ๊อปลานิลและปลานิลแดดเดียว กลุ่มวิสาหกิจชุมชนปลานิลแปลงใหญ่, ซินไบโอติก JU LIN C จากโปรตีนจี้งหรีด บริษัท คามิสุ ซุปเปอร์ เอ็นโต โปรดักส์ จำกัด จ.ฉะเชิงเทรา ได้แก่ ซอสมะม่วงสามรสและซอสสุกี้ กลุ่มมะม่วงท่าพลับโรงสีล่าง, ไวน์เมล่อน ไวน์มะม่วงและไวน์มะพร้าว แบรนด์ FURANO วิสาหกิจชุมชนเกษตรปลอดภัยสูง อ.บ้านโพธิ์  จ.ระยอง ได้แก่ ชุดอาบน้ำ ถุงหอมและบาล์ม แบรนด์มีสุขฟาร์ม วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตร ผลิตไม้กฤษณา

ผลิตภัณฑ์เพื่อการบริการ กลุ่มที่ได้รับ 2 ดาว จ.ชลบุรี ได้แก่ กระเป๋าเงินทรงบะจ่างและผ้าพันคอ “ห่มย้อม ห่มเย็บ” กูเก้ สไตล์ ชุมชนพนัส นิคม,นาฬิกาฉลุลาย ปลากัดฉลุลายและแจกันฉลุลาย โดย Realy Trend แกะสลักฉลุลาย,สุวรรณเบต้าไพนีน บอดี้บาล์ม สุวรรณเบต้าไพนีน สเปรย์ และสุวรรณลูกกลิ้งผ่อนคลาย บริษัท เบญสุ จำกัด,แตงโมกิมจิ บริษัท ณิชชา ชามม์ จำกัด, น้ำยาถูพื้นประจำวัน กลิ่นฟลอรัล น้ำยาล้างห้องน้ำ กลิ่นพฤกษาและสบู่เหลวล้างมือ กลิ่นพิงค์เลิฟลี่ แบรนด์ EVOSTARโดย บริษัท แอล ที เค อินเตอร์เทรดดิ้ง จำกัด จ.ฉะเชิงเทรา ได้แก่ ซอสผัดไทย น้ำยำปรุงรสสำเร็จรูปและน้ำส้มตำไทย แบรนด์ รสมือเรา วิสาหกิจชุมชนแปรรูปสานฝัน,ไวน์อินทผลัม สปาร์คกลิ้งไวน์พีช สปาร์คกลิ้งไวน์องุ่น แบรนด์ BUZZ วิสาหกิจชุมชนทิพย์วารี จ.ระยอง ได้แก่ ผ้าหมักโคลนทะเลเพ้นสีธรรมชาติและผ้าหมักโคลนทะเลลายใบไม้ วิสาหกิจชุมชนลีลาฝ้าย,เจลลี่เนื้อสำรอง แบรนด์ “อิมดี” วิสาหกิจชุมชนครัวแม่ฉัน By Nana,กระเป๋า แจกัน ตะกร้ากระจูด วิสาหกิจชุม ชนกลุ่มจักสานกระจูดมาบเหลาชะโอน

ผลิตภัณฑ์เพื่อการบริการ กลุ่มที่ได้รับ 1 ดาว ได้แก่ เสื้อพิมพ์ลายธรรมชาติ (Eco Print)โดย ทิสาผ้าไทย จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งชุมชนที่ได้รับตรารับรอง EEC Select Best Service นอกจากจะเสริมสร้างความเชื่อมั่นในแง่คุณภาพให้กับผู้บริโภคแล้วยังได้ประชาสัมพันธ์สินค้าอย่างกว้างขวาง ร่วมจัดจำหน่ายสินค้ากับภาคีเครือข่ายของอีอีซี อาทิ ปาร์คนายเลิศ,สมาคมมิตรภาพไทยเวียดนาม,ตลาดบางคล้า และภายหลังจบงานมอบตรารับรองยังจะได้ร่วมแสดงสินค้าในงาน Smart SME Expo 2025 ในวันที่ 7-10 สิงหาคม 2568 ที่อิมแพคเมืองทองธานี

คณะกรรมการ ดร.ดารินันท์ นันทวงค์ รักษาการ ผอ.สกพอ.,ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร ประ
ธานบริหาร Nai LertGROUP,วิรัตน์ ศิริสกุลงาม ประธานหอการค้าภาคตะวันออก หอการค้าไทย,ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ สกพอ. ,ดร.จิตรกร เผด็จศึก กก.หอการค้าไทยและประธานหอการค้ากลุ่ม จ.ภาคตะวันออก 1,วสันต์ ศิรินภารัตน์ เลขาธิการประธานหอ
การค้ากลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 1 และรองประธานหอการค้า จ.ฉะเชิงเทรา

คณะกรรมการ ดร.ดารินันท์ นันทวงค์ รักษาการ ผอ.สกพอ.,ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร ประ ธานบริหาร Nai LertGROUP,วิรัตน์ ศิริสกุลงาม ประธานหอการค้าภาคตะวันออก หอการค้าไทย,ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ สกพอ. ,ดร.จิตรกร เผด็จศึก กก.หอการค้าไทยและประธานหอการค้ากลุ่ม จ.ภาคตะวันออก 1,วสันต์ ศิรินภารัตน์ เลขาธิการประธานหอ การค้ากลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 1 และรองประธานหอการค้า จ.ฉะเชิงเทรา

กรมวิทย์ฯ เผยผลตรวจภาวะดื้อต่ออินซูลิน หนุนวิจัยการใช้โปรแกรมเวชศาสตร์วิถีชีวิต

กรมวิทย์ฯ เผยผลตรวจภาวะดื้อต่ออินซูลิน หนุนวิจัยการใช้โปรแกรมเวชศาสตร์วิถีชีวิต

กรมวิทย์ฯ เผยผลตรวจภาวะดื้อต่ออินซูลิน หนุนวิจัยการใช้โปรแกรมเวชศาสตร์วิถีชีวิต

วันอังคาร ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กรมวิทยศาสตร์การแพทย์ เผยผลตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาภาวะดื้อต่ออินซูลิน หนุนวิจัยการใช้โปรแกรมเวชศาสตร์วิถีชีวิต เพื่อให้โรคสงบในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ไม่ต้องการอินซูลิน ในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 4

นายแพทย์บัลลังก์ อุปพงษ์ รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เป็นประธานเปิดการประชุมเครือข่ายห้องปฏิบัติการเขตสุขภาพที่ 4, 5 และ 6 ประจำปี 2568 พร้อมเผยผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาภาวะดื้อต่ออินซูลิน: HOMA-IR” สนับสนุนโครงการวิจัย ประสิทธิผลของการใช้โปรแกรมเวชศาสตร์วิถีชีวิตเพื่อให้โรคสงบในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ไม่ต้องการอินซูลินโดยศึกษาในสถานการณ์จริงในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 4 เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2568 ณ ห้องประชุม อิงธาร รีสอร์ท นครนายก จังหวัดนครนายก โดยมีหน่วยงานด้านการแพทย์สาธารณสุข และเครือข่ายในพื้นที่ร่วมงาน

นายแพทย์บัลลังก์ เปิดเผยว่า โรคเบาหวานชนิดที่ 2 (Type 2 Diabetes) ถือเป็นปัญหาสุขภาพที่มีความสำคัญทั่วโลก ข้อมูลจาก International Diabetes Federation พบว่าปัจจุบันมีผู้ป่วยเบาหวานมากกว่า 537 ล้านคนและมีผู้เสียชีวิตจากโรคเบาหวานมากกว่า 4 ล้านคนต่อปี นอกจากนี้ยังคาดการณ์ว่าในปี 2573 จำนวนผู้ป่วยจะเพิ่มขึ้นเป็น 643 ล้านคน และอาจพุ่งสูงถึง 783 ล้านคน ในปี 2588  ซึ่งมากกว่า 90% เป็นผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2  ปัจจุบันคนไทยป่วยด้วยโรคเบาหวาน 6.5 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และร้อยละ 40 ไม่ทราบว่าตัวเองป่วย

