‘หมวกหนึ่งใบ กำลังใจไม่สิ้นสุด’ กลุ่มโรงพยาบาลซีจีเอช รวมพลังแบ่งปัน รับบริจาคหมวกเพื่อส่งต่อความห่วงใยให้ผู้ป่วยมะเร็ง

'หมวกหนึ่งใบ กำลังใจไม่สิ้นสุด' กลุ่มโรงพยาบาลซีจีเอช รวมพลังแบ่งปัน รับบริจาคหมวกเพื่อส่งต่อความห่วงใยให้ผู้ป่วยมะเร็ง

‘หมวกหนึ่งใบ กำลังใจไม่สิ้นสุด’ กลุ่มโรงพยาบาลซีจีเอช รวมพลังแบ่งปัน รับบริจาคหมวกเพื่อส่งต่อความห่วงใยให้ผู้ป่วยมะเร็ง

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.30 น.

กลุ่มโรงพยาบาลซีจีเอช ตอกย้ำบทบาทการเป็นองค์กรด้านสุขภาพที่ใส่ใจสังคม เดินหน้าสานต่อกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) เปิดรับบริจาค “หมวก” เพื่อส่งต่อกำลังใจให้แก่ผู้ป่วยโรคมะเร็ง เนื่องในโอกาส วันมะเร็งโลก (World Cancer Day) โดยกิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นพร้อมกันทั้ง 3 สาขา ได้แก่ โรงพยาบาลซีจีเอช พหลโยธิน, โรงพยาบาลซีจีเอช สายไหม และโรงพยาบาลซีจีเอช ลำลูกกา 


 
การบริจาคหมวกในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบทางร่างกายและจิตใจของผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ระหว่างการรักษา โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับผลข้างเคียงจากการทำเคมีบำบัดซึ่งอาจทำให้ผมร่วง หมวกจึงไม่ใช่เพียงเครื่องแต่งกาย แต่เป็นสัญลักษณ์ของความห่วงใย ความอบอุ่น และกำลังใจที่ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้ผู้ป่วยสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้ 


 
หมวกทุกใบที่ได้รับจากการบริจาค กลุ่มโรงพยาบาลซีจีเอช จะทำการรวบรวม คัดแยก และส่งต่อให้แก่ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ และ โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช กรมแพทย์ทหารอากาศ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการดูแลผู้ป่วยมะเร็งอย่างเหมาะสมและทั่วถึง 


 
กิจกรรมรับบริจาคหมวกในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นของกลุ่มโรงพยาบาลซีจีเอช ในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ควบคู่ไปกับการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งในสังคมไทย ภายใต้แนวคิดที่ว่า “การดูแลสุขภาพที่ดี ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การรักษาทางการแพทย์ แต่รวมถึงการดูแลหัวใจและความรู้สึกของผู้ป่วยด้วย” 


 
กลุ่มโรงพยาบาลซีจีเอช ขอขอบพระคุณ ประชาชน ผู้ป่วย ญาติ และผู้ที่สนใจ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแบ่งปันน้ำใจ ด้วยการบริจาคหมวกใหม่หรือหมวกสภาพดี สะอาด เหมาะสำหรับผู้ป่วย เพื่อนำไปส่งต่อความหวัง ความห่วงใย และพลังใจให้แก่ผู้ป่วยมะเร็งในโอกาสวันมะเร็งโลกนี้ 
 


เพราะ “หมวกหนึ่งใบ” อาจเปลี่ยน “วันธรรมดา” ของใครบางคน ให้เต็มไปด้วยรอยยิ้มและกำลังใจที่ยิ่งใหญ่

องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต ร่วมกับ จังหวัดภูเก็ต เตรียมจัดงานสดุดี ‘ท้าวเทพกระษัตรี–ท้าวศรีสุนทร’ ส่งเสริมท่องเที่ยวประวัติศาสตร์–วัฒนธรรม

องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต ร่วมกับ จังหวัดภูเก็ต เตรียมจัดงานสดุดี 'ท้าวเทพกระษัตรี–ท้าวศรีสุนทร' ส่งเสริมท่องเที่ยวประวัติศาสตร์–วัฒนธรรม

องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต ร่วมกับ จังหวัดภูเก็ต เตรียมจัดงานสดุดี ‘ท้าวเทพกระษัตรี–ท้าวศรีสุนทร’ ส่งเสริมท่องเที่ยวประวัติศาสตร์–วัฒนธรรม

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.22 น.

องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต ร่วมกับ จังหวัดภูเก็ต เตรียมจัดงานสดุดี “ท้าวเทพกระษัตรี–ท้าวศรีสุนทร” ภายใต้แนวคิด “รักชาติ ปกป้องแผ่นดิน วีรสตรีศรีถลาง” เพื่อรำลึกถึงวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของสองวีรสตรีผู้มีบทบาทสำคัญในการปกป้องเมืองถลาง และสร้างความภาคภูมิใจในรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ของชาวภูเก็ต

การจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมควบคู่กับ การท่องเที่ยวหลักของจังหวัดภูเก็ต พร้อมทั้งกระตุ้นการมีส่วนร่วมของประชาชน นักท่องเที่ยวชาวไทย–ต่างชาติ รวมถึงนักเรียนและนักศึกษา ตลอดจนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดภูเก็ต 

ภายในงานจะมีกิจกรรมทางวัฒนธรรมและการเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของจังหวัดภูเก็ต พร้อมสร้างกระแสการรับรู้บนสื่อออนไลน์ และตอกย้ำภาพลักษณ์ภูเก็ตในฐานะเมืองแห่งประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมร่วมสมัย

โดยการจัดงานจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 13-16 มีนาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 17.00 น.เป็นต้นไป ณ อนุสรณ์สถาน เมืองถลาง (บ้านเหรียง) อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต

ชวนคู่รักจดทะเบียนสมรสต้อนรับวาเลนไทน์ ณ จุดบริการด่วนมหานคร

ชวนคู่รักจดทะเบียนสมรสต้อนรับวาเลนไทน์ ณ จุดบริการด่วนมหานคร

ชวนคู่รักจดทะเบียนสมรสต้อนรับวาเลนไทน์ ณ จุดบริการด่วนมหานคร

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.12 น.

สำนักงานเขตดินแดง ร่วมกับ ศูนย์การค้า เดอะ สตรีท รัชดา เตรียมจัดกิจกรรมฉลองวันแห่งความรักสุดยิ่งใหญ่ “รักนิรันดร์ ผูกพัน ณ ดินแดง @เดอะ สตรีท รัชดา” ชวนคู่รักจดทะเบียนสมรสนอกสถานที่ ณ จุดบริการด่วนมหานคร ชั้น 3 ศูนย์การค้าเดอะ สตรีท รัชดา ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ นี้

นางปาณิสรา เนตรธารธร ผู้อำนวยการเขตดินแดง กล่าวว่า “จากการเปิดบริการจุดบริการด่วนมหานคร ภายในศูนย์การค้าเดอะ สตรีท รัชดา เมื่อปีที่ผ่านมา พบว่าได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี เพราะตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่ประชาชนเข้าถึงง่าย เดินทางสะดวก สำหรับวันวาเลนไทน์ที่กำลังจะมาถึงนี้ สำนักงานเขตฯ มีความยินดีที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในจุดเริ่มต้นชีวิตคู่ของทุกท่าน ด้วยการเปิดให้บริการจดทะเบียนสมรสนอกสถานที่ ในงาน “รักนิรันดร์ ผูกพัน ณ ดินแดง @เดอะ สตรีท รัชดา” วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 ระหว่างเวลา 11.00-16.00 น. โดยคู่รักที่มาจดทะเบียนสมรส 2 คู่แรกจะได้รับ Rose Teddy Bear 1 ตัวจากร้าน DD Gift Shop และ 30 คู่แรกได้รับ Gift Voucher จากร้านพฤกษาคลินิก / KBBQ Korean Buffet นอกจากนี้ยังมีบูธถ่ายภาพเพื่อเก็บเป็นที่ระลึกอีกด้วย”

จุดบริการด่วนมหานคร (Bangkok Express Service) ตั้งอยู่บนชั้น 3 ของศูนย์การค้าเดอะ สตรีท รัชดา เปิดให้บริการงานทะเบียนราษฎรและบัตรประจำตัวประชาชนเป็นประจำทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.30-18.30 น. สำหรับโอกาสพิเศษในวันวาเลนไทน์นี้ นายไพรัช รัชตัญญู ผู้อำนวยการสายงานขายและการตลาด พร้อมด้วย นายเกรียงไกร ทองเที่ยงธรรม ผู้จัดการฝ่ายบริหารทรัพย์สิน ตัวแทนผู้บริหารศูนย์การค้าฯ ได้ร่วมจัดกิจกรรมเพื่อสร้างความประทับใจและเติมความสุขให้แก่คู่รักทุกคู่ พร้อมเชิญชวนสัมผัสบริการที่ครบครันภายในศูนย์การค้าฯ ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนเมืองและผู้มาเยือนได้อย่างลงตัว

ศูนย์การค้า เดอะ สตรีท รัชดา ไลฟ์สไตล์มอลล์ 24 ชั่วโมง ศูนย์การค้าของคนนอนดึก ศูนย์รวมบริการและกิจกรรมใจกลางรัชดา เติมเต็มช่วงเวลาในการกิน ช้อปปิ้ง และออกกำลังกาย ตอบโจทย์การใช้ชีวิตคนเมืองแบบครบวงจร สามารถติดตามรายละเอียดโปรโมชัน หรือกิจกรรมเพิ่มเติมได้ทาง www.thestreetratchada.com หรือเฟซบุ๊ก www.facebook.com/TheStreetRatchada หรือ โทร. 02-232-1999

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ พระครูจักสาน แห่งเมืองสิงห์

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ พระครูจักสาน แห่งเมืองสิงห์

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ พระครูจักสาน แห่งเมืองสิงห์

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.58 น.

