น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ ‘พระแม่แห่งแผ่นดิน’ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ ‘พระแม่แห่งแผ่นดิน’ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ ‘พระแม่แห่งแผ่นดิน’ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเป็นสมเด็จพระบรมราชินีนาถใน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงเป็น สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และโดยพระชนมพรรษาจึงนับเป็นพระกุลเชษฐ์พระองค์ปัจจุบันในพระบรมราชจักรีวงศ์

ตลอดระยะเวลาแห่งการดำรงพระอิสริยยศ “พระราชินี” จนถึง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้ทรงปฏิบัติภารกิจน้อยใหญ่นานัปการ ทั้งในฐานะ “พระผู้ทรงเป็นที่พึ่งของปวงชนชาวไทย” และในฐานะ “คู่บุญคู่พระราชหฤทัย” ของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงช่วยแบ่งเบาพระราชภารกิจในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่อาณาประชาราษฏร์ ทั้งโดยเสด็จพระราชดำเนินตาม พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และเสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ไปทรงเยี่ยมราษฎรในชนบททั่วทุกภูมิภาค แม้จะทรงตรากตรำพระวรกาย เนื่องจากการคมนาคมในสมัยนั้นยังไม่สะดวกสบายเหมือนในปัจจุบัน  ก็มิได้ทรงย่อท้อแต่อย่างใด 

พระปรีชาสามารถและพระวิริยะอุตสาหะที่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงทุ่มเทอุทิศกำลังพระวรกาย พระสติปัญญา พระราชทรัพย์ ในพระราชกรณียกิจต่างๆ เพื่อเกื้อกูลประโยชน์สุขของพสกนิกรนั้นได้ดื่มด่ำอยู่ในหัวใจคนไทยทั้งชาติ และหยั่งลึกลงเป็นรากฐานแห่งความจงรักภักดีต่อพระบรมราชจักรีวงศ์ เป็นผลให้เกิดความมั่นคงและนำสันติสุขมาสู่ปวงชนชาวไทย

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระภารกิจในการส่งเสริมคุณภาพชีวิต อาชีพ  และความเป็นอยู่ของพสกนิกรในชนบทห่างไกล ได้โดยเสด็จพระราชดำเนิน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  ไปทั่วทุกหนแห่งในแผ่นดินไทยนี้

มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

โครงการในพระราชดำริที่มีสาขาขยายกว้างขวางไปทั่วประเทศโครงการหนึ่งก็คือ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โดย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ขณะดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้โดยเสด็จ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถ ไปทรงเยี่ยมพสกนิกรทั่วทุกภาคของประเทศมากว่า 50 ปีแล้ว จึงได้ทอดพระเนตรเห็นทุกข์สุขทั้งสิ้นในการครองชีพของราษฎร ทรงพบว่าราษฎรซึ่งส่วนใหญ่เป็นกสิกรต้องประสบภัยธรรมชาติต่างๆ เช่น ฝนแล้ง นาล่ม ศัตรูพืชรบกวน ทำให้การประกอบอาชีพไม่ได้ผล อีกทั้ง ทรงพบว่าราษฎรไทยหลายท้องถิ่นมีฝีมือเป็นเลิศทางหัตถกรรมหลายชนิดสืบทอดมาแต่บรรพบุรุษ สมควรจะอนุรักษ์ไว้ให้เป็นสมบัติชาติสืบไป พระองค์จึงทรงทุ่มเทพระวิริยะ อุตสาหะ และพระราชทานทรัพย์มาส่งเสริมงานหัตถกรรมแก่ราษฎร

วัตถุประสงค์สำคัญ คือเพื่อหาอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรที่ประสบปัญหาในการเพาะปลูกหรือเกษตรกรที่ว่างจากฤดูเพาะปลูกให้ได้มีงานทำอยู่กับบ้าน ซึ่งจะส่งผลให้ราษฎรไม่ต้องละทิ้งถิ่นฐานของตนเข้าไปทำงานรับจ้างในเมืองใหญ่ๆ อันก่อให้เกิดปัญหาชุมชนแออัดในระยะยาวต่อไป นับว่าเป็นการช่วยรักษากรรมสิทธิ์ในที่ดินของราษฎรผู้มีรายได้น้อยเหล่านี้อีกทางหนึ่งด้วย และสำหรับชาวไทยภูเขาซึ่งเคยมีอาชีพปลูกฝิ่น ก็ทรงส่งเสริมให้หันไปประกอบงานฝีมือที่ชาวไทยภูเขามีความชำนายอยู่แล้ว คือการเป็นช่างเงินหรือช่างทองแทน

วัตถุประสงค์อีกประการหนึ่ง คือเพื่อธำรงรักษาและฟื้นฟูหัตถกรรมแบบไทยโบราณซึ่งกำลังจะเสื่อมสูญไปตามกาลเวลาให้กลับมาแพร่หลาย เช่น การทอผ้าไหมมัดหมี่ลวดลายโบราณ การทอผ้าแพรวา การจักสานย่านลิเภา การทำเครื่องถมเงินและถมทอง การคร่ำ เป็นต้น เนื่องจากหัตถกรรมประเภทนี้ต้องใช้ฝีมือ เวลา และความอดทนเป็นอย่างมาก จึงหาผู้ที่สนใจสืบทอดวิชาเหล่านี้เป็นอาชีพได้ยากยิ่ง

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปิดสอนหัตถกรรมแทบทุกประเภทแก่บุตรหลานของราษฎรผู้ยากไร้ขึ้นในสวนจิตรลดา และในบริเวณพระตำหนักทุกภาคเวลาที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปประทับเพื่อทรงเยี่ยมราษฎร  โดย พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะทรงดำรงพระราชอิสริยยศ “สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร” ได้โดยเสด็จพระราชดำเนินประทับเคียงข้าง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงช่วยจดบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับผ้า ผู้ทอ และตรวจรับผ้าทอจากสมาชิกโครงการส่งเสริมศิลปาชีพ เพื่อการวิเคราะห์และให้ความช่วยเหลือราษฎรได้อย่างถูกวิธี

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงรับเด็กยากจนและการศึกษาน้อยผู้ยังไม่เคยมีประสบการณ์ทางการช่างใดๆ  เข้ามาเป็นนักเรียนศิลปาชีพ ทรงเสาะหาครูผู้มีฝีมือที่ยังหลงเหลืออยู่มาถ่ายทอดผลงานและพระราชทานกำลังใจแก่สมาชิกศิลปาชีพ หมุนเวียนไปทั่วประเทศเป็นประจำทุกปี รวมทั้งโปรดที่จะทรงใช้สอยผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพทุกชนิดเพื่อเป็นตัวอย่างแก่ราษฎรทั่วไป  

งานของศิลปาชีพเจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว มีสมาชิกศิลปาชีพกระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ และผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพได้แพร่หลายกว้างขวางเป็นที่นิยมในหมู่ราษฎรไทยและชาวต่างประเทศ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปี ต้องทรงใช้จ่ายพระราชทรัพย์เพื่อโครงการศิลปาชีพเป็นจำนวนมาก จึงมีผู้กราบบังคมทูลขอให้ทรงจัดตั้งขึ้นเป็นมูลนิธิ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งมูลนิธิขึ้นเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พุทธศักราช 2519 โดยทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหารของมูลนิธิด้วย ต่อมารัฐบาลได้ประจักษ์ถึงผลงานและคุณประโยชน์มูลนิธิด้วย จึงได้รับเป็นหน่วยงานหนึ่งของรัฐ โดยจัดตั้งเป็นกองศิลปาชีพขึ้นในสำนักราชเลขาธิการ เมื่อพุทธศักราช 2538 เพื่อสนับสนุนงานของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ มูลนิธิมีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า “The Foundation for the Promotion of Supplementary Occupations and Related Technique of Her Majesty Queen Sirikit of Thailand” หรือเรียกย่อๆ ว่า “The SUPPORT Foundation”

โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปี ทรงสนพระราชหฤทัยงานด้านศิลปวัฒนธรรมอันเป็นรากเหง้าที่สำคัญของชาติ หนึ่งในนั้นคือ นาฏกรรมโขน ซึ่งมีพระราชประสงค์ให้อนุรักษ์และสืบสานอยู่คู่แผ่นดินไทย ดังพระราชปรารภที่ว่า “ทุกวันนี้ประชาชนชาวไทย ไม่ใคร่มีโอกาสได้ชมโขน เนื่องจากการจัดแสดงโขนแต่ละครั้งไม่ใช่เรื่องง่าย” จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประชุมผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับโขน และงานหัตถศิลป์แขนงต่างๆ เพื่อรื้อฟื้นการแสดงโขนตามโบราณราชประเพณี เริ่มต้นจากการจัดสร้างเครื่องแต่งกายโขนขึ้นใหม่ สำหรับใช้ในการแสดงโขนพระราชทาน ทรงกำชับให้ยึดถือรูปแบบเครื่องแต่งกายโขนแบบโบราณ แต่มีความคงทนและสวยงามยิ่งขึ้น

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีสายพระเนตรที่ยาวไกลมากในการนำโขนมาสู่สังคมไทยอีกครั้งหนึ่ง เพราะการฟื้นฟูโขนนั้นไม่ใช่แค่การฟื้นฟูนาฏศิลป์ แต่เป็นการพลิกฟื้นฝีมือช่างหัตถศิลป์หลายแขนง ทั้ง วรรณศิลป์ นาฏศิลป์ คีตศิลป์ หัตถศิลป์ ศิลปกรรม และพัตราภรณ์ของไทย ให้คืนกลับมา ทั้งยังทำให้เกิดสกุลช่างในรัชกาลปัจจุบัน ในเรื่องของพัสตราภรณ์หรือเครื่องแต่งกาย  โดยมี อาจารย์วีรธรรม ตระกูลเงินไทย เป็นผู้ควบคุมดูแลเรื่องการออกแบบและดูแลช่างที่เป็นสมาชิกของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ที่ช่วยกันตัดเย็บเครื่องแต่งกายและทอผ้าเพื่อใช้การแสดงโขนโดยเฉพาะ

อาจารย์สมิทธิ ศิริภัทร์ ที่ปรึกษาส่วนพระองค์ด้านศิลปะ ได้ขอพระราชทานพระราชานุญาตสร้างเครื่องแต่งกายโขนของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ซึ่งเป็นการสร้างอาชีพอีกทางหนึ่ง เมื่อได้รับพระราชทานพระราชานุญาต จึงเริ่มดำเนินการในปีพุทธศักราช 2548 โดย มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ และ กรมศิลปากร สนองพระราชดำริด้วยการแต่งตั้งคณะกรรมการจัดสร้างเครื่องแต่งกายโขนขึ้นมาใหม่ที่คงความงดงามตามแบบโบราณ และกราบบังคมทูลขอพระราชทานเพื่อใช้ในการแสดงโขนเรื่อง “รามเกียรติ์” ชุด “ศึกพรหมาศ” ถวายทอดพระเนตร และเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 

การแสดงครั้งนั้นได้เชิญ อาจารย์สุดสาคร ชายเสม มาออกแบบฉาก ส่วน อาจารย์วีรธรรม ตระกูลเงินไทย เป็นผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย จัดแสดงโขนในรูปแบบการบรรเลงคอนเสิร์ต เนื่องจาก พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  โปรดดนตรีสากล โดยเลือกบทพระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ใช้ชื่อว่า การแสดงเฉลิมพระเกียรติ เรื่องรามเกียรติ์ ตอน : พรหมาศ บรรเลงโดยวงโยธวาทิต กองดุริยางค์กองทัพบก และได้รับพระกรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  เสด็จพระราชดำเนิน พร้อมด้วย สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทอดพระเนตรการแสดงรอบปฐมทัศน์ วันที่ 25 ธันวาคม พุทธศักราช 2550 (รอบประชาชนทั่วไปวันที่ 27-28 ธันวาคม) ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย หลังจบการแสดง มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ยังคงดำเนินงานปรับปรุงเกี่ยวกับโขนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเครื่องแต่งกายโขนที่เพิ่มรายละเอียดให้วิจิตรยิ่งขึ้น จากนั้นมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ได้จัดการแสดงโขนพระราชทานเรื่อยมา และได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ เห็นได้จากการเพิ่มรอบการแสดงทุกปี  ซึ่งในปีพุทธศักราช 2569  จะจัดการแสดงในตอน “สีดา”  

พระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ  

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อทรงแบ่งเบาพระราชภาระใน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  เป็นพระราชกรณียกิจเพื่อทรงช่วยเหลือราษฎร โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ยากไร้ทั่วประเทศ  การเสด็จพระราชดำเนินไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ทำให้ทรงทราบถึงปัญหาความทุกข์ยากต่างๆ ของราษฎรในแต่ละภูมิภาค ซึ่งมีความแตกต่างกันไป พระมหากรุณาธิคุณที่พระราชทานจึงมีความเหมาะสมตามสภาพภูมิสังคม ผ่านโครงการอันเนื่องมาพระราชดำริที่พระราชทานให้จัดตั้ง ณ ภูมิภาคนั้นๆ เพื่อทรงแก้ปัญหาในแต่ละพื้นที่ ที่สำคัญล้วนเป็นพระราชกรณียกิจเสริมงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร   อาทิ พระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ   ที่ทรงปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน เป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชนทั้งในและต่างประเทศ มีผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม และเพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในการอนุรักษ์ คุ้มครอง และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ อันเป็นฐานการดำรงชีวิตของพสกนิกร คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเห็นชอบ เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2553 ถวายพระราชสมัญญา “พระมารดาแห่งการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ” เพื่อเป็นการแสดงกตเวทิคุณของรัฐบาลและปวงชนชาวไทยในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ

นอกจากนี้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ยังทรงให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ผืนป่า เนื่องจากทรงเล็งเห็นว่าพื้นที่ป่าไม้ มีจำนวนลดน้อยถอยลง ส่วนหนึ่งของปัญหามาจากภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มีสาเหตุจากการที่ชาวบ้านลักลอบตัดไม้ และประการสำคัญคือ ทรงพบว่าสาเหตุจากการลักลอบตัดไม้ทำลายป่ามาจากปัญหาความยากจน ชาวบ้านหาที่ทางทำกินโดยการแผ้วถางเผาป่า เผาครั้งหนึ่ง 50-60 ไร่ แต่ได้นำมาใช้ประโยชน์ในการเกษตรจริงๆ เพียง 5-10 ไร่เท่านั้น  ทรงห่วงใยปัญหานี้และทรงวิตกว่าประเทศชาติกำลังสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ  จึงพระราชทานพระราชดำริให้จัดตั้งโครงการป่ารักน้ำ เพื่อช่วยเหลือราษฎรที่ทุกข์ยากให้ได้มีอาชีพที่สุจริต มีรายได้เพื่อประทังชีวิต โดยไม่ตัดไม้ทำลายป่าอีกต่อไป

โครงการป่ารักน้ำ เริ่มทดลองครั้งแรกที่บ้านน้ำติ้ว ตำบลส่องดาว อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พุทธศักราช 2525 เป็นโครงการปลูกป่าด้วยพันธุ์ไม้ที่เติบโตเร็ว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  ได้ทรงขอซื้อพื้นที่ที่ชาวบ้านแผ้วถางแล้วถูกทิ้งร้าง โดยนำพื้นที่ดังกล่าวมาพัฒนาต่อยอดเป็นโครงการป่ารักน้ำ โดยราษฎรเป็นผู้ปลูกและดูแลป่าบนพื้นดินที่ทรงซื้อ ทำให้เกิดความรู้สึกหวงแหนและมีสำนึกรักเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับผืนป่า ทั้งหมดนี้จะให้ราษฎรในพื้นที่ช่วยกันดูแล โดยทรงว่าจ้างราษฎรเป็นรายเดือน จากนั้นค์จะทรงลดความช่วยเหลือไปเรื่อยๆ เมื่อราษฎรในพื้นที่สามารถตั้งตัวและหาเลี้ยงชีพได้ โครงการก็จะชะลอและยุติลง  เมื่อได้ทรงริ่เริ่มโครงการป่ารักน้ำขึ้นแล้ว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  ยังได้พระราชทานพระราชนโยบายให้จัดตั้งหมู่บ้านป่ารักน้ำขึ้น ให้มีสถานะเป็นบ้านน้อยในป่าใหญ่ เพื่อช่วยเหลือราษฎรที่ยากจนไม่มีที่ทำกิน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สร้างบ้านให้อยู่อาศัยมีหน้าที่ดูแลรักษาต้นไม้และพระราชทานเงินเดือนให้ครอบครัวละ 1,500 บาท

ปัจจุบันโครงการป่ารักน้ำในพระราชดำริ มีอยู่ทั้งสิ้น 5 แห่งในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ โครงการป่ารักน้ำ บ้านถ้ำติ้ว ตำบลส่องดาว อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร โครงการป่ารักน้ำ บ้านป่ารักน้ำ ตำบลโคกสี อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร โครงการป่ารักน้ำ บ้านกุดนาขาม ตำบลเจริญศิลป์ อำเภอเจริญศิลป์ จังหวัดสกลนคร โครงการป่ารักน้ำ บ้านจาร ตำบลม่วง อำเภอบ้านม่วง จังหวัดสกลนคร และโครงการป่ารักน้ำ บ้านทรายทอง ตำบลปทุมวาปี อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร

พระราชกรณียกิจด้านการทหาร

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงดำรงตำแหน่งพันเอกผู้บังคับการพิเศษ กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ทรงให้ความสนพระราชหฤทัยต่อการดำเนินงานของกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ตลอดมา โดยผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 21 จะเข้ามาถวายรายงานถึงผลการปฏิบัติงาน พร้อมกับรับพระราชเสาวนีย์ตลอดจนพระราชทานคำแนะนำไปดำเนินการปฏิบัติอยู่เสมอ ขณะที่ด้านความมั่นคงของประเทศสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปี ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมทหารที่ปฎิบัติการสู้รบต่อสู้ผู้ก่อการร้ายตามชายแดนถึงฐานปฏิบัติการต่างๆ แม้เป็นที่เสี่ยงภยันตราย ก็ทรงพระอุตสาหะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงดูแลทุกข์สุข ปลอบขวัญถึงฐานปฎิบัติการต่างๆ เป็นขวัญกำลังใจให้ทหารต่อสู้ปกป้องผืนแผ่นดิน นำความร่มเย็นเป็นสุขมาสู่อาณาประชาชน ให้สามารถทำมาหากินได้อย่างสงบสุข

พระราชกรณียกิจด้านการศึกษา

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีบทบาทในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนหลายหลายรูปแบบ อาทิ ทรงพระอุตสาหะสอนหนังสือราษฏรด้วยพระองค์เอง พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นทุนการศึกษาแก่เยาวชนจากครอบครัวที่ยากจน ทั้งในระบบโรงเรียนและนอกโรงเรียน ทรงรับไว้เป็นนักเรียนในพระบรมราชานุเคราะห์ ส่วนบิดามารดา พี่น้องของเด็ก ก็โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เข้ารับการฝึกอบรม พระราชทานความช่วยเหลือให้ปรับปรุงการประกอบอาชีพให้เป็นผล หรือให้มีความรู้เป็นอาชีพเสริม เพิ่มพูนรายได้สามารถช่วยตนเองและครอบครัวให้ดำรงชีวิตเป็นสุขตามอัตภาพ โดยใช้วัตถุดิบพื้นบ้านมาทำประโยชน์ เช่น หัตถกรรมจักสานของโครงการหุบกะพง โครงการจักสานย่านลิเพา และทำเครื่องปั้นดินเผาในภาคใต้ ทั้งยังโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สอดแทรกเรื่องความรักชาติ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การรักษาศิลปวัฒธรรมท้องถิ่น การรู้จักรักษาสุขภาพอนามัย การรู้จักพัฒนาตนเอง การเห็นความสำคัญของการศึกษา และการช่วยเหลือร่วมมือกับส่วนรวม พร้อมทั้งให้ทุกคนตระหนักว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของส่วนรวม ต้องบำเพ็ญตนเป็นประโยชน์เพื่อความเจริญพัฒนาของภูมิภาค

พระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปี มิได้แผ่ปกป้องเฉพาะปวงชนชาวไทย หากแต่ยังทรงแผ่ไปถึงประชาชนของประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ชาวกัมพูชาอพยพลี้ภัยเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารในแดนไทย แถบจังหวัดตราด จันทบุรี และปราจีนบุรี มีพระราชศรัทธาและพระราชปณิธานแน่วแน่ที่จะทรงบำบัดทุกข์บำรุงสุข ผู้คนที่ตกทุกข์ได้ยาก โดยมิได้ทรงเลือกเชื้อชาติ ศาสนา หรือเผ่าพันธุ์

ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัล ประกาศพระเกียรติคุณไปทั่วโลก

ด้วยพระราชกรณียกิจอันเป็นเอนกอนันต์ ก่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่ราษฎรอย่างแท้จริง ทำให้องค์กรต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ  ได้ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ โล่เฉลิมพระเกียรติ รางวัล และประกาศพระเกียรติคุณต่างๆ เป็นจำนวนมาก เช่น องค์กรค์การเอฟเอโอ ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญซีเรส เทิดพระเกียรติในฐานะที่ทรงยกฐานะของสตรีให้มีระดับสูงขึ้น และทรงเป็นผู้ให้โดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม พุทธศักราช 2552 ขณะที่มหาวิทยาลัยทัฟฟ์ แห่งรัฐแมสซาซูเซ็ทท์ สหรัฐอเมริกา ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขามนุษยธรรม ในฐานะที่ทรงยกระดับฐานะการครองชีพของประชาชน และช่วยบรรเทาทุกข์ของเด็กๆ ในหมู่ผู้ลี้ภัย เมื่อปีพุทธศักราช2523

สหพันธ์เด็กแห่งนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลบุคคลดีเด่นด้านพิทักษ์เด็ก เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พุทธศักราช 2524, สถาบันเอเชียโซไซตี้ แห่งกรุงนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลด้านมนุษยธรรม เมื่อวันที่ 14 มีนาคม พุทธศักราช 2528, ศูนย์ศึกษาการอพยพ  ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่รัฐนิวยอร์ก กราบบังคมทูลเชิญเสด็จฯ ไปทรงรับรางวัลความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยประจำปี ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี เมื่อวันที่ 29 มีนาคม พุทธศักราช 2533, องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ  (ยูเนสโก) ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญทองโบโรพุทโธ ในฐานะทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจอนุรักษ์และพัฒนางานศิลปหัตถกรรม ณ ศาลาธรรม จังหวัดเชียงใหม่  เมื่อวันที่ 30 มกราคม พุทธศักราช 2535

กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาติ (ยูนิเซฟ) ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลเกียรติคุณพิเศษในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษ 5 รอบ ในฐานะทรงอุทิศพระองค์ประกอบพระราชกรณียกิจอันเป็นผลให้แม่และเด็กนับล้านได้รับบริการขั้นพื้นฐาน เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม  พุทธศักราช 2535   

กองทุนพัฒนาเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลแห่งความเป็นเลิศในฐานะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจพัฒนาสตรีไทย  เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พุทธศักราช 2535 มหาวิทยาลัยจอนส์ฮอปกินส์ รัฐแมริแลนด์ สหรัฐอเมริกา ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขามนุษยธรรม เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พุทธศักราช 2538,  สมาคมไหมโลก ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัล หลุยส์ ปาสเตอร์ ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเทิดพระเกียรติในพระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์และพัฒนาการผลิตไหมไทย จนเป็นที่รู้จักของทั่วโลก รวมทั้งช่วยให้ราษฎรผู้ผลิตไหมไทยมีความเป็นอยู่ดีขึ้น เมื่อวันที่ 21 กันยายน พุทธศักราช 2545 เป็นต้น นอกจากนี้ ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งอังกฤษ ได้ทูลเกล้าฯ ถวายสมาชิกภาพกิตติมศักดิ์ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พุทธศักราช 2513 ซึ่งสถาบันแห่งนี้เคยมอบให้แต่เฉพาะผู้ที่เป็นแพทย์ และนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นเป็นที่รู้จักระดับโลกเท่านั้น

ในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหาคม พุทธศักราช 2569 ขอน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ “พระแม่แห่งแผ่นดิน” ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ เพียบพร้อมด้วยคุณลักษณะแห่งรัตนนารีโดยแท้ พระองค์มิได้ทรงเป็นพระบรมราชินีนาถ ที่มีพระสิริโฉมงดงามเท่านั้น หากแต่ยังทรงพระปรีชาสามารถเชี่ยวชาญในกิจการต่างๆ ซึ่งปรากฏผลเป็นที่ประจักษ์แก่ปวงชนโดยตลอด ทรงยึดมั่นในพระบวรพระพุทธศาสนา พระคุณธรรม พระปัญญาคุณ และพระเมตตากรุณาคุณ ซึ่งทรงดำรงไว้มั่นคงตลอดมา เป็นปัจจัยส่งเสริมให้พระเกียรติคุณขจายขจรไปทั่วในประเทศและนานาประเทศทั่วโลก  อาจกล่าวได้ว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปี ทรงเป็นพระบรมราชินีนาถ ที่ทรงได้รับการสรรเสริญพระเกียรติคุณจากนานาประเทศอย่างกว้างขวางยิ่งกว่าพระบรมราชินีพระองค์อื่นใดในโลก

‘ต้อหิน’ ภัยเงียบของดวงตา อาการน้อยแต่เสี่ยง ‘ตาบอดถาวร’

'ต้อหิน' ภัยเงียบของดวงตา อาการน้อยแต่เสี่ยง 'ตาบอดถาวร'

‘ต้อหิน’ ภัยเงียบของดวงตา อาการน้อยแต่เสี่ยง ‘ตาบอดถาวร’

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในชีวิตประจำวันที่เราพึ่งพาการมองเห็นแทบตลอดเวลา กลับมีโรคหนึ่งที่อาจคืบคลานเข้ามาแบบไม่รู้ตัว และส่งผลให้สูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร นั่นคือ “ต้อหิน” หนึ่งในสาเหตุสำคัญของการตาบอดถาวรทั่วโลก และที่น่ากังวลคือ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่รู้ตัวจนกระทั่งการมองเห็นเริ่มแคบลงหรือเสียไปแล้ว

ผู้ช่วยศาสตราจารย์แพทย์หญิงกิติยา รัตนวงศ์ไพบูลย์ จักษุแพทย์ชำนาญด้านต้อหิน โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่า ต้อหิน (Glaucoma) เป็นโรคที่เกิดจากความเสียหายต่อเส้นประสาทตา ซึ่งส่วนใหญ่มีความสัมพันธ์กับความดันในลูกตาที่สูงเกินไป หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้

ผู้ช่วยศาสตราจารย์แพทย์หญิงกิติยา รัตนวงศ์ไพบูลย์ จักษุแพทย์ชำนาญด้านต้อหิน โรงพยาบาลเวชธานี 

อาการของต้อหินจะไม่มีอาการหรือสัญญาณปรากฏเด่นชัดในตอนแรก และจะเกิดอาการแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับชนิดของต้อหิน ได้แก่

  • ต้อหินมุมเปิด (Primary Open-Angle Glaucoma) ชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด เกิดจากการอุดตันของช่องระบายน้ำหล่อเลี้ยงภายในตา แม้มุมระบายจะเปิดอยู่ ทำให้ความดันในลูกตาสูงขึ้นอย่างช้าๆ โดยไม่แสดงอาการใด ๆ จนกว่าการมองเห็นรอบข้างจะเริ่มแคบลงเรื่อย ๆ ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษา อาจนำไปสู่การตาบอดถาวรได้
  • ต้อหินมุมปิด (Angle-Closure Glaucoma)  เกิดจากมุมระบายน้ำในลูกตาถูกปิด ทำให้น้ำในตาไม่สามารถระบายออกได้ ซึ่งมีทั้งชนิดเรื้อรังและเฉียบพลัน หากเป็นชนิดเฉียบพลัน ความดันตาจึงพุ่งสูงทันที ส่งผลให้เกิดอาการปวดตา ตาแดง ตามัว เห็นแสงรุ้งรอบดวงไฟ คลื่นไส้ และอาเจียน ถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน
  • ต้อหินชนิดความดันตาปกติ (Normal-Tension Glaucoma)  แม้ความดันตาอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่เส้นประสาทตากลับถูกทำลาย โดยมักเกี่ยวข้องปัจจัยอื่นๆ นอกเหนือจากเรื่องของความดันตา เช่น การไหลเวียนของเลือดที่ไม่ดี หรือภาวะหลอดเลือดผิดปกติ ผู้ป่วยอาจไม่รู้ตัวจนกระทั่งเกิดการสูญเสียการมองเห็น
  • ต้อหินทุติยภูมิ (Secondary Glaucoma)  เกิดจากโรคหรือปัจจัยอื่น เช่น การอักเสบในตา อุบัติเหตุทางตา ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน หรือการใช้ยาสเตียรอยด์ต่อเนื่อง เป็นต้น ส่งผลให้ความดันตาสูงขึ้นและทำลายเส้นประสาทตา
  • ต้อหินในเด็ก (Congenital Glaucoma)  พบในทารกหรือเด็กเล็ก เกิดจากความผิดปกติของระบบระบายน้ำในลูกตาตั้งแต่กำเนิด มีอาการลูกตาขนาดใหญ่ น้ำตาไหลมาก กลัวแสง และกระจกตาขุ่น ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาโดยเร็ว

การวินิจฉัยโรคต้อหิน จักษุแพทย์จะเริ่มจากการวัดความดันภายในลูกตา ตรวจดูขั้วประสาทตา และโครงสร้างภายในตาด้วยเครื่องมือเฉพาะ หากพบความผิดปกติหรือสงสัยว่าเป็นต้อหิน อาจมีการตรวจเพิ่มเติม เช่น การตรวจลานสายตาเพื่อประเมินการทำงานของเส้นประสาทตา และการตรวจดูมุมตาเพื่อจำแนกชนิดของต้อหิน

การรักษาต้อหินมักต้องดูแลต่อเนื่องตลอดชีวิต ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่การรักษาจะเป็นการประคับประคองเพื่อไม่ให้ประสาทตาถูกทำลายมากขึ้น และเพื่อคงการมองเห็นที่มีอยู่ให้นานที่สุด ซึ่งการรักษาจะขึ้นอยู่กับชนิดของโรคต้อหินและระยะของโรคที่เป็นอยู่ดังนี้

การรักษาต้อหินโดยใช้ยา เป็นรูปแบบของยาหยอดตา ที่จะช่วยลดการสร้างน้ำในลูกตา หรือช่วยให้น้ำในลูกตาระบายออกได้ดีขึ้น เพื่อลดความดันตา หลังจากนั้นแพทย์จะนัดติดตามอาการเรื่อยๆ เพื่อดูอาการและภาวะแทรกซ้อน หากรักษาวิธีนี้แล้วไม่ดีขึ้น แพทย์อาจพิจารณาให้รักษาด้วยการใช้เลเซอร์ร่วมด้วย

การรักษาต้อหินด้วยเลเซอร์ มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดความดันภายในลูกตา โดยช่วยให้ของเหลวภายในตาไหลเวียน หรือระบายออกได้ดีขึ้น ซึ่งชนิดของเลเซอร์ที่ใช้จะขึ้นอยู่กับชนิดของต้อหินที่ผู้ป่วยเป็น โดยแบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลัก ดังนี้

1.ต้อหินมุมปิด (Angle-closure glaucoma)ในกรณีนี้ จักษุแพทย์จะใช้เลเซอร์ชนิดที่เรียกว่า Laser Peripheral Iridotomy (LPI) ยิงเลเซอร์เจาะรูขนาดเล็กบนม่านตา เพื่อสร้างช่องทางใหม่ให้ของเหลวในลูกตาสามารถไหลผ่านได้อย่างสะดวกมากขึ้น วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดต้อหินมุมปิดเฉียบพลัน หรือในผู้ที่มีมุมระบายน้ำแคบจากโครงสร้างทางกายภาพของตา

2.ต้อหินมุมเปิด (Primary Open-Angle Glaucoma ) ในผู้ป่วยกลุ่มนี้ จะใช้เลเซอร์ที่เรียกว่า Selective Laser Trabeculoplasty (SLT) ซึ่งเป็นการยิงเลเซอร์พลังงานต่ำไปยังบริเวณมุมระบายน้ำของลูกตา (trabecular meshwork) เพื่อกระตุ้นการทำงานของเซลล์บริเวณนั้น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำภายในตา ลดความดันตาได้โดยไม่ทำลายเนื้อเยื่อข้างเคียง ซึ่งมักใช้ในกรณีที่ยาหยอดตาควบคุมความดันตาได้ไม่ดีพอ หรือเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ไม่สามารถใช้ยาหยอดตาได้ต่อเนื่อง

หากการใช้ยาและเลเซอร์ไม่สามารถควบคุมความดันในตาได้ แพทย์อาจพิจารณาการผ่าตัดเพื่อลดความดันภายในลูกตา ป้องกันไม่ให้เส้นประสาทตาถูกทำลายเพิ่มเติม โดยมีวิธีหลักๆ ดังนี้ Trabeculectomy เป็นการเปิดช่องระบายน้ำใหม่ในดวงตา ช่วยให้น้ำหล่อเลี้ยงไหลออกได้ดีขึ้น ลดความดันตาได้อย่างมีประสิทธิภาพ Glaucoma Drainage Device Surgery แพทย์จะใส่ท่อระบายน้ำขนาดเล็กในลูกตา เชื่อมต่อกับบริเวณใต้เยื่อบุตาขาว เหมาะสำหรับผู้ที่ความดันตาสูงมากหรือผ่าตัดวิธีอื่นไม่สำเร็จ Minimally Invasive Bleb Surgery เป็นการผ่าตัดที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ โดยใส่ท่อระบายชนิดพิเศษขนาดเล็กและยืดหยุ่น เพื่อช่วยให้น้ำในตาระบายออก ลดความดันตา ฟื้นตัวไว และเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนน้อย

ทั้งนี้ ต้อหินเป็นโรคตาที่เป็นภัยมืด มักไม่มีอาการเตือนในระยะแรก หากตรวจพบช้าอาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้ การตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี หรืออายุมากกว่า 35 ปีในกรณีมีประวัติคนในครอบครัวเป็นต้อหิน จึงเป็นวิธีสำคัญในการป้องกันและตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะแรก

LIFE & HEALTH : เตรียมพร้อมก่อนบริจาคโลหิต…หนึ่งการให้ ช่วยต่อชีวิตผู้ป่วยได้หลายชีวิต

LIFE & HEALTH : เตรียมพร้อมก่อนบริจาคโลหิต...หนึ่งการให้ ช่วยต่อชีวิตผู้ป่วยได้หลายชีวิต

LIFE & HEALTH : เตรียมพร้อมก่อนบริจาคโลหิต…หนึ่งการให้ ช่วยต่อชีวิตผู้ป่วยได้หลายชีวิต

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

การบริจาคโลหิตเป็นการให้ที่มีคุณค่า เพราะโลหิตมีความสำคัญทางการแพทย์ที่ยังไม่สามารถผลิตทดแทนได้ และมีความจำเป็นต่อการรักษาผู้ป่วยในหลากหลายกรณี ไม่ว่าจะเป็นผู้ประสบอุบัติเหตุ ผู้เข้ารับการผ่าตัด ผู้ป่วยโรคเลือด โรคมะเร็ง หรือผู้ที่มีภาวะเสียเลือดรุนแรง ดังนั้น โลหิตทุกยูนิตที่ได้รับจากผู้บริจาคจึงเปรียบเสมือนโอกาสในการต่อชีวิตและสร้างความหวังให้แก่ผู้ป่วย การเตรียมความพร้อมก่อนบริจาคอย่างถูกต้อง นอกจากจะช่วยให้ผู้บริจาคมีความปลอดภัย ยังช่วยให้โลหิตที่ได้รับมีคุณภาพและสามารถนำไปใช้รักษาผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อมูลจาก รศ.พญ.ดุจใจ ชัยวานิชศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ระบุว่า ในภาวะปกติ ประเทศไทยจำเป็นต้องมีโลหิตบริจาคมากกว่า 200,000 ยูนิตต่อเดือน เพื่อให้เพียงพอต่อการรักษาผู้ป่วยทั่วประเทศ นอกจากนี้ ยังจำเป็นต้องมีโลหิตสำรองคงคลังอย่างน้อย 3,000 ยูนิตต่อวัน เพื่อรองรับเหตุฉุกเฉิน เช่น อุบัติเหตุหมู่ ภัยพิบัติ หรือสถานการณ์ที่มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ในหลายช่วงเวลาของปี โดยเฉพาะวันหยุดยาวหรือเทศกาล จำนวนผู้บริจาคโลหิตมักลดลง ส่งผลให้เกิดภาวะโลหิตสำรองไม่เพียงพอสำหรับการรักษาผู้ป่วย

ความสำคัญการเตรียมพร้อมก่อนบริจาคโลหิต

การเตรียมตัวก่อนบริจาคโลหิตมีความสำคัญทั้งต่อผู้บริจาคและผู้รับโลหิต ผู้บริจาคที่มีสุขภาพแข็งแรงและปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างถูกต้องจะสามารถบริจาคโลหิตได้อย่างปลอดภัย ลดความเสี่ยงต่อการเกิดอาการหน้ามืด วิงเวียน หรือเป็นลม อีกทั้งยังช่วยให้โลหิตที่ได้รับมีคุณภาพและสามารถนำไปใช้รักษาผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การเตรียมตัวก่อนบริจาคโลหิต

ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย แนะนำให้ผู้ที่ต้องการบริจาคโลหิตปฏิบัติดังนี้

นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย 5 ชั่วโมงก่อนวันบริจาค เพื่อให้ร่างกายสดชื่นและพร้อมสำหรับการบริจาค
รับประทานอาหารก่อนบริจาค ควรรับประทานอาหารมื้อหลักตามปกติ และหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง เช่น ข้าวขาหมู ข้าวมันไก่ อาหารกะทิ หรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของไขมันสูง อย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนบริจาค เพราะไขมันในเลือดอาจส่งผลต่อคุณภาพของโลหิต
ดื่มน้ำให้เพียงพอ ก่อนบริจาค เพื่อช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้ดี ลดโอกาสเกิดอาการวิงเวียนหลังบริจาค
มีสุขภาพแข็งแรง หากมีอาการไข้ ไม่สบาย หรือกำลังรับประทานยาบางชนิด ควรแจ้งแพทย์หรือพยาบาลผู้คัดกรองทุกครั้ง เพื่อประเมินความเหมาะสมในการบริจาค
งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อนบริจาคโลหิต 24 ชั่วโมง และงดการสูบบุหรี่ 1 ชั่วโมง ก่อนการบริจาค เพราะอาจส่งผลต่อสุขภาพและการไหลเวียนของเลือด
แต่งกายสุภาพและสวมเสื้อที่สามารถพับแขนขึ้นได้สะดวก เพื่ออำนวยความสะดวกในการเจาะเลือด

การปฏิบัติตนหลังบริจาคโลหิต

หลังบริจาคโลหิต ผู้บริจาคนอนพักที่เตียงอย่างน้อย 5 นาที หากไม่มีอาการผิดปกติจึงลุกจากเตียง และนั่งพักอีก 10 -15 นาที พร้อมดื่มน้ำหรือเครื่องดื่มที่เจ้าหน้าที่จัดไว้ และรับประทานอาหารว่างเพื่อทดแทนพลังงาน หากรู้สึกเวียนศีรษะควรแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

นอกจากนี้ควรดื่มน้ำมากกว่าปกติในช่วง 24 ชั่วโมงแรก หลีกเลี่ยงการยกของหนักหรือใช้แขนข้างที่บริจาคอย่างหนักเป็นเวลา 24 ชั่วโมง รวมถึงงดการออกกำลังกายหนัก การทำงานบนที่สูง หรือกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ หากมีอาการผิดปกติ เช่น เลือดออกไม่หยุด หน้ามืด หรือเป็นลม ควรรีบติดต่อเจ้าหน้าที่หรือไปพบแพทย์ทันที

ที่สำคัญ ผู้บริจาคโลหิตต้องรับประทานธาตุเหล็ก Ferrous Fumarate 200 mg ที่ได้รับ เพื่อชดเชยธาตุเหล็กที่เสียไปกับการบริจาคโลหิต ซึ่งจะช่วยป้องกันภาวะเลือดจางและสามารถบริจาคโลหิตได้อย่างต่อเนื่องทุก 3 เดือน โดยรับประทานครั้งละ 1 เม็ด วันละ 1 ครั้งหลังอาหาร หรืออาจรับประทานพร้อมอาหาร ไม่ควรรับประทานพร้อมนม ชา กาแฟ เพราะจะลดประสิทธิภาพในการดูดซึมธาตุเหล็ก

ประโยชน์การบริจาคโลหิต

การบริจาคโลหิตมีประโยชน์หลายด้าน ทั้งช่วยต่อชีวิตผู้ป่วยที่ต้องการเลือดอย่างเร่งด่วน ช่วยให้มีปริมาณโลหิตสำรองเพียงพอสำหรับโรงพยาบาลทั่วประเทศ อีกทั้งผู้บริจาคยังได้รับการตรวจสุขภาพเบื้องต้น เช่น การวัดความดันโลหิต การตรวจระดับฮีโมโกลบิน และการคัดกรองโรคติดเชื้อบางชนิดตามมาตรฐานของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างจิตสำนึกในการช่วยเหลือสังคมและส่งเสริมการมีสุขภาพที่ดี

องค์กรเอกชนร่วมบริจาคโลหิต

ล่าสุด บริษัท เอนี่เพย์ จำกัด นำโดย ดร.ศศมน มันทะเล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ และสุรชัย ขจรกิจสิริ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บริษัท เอนี่เพย์ จำกัด นำทีมพนักงานร่วมกิจกรรม “เอนี่เพย์ รวมพลังบริจาคโลหิต” รับวันแม่แห่งชาติ 2569 เพื่อร่วมส่งต่อโลหิตช่วยเหลือผู้ป่วยทั่วประเทศ บรรเทาวิกฤติขาดแคลนโลหิตสำรอง พร้อมปลูกฝังจิตสำนึกการเป็น “ผู้ให้” และส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคม โดยมี ปิยนันท์ คุ้มครอง ผู้ช่วยผู้อำนวยการ และ ภก.ดร.นรินทร์ กิจเกรียงไกรกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ให้การต้อนรับ ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์

ร่วมบริจาคโลหิตได้ทั่วประเทศ

การบริจาคโลหิตเป็นการเสียสละที่มีคุณค่าและสามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยได้หลายชีวิต การเตรียมตัวก่อนบริจาคอย่างถูกต้อง เช่น การพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่เหมาะสม ดื่มน้ำให้เพียงพอ และดูแลสุขภาพให้แข็งแรง จะช่วยให้การบริจาคเป็นไปอย่างปลอดภัยและได้โลหิตที่มีคุณภาพ นอกจากนี้ การปฏิบัติตามคำแนะนำหลังบริจาคยังช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วและลดโอกาสเกิดอาการไม่พึงประสงค์ ดังนั้น ทุกคนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมควรร่วมเป็น ผู้บริจาคโลหิตอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุก 3 เดือน เพื่อร่วมกันสร้างคลังโลหิตที่เพียงพอสำหรับผู้ป่วยทั่วประเทศ

สามารถร่วมบริจาคโลหิตทั่วประเทศได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์, หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ ได้แก่ สถานีกาชาด 11 วิเศษนิยม (บางแค) เดอะมอลล์ สาขาบางแค สาขาบางกะปิ สาขางามวงศ์วาน สาขาท่าพระ ศูนย์การค้าดิเอ็มโพเรียม ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต และบ้านทรงไทย (ย่านวงศ์สว่าง), ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ จังหวัดลพบุรี ชลบุรี ราชบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี นครสวรรค์ พิษณุโลก เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง) สงขลา และภูเก็ต, โรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตทั่วประเทศ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายจัดหาผู้บริจาคโลหิตฯ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย โทร.02-2564300, 02-2639600-99 ต่อ 1101, 1760, 1761 หรือ  https://thaibloodcentre.redcross.or.th/

ผศ.(พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

อนุกรรมการรณรงค์เพิ่มผู้บริจาคโลหิต

ในคณะกรรมการจัดหาและส่งเสริมผู้ให้โลหิตแห่งสภากาชาดไทย

คุณแหน : 12 สิงหาคม 2569

คุณแหน : 12 สิงหาคม 2569

คุณแหน : 12 สิงหาคม 2569

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานคำขวัญวันแม่แห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. 2569 ความว่า “พระคุณแม่มากพ้น พรรณนา จรดลึกเหนือเวลา เปรียบได้ แทนพระคุณแม่ยากหา ใดทด แทนคุณ ประกอบดีประกาศไว้ โลกรู้ สรรเสริญ” 
  • วันที่ 10 สิงหาคม 2569 เวลา 14.00 น. ศ. ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จยังศูนย์ประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ พระราชทานพระวโรกาสให้ผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ และประชาชนเข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายเงินโดยเสด็จพระกุศล สมทบทุนกองทุนหทัยทิพย์ ภายใต้มูลนิธิจุฬาภรณ์
  • อารีย์ นักดนตรี จันเกษม ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ภาพยนตร์และละคร) พ.ศ. 2562 ล่าสุดเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม มีอายุ 94 ปี ขอเชิญลิ้มรสมือตำรับแม่ EP.2 ที่บ้านวัฒนา วันที่ 21-22 สิงหาคมนี้ โดยสำรับอาหารเป็นตำรับของ ม.ร.ว. เพ็ญศรี กฤดากร, หม่อมศรีพรหมา กฤดากร ณ อยุธยา, Margarat Lynn Seres และอารีย์ งานนี้รับผู้สนใจได้เพียงรอบละ 8-10 คนเท่านั้น วันละ 2 รอบ คือ 11.30 และ 16.00 น. สำรองที่นั่งได้ที่ facebook : klai at Wattana Place
  • คุณหญิงทรงสุดา ยอดมณี แจ้งเลื่อนจัดงานฉลองวันคล้ายวันเกิด 84 ปีให้ ดร. สุวิทย์ ยอดมณี เป็นการชั่วคราว เพราะเจ้าของวันเกิดติดขัดด้านปัญหาสุขภาพเล็กน้อย เกรงว่าจะไม่สะดวกในการต้อนรับแขกเหรื่อในวันงาน แต่จะกลับมาจัดงานหลังจากสุขภาพแข็งแรงแล้ว
  • ขอบคุณแหล่งข่าวที่ให้ข้อมูลมากมายในเรื่อง nominee หรือหน้าม้าที่ยอมให้ต่างชาติใช้ชื่อเพื่อทำธุรกิจบังหน้า โดยเฉพาะในย่านห้วยขวาง กรุงเทพฯ หัวหิน ประจวบคีรีขันธ์ หาดป่าตอง ภูเก็ต สมุย สุราษฎร์ธานี พัทยา บางละมุง ชลบุรี และเชียงดาว เชียงใหม่ เรื่องเลวร้ายแบบนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างเด็ดขาด ถ้าข้าราชการไทยทุกคนทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ไม่เอาหูไปนา เอาตาไปไร่ รวมถึงนักการเมืองไม่ร่วมทำเลวขายชาติขายแผ่นดินด้วย
  • พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ว่าที่ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ที่ปัจจุบันยังครองตำแหน่งอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เล่นบทเอาจริงเอาจังกับการกำจัดแก๊งขายชาติ และขอให้เดินบทนี้ให้หนักกว่าเดิมอีกหลายเท่า อย่าปล่อยมิจฉาชีพไว้อีกต่อไป เพราะมันคือตัวการบ่อนทำลายชาติให้ย่อยยับ 

Victor Lee

อว.ผนึก CMDF สร้างระบบนิเวศกำลังคนคุณภาพ สนับสนุนทุนนักวิจัยรุ่นใหม่ 10 โครงการสู่การใช้ประโยชน์จริง

อว.ผนึก CMDF สร้างระบบนิเวศกำลังคนคุณภาพ สนับสนุนทุนนักวิจัยรุ่นใหม่ 10 โครงการสู่การใช้ประโยชน์จริง

อว.ผนึก CMDF สร้างระบบนิเวศกำลังคนคุณภาพ สนับสนุนทุนนักวิจัยรุ่นใหม่ 10 โครงการสู่การใช้ประโยชน์จริง

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 18.25 น.

กระทรวง อว.ผนึก CMDF ต่อยอด “โครงการสนับสนุนทุนวิจัยสำหรับนักวิจัยรุ่นใหม่ด้านตลาดทุน”ปี 2 เร่งสร้างระบบนิเวศกำลังคนคุณภาพ สนับสนุนทุนนักวิจัยรุ่นใหม่ 10 โครงการสู่การใช้ประโยชน์จริง  

11 สิงหาคม 2569 สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.) ร่วมกับ กองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน(CMDF)  จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติม บันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยการส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน เพื่อเดินหน้าลุย “โครงการสนับสนุนทุนวิจัยสำหรับนักวิจัยรุ่นใหม่ด้านตลาดทุน” โดยมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. และ นายจักรชัย บุญยะวัตร ผู้จัดการกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน เป็นผู้ลงนาม และมี ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวง อว. น.ส.กีรติ แก้วสัมฤทธิ์ ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนและพัฒนาการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นางสาวนัดดา เจ๊ะยอเด ผู้อำนวยการกลุ่มขับเคลื่อนและพัฒนา อววน.1 และผู้แทนจากทั้ง 2 ฝ่าย เข้าร่วม ณ ห้องแถลงข่าวชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า สป.อว. (ถนนโยธี)

ศ.ดร.ศุภชัย กล่าวว่า การผนึกกำลังเพื่อสนับสนุนทุนวิจัยแบบ Matching Fund ในวันนี้ คือการลงทุนครั้งใหญ่เพื่อสร้าง “ระบบนิเวศกำลังคนคุณภาพ” (National Brain Power Ecosystem) ที่แข็งแกร่งให้กับประเทศ โดยเรามุ่งเป้าไปที่การยกระดับศักยภาพใน 4 มิติสำคัญ ได้แก่ การปั้นนักวิจัยรุ่นใหม่ให้เป็นมืออาชีพระดับสากล การสร้างเครือข่ายบูรณาการความรู้ข้ามสถาบัน การสร้างนวัตกรรมทางการเงินที่นำไปใช้แก้ปัญหาได้จริง และที่สำคัญที่สุดคือ การยกระดับขีดความสามารถเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางทางการเงินของภูมิภาคอย่างเต็มภาคภูมิ 

“ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในปีงบประมาณ2568 เราได้ผลักดันงานวิจัยคุณภาพจนสามารถนำไปต่อยอดใช้งานเชิงนโยบายได้จริงแล้วถึง 10 โครงการ การขยายข้อตกลงในวันนี้จึงเป็นเครื่องยืนยันและรับประกันว่า นักวิจัยรุ่นใหม่อีก 10 โครงการจะได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องและเต็มประสิทธิภาพ การลงนามในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่การต่ออายุความร่วมมือ แต่คือการประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันอย่างหนักแน่นว่า เราจะใช้พลังของการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดทุนไทย เปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่การเป็นประเทศรายได้สูงด้วยนวัตกรรมทางปัญญา และนำพาเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน” ปลัดกระทรวง อว. กล่าว

ด้าน นายจักรชัย กล่าวว่า วันนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่กองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) และกระทรวง อว. ได้จับมือกันก้าวเข้าสู่ปีที่สองของการสนับสนุนนักวิจัยรุ่นใหม่ด้านตลาดทุน ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งจากเทคโนโลยี AI เศรษฐกิจดิจิทัล และความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ ตลาดทุนไทยในปัจจุบันไม่ได้ต้องการเพียงแค่ “เงินทุน” แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ “องค์ความรู้” ที่จะช่วยชี้ทิศทาง ค้นหาโอกาส และรับมือกับความเสี่ยงใหม่ ๆ ความร่วมมือของเราในวันนี้จึงเป็นการต่อยอดจากจุดเริ่มต้น สู่การสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม โดยผสานศักยภาพของภาคการศึกษาเข้ากับความต้องการของตลาดทุนอย่างแท้จริง

“เราเชื่อว่างานวิจัยที่มีคุณค่าต้องไม่หยุดอยู่เพียงการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ แต่ต้องสามารถนำไปต่อยอดเป็นนโยบาย กฎเกณฑ์ และนวัตกรรมทางการเงินที่ใช้งานได้จริง ซึ่งการลงทุนที่สำคัญและคุ้มค่าที่สุดในระยะยาวคือการลงทุนใน “คน” การสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่ที่เข้าใจทั้งเศรษฐศาสตร์ เทคโนโลยี และความท้าทายของโลกยุคใหม่ จะเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถของประเทศ เราจะร่วมกันสร้างสรรค์องค์ความรู้ เพื่อขับเคลื่อนตลาดทุนไทยให้เข้มแข็ง โปร่งใส มีนวัตกรรม และสามารถก้าวเดินบนเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน” นายจักรชัย กล่าว

เปิด Pop-up Showcase สืบสานพระราชปณิธาน ‘ผ้าไทยร่วมสมัย’ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

เปิด Pop-up Showcase สืบสานพระราชปณิธาน ‘ผ้าไทยร่วมสมัย’  น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

เปิด Pop-up Showcase สืบสานพระราชปณิธาน ‘ผ้าไทยร่วมสมัย’ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.32 น.

สำนักนายกรัฐมนตรี โดยกรมประชาสัมพันธ์ เปิด Pop-up Showcase สืบสานพระราชปณิธาน “ผ้าไทยร่วมสมัย” พร้อมเสวนาทางวิชาการ ณ ไอคอนสยาม ​ภายใต้แนวคิด​ทุนทางวัฒนธรรม​หรือ Legacy​ สาขาแฟชั่น หัวข้อ “การส่งเสริมภูมิปัญญาและหัตถศิลป์แห่งผ้าไทยผ่านมุมมองร่วมสมัย สู่งานฝีมือในโลกยุคปัจจุบัน” (Promoting The Art of Thai Wisdom Reinterpreting Tradional Craftsmanship for today)

เพื่อเฉลิมพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงวางรากฐานในการอนุรักษ์ผ้าไทย พร้อมสืบสานพระราชปณิธานตามแนวพระดำริ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา  โดยมี นางสุดฤทัย เลิศเกษม อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ร่วมแถลงข่าวการจัดนิทรรศการ นำเสนอภายใต้แนวคิด “Legacy : Creative Continuity & Creativity” หรือ ภูมิปัญญาที่ได้รับการต่อยอดโดยความคิดสร้างสรรค์ร่วมสมัย ซึ่งนำเสนอความหมายของคำว่า Legacy ในฐานะมรดกที่ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่เพียงอดีต แต่เป็นคุณค่าที่สามารถส่งต่อพัฒนาและสร้างความหมายใหม่ให้สอดคล้องกับยุคสมัย โดยยังคงรักษารากเหง้าและอัตลักษณ์ดั้งเดิมไว้อย่างครบถ้วน

การดำเนินงานครั้งนี้ เริ่มต้นจากการลงพื้นที่ศึกษาองค์ความรู้ กระบวนการผลิต อัตลักษณ์ และศักยภาพของชุมชนต้นแบบ 10 แห่งจากทั่วประเทศ ได้แก่  กลุ่มทอผ้าศรีวิชัย จังหวัดสุราษฎร์ธานี,  กลุ่ม ธ.มฌโฑ จังหวัดอุดรธานี, กลุ่มขวัญตา จังหวัดหนองบัวลำภู, กลุ่ม ME-D NATHAP จังหวัดสงขลา, กลุ่ม T.Chattuwan จังหวัดร้อยเอ็ด, กลุ่มมนตราธิกาญจน์ จังหวัดกาฬสินธุ์,  ไทยซิลค์วิลเลจ จังหวัดเชียงใหม่, อู๋ไหมไทย กลุ่มทอผ้าบ้านแม่สารบ้านตอง จังหวัดลำพูน, กลุ่มอิมปานิ จังหวัดราชบุรี และ กลุ่มไหมทองสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา

ผลงานกว่า 100 ชิ้นเกิดจากความร่วมมือระหว่างชุมชน นักออกแบบ สไตลิสต์ และผู้เชี่ยวชาญด้านแฟชั่น ถ่ายทอดอัตลักษณ์ท้องถิ่นผ่านงานออกแบบร่วมสมัย ครอบคลุมทั้งเครื่องแต่งกายสำหรับโอกาสทางการและการใช้งานในชีวิตประจำวัน พร้อมสะท้อนแนวคิด Legacy ที่เชื่อมโยงภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผ้าไทยและผลิตภัณฑ์ชุมชน

นอกจากนี้ ยังมีเวทีเสวนาจากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญในแวดวงแฟชั่น อาทิ สุดฤทัย เลิศเกษม อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์, ดร.ศรินดา จามรมาน ที่ปรึกษาโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก”, ศิริชัย ทหรานนท์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ THEATRE, วิชระวิชญ์ อัครสันติสุข ผู้ก่อตั้งแบรนด์ WISHARAWISH และ เจนสุดา ปานโต สิริสันต์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ JANESUDA รวมถึงคณาจารย์และผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันการศึกษาชั้นนำ ที่จะร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดการเพิ่มมูลค่าผ้าไทยและพัฒนาสินค้าแฟชั่นไทยให้ตอบโจทย์ตลาดโลกในยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์

ตลอด 3 วันของการจัดงาน ยังมีแฟชั่นโชว์ที่นำเสนอผลงานจากชุมชนต้นแบบและนักออกแบบในโครงการ ผ่านการเดินแบบของนายแบบ นางแบบ และศิลปินชื่อดัง อาทิ โอปอล-สุชาตา ช่วงศรี Miss World 2025, ออม-กรณ์นภัส เศรษฐรัตนพงศ์, ลีน่า-ลลินา ชูเอ็ทท์, หมิว-ณัชชา เตชะมงคลาภิวัฒน์ และ แบงค์-ศรราม เอนกลาภ รวมถึงบุคคลมีชื่อเสียงอีกมากมาย เพื่อร่วมถ่ายทอดพลัง Soft Power ของไทยผ่านแฟชั่นร่วมสมัย และสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่หันมาสวมใส่ผ้าไทยมากขึ้น

งาน Legacy of Thai Textiles & Fashion นับเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญในการผลักดันผ้าไทยและงานหัตถศิลป์ไทยให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง พร้อมตอกย้ำบทบาทของแฟชั่นไทยในฐานะอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ให้ชุมชน และต่อยอดอัตลักษณ์ไทยสู่เวทีสากล

ผู้ที่สนใจเข้าชมงานได้ตั้งแต่วันที่ 11–13 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00–21.00 น. ณ ลานธารา ฮอลล์ ชั้น M ICONSIAM

สยามพารากอน เปิดลิสต์ร้านดังระดับโลก ชวนพาคุณแม่เช็กอินมื้อพิเศษ

สยามพารากอน เปิดลิสต์ร้านดังระดับโลก ชวนพาคุณแม่เช็กอินมื้อพิเศษ

สยามพารากอน เปิดลิสต์ร้านดังระดับโลก ชวนพาคุณแม่เช็กอินมื้อพิเศษ

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.23 น.

ตลอดเดือนแห่งวันแม่ปีนี้ หากใครกำลังมองหาสถานที่ที่จะพาคุณแม่ออกมาใช้เวลาคุณภาพร่วมกัน พร้อมอิ่มอร่อยกับหลากหลายเมนูระดับพรีเมียมในบรรยากาศสุดพิเศษ สยามพารากอน ตอกย้ำความเป็น “World-Class Food Destination” ที่ใหญ่ที่สุดและสมบูรณ์แบบที่สุดในเอเชีย ชวนทุกครอบครัวมาสร้างความทรงจำดีๆ ผ่านมื้ออาหารแห่งความรัก กับร้านดังจากทั่วทุกมุมโลกที่รวมไว้ในที่เดียว

สํารับขนมจีนแทนใจ เมนูจาก Nara Thai Cuisine

เริ่มต้นความอร่อยที่ชั้น G โซนกรูเมต์ การ์เด้น กับ Another Hound Café ร้านยอดนิยมที่โดดเด่นด้วยเมนูฟิวชันสไตล์โมเดิร์น มอบโปรโมชั่นพิเศษวันแม่ เพียงสั่งชุดเมนูราคา 812 บาท รับฟรีเมนู “โอวต้าวชาวเล” เพิ่มความคุ้มค่าและความอร่อยให้มื้อพิเศษของครอบครัว

เอาใจคุณแม่สายอาหารจีนมงคลที่ Four Seasons กับสิทธิพิเศษรับฟรี ซิ่วท้อมงคล เมื่อพาคุณแม่มารับประทานอาหารในวันที่ 12 สิงหาคม 2569 ร่วมส่งต่อคำอวยพรแห่งสุขภาพ ความโชคดี และความรักผ่านขนมมงคลแสนพิเศษ

ROYAL SWAN SET เมนูจาก TWG Tea

อีกหนึ่งร้านที่ไม่ควรพลาดคือ JUMBO Seafood จัดโปรโมชั่นลดสูงสุด 50% ให้ครอบครัวได้อิ่มอร่อยกับเมนูซีฟู้ดระดับพรีเมียมในราคาสุดคุ้ม เหมาะสำหรับการพาคุณแม่มาสังสรรค์พร้อมหน้าพร้อมตาในวันสำคัญ

สำหรับครอบครัวที่หลงใหลในอาหารไทย Nara Thai Cuisine พร้อมเสิร์ฟเมนูพิเศษ “สำรับขนมจีนแทนใจ” สูตรต้นตำรับที่รังสรรค์อย่างประณีต สะท้อนเสน่ห์ของอาหารไทยและความรักความผูกพันในครอบครัวผ่านทุกองค์ประกอบของสำรับ

เมนูจาก JUMBO Seafood

หากอยากเติมความหวานให้วันแม่ The Mandarin Oriental Shop ขอชวนเลือกมอบของขวัญสุดพิเศษผ่านเมนูขนมหวานที่โดดเด่นด้วยรสชาติละมุน ผสานความสดชื่นของสตรอว์เบอร์รีอย่างลงตัว พร้อมการตกแต่งอย่างงดงามราวกับช่อดอกไม้ที่พร้อมส่งต่อความรักให้คุณแม่ในทุกคำ

เมนูจาก Kampang Isan Artisan

ปิดท้ายมื้อแห่งความประทับใจที่ TWG Tea ด้วย Royal Swan Set เซ็ตคานาเป้และขนมหวานสุดประณีต เสิร์ฟคู่กับ Jasmine Queen Tea ชาหอมกลิ่นมะลิอันเป็นเอกลักษณ์ ให้คุณและคุณแม่ได้ดื่มด่ำช่วงเวลาแห่งความสุขร่วมกันตลอดเดือนสิงหาคมนี้

ความอร่อยยังต่อเนื่องที่ชั้น 4 โซน EATELIER กับ Kampang Isan Artisan ร้านอาหารไทยอีสานร่วมสมัย ที่พร้อมมอบส่วนลด 12% เมื่อรับประทานอาหารครบ 1,500 บาท ให้ครอบครัวได้อิ่มอร่อยแบบคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น

ซิ่วท้อมงคล เมนูจาก Four Seasons

ส่วนใครที่กำลังมองหาร้านอาหารน่านั่งสำหรับพาคุณแม่มาพักผ่อนในบรรยากาศสบายๆ ชั้น 5 โซน NEXTOPIA ก็มีร้านน่าสนใจรออยู่มากมาย เริ่มจาก CONTE de TULEAR ที่รังสรรค์เมนูพิเศษต้อนรับวันแม่อย่าง Salted Caramel Bingsu หวานละมุนถูกใจทุกวัย ต่อด้วย FIKKA ที่มอบส่วนลด 10% สำหรับเมนูแซนด์วิชทุกชิ้น เมื่อซื้อพร้อมกาแฟหรือสมูทตี้ เหมาะสำหรับมื้อเบาๆ ยามบ่าย

เมนูจาก Another Hound Café

ปิดท้ายด้วย สรรพรส ที่เพิ่มความพิเศษให้วันแม่ด้วยการมอบฟรีพวงมาลัยและผ้าถุงจากผลิตภัณฑ์ชุมชน เมื่อรับประทานอาหารครบ 2,000 บาท ให้ทุกครอบครัวได้มอบความรักและความอบอุ่นแก่คุณแม่ในแบบไทยๆ

เมนูจาก CONTE de TULEAR

เพราะของขวัญที่มีค่าที่สุดคือการได้ใช้เวลาร่วมกัน วันแม่ปีนี้ชวนคุณแม่มาสร้างความทรงจำดีๆ ผ่านมื้ออาหารแสนอบอุ่นและโปรโมชั่นพิเศษจากร้านดังทั่วสยามพารากอน ตลอดเดือนสิงหาคมนี้ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: SiamParagon และ http://www.siamparagon.co.th

Happitat เปิดตัวจอดิจิทัลในอาคาร ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดฉากด้วย The Butterfly Trail ผลงาน Mixed Reality ระดับโลก

Happitat เปิดตัวจอดิจิทัลในอาคาร ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  เปิดฉากด้วย The Butterfly Trail ผลงาน Mixed Reality  ระดับโลก

Happitat เปิดตัวจอดิจิทัลในอาคาร ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดฉากด้วย The Butterfly Trail ผลงาน Mixed Reality ระดับโลก

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.19 น.

Happitat ปลุกโลกแห่งจินตนาการ เปิดตัวจอดิจิทัลภายในอาคารที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปักหมุดเป็นแลนด์มาร์กใหม่ของ Immersive Experience ระดับโลก เปิดฉากด้วย The Butterfly Trail ผลงาน Mixed Reality จาก Pixel Artworks ครั้งแรกในประเทศไทย และ Forest of Time ผลงาน Interactive Immersive จาก BoraBora Studios ก่อนต่อยอดด้วยไลน์อัป Immersive Experience จากพันธมิตรชั้นนำทั้งไทยและต่างประเทศ ที่พร้อมผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนตลอดทั้งปี

Happitat (แฮปปี้แทท) โครงการภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท แอ็กซ์ตร้า แฮปปี้แทท จำกัด (Axtra Happitat) ในเครือซีพี แอ็กซ์ตร้า (CP AXTRA) เดินหน้าสร้างมาตรฐานใหม่ของ Destination Experience  เปิดตัวจอดิจิทัลภายในอาคารที่ใหญ่และความละเอียดจอสูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขนาด 385 ตารางเมตร พร้อมความละเอียดระดับ P1.8 ที่ได้รับการออกแบบให้เป็นมากกว่าพื้นที่แสดงผล แต่เป็น Magical Canvas ที่พร้อมเนรมิตทุกจินตนาการให้กลายเป็นประสบการณ์ Immersive Storytelling ผ่านการผสานเทคโนโลยีดิจิทัล คอนเทนต์อินเทอร์แอ็กทีฟ และการมีส่วนร่วมของผู้ชมเข้าไว้ด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ เปลี่ยนจากการรับชมภาพบนหน้าจอ สู่การก้าวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวและโลกแห่งจินตนาการ พร้อมเปิดพื้นที่ให้ครีเอเตอร์ ศิลปิน และแบรนด์ชั้นนำจากทั่วโลกได้ร่วมสร้างสรรค์ประสบการณ์รูปแบบใหม่ตลอดทั้งปี

ประเดิมด้วย The Butterfly Trail ผลงาน Mixed Reality (MR) ระดับโลกจาก Pixel Artworks ที่จะเปิดตัวในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นครั้งแรก ตามด้วย Forest of Time ผลงาน Interactive Immersive จาก BoraBora Studios ที่จะพาผู้ชมก้าวสู่ “ป่าแห่งกาลเวลา” ร่วมฟื้นคืนชีวิตให้เหล่าสัตว์ที่สูญพันธุ์ และระบบนิเวศที่เลือนหายผ่านการมีส่วนร่วม ก่อนต่อยอดสู่ไลน์อัป Immersive Experience จากพันธมิตรทั้งไทยและต่างประเทศที่จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาสร้างสีสันให้ Happitat อย่างต่อเนื่อง

อรดา เกิดหงษ์ President บริษัท แอ็กซ์ตร้า แฮปปี้แทท จำกัด กล่าวว่า “ที่ Happitat เราเชื่อว่าเทคโนโลยีจะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อสามารถเชื่อมโยงผู้คนเข้ากับธรรมชาติ จุดประกายจินตนาการ และสร้างความเชื่อมโยงระหว่างผู้คนได้ เราจึงไม่ได้ใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างความตื่นตาตื่นใจเท่านั้น แต่ใช้เทคโนโลยีเป็นสื่อกลางในการสร้างประสบการณ์ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้มีส่วนร่วม รู้สึกร่วม และสร้างความทรงจำที่มีความหมาย เพราะสำหรับเรา ความมหัศจรรย์ที่แท้จริงไม่ได้เกิดขึ้นบนจอภาพ แต่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผู้คนได้สัมผัส เรียนรู้ และแบ่งปันประสบการณ์ร่วมกัน นั่นคือความหมายของ Happitat และเหตุผลที่ทุกครั้งที่กลับมาเยือน ผู้คนจะได้ค้นพบบางสิ่งใหม่ๆ ที่สร้างแรงบันดาลใจและความสุขกลับไปเสมอ”

หัวใจสำคัญของประสบการณ์ Immersive ภายใน Happitat คือ Grand Stairs พื้นที่ที่ได้รับการออกแบบให้เป็นแพลตฟอร์มสำหรับการสร้างสรรค์และนำเสนอประสบการณ์ดิจิทัลรูปแบบใหม่ ผ่านการสร้าง Phygital Layer ที่เชื่อมโยงประสบการณ์ระหว่างโลกจริงและโลกดิจิทัลเข้าไว้ด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ ยกระดับการรับชมสู่การมีส่วนร่วม ทำให้ผู้ชมไม่ได้เป็นเพียงผู้ชมบนหน้าจอ แต่สามารถก้าวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวและประสบการณ์ได้อย่างต่อเนื่อง เบื้องหลังขับเคลื่อนด้วยระบบแสดงผลที่ผสานเทคโนโลยีการประมวลผลแบบ Real-time เข้ากับจอ LED ความละเอียดสูงระดับ P1.8 รองรับการสร้างประสบการณ์ Immersive ที่ตอบสนองต่อการมีปฏิสัมพันธ์ของผู้ชมได้อย่างลื่นไหล พร้อมต่อยอดสู่ Real-time Storytelling และ Interactive Content ที่จะช่วยพลิกโฉมการสื่อสารระหว่างแบรนด์กับผู้คน เปลี่ยนจากการส่งสารแบบทางเดียวสู่ประสบการณ์ที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมมีส่วนร่วม สู่การสร้างประสบการณ์ร่วมที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมมีส่วนร่วม ก่อให้เกิดช่วงเวลาที่น่าจดจำ และนำไปสู่ความผูกพันระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภคที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

Happitat ประเดิมเปิดประสบการณ์ครั้งแรกด้วย “The Butterfly Trail” ผลงาน Mixed Reality (MR) ระดับโลกจาก Pixel Artworks สตูดิโอสร้างสรรค์ Immersive Experience ชั้นนำจากสหราชอาณาจักร ที่นำมาจัดแสดงในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นครั้งแรก หลังสร้างปรากฏการณ์ในกรุงลอนดอนด้วยการสร้างการมีส่วนร่วมของผู้ชมกว่า 4.1 ล้านครั้งภายในเวลาเพียงหนึ่งเดือน จนทำให้สถานที่จัดแสดง Outernet London กลายเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กด้านสื่อดิจิทัลและความบันเทิงที่ได้รับความนิยมสูงสุดของสหราชอาณาจักร

The Butterfly Trail จะพาผู้ชมก้าวเข้าสู่เรือนกระจกของศาสตราจารย์เพลลิกริน (Professor Pelegrin) นักธรรมชาติวิทยาผู้หลงใหลในผีเสื้อมหัศจรรย์ และร่วมออกเดินทางค้นหาเหล่าผีเสื้อหายากที่รอการปลดปล่อยจากดักแด้ ผ่านการใช้สมาร์ทโฟนเพื่อโต้ตอบกับโลกดิจิทัลที่ตอบสนองแบบเรียลไทม์ สำหรับ The Butterfly Trail เวอร์ชันที่จะจัดแสดงในประเทศไทย Pixel Artworks ได้ต่อยอดประสบการณ์ให้เชื่อมโยงกับธรรมชาติของสถานที่ ด้วยการนำผีเสื้อสายพันธุ์ไทยที่สามารถพบได้จริงภายใน Happitat มาเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวในโลก Mixed Reality เปิดโอกาสให้ผู้ชมออกสำรวจ ปลดปล่อยผีเสื้อผ่านเทคโนโลยี AR และมีปฏิสัมพันธ์กับผลงานผ่านสมาร์ทโฟนได้อย่างไร้รอยต่อ สร้างประสบการณ์ที่หลอมรวมธรรมชาติ จินตนาการ และเทคโนโลยีเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

ริอาซ ฟารูก (Riaz Farooq) ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์อาวุโส (Senior Creative Director) บริษัท Pixel Artworks กล่าวว่า “The Butterfly Trail ได้รับการออกแบบให้เป็นประสบการณ์ Immersive ที่ผู้ชมรู้สึกเหมือนได้ก้าวเข้าไปอยู่ในโลกของเรื่องราว ซึ่งพื้นที่ Grand Stairs ของ Happitat สามารถช่วยถ่ายทอดประสบการณ์ดังกล่าวได้อย่างเต็มศักยภาพ ด้วยการผสานพื้นที่ เทคโนโลยี และการเล่าเรื่องเข้าด้วยกัน ผลงานชิ้นนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากความมหัศจรรย์ของธรรมชาติและการค้นพบสิ่งมีชีวิตที่ซ่อนอยู่ในระบบนิเวศ เราจึงรู้สึกตื่นเต้นที่ได้นำ The Butterfly Trail มาสู่ Happitat ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางที่ให้ความสำคัญกับธรรมชาติในฐานะหัวใจสำคัญของประสบการณ์ การที่ผู้ชมสามารถสัมผัสทั้งผืนป่าจริงและประสบการณ์ Mixed Reality ได้ภายในการมาเยือนครั้งเดียว ทำให้เรื่องราวของ The Butterfly Trail ไม่ได้สิ้นสุดลงบนหน้าจอ แต่เชื่อมโยงไปสู่การออกสำรวจและค้นพบธรรมชาติในโลกจริงได้อย่างกลมกลืน”

นอกเหนือจาก The Butterfly Trail แล้ว Happitat ยังเตรียมจัดแสดง Forest of Time ผลงาน Interactive Immersive จาก BoraBora Studios สตูดิโอเทคโนโลยีสร้างสรรค์จากเยอรมนี ที่จะชวนผู้ชมทุกคนร่วมออกเดินทางสู่ “ป่าแห่งกาลเวลา” กับภารกิจฟื้นคืนผืนป่าที่หลับใหล ผ่านการใช้สมาร์ทโฟนสร้างพลังร่วมกันเพื่อปลุกเหล่า Ancient Guardian สัตว์ป่าที่สูญพันธุ์ไปแล้วของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ตลอดการเดินทางผู้ชมจะเรียนรู้เรื่องราวของสัตว์ป่าแต่ละสายพันธุ์ ก่อนร่วมบันทึกการค้นพบลงใน Forest Codex คลังบันทึกดิจิทัลที่ผู้ชมทุกคนช่วยกันสร้างขึ้น ถ่ายทอดเรื่องราวการอนุรักษ์ธรรมชาติผ่านประสบการณ์ที่ทั้งสนุก สร้างแรงบันดาลใจ และชวนให้ตระหนักถึงคุณค่าของระบบนิเวศ

“ตั้งแต่วันแรก Happitat เชื่อว่าความสุขสามารถออกแบบได้ และ Grand Stairs คืออีกหนึ่งตัวอย่างของแนวคิดนั้น เราไม่ได้สร้างพื้นที่แห่งนี้เพื่อเป็นเพียงจอแสดงผล แต่เพื่อเป็นเวทีสำหรับการเล่าเรื่องและการสร้างประสบการณ์ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้ใช้เวลาร่วมกัน ตื่นเต้นไปกับเรื่องราวใหม่ๆ และค้นพบแรงบันดาลใจในทุกครั้งที่กลับมา พร้อมเปิดพื้นที่ให้แบรนด์ต่างๆ ได้เข้ามาร่วมสร้างสรรค์ประสบการณ์และถ่ายทอดเรื่องราวในรูปแบบใหม่ที่เชื่อมโยงกับผู้คน ควบคู่ไปกับการคัดสรรผลงาน Immersive ระดับโลกมาผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนจัดแสดงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ Grand Stairs เป็นพื้นที่ที่มีชีวิตและสร้างความประทับใจใหม่ได้ตลอดทั้งปี เพราะสำหรับ Happitat ความสุขไม่ใช่จุดหมายปลายทาง แต่คือประสบการณ์ที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ได้ในทุกการมาเยือน”  อรดา กล่าวปิดท้าย

เตรียมก้าวเข้าสู่โลกแห่งจินตนาการกับ The Butterfly Trail ผลงาน Mixed Reality ระดับโลกจาก Pixel Artworks และ Forest of Time Launch ผลงาน Interactive Immersive จาก BoraBora Studios ที่จะเปิดประสบการณ์ให้ผู้ชมชาวไทยได้สัมผัสเป็นครั้งแรก ตั้งแต่วันเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการของ Happitat ในวันที่ 21 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป พร้อมติดตามข่าวสารและไลน์อัปประสบการณ์ Immersive ใหม่ๆ ที่จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนตลอดทั้งปี ได้ทาง Facebook Page: Happitat Thailand หรือเว็บไซต์ http://www.happitatthailand.com

เดอะ แพลทินัม กรุ๊ป และกลุ่มบริษัทในเครือ ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพ “สมเด็จพระพันปีหลวง”

เดอะ แพลทินัม กรุ๊ป และกลุ่มบริษัทในเครือ ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพ “สมเด็จพระพันปีหลวง”

เดอะ แพลทินัม กรุ๊ป และกลุ่มบริษัทในเครือ ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพ “สมเด็จพระพันปีหลวง”

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.16 น.

บริษัท เดอะ แพลทินัม กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และกลุ่มบริษัทในเครือ ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ร่วมเป็นเจ้าภาพ บำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมี สุรชัย โชติจุฬางกูร ประธานกรรมการบริหาร พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ได้แก่ ปัญจพร โชติจุฬางกูร กรรมการบริหาร สิงห์โต พิเชฐวงศ์ ที่ปรึกษา พร้อมด้วยพนักงานบริษัท ร่วมแสดงความอาลัยและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ อันหาที่สุดมิได้ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม ที่ผ่านมา

สกสว. ผนึกกำลังพันธมิตรเตรียมจัดงาน The 3rd Thailand Talent Summit

สกสว. ผนึกกำลังพันธมิตรเตรียมจัดงาน The 3rd Thailand Talent Summit

สกสว. ผนึกกำลังพันธมิตรเตรียมจัดงาน The 3rd Thailand Talent Summit

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.11 น.

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ประกาศความพร้อมการเป็นเจ้าภาพจัดงานใหญ่ประจำปี ร่วมกับ สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) หน่วยบริหารจัดการทุน และภาคีเครือข่ายในระบบ ววน. โดย ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. ได้กล่าวเปิดงาน แถลงข่าว “การประชุมบุคลากรไทยที่มีความสามารถระดับสูง ประจำปี พ.ศ. 2569 (ครั้งที่ 3)” หรือ The 3rd Thailand Talent Summit 2026 ภายใต้แนวคิด “Fostering Thailand Future; Advancing Innovation and National Impact” ณ ห้องพญาไท 1-2  แกรนด์ บอลรูม ชั้น 6 โรงแรม อีสติน แกรนด์ พญาไท กรุงเทพฯ

ภายในงานแถลงข่าว ได้มีการจัดกิจกรรมเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมองทิศทางการพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ของประเทศไทย โดยได้รับเกียรติจากผู้บริหารและผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศร่วมเสวนา ได้แก่ ศาสตราจารย์ ดร.คมกฤต เล็กสกุล รองผู้อำนวยการ สกสว. , ศาสตราจารย์ นพ.ยง ภู่วรวรรณ ราชบัณฑิต สาขาวิชากุมารเวชศาสตร์  ประเภทวิชาแพทยศาสตร์และทันตแพทยศาสตร์ สำนักวิทยาศาสตร์ , ศาสตราจารย์ ดร.สุภา หารหนองบัว สังกัดมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมธีวิจัยอาวุโส และกรรมการด้านการพัฒนาเส้นทางอาชีพนักวิจัย วช. และ รศ.ดร.วโรดม เจริญสวรรค์ สังกัดมหาวิทยาลัยมหิดล ตัวแทนนักวิจัยรุ่นกลาง

ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. ได้เปิดเผยถึงเป้าหมายสำคัญและรายละเอียดการจัดงาน The 3rd Thailand Talent Summit 2026 ว่า The 3rd Thailand Talent Summit 2026 เป็นเวทีกลางที่เชื่อมโยงนักวิจัยรุ่นใหม่ นักวิจัยอาวุโส ผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ให้ได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ข้ามรุ่นและข้ามสาขา เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็ง ต่อยอดงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง และเปิดพื้นที่สำหรับการสื่อสารนโยบายและรับฟังความคิดเห็น เพื่อให้การสนับสนุนกำลังคนในระบบ ววน. ตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

“เป้าหมายสำคัญของงานคือการสร้างพื้นที่ให้บุคลากร ววน. ได้พบปะ แลกเปลี่ยนความรู้ และเชื่อมโยงความร่วมมือเพื่อนำงานวิจัยไปสร้างผลกระทบต่อประเทศ กิจกรรมสำคัญประกอบด้วย การนำเสนอผลงานวิจัย การแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับนักวิจัยชั้นนำ กิจกรรมพัฒนาทักษะ การรับฟังทิศทางนโยบาย และการสร้างเครือข่าย โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานรวมกว่า 2,500 คน จากทั้งภาครัฐ เอกชน หน่วยงานนโยบาย หน่วยบริหารจัดการทุน และสื่อมวลชน”

นอกจากนี้ ศ.ดร.สมปอง ยังได้ส่งต่อแรงบันดาลใจและคำแนะนำถึงนักวิจัยรุ่นใหม่ว่า สิ่งสำคัญคือการเลือกทำวิจัยจากปัญหาที่มีความสำคัญต่อประชาชน ทำงานด้วยความอดทน ยึดหลักวิชาการที่ถูกต้อง รวมถึงการสร้างความเชี่ยวชาญอย่างต่อเนื่อง รักษาจริยธรรม และเปิดใจทำงานร่วมกับผู้อื่นทั้งในและต่างสาขา พร้อมเน้นย้ำว่านักวิจัยรุ่นใหม่ควรได้รับการสนับสนุนทั้งทุนวิจัย โครงสร้างพื้นฐาน ระบบพี่เลี้ยง และเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพที่ชัดเจน และคาดหวังให้งานนี้พัฒนาไปสู่เครือข่ายที่เชื่อมโยงนักวิจัยและหน่วยงานต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี มีกลไกติดตามความร่วมมือ เพื่อนำไปสู่การใช้ทรัพยากรร่วมกันและการต่อยอดงานวิจัยที่เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับงาน The 3rd Thailand Talent Summit 2026 มีกำหนดจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ระหว่างวันที่ 23 – 25 กันยายน 2569 ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติพีช พัทยา จังหวัดชลบุรี สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์ของ สกสว. และหน่วยงานภาคีเครือข่าย