สำหรับประเทศไทย ปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ โดยในปี 2553 พบการเสียชีวิตจากโรคเบาหวานเฉลี่ยวันละ 19 รายหรือประมาณ 7,000 คนต่อปี นอกจากนี้ยังส่งผลให้เกิดความเสี่ยงโรคแทรกซ้อน เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง ซึ่งเพิ่มโอกาสเสียชีวิตก่อนวัยอันควรถึง  2-4 เท่าเมื่อเทียบกับคนทั่วไป ส่วนข้อมูลจากรายงานสถิติสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข พบอุบัติการณ์โรคเบาหวานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2566 มีผู้ป่วยรายใหม่ เพิ่มขึ้น 3 แสนคนต่อปี ส่วนในปี พ.ศ. 2565 มีผู้ป่วยโรคเบาหวานสะสมจำนวน 3.3 ล้านคนเพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. 2564 มากถึง 1.5 แสนคน โดยในเขตสุขภาพที่ 4 ซึ่งประกอบด้วย 8 จังหวัด ได้แก่ นครนายก สระบุรี ลพบุรี สิงห์บุรี นนทบุรี พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง และปทุมธานี  มีผู้ป่วยโรคเบาหวานสะสมจำนวน 331,687 รายและอัตราป่วยโรคเบาหวาน ปี 2565, 2566, 2567 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.24, 7.51, 7.93  ตามลำดับ

ในปีงบประมาณ พ.ศ.2568 กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้มอบหมายให้ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 4 สระบุรี ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์ในส่วนภูมิภาคของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ดูแลรับผิดชอบพื้นที่ในเขตสุขภาพที่ 4 ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัย “ประสิทธิผลของการใช้โปรแกรมเวชศาสตร์วิถีชีวิตเพื่อให้โรคสงบในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ไม่ต้องการอินซูลินโดยศึกษาในสถานการณ์จริงในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 4” โดยตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาระดับของอินซูลิน และกลูโคสในเลือดในขณะอดอาหาร และนำไปคำนวณตามแบบจำลองโฮมีโอสตาซิส (Homeostasis Model Assessment of Insulin Resistance หรือ HOMA-IR) ซึ่งสามารถใช้ในการทำนายภาวะดื้อต่ออินซูลิน ค่า HOMA-IR ที่สูงขึ้นบ่งชี้ถึงภาวะดื้อต่ออินซูลินที่มากขึ้น ใช้เป็นเครื่องมือในการประเมินความเสี่ยงของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งเกิดจากการต้านทานต่ออินซูลิน หรือการผลิตอินซูลินไม่เพียงพอ โดยมักเกี่ยวข้องกับปัจจัยเสี่ยงเช่น โรคอ้วนและการขาดการออกกำลังกาย และใช้เพื่อติดตามผลของการรักษาภาวะดื้อต่ออินซูลิน HOMA-IR สำหรับความต้านทานอินซูลินปกติอยู่ในช่วง 0.7-2

นายแพทย์ไพโรจน์ กวินเลิศวัฒนา รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครนายก กล่าวเพิ่มเติมว่า กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (non-communicable diseases ; NCDs) ก่อผลกระทบทางเศรษฐกิจ ทั้งในด้านภาระค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษาพยาบาลและผลิตภาพของประชากรที่สูญเสียไป โดยมีการประมาณการว่าในระหว่าง พ.ศ. 2554 ถึง 2573 นั้น ต้นทุนของกลุ่มโรค NCDs ต่อสังคมโลกจะมีมูลค่าถึง 46.7 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐหรือคิดเป็นประมาณ 1,401 ล้านล้านบาท หนึ่งในสี่ของประชากรโลกจากกลุ่มโรค NCDs เป็นการเสียชีวิตก่อนวัย 60 ปี สำหรับประเทศไทยนั้น การประเมินความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากโรค NCDs ใน 4 กลุ่มโรคหลักพบว่า มีมูลค่าทั้งสิ้น 198,512 ล้านบาท ซึ่งต้นทุนส่วนใหญ่ (ร้อยละ 74) เป็นต้นทุน

จากการสูญเสียผลิตภาพจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร การสูญเสียประสิทธิภาพในการทำงานจากการขาดงานของผู้ป่วยและต้นทุนจากการสูญเสียประสิทธิภาพในการทำงานจากการขาดงานของผู้ดูแล องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประมาณการว่า ร้อยละ 11 ของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพทั้งหมดในประเทศไทย ถูกจัดสรรให้กับการดูแลรักษาโรคเบาหวาน ซึ่งใกล้เคียงกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคและคาดการณ์ว่าตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 41 ภายในปี พ.ศ.2573 ซึ่งทำให้สังคมรับภาระจากโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นถึงสองเท่า การเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยเบาหวานและโรคแทรกซ้อนทำให้ระบบสาธารณสุขต้องเผชิญกับความท้าทายในการให้บริการและจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งอาจนำไปสู่ความไม่เสมอภาคในการเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพ ผู้ป่วยเบาหวานมักจะต้องหยุดงานหรือขาดงานบ่อยครั้ง ซึ่งส่งผลให้เกิดการสูญเสียผลิตภาพในตลาดแรงงาน

โครงการวิจัย “ประสิทธิผลของการใช้โปรแกรมเวชศาสตร์วิถีชีวิตเพื่อให้โรคสงบในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ไม่ต้องการอินซูลินโดยศึกษาในสถานการณ์จริงในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 4” มีเป้าหมายเพื่อศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพของการรักษาเบาหวานเพื่อให้โรคสงบโดยชุดโปรแกรมเวชศาสตร์วิถีชีวิต (การควบคุมอาหาร  การออกกำลังกาย การจัดการความเครียด การนอนหลับที่เพียงพอ การหลีกเลี่ยงสารเสพติด ความสัมพันธ์ทางสังคม) กับการรักษาแบบมาตรฐานในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ไม่ต้องการอินซูลินในเขตสุขภาพที่ 4 เพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและการลดต้นทุนการรักษาระยะยาว โดยกลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ได้รับการวินิจฉัยมาไม่เกิน 6 ปี ที่มีความต้องการจะเข้าสู่เบาหวานระยะสงบและมารับบริการที่โรงพยาบาล ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ใน 8 จังหวัด ของเขตสุขภาพที่ 4 จำนวน 14,000 ราย (นครนายก สระบุรี ลพบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง จำนวน 72 อำเภอ ๆ ละ 200 ราย) ซึ่งการตรวจหาภาวะดื้อต่ออินซูลิน ก่อนและหลังการปรับพฤติกรรมของผู้ป่วยโดยใช้โปรแกรมเวชศาสตร์วิถีชีวิต จะเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ ช่วยยืนยันความสำเร็จของโปรแกรมดังกล่าว

นางสิรดา ปงเมืองมูล ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 4 สระบุรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ห้องปฏิบัติการศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 4  สระบุรี ได้ตรวจวิเคราะห์หาค่า HOMA-IR ในผู้ป่วยที่เข้าร่วมโครงการ โดยเป็นการตรวจหาค่าก่อนเริ่มใช้โปรแกรมเวชศาสตร์วิถีชีวิต แล้วทั้งสิ้นจำนวน 3,140 ราย พบค่า HOMA-IR อยู่ในช่วงปกติ 0.7 – 2.049 จำนวน 2,104 ราย ตั้งแต่ 2.05 – 4.99 จำนวน 853 ราย, ตั้งแต่ 5 – 9.99 จำนวน 143 ราย, ตั้งแต่ 10 – 19.99 จำนวน 29 ราย และสูงกว่า 20 จำนวน 11 ราย ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะถูกนำไปวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลอื่นๆ ภายใต้โครงการต่อไป

120 ปี ‘ศรีบูรพา’ จิตวิญญาณที่ไม่เคยล้าสมัยในมุมมองของ 5 นักคิดชื่อดังของไทย

120 ปี ‘ศรีบูรพา’ จิตวิญญาณที่ไม่เคยล้าสมัยในมุมมองของ 5 นักคิดชื่อดังของไทย

120 ปี ‘ศรีบูรพา’ จิตวิญญาณที่ไม่เคยล้าสมัยในมุมมองของ 5 นักคิดชื่อดังของไทย

วันอังคาร ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เพื่อรำลึกถึง 120 ปีชาตกาล “ศรีบูรพา” หรือ กุหลาบ สายประดิษฐ์ (พ.ศ. 2448-2517) นักคิด นักเขียน และนักสู้ผู้ฝากมรดกทางปัญญาไว้ให้แก่วงการน้ำหมึกและสังคมไทย แบรนด์สิ่งทอชั้นนำของไทยอย่าง “PASAYA” ร่วมกับ “กองทุนศรีบูรพา” จัดงานเสวนา “120 ปี ศรีบูรพา Young Today” ณ PASAYA Flagship Store ชั้น 3 สยามพารากอน พร้อมเปิดตัว​ “กระเป๋าศรีบูรพา” ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากผลงานและจิตวิญญาณของศรีบูรพา ภายใต้แนวคิด “ผืนผ้าที่บอกเล่าเรื่องใจ” คัดเลือกวลีอมตะจากบทประพันธ์ของศรีบูรพานำมาถักทอลงบนเนื้อผ้าอย่างประณีต 

บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างอบอุ่น ท่ามกลางนักคิด นักเขียน และสื่อมวลชนมากมาย ที่มาร่วมฟังเสวนาจากวิทยากรผู้ทรงความรู้จากหลายสาขา ได้แก่ ชมัยภร แสงกระจ่าง, วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์, โตมร ศุขปรีชา, กษิดิศ อนันทนาธร, และจรูญพร ปรปักษ์ประลัย พร้อมลำนำบทกวี  “รำลึกศรีบูรพา” โดย อาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ และ อัศวุธ อุปติ กรรมการกองทุนศรีบูรพา  โดยต่างเชื่อมโยงชีวิตและผลงานของศรีบูรพา ทั้งในฐานะนักเขียนและในฐานะปัจเจกบุคคลเข้ากับบริบทของสังคมปัจจุบันได้อย่างลึกซึ้ง สะท้อนถึงตัวตนของศรีบูรพาที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ ความกล้าหาญ เปี่ยมด้วยความรักในเพื่อนมนุษย์ และความปรารถนาที่จะเห็นสังคมที่ดีขึ้น วรรณกรรมของท่านเป็นกระจกสะท้อนสังคม ตลอดจนเครื่องมือในการจุดประกายความคิดแก่ผู้อ่าน ให้ลุกขึ้นมาตั้งคำถามและกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ผ่านเสียงสะท้อนทางความคิดดังนี้

ศรีบูรพาเขียนถึง “ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์” ผ่านความรัก

ในฐานะศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ พ.ศ. 2557 ชมัยภร แสงกะจ่าง เริ่มต้นด้วยมุมมองที่ลุ่มลึกและเข้าถึงแก่นของความเป็นมนุษย์ในงานเขียนของศรีบูรพา ความอ่อนโยนและเมตตาที่สะท้อนผ่านตัวละครในนวนิยายเรื่อง “ข้างหลังภาพ” จากตัวละครอย่าง  “นพพร” ชายหนุ่มผู้มีความรู้สึกนึกคิดที่ซับซ้อน และ “ม.ร.ว. กีรติ” ที่เต็มไปด้วยความเมตตาและความเข้าใจในธรรมชาติของความรัก

“ศรีบูรพาแสดงให้เห็นว่าความรักที่แท้จริงไม่จำเป็นต้องครอบครอง แต่เป็นการเข้าใจและยินดีในความสุขของอีกฝ่าย แต่สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นคือ ศรีบูรพาไม่ได้เขียนแค่เรื่องรัก หากแต่เขียนถึง ‘ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์’ ผ่านมุมมองของความรัก คุณหญิงกีรติเลือกที่จะเก็บงำความรู้สึกไว้ ไม่ใช่เพียงเพราะจารีต แต่เพื่อรักษาศักดิ์ศรีของตนเองและของคนที่เธอรัก ตัวละครของท่านมีชีวิตที่เลือกได้ แม้ในกรอบของสังคมที่จำกัด และนี่คือสิ่งที่ทำให้ผลงานของท่านมีความเป็นสากล” วรรคทองนี้ชวนให้มองถึงเรื่องราวความรักต่างวัย สู่การเคารพในการตัดสินใจและเกียรติของปัจเจกบุคคล ซึ่งเป็นแนวคิดที่ยังคงท้าทายสังคมไทยมาจนถึงปัจจุบัน

ศรีบูรพาคือ “นักสู้ทางความคิด” ที่ใช้ปากกาเป็นอาวุธ

ในฐานะผู้อำนวยการ Thai PBS วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการสารคดี โทรทัศน์ รวมถึงนักเขียนเจ้าของรางวัลศรีบูรพาคนที่ 23 (พ.ศ. 2554) ผู้มีศรีบูรพาเป็นแรงบันดาลใจในการทำงาน วันชัย ยอมรับว่า งานเขียนของศรีบูรพานำพาให้เราท่องโลกกว้างผ่านตัวอักษร เขาเป็นนักเขียนที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว ทั้งยังเป็นแบบอย่างที่ดีของนักหนังสือพิมพ์ในทุกยุคสมัย

“เรามักจดจำศรีบูรพาในฐานะนักเขียน แต่เบื้องหลังความอ่อนโยนของภาษา ท่านคือ ‘นักสู้ทางความคิด’ ที่มีปากกาเป็นอาวุธต่อสู้กับความอยุติธรรมในสังคม ชีวิตของท่านตั้งแต่เป็นนักหนังสือพิมพ์ นักเขียน นักกิจกรรมทางสังคม จนถึงการถูกจองจำในคุกถึงสองครั้งคือบทพิสูจน์ว่า อุดมการณ์ที่ยิ่งใหญ่ต้องแลกมาด้วยการเสียสละอันใหญ่ยิ่งเช่นเดียวกัน” ถ้อยคำนี้ฉาบฉายให้เห็นถึง “ราคา” ที่ศรีบูรพาต้องจ่าย เพื่อแลกกับการยืนหยัดในสิ่งที่ตนเชื่อและทำให้ตระหนักว่า เสรีภาพที่เราได้รับในวันนี้ มีหยาดเหงื่อและน้ำตาของนักต่อสู้อย่างท่านเป็นส่วนหนึ่งของมัน

คำว่า “แลไปข้างหน้า” คือการตั้งคำถามกับปัจจุบันอย่างกล้าหาญ

โตมร ศุขปรีชา นักคิดและนักเขียนผู้เฉียบคม ได้เชื่อมโยงอุดมการณ์ของศรีบูรพาเข้ากับโลกยุคใหม่อย่างน่าทึ่ง โตมรเน้นย้ำถึงความกล้าหาญและจุดยืนทางการเมืองของศรีบูรพา ที่สะท้อนให้เห็นว่า ศรีบูรพาเป็นทั้งนักเขียนและนักต่อสู้เพื่อความยุติธรรมและประชาธิปไตย “ศรีบูรพาใช้ชีวิตตามที่เขาเชื่อมั่น ดังที่เขียนไว้ในวรรณกรรม นั่นทำให้งานเขียนของศรีบูรพามีพลังอย่างมาก” คำกล่าวนี้ตอกย้ำให้เห็นถึงความสอดคล้องระหว่างชีวิตจริงและอุดมการณ์อันแน่วแน่ของศรีบูรพา

“นวนิยาย ‘แลไปข้างหน้า’ (ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผลงานที่ดีที่สุดของศรีบูรพา) คือการตั้งคำถามกับปัจจุบันอย่างกล้าหาญ คือการปฏิเสธที่จะยอมจำนนต่อสภาวะที่เป็นอยู่ ถ้าศรีบูรพายังมีชีวิตคงจะไม่ใช่แค่เขียนบทความ แต่ท่านจะตั้งคำถามกับ New Normal ตั้งคำถามกับโครงสร้างอำนาจ และท้าทายให้เรามองไปข้างหน้าเพื่อสร้างสังคมที่ดีกว่า” ด้วยการเป็นคนหนุ่มสาวทางความคิด (Young Today) คือการไม่หยุดตั้งคำถามกับชีวิต และใช้สติปัญญาเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความจริงและความเป็นธรรม เฉกเช่นที่ศรีบูรพาได้ทำมาตลอดชีวิต

จากนวนิยายเล่มแรก “สงครามชีวิต” สู่นักเขียนผู้เป็นแรงบันดาลใจ

ในมุมมองของนักวิชาการและกรรมการสภาคณาจารย์ มหาวิทยาลัยรามคำแหงอย่าง  กษิดิศ อนันทนาธรภาพของศรีบูรพาไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นนักประพันธ์ แต่คือภาพของนักสู้ผู้แน่วแน่ในอุดมการณ์ ที่เติบโตมากับวรรณกรรมของศรีบูรพาและนำไปปรับใช้ในชีวิตจริง เช่น การแจกเป็นของที่ระลึกในงานรับปริญญาและงานแต่งงาน

“หนังสือเล่มแรกของศรีบูรพาที่ผมอ่านคือ ‘สงครามชีวิต’ ทำให้ผมตกหลุมรักการใช้ภาษาและประทับใจงานเขียนของท่านมาตั้งแต่นั้น หนังสือเล่มนี้สะท้อนให้เราเห็นว่าแม้ในสถานการณ์ที่ยากลำบากที่สุด มนุษย์ก็ยังคงต้องรักษาความเป็นตัวเองและคุณค่าที่ยึดถือไว้ อีกเล่มที่ผมชอบคือ ‘จนกว่าเราจะพบกันอีก’ ซึ่งสะท้อนปรัชญาชีวิตได้อย่างลึกซึ้ง ว่าทุกสิ่งล้วนไม่จีรังและคุณค่าของความสัมพันธ์อยู่ที่ความเข้าใจและยอมรับในสิ่งเหล่านั้น”

เขายังกล่าวชื่นชมถึงความทุ่มเทในการแสวงหาความรู้และการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ เพื่อขยายขอบเขตความคิดและนำความรู้มาใช้ในการพัฒนาสังคม “ศรีบูรพาคือต้นแบบของนักอ่านที่ไม่เคยหยุดเรียนรู้ และใช้ความรู้ที่ได้มาเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง” สะท้อนถึงความมุ่งมั่นและความกระหายในการเรียนรู้ที่ไม่สิ้นสุดของศรีบูรพา

เสน่ห์ในงานของศรีบูรพาคือ “ความตรงไปตรงมา” ในการสื่อสาร

จรูญพร ปรปักษ์ประลัย นักเขียนบทและนักวิจารณ์วรรณกรรมผู้มองเห็นรายละเอียดในงานเขียน ชี้ให้เห็นถึงกลวิธีที่ทำให้งานของศรีบูรพายังคงตรึงใจนักอ่านข้ามยุคสมัย “เสน่ห์ในงานของศรีบูรพาที่หลายคนอาจมองข้ามคือ ‘ความตรงไปตรงมา’ ในการสื่อสารกับคนอ่าน ท่านไม่ประดิษฐ์ประดอยถ้อยคำจนเข้าไม่ถึง แต่ใช้ภาษาที่เรียบง่ายและสวยงามทว่าทรงพลัง เพื่อบอกเล่าความจริงที่ซับซ้อนของชีวิตและสังคมได้อย่างลุ่มลึก ทำให้คนธรรมดาๆ อย่างเราสามารถเชื่อมโยงและเข้าใจอุดมการณ์อันสูงส่งของท่านได้ นี่คือเหตุผลที่ทำให้ท่านยังคง ‘Young’ อยู่ในใจนักอ่านเสมอ”

งานเสวนา “120 ปี ศรีบูรพา Young Today” ชวนให้ระลึกถึงผลงานอันทรงคุณค่าของศรีบูรพา ตลอดจนการใช้ชีวิตที่สอดคล้องกับอุดมการณ์ ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้แก่คนรุ่นหลังได้อย่างสง่างาม บทเรียนจากศรีบูรพาจึงไม่ใช่แค่วรรณกรรม แต่เป็นบทเรียนของการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า ยึดมั่นในอุดมการณ์ และความกล้าหาญที่จะยืนหยัดเพื่อสิ่งที่ถูกต้อง

นอกจากนี้ การนำวรรคทองจากวรรณกรรมชั้นเยี่ยมของศรีบูรพา มาถ่ายทอดลงบน “ กระเป๋าผ้าศรีบูรพา” รังสรรค์โดย PASAYA เปรียบเสมือนการชุบชีวิตให้วรรณกรรมชั้นครูยังคงความคลาสสิค และเป็นส่วนหนึ่งในฉากชีวิตประจำวันของผู้คน เพื่อให้ผลงานของศรีบูรพายังคงส่องทางให้แก่นักอ่านและนักคิดในทุกยุคสมัย

กระเป๋าผ้าศรีบูรพา Woven Art Bag กระเป๋าผ้าทอรุ่นพิเศษนี้ ออกแบบโดย พงศกร มาตกำจร จัดทำขึ้นเพื่อรำลึกครบรอบ 120 ปีศรีบูรพา พร้อมคัดเลือกวลีอมตะจากวรรณกรรมของศรีบูรพานำมาถักทอลงบนกระเป๋าผ้า เพื่อรำลึกถึง “ความรัก ความกล้าหาญ และความงามของจิตวิญญาณมนุษย์”  ราคา 1,400 บาท รายได้ส่วนหนึ่งจำนวน 680 บาทต่อใบ จะถูกนำไปสนับสนุนโครงการ “ยังศรีบูรพา” (Young Sriburapha) เริ่มจำหน่ายแล้วที่ร้าน PASAYA ทั้ง 12 สาขาทั่วประเทศ และช่องทางออนไลน์ของ PASAYA ติดตามได้ที่ https://www.facebook.com/PASAYA.shop

พาราไดซ์ เพลส ร่วมเป็นพลังแห่งการแบ่งปัน ส่งต่ออนาคตการศึกษาให้เด็กไทย

พาราไดซ์ เพลส ร่วมเป็นพลังแห่งการแบ่งปัน ส่งต่ออนาคตการศึกษาให้เด็กไทย

พาราไดซ์ เพลส ร่วมเป็นพลังแห่งการแบ่งปัน ส่งต่ออนาคตการศึกษาให้เด็กไทย

วันอังคาร ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“เพราะศูนย์การค้าไม่ใช่แค่พื้นที่สำหรับการช้อปปิ้งจับจ่ายซื้อของเท่านั้น แต่ยังสามารถเป็นพื้นที่แห่งการแบ่งปันและสร้างประ โยชน์ให้สังคมได้เช่นกัน”

พาราไดซ์ เพลส ศูนย์การค้าในเครือเอ็ม บี เค เดินหน้าสร้าง “สังคมแห่งการให้” ที่ยั่งยืน ด้วยการส่งต่อ “โอกาส” ให้น้อง ๆ เยาวชนได้เรียนหนังสืออย่างต่อเนื่อง เปิดพื้นที่ให้เป็นจุดรวมพลังแห่ง “การให้” และ “การแบ่งปัน” โดยร่วมกับร้านปันกัน ภายใต้ มูลนิธิยุวพัฒน์ จัดกิจ กรรม “ปล่อยของ ส่งน้องเรียน ครั้งที่ 6” ณ ลานโปรโมชัน ชั้น 1 ซึ่งภายในงานเปิดจำหน่าย สินค้ามือสองคุณภาพดี ที่ได้รับการบริจาคมาจากผู้มีจิตศรัทธา โดยสินค้าทุกชิ้นผ่านการคัดสรรและตรวจสอบคุณ

ภาพอย่างละเอียดก่อนนำมาวางจำหน่ายในราคาย่อมเยา อาทิ ของใช้สำนักงาน ของตกแต่งบ้าน เครื่องใช้ไฟฟ้า เสื้อผ้า ซึ่งนอกจากผู้ซื้อจะได้สินค้าดี ราคาคุ้มค่าแล้ว รายได้จากการจำหน่าย ยังถูกนำไปใช้เป็นทุนการศึกษาเพื่อช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่ขาดโอกาสทางการศึกษาต่อไป นอกจากนี้ภายในงานยังเปิดรับบริจาคสิ่งของที่ยังอยู่ในสภาพดีและสามารถใช้งานได้ เพื่อนำไปจัดจำหน่ายในกิจกรรมครั้งต่อไป

พร้อมกันนี้ จรูญรัตน์ สาลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท พาราไดซ์ พาร์ค จำกัด ได้นำทีมพนักงานร่วมบริจาคสิ่งของสภาพดีให้แก่ ฐาปนีย์ สิ นาดโยธารักษ์ ผู้อำนวยการโครงการร้านปันกัน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อ “โอกาส” ที่จะสร้างอนาคตทางการศึกษาให้กับเด็กไทยต่อไป

สำหรับการจัดงานดังกล่าวทั้ง 4 วัน ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้าและประชาชนทั่วไป ที่ตั้งใจมาร่วมเลือกซื้อสินค้ามือสองสภาพดีในราคาจับต้องได้ และมีหลายคนได้นำสิ่งของที่ไม่ได้ใช้งานแล้วแต่ยังอยู่ในสภาพดีมาร่วมบริจาคอย่างต่อเนื่อง ทางด้าน ธีรนันท์ ธนวงศ์เลิศ พนักงาน MBK Spirit ซึ่งครั้งนี้เป็นทั้ง “ผู้ซื้อ” และ “ผู้บริจาค” กล่าวว่า “รู้สึกดีที่ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรม “ปล่อยของ ส่งน้องเรียน ครั้งที่ 6” เพราะนอกจากจะได้เลือกซื้อสินค้ามือสองคุณภาพดีในราคาที่จับต้องได้แล้ว เรายังได้มีโอกาสนำของที่ไม่ใช้แล้วแต่ยังอยู่ในสภาพดีมาบริจาค ซึ่งของเหล่านี้สามารถเปลี่ยนเป็น “โอกาส” ให้น้องๆ ได้มีโอกาสเรียนต่อได้  อยากเชิญชวนทุกคนที่สนใจสินค้ามือสองสภาพดีในราคาจับต้องได้ สามารถมาเลือกซื้อสินค้าที่งาน ปล่อยของ ส่งน้องเรียน ในครั้งต่อไปได้ หรือหากใครมีของใช้ที่ยังอยู่ในสภาพดี ก็สามารถนำไปบริจาคได้ ที่ ร้านปันกัน ได้เช่นกันครับ”

มธุชุดา งั่งสำฤทธิ์ พนักงานบริษัท กล่าวว่า “งานนี้เป็นโอกาสให้เราได้มอบสิ่งดี ๆ ให้กับเด็กที่ขาดโอกาสด้านการศึกษา ไม่เพียงแต่เราได้ให้ แต่ยังได้รับความสุขใจและความอิ่มบุญกลับมาในเวลาเดียวกัน เพราะสินค้าที่เราซื้อในงานนี้จะกลายเป็นทุนการศึกษาที่ต่อยอดให้น้อง ๆ ได้มีโอกาสเรียนหนังสือต่อไป”

จุฑาทิพย์ คณานุสรณ์ เจ้าของธุรกิจ “ดีใจที่กิจกรรมดี ๆ อย่าง “ปล่อยของ ส่งน้องเรียน ครั้งที่ 6” มาจัดขึ้นที่พาราไดซ์ เพลส ในงานมีของให้เลือกหลากหลาย และสินค้าที่นำมาขายในงานก็เป็นของที่เราได้นำไปใช้ประโยชน์จริง ที่สำคัญคือค่าใช้จ่ายที่เราจ่ายไปในวันนี้ จะกลายเป็นทุนการศึกษาที่ให้น้อง ๆ ได้เรียนหนังสือต่ออีกด้วย ถ้ามีจัดครั้งต่อไปยินดีที่จะมาอุดหนุนอีกแน่นอนค่ะ”

โดยรายได้จากจำหน่ายสินค้าภายในงานครั้งนี้ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 424,440 บาท และเงินจำนวนดังกล่าวจะถูกนำไปมอบเป็นทุนการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนที่ขาดโอกาส พร้อมทั้งสนับสนุนโครงการพัฒนาเยาวชนไทย โดย มูลนิธิยุวพัฒน์ เพื่อให้พวกเขาได้มีโอกาสเรียนรู้ เติบโต และสร้างอนาคตที่ดีต่อไป

“ศูนย์การค้าพาราไดซ์ เพลส ขอบคุณทุกน้ำใจที่ร่วมกันสร้าง “พลังแห่งการแบ่งปัน” ผ่านกิจกรรมครั้งนี้ เพราะทุกการให้ของคุณ คือ การสร้างโอกาส..สร้างอนาคตให้น้องๆ อีกหลายๆ คน”

จรูญรัตน์ สาลี กก.ผจก.บจ.พา
ราไดซ์ พาร์ค และ ฐาปนีย์ สินาดโยธารักษ์ ผอ.โครงการร้านปันกัน

จรูญรัตน์ สาลี กก.ผจก.บจ.พา ราไดซ์ พาร์ค และ ฐาปนีย์ สินาดโยธารักษ์ ผอ.โครงการร้านปันกัน

ธีรนันท์ ธนวงศ์เลิศ พนักงาน MBK Spirit

ธีรนันท์ ธนวงศ์เลิศ พนักงาน MBK Spirit

มธุชุดา งั่งสำฤทธิ์ พนักงานบริษัท

มธุชุดา งั่งสำฤทธิ์ พนักงานบริษัท

จุฑาทิพย์ คณานุสรณ์ เจ้าของธุรกิจ

จุฑาทิพย์ คณานุสรณ์ เจ้าของธุรกิจ

‘MILKLAB’ ควงแชมป์โลกบาริสต้า เสิร์ฟประสบการณ์กาแฟสุดพิเศษให้บาริสตาและคอกาแฟไทย ในงาน ‘Brew Your Vibe’

‘MILKLAB’ ควงแชมป์โลกบาริสต้า เสิร์ฟประสบการณ์กาแฟสุดพิเศษให้บาริสตาและคอกาแฟไทย  ในงาน ‘Brew Your Vibe’

‘MILKLAB’ ควงแชมป์โลกบาริสต้า เสิร์ฟประสบการณ์กาแฟสุดพิเศษให้บาริสตาและคอกาแฟไทย ในงาน ‘Brew Your Vibe’

วันจันทร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.31 น.

MILKLAB แบรนด์นมทางเลือกอันดับหนึ่งจากออสเตรเลียมอบประสบการณ์คาเฟ่สุดพิเศษแก่เหล่าบาริสตาและคอกาแฟชาวไทย ในงาน “Brew Your Vibe”   ในบรรยากาศสุดคูล จัดเต็มเครื่องดื่มฟรี พร้อมดนตรีจากเหล่าดีเจ ณ บริเวณ Atrium 2 ศูนย์การค้าสยามเซ็นเตอร์เมื่อเร็วๆ นี้

“MILKLAB” เปลี่ยนลาน Atrium 2 ศูนย์การค้าสยามเซ็นเตอร์ให้กลายเป็นปาร์ตี้สุดมัน แนะนำให้บาริสตาผู้เข้าร่วมงานและผู้ที่สนใจทั่วไปได้สัมผัสผลิตภัณฑ์นมพืชระดับพรีเมียมที่โดดเด่นทั้งในด้านรสชาติ เนื้อสัมผัส และคุณสมบัติในการเข้ากับกาแฟและเครื่องดื่มต่างๆอย่างลงตัว โดยแนะนำสูตรเครื่องดื่มซิกเนเจอร์ใหม่ Iced Strawberry Matcha และ Iced Pistachio Latte พร้อมเสิร์ฟรีภายในงาน

Mr. Serge Costi, General Manager – Marketing, Noumi Ltd นำทีมผู้บริหาร MILKLAB จากออสเตรเลียให้การต้อนรับผู้มาร่วมงานอย่างอบอุ่น โดยมีคุณเอกวิทย์ ชัยวรานุรักษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารหน่วยธุรกิจ สยามเซ็นเตอร์ และสยามดิสคัฟเวอรี่ บริษัทสยามพิวรรธน์ จำกัด ร่วมให้การต้อนรับ 

ผู้เข้าร่วมงานต่างเพลิดเพลินกับการชมการสาธิตลาเต้อาร์ตและเมนูเครื่องดื่ม ซิกเนเจอร์จาก  วรกมล “มุก” เลี้ยงรักษา หรือ  @missmookxx MILKLAB Brand Ambassador ที่เป็นบาริสตาชาวไทยและ influencer  ชื่อดังในเมลเบิร์น ออสเตรเลีย พร้อมเสียงเพลงจากดีเจชื่อดังอย่าง Taidy, Patra, Bestboi และ Esspee ที่มาสร้างบรรยากาศชิล ๆ ตลอดงาน นอกจากนี้ยังมีเกมส์ ของขวัญ ของที่ระลึกและส่วนลดสำหรับกาแฟอีกมากมาย

ไฮไลต์ของงานเป็นกิจกรรม “Omakafe”  กับ Mikael Jasin แชมป์โลกบาริสต้า 2024 แบรนด์แอมบาสเดอร์ของ MILKLAB กับประสบการณ์การจับคู่กาแฟกับนมพืชผ่านรสชาติใหม่ที่ไม่คาดคิดมาก่อนให้กับบาริสตาผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน อาทิ กาแฟรสชาติใหม่ผสานแรงบันดาลใจจากเมนูไอริชคอฟฟี่ หรือการประยุกต์เมนู “Bandrek” ซึ่งเป็นกาแฟตำรับดั้งเดิมของอินโดนีเซียให้เป็นเครื่องดื่มรสชาติใหม่ที่น่าสนใจ สร้างบรรยากาศสุดสร้างสรรค์และประสบการณ์การชงเปี่ยมล้นแรงบันดาลใจให้แก่ผู้ร่วมเวิร์คช้อป

Mr. Serge Costi กล่าวว่า “งานที่สยามเซ็นเตอร์นี้ นับเป็นโอกาสดีเยี่ยมของ MILKLAB ในการนำเสนอแก่นแท้ของความเป็นนมพืชคุณภาพสูงที่คิดค้นขึ้นเพื่อกลุ่มบาริสต้าและกาแฟสเปเชียลตี้โดยเฉพาะ ขณะที่ตลาดนมพืชในประเทศไทยกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องที่ 14% ต่อปี เรามองเห็นโอกาสมหาศาลในการขยายตัว เป้าหมายของเราคือการร่วมมือกับร้านกาแฟให้มากขึ้น เริ่มจากกรุงเทพฯ และต่อยอดไปยังเชียงใหม่ ภาคใต้ และพัทยา ที่ใดมีวัฒนธรรมกาแฟ ที่นั่นคือที่ที่ MILKLAB จะเข้าไปมีส่วนร่วม เติบโตไปพร้อมกับชุมชน และส่งมอบประสบการณ์กาแฟที่มีคุณภาพผ่านความร่วมมือและความสร้างสรรค์”

Mikael Jasin กล่าวต่อว่า “สิ่งที่ผมชื่นชมเกี่ยวกับ MILKLAB คือการให้ความสำคัญกับนมพืชไม่ใช่แค่ในฐานะของนมทางเลือก แต่ในฐานะของวัตถุดิบที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับกาแฟสเปเชียลตี้อย่างแท้จริง นมพืชแต่ละชนิด ไม่ว่าจะเป็นโอ๊ต อัลมอนด์ หรือถั่วเหลือง ต่างก็มีคุณ สมบัติเฉพาะตัว ทั้งในด้านการสตีม รสชาติ และการผสมผสานให้เข้ากับกาแฟได้อย่างลงตัว สำหรับบาริสต้าแล้ว สิ่งนี้เปิดโอกาสให้เกิดการสร้างสรรค์ที่ก้าวไกลกว่ากาแฟลาเต้แบบเดิมๆ”

“การได้มาร่วมจัดกิจกรรมในสถานที่อย่างสยามเซ็นเตอร์ครั้งนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงการสื่อสารกับคนในวงการกาแฟเท่านั้น แต่ยังเป็นการเชื้อเชิญผู้บริโภคทั่วไปให้เข้ามามีส่วนร่วมและสัมผัสโลกแห่งความคิดสร้างสรรค์นี้ไปด้วยกัน เพราะในวันนี้ กาแฟไม่ใช่แค่เครื่องดื่ม แต่คือภาษากลางที่ทรงพลัง เชื่อมโยงผู้คนจากหลากหลายวัฒนธรรม และเมื่อผสานเข้ากับกระแสของนมพืชที่กำลังเติบโต กาแฟก็ยิ่งกลายเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้นสำหรับทุกคน และน่าตื่นเต้นมากขึ้นกว่าที่เคย”

MILKLAB ได้รับการยอมรับจากร้านกาแฟในออสเตรเลียว่าเป็นแบรนด์นมพืชสำหรับบาริสต้าอันดับ 1  และยังขยายตลาดสู่กว่า 20 ประเทศทั่วโลก การจัดงานครั้งนี้จึงไม่เพียงตอกย้ำความสำคัญของตลาดกาแฟและวัฒนธรรมคาเฟ่ที่แข็งแกร่งในประเทศไทย แต่ยังเป็นการเชื่อมโยงชุม ชนคอกาแฟ บาริสต้า และผู้ประกอบการร้านกาแฟให้ร่วมสร้างวัฒนธรรมใหม่ที่ยั่งยืนและสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคน

Mr. Serge Costi

Mr. Serge Costi

Mikael-Jasin

Mikael-Jasin

ร้านอาหารคำหอมชวนมาเปิดประสบการณ์ ‘เชฟเทเบิ้ล’ กับ ‘เชฟเอียน กิตติชัย’

ร้านอาหารคำหอมชวนมาเปิดประสบการณ์ ‘เชฟเทเบิ้ล’ กับ ‘เชฟเอียน กิตติชัย’

ร้านอาหารคำหอมชวนมาเปิดประสบการณ์ ‘เชฟเทเบิ้ล’ กับ ‘เชฟเอียน กิตติชัย’

วันจันทร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.31 น.

ร้านอาหารคำหอม โรงแรมเมอเวนพิค บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท กรุงเทพฯ นำเสนอค่ำคืนและมื้ออาหารอันแสนอบอุ่นจากเชฟเอียน-กิตติชัย กับ กิจกรรมเชฟเทเบิ้ล (Chef’s Table) สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ให้ลูกค้าทุกท่านได้สัมผัสรสชาติแห่งอาหารตำรับไทย ที่จะผสานวัฒนธรรมการปรุงอาหารอันหลากหลายจากทั่วทุกภูมิภาคผ่านเรื่องราวจากเมนูอาหาร 6 คอร์ส ที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน เสาร์ที่ 26 กรกฎาคม 2568
เปิดรสสัมผัสแห่งค่ำคืนด้วย เมนู “ข้าวตังหน้าตั้ง” ข้าวตังกรุบกรอบพร้อมเครื่องจิ้มไก่ปรุงพิเศษสูตรร้านคำหอม ตามด้วย เมนู “ยำส้มโอปูนิ่ม” ปูนิ่มทอดกรอบ เสิร์ฟคู่กับยำส้มโอรสจัดจ้าน เติมต่อความอร่อยด้วยเมนู “แกงรัญจวนซี่โครงหมู”ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว พร้อมสายบัวที่แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนที่ซ่อนรสชาติและเทคนิคของการทำอาหารไทยประจำภูมิภาคอีกด้วย


 
ตามด้วยเมนูเด่นอย่าง “แกงเผ็ดขาเป็ดกรอบ” เนื้อขาเป็ดกรอบนอกนุ่มในมากับแกงกะทิรสจัดจ้าน เสิร์ฟพร้อมข้าวสวยหอมมะลิหอมกรุ่นกำลังดี ปิดท้ายมื้ออาหารด้วยของหวานเกินห้ามใจอย่างเมนู “ดอกมะลิ หยกมณี” พานาคอตต้ารสเลิศกลิ่นมะลิ เสิร์ฟพร้อมสาคูใบเตยและน้ำกระสาย ด้วยองค์ประกอบจากขนมหวานไทยแบบดั้งเดิม ที่ถูกรังสรรค์ขึ้นมาใหม่ได้อย่างแยบยล

เชฟเอียน-กิตติชัย กล่าวว่า “เชฟเทเบิ้ล ครั้งนี้จะได้สัมผัสถึงความลึกล้ำในศาสตร์แห่งการปรุงอาหารไทย อาหารแต่ละจานล้วนเน้นย้ำถึงวิถีภูมิปัญญา และเทคนิคการทำอาหารแบบดั้งเดิมของแต่ละภูมิภาค ที่ยังคงสืบสาน อีกทั้งยังคงรักษาคุณลักษณะของวัตถุดิบระดับพรีเมี่ยมได้อย่างสมบูรณ์ ชัดเจน นับเป็นความลงตัวแห่งช่วงเวลา วัฒนธรรม การตีความอย่างสร้างสรรค์ที่ได้สมดุลในทุกจานให้เป็นมื้ออาหารอันอบอุ่นสุดประทับใจ”


นอกจากนี้ ร้านอาหารคำหอมยังนำเสนอไวน์จากฝรั่งเศสที่ได้คัดสรรอย่างพิถีพิถันเพื่อเสิร์ฟถึง 3 คอร์ส อันได้แก่ ไวน์ไรสลิง จากแคว้น อาลเซเชียน (Alsatian Riesling) เสิร์ฟเป็นคอร์สเปิด ไวน์เบอร์กันดี เสิร์ฟคู่กับจานแกงเผ็ดเป็ดย่าง และปิดท้ายด้วยการร่วมวงสนทนาอันเปี่ยมด้วยอรรถรสหลังมื้ออาหารที่จับคู่กันได้อย่างลงตัวระหว่างรสชาติแบบไทย และวัฒนธรรมการผลิตไวน์ของฝั่งยุโรป

Chef’s Table with Chef Ian Kittichai จัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 26 กรกฎาคม 2568 นี้ ให้บริการเวลา 18.30 น.- 22.00 น. โดยเมนู 6 คอร์ส ราคา 1,600++ บาท ต่อท่าน และสามารถจับคู่กับไวน์ได้ในราคา 3,200 บาท++ ต่อท่าน สมาชิก Accor Plus รับส่วนลด 25%, สมาชิก ALL Accor Live Limitless รับคะแนนสะสม Dining Rewards Points

สำรองที่นั่งผ่านเว็บไซต์ https://khumhomrestaurant.com/th/chef-table-with-chef-ian-kittichai/ หรือ โทร. 02 666 3311

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) จัดการอบรมเครือข่ายเตือนภัยพิบัติ ปี 68 เชียงใหม่ – ลำพูน

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) จัดการอบรมเครือข่ายเตือนภัยพิบัติ ปี 68 เชียงใหม่ - ลำพูน

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) จัดการอบรมเครือข่ายเตือนภัยพิบัติ ปี 68 เชียงใหม่ – ลำพูน

วันจันทร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.18 น.

ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองประธานกรรมการที่ปรึกษาและประธานกรรมการบริหาร มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย  ทำหน้าที่แทนประธานกรรมการมูลนิธิฯ  เป็นประธานในพิธีเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการ “เครือข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชนเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” ปี พ.ศ. 2568 โดยมี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ คณะกรรมการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) นายอำเภอดอยสะเก็ด ตัวแทนภาครัฐ ตัวแทนภาคเอกชน เครือข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชนเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) 19 ชุมชน และ เครือข่ายศูนย์เฝ้าระวังและตอบโต้ภัยพิบัติ เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) – ราชภัฏเชียงราย เข้าร่วมในพิธีเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 68 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุม Grand Hall ฮอไรซอน วิลเลจรีสอร์ต จังหวัดเชียงใหม่

เครือข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชนเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) จัดตั้งขึ้นจากพระดำริในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา องค์ประธานกรรมการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ที่ทรงให้มูลนิธิฯ ดำเนินกิจกรรมด้านการเฝ้าระวังภัยพิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเหตุอุทกภัยและดินถล่ม เพื่อป้องกันและลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน โดยจัดให้มีระบบการเตือนภัยล่วงหน้าโดยอาศัยสถานีโทรมาตรอัตโนมัติที่ทรงมีพระดำริให้ติดตั้งในบริเวณพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย และในพื้นที่ป่าต้นน้ำทั่วประเทศ รวมทั้งทรงพระราชทานแนวทางในการบริหารจัดการน้ำในระดับชุมชน และการเสริมสร้างศักยภาพและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยให้มีองค์ความรู้ ความพร้อม และความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์ภัยพิบัติที่กำลังจะเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที และเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายในการเฝ้าระวังภัยให้ครอบคลุมในพื้นที่เสี่ยงภัยทั่วประเทศ 

มูลนิธิ ฯ จึงได้น้อมนำพระดำริมาดำเนินงานร่วมกับภาคีเครือข่าย  และจัดตั้งเครือข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชนเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ในทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ  เพื่อให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังภัย การเตือนภัยและอพยพกรณีประสบภัยพิบัติ รวมทั้งมีการบริหารจัดการน้ำในระดับชุมชนอย่างยั่งยืน ซึ่งมูลนิธิฯ ได้ให้การสนับสนุนงบประมาณและอุปกรณ์ต่าง ๆ ในการดำเนินงานด้านการเฝ้าระวังและเตือนภัยพิบัติชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปี 2562

การอบรมเชิงปฏิบัติการ “เครือข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชนเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” ปี พ.ศ. 2568 จัดขึ้นเพื่อสนองพระดำริและเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา องค์ประธานกรรมการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ระหว่างวันที่ 21 – 23 กรกฎาคม 2568 ณ Horizon Village Resort และสวนพฤกษศาสตร์ทวีชล เชียงใหม่ และศูนย์บริหารจัดการน้ำจังหวัดลำพูน โดยเครือข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชนฯ ได้เข้าร่วมการฝึกอบรมพร้อมทั้งแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ รวมทั้งได้ศึกษาดูงานและรับการถ่ายทอดจากผู้มีประสบการณ์จริงด้านการเตือนภัย ช่วยเหลือกู้ภัย และการบริหารจัดการน้ำ  การฝึกอบรมในด้านการวิเคราะห์ความเสี่ยงและการจัดทำแผนเตรียมความพร้อมของชุมชนเพื่อป้องกันและรับมือกับภัยพิบัต

ภายในงานมีการจัดแสดง ผลิตภัณฑ์จากเครือข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชนเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) 19 ชุมชน ทั่วประเทศ ซึ่งมูลนิธิฯได้ช่วยเหลือในการฟื้นฟูอาชีพและนำผลิตภัณฑ์มาช่วยจำหน่ายเพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชน /นิทรรศการถ่ายทอดความรู้ อาทิ ระบบการจัดการภัยพิบัติ โดย ต้นแบบเครือข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชนเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ตำบลเกาะขันธ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช การดำเนินงานศูนย์เฝ้าระวังและตอบโต้ภัยพิบัติเพื่อนพึ่ง (ภาฯ)-ราชภัฏเชียงราย การให้คำแนะนำด้านกฎหมาย อาหารและยา ทั้งนี้เครือข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชนฯ ที่เข้าร่วมการฝึกอบรมจะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ รวมทั้งได้ศึกษาดูงานและรับการถ่ายทอดจากผู้มีประสบการณ์จริงด้านการเตือนภัย ช่วยเหลือกู้ภัย และการบริหารจัดการน้ำแล้ว ยังจะได้รับการฝึกอบรมในด้านการวิเคราะห์ความเสี่ยงและการจัดทำแผนเตรียมความพร้อมของชุมชนเพื่อป้องกันและรับมือกับภัยพิบัติ

ปัจจุบัน มูลนิธิฯ ขยายเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมกว่า 395 หมู่บ้าน ภายใต้เครือข่ายฯ 19 ชุมชน ทั่วประเทศ  และขยายเครือข่ายการดำเนินงานร่วมกับศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนใต้ เพื่อเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญในการดำเนินงานด้านการเฝ้าระวังภัยพิบัติ การบรรเทาทุกข์ และการฟื้นฟูอย่างยั่งยืน ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้

เปิดแล้ว! ‘Healthsphere Clinic’ คลินิกสุขภาพแนวใหม่ เข้าถึงง่าย – มาตรฐานระดับมืออาชีพ

เปิดแล้ว! ‘Healthsphere Clinic’ คลินิกสุขภาพแนวใหม่ เข้าถึงง่าย – มาตรฐานระดับมืออาชีพ

เปิดแล้ว! ‘Healthsphere Clinic’ คลินิกสุขภาพแนวใหม่ เข้าถึงง่าย – มาตรฐานระดับมืออาชีพ

วันจันทร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.58 น.

สุขภาพแห่งใหม่ใจกลางอารีย์ พร้อมแนวคิด “Your Health Partner..เพื่อนสุขภาพของคุณ เพื่อสร้างคุณในเวอร์ชั่นที่ดีกว่า” 

Healthsphere Clinic สหคลินิก เป็นทั้งคลินิก และคลินิกเทคนิคการแพทย์ (ตรวจวิเคราะห์เลือด) ดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในทำเลศักยภาพใจกลางย่านอารีย์ แหล่งรวมไลฟ์สไตล์ของคนเมืองที่ใส่ใจสุขภาพ ด้วยการเดินทางที่สะดวกสบายและบรรยากาศที่เป็นมิตร คลินิกแห่งนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นคลินิกสุขภาพแนวใหม่ที่เข้าถึงง่าย น่าเชื่อถือ และให้บริการด้วยมาตรฐานระดับมืออาชีพ

เพราะเราเชื่อว่า ทุกคนมีความแตกต่างกัน วิสัยทัศน์ของเราคือ “สุขภาพที่ดีต้องเริ่มจากปัจจัยเฉพาะตัวบุคคล” ทำให้ HealthSphere Clinic มุ่งเน้นการดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคลแบบองค์รวม โดยบูรณาการองค์ความรู้ทางการแพทย์ที่ทันสมัย เทคโนโลยีด้านสุขภาพ และทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในตัวบุคคล เพื่อให้ผู้รับบริการได้รับการดูแลที่ตรงจุด มีประสิทธิภาพ และออกแบบแผนดูแลสุขภาพที่จำเพาะต่อความต้องการของลูกค้าแต่ละราย เพื่อเป้าหมายในการใช้ชีวิตได้อย่างเต็มศักยภาพ

ท่ามกลางคลินิกมากมายในย่านอารีย์ HealthSphere Clinic คือคลินิกเพียงหนึ่งเดียว ตั้งอยู่ ณ ปากอารีย์ซอย 5 ตัดกับซอยพหลโยธิน 7 ที่นี่ให้บริการตรวจสุขภาพเชิงลึกในราคาสมเหตุสมผล ตรวจเลือด และสุขภาพ รวมถึงมีบริการตรวจสุขภาพพนักงานบริษัทต่างๆ  และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้ที่มีสุขภาพดีแต่ต้องการวางแผนสุขภาพระยะยาว ทั้งยังมีแพทย์ประจำทุกวัน ที่พร้อมสำหรับการออกใบรับรองแพทย์ และมีบริการตรวจสุขภาพเบื้องต้นที่หลายคนมักละเลย เช่น ตรวจระดับน้ำตาล ไขมัน และการประเมินภาวะการนอนหลับ 

หนึ่งในจุดเด่นของคลินิก คือการส่งตรวจดีเอ็นเอที่ห้องปฏิบัติการในต่างประเทศโดยตรง ช่วยให้ได้ผลตรวจที่รวดเร็วภายใน 10 วัน และมีความแม่นยำสูง รองรับการวิเคราะห์ที่ซับซ้อน เช่น การตรวจพันธุกรรม (Genetic Screening) เพื่อคัดกรองความเสี่ยงของโรคในระดับที่แม่นยำที่สุด นอกจากนั้นยังมีโปรแกรมวิเคราะห์การนอนหลับ (Sleeping Test), การให้คำปรึกษาและจ่ายยา PrEP/ PEP (Pre/Post-Exposure Prophylaxis) รวมถึงการดูแลสุขภาพทางเพศ และการตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยทีมแพทย์เฉพาะทาง

นอกจากนี้การควบคุมน้ำหนักอย่างปลอดภัย โดยแพทย์เฉพาะทางด้านต่อมไร้ท่อ จะช่วยดูแลเป้าหมายด้านการควบคุมน้ำหนักที่เหมาะสม การเฝ้ามองระดับสมดุลฮอร์โมน ภาวะกระดูกพรุน ระดับน้ำตาล ไขมัน การให้คำแนะนำด้านการโภชนาการและสุขภาพโดยรวมได้อย่างตรงจุดอีกด้วย เพียงแค่ทำนัดเพื่อเข้าหารือกับแพทย์ ทีมจะช่วยคุณในการได้รับคำแนะนำอย่างเฉพาะตัวคุณได้โดยทีมงานมืออาชีพ  

Healthsphere Clinic ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยทางจิตใจของผู้ใช้บริการ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการรักษาความลับทางสุขภาพ หรืออยู่ในกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) ทุกขั้นตอนของการให้บริการถูกออกแบบมาเพื่อไม่ตัดสิน ไม่คาดเดา และไม่ละเมิดพื้นที่ความสบายใจของผู้ป่วย ผู้รับบริการสามารถเลือกเปิดเผยข้อมูลเท่าที่จำเป็นได้อย่างอิสระ

บุคลากรของคลินิกประกอบไปด้วยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ นำโดย พญ.ศศินุช รุจนเวช แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์โรคติดเชื้อ, พญ.บุญธิดา วาสิกะสิน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรกรรมต่อมไร้ท่อ และ ดร.วิชยุตม์ ทัพวงษ์ นักเทคนิคการแพทย์และนักพิษวิทยาสิ่งแวดล้อม  คุณชนกพร สถาพรเจริญชัย นักเทคนิคการแพทย์ และนักให้คำปรึกษาทางพันธุกรรม ซึ่งทำงานร่วมกับทีมพยาบาลอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างประสบการณ์การดูแลสุขภาพที่ละเอียด รอบด้าน และยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง เช่น โปรแกรมตรวจการนอนหลับที่เริ่มจากการวินิจฉัยโดยเทคนิคการแพทย์ ให้คำแนะนำโดยพยาบาล และวางแผนการรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ผู้รับบริการได้รับการดูแลที่ต่อเนื่อง แม่นยำ และครอบคลุม 

นอกจากนี้ HealthSphere Clinic ยังพัฒนาเทคโนโลยีด้านสุขภาพในชีวิตประจำวัน เช่น เครื่องตรวจระดับน้ำตาลแบบเรียลไทม์ที่แสดงผลทุก 10 นาที หรืออุปกรณ์ตรวจการนอนหลับที่บ้าน ซึ่งสามารถส่งข้อมูลผ่านมือถือโดยตรงถึงศูนย์แพทย์ เพื่อให้แพทย์สามารถปรับค่าการรักษาได้ในทันที สะท้อนแนวทางการป้องกันโรค และดูแลสุขภาพแบบเฉพาะบุคคล (Personalized & Preventive Care) อย่างแท้จริง

สำหรับในอนาคตอันใกล้ คลินิกมีแผนขยายบริการด้าน Telehealth และระบบติดตามสุขภาพแบบ Home-Based รวมถึงเตรียมเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงภายใน 3-5 ปี เพื่อรองรับพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพได้ทุกเวลา

“เราไม่อยากดูแลแค่คนป่วย แต่เราอยากดูแลคนที่ยังไม่ป่วยให้มีความพร้อม เพื่อใช้ชีวิตได้อย่างเต็มศักยภาพ และเติบโตได้อย่างยั่งยืน” นี่คือแนวคิดของ HealthSphere Clinic ที่ตั้งใจจะเป็นมากกว่าคลินิกทั่วไป แต่ขอเป็นเพื่อนร่วมทางสุขภาพของคุณในทุกช่วงวัย ทุกไลฟ์สไตล์ และทุกความหลากหลายของมนุษย์ สนใจเข้ารับบริการหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: https://www.facebook.com/HealthsphereClinicArisoi5  Line: @healthsphereclinic / โทร. 062-5475475 เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่ 9.00 – 19.00 น. 

-(016)