รากเหง้าชุมชนพันปี

ที่ตำบลชีน้ำร้าย อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี มีการค้นพบโบราณวัตถุพวกเครื่องปั้นดินเผาสมัยทวารวดี อันเป็นหลักฐานยืนยันว่าชุมชนแห่งนี้มีประวัติศาสตร์ ความเป็นมายาวนานกว่าพันปี คือก่อนการตั้งกรุงสุโขทัย    ชุมชนนี้อยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำติดแม่น้ำเจ้าพระยา มีน้ำอุดมสมบูรณ์ เหมาะแก่การเพาะปลูก แต่ต้องเผชิญภัยน้ำท่วมซ้ำซากทุกปีนานกว่าหนึ่งเดือน

เมื่อธรรมะและงานฝีมือมาบรรจบกัน

โดยทั่วไป ภาพจำของพระสงฆ์มักเกี่ยวข้องกับการบิณฑบาต สวดมนต์ และการแสดงธรรม แต่ที่วัดโฉมศรี อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี ยังมีอีกหนึ่งบทบาทที่งดงามควบคู่กับศาสนกิจ นั่นคือการสืบสานภูมิปัญญาชาวบ้านและการช่วยเหลือสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

ชาวบ้านพากันเรียกขาน พระครูปลัดสุรพล ปภาโส ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโฉมศรี ด้วยความเคารพว่า “พระครูจักสาน”

พระสงฆ์ผู้เห็น “ชีวิตจริง”

พระครูสุรพลมิได้มองวัดเพียงเป็นพื้นที่แห่งความสงบทางจิตใจ แต่ยังมองเห็นความทุกข์ยากของชุมชน โดยเฉพาะชาวบ้านตำบลชีน้ำร้ายและตำบลท่างาม ซึ่งสืบทอดอาชีพจักสานไม้ไผ่และหวายมาหลายชั่วอายุคน

อย่างไรก็ตาม งานจักสานของชาวบ้านกำลังเผชิญวิกฤต ทั้งวงจรหนี้สิน การขาดสภาพคล่อง และรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่ไม่สอดรับกับตลาดยุคใหม่ ทำให้ขายได้ยากและได้ราคาต่ำ

กลไกแห่งความเมตตา : วัดที่เป็นมากกว่าศูนย์รวมจิตใจ

ด้วยความเข้าใจในปัญหา พระครูสุรพลจึงริเริ่มการช่วยเหลือชุมชนแบบครบวงจร เปลี่ยนวัดให้เป็นทั้งศูนย์กลางจิตใจและศูนย์พัฒนาอาชีพ

1. ด้านเงินทุน
จัดตั้งกองทุนหมุนเวียนจากเงินบริจาคของวัด รับซื้อผลิตภัณฑ์จักสานทันทีที่ทำเสร็จ ช่วยให้ชาวบ้านมีรายได้โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินกู้ที่ทำให้เกิดหนี้สิน

2. ด้านการตลาดและรูปแบบสินค้า
ทำหน้าที่เป็นตัวกลางหาตลาดใหม่ พร้อมพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ให้ร่วมสมัย เพิ่มมูลค่าให้งานฝีมือดั้งเดิมให้แข่งขันได้ในตลาดยุคปัจจุบัน

3. ด้านการขยายองค์ความรู้
วัดโฉมศรีร่วมกับ ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต และ มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย จัดอบรมการทำกระเป๋าจักสานจาก ผักตบชวา โดยเชิญวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากจังหวัดอ่างทองมาถ่ายทอดความรู้ เพื่อสร้างทักษะใหม่ เพิ่มทางเลือก และเปิดประตูสู่อาชีพเสริมให้กับชาวบ้าน

ธรรมะในภาคปฏิบัติ : บุญกิริยาวัตถุ

หากพิจารณากิจกรรมทั้งหมดของวัดโฉมศรี ตามหลัก บุญกิริยาวัตถุ 10 ประการ จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเป็นการทำความดีในข้อ “เวยยาวัจจมัย” คือบุญความดีที่เกิดจากการขวนขวายช่วยเหลือในกิจการงานที่ชอบ การสละแรงกาย สติปัญญา และความสามารถ เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม

ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นการให้ วิทยาทาน ที่ยั่งยืน เพราะมิได้เป็นเพียงการสงเคราะห์ชั่วครั้งชั่วคราวคล้ายการให้ปลาหนึ่งตัวหากแต่เป็นการเสริมพลังให้ชาวบ้านรู้วิธีจับปลา ให้สามารถยืนหยัด พึ่งพาตนเอง และรักษาศักดิ์ศรีของอาชีพจักสานที่สืบทอดจากบรรพบุรุษไว้ได้อย่างมั่นคง

“พระครูจักสาน” จึงมิใช่เพียงฉายาแห่งความชื่นชม หากแต่เป็นตัวอย่างของพระสงฆ์ผู้ที่ได้ทำให้ธรรมะของพระพุทธเจ้ามีชีวิต นำพระธรรมในใบลานที่เคยเก็บไว้ในตู้พระไตรปิฎก   มาลงมือปฎิบัติให้เห็นผลของบุญและการทำความดี  ที่จับต้องได้ ถ่ายรูปได้  อย่างแท้จริง

ดูวีดีโอได้ที่ https://m.youtube.com/watch?v=hcLQHC_-E8g
 


                    อาทร  จันทวิมล

จากความร่วมมือระหว่างสองตำนาน สู่ Grange La Chapelle 2022

จากความร่วมมือระหว่างสองตำนาน สู่ Grange La Chapelle 2022

จากความร่วมมือระหว่างสองตำนาน สู่ Grange La Chapelle 2022

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.17 น.

2 เมืองใหญ่แห่งการผลิตไวน์ระดับโลก ภูมิใจนำเสนอ Grange La Chapelle 2022 การผสมผสานอันทรงพลังระหว่าง Syrah และ Shiraz ที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดของโลก ผลงานลำดับที่สองจากความร่วมมือระหว่าง La Chapelle และ Penfolds Grange ซึ่งได้รับคะแนนจากนักวิจารณ์เฉลี่ยสูงถึง 99 คะแนนจากคะแนนเต็ม 100 แสดงถึงคุณภาพอันน่าทึ่ง ที่เกิดจากความกล้าหาญแบบออสเตรเลีย และความประณีตอันละเมียดละไมของฝรั่งเศสได้อย่างลงตัว เปรียบเสมือนตัวแทนของทั้ง 2 วัฒนธรรมที่ยังคงความชัดเจน แต่สามารถเล่าเรื่องราวเดียวกันได้อย่างลึกซึ้งและน่าประทับใจ และเพื่อเฉลิมฉลองความร่วมมือในครั้งนี้ Grange La Chapelle 2022 จะได้รับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน Wine Paris ร่วมกับทีมงาน La Chapelle ณ บูธ Frey Family (Hall 7.1) ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2026 นี้

ภายหลังการเปิดตัวระดับโลกครั้งแรกในปี 2025 ณ Monnaie de Paris วินเทจตัวนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการพัฒนาความร่วมมืออันกล้าหาญระหว่างสองตำนาน ความร่วมมือดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นจากมิตรภาพอันยาวนานระหว่าง แคโรไลน์ เฟรย์ (Caroline Frey) หัวหน้าผู้ดูแลการผลิตไวน์และไร่องุ่นของ La Chapelle (จนถึงวินเทจปี 2024) และ ปีเตอร์ กาโก (Peter Gago) หัวหน้าผู้ผลิตไวน์ของ Penfolds Grange ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการผสานพลังที่เหนือความคาดหมายนี้ โดยการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ร่วมกัน ช่วยเผยให้เห็นถึงศักยภาพขององุ่นสายพันธุ์นี้ได้อย่างเต็มที่ ทั้งในมิติของกลิ่นหอมและโครงสร้างของไวน์ ผ่านการหลอมรวมภูมิประเทศ แหล่งเพาะปลูก และวัฒนธรรมการทำไวน์จากต่างซีกโลกเข้าไว้ด้วยกันอย่างงดงาม

การเปิดตัวครั้งที่สองนี้ ไม่ใช่ La Chapelle หรือ Grange เพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นการเฉลิมฉลองศักยภาพสูงสุดของ Shiraz เมื่อสองผู้นำจากสองซีกโลก และสองขนบการทำไวน์ได้มาบรรจบกันอย่างสมบูรณ์แบบ โดย Grange La Chapelle 2022 เดินหน้าสานต่อการเดินทางครั้งนี้ ผ่านการผสานลักษณะเด่นของ Syrah จากฝรั่งเศส และ Shiraz จากออสเตรเลีย องุ่นที่มีรากเหง้าร่วมกัน แต่ได้พัฒนาเป็นสไตล์อันโดดเด่นแตกต่างกันตามเอกลักษณ์ของแต่ละเทอรัวร์ (Terroir)

ไวน์ขวดนี้ประกอบด้วยองุ่น 50% จาก La Chapelle ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งปลูกบนไหล่เขา Hill of Hermitage ที่สูงชันและอาบแสงแดดอย่างเต็มที่ และอีก 50% จาก Grange ประเทศออสเตรเลีย ที่ผ่านการคัดสรรจากไร่องุ่นชั้นเลิศในรัฐเซาท์ออสเตรเลีย ได้แก่ Barossa Valley, McLaren Vale และ Coonawarra รวมถึงไร่องุ่นเก่าแก่หลายแปลงที่มีอายุยาวนานตั้งแต่ศตวรรษที่ 19

การเปิดตัวครั้งแรกในปี 2025 ได้เผยโฉม Grange La Chapelle ให้ทั่วโลกรู้จัก ขณะที่การเปิดตัวครั้งที่สองนี้ คือบทพิสูจน์ถึงความกลมกลืน คุณภาพ และความเชี่ยวชาญของทั้งสองผู้ผลิตอย่างแท้จริง ดังที่ ปีเตอร์ เกโก (Peter Gago) กล่าวว่า “หากวินเทจปี 2021 เป็นการแนะนำให้โลกรู้จัก Grange La Chapelle วินเทจปี 2022 ก็ถือเป็นการต้อนรับ La Chapelle Grange เช่นเดียวกัน—การผสมที่ผสานกันอย่างเป็นธรรมชาติ เปี่ยมด้วยความมั่นใจ ละเอียดอ่อน และน่าเชื่อถือ”

ขณะที่ แคโรไลน์ เฟรย์ (Caroline Frey) กล่าวว่า “Grange La Chapelle เปรียบเสมือนบทสนทนาระหว่างสองซีกโลก และด้วยวินเทจที่สองซึ่งต่อยอดจากรากฐานที่วางไว้ในปี 2021 ตัวตนของไวน์ได้ถูกหล่อหลอมให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ผ่านเอกลักษณ์และมนตร์เสน่ห์เฉพาะตัวของวินเทจปี 2022”

“ทุกสิ่งเกิดขึ้นอย่างเหมาะสมในเวลาที่ใช่ ตลอดสองฤดูกาลเพาะปลูกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การผสานในสัดส่วน 50:50 ครั้งนี้ ได้รังสรรค์แบบอย่างของ Syrah/Shiraz ที่ยิ่งใหญ่ สง่างาม และเป็นผลงานที่ควรค่าแก่การจารึกไว้ในประวัติศาสตร์” ปีเตอร์ เกโก (Peter Gago) กล่าว

การร่วมมือกันครั้งนี้ยังคงถ่ายทอดรสชาติอันแท้จริงของจุดเริ่มต้นที่มีร่วมกันระหว่าง Syrah และ Shiraz ควบคู่ไปกับศักยภาพและความเป็นไปได้ในอนาคต แม้ว่านี่จะเป็นการเปิดตัวลำดับที่สองจากความร่วมมือดังกล่าว แต่ Grange La Chapelle ได้มีการวางแผนให้มีการเปิดตัวในวินเทจถัดๆ ไปในอนาคตแล้ว โดยขึ้นอยู่กับความเอื้ออำนวยของธรรมชาติ

ลูกค้ากลุ่มพิเศษจากทั่วโลก จะได้รับคำเชิญเป็นการส่วนตัวจากทั้งสองทีมอีกครั้ง เพื่อถ่ายทอดและนำเสนอ Grange La Chapelle 2022 ให้แก่กลุ่มลูกค้าของตนเองแบบส่วนตัว ไวน์รุ่นนี้ผลิตในปริมาณที่น้อยและหายากเป็นพิเศษ โดยจะมีการวางจำหน่ายผ่านช่องทางของ Penfolds ในประเทศออสเตรเลียและสหรัฐอเมริกาเพียงจำนวนจำกัดเท่านั้น

สำหรับประเทศไทย Grange La Chapelle 2022 จะเริ่มวางจำหน่ายอย่างจำนวนจำกัดแบบเอ็กซ์คลูซีฟในเดือนมีนาคม ผ่านผู้แทนจำหน่ายของ Penfolds

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ 42 วีรชนสมรภูมิกัมพูชา 2568

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ 42 วีรชนสมรภูมิกัมพูชา 2568

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ 42 วีรชนสมรภูมิกัมพูชา 2568

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

               ปลายปี พ.ศ. 2568 เกิดการขัดแย้งระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา เริ่มต้นด้วยการใช้แผนที่พรมแดนคนละฉบับ แล้วลูกลามไปจนมีการสู้รบด้วยอาวุธ ใช้รถถัง เครื่องบิน และโดรน อย่างดุเดือด มีผู้บาดเจ็บเสียชีวิตทั้งสองฝ่ายจำนวนมาก

               ส่วนหนึ่งของทหารไทย ที่เสียชีวิต 42 คนจากการปฏิบัติหน้าที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ได้รับเลื่อนยศทหารเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งเป็นวีรบุรุษที่สละชีพเพื่อชาติ ดังนี้

ชุดที่ 1 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 26 ธันวาคม 2568 (14 นาย) 

1. พลตรี ธวัชชัย บุสภา (จ่าสิบเอก) หรือจ่าโต๋ หมอลำซิ่ง ชาวคำชะอี จ.มุกดาหาร ผู้ตรวจการหน้า กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 106 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 106 มณฑลทหารบกที่ 23 กองทัพภาคที่ 2 ได้ต่อสู้กับข้าศึกอย่างกล้าหาญแล้วเสียชีวิตเพราะถูกกระสุนปืนใหญ่ลงกลางฐานปฏิบัติการฟ้าลั่น ที่เขาสัตตะโสม อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เมื่อ 25 ก.ค.68

2. พลตรี ธีระยุทธ สีจุ้ยจ้าย (จ่าสิบเอก) หรือ จ่าจุ้ย ชาวต.เซิม อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย อายุ 39 ปี รองผู้บังคับหมวดปืนเล็ก กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบ 13 ค่ายเจ้าพระยาสุรวงศวัฒนศักดิ์ อุดรธานี ซึ่งเคยปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ปะทะกับข้าศึกเพื่อปกป้องพื้นที่ ถูกระเบิด จนบาดเจ็บสาหัสแล้วเสียชีวิตต่อมา ที่สมรภูมิช่องสายตะกู อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ เมื่อ28 กรกฎาคม 2568

3. พลตรี อโณทัย ป้องแก้ว (จ่าสิบเอกต๋อง) อายุ33 ปี ชาวตำบล กาบิน อำเภอกุดข้าวปุ้น จังหวัดอุบลราชธานี สังกัด กองพันปฏิบัติการพิเศษ กรมรบพิเศษที่ 3 (ฉก.90) เสียชีวิตที่สมรภูมิปราสาทตาควาย อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ขณะฝ่ากระสุนบุกแนวข้าศึกไปช่วยเพื่อนทหารที่บาดเจ็บออกมาได้ เมื่อ 28 กรกฎาคม 2568 

4. พลตรี อภิรมย์ ทรงพุฒิ (จ่าสิบเอก แยม) ชาวบ้านนาหว้า อ.ด่านซ้าย จ.เลย สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 8 เสียเลือดมากจากต้นขาขวาได้รับบาดเจ็บรุนแรงจากอาวุธสงคราม ณ จุดปะทะฐานปฏิบัติการตาฮอง อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม 2568 

5. พันตรี จิรายุ สิงห์อ้น (สิบเอก) ชาวตำบลหัวช้าง อำเภอจตุรพักตรพิมาน จ.ร้อยเอ็ดหัวหน้าพวกระเบิดทำลาย สังกัดกองร้อยลาดตระเวนระยะไกลที่ 6 กองพลทหารราบที่ 6 ซึ่งเคยปฏิบัติงานชายแดนภาคใต้ เสียชีวิตจากการปะทะกับข้าศึก ระหว่างลาดตระเวนบริเวณปราสาทตาควาย ต.บักได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์เมื่อ 25 กรกฎาคม 2568

6. พันตรี นพพล บุญเลิศ (สิบเอก) ชาวอำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี  สังกัดกองร้อยลาดตระเวนระยะไกล ที่ 6 กองพลทหารราบที่ 6 (ร้อย.ลว.ไกล 6) ซึ่งสละชีพจากการปะทะเพื่อปกป้องอธิปไตยไทยบริเวณปราสาทตาควาย อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ พร้อมกับ ส.อ. กฤษฎา น้อยโคตร และ ส.อ. จิรายุ สิงห์อ้น เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2568 

7. พันตรี กฤษฎา น้อยโคตร (สิบเอก) ชาวบ้านลือ ตำบลลือ อำเภอปทุมราชวงศา จังหวัดอำนาจเจริญ ตำแหน่งพนักงานวิทยุโทรเลข กองร้อยลาดตระเวนระยะไกลที่ 6 (ร้อย ลว.ไกล 6) กองพลทหารราบที่ 6 และเป็นหนึ่งในหน่วยบินโดรน “นกฟีนิกซ์”สียชีวิต จากจรวดบีเอ็ม 21 บริเวณปราสาทตาควาย จังหวัดสุรินทร์ พร้อมกับ ส.อ. จิรายุ สิงห์อ้น และ ส.อ.นพพล บุญเลิศเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2568  

8. พันตรี จิรายุส อินทุมาน (สิบเอก) ชาวตำบลบางมัญ อ.เมือง จ.สิงห์บุรี สังกัด กองพันจู่โจม หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ กองพลรบพิเศษที่ 1 ค่ายเอราวัณ จ.ลพบุรี เป็นทหารไทยที่เสียชีวิตอย่างกล้าหาญขณะเข้าทำลายเสาสัญญาณสื่อสาร เพื่อยึดยอดภูมะเขือ ที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญจากทหารกัมพูชาที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2568 ต่อมามีการตั้งชื่อฐานปฏิบัติการอินทุมานที่ภูมะเขือเป็นอนุสรณ์

9 พันตรี อัมรินทร์ ผาสุก (สิบเอก) ชาวบ้านคูเมืองตก ตำบลคูเมือง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ตำแหน่ง พลซุ่มยิง สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่23 ค่ายวีรวัฒน์โยธิน จ.สุรินทร์ เสียชีวิตจากการสู้รบกับทหารกัมพูชาที่บริเวณปราสาทตาเมือนธม อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ เมื่อ 28 กรกฎาคม 2568 

10. ร้อยเอก ศราวุฒิ นามสวัสดิ์ (สิบโท) ชาวบ้านพรสวรรค์ ตำบลกุดแห่ อ.นากลางจังหวัดหนองบัวลำภู อายุ 26 ปี ตำแหน่งหัวหน้าชุดยิง สังกัดกองร้อยอาวุธเบาที่ 1 กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 8 (ร.8 พัน.1) ค่ายศรีสองรัก จังหวัดเลย เสียชีวิตจากเหตุปะทะในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2568 มีการตั้งชื่อฐานปฏิบัติการศราวุฒิ ไว้เป็นอนุสรณ์ ที่บริเวณแนวรบพระวิหาร อ.กันทรลักษ์ ศรีสะเกษ

11. ร้อยตรี วรัญชิต ยวงสุวรรณ (พลทหาร) แม๊ก ชาวบ้านดอนศาลา ตำบลนาหว้า อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม สังกัด ร.13 ร้อย เครื่องยิงลูกระเบิดหนัก มทบ 210 กองพันทหารราบที่ 13 ค่ายพระยอดเมืองขวาง จ.นครพนม ถูกสะเก็ดปืนใหญ่ เสียชีวิตบริเวณชายแดน บ้านโนนวันชัย ต. เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ ศรีสะเกษ เมื่อ 24 ก.ค. 2568

12. ร้อยตรี ญาณพัฒน์ โคตรสาขา (พลทหาร) ชาวอำเภอสูงเนิน จ.นครราชสีมา สังกัดกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 3 (ร.3 พัน 2) ที่เสียชีวิตจากการสะเก็ดระเบิด ในการปะทะที่แนวพระวิหาร ใกล้ปราสาทโดนตวล อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเมื่อ 26กรกฎาคม 2568

13. ร้อยตรี สิรวิชญ์ ภิญโญสุข (พลทหาร เต๊ะ) ชาวบ้านซ่งหนองขาม ต.หนองแดง อ.สีชมพู จ.ขอนแก่น ตำแหน่ง: พลกระสุนหมู่ปืนเล็ก สังกัดกองร้อยทหารราบที่ 8022 (ร้อย.ร.8 พัน 2)  สังกัดกองร้อยทหารราบที่ 8022 กรมทหารราบที่ 8 ค่ายมหาศักดิพลเสพ เสียชีวิตจากเหตุสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ (ใกล้เขาพระวิหาร) โดยถูกกระสุนและสะเก็ดระเบิดจากการปะทะกันเมื่อวันที่ 28 ก.ค.2568

14. ร้อยตรี ธีรยุทธ กระจ่างทอง (พลทหาร)ชาวบ้านยางโป่งสะเดา ตำบลตาจง อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ สังกัดกองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่2 กรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 2 เสียชีวิตที่บริเวณช่องตาเฒ่า อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2025

ชุดที่ 2  ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 9 มกราคม 2569 จำนวน 1 นาย

15. ร้อยเอก ต่อพงษ์ พันดวง (สิบโท) ชาว จ.ยโสธร เป็นทหารอาสาสังกัด กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 16 ค่ายบดินทรเดชา จังหวัดยโสธร เสียชีวิตจากเหตุปะทะที่ช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี เมื่อ 28 ก.ค. 2568 วันที่ 28 กรกฎาคม 2568                                                                                                            

ชุดที่ 3  ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 9 มกราคม 2569 (27 นาย)   

1. พลตรี ศตวรรษ สุจริต (จ.ส.อ.): วีรชนชาวอ.หนองพอก ร้อยเอ็ด สังกัดกองร้อยทหารม้าลาดตระเวนที่ 6 เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยชายแดนไทย-กัมพูชา โดยถูกยิงด้วยเครื่องยิงลูกระเบิดถล่มฐานปฏิบัติการอนุพงศ์ บริเวณช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี เมื่อเช้าวันที่ 8 ธันวาคม 2568

2. พลตรี อนันดา อุดร (จ.ส.อ.): ชาวขุขันธ์ ศรีสะเกษ สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 16 (ร.16 พัน 3) กองพลทหารราบที่ 6 (พล.ร.6) ค่ายบดินทรเดชา จังหวัดยโสธร เสียชีวิตจากสะเก็ดระเบิด บีเอ็ม 21 ขณะคลานเข้าช่วยลูกน้องที่บาดเจ็บจากการปะทะ ที่สมรภูมิภูมะเขือ (9 ธค.68)

3. พลตรี ดำรงค์เกียรติ แก้วกระจ่าง (จ.ส.อ.): ชาวรัตนบุรี สุรินทร์ จากกองพันจู่โจม จังหวัดลพบุรี `เสียชีวิตที่ บริเวณเนิน 677 ฐานช่องอานม้า ตำบลโซง อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2568

4. พลตรี ทวีรัตน์ รัตนบุรี (จ.ส.อ.): ชาวตำบลหน้าเขา อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ หัวหน้าส่วนระวังป้องกัน ชุดจู่โจม สังกัดกองพันจู่โจม กรมรบพิเศษที่ 3 กองพลรบพิเศษที่ 1 เสียชีวิตจากสะเก็ดระเบิดของฝ่ายตรงข้ามบริเวณยอดเนิน 677 ช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี (13ธค.68)

5. พลตรี กฤษฎา หาญสุโพธิ์ (จ.ส.อ.) (จ่าดูไบ) ชาวบ้านดงนิมิต ต.นาม่อง อ.พยัฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม นายสิบพยาบาล กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 3 (ร.3 พัน 3) ค่ายพระยอดเมืองขวาง จ.นครพนม   เสียชีวิต บริเวณพื้นที่ ปราสาทตาเมือนธม (ช่องกร่าง) อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568

6. พลตรี พรศักดิ์ เอี่ยมสอาด (จ.ส.อ.): ชาวอำเภอเมือง จังหวัดนครนายก สังกัดกองพันทหารราบที่1 กรมทหารราบที่ 2 บูรพาพยัคฆ์ ค่ายจักรพงษ์ ปราจีนบุรี นักรบเทคโนโลยี เสียชีวิตขณะนำโดรนเข้าตรวจพื้นที่สีแดงเพื่อลดความเสี่ยงให้ลูกน้อง แต่ถูกศัตรูใช้เครื่องยิงลูกระเบิดโจมตีฐานที่มั่น ที่บ้านหนองจาน อ.โคกสูง จังหวัดสระแก้ว เมื่อ 17 ธค.2568

7. พลตรี สำเริง คลังประโคน (จ.ส.อ.) จ่าเริง ชาวบ้านโคกรัก ตำบลปังกู อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ สังกัดกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ วีรชนสมรภูมิช่องจอม จ.สุรินทร์ ผู้นำกำลังปะทะข้าศึกจนร่างพรุนด้วยกระสุน แต่ไม่ยอมวางปืน เสียชีวิตที่เนิน 350 ใกล้ปราสาทตาควาย อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ พร้อมกับ ร้อยตรี ภานุพัฒน์ เสาร์สา (พลทหาร) เมื่อ 16 ธันวาคม 2568

8. พลตรี พงศกร นาคทองดี (จ.ส.อ.)เป็น ชาวอำเภอเมือง จ.นครนายก และ อาสาสมัครกู้ภัยนครนายกกว่า 10 ปี สังกัด กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ปราจีนบุรี เสียชีวิตด้วยจรวด บีเอ็ม 21 ในสมรภูมิบ้านหนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว  เมื่อ 26 ธค.2568 พร้อมกับร้อยตรี ปฏิพัทธ์ ศรประดิษฐ์(พลทหาร) และ ร้อยตรีทิวตะวัน พลเยี่ยม(พลทหาร)

9. พลตรี จิรวัฒน์ มุ่งกลาง (จ.ส.ต.) จ่าโอม ชาวอำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี สังกัดกองพันทหารช่างที่ 1 รักษาพระองค์ (ช.พัน.1 รอ.) เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ป้องกันอธิปไตยบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ด้วยอาวุธหนัก ที่เนิน 677 ช่องอานม้า เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568

10. พันโท พีรยุทธ น้าวิลัยเจริญ (จ.ส.อ.) จ่าคิว ชาวปราจีนบุรี อายุ 35 ปี สังกัดกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 2 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ (ป.พัน.2 รอ.) เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 

11. พันตรี ชวกร เดชขุนทด (ส.อ.): ชาวอ.ศรีธาตุ จ.อุดรธานี ทหารสังกัดกองพันทหารม้าที่ 11 กรมทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ (ม.4 พัน.11 รอ.)ค่ายอดิศร สระบุรี เสียชีวิตจากการปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (พื้นที่พระวิหาร) โดยถูกโดรนทิ้งระเบิดขณะปฏิบัติหน้าที่ ณ ฐานปฏิบัติการบ้านต้นพยุง อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 

12. พันตรี พชร แย้มแตงอ่อน (ส.อ.) ชาวลพบุรี พนักงานวิทยุสนาม สังกัดกองพันรบพิเศษที่ 2 กรมรบพิเศษที่ 1 (รพศ.1 พัน.2) หรือ รบพิเศษป่าหวาย ลพบุรี เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ป้องกันอธิปไตยในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยถูกสะเก็ดระเบิดปืนครก จากการปะทะที่สมรภูมิเนิน 677 ช่องอานม้า อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 

13. พันตรี อภิสิทธิ์ บุนนาค (ส.อ.) หมู่ติ๋ ชาว อ.อาจสามารถ จ.ร้อยเอ็ด / อ.กุฉินารายณ์ กาฬสินธุ์ นายสิบพยาบาลเสนารักษ์ กรมทหารราบที่ 16 พัน.3 (ร.16 พัน.3) เสียชีวิตจากจรวดบีเอ็ม 21 ที่บังเกอร์แนวหน้าน้ำตกภูลออ ภูมะเขือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ 14 ธันวาคม 2568

14.พันตรี กัมปนาท ทองแสง (ส.อ.): ชาวบ้านหนองไฮ ต.ช่องสามหมอ อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ คนขับรถยานเกราะ เสียชีวิตจากระเบิด บีเอ็ม 21 ที่สมรภูมิบ้านคลองแผง อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว เมื่อ 22 ธันวาคม 2568

15. ร้อยโท วุธจักร โททอง (จ.ส.อ.) จ่าเจ ชาว ตำบลตูม อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษสังกัดกองร้อยทหารม้าที่ 4 กองพันทหารม้าที่ 25 กรมทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ เสียชีวิต ด้วยการติดเชื้อในกระแสเลือด ระหว่าง การปฏิบัติหน้าที่ป้องกันชายแดนในพื้นที่อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568

16. ร้อยตรี เทิดศักดิ์ ศรีลาชัย (พล ทหาร) ชาวบ้านโปร่ง อำเภอไพรบึง จ.ศรีสะเกษ สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 23 ค่ายวีรวัฒน์โยธิน  จ.สุรินทร์ พลีชีพจากสะเก็ดระเบิด BM-21 ขณะปฏิบัติหน้าที่ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณปราสาทคนา เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 

17. ร้อยตรี วายุ ขวัญเสือ(พลทหาร): ชาว ต.วังสำโรง อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร/อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี สังกัด พัน.ร.27 ร.31 พัน.3 รอ. เสียชีวิตจากการถูกสะเก็ดระเบิดอาวุธวิถีโค้งของฝ่ายกัมพูชาบริเวณพื้นที่ใกล้   ปราสาทคณา และปราสาทตาควาย อ. พนมดงรัก จ.สุรินทร์ เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568

18. ร้อยตรี ชาญชัย ผดุงโชค (พลทหาร) ชาวตำบลบัวบาน อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ สังกัด กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 112 (ร.112 พัน.3)เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติในสมรภูมิรบ บึงตะกวน-บ้านคลองแผง อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว เมื่อ 11 ธ.ค. 2568

19. ร้อยตรี ธนรัตน์ จันทร์ประทัด (พล ทหาร) : ชาวบ้านวังชมพู ต.เฝ้าไร่ อ.เฝ้าไร่ จ.หนองคาย สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 112 (ร.112 พัน.3) กองพลทหารราบที่ 11 เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ในเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ในสมรภูมิบึงตะกวน-บ้านคลองแผง อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว โดยถูกเครื่องยิงลูกระเบิด จากฝ่ายกัมพูชาตกใส่เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 

20. ร้อยตรี ธนกร สิงหาชาติ (พล ทหาร): ชาวบ้านเม็ก ตำบล เม็กดำ อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม สังกัดกองร้อยทหารราบที่ 211 กองพันทหารราบที่ 4 กรมทหารราบที่ 23 (พล.ร.6)กองกำลังสุรนารี ปฏิบัติหน้าที่พลยิงลูกระเบิด 40 มม. (M203) เสียชีวิตโดยอาวุธวิถีโค้ง จากการปฏิบัติหน้าที่ป้องอธิปไตยชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณปราสาทตาเมือนธม จ.สุรินทร์ เมื่อ 9 ธันวาคม 2568 

21. ร้อยตรี กฤตฏิกร สร้อยระย้า(พล ทหาร): ชาวบ้านหนองตะคลอง ต.หนองหญ้าไซ อ.หนองหญ้าไซ จ.สุพรรณบุรี และเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนหนองหญ้าไซวิทยา สังกัด กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 9 (ร.9 พัน.1) ค่ายสุรสีห์ เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ในเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ณ สมรภูมิฐานมะนาว เนิน677 ช่องอานม้า เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2568

22. ร้อยตรี มุสตากีม มาเจ๊ะมะ(พลทหารอาสาสมัคร) เป็นชาวไทยมุสลิม มีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านสูแฆ ต.ดุซงญอ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส พลยิงอาวุธต่อสู้รถถัง สังกัดกองพันจู่โจม กรมรบพิเศษที่ 3 เสียชีวิต จากเหตุปะทะบริเวณ เนิน 677 ช่องอานม้า อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานีเมื่อ 13 ธันวาคม 2568

23. ร้อยตรี วสันต์ ขานหัวโทน เป็นชาวบ้านเทื่อม ต.เขือน้ำ อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี สังกัด กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 13 (ร.13 พัน.3) ค่ายเจ้าพระยาสุรวงศ์วัฒนศักดิ์ จังหวัดอุดรธานี พลชี้เป้าบนหอคอย ผู้ไม่ยอมก้มหัวให้กระสุนศัตรูจนกว่าจะระบุตำแหน่งสำเร็จ เสียชีวิตที่สมรภูมิบ้านซำแต อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อ 17 ธันวาคม 2568

24. ร้อยตรี ภานุพัฒน์ เสาร์สา: ชาวบ้านพราน ต.ส้มป่อย อ.ราศรีไศล จ.ศรีสะเกษ อายุ 21 ปี วีรบุรุษทหารกล้า สังกัด ร.23 พัน.3 พลีชีพจากการปฏิบัติหน้าที่ป้องกันประเทศบริเวณสมรภูมิเนิน 350 ใกล้ปราสาทตาควาย อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ เมื่อ 16 ธันวาคม 2568

25. ร้อยตรี ธนพัฒน์ นันทะวงศ์(พลทหาร) ชาวบ้านเชือก ต.นาจิก อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ สังกัด กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (ร.2 พัน.3 รอ.) กองทัพภาคที่ 1 เสียชีวิต จากการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่สมรภูมิบ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้วเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2568

26. ร้อยตรี ปฏิพัทธ์ ศรประดิษฐ์(พลทหาร) ชาวตำบลเกาะช้าง อำเภอเกาะช้าง จังหวัดตราด สังกัดกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (ร.2 พัน.2 รอ.)ค่ายพรหมโยธี ที่เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณบ้านหนองจาน จ.สระแก้ว เมื่อ27 ธ.ค. 2568

27. ร้อยตรี ทิวตะวัน พลเยี่ยม (พล ทหาร): ชาวบ้านห้วยทราย อ.ชานุมาน จ.อำนาจเจริญ พลปืนเล็ก กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (ร.2 พัน.2 รอ.) ผู้เสียชีวิตจากจรวดบีเอ็ม 21 ในการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติที่สมรภูมิบ้านหนองจาน จ.สระแก้วบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อ 26 ธ.ค. 2568

                  วีรกรรมของ 42 ทหารไทย ที่สละชีพเพื่อชาติ เป็นการทำความดีตามบุญกิริยาวัตถุ 10 ข้อ 3 ทำความดีด้วยการตั้งใจมั่น แน่วแน่ เพียรพยายาม (ภาวนามัย) ที่ควรแก่การเชิดชูบูชา

อาทร จันทวิมล

คุณแหน : 6 กุมภาพันธ์ 2569

คุณแหน: 6 กุมภาพันธ์ 2569

คุณแหน: 6 กุมภาพันธ์ 2569

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 02.00 น.

๐๐หลังจากลงพื้นที่พบปะ ปชช.อย่างต่อเนื่องทุกวัน ชวน หลีกภัย พักยกลงพื้นที่หาเสียงชั่วครู่ เพื่อเข้ารับปริญญาบัตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาสื่อสารทางการเมือง จากมหาวิทยาลัยเกริก นับเป็นปริญญากิตติมศักดิ์ ลำดับที่ 23 ที่เคยได้รับมา..๐๐

๐๐ ยินดีกับ โชตินรินทร์ เกิดสม ที่จะเข้ารับพระราชทานปริญญา ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (การเมือง) ม.รามคำแหง..๐๐

๐๐ ผศ.(พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์ พร้อมคณะทำงานสืบสานพระราชปณิธานด้าน รพ.สมเด็จพระยุพราช ในคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาคุณูปการของสถาบันพระมหากษัตริย์ ของคณะกรรมาธิการวิสามัญการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา เช่น พิริยาภรณ์ ธรรมมารักษ์, ประภาพรรณ พิชัยคำ, โอม ศิวะดิตถ์, ดร.ศิพัตม์ ไตรอุโฆษ, นพ.พลลภัตม์ เสถียร, พญ.ชญานิน นิติวรางกูร, มาโนช สุขเพิ่ม ไปมอบการสนับสนุนงบประมาณในการปรับภูมิทัศน์ที่พักคอยหน้าห้องจ่ายยา การปรับปรุงพื้นที่ให้บริการผู้ป่วยนอก การพัฒนาการพัฒนาระบบรักษาความปลอดภัยคอมพิวเตอร์และการประยุกต์ใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์เพื่อช่วยแพทย์ในการวินิจฉัยภาพรังสีทรวงอก ซึ่งจะช่วยให้ระบบบริการทางการแพทย์ของ รพ.สมเด็จพระยุพราชเชียงของ จ.เชียงราย มีประสิทธิภาพและสามารถรองรับผู้ป่วยได้มากยิ่งขึ้น..๐๐

๐๐ขรรค์ ประจวบเหมาะ รับมอบเงินบริจาค จาก หลานคุณอุไรลักษณ์ มหาคุณ เพื่อร่วมสมทบทุนโครงการจัดซื้อเครื่องมือแพทย์และช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย..๐๐

๐๐แม้มีภารกิจมากแต่ รศ.ดร.จิระเสกข์ ตรีเมธสุนทร, กำพล โชคสุนทสุทธิ์, ศลิษา หาญพานิช, ดร. เอื้อมพร ปัญญาใส, เลิศรัตน์ รตะนานุกูล ยังจัดสรรเวลามาเป็นผู้ทรงคุณวุฒิให้หลักสูตร DJC#3 ตามคำเชิญของ ดร.ปรีสาร รักวาทิน..๐๐

๐๐ ดร.ดุสิต พิทยาธิคุณ ไปทำงานที่ญี่ปุ่น เลยชวนหวานใจ ศรีวิรัตน์ ฉัตรจุฑามาส และลูกสาว ศุภสิตา พิทยาธิคุณ ไปอยู่ใกล้ๆเป็นกำลังใจแต่ขากลับภรรยา คุณยุ่น ต้องกลับก่อนเพราะติดงานแต่งงานลูกเพื่อนและรับน้อง วพน…๐๐

๐๐ สร้างรัฐ หัตถวงษ์ วันเกิดปีนี้ได้ไปทำบุญที่วัดวัดญาณเวศกวัน..๐๐

๐๐เพื่อนๆชาว Digital CEO#3 ร่วมยินดีกับ ราชิต ไชยรัตน์ ที่ได้เป็น นายกสมาคมสำนักงานบัญชีคุณภาพ..๐๐

๐๐บุญเลิศ เหลียงกอบกิจ อุปนายก สมาคมศิษย์เก่ากรุงเทพคริสเตียนฯพร้อมด้วย สมหมาย เติมวิวัฒน์ กรรมการสมาคมฯและผู้แทนคณะกรรมการกองทุนป๋าอารีย์ เพื่อช่วยเหลือครู รร.กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ได้เดินทางไปเยี่ยม วัลลีย์ ริ้วเจริญ (ครูแมว) อดีตคุณครูสอนวิชาสังคมศึกษา ณ ศูนย์ดูแลผู้ป่วยสูงอายุ บ้านราชพฤกษ์ จ.นนทบุรี..๐๐

น้องใหม่

คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล รวมพลังงานสตรีชั้นนำ จัดงาน “สสธวท…สตรีทรงพลัง” ฉลอง 50 ปี สสธวท และ 10 ปี AWEN Thailand

คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล รวมพลังงานสตรีชั้นนำ จัดงาน “สสธวท...สตรีทรงพลัง” ฉลอง 50 ปี สสธวท และ 10 ปี  AWEN Thailand

คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล รวมพลังงานสตรีชั้นนำ จัดงาน “สสธวท…สตรีทรงพลัง” ฉลอง 50 ปี สสธวท และ 10 ปี AWEN Thailand

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.50 น.

สหพันธ์สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ (สสธวท) หรือ The Federation of Business and Professional Women’s Association of Thailand Under The Royal Patronage of H.M. The Queen – BPW Thailand เป็นองค์กรสตรีภาคเอกชนที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ก่อตั้งโดยท่านผู้หญิงสมศรี เจริญรัชต์ภาคย์ เป็นผู้นำในการก่อตั้งสมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2507 และขยายสาขาไปยังจังหวัดเชียงใหม่และสงขลา จนกระทั่งในปี 2519 ทั้ง3 สมาคม จึงร่วมกันจดทะเบียนจัดตั้งเป็น “สหพันธ์สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย” และเข้าร่วมเป็นสมาชิกของสหพันธ์สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพสากล  (BPW International -International Federation of Business and Professional Women) และได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้อยู่ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ตั้งแต่ปี 2524 เป็นต้นมา  

คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล

สหพันธ์สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทยฯ เป็นองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาศักยภาพความรู้ความสามารถในการประกอบวิชาชีพของสตรีไทยในหลากหลายมิติ ทั้งในด้านธุรกิจวิชาชีพให้ได้มาตรฐานสากล และสามารถสร้างประโยชน์ต่อส่วนรวมทั้งในระดับประเทศและระดับโลกอย่างยั่งยืนผ่านโครงการสำคัญมากมาย  อาทิ โครงการประกาศเกียรติคุณรางวัลสหพันธ์สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทยฯ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นต่อๆไป ได้รับประสบการณ์ บทเรียนที่ทรงคุณค่าในการไปใช้การดำเนินชีวิตของตนต่อไปในอนาคต , โครงการสตรีวัยก้าวหน้า (Young BPW) เพื่อสร้างผู้นำรุ่นใหม่ และโครงการรณรงค์สร้างวินัยทางการเงิน (Happy Money)  เพื่อสร้างวินัยทางการเงิน ปลูกฝังนิสัยการออมเงินที่เข้มแข็ง  มีภูมิคุ้มกัน มีความมั่นคงทางการเงินที่เข้มแข็ง ได้รับโอกาสเพื่อเติบโตต่อไปในอนาคต  เป็นบุคลากรที่มีคุณภาพของสังคม และสามารถเข้าสู่สากลอย่างสง่างาม เป็นตัวแทนของประเทศทัดเทียมในโลกสากลได้อย่างภาคภูมิ เป็นต้น   มุ่งเน้นการเป็นผู้นำสังคมด้วยเจตนารมณ์อันแน่วแน่ที่จะยกระดับสถานภาพของสตรีไทยให้มีบทบาทที่เท่าเทียม มีคุณค่า และสามารถขับเคลื่อนสังคมมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน รวมระยะเวลา 50 ปี  ปัจจุบัน สหพันธ์ฯ  มีสมาคมสมาชิก 24 แห่ง ทั่วประเทศ 

ส่วนเครือข่ายผู้ประกอบการสตรีอาเซียน ประเทศไทย (AWEN Thailand)   มีเครือข่ายเป็นกลุ่มประเทศสมาชิกในภูมิภาคอาเซียนทั้ง ๑๑ ประเทศ  ทำหน้าที่เป็นแกนประสานงานในการส่งเสริม สนับสนุน และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสตรีไทยได้แสดงศักยภาพระดับอาเซียน ผ่านการสร้างเครือข่ายการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การผลักดันนโยบายที่เอื้อต่อความเสมอภาค  ด้วยปณิธานอันแน่วแน่ในการยกระดับบทบาทของผู้หญิงในโลกธุรกิจ ให้ก้าวไกลอย่างมั่นใจ เข้มแข็ง และยั่งยืนในระดับสากล

ในปี 2569 นี้ คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล ประธานสหพันธ์สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทยฯ และผู้ก่อตั้งเครือข่ายผู้ประกอบการอาเซียน ประเทศไทย เตรียมจัดโครงการ “สสธวท…สตรีทรงพลัง” ครบรอบ 50 ปี สหพันธ์สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ และ 10 ปี เครือข่ายผู้ประกอบการสตรีอาเซียน ประเทศไทย (AWEN Thailand)กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดโครงการ “สสธวท… สตรีทรงพลัง” ในครั้งนี้ว่า “เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเป็น “ต้นแบบแห่งแรงบันดาลใจ” และเพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ที่ทรงมีพระราชจริยวัตรอันงดงาม ทรงเป็นต้นแบบให้สตรีไทยในหลากหลายด้าน โดยเฉพาะด้านกีฬาทั้งสองพระองค์ เจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท ทรงเป็นแบบอย่างให้สตรีไทยและเยาวสตรีไทย อีกทั้ง ตอกย้ำบทบาทสำคัญของสหพันธ์สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ (BPWT) และเครือข่ายผู้ประกอบการสตรีอาเซียน ประเทศไทย  (AWEN Thailand) ในการเป็นองค์กรที่ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพมาอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ   ประจวบเหมาะของการจัดงานในครั้งนี้ อยู่ในช่วงเวลา “วันสตรีสากล” 8 มีนาคม อีกด้วย   เวทีในครั้งนี้ ได้ส่งเสริมเหล่าสตรีนักธุรกิจและสตรีนักวิชาชีพที่ประสบความสำเร็จเต็มไปด้วยประสบการณ์และแรงบันดาลใจที่หลากหลาย แบ่งปันวิสัยทัศน์ ความรู้ และส่งเสริมให้สตรีทุกช่วงวัยได้ก้าวหน้าในการดำเนินชีวิต ธุรกิจ และวิชาชีพ อันจะนำมาซึ่งสังคมวิวัฒน์ในหลากหลายด้าน 

คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล พร้อมด้วยคณะกรรมการจัดงาน จำนรรค์ ศิริตัน หนุนภักดี,สมศรี  ชัยสุริยเทพกุล,ศิริขวัญ  จันทรางศุ,พนิดา ชอบวณิชชา,-จรรย์สมร  วัธนเวคิน,มาลีรัตน์ ปลื้มจิตรชม,ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี,จตุพร  ลิ้มปิยะศรีสกุล และ วรรณวิภา เหราบัตย์

ในการนี้ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี จะเสด็จไปทรงเป็นองค์ประธานงาน “สสธวท…สตรีทรงพลัง” และ ณ ห้องแกรนด์ บอลรูม โรงแรมแกรนด์  ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ ในวันที่  4 มีนาคม  2569 เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป

สำหรับกิจกรรมภายในงานจะประกอบด้วย การเสวนาแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์จากสตรีนักธุรกิจและสตรีนักวิชาชีพที่หลากหลายวัยและที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งได้รับเกียรติจากนักธุรกิจสตรีระดับแถวหน้าของเมืองไทย มาร่วมพูดคุยกับสตรีทรงพลัง โดยมี สัญญา คุณากร และ สุวิกรม อัมระนันท์ รับหน้าที่ดำเนินรายการ  พร้อมกันนี้  เปิดตัวหนังสือเล่มพิเศษชุด “คัมภีร์สตรีทรงพลัง” จำนวน 3 เล่ม เนื้อหาแต่ละเล่มเป็นเรื่องราวจากสตรี 3 ช่วงวัย ได้แก่ เล่ม 1 คัมภีร์…สตรีทรงพลัง : วัยก้าวหน้า (Rising Star) อายุ 20-40 ปี, เล่ม 2 คัมภีร์…สตรีทรงพลัง : วัยพัฒนา (Game Changer) อายุ 40-60 ปี และ เล่ม 3 คัมภีร์… สตรีทรงพลัง : วัยวัฒนา (Visionaries) อายุ 60 ปี ขึ้นไปบอกเล่าข้อคิด บทเรียน ประสบการณ์ กลยุทธ์ และแง่มุมต่าง ๆ ของสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพที่โดดเด่นจำนวน ๑๕๓ ท่าน จากหลากหลายสาขาอาชีพ ผู้ใช้พลังปัญญา ความกล้า และความมุ่งมั่นขับเคลื่อนบทบาทของตนเองควบคู่ไปกับการสร้างคุณค่าให้สังคมอย่างต่อเนื่อง โดยหนังสือชุด “คัมภีร์สตรีทรงพลัง” ถือเป็นหนึ่งในโครงการด้านสังคม ที่สะท้อนเจตนารมย์ขององค์กร ในการส่งเสริมศักยภาพสตรีไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ไม่เพียงในมิติของความสำเร็จส่วนบุคคล แต่ในฐานะฟันเฟืองสำคัญของการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และชุมชน  จัดทำเพื่อเผยแพร่แก่ผู้ที่สนใจ สามารถติดต่อสั่งซื้อ ได้ตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป


นอกจากนี้ในงานยังมีนิทรรศการที่น่าสนใจต่าง ๆ  ประกอบด้วย นิทรรศการเทิดพระเกียรติสมเด็จ พระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชนนีพันปีหลวง ทรงสถานภาพ “สตรีผู้ทรงพลัง” ผู้ทรงเป็นต้นแบบแห่งแรงบันดาลใจผ่านการบอกเล่าถึงพระราชกรณียกิจในการช่วยเหลือประชาชนทุกหมู่เหล่าโดยไม่แบ่งแยก โดยทรงเป็นที่ประจักษ์แก่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ จึงขอพระบรม  ราชานุญาตทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญเซเรส เพื่อเฉลิมพระเกียรติในฐานะทรงเป็นสตรีดีเด่น ที่อุทิศพระองค์เพื่อพัฒนาสตรีและประชาชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ.2522 และ นิทรรศการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ต้นทางแห่งการส่งเสริมและทรงแสดงพระอัจฉริยภาพเพื่อสตรีนักธุรกิจและสตรีนักวิชาชีพ ตลอดจนประชาชนทั่วไป เจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท และทรงเป็นแบบอย่างการกำหนดทิศทางเป้าหมายที่โดดเด่นให้แก่สังคม และเยาวขน  รวมถึง นิทรรศการ สสธวท (BPWT) และเครือข่ายผู้ประกอบการสตรีอาเซียน ประเทศไทย (AWEN Thailand) ซึ่งเป็นองค์กรที่โดดเด่นอีกองค์กรหนึ่งของสังคมไทย และมีบทบาทที่หลากหลายในสากลด้วย ทั้งนี้ ยังได้คัดเลือกสมาชิกและภาคีเครือข่ายที่มีผลงานโดดเด่น และทำกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่องให้กับองค์กร อีกจำนวน 140 ท่าน เข้ารับพระราชทานรางวัลเข็มเกียรติคุณ “สสธวท…สตรีทรงพลัง” เพื่อเชิดชูให้กำลังใจที่จะทำงานเพื่อสังคม ประเทศชาติสืบไป

สภากาชาดไทย จับมือคณะภริยาทูต จัดงานออกร้านคณะภริยาทูต ครั้งที่ 59 ส่งต่อแรงบันดาลใจสู่การให้เพื่อมนุษยธรรม รายได้บำรุงสภากาชาดไทย

สภากาชาดไทย จับมือคณะภริยาทูต จัดงานออกร้านคณะภริยาทูต ครั้งที่ 59  ส่งต่อแรงบันดาลใจสู่การให้เพื่อมนุษยธรรม รายได้บำรุงสภากาชาดไทย

สภากาชาดไทย จับมือคณะภริยาทูต จัดงานออกร้านคณะภริยาทูต ครั้งที่ 59 ส่งต่อแรงบันดาลใจสู่การให้เพื่อมนุษยธรรม รายได้บำรุงสภากาชาดไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.43 น.

สภากาชาดไทย โดย Donation HUB ร่วมกับ คณะภริยาทูตประจำประเทศไทย จัดงานแถลงข่าว “งานออกร้านคณะภริยาทูต ครั้งที่ 59” ภายใต้แนวคิด “จากแรงบันดาลใจ…สู่การให้เพื่อมนุษยธรรม”  โดยมี ขรรค์ ประจวบเหมาะ ผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย พร้อมด้วย มาดามทาลา ดิโอนิซี ภริยาเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิตาลี ประจำประเทศไทย ประธานคณะกรรมการจัดงานออกร้านคณะภริยาทูต ประจำปี 2569, มาดามทราง ธิ ถู โฮ ภริยาเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเวียดนาม ประจำประเทศไทย ประธานคณะกรรมการจัดทำสลากงานออกร้านคณะภริยาทูต ประจำปี 2569 และ จันทร์ประภา วิชิตชลชัย รองผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย รวมถึงผู้สนับสนุนการจัดงาน ร่วมในงานเมื่อวันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ณ NEXTOPIA ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

ขรรค์ ประจวบเหมาะ ผอ.สน.จัดหารายได้ สภากาชาดไทย พร้อมด้วยมาดามทาลา ดิโอนิซี ภริยาเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิตาลี, มาดามทราง ธิ ถู โฮ ภริยาเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเวียดนาม ร่วมแถลงข่าวงานออกร้านคณะภริยาทูตครั้งที่ 59 มี จันทร์ประภา วิชิตชลชัย รองผอ.สนง. จัดหารายได้ และแขกผู้มีเกียรติร่วมงาน

การจัดงานออกร้านคณะภริยาทูตเป็นกิจกรรมหารายได้ที่สภากาชาดไทย ร่วมกับคณะภริยาทูต จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2510 จนถึงปัจจุบัน เพื่อส่งเสริมและสร้างสัมพันธภาพอันดีระหว่างสภากาชาดไทยกับคณะทูตานุทูต ภริยาทูต สถานทูต และสถานกงสุลต่างๆประจำประเทศไทย พร้อมทั้งเป็นการระดมทุน เพื่อโดยเสด็จพระราชกุศลบำรุงสภากาชาดไทย นำไปสนับสนุนภารกิจด้านมนุษยธรรมของสภากาชาดไทย ทั้งด้านการแพทย์และสาธารณสุข การบรรเทาทุกข์ การบริการโลหิต ตลอดจนการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ยากไร้ ผู้ด้อยโอกาส และผู้ประสบภัยพิบัติทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้จะจัดขึ้นในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ถึง 1 มีนาคม 2569 ทั้งนี้สภากาชาดไทยยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้จากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการ สภากาชาดไทย เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิด และเยี่ยมชมงานออกร้านคณะภริยาทูตครั้งที่ 59 ในวันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 08.30 น. ณ พารากอน ฮออล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

ขรรค์ ประจวบเหมาะ ผอ.สน.จัดหารายได้ สภากาชาดไทย 

โดยในปีที่ผ่านมา การจัดงานออกร้านคณะภริยาทูต มีเงินรายได้ทั้งสิ้นจำนวน 10,302,286 บาท ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวคณะกรรมการคณะภริยาทูตได้พิจารณาสนับสนุนโครงการต่างๆของสภากาชาดไทย ทั้งโครงการต่อเนื่องและโครงการใหม่ อาทิ โครงการช่วยเหลือผู้ป่วยศูนย์ไฟไหม้น้ำร้อนลวก ศูนย์โรคพาร์กินสันและกลุ่มโรคความเคลื่อนไหวผิดปกติ ศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถเพื่อโรคมะเร็งเต้านม โครงการพัฒนาศูนย์มะเร็งแบบบูรณาการ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โครงการศัลยกรรมตกแต่งแก้ไขปากแหว่งเพดานโหว่และความพิการอื่นๆ โครงการรถตัดแว่นสายตาเคลื่อนที่สภากาชาดไทยเพื่อเด็กนักเรียนชนบท โครงการหน่วยแพทย์จักษุศัลยกรรมในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นอกจากนี้คณะภริยาทูตยังมีการลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าของโครงการ อาทิ โครงการส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่าน เขียน ภาษาไทย ของเด็กและเยาวชน รวมถึงเด็กนักเรียนในพื้นที่ห่างไกล โครงการพัฒนาศักยภาพคนพิการจังหวัดชายแดนภาคใต้ และโครงการจัดทำคู่มือการใช้อักษรเบรลล์เพื่อผู้พิการทางสายตา

มาดามทาลา ดิโอนิซี ภริยาเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิตาลี ประจำประเทศไทย ประธานคณะกรรมการจัดงานออกร้านคณะภริยาทูต ประจำปี 2569

สำหรับ งานออกร้านคณะภริยาทูต ครั้งที่ 59 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “THE ART OF GIVING ศิลปะแห่งการให้” ระหว่างวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ถึง 1 มีนาคม 2569 เวลา 10.00–20.00 น. ณ พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน และทางเว็บไซต์ http://www.iredcross.org โดยได้รับความร่วมมือจากสถานทูตกว่า 50 ประเทศ  ร่วมออกร้านจำหน่ายสินค้า ผลิตภัณฑ์พื้นเมือง อาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค เสื้อผ้า เครื่องประดับและของตกแต่งบ้าน สะท้อนเอกลักษณ์จากทั่วทุกมุมโลก อาทิ ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวจากกุหลาบบัลแกเรีย เจลอาบน้ำและโลชั่นจากสเปน อาร์แกนออยล์บริสุทธิ์จากโมร็อกโก ผ้าแคชเมียร์ เครื่องหนังจากมองโกเลียเครื่องแก้วจากสาธารณรัฐเช็ก ตลอดจนสินค้าพื้นเมืองจากปากีสถาน เนปาล ศรีลังกา เม็กซิโก มาเลเซีย อินโดนีเซีย จีน และสินค้าจากร้านโครงการในพระราชดำริฯ เป็นต้น

มาดามทราง ธิ ถู โฮ ภริยาเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเวียดนาม ประจำประเทศไทย ประธานคณะกรรมการจัดทำสลากงานออกร้านคณะภริยาทูต ประจำปี 2569 

สภากาชาดไทยจึงขอเชิญชวนประชาชนเที่ยวงานออกร้านคณะภริยาทูต และร่วมทำบุญผ่านการซื้อสลากงานออกร้านคณะภริยาทูต ประจำปี 2569 ราคาใบละ 50 บาท พร้อมลุ้นรับของรางวัลมากมาย โดยเปิดให้จำหน่ายล่วงหน้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ http://www.iredcross.org ตั้งแต่วันนี้ ถึง วันที่1 มีนาคม 2569 รวมถึงเปิดจำหน่ายบัตรเข้างานในราคาพิเศษแบบ Early Bird ราคา 40 บาท (จากราคาปกติ 50 บาท) ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 รายได้จากการจัดงานเพื่อโดยเสด็จพระราชกุศลบำรุงสภากาชาดไทย และส่งต่อพลังแห่งการให้และความช่วยเหลือแก่เพื่อนมนุษย์อย่างยั่งยืน

จันทร์ประภา วิชิตชลชัย,ศ.นพ.รุ่งโรจน์ พิทยศิริ หน.ศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์โรคพาร์กินสัน รพ.จุฬาฯ ,รศ.นพ.สุภนิติ์ นิวาตวงศ์ ผอ.ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย และ วิทยา ฉลอง ผช.ผอ.สนง. กิจการเหล่ากาชาด สภากาชาดไทย ร่วมพูดคุยถึงภารกิจขององค์กรเพื่อคุณภาพชีวิต สุขภาพที่ดีของคนไทย

รศ​.นพ.รุ่งโรจน์ ทิพยศิริ พร้อมทีมงานชมรมเพื่อนพาร์กินสัน ร่วมออกร้านในงานนี้ด้วย

ALLWELL ร่วมสร้างโอกาสทางการศึกษา มอบอุปกรณ์ไอทีเสริมศักยภาพเยาวชนผ่านมูลนิธิพระดาบส

ALLWELL ร่วมสร้างโอกาสทางการศึกษา มอบอุปกรณ์ไอทีเสริมศักยภาพเยาวชนผ่านมูลนิธิพระดาบส

ALLWELL ร่วมสร้างโอกาสทางการศึกษา มอบอุปกรณ์ไอทีเสริมศักยภาพเยาวชนผ่านมูลนิธิพระดาบส

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.34 น.

บริษัท ออลล์เวล ไลฟ์ จำกัด ภายใต้แบรนด์ ALLWELL ตอกย้ำบทบาทขององค์กรที่เติบโตควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคม และการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ด้วยการร่วมส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่เยาวชนไทย ผ่านการมอบอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และของใช้ต่าง ๆ รวมทั้งสิ้นกว่า 64 รายการ ให้แก่ มูลนิธิพระดาบส เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 

การสนับสนุนในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศให้กับโรงเรียนพระดาบส เพื่อใช้ประโยชน์ในกิจกรรมด้านการศึกษาและการเรียนการสอน โดยเฉพาะการเสริมสร้างทักษะด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของเยาวชนในยุคดิจิทัล อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการศึกษาและการสร้างโอกาสทางอาชีพในอนาคต

นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังสอดคล้องกับค่านิยมองค์กรของ ALLWELL ที่มุ่งมั่นทำความดีเพื่อสังคม ควบคู่กับการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า โดยอุปกรณ์ที่นำมามอบประกอบด้วยทั้งอุปกรณ์ที่ยังสามารถใช้งานได้ และอุปกรณ์ที่ชำรุด ซึ่งจะถูกนำไปซ่อมแซมหรือใช้เป็นอะไหล่ เพื่อยืดอายุการใช้งาน ลดการสูญเปล่า และช่วยลดปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งช่วยดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม
 

ALLWELL เชื่อมั่นว่า โอกาสทางการศึกษา คือรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ การร่วมแบ่งปันในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการช่วยเหลือในระยะสั้น แต่เป็นการสะท้อนความตั้งใจขององค์กรในการสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน นอกจากการมุ่งมั่นยกระดับสุขภาพคนไทย และร่วมแบ่งเบาภาระของระบบสาธารณสุขแล้ว ALLWELL ยังพร้อมมีส่วนร่วมในการยกระดับการศึกษา พัฒนาเยาวชน และส่งเสริมสังคมที่เกื้อกูลกัน เพื่อสร้างอนาคตที่ดีร่วมกัน โดยเดินหน้าดำเนินธุรกิจควบคู่กับการสร้างคุณค่าคืนสู่สังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง