กทม– อพท.รวมพลังพันธมิตรและเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ยูเนสโก เปิดงาน TCCN Forum 2026 เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน

กทม– อพท.รวมพลังพันธมิตรและเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ยูเนสโก เปิดงาน TCCN Forum 2026 เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน

กทม– อพท.รวมพลังพันธมิตรและเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ยูเนสโก เปิดงาน TCCN Forum 2026 เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 13.21 น.

กรุงเทพมหานคร ร่วมกับ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. เปิดเวที “Thailand Creative Cities Network: TCCN Forum 2026” ณ สถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) โดยมีภาคีเครือข่าย 5 หน่วยงานสำคัญร่วมเปิดงาน หวังสร้างเวทีต้นแบบในการรวมพลังภาคีเครือข่าย เพื่อขับเคลื่อนเมืองสร้างสรรค์ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านการพัฒนาเมือง ผ่านทุนวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อยกระดับเมือง เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และการท่องเที่ยวยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม

นางสาววนิดา พันธ์สอาด รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 

นางสาววนิดา พันธ์สอาด รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา  พร้อมด้วยผู้บริหารและผู้แทนจากภาคีเครือข่ายสำคัญรวม 7 หน่วยงาน ได้แก่ นางสาวสุนทรี เสริญสุขสัมฤทธิ์ รองผู้อำนวยการสำนักการวางผังและพัฒนาเมืองฯ (ผู้แทนผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร) นางสาวรานี อิฐรัตน์ รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม Ms. Soohyun Kim, Regional Director of UNESCO Regional Office in Bangkok นายเอก สิทธิเวคิน รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย นายพิชิต วีรังคบุตร รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ นางสาวสุรัชสานุ์ ทองมี รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ และนายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร ผู้อำนวยการ อพท. ร่วมเปิดงาน “Thailand Creative Cities Network: TCCN Forum 2026” ณ สถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) โดยมีผู้แทนเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ขององค์การยูเนสโก (UNESCO Creative Cities Network: UCCN) จากประเทศไทยและต่างประเทศ รวม 13 เมือง เข้าร่วม งานดังกล่าวถือเป็นการจัดเวทีเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโกครั้งแรกในประเทศไทย และเป็นโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในการขับเคลื่อนการเป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนระดับโลก

ศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร ผู้อํานวยการ อพท.

นายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร ผู้อำนวยการ อพท. กล่าวว่า การจัดงาน “Thailand Creative Cities Network: TCCN Forum 2026” อพท. ได้ร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร ในการเชิญภาคีเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ทั้งในประเทศไทย และในระดับนานาชาติ รวมมากถึง 13 เมือง เพื่อสร้างการรับรู้การพัฒนาเมือง ภายใต้แนวคิดเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก (UCCN) และเผยแพร่ผลการดำเนินงานการพัฒนาเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ขององค์การยูเนสโกของประเทศไทย ตลอดจนเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แนวคิดและมุมมองการพัฒนาเมืองสร้างสรรค์จากผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนจากเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ทั้งจากประเทศไทยและต่างประเทศ ภายใต้แนวคิด “Creative Cities Connect: Connecting People • Culture • Creativity • Sustainability”

โดย 13 เมือง ที่จะมาร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดการพัฒนาเมืองและปัจจัยต่างๆ ให้เอื้อต่อการยกระดับขีดความสามารถของเมือง ทำให้เมืองน่าอยู่ และกลายเป็นเมืองน่าเที่ยว และมีการจัดนิทรรศการของแต่ละเมือง ประกอบด้วย

เมืองสร้างสรรค์ 4 ประเภท รวม 9 เมือง ได้แก่ เมืองสร้างสรรค์ด้านอาหาร (City of Gastronomy) ได้แก่ ภูเก็ต เพชรบุรี และสงขลา เมืองสร้างสรรค์ด้านหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน (City of Crafts and Folk Art) ได้แก่ เชียงใหม่ สุโขทัย และน่าน เมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบ (City of Design) ได้แก่ กรุงเทพมหานคร และเชียงราย เมืองสร้างสรรค์ด้านดนตรี (City of Music) ได้แก่ สุพรรณบุรี โดยใน 9 เมืองสร้างสรรค์ของไทย อพท. ได้เป็นผู้ร่วมขับเคลื่อนรวมทั้งสิ้น 6 เมือง ได้แก่ สุโขทัย น่าน สงขลา เชียงราย สุพรรณบุรี และเพชรบุรี

เมืองสร้างสรรค์ 3 ประเภท จากต่างประเทศ จำนวน 4 เมือง ที่เข้าร่วมในครั้งนี้  ได้แก่ เมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบ (City of Design) ได้แก่ เบอร์ลิน สหพันธรัฐเยอรมนี และเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เมืองสร้างสรรค์ด้านวรรณกรรม (City of Literature) ได้แก่ จาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย เมืองสร้างสรรค์ด้านหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน (City of Crafts and Folk Art) ได้แก่ อิชิเซน ประเทศญี่ปุ่น

ไฮไลต์ในงาน มีการปาฐกถาพิเศษและกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ อาทิ ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “กรุงเทพมหานครภายใต้เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของ UNESCO” โดย นางสาวสุนทรี เสริญสุขสัมฤทธิ์ รองผู้อำนวยการสำนักการวางผังและพัฒนาเมืองฯ ผู้แทนจากกรุงเทพมหานคร ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “การพัฒนาเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโกภายใต้ทุนวัฒนธรรมของประเทศไทย” โดย

อพท. ยังได้จัดกิจกรรม Creative City Tour นอกสถานที่ 2 กิจกรรม ได้แก่ กิจกรรม Bangkok Technical Tour แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ณ กรุงเทพมหานคร เมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบ เพื่อเยี่ยมชมพิพิธตลาดน้อย ชุมชนเก่าแก่กว่า 200 ปี ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ปัจจุบันเป็นย่านรอยต่อทางวัฒนธรรมที่ผสมผสานวิถีชีวิตเข้ากับสตรีทอาร์ท เยี่ยมชมนิทรรศการศิลปะ ริเวอร์ ซิตี้ และเยี่ยมชมศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ TCDC กิจกรรม Pattaya Technical Tour ณ เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ อพท. ได้เตรียมความพร้อมขับเคลื่อนสู่เมืองสร้างสรรค์ด้านภาพยนตร์ (City of Film)

เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก (UCCN) เป็นอีกหนึ่งโครงการใหญ่ที่ยูเนสโกดำเนินงานควบคู่กับการประกาศแหล่งมรดกทางธรรมชาติและประวัติศาสตร์ของโลก โดยเริ่มมาตั้งแต่ ปี 2004 เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดย “เมืองสร้างสรรค์” (Creative City) จะเน้นความร่วมมือระหว่างชุมชนท้องถิ่นภาครัฐและภาคเอกชน ในการสร้างสรรค์เมืองผ่านนโยบายและกิจกรรมการพัฒนาสภาพแวดล้อม โครงสร้างทางสังคมและเศรษฐกิจ และการนำสินทรัพย์ทางวัฒนธรรมประวัติศาสตร์ ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีของท้องถิ่นมาพัฒนาและสร้างคุณค่าและเชื่อมโยงความเป็นเมืองต่างๆ ทั่วโลกเข้าด้วยกัน

ปัจจุบันมีเมืองกว่า 408 เมืองทั่วโลก ได้รับการประกาศเป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์จากยูเนสโก สำหรับในประเทศไทย น่านและสงขลาเป็น 2 จังหวัดล่าสุด ที่ได้รับได้การประกาศให้เป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ในระดับโลก (UCCN) ประจำปี 2025 ที่ผ่านมา อพท. มีนโยบายในการขับเคลื่อนแหล่งท่องเที่ยวและเมืองในพื้นที่พิเศษโดยเริ่มต้นจากการใช้เกณฑ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก หรือเครื่องมือที่เรียกว่า Global Sustainable Tourism Criteria (GSTC) เป็นเกณฑ์ของสภาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก (Global Sustainable Tourism Council) ซึ่งมีทั้งหมด 4 มิติ ได้แก่ การบริหารจัดการความยั่งยืน ความยั่งยืนด้านสังคม-เศรษฐกิจ ด้านวัฒนธรรมและด้านสิ่งแวดล้อม

การขับเคลื่อนเมืองสู่การเป็นเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก ถือเป็นการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลที่จะพัฒนาเมืองให้เกิดความยั่งยืนและตอบโจทย์การนำไปสู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เพื่อเพิ่มและกระจายรายได้ไปสู่ชุมชนท้องถิ่น และตอบโจทย์บทบาทหน้าที่ของ อพท. ในการกำหนดนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ในการบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยการประสาน ส่งเสริม และสนับสนุนให้เกิดการบูรณาการของทุกภาคส่วนในการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในพื้นที่พิเศษฯ เพื่อให้แหล่งท่องเที่ยวมีคุณภาพ มีมาตรฐาน และเป็นแหล่งท่องเที่ยวเป้าหมายของนักท่องเที่ยวคุณภาพทั้งในประเทศและต่างประเทศต่อไป

งาน ‘ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี’ น้อมรำลึกและสืบสานพระราชปณิธาน ‘สมเด็จพระบรมราชินีพันปีหลวง’

งาน ‘ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี’ น้อมรำลึกและสืบสานพระราชปณิธาน ‘สมเด็จพระบรมราชินีพันปีหลวง’

งาน ‘ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี’ น้อมรำลึกและสืบสานพระราชปณิธาน ‘สมเด็จพระบรมราชินีพันปีหลวง’

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 12.55 น.

เริ่มแล้ว !! งานมหกรรม OTOP สุดยิ่งใหญ่ “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี”  ภายใต้แนวคิด “RADIANCE OF SIAM สิริรัศมีแห่งแผ่นดิน”  น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและสืบสานพระราชปณิธานสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชินีพันปีหลวง ผู้ทรงอนุรักษ์และสืบสานมรดกภูมิปัญญาหัตถศิลป์หัตถกรรมไทยให้คงอยู่คู่กับประเทศไทยอย่างยั่งยืน พร้อมชวนคนไทยมาร่วมกัน “ชิมของแท้ ช้อปของจริง สนับสนุนผู้ผลิตตัวจริง” เพราะทุกการเลือกซื้อสินค้า OTOP ไม่ได้เพียงได้ผลิตภัณฑ์คุณภาพกลับบ้าน แต่ยังเป็นการช่วยรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่น และต่อยอดของดีจากชุมชนไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ระหว่างนี้จนถึงวันที่ 6 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00-21.00 น. ณ ชาเลนเจอร์ 1-3 ศูนย์แสดงสอนค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี  จัดโดย กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แวะเยี่ยมชมพื้นที่โซน OTOP Next พร้อมพูดคุยให้กำลังใจผู้ประกอบการ และเลือกชิมไอศกรีมกะทิสดมะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้วแท้ จากร้านเพชรไอศกรีม จ.สมุทรสาคร

ความพิเศษของเมนูนี้ ไม่ได้มีเพียงไอศกรีมที่ใช้ “มะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว” ของดีอัตลักษณ์จังหวัดสมุทรสาคร  เป็นวัตถุดิบสำคัญเท่านั้น แต่ยังนำ “ชามตราไก่” ซึ่งเป็นงานหัตถกรรมอัตลักษณ์สำคัญของจังหวัดลำปาง มาใช้เป็นภาชนะในการเสิร์ฟ เกิดเป็นการ “คอลแลบ” ของดีจากสองชุมชนต่างพื้นที่ ให้มาพบกันอย่างสร้างสรรค์  สะท้อนแนวคิดของ OTOP Next ที่ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการรักษาของดีดั้งเดิม แต่เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการนำอัตลักษณ์ วัตถุดิบ และภูมิปัญญาของแต่ละชุมชนมาต่อยอด เชื่อมโยง และสร้างมูลค่าใหม่ ให้สินค้า OTOP เข้าถึงผู้บริโภคได้ในรูปแบบที่ร่วมสมัยมากขึ้น สามารถสร้างประสบการณ์ใหม่ให้ผู้บริโภค และในขณะเดียวกันยังช่วยส่งต่อรายได้กลับไปยังผู้ผลิตและชุมชนต้นทาง

อีกทั้ง วัตถุประสงค์สำคัญการจัดงานฯ เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและสืบสานพระราชปณิธานสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชินีพันปีหลวง ผู้ทรงอนุรักษ์และสืบสานมรดกภูมิปัญญาหัตถศิลป์หัตถกรรมไทยให้คงอยู่คู่กับประเทศไทยอย่างยั่งยืน ซึ่งในปัจจุบันได้รับพระกรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงสืบสาน รักษา และต่อยอดอย่างสมบูรณ์ ประดุจแสงประทีปที่โชติช่วงให้สินค้าภูมิปัญญาไทยมีความทันสมัย ได้รับการเชิดหน้าชูตา และเข้าถึงประชาชนทุกกลุ่มทุกช่วงวัยในยุคปัจจุบัน”

ภายในงาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี” ปี 2569 มีผลิตภัณฑ์จากทั่วประเทศ จำนวนมากกว่า 2,000 ร้านค้า และมีการนำเสนอความงดงามของผ้าไทย รวมถึงงานหัตถศิลป์ประเภทต่างๆ ผลิตภัณฑ์มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ และ OTOP 5 ประเภท โดยเฉพาะอย่างยิ่งโซน OTOP ชวนชิมที่คัดสรรสุดยอดอาหารจากทั่วทุกภูมิภาคที่มีความหลากหลาย และตลอดทั้งงานยังมีโปรโมชั่นคูปองส่วนลดต่าง ๆ อีกมากมาย

ไฮไลท์ออกแบบ 4 โซนใหม่ ได้แก่ OTOP Mutelu สะท้อนมิติภูมิปัญญาความเชื่อ ความศรัทธา และวัฒนธรรมท้องถิ่นที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน อาทิ เครื่องรางวัตถุมงคล งานศิลป์สายมู และผลิตภัณฑ์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความเชื่อในแต่ละภูมิภาคที่มีความงดงามและดีไซน์ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ OTOP Craft & Design ต่อยอดงานหัตถกรรมดั้งเดิมผสมผสานแนวคิดด้านดีไซน์นวัตกรรมและไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ยกระดับผลิตภัณฑ์ไม่เพียงของใช้หรือของฝาก แต่เป็นสินค้าที่ตอบโจทย์ชีวิตในปัจจุบัน

OTOP Luxury นำเสนอเครื่องประดับและอัญมณี ฝีมือช่างศิลปในรูปแบบพรีเมียมจากทั่วประเทศ และเปิดโอกาสจับคู่ธุรกิจเจรจาการค้าระดับ B2B และ  OTOP Spirits Tasting นำเสนอเครื่องดื่มพื้นบ้านที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจากทั่วประเทศ เพื่อเปิดประตูสู่โอกาสการแข่งขันตลาดใหม่ๆ ตั้งเป้าเกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 600 ล้านบาท สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้ครอบครัว ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ  OTOP ช่างฝีมือ และเครือข่ายทั่วประเทศ

งาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี” ปี 2569 สะท้อนถึงการพัฒนารูปแบบของพื้นที่จัดงานที่ผู้บริโภคสามารถพบกับสินค้าที่มีความหลากหลายซึ่งรวมถึงสินค้าที่ไม่มีดาวด้วย และยังมีการปรับพื้นที่ให้ร้านประเภทต่างๆ อยู่ในจุดที่ประชาชนสามารถพบเจอได้ง่ายขึ้นอีกด้วย และที่สำคัญผู้ประกอบการล้วนแล้วแต่เป็นผู้ลงทะเบียนโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ตามนโยบายรัฐบาล

แฟนคลับ OTOP และพี่น้องประชาชน สามารถร่วมงาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี” ปี 2569 ระหว่างนี้จนถึงวันที่ 16 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00-21.00 น. ณ ชาเลนเจอร์ 1-3 ศูนย์แสดงสอนค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี มาร่วมให้กำลังใจผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และร่วมเลือกซื้อ ชม ช็อป ชิม เช็คอิน ผลิตภัณฑ์ OTOP ส่งต่อคุณค่าของแผ่นดิน ส่งต่อรายได้กลับสู่ชุมชนไทยทั่วประเทศ ทำให้ประชาชนได้มีความสุขอย่างมั่นคงและยั่งยืน

กรมวิชาการเกษตรเดินหน้ารณรงค์ หยุดเผาตอซัง ชูจุลินทรีย์ย่อยสลายฟางข้าว ลด PM2.5 ฟื้นดิน ลดต้นทุน สร้างต้นแบบเกษตรยั่งยืน

กรมวิชาการเกษตรเดินหน้ารณรงค์ หยุดเผาตอซัง ชูจุลินทรีย์ย่อยสลายฟางข้าว ลด PM2.5 ฟื้นดิน ลดต้นทุน สร้างต้นแบบเกษตรยั่งยืน

กรมวิชาการเกษตรเดินหน้ารณรงค์ หยุดเผาตอซัง ชูจุลินทรีย์ย่อยสลายฟางข้าว ลด PM2.5 ฟื้นดิน ลดต้นทุน สร้างต้นแบบเกษตรยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.56 น.

อุตรดิตถ์ – กรมวิชาการเกษตรเดินหน้ารณรงค์ลดการเผาตอซังและฟางข้าวอย่างต่อเนื่อง โดยส่งเสริมการใช้หัวเชื้อ จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังฟางข้าวเป็นทางเลือกแทนการเผา เพื่อลดปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน ลดต้นทุนการผลิต และยกระดับการทำนาให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมเผยเกษตรกรในหลายพื้นที่เริ่มเห็นผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม และเกิดการบอกต่อองค์ความรู้จากรุ่นสู่รุ่น

นางกุลธิดา ดอนอยู่ไพร นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ผู้อำนวยการกลุ่มวิชาการ สำนักงานวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2 กรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า สำนักงานวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2 รับผิดชอบพื้นที่ 7 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ได้แก่ กำแพงเพชร พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ ตาก สุโขทัย และอุตรดิตถ์ โดยปัจจุบันเกษตรกร

จำนวนมากได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังฟางข้าวผ่านการบอกต่อระหว่างเกษตรกร รวมทั้งการเผยแพร่ของสื่อมวลชน จนเกิดความสนใจและติดต่อขอคำแนะนำจากกรมวิชาการเกษตรอย่างต่อเนื่องเกษตรกรหลายรายได้สั่งซื้อหัวเชื้อจุลินทรีย์จากกรมวิชาการเกษตรไปใช้ในพื้นที่ และพบว่าสามารถช่วยย่อยสลาย

ตอซังได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดปัญหา “ข้าวเมาตอซัง” ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผลผลิตลดลง รวมทั้งช่วยลดปัญหาข้าวดีดและข้าวเด้งที่พบมากในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง โดยเกษตรกรส่วนใหญ่มีความเข้าใจตรงกันว่าการเผาตอซังไม่ใช่ทางออก

แต่ต้องการวิธีการที่ช่วยให้ฟางข้าวย่อยสลายได้รวดเร็ว ใช้ต้นทุนไม่สูง และสามารถเตรียมแปลงปลูกได้ทันฤดูกาลเพาะปลูก

นางกุลธิดา กล่าวว่า การใช้จุลินทรีย์จะให้ผลดีที่สุดเมื่อผสมกับปุ๋ยยูเรียสูตร 46-0-0 เพื่อเป็นแหล่งอาหารของจุลินทรีย์ และควรหมักไว้ประมาณ 5–7 วัน หรือหากมีเวลามากอาจหมักนาน 7–15 วัน เพื่อให้การย่อยสลายมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามแม้เกษตรกรบางรายจะนำไปใช้โดยไม่ผสมปุ๋ยตามคำแนะนำ ก็ยังให้ผลเป็นที่น่าพอใจ ทั้งในด้านการ

ลดปัญหาตอซัง ส่งเสริมการเจริญเติบโตของต้นข้าว และช่วยลดวัชพืชในนาข้าว

สำหรับพื้นที่นาขนาดใหญ่ กรมวิชาการเกษตรแนะนำให้ประยุกต์ใช้โดรนในการหว่านจุลินทรีย์ร่วมกับปุ๋ย เพื่อช่วย

ลดค่าแรงงาน โดยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเพียงประมาณ 50–60 บาทต่อไร่ อีกทั้งยังช่วยให้การกระจายจุลินทรีย์ทำได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และทั่วถึงมากยิ่งขึ้น

กรมวิชาการเกษตรแนะนำให้ใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังในอัตรา 1–1.5 กิโลกรัมต่อไร่ ร่วมกับปุ๋ยยูเรีย 3–5 กิโลกรัมต่อไร่ หรือปุ๋ยหมักในอัตราที่เหมาะสมตามปริมาณฟางข้าวในแปลงนา เพื่อเร่งการย่อยสลาย หลังจากนั้นสามารถเตรียมแปลงปลูกได้ตามปกติ ซึ่งจะช่วยลดการไถพรวนซ้ำ ลดต้นทุนการเตรียมดิน และคืนธาตุอาหารสำคัญ เช่น ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม กลับคืนสู่ดิน ส่งผลให้ต้นข้าวแตกกอดี แข็งแรง และเพิ่มศักยภาพการให้ผลผลิตในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ในบางพื้นที่ เช่น จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งมีข้อจำกัดด้านสภาพพื้นที่และการบริหารจัดการน้ำ เกษตรกรต้องการให้การย่อยสลายเกิดขึ้นภายในเวลาประมาณ 3 วัน ประเด็นดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่กรมวิชาการเกษตรเตรียมศึกษาวิจัยเพิ่มเติม เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่จริง และตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกรในแต่ละพื้นที่มากยิ่งขึ้น

ด้านนายมนัส ธูปเมฆ เกษตรกรบ้านต่อใต้ ตำบลเทิดศักดิ์ อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ กล่าวว่า เดิมพื้นที่ทำนามีการใช้สารเคมีอย่างต่อเนื่องจนดินเริ่มเสื่อมสภาพ ต่อมาได้รับคำแนะนำจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงปรับเปลี่ยนมาสู่การทำนาที่ลดการใช้สารเคมี พร้อมนำจุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังฟางข้าวของกรมวิชาการเกษตรมาใช้ในแปลงนา

นายมนัส กล่าวว่า การใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังฟางข้าวช่วยลดต้นทุน เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน และลดการใช้ปุ๋ยเคมี รวมถึงสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผลผลิตดีขึ้น โดยพื้นที่นา 1 ไร่ ให้ผลผลิตประมาณ 800–1,000 กิโลกรัม ขณะที่ก่อนนำจุลินทรีย์มาใช้ ให้ผลผลิตเพียง 600–700 กิโลกรัมต่อไร่เท่านั้น พร้อมสะท้อนว่า ในอดีตเกษตรกรจำนวนมากนิยมเผาตอซังเพื่อเตรียมแปลงปลูก เพราะสะดวกและรวดเร็ว แต่กลับก่อให้เกิดควันพิษและฝุ่นละออง PM2.5

จึงขอเชิญชวนเกษตรกรทั่วประเทศร่วมกัน “หยุดเผา เปลี่ยนฟางเป็นปุ๋ย เปลี่ยนตอซังเป็นพลังของผืนดิน” ด้วยการใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังฟางข้าว ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยลดฝุ่น PM2.5 ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิต และสร้างระบบเกษตรกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อันจะนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีของเกษตรกรและอากาศสะอาดเพื่อทุกคนอย่างยั่งยืน

‘Blooming Legacy of Royal Roses’ เรื่องเล่า ‘กุหลาบพระราชทาน’ สู่แรงบันดาลใจของคนรุ่นใหม่

‘Blooming Legacy of Royal Roses’  เรื่องเล่า ‘กุหลาบพระราชทาน’ สู่แรงบันดาลใจของคนรุ่นใหม่

‘Blooming Legacy of Royal Roses’ เรื่องเล่า ‘กุหลาบพระราชทาน’ สู่แรงบันดาลใจของคนรุ่นใหม่

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.30 น.

พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี ประธานกรรมการมูลนิธิโครงการหลวง ร่วมการเสวนาในหัวข้อ “Blooming Legacy of Royal Roses : เรื่องเล่ากุหลาบพระราชทานสู่แรงบันดาลใจของคนรุ่นใหม่” ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ โดยมี ดร.ประภัสสร อารยะกิจเจริญชัย หัวหน้าฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มูลนิธิโครงการหลวง นายอนุวัฒน์ เตชะฤทธิ์ นักวิจัยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และนางยาณี ศรีเพ็ญ วิทยากรปฏิบัติงานด้านบริหารจัดการทั่วไป มูลนิธิโครงการหลวง ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการวิจัย การพัฒนาพันธุ์ และการต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์คุณภาพ

พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี กล่าวว่า โครงการหลวงเกิดขึ้นจากพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อปีพุทธศักราช 2512 เพื่อแก้ไขปัญหาการปลูกฝิ่น การทำไร่เลื่อนลอย และยกระดับคุณภาพชีวิตของราษฎรบนพื้นที่สูง โดยทรงพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อศึกษาวิจัยและส่งเสริมพืชทดแทน จนพัฒนาเป็นต้นแบบการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน ซึ่งไม้ดอกนับเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจสำคัญ เริ่มจากการวิจัยกล้วยไม้ซิมบิเดียม ก่อนขยายผลสู่การพัฒนาไม้ดอกหลากหลายชนิดที่สามารถสร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงแก่เกษตรกร

ปัจจุบัน มูลนิธิโครงการหลวงยังคงน้อมนำแนวพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการ “สืบสาน รักษา และต่อยอด” มาปรับใช้ในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง โดยนำ “พรรณพืชพระราชทาน” จากพระบรมวงศานุวงศ์มาพัฒนาเป็นองค์ความรู้และนวัตกรรม อาทิ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พระราชทานต้นเอเดลไวส์ และเจนเทียน แก่มูลนิธิโครงการหลวง เพื่อนำไปศึกษาวิจัย ขยายพันธุ์พืช ต่อยอดสู่นวัตกรรมและผลิตภัณฑ์คุณภาพ รวมทั้งพรรณพืชพระราชทานจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา จำนวน 18 ชนิด 44 พันธุ์ ซึ่งมูลนิธิโครงการหลวงได้นำมาศึกษาวิจัย อนุรักษ์ ขยายพันธุ์ พร้อมรวบรวมไว้ ณ โรงเรือนสิริวัณณวรี Botanical Garden สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง เพื่อเป็นแหล่งอนุรักษ์พันธุกรรมพืช แหล่งเรียนรู้ และศูนย์ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ก่อนต่อยอดสู่นวัตกรรมและผลิตภัณฑ์คุณภาพที่เพิ่มมูลค่าให้แก่ผลผลิตและสร้างรายได้อย่างยั่งยืนแก่เกษตรกรบนพื้นที่สูง

 ในปีนี้ มูลนิธิโครงการหลวงมีความภาคภูมิใจอย่างยิ่งกับการเปิดตัว “กุหลาบควีนสุทิดา” ผลงานวิจัยและปรับปรุงพันธุ์ที่ใช้เวลากว่า 8 ปี และได้รับพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานนาม เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2569 โดยมีจุดเริ่มต้นจากแรงบันดาลใจของ “กุหลาบควีนสิริกิติ์” ซึ่งมูลนิธิโครงการหลวงยังคงอนุรักษ์และขยายพันธุ์ ควบคู่กับการวิจัยและปรับปรุงพันธุ์กุหลาบมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2547 จนสามารถขึ้นทะเบียนพันธุ์กุหลาบแล้ว 21 พันธุ์

ด้าน ดร.ประภัสสร อารยะกิจเจริญชัย ได้นำเสนอเบื้องหลังการวิจัยและปรับปรุงพันธุ์ “กุหลาบควีนสุทิดา” รวมถึงกระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้จากห้องปฏิบัติการสู่แปลงผลิตของเกษตรกร เพื่อพัฒนาดอกไม้เศรษฐกิจที่มีคุณภาพและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

ขณะที่ นายอนุวัฒน์ เตชะฤทธิ์ ได้นำเสนอการต่อยอดองค์ความรู้ด้านการวิจัยสู่การแปรรูปกุหลาบอินทรีย์เป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม ผ่านงานวิจัยด้านการแปรรูปที่พัฒนาร่วมกับมูลนิธิโครงการหลวง อาทิ คุกกี้กุหลาบ และ Rose Sparkling Soda สะท้อนการเชื่อมโยงองค์ความรู้ตั้งแต่งานวิจัย การผลิต การแปรรูป ไปจนถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ผลผลิตของเกษตรกรและส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพสู่ผู้บริโภค

นอกจากนี้ นางยาณี ศรีเพ็ญ วิทยากรปฏิบัติงานด้านบริหารจัดการทั่วไป นำเสนอเมนูอาหาร เครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากกุหลาบ พร้อมถ่ายทอดแนวคิด Zero Waste โดยนำดอกกุหลาบที่ไม่ได้จำหน่ายเป็นไม้ตัดดอกมาต่อยอดเป็นชา เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์อาหาร และผลิตภัณฑ์แปรรูปอื่น ๆ เพื่อเพิ่มมูลค่า ลดการสูญเสีย และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างคุ้มค่า สะท้อนการต่อยอดงานวิจัยสู่ผลิตภัณฑ์ที่สร้างคุณค่าและขับเคลื่อนเศรษฐกิจบนพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน

ท้ายสุด พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี ได้เชิญชวนประชาชนเยี่ยมชมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ “พรรณพืชพระราชทาน สืบสาน รักษา ต่อยอด จากดอยสู่เมือง” พร้อมชื่นชมความงดงามของพรรณพืชพระราชทาน และเลือกซื้อผลิตผลและผลิตภัณฑ์คุณภาพจากมูลนิธิโครงการหลวงภายในงาน “โครงการหลวง 57” ระหว่าวนี้จนถึงวันที่ 12 สิงหาคม 2569 เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรบนพื้นที่สูง และร่วมสืบสาน รักษา และต่อยอดงานพัฒนาตามพระราชดำริให้ดำรงอยู่และเกิดประโยชน์ต่อสังคมไทย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เราควรถ่ายพยาธิบ่อยแค่ไหน

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เราควรถ่ายพยาธิบ่อยแค่ไหน

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เราควรถ่ายพยาธิบ่อยแค่ไหน

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.27 น.

มีคำถามว่า เราต้องถ่ายพยาธิเป็นประจำหรือไม่ หลายคนสงสัยเรื่องนี้มาก และพบได้บ่อยในสังคมไทย บางคนซื้อยาถ่ายพยาธิมากินเองเป็นประจำ เพราะเชื่อว่าเป็นการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน แต่ความเป็นจริง การติดเชื้อพยาธิไม่ได้เกิดกับทุกคน ดังนั้น การใช้ยาถ่ายพยาธิควรพิจารณาความเสี่ยง และดูชนิดของพยาธิด้วย ไม่ใช่เร่งรีบไปหาซื้อยามากินไปเรื่อยเปื่อย

เพราะฉะนั้น ก่อนกินยาถ่ายพยาธิ เราต้องประเมินความเสี่ยงโดยพิจารณาจากพฤติกรรมการดำเนินชีวิต อาหาร สิ่งแวดล้อม และสุขอนามัย 

ประเด็นแรก ดูความเสี่ยงจากดินและสิ่งแวดล้อม พยาธิบางชนิด เช่น พยาธิปากขอ พยาธิไส้เดือน และพยาธิแส้ม้า ติดต่อผ่านดินที่ปนเปื้อนไข่หรือตัวอ่อนของพยาธิ ผู้มีความเสี่ยงได้แก่ ชาวสวน ชาวไร่ หรือผู้สัมผัสดินเป็นประจำ ผู้เดินเท้าเปล่าบนพื้นดิน ผู้สัมผัสอุจจาระคนหรือสัตว์โดยไม่ป้องกัน ผู้ที่ไม่ล้างมือให้สะอาด แต่ทว่าการสัมผัสดินเป็นครั้งคราว เช่น ปลูกต้นไม้ ดูแลสวนเล็ก ๆ หรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง ไม่ได้หมายความว่าจะติดพยาธิเสมอไป ความเสี่ยงขึ้นกับว่าดินนั้นมีการปนเปื้อนหรือไม่ และมีการป้องกันที่เหมาะสมหรือไม่

อาหารเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดพยาธิ โดยเฉพาะอาหารดิบหรือปรุงไม่สุกเพียงพอ ตัวอย่างเช่น พยาธิใบไม้ตับจากปลาน้ำจืดดิบหรือสุกไม่เพียงพอ พยาธิตัวตืดจากเนื้อสัตว์ที่ไม่ได้ผ่านความร้อนอย่างเหมาะสม ในประเทศไทย อาหารบางชนิด เช่น ปลาร้า ปลาร้า ลาบปลา ก้อยปลา หรือปลาส้ม อาจมีความเสี่ยงแตกต่างกันตามวิธีการเตรียมอาหาร แหล่งวัตถุดิบ และการผ่านความร้อน

หลายครอบครัวมีสุนัขหรือแมวในบ้าน ซึ่งการเลี้ยงสัตว์ไม่ได้หมายความว่าจะติดพยาธิได้ง่ายเสมอไป ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเมื่อ สัตว์เลี้ยงไม่ได้รับการป้องกันหรือถ่ายพยาธิตามคำแนะนำ มีการสัมผัสอุจจาระสัตว์โดยตรง ไม่ล้างมือหลังทำความสะอาดบริเวณที่สัตว์อยู่ มีพฤติกรรมให้สัตว์เลียหน้า หรือรับประทานอาหารร่วมกันโดยไม่รักษาสุขอนามัย การดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยง การเก็บอุจจาระอย่างถูกวิธี และการล้างมือ เป็นมาตรการป้องกันที่สำคัญกว่าการให้คนในบ้านรับประทานยาถ่ายพยาธิเป็นประจำ

การประเมินความเสี่ยงต่อการติดพยาธิ แบ่งอย่างง่ายได้เป็น 3 ระดับ คือ กลุ่มความเสี่ยงต่ำ ได้แก่ ผู้รับประทานอาหารปรุงสุกเป็นหลัก ไม่รับประทานอาหารดิบ ไม่สัมผัสดิน หรืออุจจาระสัตว์เป็นประจำ ถือว่ามีสุขอนามัยดี คนกลุ่มนี้ไม่จำเป็นต้องรับประทานยาถ่ายพยาธิเป็นประจำ

กลุ่มความเสี่ยงปานกลาง เช่น เลี้ยงสัตว์ ทำสวนหรือสัมผัสดินเป็นบางครั้ง รับประทานอาหารพื้นบ้านที่อาจมีความเสี่ยงเป็นครั้งคราว กลุ่มนี้ควรเน้นการป้องกันและประเมินอาการ หากมีข้อสงสัยสามารถปรึกษาเภสัชกรหรือบุคลากรทางการแพทย์ได้

กลุ่มความเสี่ยงสูง เช่น รับประทานอาหารดิบหรือกึ่งดิบเป็นประจำ มีประวัติอยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดของพยาธิบางชนิด มีอาการผิดปกติร่วมกับประวัติเสี่ยง กลุ่มนี้ควรได้รับการประเมินเพิ่มเติม ไม่ควรซื้อยามารับประทานเองโดยไม่ได้ทราบชนิดของพยาธิที่เป็นไปได้

หากคุณมีความกังวลสามารถเริ่มต้นจากปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ใกล้ตัว ได้แก่ เภสัชกรชุมชน ให้ช่วยประเมินเบื้องต้น โดยพิจารณาจากพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ประวัติสัมผัสดินหรือสัตว์ ดูอาการที่เกี่ยวข้อง ดูความเหมาะสมของการใช้ยา โดยเฉพาะเมื่อประชาชนต้องการซื้อยาถ่ายพยาธิ เภสัชกรสามารถช่วยคัดกรองว่าควรใช้ยาเองหรือควรส่งต่อไปพบแพทย์

ส่วนอาการที่อาจติดพยาธิแล้ว และควรไปพบแพทย์ ได้แก่ ปวดท้องเรื้อรัง ท้องเสียหรือการขับถ่ายเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ อ่อนเพลียผิดปกติ พบสิ่งผิดปกติในอุจจาระ มีประวัติกินอาหารเสี่ยงสูง แพทย์อาจพิจารณาการตรวจอุจจาระหาพยาธิ หรือการตรวจเพิ่มเติมตามความเหมาะสม

แม้ว่ายาถ่ายพยาธิบางชนิดสามารถหาซื้อได้ง่าย แต่ไม่ได้หมายความว่าเหมาะสมกับทุกสถานการณ์ ข้อที่ต้องคำนึงคือ
1 ยาถ่ายพยาธิมีความจำเพาะต่อชนิดของพยาธิ ยาที่ใช้รักษาพยาธิลำไส้บางชนิดอาจไม่สามารถรักษาพยาธิชนิดอื่นได้ เช่น พยาธิใบไม้ตับ
2 การรับประทานยาเองอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าแก้ปัญหาแล้ว ทั้งที่อาการบางอย่างอาจเกิดจากโรคอื่น เช่น โรคทางเดินอาหาร โรคตับ หรือภาวะขาดสารอาหาร
3 แม้ยาจะมีประสิทธิภาพและความปลอดภัยเมื่อใช้อย่างถูกต้อง แต่ยังมีข้อควรระวังในบางกลุ่ม เช่น ผู้ที่มีโรคตับ หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่ใช้ยาบางชนิด หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว
โดยสรุป การประเมินความเสี่ยงของตัวเองดีกว่าถ่ายพยาธิไปตามความเชื่อ พยาธิเป็นโรคที่ป้องกันได้ แต่เราไม่ต้องกังวล หรือรับประทานยาถ่ายพยาธิเป็นประจำโดยไม่มีเหตุผล หากมีข้อสงสัยควรปรึกษาเภสัชกร หรือแพทย์เพื่อเลือกแนวทางที่เหมาะสม

รศ. ภญ. ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

กรมการพัฒนาชุมชน จับมือ ไอคอนสยาม เปิดตัวผลงานเล่มที่ 7 ‘THAI TEXTILES TREND BOOK SPRING/SUMMER 2027’

กรมการพัฒนาชุมชน จับมือ ไอคอนสยาม เปิดตัวผลงานเล่มที่ 7  ‘THAI TEXTILES TREND BOOK SPRING/SUMMER 2027’

กรมการพัฒนาชุมชน จับมือ ไอคอนสยาม เปิดตัวผลงานเล่มที่ 7 ‘THAI TEXTILES TREND BOOK SPRING/SUMMER 2027’

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.16 น.

กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ร่วมกับไอคอนสยาม จัดงานเปิดตัว หนังสือพัฒนาองค์ความรู้เพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่สากล ประจำปี 2569 ผลงานเล่มที่ 7 “THAI TEXTILES TREND BOOK SPRING/SUMMER 2027” ภายใต้แนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ซึ่งทรงดำรงตำแหน่งบรรณาธิการบริหาร พร้อมพระนิพนธ์ พร้อมชมนิทรรศการ “THAI TEXTILES TREND BOOK SPRING/SUMMER 2027” ให้ประชาชนผู้สนใจได้เข้าชม ณ สุราลัย ฮอลล์ ชั้น 7 ไอคอนสยาม ระหว่างวันที่ 11-14 สิงหาคม 2569

สำหรับ “THAI TEXTILES TREND BOOK SPRING/SUMMER 2027” ทำหน้าที่ประหนึ่งแผนที่ พาทุกคนเดินหน้าต่อไปในโลกใหม่ ในทศวรรษแห่งการเปลี่ยนผ่านด้านภูมิรัฐศาสตร์ สังคม เศรษฐกิจ และสภาพภูมิอากาศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อทุกมิติของการดำรงชีวิต แม้ความไม่แน่นอนจะสั่นคลอนโลกใบเดิม หากหัวใจของเรายังคง “มองโลกในแง่ดี” (Optimistic) ก็จะมองเห็นว่า ทุกอุปสรรคล้วนบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งการเริ่มต้นใหม่ และเปิดพื้นที่ให้มนุษย์ทุกคนได้ “จินตนาการใหม่” (Reimagine) ถึงอนาคตด้วยตนเอง

 หนังสือเล่มนี้ยังชวนค้นหาว่า “ความสุข” มิได้ถือกำเนิดจากจุดใดจุดหนึ่ง หากค่อยๆ ก่อตัวจากแรงสั่นสะเทือนเล็ก ๆ ที่แทรกซึมอยู่ในวิถีชีวิต ผ่านศิลปะที่ปลุกเร้าจิตวิญญาณ กีฬาในฐานะจังหวะของการมีชีวิต สถาปัตยกรรมที่หล่อหลอมอารมณ์ของพื้นที่ และศาสตร์แห่งการชะลอวัยที่เผยให้เห็นความงามในระดับโมเลกุล ซึ่งทั้งหมดล้วนหลอมรวมเป็นแรงขับสำคัญให้แฟชั่นวิวัฒน์อย่างทรงพลัง

ด้วยเหตุนี้ “THAI TEXTILES TREND BOOK SPRING/SUMMER 2027” จึงชวนทุกคนร่วมจินตนาการใหม่ถึงแฟชั่นในฐานะ “นักการทูตทางวัฒนธรรม” (Cultural Ambassador) ที่นำความงดงามของรากเหง้ามาต่อยอดสู่การออกแบบวิถีชีวิตแห่งอนาคต ผ่านการจินตนาการใหม่ (Reimagining) การตีความใหม่ (Reinterpreting) ต่อวัฒนธรรมดั้งเดิม และการสร้างสรรค์ใหม่ (Reinventing) เพื่อให้แฟชั่นก้าวสู่การเป็นส่วนหนึ่งของระบบวิถีชีวิตที่ยั่งยืน

จากพระราชปณิธาน ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’ สู่คอลเลคชั่นกระเป๋าผ้าไทย S’CRAFT: Craftsmanship 2026

จากพระราชปณิธาน ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’ สู่คอลเลคชั่นกระเป๋าผ้าไทย S’CRAFT: Craftsmanship 2026

จากพระราชปณิธาน ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’ สู่คอลเลคชั่นกระเป๋าผ้าไทย S’CRAFT: Craftsmanship 2026

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.14 น.

S’CRAFT: Craftsmanship 2026 คอลเลคชั่นกระเป๋าผ้าไทยประจำปี ผลงานอันทรงคุณค่าและน่าสะสม กลับมาอีกครั้งในปีนี้พร้อมกระแสชุดไทยและผ้าไหมไทยที่กำลังเป็นที่จับตามองทั่วโลก โดยในเดือนสิงหาคมซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งการรำลึกถึงสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณในด้านการอนุรักษ์ผ้าไทยและงานหัตถศิลป์ แบรนด์ SIRIVANNAVARI โดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา องค์ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ ร่วมกับ ICONCRAFT แห่งไอคอนสยาม พื้นที่แห่งการเชิดชูวัฒนธรรมไทยร่วมสมัย นำเสนอผลงานการสร้างสร้างสรรค์กระเป๋าผ้าไทยสุดพิเศษ ลิมิเต็ด เอดิชั่น 88 ชิ้น โดดเด่นด้วยผืนผ้าทอจากช่างระดับมาสเตอร์และช่างทอรุ่นใหม่ผู้ชนะการประกวดระดับประเทศ และงานปักอันประณีตจากฝีมือของช่างปักแห่งSIRIVANNAVARI Atelier & Academy ผลงานอันทรงคุณค่าแต่ละชิ้นดั่งสายใยที่ถักทอขึ้นเพื่อเล่าขานแรงบันดาลใจจากราชสำนักและสายใยแห่งพระราชปณิธานของสมเด็จพระพันปีหลวง ที่ได้รับการสานต่อพระราชกรณียกิจโดยองค์ดีไซเนอร์ผู้ทรงยกระดับงานฝีมือของช่างไทยในชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศให้มีความร่วมสมัยและเป็นที่ประจักษ์ในระดับสากล

4 ชิ้นงานไอไลท์อันน่าสะสม จากราชสำนักสู่ผลงานหัตถศิลป์ไทยอันล้ำเลิศ

VICHIT RATTANA EXCLUSIVE COLLECTOR’S EDITION ชิ้นงาน One-of-a-kind ซึ่งเป็นไฮไลท์ประจำปีนี้ ประกอบด้วยกระเป๋าทรงสี่เหลี่ยมพร้อมหูจับ (Boxy Bag) พิเศษเพียง 4 ใบที่มีชื่ออันไพเราะว่า ‘VICHIT RATTANA’ ถ่ายทอดความล้ำค่าในทุกองค์ประกอบของชิ้นงานตั้งแต่การคัดสรรผ้าทอจากสองมาสเตอร์ด้านหัตถกรรมผ้าทอมือคืออาจารย์วีรธรรม ตระกูลเงินไทย และอาจารย์มีชัย แต้สุจริยา เพิ่มความพิเศษด้วยการตกแต่งงานเครื่องทองบริเวณหูจับจากฝีมือของช่างทองหลวงที่มีชื่อเสียง คือ อาจารย์ไพโรจน์ สืบสาม และอาจารย์นิพนธ์ ยอดคำปัน ส่วนงานปักซึ่งเป็นอีกหนึ่งความพิเศษนั้น เนรมิตโดยช่างฝีมือจาก SIRIVANNAVARI Atelier & Academy   ผู้ได้แรงบันดาลใจจากฉลองพระองค์อันงดงามสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ปรมาจารย์แห่งช่างทอท่านแรก อาจารย์วีรธรรม ตระกูลเงินไทย ผู้ได้รับการยกย่องให้เป็น ‘ครูศิลป์’ แห่งแผ่นดินและผู้ก่อตั้งกลุ่มทอผ้าไหมยกทอง “จันทร์โสมา” จ.สุรินทร์ ได้เนรมิตผลงานสุดเอ็กซ์คลูซีฟเพียงสองชิ้นซึ่งรังสรรค์จากผ้าทอมือที่ทำขึ้นมาเป็นพิเศษ สะท้อนถึงศาสตร์ชั้นสูงแห่งการทอผ้า ส่วนงานปักอันประณีตโดยทีมช่างแห่ง SIRIVANNAVARI Atelier & Academy ได้แรงบันดาลใจจากฉลองพระองค์ชุดไทยศิวาลัยของสมเด็จพระพันปีหลวง ซึ่งตัดเย็บโดยกูตูริเยร์ชาวฝรั่งเศสผู้มีชื่อเสียงนามปิแอร์ บัลแมง (Pierre Balmain) เป็นชุดที่พระองค์ทรงในงานพระราชทานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำถวายสมเด็จพระนางเจ้าเอลิซาเบธที่ 2 ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทในพระบรมหาราชวัง พ.ศ. 2515

VICHIT RATTANA EXCLUSIVE COLLECTOR’S RUBY EDITION ผลงานสร้างสรรค์จากผ้าทอมือในโทนสีแดงก่ำ ตกแต่งด้วยกระบวนลายโคมดอกในประจำยามที่มีความเด่นชัดของลวดลายผสมผสานกับความละเอียดอ่อนในการทอ สะท้อนระเบียบแบบแผนของศิลปกรรมไทยชั้นสูง พร้อมด้วยลายกรวยเชิงอันเป็นลายจารีตสำคัญของผ้ายกราชสำนัก ชิ้นงานตกแต่งกระเป๋ารังสรรค์โดยครูไพโรจน์ สืบสาม แห่ง Pairot Thai Jewelry ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมตะวันตกของพระที่นั่งบรมพิมาน โดยเฉพาะเส้นสายของหลังคาทรงโค้งที่สะท้อนความอ่อนช้อยและความสง่างาม อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญคือ ลวดลายหงส์ สัญลักษณ์แห่งความสูงศักดิ์ สิริมงคล และความสง่างาม เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงอุทิศพระองค์ในการอนุรักษ์ศิลปะและงานหัตถศิลป์ไทย ส่วนสัญลักษณ์ตัวอักษร “S” หมายถึง องค์ดีไซเนอร์แห่งแบรนด์ SIRIVANNAVARI ส่วนงานปักใช้เทคนิคการปักลูกปัดและคริสตัลผสมดิ้นมันเพื่อทำให้เกิดมิติทั่งทั้งใบ เพิ่มความวิจิตรงดงามด้วยการตกแต่งบริเวณหูจับโดยอาจารย์ไพโรจน์ สืบสาม ผู้เชี่ยวชาญการทำเครื่องประดับไทยโบราณและได้รับการยกย่องให้เป็นครูช่างศิลปหัตถกรรมปี 2562

VICHIT RATTANA EXCLUSIVE COLLECTOR’S NAVY EDITION ชิ้นงานอันทรงคุณค่าจากผืนผ้าในโทนสีน้ำเงินเข้ม ลวดลายหลักของผืนผ้าเป็นกระบวนลายราชวัตรดอกแปดกลีบสลับดอกสี่กลีบ ที่เรียงร้อยอย่างคมชัดและละเอียดอ่อน สื่อถึงระเบียบแบบแผนของศิลปกรรมไทยชั้นสูง พร้อมด้วยลายกรวยเชิง ซึ่งเป็นลายจารีตสำคัญของผ้ายกราชสำนัก ประกอบด้วยลายช่อแทงท้องและกรวยเชิงที่ประดับด้วยแม่ลายลูกขนาบ เรียงชั้นลดหลั่นอย่างสง่างาม แสดงถึงความประณีตและความเชี่ยวชาญขั้นสูงของช่างทอไทย การตกแต่งด้วยทองรังสรรค์ด้วยงานหัตถศิลป์โดยใช้เทคนิคการถักลวดทองแบบดั้งเดิมและกรรมวิธีเฉพาะอันประณีต ประดับด้วยคริสตัลอันสะท้อนถึงความละเอียดลออ ความแม่นยำ และความงดงามของงานช่างฝีมือไทยในทุกขั้นตอนเพื่อให้เกิดลวดลายดอกไม้สี่กลีบอันสื่อถึงทิศทั้งสี่ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งการคุ้มครองและความเป็นสิริมงคล บริเวณตรงกลางประดับด้วยอักษร “S” หมายถึง พระนามย่อขององค์ดีไซเนอร์ สำหรับงานปักใช้เทคนิคการปักลายเป็นจุดเล็กๆ รูปดอกประจำยาม 4 ทิศ โดยได้แรงบันดาลใจจากฉลองพระองค์ชุดไทยศิวาลัยของสมเด็จพระพันปีหลวง เพิ่มความวิจิตรงดงามด้วยการตกแต่งบริเวณหูจับโดยอาจารย์นิพนธ์ ยอดคำปัน ช่างทองหลวงระดับปรมาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญการทำเครื่องทองโบราณขั้นสูงของไทย

อีกหนึ่งมาสเตอร์ด้านการทอผ้าผู้เนรมิตกระเป๋าใบพิเศษในซีรีส์ VICHIT RATTANA EXCLUSIVE COLLECTOR’S EDITION อีก 2 ใบ คือ อาจารย์มีชัย แต้สุจริยา ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ประณีตศิลป์-ทอผ้า) ประจำปี 2564 เป็นอีกหนึ่งบุคคลสำคัญระดับปรมาจารย์แห่งวงการผ้าไทย ผู้สืบทอดภูมิปัญญาแห่ง “บ้านคำปุน” จังหวัดอุบลราชธานี ผู้มีความปรารถนาในการพัฒนาผ้าไทยให้เข้ากับยุคสมัย ผลงานแต่ละชิ้นจึงเป็นดั่งงานศิลปะที่น่าสะสม สำหรับงานปักโดยทีมช่างจาก SIRIVANNAVARI Atelier & Academy อันประณีตนั้นเล่าขานเรื่องราวแห่งราชสำนักผ่านแรงบันดาลใจจากลายขดและลายดอกไม้อันงดงามอ่อนช้อยที่ปรากฏอยู่บนฉลองพระองค์ชุดราตรีของสมเด็จพระพันปีหลวงซึ่งได้รับการเลือกสรรให้ไปจัดแสดงในนิทรรศการ La Mode en Majesté. Royal Thai. Dress From Tradition to Modernity ซึ่งจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑ์ Musée des Arts Décoratifs in Paris

VICHIT RATTANA EXCLUSIVE COLLECTOR’S ONYX EDITION ผลงานในโทนสีดำอันหรูหราจากศิลปะการทอผ้าชั้นสูงโดดเด่นด้วยผ้าลายมัดหมี่เครือเถาที่ดูสะดุดตาจากเทคนิคขิดแทรกเส้นหางกระรอกไหมสีดำและสีเงินที่ถ่ายทอดความอ่อนช้อยของลายเครือเถาที่ดูมีชีวิตชีวา ทำให้ผืนผ้ามีมิติและเกิดประกายเมื่อกระทบกับแสง ชิ้นงานห้อยประดับกระเป๋ารังสรรค์โดยครูไพโรจน์ สืบสาม แห่ง Pairot Thai Jewelry ได้แรงบันดาลใจจากพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทที่ผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างสถาปัตยกรรมตะวันตกกับหลังคาพระราชวังแบบไทยอันเป็นเอกลักษณ์  ส่วนสัญลักษณ์ “S” เปรียบเสมือนศูนย์รวมแห่งการพึ่งพาพระบารมี และเป็นสัญลักษณ์ของการเชื่อมโยงผู้สร้างสรรค์งานหัตถศิลป์ไทยให้ร่วมกันสืบสานคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรม ส่งต่อมรดกแห่งภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่น ส่วนลายปักโดดเด่นด้วยลายขดและดอกไม้ที่ประยุกต์มาจากศิลปะเรอเนสซองส์ที่เข้ากับลายผ้า สำหรับบริเวณหูจับงดงามด้วยงานตกแต่งทองจากฝีมือของอาจารย์ไพโรจน์ สืบสาม

VICHIT RATTANA EXCLUSIVE COLLECTOR’S GREY EDITION กระเป๋ารุ่นพิเศษใบนี้รังสรรค์จากผ้าทอกาบลายดาวซึ่งใช้เทคนิคการสอดประสานเส้นไหมโลหะสีเงินที่ตีเกลียวเข้ากับเส้นไหมไทยสีดำอย่างประณีต ก่อให้เกิดประกายแวววาวอันงดงามและเปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ ผสานกับลวดลาย มัดหมี่กนกนาค อันได้รับการออกแบบอย่างประณีตโดยครูช่างผู้เชี่ยวชาญ นับเป็นผืนผ้าที่ทรงคุณค่าทั้งด้านศิลปะและภูมิปัญญา โดยได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของประเทศไทยในปี พ.ศ. 2557 และได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI: Geographical Indication) ในปี พ.ศ. 2567 ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากชุดไทยพระราชนิยมที่พระพันปีหลวงทรงสวมใส่ได้อย่างงดงาม ถือเป็นการแสดงความระลึกผ่านงานหัตถศิลป์ชั้นสูงได้อย่างน่าประทับใจ และต่อยอดมาสู่ลวดลายปักที่ความกลมกลืนกัน ในขณะที่งานตกแต่งด้วยทองบริเวณหูจับเข้ามาเพิ่มความโดดเด่นและหรูหราให้กับผลงานชิ้นนี้

ร่วมสืบสานงานหัตถศิลป์ไทย S’CRAFT: Craftsmanship 2026 คอลเลคชั่นกระเป๋าผ้าไหมไทยประจำปีโดยแบรนด์ SIRIVANNAVARI และ ICONCRAFT ไอคอนสยาม ที่เล่าขานเรื่องราวอันทรงคุณค่าจากราชสำนักสู่งานฝีมือของช่างไทยอันเปรียบได้กับงานศิลปะอันน่าสะสมและทรงคุณค่าเพียงหนึ่งเดียว

คุณแหน : 10 สิงหาคม 2569

คุณแหน : 10 สิงหาคม 2569

คุณแหน : 10 สิงหาคม 2569

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

๐๐ ยินดีกับ วิรัตน์ รักษ์พันธ์ ที่ได้เป็น ประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาคุณูปการของสถาบันพระมหากษัตริย์ ในคณะกรรมาธิการวิสามัญการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา โดยมี ศุภโชค ศาลากิจ, เอนก วีระพจนานันท์, ผศ.(พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์ เป็นรองประธาน และ พิริยาภรณ์ ธรรมมารักษ์, มาโนช สุขเพิ่ม, วาสนา ทิพย์สุวรรณ, สุพัฒน์ ไชยด้วง, ดร.วัชรวิชญ์ กีรติดุสิตโรจน์ เป็นอนุกรรมาธิการ และ ดร.ทวี จุลศักดิ์ศรีสกุล เป็นอนุกรรมาธิการและเลขานุการ..๐๐

๐๐ เพื่อนๆหลักสูตรผู้นำการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital CEO) รุ่นที่ 7 ร่วมยินดีกับ พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ที่ได้เป็น ว่าที่ ปลัดกระทรวงพาณิชย์คนใหม่..๐๐

๐๐ มิตรสหายชาว BRAIN 2 ร่วมยินดีกับ นุสรา อัสสกุล บัญญัติปิยพจน์ ที่ได้รับแต่งตั้งเป็น นายกสมาคมประกันชีวิตไทย สมัยที่ 4 ประจำปี 2569-2571..๐๐

๐๐ ช่วงนี้ ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ซีอีโอ บมจ.บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ (BAM) เตรียมเข้าร่วมงาน “10th International Public AMCs Forum (IPAF) Summit and Conference 2026” ณ กรุงอัสตานา สาธารณรัฐคาซัคสถาน 12-14 ส.ค. นี้..๐๐

๐๐ ภัทรลดา สง่าแสง เป็นผู้แทน ปตท. รับ 8 รางวัลยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย ประจำปี 2569 (16th Asian Excellence Award) สะท้อนความโดดเด่นด้านการบริหารองค์กรในระดับสากลภายใต้หลักธรรมาภิบาล โปร่งใส และการดำเนินธุรกิจบนหลัก “ความยั่งยืนอย่างสมดุล” ควบคู่กับสร้างคุณค่าให้ชุมชน สังคมและสิ่งแวดล้อม..๐๐

๐๐ ภูกิจ ดิศธรานนท์ ซีอีโอ บมจ. เรียล สมาร์ท รับเชิญเป็นวิทยากรบรรยายในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 เรื่อง “AI เปลี่ยนประเทศ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” จัดโดย สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ..๐๐

๐๐ ดวงแก้ว นพพรพรหม เป็นปลื้มเมื่อหลานชาย อั่งเปา-วรกร นพพรพรหม คว้าเหรียญทองแดง กีฬาฟันดาบเซเบอร์ จากการแข่งขัน Asian Cadet Cup 2026 ที่นครไทเป ซึ่งเป็นการแข่งขันกีฬาระดับเยาวชน ของทวีปเอเชีย..๐๐

๐๐ นคร แนวพันธ์อัศว วันเกิดตอนเช้าไปออกรอบตีกอล์ฟ เย็นกลับมาฉลองกับครอบครัวที่บ้านอย่างอบอุ่น..๐๐

๐๐ ใครอยากเรียนต่อนิวซีแลนด์ อย่าพลาดงานการศึกษาสถานทูตนิวซีแลนด์ประจำปี New Zealand Education Fair 2026 ฉลอง 70 ปี ความสัมพันธ์ไทย–นิวซีแลนด์ จารุวรรณ พงษ์จารุวัฒน์ ฝากชวนน้องๆ นักเรียน นักศึกษา และพ่อแม่ผู้ปกครอง  พบ 70สถาบันการศึกษา พร้อมทุนกว่า 2 ล้านบาทและฟังประกาศ  Manaaki New Zealand Scholarships ทุนรัฐบาลนิวซีแลนด์แบบเต็มจำนวน ทดสอบภาษาอังกฤษฟรี ห้องเรียนจำลองโดยครูนิวซีแลนด์ สมัครในงาน รับทุนตั๋วเครื่องบินไปนิวซีแลนด์ทันที ครบทุกคำตอบเรื่องเรียนต่อที่นิวซีแลนด์ เสาร์ที่ 29 ส.ค. เวลา 11.00–17.00 น. ณ สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์ 2 ชั้น 5 ลงทะเบียนร่วมงานฟรีที่ https://www.learnenglishnewzealand.com/nzeducationfair..๐๐

๐๐ ชาว LSP 3 ร่วมอาลัยและเสียใจกับ มนตรี สุวรรณโพธิ์ศรี ที่สูญเสียคุณแม่บุญธรรม ดาวเรือง สุวรรณโพธิ์ศรี ญาติผู้ใหญ่คนสุดท้ายของครอบครัว..๐๐

๐๐ ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวที่สูญเสียเสาหลัก ประกิต อภิสารธนรักษ์ ประธาน กก.บมจ.ประกิตโฮลดิ้ง รดน้ำศพแล้วเมื่อ 6 ส.ค. อาคารบุญญาวาส วัดธรรมมงคลเถาบุญนนทวิหาร(หลวงพ่อวิริยังค์) ซ.ปุณณวิถี 20 สุขุมวิท 101  โดยจะมีพิธีสวดพระอภิธรรม 10-16 ส.ค.(12 ส.ค.งด)19.00 น. และ 17 ส.ค.พิธีกงเต็กแล้วบรรจุ..๐๐

น้องใหม่ 

พระกรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อ ม.เกษตรฯ ผ่านพระเมตตาต่อสรรพสัตว์และการส่งเสริมสวัสดิภาพสัตว์อย่างยั่งยืน

พระกรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อ ม.เกษตรฯ ผ่านพระเมตตาต่อสรรพสัตว์และการส่งเสริมสวัสดิภาพสัตว์อย่างยั่งยืน

พระกรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อ ม.เกษตรฯ ผ่านพระเมตตาต่อสรรพสัตว์และการส่งเสริมสวัสดิภาพสัตว์อย่างยั่งยืน

วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ถวายงานด้านการดูแลรักษาสุนัขทรงเลี้ยงและสุนัขทรงอนุเคราะห์ ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา นับเป็นพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ และเป็นความไว้วางพระทัยต่อคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้ได้ถวายงานอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง ด้วยองค์ความรู้ทางสัตวแพทย์และความมุ่งมั่นในการดูแลสวัสดิภาพสัตว์อย่างดีที่สุด

พระเมตตาที่ทรงมีต่อสรรพสัตว์ มิได้จำกัดอยู่เพียงการดูแลรักษาสัตว์ที่เจ็บป่วย หากยังทรงให้ความสำคัญกับการมีคุณภาพชีวิตที่ดีของสัตว์เลี้ยง ทั้งด้านสุขภาพ การออกกำลังกาย และความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสัตว์เลี้ยง ซึ่งสะท้อนผ่านพระจริยวัตรที่ทรงปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ และทรงเป็นแบบอย่างด้านการเลี้ยงสัตว์อย่างมีความรับผิดชอบและคำนึงถึงสวัสดิภาพสัตว์อย่างแท้จริง

ภาพแห่งพระเมตตาและพระวิริยะอุตสาหะที่ยังคงประทับอยู่ในความทรงจำของคณาจารย์ บุคลากร และผู้เข้าร่วมงาน คือการที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ เสด็จเข้าร่วมกิจกรรม Run for Wheels วิ่งเพื่อหมาให้ได้วิ่ง ครั้งที่ 2” ซึ่งคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับมูลนิธิศาสตราจารย์ ดร.จักร พิชัยรณรงค์สงคราม จัดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 11 พฤศจิกายน 2561 เพื่อส่งเสริมสวัสดิภาพสัตว์ และเปิดโอกาสให้สุนัขพิการได้มีโอกาสออกกำลังกายและใช้ชีวิตร่วมกับเจ้าของอย่างมีความสุขเช่นเดียวกับสุนัขทั่วไป

การเสด็จเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนั้น มิได้ทรงเป็นเพียงองค์ประธานของงาน หากยังทรงร่วมกิจกรรมเช่นเดียวกับประชาชนผู้เข้าร่วมงาน โดยทรงร่วมวิ่งในระยะ 10 กิโลเมตร และทรงนำสุนัขทรงเลี้ยง ได้แก่ คุณวิลลาส คุณฟ้าคราม คุณเต้าหู้ คุณทะเล และคุณจีน่า เข้าร่วมกิจกรรมด้วย นับเป็นภาพแห่งความประทับใจที่สะท้อนถึงพระเมตตา ความเอาใจใส่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรงให้ความสำคัญต่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดีของสัตว์เลี้ยง ไม่ว่าจะเป็นสุนัขปกติหรือสุนัขพิการ

ภายหลังเสร็จสิ้นการวิ่ง แม้จะทรงใช้พระกำลังในการร่วมกิจกรรมตลอดระยะทาง แต่พระองค์ยังทรงฉายพระรูปร่วมกับสุนัขทรงเลี้ยงทุกสุนัขด้วยพระอิริยาบถอันเปี่ยมด้วยความรักและความเมตตา ภาพดังกล่าวสร้างความประทับใจแก่ผู้พบเห็น และสะท้อนให้เห็นว่าการเลี้ยงสัตว์มิใช่เพียงการจัดหาอาหารหรือที่อยู่อาศัยเท่านั้น หากยังหมายถึงการมอบเวลา ความรัก ความอบอุ่น และการดูแลเอาใจใส่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สัตว์เลี้ยงมีคุณภาพชีวิตที่สมบูรณ์ทั้งทางร่างกายและจิตใจ

ด้วยทรงสนพระทัยการดูแลสุนัขอย่างลึกซึ้ง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ยังทรงศึกษาหลักการดูแลและการฝึกสุนัขตามหลักสากล ทรงให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้าใจธรรมชาติของสัตว์ การใช้ความรัก ความเมตตา และการเสริมสร้างพฤติกรรมที่เหมาะสม มากกว่าการลงโทษ รวมทั้งทรงใส่พระทัยในรายละเอียดของการเลี้ยงดู ตั้งแต่การออกแบบคอกสุนัข การเลือกวัสดุที่เหมาะสม การจัดสภาพแวดล้อมให้ถูกสุขลักษณะ ตลอดจนคำนึงถึงทิศทางลม แสงแดด และความเป็นอยู่ที่เหมาะสมกับสัตว์เลี้ยง

“พระจริยวัตรอันงดงามดังกล่าว สะท้อนถึงพระวิสัยทัศน์ในการส่งเสริมสวัสดิภาพสัตว์อย่างรอบด้าน และเป็นแรงบันดาลใจให้ประชาชนตระหนักถึงคุณค่าของชีวิตสัตว์เลี้ยง การเลี้ยงสัตว์อย่างมีความรับผิดชอบ และการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างคนกับสัตว์ ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่มุ่งพัฒนาองค์ความรู้และสร้างสังคมที่เห็นคุณค่าของสวัสดิภาพสัตว์อย่างยั่งยืน”        

คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ขอน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่ทรงมีต่อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บุคลากร และวิชาชีพสัตวแพทย์ ตลอดจนพระเมตตาที่ทรงมีต่อสรรพสัตว์ ซึ่งจะยังคงเป็นแบบอย่างอันทรงคุณค่า และสถิตอยู่ในความทรงจำของพสกนิกรชาวไทยตราบนานเท่านาน

ข้าพระพุทธเจ้า ขอน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณ สถิตในใจนิรันดร์

น.สพ.นนทษิต ชุติญาณวัฒน์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ตะลอนเที่ยว : สมเด็จพระพันปีหลวง พระแม่มิ่งแผ่นดินไทย

ตะลอนเที่ยว : สมเด็จพระพันปีหลวง พระแม่มิ่งแผ่นดินไทย

ตะลอนเที่ยว : สมเด็จพระพันปีหลวง พระแม่มิ่งแผ่นดินไทย

วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

อีกเพียง 3 วัน ก็จะถึงวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง แต่ในปีนี้นับเป็นปีแรกที่พระองค์ท่านมิได้ทรงอยู่เพื่อร่วมเฉลิมฉลองในวโรกาสสำคัญของแผ่นดิน หลังจากที่ประเทศไทยกำหนดให้วันที่ 12 สิงหาคม เป็นวันแม่แห่งชาติครั้งแรกเมื่อปี 2519 

อันที่จริงประเทศไทยเคยกำหนดให้วันที่ 10 มีนาคม 2486 เป็นวันแม่มาก่อน แต่ต้องยุติไปเพราะผลของสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังจากนั้นเปลี่ยนเป็นวันที่ 15 เมษายน 2493 แต่เมื่อกระทรวงวัฒนธรรมถูกยุบลง ก็จึงยุติการจัดงานวันแม่แห่งชาติ จนกระทั่งมาถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2515 ได้หวนกลับมาจัดงานวันแม่แห่งชาติอีกครั้งโดยสมาคมครูแคทอลิกแห่งประเทศไทย แต่จัดได้เพียงปีเดียว แต่เมื่อถึงช่วงปี 2519 โดยยึดเอาวันที่ 12 สิงหาคม วันเฉลิมพระชนมพรรษาเป็นวันจัดงาน โดยคณะกรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ได้จัดงานวันแม่แห่งชาติขึ้นอีกครั้ง แล้วจัดงานต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน และกำหนดให้ดอกมะลิเป็นดอกไม้ประจำวันแม่แห่งชาติ เหตุผลสำคัญที่ดอกมะลิกลายเป็นสัญลักษณ์วันแม่ เพราะว่ากลิ่นหอมที่ติดตรึงเป็นเวลานานแม้ดอกจะแห้งไปแล้วก็ยังมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ ส่วนสีขาวบริสุทธิ์ เปรียบเสมือนรักแท้ที่ไม่มีเงื่อนไขจากแม่ที่มีให้ลูกตลอดเวลา ซึ่งถือเป็นรักบริสุทธิ์

ในโอกาสวันแม่แห่งชาติประจำปี 2569 คอลัมน์ตะลอนเที่ยวของอัญเชิญพระบรมฉายาสาทิศลักษณ์ และพระบรมฉายาลักษณ์ของพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งเป็นผลงานของศิลปินและจิตรกรผู้โด่งดังของไทยมาเป็นมิ่งขวัญแด่พสกนิกร และเพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระองค์ท่านที่พระราชทานแด่พสกนิกรมายาวนานหลายทศวรรษ 

โดยพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ และพระบรมฉายาลักษณ์ที่อัญเชิญมานี้เป็นผลงานของจักรพันธ์ุ โปษยกฤต ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) พ.ศ. 2543 ปรีชา เถาทอง ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) พ.ศ. 2552 และถาวร โกอุดมวิทย์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ภาพพิมพ์) พ.ศ. 2564 พิษณุ ศุภนิมิตร ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ภาพพิมพ์) พ.ศ. 2565 และงานของญาณวิทย์ กุญแจทอง ทินกร กาษรสุวรรณ อภิชาติ ผลประเสริฐ และสนั่น รัตนะ เป็นต้น 

นอกจากนี้ยังเชิญภาพบรรยากาศการแสดงเรื่อง “พระผู้ให้” ซึ่งเป็นบทพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่จัดแสดง ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เนื่องในโอกาสคล้ายวันสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ครบ 109 ปี ซึ่งการแสดงเรื่อง “พระผู้ให้” จัดขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติ และถวายความอาลัยรักแด่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง  

แม้ในปีนี้ พสกนิกรไทยจะไม่มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงอีกต่อไป เพราะพระองค์ท่านเสด็จสู่สวรรคาลัยแล้ว แต่พสกนิกรไทยยังคงระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระองค์ท่าน ตราบนิจนิรันดร์

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower