สิงหาฯ เดือนแห่งวันแม่ ชวนคุณแม่เที่ยว ‘พิพิธภัณฑ์ครุฑ’ แลนด์มาร์ก UNSEEN Thai พร้อมขอพรเสริมสิริมงคล

สิงหาฯ เดือนแห่งวันแม่ ชวนคุณแม่เที่ยว ‘พิพิธภัณฑ์ครุฑ’  แลนด์มาร์ก UNSEEN Thai พร้อมขอพรเสริมสิริมงคล

สิงหาฯ เดือนแห่งวันแม่ ชวนคุณแม่เที่ยว ‘พิพิธภัณฑ์ครุฑ’ แลนด์มาร์ก UNSEEN Thai พร้อมขอพรเสริมสิริมงคล

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.08 น.

ทีทีบี ชวนทุกครอบครัวร่วมฉลองช่วงเวลาพิเศษของวันแม่ตลอดเดือนสิงหาคม พาคุณแม่และคนที่คุณรักออกไปเปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมใกล้กรุงเทพฯ ที่ “พิพิธภัณฑ์ครุฑ” โดย ทีเอ็มบีธนชาต จังหวัดสมุทรปราการ แหล่งเรียนรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมที่รวบรวมองค์ครุฑมากที่สุดแห่งแรกและแห่งเดียวในภูมิภาคอาเซียนกว่า 150 องค์ พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวแห่งความกตัญญู ซึ่งเป็นคุณค่าที่สอดคล้องกับความหมายอันอบอุ่นของเดือนแห่งวันแม่

ภายในพิพิธภัณฑ์ ผู้เข้าชมจะได้สัมผัสเรื่องราวของพญาครุฑผ่านนิทรรศการมัลติมีเดียสุดล้ำที่ผสมผสานเทคนิคแสง สี เสียง และสื่อการเรียนรู้สมัยใหม่ พาผู้ชมท่องไปในโลกแห่งวรรณคดี ความเชื่อ และมรดกทางวัฒนธรรมไทยอย่างเพลิดเพลินและเข้าใจง่าย เหมาะสำหรับผู้เข้าชมทุกวัย ตั้งแต่เด็ก ไปจนถึงผู้สูงอายุ จึงนับเป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางสำหรับกิจกรรมครอบครัวในช่วงเวลาพิเศษเช่นนี้

นอกเหนือไปจากนั้น พิพิธภัณฑ์ครุฑแห่งนี้ ยังได้รับการคัดเลือกจากกระทรวงวัฒนธรรมให้เป็นหนึ่งใน “UNSEEN Thai Thai จังหวัดสมุทรปราการ : อัตลักษณ์ครุฑพระราชทาน แห่งแรกของไทยสู่อาเซียน” สะท้อนถึงความโดดเด่นในฐานะแหล่งอนุรักษ์และเผยแพร่องค์ความรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมไทยที่ทรงคุณค่า โดยผู้เข้าชมจะได้ชื่นชมองค์ครุฑแกะสลักพระราชทานจากสาขาธนาคารทั่วประเทศ พร้อมสักการะและขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว

เส้นทางการชม จะมีผู้นำชมพาทุกคนเดินผ่านโลกแห่งจินตนาการและคติความเชื่อ ตั้งแต่บรรยากาศป่าหิมพานต์ กำเนิดจักรวาล เรื่องราวของพญาครุฑและพญานาค ไปจนถึงการตามรอย “ตราพระครุฑพ่าห์” สัญลักษณ์ที่อยู่คู่สังคมไทยมาอย่างยาวนาน ก่อนปิดท้ายด้วยห้องจัดแสดงครุฑจากทั่วประเทศที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์เหนือกาลเวลา ที่รวบรวมครุฑมากกว่า 150 องค์ อันมีเอกลักษณ์เฉพาะองค์จากทุกภาคของไทยเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งครุฑแต่ละองค์ถูกแกะสลักอย่างวิจิตรงดงาม สะท้อนถึงความประณีตของศิลปิน

การจัดแสดงมี 6 โซนได้แก่ 1.โถงต้อนรับ เริ่มต้นผจญภัยกับวิจิตรหิมพานต์ที่สะท้อนคติความเชื่อของคนไทยตามหลักไตรภูมิพระร่วงเป็นภาพจิตรกรรมอันทรงคุณค่า  บอกเล่าถึงที่สถานที่อยู่ของครุฑ 2.ครุฑพิมาน เรียนรู้กำเนิดโลกและจักรวาล ท่องไปในดินแดนหิมพานต์ และที่อยู่ของครุฑ 3.นครนาคราช ถิ่นที่อยู่ของพญานาค พร้อมชมเรื่องราวของพี่น้องต่างมารดา 4,อมตะเจ้าเวหา เรื่องราวความเพียรพยายามของพญาครุฑผ่านแอนิเมชัน แสงสีตระการตา 5,สุบรรณแห่งองค์ราชัน ตามรอย “ตราพระครุฑพ่าห์” ซึ่งเป็นตัวแทนของพระมหากษัตริย์ที่ยังคงปรากฏเคียงข้างพระองค์เสมอ 6.ห้องจัดแสดงครุฑ ห้องที่รวบรวมองค์พญาครุฑจากทั่วทุกภาคของประเทศไทย ผ่านตราตั้งห้างพระราชทาน และสัมผัสมนต์เสน่ห์คุณค่าเหนือกาลเวลา

เดือนแห่งวันแม่ปีนี้ ชวนควงแขนคุณแม่และครอบครัวมาใช้เวลาคุณภาพร่วมกัน ท่ามกลางบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ ศิลปวัฒนธรรม และเรื่องราวความกตัญญูที่งดงาม ณ พิพิธภัณฑ์ครุฑ แลนด์มาร์ก UNSEEN สมุทรปราการ

พิพิธภัณฑ์ครุฑเปิดให้เข้าชมฟรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ทุกวันศุกร์และวันเสาร์ วันละ 3 รอบ ได้แก่ เวลา 10:00 น. / 13:00 น. / 15:00 น. มีบริการผู้นำชม พร้อมรถตู้รับ-ส่งจาก สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีเคหะสมุทรปราการ ไปยังพิพิธภัณฑ์ครุฑ ฟรีตลอดการเดินทาง

สำรองเข้าชมล่วงหน้าได้ที่ https://www.ttbfoundation.org/th/garudamuseum/  หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 09 8882 3900

เอนี่เพย์ รวมพลังบริจาคโลหิต รับวันแม่แห่งชาติ 2569 ร่วมส่งต่อพลังแห่งการให้… สู่สังคมอย่างยั่งยืน

เอนี่เพย์ รวมพลังบริจาคโลหิต รับวันแม่แห่งชาติ 2569 ร่วมส่งต่อพลังแห่งการให้… สู่สังคมอย่างยั่งยืน

เอนี่เพย์ รวมพลังบริจาคโลหิต รับวันแม่แห่งชาติ 2569 ร่วมส่งต่อพลังแห่งการให้… สู่สังคมอย่างยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.00 น.

ท่ามกลางความต้องการโลหิตสำรองที่ยังคงมีอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ เพื่อรองรับการรักษาผู้ป่วยโรคต่างๆ ทั้งผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการผ่าตัด ผู้ประสบอุบัติเหตุ รวมถึงผู้ป่วยในภาวะฉุกเฉิน การมีปริมาณโลหิตสำรองที่เพียงพอถือเป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยต่อชีวิตผู้ป่วยในทุกวัน ขณะที่โลหิตไม่สามารถผลิตหรือทดแทนได้ การได้รับโลหิตจากผู้บริจาคจึงเป็นความหวังสำคัญของผู้ป่วยนับไม่ถ้วนที่กำลังรอคอยโอกาสในการรักษา เพราะ “การให้เลือด = การให้ชีวิต” และทุกหยดโลหิตที่ได้รับ ล้วนมีคุณค่าในการต่อชีวิตและสร้างความหวังให้แก่ผู้ป่วยอีกหลายชีวิต

ด้วยเหตุนี้ การบริจาคโลหิตจึงไม่ได้เป็นเพียงการเสียสละเพื่อเพื่อนมนุษย์ แต่เป็นการมอบโอกาสในการมีชีวิต เป็นการแบ่งปันที่มีคุณค่า และสะท้อนพลังแห่งการให้ที่ทุกภาคส่วนสามารถร่วมกันสร้างได้ โดยเฉพาะภาคธุรกิจที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมให้ผู้บริหารและพนักงานมีส่วนร่วมในกิจกรรมสาธารณประโยชน์ เป็นการสร้างคุณค่าควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน พร้อมร่วมเติมเต็มคลังโลหิตของประเทศ เพื่อให้ทุกชีวิตที่รอยังคงมีโอกาสได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการณรงค์บริจาคโลหิต พร้อมส่งต่อความรักและความห่วงใย เนื่องในวันแม่แห่งชาติ บริษัท เอนี่เพย์ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจให้บริการฟินเทค (Fintech) ด้านระบบรับชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัยและมีมาตรฐานความปลอดภัยสูง นำโดย ดร.ศศมน มันทะเล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ และ นายสุรชัย ขจรกิจสิริ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและพนักงาน จัดกิจกรรม “เอนี่เพย์ รวมพลังบริจาคโลหิต รับวันแม่แห่งชาติ 2569” ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์ เพื่อร่วมเพิ่มปริมาณโลหิตสำรองสำหรับช่วยเหลือผู้ป่วยทั่วประเทศ และปลูกฝังจิตสำนึกแห่งการเป็น “ผู้ให้” ให้เกิดขึ้นในองค์กรอย่างเป็นรูปธรรม โดยมี นางสาวปิยนันท์ คุ้มครอง ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ด้านจัดหาโลหิตและภาพลักษณ์องค์กร และ ภก.ดร.นรินทร์ กิจเกรียงไกรกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ด้านบริหารศูนย์ผลิตผลิตภัณฑ์จากพลาสมา ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ให้การต้อนรับ พร้อมร่วมเชิญชวนประชาชนร่วมบริจาคโลหิตเพื่อเพิ่มปริมาณโลหิตสำรองให้เพียงพอต่อการรักษาผู้ป่วยทั่วประเทศ

นางสาวปิยนันท์ คุ้มครอง ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ด้านจัดหาโลหิตและภาพลักษณ์องค์กร ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย กล่าวว่า ปัจจุบันศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติยังคงมีความต้องการโลหิตจากประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการรักษาผู้ป่วยทั่วประเทศ เนื่องจากมีการใช้โลหิตทุกวัน ทั้งในผู้ป่วยโรคเลือด ผู้ป่วยผ่าตัด ผู้ประสบอุบัติเหตุ รวมถึงผู้ป่วยฉุกเฉิน ในภาวะปกติ ประเทศไทยจำเป็นต้องมีโลหิตบริจาคมากกว่า

200,000 ยูนิตต่อเดือน เพื่อให้เพียงพอต่อการรักษาผู้ป่วยทั่วประเทศ และจากช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา โรงพยาบาลทั่วประเทศมีการขอเบิกใช้โลหิตจากศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติเฉลี่ยวันละ 8,500 ยูนิต แต่สามารถจ่ายโลหิตได้เพียงเฉลี่ยวันละ 3,500 ยูนิตเท่านั้น หรือคิดเป็นร้อยละ 41 เท่านั้น  การที่หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนร่วมกันบริจาคโลหิตอย่างสม่ำเสมอ จึงมีส่วนสำคัญในการสร้างความมั่นคงด้านโลหิตของประเทศ พร้อมทั้งขอขอบคุณบริษัท เอนี่เพย์ จำกัด ที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมเพื่อสังคม และจัดกิจกรรมเชิญชวนผู้บริหารและพนักงานร่วมบริจาคโลหิตอย่างพร้อมเพรียง ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มปริมาณโลหิตสำรองแล้วยังเป็นแบบอย่างที่ดีในการสร้างวัฒนธรรมแห่งการให้ในองค์กรอีกด้วย

ตลอดเดือนสิงหาคม ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เชิญชวนพสกนิกรชาวไทยทั่วประเทศ ร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ บริจาคโลหิตน้อมถวายเป็นพระราชกุศล ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’ เพื่อสำรองโลหิตคงคลังให้เพียงพอต่อการช่วยเหลือผู้ป่วยทั่วประเทศ โดยสามารถบริจาคโลหิตทั่วประเทศได้ที่

• ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์

• หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ (Fixed Station) ได้แก่ สถานีกาชาด 11 วิเศษนิยม (บางแค)  เดอะมอลล์ ไลฟ์สโตร์ สาขาบางแค สาขาบางกะปิ สาขางามวงศ์วาน สาขาท่าพระ ศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียม ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และบ้านทรงไทย (ย่านวงศ์สว่าง)

• ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่ง ทั่วประเทศ ได้แก่ จังหวัดลพบุรี ชลบุรี ราชบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี นครสวรรค์ พิษณุโลก เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง) สงขลา และภูเก็ต

• โรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตแห่งชาติ ทั่วประเทศ

ทางด้าน ดร.ศศมน มันทะเล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เอนี่เพย์ จำกัด กล่าวว่า เราเชื่อว่าการเติบโตของธุรกิจที่ยั่งยืนต้องควบคู่ไปกับการสร้างคุณค่าให้กับสังคม กิจกรรม “เอนี่เพย์ รวมพลังบริจาคโลหิต” รับวันแม่แห่งชาติ 2569 จึงไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเพื่อสังคม แต่เป็นการปลูกฝังวัฒนธรรมองค์กรแห่งการแบ่งปัน และส่งเสริมให้พนักงานเห็นคุณค่าของการเสียสละเพื่อผู้อื่น เพราะการบริจาคโลหิตเป็นการให้ที่ประเมินค่าไม่ได้ ทุกหยดโลหิตล้วนมีความหมายและสามารถส่งต่อโอกาสในการช่วยชีวิตผู้ป่วยได้ เราจึงมุ่งมั่นร่วมเป็นอีกหนึ่งพลังของภาคธุรกิจในการสนับสนุนการจัดหาโลหิตสำรองให้เพียงพอต่อความต้องการของประเทศ พร้อมเดินหน้าส่งเสริมกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างคุณค่าแก่ชุมชนและสังคมไทยอย่างยั่งยืน

กิจกรรมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของภาคธุรกิจที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเงิน แต่ยังมุ่งสร้างคุณค่าให้แก่สังคมผ่านกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์ที่เปิดโอกาสให้พนักงานทุกคนได้มีส่วนร่วม โดยเฉพาะในโอกาสวันแม่แห่งชาติ ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งการส่งต่อความรัก ความห่วงใยและการแบ่งปัน เป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญในการขับเคลื่อนจิตอาสาและความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมบริจาคโลหิตได้ที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย และหน่วยรับบริจาคโลหิตทั่วประเทศ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายจัดหาผู้บริจาคโลหิต ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย โทร. 0 2256 4300, 0 2263 9600-99 ต่อ 1101, 1760 และ 1761 หรือเว็บไซต์ https://thaibloodcentre.redcross.or.th/

บางจากฯ สนับสนุน ‘งานโครงการหลวง 57’ ต่อเนื่องปีที่ 3 สร้างการรับรู้และเผยแพร่ผลสำเร็จสู่สาธารณชน

บางจากฯ สนับสนุน ‘งานโครงการหลวง 57’ ต่อเนื่องปีที่ 3  สร้างการรับรู้และเผยแพร่ผลสำเร็จสู่สาธารณชน

บางจากฯ สนับสนุน ‘งานโครงการหลวง 57’ ต่อเนื่องปีที่ 3 สร้างการรับรู้และเผยแพร่ผลสำเร็จสู่สาธารณชน

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.33 น.

งานโครงการหลวง 57 ปีนี้ จัดโดย มูลนิธิโครงการหลวง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กลุ่มเซ็นทรัล โดยบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) และศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ โดย บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมสนับสนุน ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3

บางจากฯ สนับสนุนบัตรเติมน้ำมันบางจากสำหรับการเดินทางของเกษตรกรและผู้เกี่ยวข้อง รวมถึงการขนส่งผลิตภัณฑ์ของโครงการหลวงสู่พื้นที่จัดงาน พร้อมมอบสิทธิพิเศษแก่สมาชิกบางจากกรีนไมลส์ผ่านแอปพลิเคชันบางจาก รับฟรีไอศกรีมอะโวคาโดสูตรออริจินอล หนึ่งในเมนูซิกเนเจอร์ยอดนิยมของโครงการหลวง จำนวน 300 สิทธิ์แรก

บางจากฯ ขอเชิญชวนร่วมงาน “โครงการหลวง 57” ภายใต้แนวคิด “พรรณพืชพระราชทาน สืบสาน รักษา ต่อยอด จากดอยสู่เมือง” ศึกษาเรื่องราวการดำเนินงานและผลสำเร็จของมูลนิธิโครงการหลวงผ่านนิทรรศการต่างๆ ชื่นชมความงดงามของไม้ดอกเมืองหนาว และพบกับ “กุหลาบควีนสุทิดา” กุหลาบสายพันธุ์ใหม่ที่ได้รับพระราชทานนามาภิไธย เนื่องในโอกาสสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 4 รอบ ซึ่งนำมาจัดแสดงเป็นครั้งแรกในงาน พร้อมชมการแสดงศิลปวัฒนธรรม จับจ่ายใช้สอยจากร้านจำหน่ายผลิตผลและผลิตภัณฑ์จากมูลนิธิโครงการหลวง โครงการส่วนพระองค์ และหน่วยงานที่ร่วมสนับสนุนโครงการหลวง 

งานจัดระหว่างนี้จนถึงวันที่ 12 สิงหาคม 2569 ภายใต้แนวคิด “พรรณพืชพระราชทาน สืบสาน รักษา ต่อยอด จากดอยสู่เมือง” (The Blooming Legacy of Royal Flora) ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

ททท. เปิดตัว “Night Time Wonder พลบค่ำ ย่ำราตรี” ชวนสัมผัสเสน่ห์เมืองไทยหลังพระอาทิตย์ตก

ททท. เปิดตัว “Night Time Wonder พลบค่ำ ย่ำราตรี” ชวนสัมผัสเสน่ห์เมืองไทยหลังพระอาทิตย์ตก

ททท. เปิดตัว “Night Time Wonder พลบค่ำ ย่ำราตรี” ชวนสัมผัสเสน่ห์เมืองไทยหลังพระอาทิตย์ตก

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.20 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดตัวโครงการ “Night Time Wonder : พลบค่ำ ย่ำราตรี” แคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยวยามค่ำคืน (Night-time Tourism) ภายใต้นโยบายการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวที่มุ่งเน้นการสร้างคุณค่า (Value) และประสบการณ์ (Experience) โดยต่อยอดเทรนด์ “Night-time Tourism” สู่การสร้างประสบการณ์การเดินทางรูปแบบใหม่ ที่ชวนให้นักท่องเที่ยวออกไปค้นพบ “เสน่ห์ยามวิกาล” และความสุขที่เริ่มต้นทันที…เมื่อพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า ผ่านการรวบรวมแหล่งท่องเที่ยว กิจกรรม ร้านอาหาร คาเฟ่ โรงแรม และที่พักยามค่ำคืนจากทั่วประเทศ พร้อมผนึกกำลังผู้ประกอบการมอบสิทธิประโยชน์และโปรโมชั่นพิเศษ เพื่อกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ เพิ่มการใช้จ่ายและวันพักค้างของนักท่องเที่ยว และสร้างรายได้หมุนเวียนสู่ผู้ประกอบการและเศรษฐกิจการท่องเที่ยวไทยอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน โดยให้ความสำคัญกับ “ประสบการณ์” มากกว่าการเดินทางเพื่อเช็กอินเพียงอย่างเดียว อีกทั้งยังนิยมออกเดินทางในช่วงเวลาที่มีผู้คนไม่หนาแน่น บรรยากาศผ่อนคลาย และสามารถใช้เวลาได้อย่างเต็มที่ ยามค่ำคืนจึงกลายเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสเสน่ห์ของเมือง ธรรมชาติ และวิถีชีวิตในอีกมิติหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการเดินเล่นตลาดกลางคืน ลิ้มรสอาหารท้องถิ่น คาเฟ่เปิดดึก ดินเนอร์ริมทะเล การพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ หรือกิจกรรมกลางแจ้งที่สามารถสัมผัสได้เฉพาะหลังพระอาทิตย์ตก ซึ่งล้วนเป็นประสบการณ์ที่ตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่ที่มองหาความแปลกใหม่และความหมายของการเดินทาง

เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการเดินทาง ททท. ได้จัดกิจกรรม Media Fam Trip เชิญอินฟลูเอนเซอร์ และคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ร่วมสัมผัสและถ่ายทอดประสบการณ์ท่องเที่ยวยามค่ำคืนผ่าน 2 เส้นทางต้นแบบ ได้แก่ Starry Wild Night จังหวัดชลบุรี ที่นำเสนอประสบการณ์ Adventure & Nature Tourism ผ่านกิจกรรมล่องเรือตกหมึก ส่องสัตว์ยามค่ำคืน และแคมป์ปิ้งท่ามกลางธรรมชาติ และ Moonlight Wellness Escape จังหวัดเพชรบุรี ที่ชวนเปิดประสบการณ์ Wellness Retreat Experience ท่ามกลางธรรมชาติอันเงียบสงบ เติมเต็มการพักผ่อนทั้งร่างกายและจิตใจ ผ่านกิจกรรมที่ออกแบบมาเพื่อการผ่อนคลายและการใช้ชีวิตอย่างสมดุลในบรรยากาศยามค่ำคืน

นอกจากการสร้างแรงบันดาลใจผ่านเส้นทางท่องเที่ยวแล้ว ยังรวบรวมดีลและโปรโมชั่นพิเศษ ร่วมกับผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวเพื่อนำเสนอกิจกรรม สินค้าและบริการท่องเที่ยวยามค่ำคืน ไม่ว่าจะเป็น ล่องเรือ ดำน้ำ แคมป์ปิ้ง ส่องสัตว์ยามค่ำคืน โรงแรมและที่พัก ร้านอาหาร คาเฟ่ เพื่อมอบสิทธิประโยชน์ให้นักท่องเที่ยวได้ออกเดินทางอย่างคุ้มค่า พร้อมส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ และสร้างรายได้หมุนเวียนสู่เศรษฐกิจการท่องเที่ยวในช่วงเวลากลางคืนอย่างต่อเนื่อง

โครงการ “Night Time Wonder พลบค่ำ ย่ำราตรี” จึงเป็นอีกหนึ่งแคมเปญของ ททท. ที่ชวนทุกคนออกไปเปิดประสบการณ์การท่องเที่ยวยามค่ำคืนในมุมใหม่ ผ่านเส้นทาง กิจกรรม และโปรโมชั่นสุดพิเศษจากผู้ประกอบการทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันสร้างสีสัน กระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ และส่งต่อคุณค่าของการเดินทางในทุกช่วงเวลา ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมต่าง ๆ ของโครงการได้ทาง Facebook Page : Night Time Wonder พลบค่ำ ย่ำราตรี แล้วออกไปสัมผัสเสน่ห์ของประเทศไทยหลังพระอาทิตย์ตก… แล้วค่ำคืนของคุณจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

‘โรคซึมเศร้าหลังคลอด’ ตัวการทำร้ายความสุขในครอบครัว

‘โรคซึมเศร้าหลังคลอด’ ตัวการทำร้ายความสุขในครอบครัว

‘โรคซึมเศร้าหลังคลอด’ ตัวการทำร้ายความสุขในครอบครัว

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มนุษย์แม่หลายคนจะต้องเผชิญทั้งความสุข ความเหนื่อยล้าจากการตั้งครรภ์ คลอดลูก และการเลี้ยงดูลูก จนทำให้มนุษย์แม่หลายคนอาจเกิดความเครียด ความกังวล จนมีอาการซึมลง ไม่ค่อยมีความสุขเหมือนเมื่อก่อนและอาจเป็นโรคซึมเศร้าหลังคลอดโดยไม่ได้ตั้งใจ 

แพทย์หญิงอริยาภรณ์ ตั้งชีวินศิริกูล จิตแพทย์โรงพยาบาล BMHH- Bangkok Mental Health Hospital  กล่าวว่า โรคซึมเศร้าหลังคลอด (Postpartum Depression)เป็นโรคแทรกซ้อนหลังคลอดที่พบได้บ่อยในระยะ 1 ปีแรก ซึ่งเกิดจากระดับฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในช่วงหลังจากคลอดลูก ส่งผลให้อารมณ์ของแม่มีความเปลี่ยนแปลง โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ดังนี้

แพทย์หญิงอริยาภรณ์ ตั้งชีวินศิริกูล จิตแพทย์โรงพยาบาล BMHH- Bangkok Mental Health Hospital

  1. ภาวะอารมณ์เศร้าหลังคลอด (Postpartum Blues หรือ Baby Blues) เกิดจากการที่ยังปรับตัวหลังคลอดไม่ค่อยได้ ทำให้ มีความวิตกกังวลในการเลี้ยงลูก  นอนไม่หลับ รับประทานอาหารได้น้อยลง โดยทั่วไปมักมีอาการอยู่ในช่วง 4 สัปดาห์แรก และสามารถหายได้เองโดยไม่ต้องรักษา
  2. โรคซึมเศร้าหลังคลอด (Postpartum Depression) สามารถเกิดได้ในช่วงสัปดาห์แรก ๆ หลังการคลอด กลุ่มนี้จะมีอาการรุนแรงกว่า เช่น มีอาการนอนไม่หลับ เบื่ออาหาร ร้องไห้บ่อย อ่อนไหวง่าย บางครั้งหงุดหงิด ความผูกพันกับลูกหายไป บางครั้งมีความคิดอยากทำร้ายตัวเอง หรือทำร้ายลูก โดยจะมีระยะของอาการที่ต่อเนื่องตั้งแต่ 2 สัปดาห์จนถึงหลายเดือน และจะต้องได้รับการรักษาไม่สามารถหายเองได้
  3. โรคจิตหลังคลอด (Postpartum Psychosis) มักเกิดในช่วงหลังคลอด 1-4 วัน โดยผู้ป่วยมักมีอาการฉุนเฉียว ร้องไห้ง่าย คึกคัก คล้ายอาการของโรคไบโพลาร์ หูแว่ว ประสาทหลอน บางครั้งก็ได้ยินเสียงสั่งให้ฆ่าลูก โดยโรคกลุ่มนี้ไม่สามารถหายได้เอง และจำเป็นต้องรักษาในโรงพยาบาลเพื่อติดตามอาการของภาวะโรคจิตหลังคลอดอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับตัวเองและลูก

สาเหตุของโรคซึมเศร้าหลังคลอด เกิดจากการสูญเสียคุณค่าตัวเองในช่วงตั้งครรภ์ เช่น ไม่พร้อมตั้งครรภ์, ตั้งครรภ์ตอนอายุน้อย, ตั้งครรภ์ครั้งแรก, หรือมีประวัติแท้งมาก่อน ไม่สามารถจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นจากการตั้งครรภ์ได้ด้วยตนเอง ขาดการช่วยเหลือสนับสนุนที่เพียงพอจากครอบครัวและสังคมทั้งด้านจิตใจและร่างกาย มักมีประวัติซึมเศร้าก่อนตั้งครรภ์

หลังคลอดคุณแม่จะมีการเปลี่ยนแปลงด้านร่างกาย คือบาดเจ็บหลังคลอด การได้รับยานอนหลับหรือยาสลบเพื่อระงับความเจ็บปวด การอดนอน การเสียเลือด นอกจากนี้ มีการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอร์โรน และสารสื่อประสาท serotonin, norepinephrine ส่งผลให้การตื่นตัวลดลง รู้สึกเบื่อหน่ายง่าย

ด้านจิตสังคม คือ การปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ การฟื้นฟูร่างกายหลังคลอด การเปลี่ยนแปลงบทบาทมาเป็นคุณแม่ การให้นมบุตร รับมือกับความคาดหวังของตัวเองและคนรอบข้างในการเลี้ยงดูบุตร ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ส่งผลต่อสุขภาพจิตของคุณแม่

การรักษาโรคซึมเศร้าหลังคลอด ต้องพิจารณาความเสี่ยงหลายด้าน โดยเฉพาะความเสี่ยงของโรคต่อคุณแม่และทารก และความเสี่ยงของการได้รับยารักษา เพราะยาบางชนิดสามารถผ่านน้ำนมไปสู่ทารกได้ หากอาการไม่รุนแรง อาจพิจารณาการรักษาโดยไม่ใช้ยาก่อน อาจเป็นการทำจิตบำบัดชนิดต่าง ๆ แต่หากจำเป็นต้องใช้ยา ควรให้การรักษาแบบใช้ยาชนิดเดียวจะปลอดภัยกว่า แต่ถ้าในผู้ป่วยบางรายที่มีอาการรุนแรงจิตแพทย์อาจมีการพิจารณาให้ทำจิตบำบัดร่วมกับการใช้ยา

อย่างไรก็ตาม หากคุณแม่เริ่มมีอาการเข้าข่ายโรคซึมเศร้าหลังคลอดควรเข้ามาปรึกษาจิตแพทย์เพื่อให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขกับครอบครัวเหมือนเดิม

คุณแหน : 11 สิงหาคม 2569

คุณแหน : 11 สิงหาคม 2569

คุณแหน : 11 สิงหาคม 2569

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • สหรัฐอเมริกา ซะอย่างสบายไป 8 อย่าง ไม่ว่าจะเป็นภาพลักษณ์หรือการประกาศศักดาของกองทัพที่ทรงอานุภาพที่สุด อเมริกันชน เดินทางเข้าออกในประเทศต่างๆแค่โชว์หนังสือเดินทางตรา “พญาอินทรีย์” ทุกอย่างก็เรียบร้อยชนิดที่ว่า “NO QUESTIONS ASKED” ล่าสุดศาลอาญาโลก ICC พยายามประสานงานเพื่อส่งทีมเจ้าหน้าที่นำหมายจับร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมอัยการรัฐนิวยอร์กเพื่อเข้าควบคุมตัวนายกฯคนดังของอิสราเอล เนทันยาฮู ในโอกาสที่ผู้ถูกกล่าวถึงจะเดินทางมาประชุมสหประชาชาติสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในมหานครนิวยอร์ก… ล่าสุดมีพัฒนาการเรื่องนี้ออกมาแล้ว ท่านผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กกลับแถลงว่ารัฐไม่มีอำนาจที่จะดำเนินการจับกุมท่านเนทันยาฮู ICC ต้องไปประสานงานและดำเนินการกับรัฐบาลกลางเอง (ใครจะอยากไปขออนุญาตจับกุม เพื่อนสนิท TRUMP — ฝันกลางแดด?) … อนึ่งขอให้สาธุชนพิจารณาเองกรณีประเทศเล็ก ICC ออกหมายจับ โรดริโก ดูแตร์เต อดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ที่สนามบินกรุงมะนิลาเร็วๆนี้อย่างง่ายดายเหลือเกิน ยื่นหมายจับกุมได้ทันทีนำตัวขึ้นไพรเวทเจ็ทมุ่งหน้าศาลโลกทันที…
  • ในรอบหลายทศวรรษที่ผ่านมา ไม่มีเซียนพระคนใดรุ่งโรจน์โด่งดังเท่าเซียนใหญ่ บอย ท่าพระจันทร์ จากเด็กหนุ่มเพิ่งสำเร็จการศึกษาก็มีปณิธานแล้วว่า จะเป็น กูรูตัวจริงในเรื่อง พระเครื่องพระบูชาและวัตถุมงคล มุ่งไปขอทำงานในร้านดังของปรมาจารย์ เพชร ท่าพระจันทร์ ในชั้นแรกผู้อาวุโสบอกว่า มีเฮลเปอร์อยู่แล้ว บอยต่อรองว่า ถ้างั้นขอมาช่วยที่ร้านโดยไม่รับค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด ต่อมา อ. เพชร ต้องชมว่าเด็กหนุ่มนี้ขยันขันแข็งมีความมุ่งมั่นจึงได้ถ่ายทอดวิชาเหรียญฯ ให้เป็นพื้นฐานที่ดีจนเป็นตำนาน… ถึงวันนี้ในวัยเพียงสี่สิบกว่า นอกจาก บอย จะประสบความสำเร็จร่ำรวยเป็นเซียนใหญ่ของวงการแล้ว บอย ยังสร้างปรากฏการณ์ใหม่ขึ้นอีกกลายเป็นผู้สะสมซื้อขาย “กระเพาะปลาจีนโบราณ” มากที่สุด เซียนใหญ่ท่านหนึ่งประเมินให้ บารอนเนส ฟังสองหูว่ามูลค่าหลัก “พันล้านบาท” ฟังแล้วอย่าเพิ่งตกใจ, เพราะ บอย เพิ่งซื้อขายได้อันละ 20 ล้านบาท! นับเป็นเรื่องพิลึกมาก เพราะกระเพาะปลาโบราณที่กล่าวถึงต้องดำลึกมาจากทะเลในประเทศจีน ทำไมเศรษฐีจีนจึงต้องมาหาซื้อที่เมืองไทย ผู้รู้สรุปว่าส่วนหนึ่งมาจากช่วงจีนคอมมิวนิสต์กวาดล้างสมบัติพวกชนอนุรักษ์ ต้องรีบขนย้ายของมีค่านำมาซุกซ่อนในไทยนั่นเอง …
  • เพื่อนๆราชินีร่วมรุ่น ฝากแสดงความเสียใจกับ บุษยรัตน์ สุริโยทัย ที่สูญเสียคุณแม่ สุชาดา ณ ระนอง ประชุมเพลิงไปแล้ว เมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา ณ เมรุวัดพระศรีมหาธาตุ…ส่วน งานพระราชทานเพลิงศพ เพื่อนร่วมรุ่นที่ดีเยี่ยม ม.ล. นิรมล ศรีธวัช จัดไปแล้ว ณ เมรุวัดมกุฏฯ เมื่อวันวาน…
  • -อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ เล่าให้มิตรสหายหลายกลุ่มฟังว่า น้องเรต -ยุวเรต ผู้ดูแลข้างกายของท่าน ได้เตรียมตัวซุ่มซ้อมสะสมพละกำลังมานาน เพื่อเข้าร่วมการแข่งขัน HYROX Bangkok 2026 ช่วง 14-16 ส.ค.นี้ ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ( HYROX การแข่งขันกีฬาลูกผสมระดับโลก (Fitness Race) ที่รวม “การวิ่ง” และ “การออกกำลังกายเชิงฟังก์ชัน (Functional Training)” เข้าด้วยกันอย่างลงตัว โดยนักกีฬาจะต้องวิ่งระยะทาง 1 กิโลเมตร สลับกับการทำฐานออกกำลังกาย 1 สถานี วนซ้ำแบบนี้ทั้งหมด 8 รอบ รวมเป็นวิ่ง 8 กิโลเมตร และ 8 ฐานออกกำลังกาย )…กีฬานี้จำกัดเฉพาะผู้มีความแข็งกร่งมากๆ ซึ่งต้องผ่านทุกฐาน จึงจะชนะการแข่งขัน…ผู้เล่ากล่าวล่วงหน้า ด้วยความมั่นใจว่า น้องเรต จะต้องได้รับชัยชนะแน่นอน !!…

บารอนเนส

ททท. ภูมิภาคตะวันออก ดัน ‘Give & Go East’ ปั้นเส้นทางต้นแบบ สู่ Corporate Travel Destination

ททท. ภูมิภาคตะวันออก ดัน ‘Give & Go East’ ปั้นเส้นทางต้นแบบ สู่ Corporate Travel Destination

ททท. ภูมิภาคตะวันออก ดัน ‘Give & Go East’ ปั้นเส้นทางต้นแบบ สู่ Corporate Travel Destination

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.51 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ภูมิภาคภาคตะวันออก เดินหน้ารุกตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่ม Corporate จัดกิจกรรม “Agent Fam Trip: Give & Go East” ระหว่างวันที่ 8–9 สิงหาคม 2569 ณ จังหวัดนครนายก จังหวัดปราจีนบุรี นำผู้ประกอบการด้านการประชุม สัมมนา และบริษัทนำเที่ยวกว่า 52 ราย ร่วมทดสอบเส้นทางท่องเที่ยวต้นแบบ เพื่อพัฒนาสินค้าและบริการให้ตอบโจทย์ตลาดคุณภาพ พร้อมสร้างโอกาสทางธุรกิจ กระตุ้นการเดินทางแบบหมู่คณะ เพิ่มวันพักค้าง และกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการและชุมชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน พัฒนาเส้นทางต้นแบบที่สามารถนำเสนอขายในเชิงพาณิชย์ได้จริง

นางกนกกิตติกา กฤตย์วุฒิกร ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ททท. ภูมิภาคภาคตะวันออก ให้ความสำคัญกับการขยายตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาด Corporate Travel ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง เนื่องจากเป็นการเดินทางเป็นหมู่คณะ มีระยะเวลาพำนักเฉลี่ยหลายวัน และใช้บริการด้านการท่องเที่ยวที่หลากหลาย ทั้งที่พัก ร้านอาหาร สถานที่จัดกิจกรรมการเดินทาง และการท่องเที่ยวโดยชุมชน ส่งผลให้เกิดการกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างทั่วถึง

“กิจกรรม Agent Fam Trip: Give & Go East เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด Corporate โดย ททท. มุ่งนำเสนอประสบการณ์การเดินทางที่ผสมผสานการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ กิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ การเรียนรู้วิถีชุมชน และกิจกรรมเชิงผจญภัยไว้ในเส้นทางเดียว เพื่อให้ผู้ประกอบการได้สัมผัสประสบการณ์จริงและสามารถนำไปต่อยอดเป็นโปรแกรมท่องเที่ยวที่แตกต่าง มีคุณค่า และตอบสนองความต้องการขององค์กรยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออก กล่าวเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือระหว่าง ททท. กับภาคเอกชน ในครั้งนี้ จะเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับศักยภาพของภาคตะวันออกให้ก้าวสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้าน Corporate Travel ที่มีคุณภาพ สามารถรองรับการจัดประชุม สัมมนา การเดินทางเพื่อสร้างทีม (Team Building) และกิจกรรมองค์กรได้อย่างครบวงจร ควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบและยั่งยืน

ตลอดกิจกรรม 2 วัน 1 คืน ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสประสบการณ์ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย อาทิ Eastern Connect เวทีสร้างเครือข่ายธุรกิจและแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการตลาด พร้อมรับฟังการนำเสนอศักยภาพสินค้าและบริการท่องเที่ยวจากผู้อำนวยการ ททท. ทั้ง 6 สำนักงานในภูมิภาคภาคตะวันออก เพื่อเชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจและพัฒนาแพ็กเกจท่องเที่ยวร่วมกัน

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรม CSR ณ ศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าที่ 1 (นครนายก) เรียนรู้ภารกิจการอนุรักษ์สัตว์ป่า พร้อมร่วมกิจกรรมล้างกรงเสือ ล้างกรงหมี และทำโป่งเทียมเพื่อเสริมแร่ธาตุให้สัตว์ป่าในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ สะท้อนแนวคิดการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

ผู้เข้าร่วมกิจกรรมยังจะได้เรียนรู้วิถีชีวิตชุมชนและศาสตร์พระราชา ณ ศูนย์เรียนรู้ภูกะเหรี่ยง ผ่านกิจกรรม Workshop กวนข้าวกระยาคูจากน้ำนมข้าวอ่อน พร้อมเยี่ยมชมอ่างเก็บน้ำสายศร อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่งเป็นจุดชมวิวธรรมชาติที่โดดเด่น รวมถึงร่วมกิจกรรมล่องแก่งแม่น้ำนครนายก เพื่อสัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงผจญภัยก่อนนำไปพัฒนาเป็นโปรแกรมท่องเที่ยวสำหรับกลุ่มองค์กร

ททท. คาดหวังว่าภายหลังการจัดกิจกรรม ผู้ประกอบการไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 จะสามารถนำองค์ความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับไปพัฒนาเป็นโปรแกรมท่องเที่ยวเชิงธุรกิจและเสนอขายได้จริง อันจะนำไปสู่การเพิ่มจำนวนการเดินทางของนักท่องเที่ยวกลุ่ม Corporate การเพิ่มวันพักค้าง และการสร้างรายได้หมุนเวียนสู่ผู้ประกอบการและชุมชนในพื้นที่

การดำเนินโครงการในครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ ททท. ในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ผ่านการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีคุณค่าพร้อมยกระดับภาคตะวันออกสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้าน Corporate Travel ที่โดดเด่นของประเทศไทย และสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอย่างมั่นคงและยั่งยืน

รมช.ดีอี เปิดงาน ‘Digital Durian Market’ จากสวนสู่ชั้นวาง กิจกรรมภายใต้โครงการทุเรียนดิจิทัล

รมช.ดีอี เปิดงาน ‘Digital Durian Market’ จากสวนสู่ชั้นวาง กิจกรรมภายใต้โครงการทุเรียนดิจิทัล

รมช.ดีอี เปิดงาน ‘Digital Durian Market’ จากสวนสู่ชั้นวาง กิจกรรมภายใต้โครงการทุเรียนดิจิทัล

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.14 น.

นางสาวแนน บุณย์ธิดา เปิดงาน Digital Durian Market จากสวนสู่ชั้นวาง ภายใต้โครงการทุเรียนดิจิทัล ระบุ กระทรวงดีอี และ ดีป้า ต้องวางแผนว่าจะทำอย่างไรให้ภาคเกษตรกรรมไทยสามารถก้าวไปสู่การเป็น Modern Farm พร้อมให้ความสำคัญกับการรักษาคุณภาพผลผลิต ชี้แนวทางการทำงานของกระทรวงเปรียบเสมือนระบบหลังบ้าน โดยบูรณาการการทำงานกับทุกหน่วยงาน เพื่อให้ประชาชนไทยได้รับประโยชน์สูงสุด

นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กระทรวงดีอี) เป็นประธานเปิดงาน ‘Digital Durian Market จากสวนสู่ชั้นวาง’ กิจกรรมภายใต้โครงการทุเรียนดิจิทัล โดยมี ดร.ศุภกร สิทธิไชย รักษาการแทนผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า ดร.จุฑารัตน์ พัฒนาทร ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายประกันคุณภาพและกำกับดูแลกฎหมายและผลิตภัณฑ์ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) นายวาฤทธิ์ ศิริพิทยาโรจน์ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาการเกษตรสมัยใหม่ ดีป้า คณะผู้บริหารจากเครือข่ายพันธมิตรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน พร้อมด้วยเกษตรกรชาวสวนทุเรียนในโครงการทุเรียนดิจิทัล และประชาชนที่สนใจร่วมงานโดยพร้อมเพรียง ณ ลานกิจกรรม แม็คโคร ลาดพร้าว

นางสาวแนน บุณย์ธิดา ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ ยกระดับอุตสาหกรรมทุเรียนไทยด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล โดยระบุว่า การส่งเสริมเกษตกรชาวสวนทุเรียนจะไม่มุ่งเน้นไปที่การจัดจำหน่ายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเริ่มดำเนินการส่งเสริมตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งรัฐบาล โดย กระทรวงดีอี และ ดีป้า ต้องวางแผนว่าจะทำอย่างไรให้ภาคเกษตรกรรมไทยสามารถก้าวไปสู่การเป็น Modern Farm ได้ ทั้งนี้ หากดูตัวเลขผลผลิตทุเรียนของประเทศไทยจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเห็นว่า ผลผลิตทุเรียนแต่ละปีมีปริมาณที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับหลากหลายปัจจัย โดยเกษตรกร ในฐานะผู้ปลูกอาจประสบปัญหาต่าง ๆ ขณะที่ผู้รับซื้อ ทั้งในประเทศและต่างประเทศก็อาจมีความต้องการที่แตกต่างไป ดังนั้นประเทศไทยควรให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีระบบติดตามและตรวจสอบข้อมูลสินค้าเกษตรตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การผลิต การเก็บเกี่ยว การแปรรูป การขนส่ง เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังแหล่งที่มาและกระบวนการผลิตได้ อีกทั้งเป็นเครื่องยืนยันให้ผู้รับซื้อ หรือผู้บริโภคมั่นใจว่า สิ่งที่รับมาคือ ‘คุณภาพจากเกษตรกร’

“ที่ผ่านมา ดีป้า มีโครงการต่าง ๆ มากมายที่มุ่งพัฒนาภาคเกษตรกรรมไทยในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาองค์ความรู้และทักษะด้านดิจิทัลแก่เกษตรกร การเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการเพาะปลูก รวมถึงการยกระดับคุณภาพให้กับผลผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงการทุเรียนดิจิทัลที่ส่งเสริมให้ชาวสวนทุเรียนไทยสามารถประยุกต์ใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์มเพื่อจดบันทึกข้อมูลและติดตามย้อนกลับการเพาะปลูก รองรับการขอมาตรฐาน GAP และระบบบริหารจัดการน้ำอัจฉริยะด้วยเทคโนโลยี IoT ทั้งหมดเพื่อเป็นส่วนช่วยให้ทุเรียนไทยสามารถรักษาคุณภาพ มาตรฐาน ก้าวข้ามปัญหาต่าง ๆ และครองแชมป์ในตลาดต่อไป ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการทำงานของ กระทรวงดีอี ที่เปรียบเสมือนระบบหลังบ้าน โดยเราบูรณาการการทำงานกับทุกหน่วยงาน เพื่อให้ประชาชนไทยได้รับประโยชน์สูงสุด” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดีอี กล่าว

จากนั้น นางสาวแนน บุณย์ธิดา ได้ให้เกียรติมอบรางวัลแก่ผู้ชนะจากกิจกรรม 30 วัน บันทึกทุเรียนดิจิทัล ก่อนเยี่ยมชมนิทรรศการเทคโนโลยีดิจิทัลด้านการเกษตรในโครงการ ตลาดนัดทุเรียนคุณภาพจากเกษตรกรไทย (Digital Durian Marketplace) และร่วมกิจกรรม Grab and โกย – Grab ได้เท่าไหร่ โกยกลับไปเท่านั้น ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก

ด้าน ดร.ศุภกร กล่าวว่า โครงการทุเรียนดิจิทัลดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2567 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรชาวสวนทุเรียนสามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลด้านการเกษตรที่ได้รับการรับรองมาตรฐานด้วยเครื่องหมาย dSURE และขึ้นทะเบียนบนบัญชีบริการดิจิทัล ซึ่งการดำเนินโครงการในระยะเริ่มต้นมุ่งส่งเสริมให้เกิดการใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์มเพื่อจดบันทึกข้อมูลและติดตามย้อนกลับการเพาะปลูกที่วางแผนการเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว และการขนส่ง รองรับการขอมาตรฐาน GAP ต่อมาได้ขยายผลโครงการเพิ่มเติม โดยส่งเสริมให้เกิดการประยุกต์ใช้ระบบบริหารจัดการน้ำอัจฉริยะด้วยเทคโนโลยี IoT ที่สามารถสั่งเปิด-ปิดระบบให้น้ำผ่านแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือ และบันทึกปริมาณน้ำที่ให้

“โครงการทุเรียนดิจิทัลไม่ได้มุ่งหวังเพียงให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อบริหารจัดการกระบวนการเพาะปลูก แต่ยังสร้างระบบเชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ครอบคลุมการผลิต การดูแลรักษาผลผลิตโดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลและข้อมูล ไปจนถึงการสร้างโอกาสทางการตลาดผ่านการบูรณาการการทำงานกับ ซีพี แอ็กซ์ตร้า โดยเปิดช่องทางการจัดจำหน่ายให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง รองรับผลผลิตคุณภาพจากสวนของเกษตรกร พร้อมสร้างการรับรู้ถึงศักยภาพของทุเรียนไทยที่ผลิตด้วยกระบวนการเกษตรดิจิทัล โดยโครงการทุเรียนดิจิทัลสามารถส่งเสริมให้เกษตรกรชาวสวนทุเรียนทั่วประเทศประยุกต์ใช้เทคโนโลยีด้านการเกษตรไปแล้วกว่า 10,000 ราย ยกระดับทักษะดิจิทัลแก่เกษตรกรอีกกว่า 19,000 ราย ซึ่ง ดีป้า คาดว่า โครงการทุเรียนดิจิทัลจะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศได้ไม่น้อยกว่า 300 ล้านบาท เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในระยะยาวให้กับเกษตรกรไทย เพื่อให้สามารถต่อยอดและแข่งขันได้ในตลาดสากล” รักษาการแทนผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า กล่าว

นอกจากนี้ ภายในงาน Digital Durian Market จากสวนสู่ชั้นวาง ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ตลาดนัดทุเรียนคุณภาพจากเกษตรกรไทยที่มีการจำหน่ายทุเรียนผลสดจากสวนของพี่น้องเกษตรกร การจัดแสดงเทคโนโลยีดิจิทัลด้านการเกษตร เวทีเสวนาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการเกษตรในยุคดิจิทัล และกิจกรรมไฮไลต์อย่าง Grab and โกย – Grab ได้เท่าไหร่ โกยกลับไปเท่านั้น ซึ่งผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้รับภาชนะสำหรับตักทุเรียน 1 ใบ เพื่อโกยทุเรียนภายในเวลาที่กำหนด หมดเวลาเมื่อไหร่ ทุเรียนที่อยู่ในภาชนะทั้งหมดสามารถนำกลับบ้านได้เลย สามารถร่วมสนุกในราคา 499 บาท/ครั้งเท่านั้น! ซึ่งคนรักทุเรียน และผู้ที่สนใจสามารถร่วมงาน Digital Durian Market จากสวนสู่ชั้นวาง ได้ถึงวันพรุ่งนี้ (8 สิงหาคม 2569) ระหว่างเวลา 09.00-20.00 น. บริเวณลานกิจกรรมด้านหน้า แม็คโคร สาขาลาดพร้าว

สำหรับเกษตรกรที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ LINE OA: @durian_digital หรือ 06 1423 9055, 09 2955 9478

ภัยเงียบไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ‘หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท’ เช็กด่วน! พฤติกรรมเสี่ยงและสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม

ภัยเงียบไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ‘หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท’ เช็กด่วน! พฤติกรรมเสี่ยงและสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม

ภัยเงียบไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ‘หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท’ เช็กด่วน! พฤติกรรมเสี่ยงและสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 13.44 น.

อย่าชะล่าใจ! เมื่อไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ นั่งนาน ก้มดูมือถือบ่อย อาจจะเพิ่มความเสี่ยง “หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท” ที่อัปเกรดจากโรคผู้สูงวัยมาเป็นของฝากยอดฮิตของวัยรุ่นสร้างตัว! โรงพยาบาลกระดูกและข้อ ข้อดีมีสุข พาไปรู้เท่าทันสัญญาณเตือนและเข้าใจปัจจัยเสี่ยง ไปจนถึงแนวทางรักษาและการดูแลกระดูกสันหลังให้แข็งแรงในทุกช่วงวัย เพื่อให้ใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ

หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท เกิดจากอะไรกันแน่?

อธิบายง่าย ๆ กระดูกสันหลังของเราจะมี “หมอนรองกระดูก” คือ ส่วนที่คั่นอยู่ในแต่ละชั้นของตัวกระดูกสันหลัง โดยโครงสร้างหลักประกอบด้วยน้ำและคอลลาเจน เป็นเหมือนโช้กอัพรถยนต์ คอยรับแรงกระแทกและน้ำหนักของร่างกาย คอยประคองระหว่างชั้นของกระดูกสันหลังเพื่อให้เราโยกย้าย ส่ายสะโพกได้อย่างยืดหยุ่น แต่เมื่อใดก็ตามที่หมอนรองกระดูกเกิดการแตกหัก หรือปลิ้นออกจากตำแหน่งเข้าไป “กดทับเส้นประสาท” ที่อยู่บริเวณใกล้เคียงทันที จะส่งผลทำให้การทำงานของเส้นประสาทผิดปกติและส่งสัญญาณเตือนออกมาเป็นอาการปวดหลังอย่างรุนแรง ร้าวลงขา ชา หรือถึงขั้นอ่อนแรง

เช็กด่วน! อาการแบบไหนชัวร์ แบบไหนใช่?

อาการของโรคมักปวดร้าวลงขา ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นที่ขาข้างใดข้างหนึ่ง เนื่องจากหมอนรองกระดูกมักปลิ้นทางด้านข้างและกดทับเส้นประสาทฝั่งนั้น อาจมีอาการชาหรืออ่อนแรงของขาหรือปลายเท้าร่วมด้วยได้ โดยอาการปวดในช่วงแรกจะค่อนข้างมาก ซึ่งเกิดจาก 2 ปัจจัยคือ ปริมาณการกดทับของเส้นประสาท  และการอักเสบจากการแตกปลิ้นของหมอนรองกระดูก 

โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทพบบ่อยในผู้ที่อายุ 20–50 ปี สามารถรักษาได้ และผู้ป่วยกว่า 80% อาการดีขึ้นภายใน 4–6 สัปดาห์โดยไม่ต้องผ่าตัด และแม้อาการของผู้ป่วยบางรายอาจทุเลาได้เอง แต่เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ลองมา Checklist กันดูว่าอาการที่คุณเป็นอยู่เข้าข่ายควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน อย่ารอให้หายเอง!

ปวดหลังร้าวลงขา: นี่คือ Single Core behavior หรืออาการเด่นที่สุด โดยจะมีอาการปวดจากหลังส่วนล่าง ร้าวลงไปที่สะโพก ร้าวลงไปที่ขาข้างใดข้างหนึ่ง (มักเป็นข้างเดียว)

อาการชา: รู้สึกเหมือนมีเข็มเล็กๆ มาทิ่ม หรือชาหนาๆ ที่บริเวณขา น่อง หรือยาวไปจนถึงปลายเท้า

กล้ามเนื้ออ่อนแรง: สัญญาณเตือนที่เริ่มรุนแรงจะเริ่มสังเกตได้ว่าขาไม่มีแรง กระดกข้อเท้าหรือนิ้วหัวแม่เท้าไม่ได้ เดินแล้วรองเท้าแตะหลุดบ่อยๆ หรือหัวเข่าทรุดลงไปดื้อๆ

Lifestyle สุ่มเสี่ยง: ปัจจัยเรื้อรังที่คนรุ่นใหม่อาจทำอยู่ทุกวัน

1.น้ำหนักตัวมาก: เพราะยิ่งน้ำหนักตัวมาก กระดูกสันหลังก็ต้องรับน้ำหนักมากตามไปด้วย 2.การใช้งานที่ไม่เหมาะสม: เช่น ก้มหลัง ยกของหนัก เพราะท่าทางเหล่านี้เป็นการเพิ่มแรงดันที่หมอนรองกระดูกค่อนข้างเยอะ ซึ่งอาจจะเกินความทนทานที่หมอนรองกระดูกรับได้ จนกระทั่งเกิดการแตกปลิ้นออกมา 3.การนั่งในท่าที่ไม่เหมาะสมต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ: พบมากในกลุ่มคนวัยทำงาน และมักจะมีโอกาสเกิดหมอนรองกระดูกปลิ้นกดทับเส้นประสาทในบริเวณช่วงเอวมากที่สุด เพราะเวลาที่นั่งนานๆ กระดูกสันหลังส่วนนั้นจะรับน้ำหนักแบบเต็มๆ   4.การไอหรือจามแรงๆ: เป็นสาเหตุหนึ่งของการเพิ่มแรงดันอย่างฉับพลันในหมอนรองกระดูก 5.คนที่สูบบุหรี่จัด: บุหรี่จะทำให้หมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมก่อนวัยอันควร และทำให้หมอนรองกระดูกเกิดการแตกปลิ้นได้มากขึ้น

ไปพบหมอแล้วต้องเจออะไรบ้าง? และทำไมถึงไม่ใช่ทุกคนที่ต้อง “ผ่าตัด”

โดยปกติแพทย์จะเริ่มต้นจากการซักประวัติและตรวจร่างกาย ซึ่งก็จะวินิจฉัยโรคได้เบื้องต้นว่าเป็นโรคหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาทหรือไม่ แต่เพื่อความชัดเจนมากยิ่งขึ้น แพทย์อาจทำการตรวจโดยเครื่องถ่ายภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ MRI (Magnetic Resonance Imaging) เพื่อให้ได้ภาพที่ละเอียดชัดเจน และทำให้บอกได้ว่ามีการกดทับเส้นประสาทที่ตำแหน่งใดมากน้อยแค่ไหน เพื่อวางแผนการรักษาต่อไป

ปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์ก้าวหน้าไปมาก และผู้ป่วยส่วนใหญ่รักษาหายได้โดยไม่ต้องผ่าตัดด้วยซ้ำ โดยแนวทางการรักษามีดังนี้

การรักษาด้วยยา: ในระยะแรกแพทย์จะให้ยาแก้ปวด ยาต้านการอักเสบ (NSAIDs) หรือยาคลายกล้ามเนื้อ เพื่อลดการอักเสบและบรรเทาอาการปวด

การทำกายภาพบำบัด: การดึงหลัง การใช้ความร้อนลึก (Ultrasound/Laser) หรือทำกายภาพบำบัดเพื่อยืดและจัดระเบียบกล้ามเนื้อ ซึ่งช่วยลดแรงกดทับที่หมอนรองกระดูกได้อย่างดีเยี่ยม

การผ่าตัด: ปัจจุบันที่ โรงพยาบาลกระดูกและข้อ ข้อดีมีสุข มีเทคโนโลยีการผ่าตัดผ่านกล้อง (Endoscopic Discectomy) แผลเล็ก เจ็บน้อย และฟื้นตัวไว เหมาะกับคนรุ่นใหม่ที่ไม่มีเวลาพักฟื้นนาน ๆ ทำให้ผู้ป่วยกลับไปทำงานและใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างรวดเร็ว

ชีวิตการทำงานและการตามเทรนด์ในยุคปัจจุบัน อาจบีบให้เราต้องเร่งรีบและอยู่หน้าจอตลอดเวลา แต่จงจำไว้ว่า “หมอนรองกระดูก” ของเราไม่ได้ออกแบบมาให้รองรับพฤติกรรมทำร้ายตัวเองซ้ำๆ ได้ตลอดไป การป้องกันและการดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้คือคำตอบที่ดีที่สุด ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่เฉพาะเจาะจงในทุกเรื่องกระดูก ข้อ และกล้ามเนื้อ ได้ที่ :

https://kdmshospital.com/article/herniated-disc/  แพทย์เฉพาะทางกระดูกสันหลังและเวชศาสตร์ฟื้นฟู  contactcenter@kdmshospital.com หรือนัดหมายแพทย์: https://page.line.me/175exsfc  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โรงพยาบาลกระดูกและข้อ ข้อดีมีสุข โทร 02-080-8999

ไข้ไม่ลด ซึม ดื่มน้ำน้อย สัญญาณอันตรายของโรคมือเท้าปาก

ไข้ไม่ลด ซึม ดื่มน้ำน้อย สัญญาณอันตรายของโรคมือเท้าปาก

ไข้ไม่ลด ซึม ดื่มน้ำน้อย สัญญาณอันตรายของโรคมือเท้าปาก

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 13.41 น.

โรคมือเท้าปาก เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่พบบ่อยในเด็กเล็ก โดยเฉพาะอายุต่ำกว่า 5 ปี ติดต่อได้ง่ายผ่านน้ำมูก น้ำลาย อุจจาระ และสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อ แม้ส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรง แต่เชื้อ EV71 อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ ปัจจุบันมีวัคซีนที่ช่วยป้องกันโรคจากเชื้อ EV71 โดยควรปรึกษากุมารแพทย์ก่อนรับวัคซีน

พญ. มณินทร วรรณรัตน์

พญ. มณินทร วรรณรัตน์  กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคระบบหายใจ  โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล อธิบายว่า  โรคมือเท้าปากเป็นโรคติดเชื้อไวรัสเฉียบพลันที่พบได้บ่อยในเด็กเล็ก โดยเฉพาะในสถานรับเลี้ยงเด็กและโรงเรียนอนุบาล เชื้อที่เป็นสาเหตุส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มเอนเทอโรไวรัส (Enterovirus) เช่น Coxsackievirus A16 และ Enterovirus 71 หรือ EV71

โดยทั่วไป โรคมือเท้าปากมักมีอาการไม่รุนแรงและสามารถหายได้เอง แต่เชื้อบางสายพันธุ์ โดยเฉพาะ EV71 อาจสัมพันธ์กับอาการรุนแรง เช่น ภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาทหรือหัวใจในบางราย จึงควรสังเกตอาการของเด็กอย่างใกล้ชิด

โรคนี้สามารถติดต่อได้ผ่านการสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย ของเหลวจากตุ่มน้ำ อุจจาระของผู้ป่วย รวมถึงการสัมผัสของใช้หรือพื้นผิวที่ปนเปื้อนเชื้อ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เด็กอยู่รวมกันจำนวนมาก

อาการของโรคมือเท้าปาก

อาการระยะแรก  เด็กที่ได้รับเชื้อมักเริ่มมีอาการหลังจากได้รับเชื้อประมาณ 3–7 วัน โดยอาจมีไข้ต่ำถึงปานกลาง เจ็บปาก รับประทานอาหารหรือดื่มน้ำน้อยลง อ่อนเพลีย และไม่สบายตัว

อาการที่เป็นลักษณะเฉพาะ หลังจากนั้นอาจพบแผลหรือตุ่มแดงในช่องปากและลิ้น รวมถึงตุ่มน้ำใสขนาดเล็กบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า นิ้วมือ นิ้วเท้า และในบางรายอาจพบที่บริเวณก้น ตุ่มเหล่านี้มักไม่คัน แต่อาจทำให้เด็กรู้สึกเจ็บหรือไม่สบายตัวได้

สัญญาณเตือนที่ควรรีบพบแพทย์

หากเด็กมีไข้สูง ไข้ไม่ลดหลังรับประทานยาลดไข้ ซึมลง ไม่ตอบสนอง ชัก หายใจเร็ว หายใจลำบาก อาเจียนมาก แขนขาอ่อนแรง หรือเดินเซ ควรรีบนำส่งแพทย์โดยเร็ว เพราะอาการเหล่านี้อาจบ่งชี้ถึงภาวะแทรกซ้อน โดยเฉพาะภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาทที่อาจพบได้จากการติดเชื้อ EV71

การรักษาโรคมือเท้าปาก

ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสที่ใช้รักษาโรคมือเท้าปากโดยเฉพาะ การรักษาส่วนใหญ่จึงเป็นการดูแลตามอาการ เช่น ให้ยาลดไข้หรือยาแก้ปวดตามคำแนะนำของแพทย์ ดูแลให้เด็กได้รับน้ำและอาหารอย่างเพียงพอ หากเด็กเจ็บปากมากจนรับประทานอาหารได้น้อย ควรเลือกอาหารที่นุ่ม เย็น และย่อยง่าย เพื่อลดการระคายเคืองในช่องปาก

ในกรณีที่เด็กมีอาการรุนแรงหรือสงสัยภาวะแทรกซ้อน แพทย์อาจพิจารณาให้รักษาในโรงพยาบาล เพื่อเฝ้าระวังอาการและให้การรักษาแบบประคับประคองตามความเหมาะสม 

ข้อควรปฏิบัติเมื่อลูกป่วยเป็นโรคมือเท้าปาก

หากเด็กป่วยเป็นโรคมือเท้าปาก ควรให้หยุดเรียนหรือหยุดไปสถานรับเลี้ยงเด็กจนกว่าไข้จะลดลง อาการโดยรวมดีขึ้น แผลในปากเริ่มดีขึ้น และไม่มีตุ่มน้ำใหม่เกิดขึ้น โดยทั่วไปมักใช้เวลาประมาณ 7–10 วัน หรือตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อลดโอกาสแพร่เชื้อไปสู่เด็กคนอื่น

ระหว่างดูแลที่บ้าน ผู้ปกครองควรให้เด็กดื่มน้ำหรือนมบ่อย ๆ เลือกอาหารที่นุ่ม เย็น และกลืนง่าย เพื่อลดการระคายเคืองในช่องปาก หากเด็กมีอาการปากแห้ง ปัสสาวะน้อย ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ซึมลง ดื่มน้ำไม่ได้ หรืออาเจียนมาก ควรรีบพามาพบแพทย์ เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะขาดน้ำหรือภาวะแทรกซ้อนที่ต้องได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม

วัคซีนป้องกันโรคมือเท้าปากจากเชื้อ EV71

ปัจจุบันมีวัคซีนที่ช่วยป้องกันโรคมือเท้าปากชนิดรุนแรงจากเชื้อ Enterovirus 71 หรือ EV71 เป็นวัคซีนเชื้อตาย ซึ่งเป็นหนึ่งในเชื้อที่อาจสัมพันธ์กับอาการรุนแรงและภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาทหรือหัวใจได้ในบางราย 

ประสิทธิภาพของวัคซีน EV71

วัคซีน EV71 มีประสิทธิภาพในการลดความเสี่ยงของโรคมือ เท้า ปาก ที่เกิดจากเชื้อไวรัส EV71 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีโอกาสก่อให้เกิดอาการรุนแรง โดยสามารถช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อ EV71 ได้ 90–91.4% ลดความเสี่ยงของการนอนโรงพยาบาลจากการติดเชื้อ EV71 ได้ 88% ป้องกันโรคมือ เท้า ปาก ชนิดรุนแรงและการเสียชีวิตจากเชื้อ EV71 ได้ 100% อย่างไรก็ตาม วัคซีนนี้ป้องกันได้เฉพาะโรคที่เกิดจากเชื้อ EV71 เท่านั้น ไม่ครอบคลุมเชื้อไวรัสเอนเทอโรไวรัสชนิดอื่น 

กลุ่มอายุที่แนะนำ

วัคซีนนี้แนะนำสำหรับเด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 5 ปี 11 เดือน 29 วัน โดยฉีดเข้ากล้ามเนื้อทั้งหมด 2 เข็ม เข็มที่ 2 ห่างจากเข็มแรก 1 เดือน ทั้งนี้ ควรปรึกษากุมารแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมก่อนรับวัคซีน 

อาการไม่พึงประสงค์ที่อาจพบ

หลังรับวัคซีน อาจพบอาการข้างเคียงทั่วไป เช่น ปวด บวม แดง หรือคันบริเวณที่ฉีด รวมถึงไข้ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย หรือปวดศีรษะ ซึ่งส่วนใหญ่มักหายได้เองภายในไม่กี่วัน 

ข้อควรทราบ

วัคซีน EV71 ไม่สามารถป้องกันโรคมือเท้าปากจากเชื้อไวรัสชนิดอื่น เช่น Coxsackievirus A16 หรือสายพันธุ์อื่นๆ ได้ ดังนั้น แม้รับวัคซีนแล้ว ผู้ปกครองยังควรดูแลสุขอนามัยของเด็กอย่างสม่ำเสมอ เช่น ล้างมือบ่อย ๆ ทำความสะอาดของเล่น ของใช้ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย 

การป้องกันโรคมือเท้าปากในชีวิตประจำวัน

ควรให้เด็กล้างมือเป็นประจำ ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น และทำความสะอาดของเล่นหรือพื้นผิวที่สัมผัสบ่อย หากมีไข้ แผลในปาก หรือตุ่มน้ำ ควรแยกเด็กป่วยเพื่อลดการแพร่เชื้อ แม้ได้รับวัคซีน EV71 แล้ว ก็ยังควรรักษาสุขอนามัยอย่างต่อเนื่อง