ตะลอนเที่ยว : SIAM Sonata บทเพลงแห่งที่บ่งบอกตัวตนของสยามชน

ตะลอนเที่ยว : SIAM Sonata บทเพลงแห่งที่บ่งบอกตัวตนของสยามชน

ตะลอนเที่ยว : SIAM Sonata บทเพลงแห่งที่บ่งบอกตัวตนของสยามชน

วันอาทิตย์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 19.52 น.

คำว่าสยาม หรือ SIAM มีความหมายลึกซึ่งมาก เพราะหมายถึงคนที่เป็นประชาชนพลเมืองของประเทศหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่อยู่ในดินแดนสุวรรณภูมิ ซึ่งต่อมาคือประเทศไทย ฝรั่งมังค่า และคนต่างชาติที่มีภูมิปัญญาจะเข้าใจโดยพลันจากการศึกษาว่า คนไทยในปัจจุบันคือคนสยามในอดีต และดินแดนสยามเป็นเขตแดนที่เต็มไปด้วยศิลปวัฒนธรรม มีขนบประเพณี มีจารีต มีความเป็นมาที่ยาวนานลึกซึ้ง เป็นดินแดนที่สามารถกล่าวได้ว่าเป็นถิ่นที่อยู่ของผู้มีวัฒนธรรม มีความรุ่งเรืองไพบูลย์มายาวนานตั้งแต่โบราณกาล 


เพราะฉะนั้น คำว่าสยามจึงมีความลุ่มลึก ลึกซึ้งอย่างมาก เพราะเป็นทั้งชื่อของชนชาติสยาม และในสมัยโบราณนั้น พระมหากษัตริย์ไทยทรงใช้ชื่อสยามเป็นชื่อของประเทศในการทำสนธิสัญญาใด ๆ กับต่างชาติ เพราะฉะนั้น ใครก็ตามที่เรียนประวัติศาสตร์ของไทยโดยย้อนหลังไปถึงอดีตหลายร้อยปีที่ผ่านมาก็จะเข้าใจได้ดีว่าสยามคืออะไร

 
อันที่จริงในดินแดนที่เป็นประเทศไทยในปัจจุบันหรือเรียกว่าสยามในอดีตนั้น เป็นแหล่งที่อยู่ ที่ทำมาหากินของคนหลายเผ่าพันธ์ุ เพราะดินแดนสยามเป็นเสมือนศูนย์รวมของชนชาติต่าง ๆ ทั้ง ไท ลาว มอญ เขมร ญวน แขก จีน จาม ฝรั่ง มลายู เป็นต้น เพราะฉะนั้น เพื่อให้เกิดความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ผู้ปกครองดินแดนในยุคอดีตจึงใช้คำว่าสยามแทนชนต่าง ๆ ในดินแดนนี้


ส่วน SIAM Sonata หรือบทเพลงแห่งสยามนั้นคือผลงานรังสรรค์ของคีตกวีคนสำคัญคนหนึ่งของไทยหรือสยามในอดีต ที่มีนามว่าณัฐ ยนตรรักษ์ นักเปียโนที่มีรางวัลเกียรติยศมากมายทั้งของไทยและเทศเป็นเครื่องรับรองฝีมือ ซึ่งศิลปินผู้นี้มักบอกเสมอ ๆ ว่า ตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด เพื่อฝากฝีมือไว้ในคนรุ่นหลังในไทยและต่างชาติที่ได้เสพได้รับรู้ว่างานที่ตั้งใจทำนั้นเป็นงานที่ทำจากใจ ทำเพื่อบอกถึงความลุ่มลึกของแอ่งอารยธรรมที่ชื่อสยาม ส่วนรางวัลใด ๆ ที่ได้รับนั้น ก็เป็นสิ่งที่ช่วยเตือนใจว่า มีผู้คนมากมายเห็นคุณค่าของงาน เขาจึงให้รางวัลเพื่อแสดงความชื่นชมและขอบคุณ 


มีคำถามว่า SIAM Sonata คืออะไร ตอบได้ชัด ๆ และตรงประเด็นว่า คือบทเพลงแห่งชนชาติสยาม เป็นบทเพลงที่บ่งบอกถึงความเป็นคนสยาม และบอกเล่าถึงศิลปะแห่งสยาม เพราะจริง ๆ แล้วเสียงเพลงบอกเล่าถึงคนชาวสยามในทุกภูมิภาคของดินแดนแห่งนี้ ดินแดนที่มีความเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ตั้งแต่เหนือ อีสาน กลาง และใต้ ความต่างกันของแต่ละท้องถิ่นคือเสน่ห์ของความเป็นชนชาติสยาม และเป็นสิ่งที่ต่างชาติสามารถสัมผัสได้อย่างง่ายดาย ดังนั้น ใครก็ตามเมื่อมาเยือนแดนดินถิ่นสยาม แล้วไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ก็จะซึมซับได้ทันทีว่าสยามคืออะไร มีองค์ประกอบของงานศิลปะอะไรบ้าง มีทั้งความเป็นอยู่ อาหารการกิน ศิลปวัฒนธรรม ขนมธรรมเนียม ประเพณี ความเชื่อ และค่านิยม 


เสียงเพลงแห่งสยามคือเครื่องยืนยันว่าสยามเป็นอู่อารยธรรมที่สำคัญของมนุษยชาติในเขตอุษาคเนย์ หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การแสดง SIAM Sonata ได้ดำเนินมาแล้วกว่า 20 ปี ไปเผยโฉมให้นานาชาติเห็นมาแล้วกว่า 16 ประเทศ แสดงมากแล้วกว่า 100 รอบ และได้รับเสียงชื่นชมมาแล้วจากผู้ได้สัมผัสงานคีตศิลป์ชิ้นนี้ 

มาบัดนี้ SIAM Sonata จะไปอวดสายตาชาวโลกอีกครั้งที่ดินแดนยุโรป โดยจะไปแสดง ณ กรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี และไปแสดงที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย รวมถึงที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยจะเริ่มการแสดงก่อนในประเทศไทยที่ศาลสุทธิสิริโสภา วันที่ 21 กันยายน แล้วไปเปิดการแสดงที่กรุงบูดาเปสต์ วันที่ 25 กันยายน และไปที่กรุงเวียนนา วันที่ 30 กันยายน และปิดการแสดงรอบสุดท้ายที่กรุงปารีส วันที่ 3 ตุลาคม 


SIAM Sonata จะนำเสนอทั้งเสียงเพลงของชนชาติสยามในภูมิภาคต่าง ๆ พร้อมกับการแสดงให้เห็นชัดถึงการร่ายรำ การแต่งกาย และท่วงท่าของศิลปินของชนชาวสยามในทุกภูมิภาคตั้งแต่เหนือจรดใต้ ตะวันออกจรดตะวันตก และเขตภาคกลางของเมืองสยาม แล้วยังนำเสนอความก้าวหน้าของชนชาติสยามผ่านรูปลักษณ์การกิน การอยู่ การใช้ชีวิต และเทคโนโลยีที่ทันสมัยแบบสยามที่นานาชาติให้การยอมรับ 


SIAM Sonata คือความภาคภูมิใจของชนชาวสยาม เป็นความตั้งใจประกาศให้นานาชาติรับรู้ว่าสยามคือดินแดนแห่งอารยะโดยแท้ ดังนั้นหากใครก็ตามได้สัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งสยามแล้ว รับรองว่าเขาเหล่านั้นจะไม่มีวันลืมเอกลักษณ์ และความเป็นสยามได้เป็นอันขาด 


หมายเหตุ
สยามเป็นชื่อทางการของประเทศไทย โดยใช้ชื่อสยามมาตั้งแต่รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นต้นมา ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็นไทย โดยเริ่มบังคับใช้ในทางพฤตินัยตามประกาศรัฐนิยมตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2482 และมีผลในทางนิตินัยอย่างสมบูรณ์หลังบังคับใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับแก้ไขเพิ่มเติมว่าด้วยนามประเทศ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ปีเดียวกัน

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

เชื่อม ‘คน’..กับสายน้ำ ‘ปลาตากแห้งลุ่มน้ำสงคราม’ ‘ภูมิปัญญา – วิถีชีวิต’ เส้นเลือดหล่อเลี้ยงชุมชน

เชื่อม ‘คน’..กับสายน้ำ ‘ปลาตากแห้งลุ่มน้ำสงคราม’ ‘ภูมิปัญญา – วิถีชีวิต’ เส้นเลือดหล่อเลี้ยงชุมชน

เชื่อม ‘คน’..กับสายน้ำ ‘ปลาตากแห้งลุ่มน้ำสงคราม’ ‘ภูมิปัญญา – วิถีชีวิต’ เส้นเลือดหล่อเลี้ยงชุมชน

วันอาทิตย์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“ลำน้ำสงคราม” ที่ทอดยาวไหลผ่าน อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม พื้นที่ชุ่มน้ำแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เส้นเลือดหล่อเลี้ยงชุมชน หากยังเป็น “แรมซาร์ไซต์” พื้นที่ชุ่มน้ำโลกที่ 15 ของประเทศไทย ที่อุดมด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งสัตว์น้ำ พืชพรรณ และระบบนิเวศที่เกื้อหนุนผู้คนมาหลายชั่วอายุคน

“เสียงเรือหางยาวแล่นแหวกผิวน้ำ ปลายแหถูกฟาดลงกลางลำน้ำคือภาพที่คุ้นตา” วิถีชาวประมงพื้นบ้านยังคงดำเนินควบคู่ไปกับทำนา อาชีพหลักของคนส่วนใหญ่ที่นี่ ในบางชุมชนอย่างปากยาม ท่าบ่อ และยางงอย “การหาปลา” คือหัวใจของการยังชีพ และจากปลาสดในยามเช้า สู่ “ปลาตากแห้ง” ที่แขวนอยู่บนราวไม้ไผ่ในยามบ่าย คือตัวอย่างของภูมิปัญญาที่แปรวิถีชีวิตให้เป็นเศรษฐกิจ

ผศ.ดร.นุชรัตน์ มังคละคีรี หัวหน้าโครงการวิจัย “การยกระดับห่วงโซ่คุณค่าของห่วงโซ่อุปทานปลาตากแห้งน้ำสงครามตอนล่าง” ภายใต้การสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองส่งเสริม ววน.) และ บพท. เล่าว่า งานวิจัยนี้ไม่ได้ทำเพื่อตัวเลขในรายงาน แต่คือการ “ลงไปคุยกับชาวบ้าน” เพื่อแก้ปัญหาที่แท้จริง

“สิ่งที่เราเห็นคือ ปลาสดที่ควรเป็นวัตถุดิบกลับไหลออกไปสู่พ่อค้าคนกลาง รายได้ของชุมชนหายไป เราเลยคุยกับ 5 พื้นที่ ได้แก่ ปากยาม สามผง ท่าบ่อ ยางงอย และศรีเวินชัย เพื่อจัดตั้งตลาดปลาสดของตัวเอง ให้ปลาที่จับได้หมุนเวียนสร้างรายได้ในพื้นที่ และนำมาแปรรูปต่อยอดเป็นปลาตากแห้ง”

ผลคือ เกิดกลไกรวบรวมผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการในแต่ละชุมชน พร้อมหาช่องทางตลาดทั้งออฟไลน์และออนไลน์ โดยยังคงย้ำหลักการสำคัญว่า “ปลาที่ขายต้องมาจากน้ำสงครามเท่านั้น” เพราะเอกลักษณ์ของปลาที่นี่ คือ รสชาติไม่คาว ไร้กลิ่นโคลน

ทว่า งานวิจัยนี้ไม่เพียงแต่สร้างตลาด หากยังวางรากฐานของการอนุรักษ์ไว้ด้วย ทุกครั้งที่มีการขายสินค้า จะหักรายได้ 1% คืนกลับไปเป็นกองทุนอนุรักษ์พันธุ์ปลาเพื่อไม่ให้การจับปลาเกินขีดสมดุล

การสำรวจพันธุ์ปลาครั้งล่าสุดยังสะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลง ในปี 2540 เคยมีการบันทึกไว้ถึง 148 ชนิด แต่การสำรวจในปีล่าสุด พบเพียง 98 ชนิด แม้จำนวนจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย แต่ก็เป็นสัญญาณเตือนที่ชุมชนไม่อาจเพิกเฉย

เรื่องเล่าจาก “แม่แบม-แม่บึ้ม”

บ้านไม้เรียบง่ายในยางงอย กลายเป็นโรงงานแปรรูปขนาดย่อมของครอบครัว “แม่แบม-แม่บึ้ม” กลิ่นหอมของเกลือสินเธาว์เก่าแก่จากบึงกาฬผสมกับกลิ่นปลาสดที่เพิ่งถูกชำแหละลอยคลุ้ง

“เราล้างปลา 2-3 รอบ หมักกับเกลือคุณภาพที่ต้องต้มนานกว่า 12 ชั่วโมง แล้วพักไว้หนึ่งคืน ก่อนนำไปตากแดดสองวันเต็ม”

แม่แบม เล่าอย่างภาคภูมิใจ ปลาที่ได้เนื้อออกสีทองอ่อน มีกลิ่นหอม ไม่คาว และไม่ใส่ผงชูรส คือรสแท้จากธรรมชาติที่ถ่ายทอดต่อกันมา

ความพยายามของชุมชนและนักวิจัยไม่ได้หยุดอยู่เพียงในหมู่บ้าน ผลิตภัณฑ์ปลาตากแห้งน้ำสงครามยังได้ไปจัดแสดงในงาน Food & Hospitality Thailand (FHT) ปี 2567 ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ทำให้เรื่องเล่าของสายน้ำเล็กๆ แห่งนี้ก้าวไปสู่เวทีสากล

ปลาตากแห้งจากลุ่มน้ำสงครามไม่ใช่แค่สินค้า หากแต่เป็นตัวแทนของความพยายามรักษาสมดุลระหว่าง “การยังชีพ” กับ “การอนุรักษ์” ทุกเกล็ดปลา ทุกแดดที่ตาก คือตัวตนของชุมชนที่ผูกพันกับแม่น้ำสายนี้มาเนิ่นนาน และกำลังหาทางให้มันดำรงอยู่ต่อไปได้อย่างยั่งยืน

สิ่งที่น่าทึ่ง คือ จากปลาตากแห้งที่ชาวบ้านทำกันมานาน ขณะนี้ถูกต่อยอดด้วยงานวิจัย จนเกิดเป็นเมนูอาหารที่ไม่แพ้ครัวระดับไฟน์ไดนิ่ง “ปลาแห้งผลไม้รวม จากปลาปีกไก่” เนื้อปลาแห้งเค็มน้อย คลุกเคล้ากับผลไม้รสหวานอมเปรี้ยว กลายเป็นเมนูเรียกน้ำย่อยที่สร้างรสสัมผัสแปลกใหม่ หรือ “ข้าวผัดพริกแกงปลารากกล้วย” ปลารากกล้วยตากแห้งถูกฉีกเป็นเส้น คลุกเคล้ากับข้าวร้อนๆและเครื่องแกงพื้นบ้าน กลิ่นหอมพริกแกงกับเนื้อปลากรุบหนึบ กลายเป็นจานที่คนเมืองต้องเหลียวมอง

เมนูเหล่านี้สะท้อนว่า “วิถีบ้านนา” ก็สามารถยกระดับสู่ “ครัวโลก” ได้ หากได้รับการต่อยอดอย่างเหมาะสม

ทั้งนี้ ปลาตากแห้งลุ่มน้ำสงครามจึงไม่ใช่เพียงอาหาร แต่เป็นเรื่องราวของคนที่หวงแหนสายน้ำ เป็นรสชาติของการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างธรรมชาติและการยังชีพ ทุกชิ้นปลาที่แห้งกรอบบนราวไม้ไผ่ ไม่เพียงแต่หอมแดด หอมเกลือ หากยังหอมความทรงจำของบ้านเกิด และเป็นสัญลักษณ์ว่าลุ่มน้ำสงครามจะยังคงหล่อเลี้ยงผู้คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าต่อไป

เรื่องราวของ “ปลาตากแห้งลุ่มน้ำสงคราม” ไม่ได้สะท้อนเพียงภาพของอาหารพื้นบ้าน แต่คือกระจกที่สะท้อนให้เห็น ความผูกพันระหว่างคนกับสายน้ำ และการพัฒนาที่ก้าวไปพร้อมกับการรักษาภูมิปัญญาเดิมเอาไว้ จากอดีตที่ปลาสดจำนวนมากไหลออกสู่พ่อค้าคนกลาง วันนี้งานวิจัยเข้ามาสร้างระบบตลาดใหม่ ทำให้รายได้หมุนเวียนกลับมาสู่ครอบครัวชาวประมงโดยตรง เกิดการจัดการร่วมกันระหว่าง 5 พื้นที่ พร้อมทั้งมีการคืนกำไรบางส่วนไปยัง “กองทุนอนุรักษ์พันธุ์ปลา” เพื่อรักษาสมดุลของธรรมชาติ เหนือสิ่งอื่นใด การกลับมาของคนรุ่นใหม่อีกหลายคน คือสัญญาณว่า บ้านเกิดยังมีคุณค่า และสามารถเป็นแหล่งทำมาหากินที่มั่นคงได้ ความรู้สมัยใหม่และภูมิปัญญาเก่าจึงถักทอเป็นพลังใหม่ของชุมชน

จากราวไม้ไผ่หน้าบ้าน สู่เวทีแสดงสินค้าในกรุงเทพฯ และต่อยอดเป็นเมนู fine dining ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจแก่ผู้บริโภค ปลาตากแห้งแห่งลุ่มน้ำสงครามกำลังพิสูจน์ว่า หากชุมชนเชื่อมั่นในทุนวัฒนธรรมและทรัพยากรของตนเอง สิ่งเล็กๆก็สามารถเติบใหญ่และก้าวไปไกลในระดับโลกได้

“รสชาติปลาตากแห้ง” ไม่ได้หอมเพียงแดดและเกลือ แต่หอมหวานด้วยความหวังของชุมชนที่เลือกจะเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกับสายน้ำสงคราม

สศส. จับมือ จ.เพชรบุรี เปิดเวที ‘ประกวดรสเพ็ดรีประจำบ้าน’ สืบสานต่อยอดวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่นเมืองเพชรฯ ส่งต่อสู่คนรุ่นใหม่

สศส. จับมือ จ.เพชรบุรี เปิดเวที ‘ประกวดรสเพ็ดรีประจำบ้าน’ สืบสานต่อยอดวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่นเมืองเพชรฯ ส่งต่อสู่คนรุ่นใหม่

สศส. จับมือ จ.เพชรบุรี เปิดเวที ‘ประกวดรสเพ็ดรีประจำบ้าน’ สืบสานต่อยอดวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่นเมืองเพชรฯ ส่งต่อสู่คนรุ่นใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ สศส. ภายใต้โครงการส่งเสริมเมืองสร้างสรรค์องค์การยูเนสโกในประเทศ ไทย (UNESCO Creative Cities Network: UCCN) ร่วมกับ สำนักงานจังหวัดเพชรบุรี เปิดเวทีกิจกรรม “การประกวดรสเพ็ดรีประจำบ้าน (Cooking and Storytelling Competition)” ภายใต้ แนวคิด “รสเพ็ดรี มีดีไม่เหมือนใคร” เพื่อตอกย้ำบทบาทเพชรบุรีในฐานะเมืองสร้าง สรรค์ด้านอาหาร (City of Gastronomy) ของประเทศไทย มุ่งเน้นการส่งเสริมการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านวัฒนธรรมอาหารจากรุ่นสู่รุ่น

กิจกรรมนี้มีการจับคู่ “แม่ครัวหัวเตา” กับ “นักเล่าเรื่องรุ่นเยาว์” ถ่ายทอดสูตรอาหารประจำบ้านผ่านการปรุงและการเล่าเรื่องในรูปแบบร่วมสมัย เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้จากรุ่นสู่รุ่นขณะเดียวกันยังเป็นเวทีสร้างคุณค่าเพิ่มแก่ชุมชนและต่อยอดสู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ณ สวนตาลลุงถนอม อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี

พุฒศรี สามี ผู้อำนวยการสำนักบริหารและพัฒนาองค์กร สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวว่า “กิจกรรมการประกวดฯ ไม่ใช่เพียงเวทีแข่งขันทำอาหาร แต่คือการถ่ายทอดมรดกภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตและรากเหง้าของชุมชนในเพชรบุรี เราเชื่อว่าอาหารคือจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ยั่งยืน ซึ่ง สศส.ได้กำหนดแนวทางการพัฒนาเมืองสร้างสรรค์เพชรบุรีผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ ชวนสำรวจ รีวิวตัวเอง ,รู้จักเรื่องราว รู้ลึกถึงรากและต่อยอดผ่านประสบการณ์ใหม่ สู่ตลาดใหม่เพื่อให้วัฒนธรรมอาหารเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืนการจับคู่ แม่ครัวหัวเตากับนักเล่าเรื่องรุ่นเยาว์ จึงเป็นสัญลักษณ์ของการสานต่อพลังระหว่างรุ่น ถ่ายทอดคุณค่าและความคิดสร้างสรรค์ให้อาหารพื้นถิ่นเข้าถึงผู้คนในยุคปัจจุบันมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญ กิจกรรมนี้ยังเป็นแรงขับเคลื่อนการสื่อสารอัตลักษณ์เมืองผ่านอาหาร เสริมบทบาทของเพชรบุรีในฐานะเมืองสร้างสรรค์ด้านอาหารให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล”

ด้าน วันเพ็ญ มังศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี รักษาการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี ประธานในพิธีเปิดงาน กล่าวว่า “เพชรบุรีได้รับการคัดเลือกจากองค์การยูเนสโกตั้งแต่ปี 2564 ให้เป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านอาหาร จากรากฐานวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง ทั้งวัตถุดิบพื้นถิ่น อาทิ น้ำ ตาลโตนด มะนาวแป้น และเกลือสมุทร ผสานภูมิปัญญาการปรุงอาหารที่สืบทอดกันมา ก่อเกิดเป็น “รสเพ็ดรี” ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร สำรับอาหารและเรื่องเล่าของแต่ละบ้าน ไม่ใช่เพียงวัตถุดิบและรสชาติ แต่เป็นพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์และภูมิปัญญาที่สืบทอดต่อกันมา กิจกรรมนี้ไม่เพียงแต่รักษาเอกลักษณ์ของเพชรบุรี แต่ยังช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ชุมชนและเยาวชนได้แสดงศักยภาพและต่อยอดสู่ระดับนานาชาติ การประกวดฯจึงเป็นมากกว่าการแข่งขัน แต่เป็นพื้นที่เรียนรู้ สร้างแรงบันดาลใจและกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ พร้อมยกระดับเพชรบุรีให้ก้าวสู่การเป็นเมืองสร้างสรรค์ที่เข้มแข็งและยั่งยืน”

การประกวดรสเพ็ดรีประจำบ้าน ไม่ได้เป็นเพียงเวทีโชว์ฝีมือการทำอาหารเท่านั้น แต่คือการนำภูมิปัญญาของแต่ละชุมชนมาตีความใหม่ในรูปแบบร่วมสมัย โดยมีทีมแม่ครัวและนักเล่าเรื่องรุ่นใหม่ 3 ทีมที่สะท้อนรากเหง้าความหลากหลายของเพชรบุรีอย่างน่าสนใจ ได้แก่ สำรับกะเหรี่ยงโปว์ โดย แม่ครัวป้าแหวน x แม่ครัวซูซี่ นำเสนอเมนู เชอเง๊กะทิ ข้าวห่อกะเหรี่ง แกงข้าวคั่ว และซูชิข้าวกะเหรี่ยง ซึ่งสะท้อนวิถีชุมชนกะ เหรี่ยงที่ควรค่าต่อการอนุรักษ์ไว้ และต่อยอดผสมผสานอาหารรูปแบบใหม่ได้อย่างลงตัว สำรับลาวโซ่ง โดย แม่ครัวป้าติ๋ม x แม่ครัวพลอย นำเสนอเมนู แกงหน่อส้ม แจ่วด้าน ผักจิ้ม ปลาแดดเดียวและหมูลอย ถ่ายทอดรสชาติจัดจ้านถูกปากทุกเมนู สำรับแม่ครัววัดใหญ่สุวรรณาราม โดย แม่ครัวป้าเตี้ย x แม่ครัวนัท นำเสนอเมนู แกงหัวกะโหนด และยำใหญ่แบบเพชรบุรี รังสรรค์อาหารอย่างละเมียดละไม สืบทอดเมนูพื้นถิ่นแบบเพชรบุรี

ภายในงานมีกิจกรรมที่หลากหลาย ตั้งแต่การปรุงสำรับประจำบ้าน การชิมวัตถุดิบเพ็ดรี นิทรรศการอาหารไปจนถึงการเสวนา “รสเพ็ดรี สำรับนี้มีดีอยากเล่า” ก่อนจะปิดท้ายด้วยการประกาศผลและมอบรางวัลอย่างอบอุ่นซึ่งแต่ละทีมได้รับรางวัลที่สะท้อนเอกลักษณ์ของตนเอง ดังนี้ ราง วัล “สำรับชวนว้าว” รางวัลความคิดสร้างสรรค์ ตกเป็นของ ทีมแม่ครัวกะเหรี่ยง ถ่ายทอดภูมิปัญญาป่าพื้นถิ่นอย่างมีเสน่ห์

“เมนูเหล่านี้สื่อถึงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษตามวิถีชีวิตของชาวกะเหรี่ยง  เราได้นำข้าวกะเหรี่ยงมาต่อยอดกับคนรุ่นใหม่ออกมาเป็นเมนูซูชิ ส่งต่ออาชีพให้รุ่นลูกหลานในอนาคต ขอบคุณที่ให้โอกาสกลุ่มกะเหรี่ยงได้เข้ามามีส่วนร่วมและบอกเล่าเรื่องราวอาหารของชาวกะเหรี่ยง สามารถแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมอาหารและเป็นการบอกต่อให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปดูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง ซึ่งใน 1 ปีจะมีประเพณีของชาวกะเหรี่ยง 3 ประเพณีด้วยกัน แต่ละประเพณีจะมีอาหารแต่ละประเภทไม่ซ้ำกัน ขึ้นอยู่กับวัตถุดิบในแต่ละช่วง อยากให้ทุกคนได้มาสัมผัสวิถีชุมชนของเราอย่างแท้จริง” ทีมแม่ครัวกล่าว

รางวัล “สำรับชวนฟัง” รางวัลการเล่าเรื่องน่าฟัง มอบให้กับ ทีมแม่ครัวชุมชนวัดใหญ่สุวรรณาราม ที่ใช้การเล่าเรื่องเชื่อมโยงอาหารกับประวัติศาสตร์วัดและวิถีชีวิตอย่างน่าประทับใจ

“แกงหัวกะโหนดเป็นอาหารพื้นเมืองของจังหวัดเพชรบุรี วัตถุดิบมาจากผลผลิตของชาวบ้านทุกอย่าง ปกติเราเป็นแม่ครัวอยู่ที่วัดใหญ่สุวรรณา ราม ใครอยากชิมรสชาติอาหารพื้นเมืองเพชรบุรีสามารถมาหาแม่ครัวได้ที่วัดได้ และทางทีมแม่ครัวฯ ก็รู้สึกมีความภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการจัดงานครั้งนี้”

รางวัล “สำรับชวนหิว” รางวัลรสชาติอาหารอร่อย ยกให้ ทีมแม่ครัวลาวโซ่ง ที่จัดสำรับหลากหลายและรสชาติจัดจ้านจนทำให้ผู้เข้าร่วมงานอยากลิ้มลองทันที

“เราอยากให้ผู้คนได้รู้จักชุมชนของเราผ่านเมนูเหล่านี้ ซึ่งเราสามารถหาวัตถุดิบได้เองจากท้องถิ่นของเรา เป็นอาหารพื้นบ้านที่ถ่ายทอดวิถีชีวิตชุมชนได้ดี มีความภูมิใจเป็นอย่างมากที่ได้มีส่วนร่วมในการประกวดครั้งนี้และได้รับรางวัลนี้”

การประกวด “รสเพ็ดรีประจำบ้าน” ครั้งนี้ ทำให้ทุกคนได้เห็นว่า “รสเพ็ดรี” คือรสชาติที่สะท้อนความหลากหลายของเพชรบุรี ไม่ว่าจะเข้มข้นแบบกะเหรี่ยง จัดจ้านแบบลาวโซ่ง หรือประณีตละเมียดละไมแบบตำรับวัดใหญ่สุวรรณาราม ล้วนเป็นพลังแห่งภูมิปัญญาที่ควรค่าแก่การสืบ สานและต่อยอดสู่ระดับนานาชาติ

พุฒศรี สามี ผู้อำนวยการสำนักบริหารและพัฒนาองค์กร สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์

พุฒศรี สามี ผู้อำนวยการสำนักบริหารและพัฒนาองค์กร สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์

วันเพ็ญ มังศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี

วันเพ็ญ มังศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี

ทีมกะเหรี่ยงโปว์

ทีมกะเหรี่ยงโปว์

ทีมลาวโซ่ง

ทีมลาวโซ่ง

ทีมแม่ครัววัดใหญ่สุวรรณาราม

ทีมแม่ครัววัดใหญ่สุวรรณาราม

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

วันอาทิตย์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผลพวง ‘ไต้ฝุ่นคาจิกิ’ น้ำท่วม-ดินถล่มในเวียดนาม

ประมวลภาพความเสียหายในหลายพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากฝนตกหนัก ลมแรง ดินถล่ม และน้ำท่วม ซึ่งมีต้นตอจากพายุไต้ฝุ่นคาจิกิ (Kajiki) พายุลูกที่ 5 ในปีนี้ของเวียดนาม โดยพายุไต้ฝุ่นคาจิกิเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งเวียดนามเมื่อต้นสัปดาห์ ทำให้หลายจังหวัดทางตอนเหนือและตอนกลางของเวียดนามเผชิญฝนตกหนักและลมแรง

ทั้งนี้ ยอดผู้เสียชีวิตจากพายุไต้ฝุ่นคาจิกิและน้ำท่วมที่เกิดขึ้นตามมาในเวียดนามเพิ่มขึ้นเป็น 7 ราย ขณะเดียวกันมีผู้สูญหาย 1 ราย และผู้บาดเจ็บอีก 34 ราย

ขอบคุณภาพ จากสำนักข่าวซินหัว

แหวกฟ้าหาฝัน : เกาะสีขาวแห่งกรีซ

แหวกฟ้าหาฝัน : เกาะสีขาวแห่งกรีซ

แหวกฟ้าหาฝัน : เกาะสีขาวแห่งกรีซ

วันอาทิตย์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนกรีซส่วนใหญ่ร้อยละร้อยต้องอยากไปเที่ยวเกาะ แต่การเที่ยวแค่เกาะรอบ ๆ เอเธนส์ก็ยังคงรู้สึกเหมือนมาไม่ถึงกรีซด้วยซ้ำ งั้นแล้วนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไปที่เกาะไหน เกาะที่น่าสนใจที่สุดเกาะหนึ่งที่ใช้เวลาเดินทางโดยเรือไม่นานมากนักของกรีซก็คือ Mykonos เกาะที่เป็นส่วนหนึ่งของหมู่เกาะ Cyclades ในทะเลเอเจียน เกาะที่มีชื่อเล่นว่าเกาะแห่งลมนี้มีทฤษฎีชื่อของเกาะอยู่ 2 ข้อ ทฤษฎีแรกมาจากคำว่า Mykon ซึ่งแปลว่ากองหิน อีกทฤษฎีหนึ่งมาจากชื่อของวีรบุรุษ Mykonos บุตรของ Anius เกาะที่ถูกกล่าวถึงครั้งแรกโดย Herodotus นักปรัชญาชาวกรีกตั้งแต่ 400 กว่าปีก่อนคริสต์ศักราชนี้มีความสำคัญในการเป็นสถานที่ส่งสินค้าและจุดแวะพักมาแต่โบราณ อย่างไรก็ดี เกาะนี้กลับยังมีความยากจนและมีการเพาะปลูกต่ำจึงทำให้มีประชากรไม่มากนัก

Mykonos ตกอยู่ภายใต้การครอบครองของหลายชาตินับจากจักรวรรดิโรมัน ไบเซนไทน์ คาทาลัน จนถึงเวเนเซีย จวบจนถึงยุคออตโตมัน เกาะนี้จึงได้รับอิสระในการปกครองตัวเอง สิ้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 เกาะนี้กลายเป็นศูนย์กลางของการค้าจึงดึงดูดคนมากมายเข้ามา รวมทั้งโจรสลัดด้วย เมื่อเกิดการปฏิวัติกรีกต่อจักรวรรดิออตโตมันในปี 1821 เกาะแห่งนี้ก็มีบทบาทสำคัญโดยเป็นผู้นำเสนอแนวคิด Enlightenment ที่ให้คหบดีสละทรัพย์เพื่อชาติ เมื่อกรีซประกาศอิสรภาพในปี 1830 ชาวเมืองจึงได้ตั้งอนุสาวรีย์ Manto Mavrogenous วีรบุรุษของเขาไว้ที่กลางเมือง เกาะได้รับการพัฒนาเรื่อยมาจนถึงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งที่ผู้คนเริ่มละทิ้งเกาะและเดินทางไปอยู่ที่เอเธนส์และสหรัฐฯ ทศวรรษที่ 1960 เกาะแห่งนี้กลับรุ่งเรืองขึ้นอีกครั้งจากการที่กลายเป็นสวรรค์ของนักท่องเที่ยว Jet set ชาวอเมริกัน และชาวเกย์ อย่างไรก็ดีนับจากทศวรรษที่ 2000 Mykonos กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเป้าหมายของคนทุกชนชั้นโดยเฉพาะคหบดี ทั้งนี้เพราะความสวยงามและความมีเสน่ห์ของเกาะจนทำให้กลายเป็นหนึ่งในเกาะที่มีค่าครองชีพสูงที่สุดในกรีซไปแล้ว

การเดินทางไป Mykonos จากเอเธนส์มีได้ทั้งทางเรือและทางเครื่องบิน แต่ที่นิยมมักจะเป็นการล่องเรือเพราะมีเรือให้เลือกหลายแบบ หลายบริษัท หลายราคา หลายเวลา และหลายระยะเวลาเดินทางแล้วแต่จริตของนักท่องเที่ยว ส่วนการเตรียมตัวเดินทางเรือนั้นแนะนำให้ซื้อตั๋วล่วงหน้าเพราะราคาจะถูกกว่า และมีให้เลือกมากกว่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงพีคของฤดูท่องเที่ยว การเตรียมตัวลงเรือนั้น นักท่องเที่ยวต้องไปถึงท่าเรือก่อนเวลาเพราะท่าเรือ Piraeus ของเอเธนส์ใหญ่มาก ต้องหาประตูที่ถูกต้องไม่เช่นนั้นขึ้นเรือไม่ทันแน่นอน หากนักท่องเที่ยวนำรถไปด้วยยิ่งต้องเผื่อเวลา เพราะต้องเข้าคิวรถซึ่งมักยาวมาก

เนื่องจาก Mykonos เป็นสวรรค์ของคหบดี จึงเป็นสวรรค์ของนักช้อปโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักช้อบของ Brandname ด้วย  ร้าน Brandname สารพัดจึงมาเปิดขายมากมายจนทำให้ดูแปลกแตกต่างจากเมืองท่องเที่ยวขนาดเล็กทั่วไปในยุโรป ส่วนนักท่องเที่ยวที่ชอบแต่ถ่ายรูป Mykonos ก็เป็นสวรรค์เช่นกัน ทั้งนี้เพราะที่นี่ไม่เพียงมีถนนสีขาวลายตารางที่ได้รับการทาสีใหม่ทุกปี และตึกสีขาวที่ประดับด้วยดอกไม้หลากสีในฤดูร้อนมากมายตามตรอกซอกซอยไว้ให้ถ่ายรูปไม่รู้เบื่อแล้ว ยังมี ตลาดปลาหน้าเกาะ Little Venice, Windmills และโบสถ์ Panagia Paraportiani ให้ถ่ายรูปสนุก ๆ อีกต่างหากด้วย

Science Update: เผยคลิปจำลองเหตุภูเขาไฟฟูจิระเบิด

Science Update: เผยคลิปจำลองเหตุภูเขาไฟฟูจิระเบิด

Science Update: เผยคลิปจำลองเหตุภูเขาไฟฟูจิระเบิด

วันอาทิตย์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ทางการท้องถิ่นกรุงโตเกียวของญี่ปุ่น เผยคลิปจำลองจาก AI กรณีเกิดการระเบิดอย่างรุนแรงของภูเขาไฟฟูจิ ในวันป้องกันภัยพิบัติของญี่ปุ่น เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ถือเป็นครั้งแรกที่มีการจัดทำวิดีโอในลักษณะนี้ เพื่อแสดงให้เห็นว่า กรุงโตเกียวซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่ตั้งของภูเขาไฟฟูจิจะเป็นอย่างไร และประชาชนจะต้องรับมืออย่างไรบ้าง

คลิปวิดีโอความยาว 3 นาที แสดงให้เห็นกลุ่มควันและเถ้าภูเขาไฟปะทุขึ้นจากยอดเขาฟูจิที่สูง 3,776 เมตรขึ้นสู่ท้องฟ้าและไหลจากไหล่เขาลงยังที่ราบเบื้องล่าง ภายในสองวัน กรุงโตเกียว เมืองหลวงซึ่งอยู่ห่างออกไปทางตะวันออก 100 กิโลเมตร จะถูกปกคลุมไปด้วยเถ้าภูเขาไฟ ท้องฟ้ามืดมิดแม้เป็นเวลาตอนเที่ยงวัน เกิดความโกลาหลมากมาย ทั้งรถไฟตกราง หลังคาอาคารบ้านเรือนพังถล่มจากเถ้าภูเขาไฟที่ทับถมกัน ผู้คนยื้อแย่งกันซื้อสิ่งของจำเป็นจนเกลี้ยงซูเปอร์มาร์เก็ต

คลิปวีดีโอยังมีคำเตือนว่า เถ้าภูเขาไฟที่ตกสะสมเพียง 10 เซนติเมตร หรือตกสะสมเพียง 3 เซนติเมตรหากเกิดฝนตกลงมาด้วย อาจทำให้กรุงโตเกียวเป็นอัมพาต ระบบเครื่องจักรต่าง ๆ ติดขัด สัญญาณจราจรก็มองไม่เห็น หลังคาพังถล่ม เครื่องปรับอากาศอาจหยุดทำงาน เครื่องบินจะต้องหยุดบิน และอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทั่วภูมิภาคอาจหยุดชะงัก และประชากรราว 43 ล้านคนที่อาศัยอยู่ในเขตมหานครจะได้รับผลกระทบเรื่องสุขภาพโดยตรงจากการสูดอากาศที่เป็นพิษ

ผู้เชี่ยวชาญบางคนกล่าวถึงการจำลองสถานการณ์นี้ว่าทำให้เป็นเรื่องน่าตื่นตระหนกเกินไป แต่หลายคนบอกว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะอย่างน้อยก็ช่วยให้ชาวญี่ปุ่นทราบถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และมีความพร้อมรับมือ โดยครั้งสุดท้ายที่ภูเขาไฟฟูจิเกิดการปะทุใหญ่ คือเมื่อปี ค.ศ. 1707 หรือเมื่อ 318 ปีที่แล้ว

คุยกัน 7 วันหน : จีนเริ่มเดินเครื่อง ‘ห้องปฏิบัติการจูโน’ มุ่งค้นหา ‘อนุภาคผี’

คุยกัน 7 วันหน : จีนเริ่มเดินเครื่อง ‘ห้องปฏิบัติการจูโน’ มุ่งค้นหา ‘อนุภาคผี’

คุยกัน 7 วันหน : จีนเริ่มเดินเครื่อง ‘ห้องปฏิบัติการจูโน’ มุ่งค้นหา ‘อนุภาคผี’

วันอาทิตย์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

จีนเริ่มเดินเครื่องห้องปฏิบัติการนิวทริโนใต้ดินเจียงเหมิน หรือห้องปฏิบัติการจูโน (JUNO) ซึ่งเป็นเครื่องตรวจจับทรงกลมแบบโปร่งใสขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (26 ส.ค.) ทำให้จูโนกลายเป็นศูนย์ทางวิทยาศาสตร์ขนาดใหญ่พิเศษแห่งแรกของโลกที่เน้นวิจัยนิวทริโนด้วยความแม่นยำสูง

รายงานระบุว่า หลังจากเติมวัสดุสารเรืองแสงเหลว (liquid scintillator) ปริมาณ 20,000 ตันเสร็จแล้ว จูโนซึ่งตั้งอยู่ใต้ดินลึก 700 เมตร ใกล้กับเมืองเจียงเหมิน มณฑลกวางตุ้ง ทางตอนใต้ของจีน ได้เริ่มลุยงานเก็บข้อมูลหลังจากเตรียมการและก่อสร้างมานานกว่าทศวรรษ

ใจกลางของจูโน คือเครื่องตรวจจับวัสดุสารเรืองแสงเหลวที่มีมวลมหาศาลถึง 20,000 ตัน ติดตั้งอยู่ใจกลางสระน้ำลึก 44 เมตร โครงถักสเตนเลสสตีลขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 41.1 เมตรทำหน้าที่รองรับวัตถุทรงกลมอะคริลิกขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 35.4 เมตร วัสดุสารเรืองแสงเหลว หลอดทวีคูณแสงกว่า 45,000 ชิ้น และส่วนประกอบสำคัญอื่นๆ อีกมากมาย เช่น สายเคเบิล ขดลวดป้องกันแม่เหล็ก และแผ่นกั้นแสง เหตุที่มีที่ตั้งอยู่ลึกลงไปใต้ดิน และประกอบด้วยชั้นกรองต่างๆ ก็เพื่อป้องกันสัญญาณรบกวนจากอนุภาคอื่น ๆ เช่น รังสีคอสมิก ถังขนาดใหญ่ที่บรรจุวัสดุสารเรืองแสงเหลวพิเศษเหล่านี้ เพื่อรอการมาถึงช่วงช่วงเวลาพิเศษ ที่จะมีนิวทริโนเพียงหนึ่งตัวในจำนวนมหาศาลที่พุ่งผ่านเข้ามา เกิดปฏิกิริยาและปล่อยแสงวูบวาบออกมาให้นักวิทยาศาสตร์ตรวจจับได้

ข้อมูลเบื้องต้นที่ได้ระหว่างดำเนินการทดลองแสดงให้เห็นว่า ตัวชี้วัดประสิทธิภาพหลักนั้นเป็นไปตามคาดหรือสูงกว่าที่ออกแบบไว้ ซึ่งความสำเร็จครั้งนี้ทำให้จูโนสามารถตอบโจทย์คำถามด้านฟิสิกส์อนุภาคที่สำคัญประการหนึ่งในทศวรรษนี้ได้ นั่นคือ การวัดลำดับมวลของนิวทริโน

หวังอี๋ฟาง โฆษกประจำห้องปฏิบัติการจูโนและนักวิจัยจากสถาบันฟิสิกส์พลังงานสูง สังกัดสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน เผยว่า ความสำเร็จในการเติมวัสดุสารดังกล่าวในเครื่องตรวจจับและเริ่มเก็บข้อมูลถือเป็นหมุดหมายทางประวัติศาสตร์ และนับเป็นครั้งแรกที่มีการเปิดใช้เครื่องตรวจจับที่มีขนาดและความแม่นยำระดับนี้สำหรับนิวทริโนโดยเฉพาะ ซึ่งจูโนจะช่วยให้นักวิจัยสามารถตอบคำถามพื้นฐานเกี่ยวกับธรรมชาติของสสารและจักรวาลได้

ทั้งนี้ นิวทริโนแทบจะไม่มีปฏิสัมพันธ์กับสสารธรรมดา เป็นกลางทางไฟฟ้า ไม่ทำปฏิกิริยากับแรงแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งเป็นแรงที่ส่งผลต่ออนุภาคส่วนใหญ่ อีกทั้งมีมวลน้อยมากจนเกือบเป็นศูนย์ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เพิ่งยืนยันได้ไม่นานมานี้ว่ามันมีมวลจริง ๆ แต่น้อยกว่าอิเล็กตรอนหลายล้านเท่า ทำให้พวกมันสามารถเคลื่อนตัวทะลุผ่านร่างกาย อาคาร หรือแม้แต่โลกทั้งใบได้อย่างง่ายดายในแทบจะทุกๆ วินาที โดยไม่รู้สึกถึงการมีอยู่ของมัน นิวทริโนจึงได้รับฉายาว่า ‘อนุภาคผี’ (ghost particles) และด้วยลักษณะที่ยากจะตรวจจับได้ของนิวทริโน ทำให้มันเป็นอนุภาคพื้นฐานที่เข้าใจได้ยากที่สุด โดยต้องใช้เครื่องตรวจจับขนาดใหญ่เพื่อตรวจจับร่องรอยที่หาได้ยากยิ่ง

เมื่อนิวทริโนผ่านเข้าเครื่องตรวจจับแล้ว มีโอกาสอยู่เล็กน้อยที่นิวทริโนจะชนเข้ากับนิวเคลียสของไฮโดรเจน (hydrogen nuclei) ในของเหลว และกระตุ้นให้เกิดแสงแฟลชเลือนราง ซึ่งสามารถตรวจจับได้ด้วยหลอดทวีคูณแสง (PMT) ที่อยู่โดยรอบ จากนั้นจึงค่อยแปลงเป็นสัญญาณไฟฟ้า

จูโนตรวจจับแอนตินิวทริโน (antineutrinos) ที่ผลิตโดยโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไถซานและหยางเจียงที่ตั้งอยู่ห่างออกไป 53 กิโลเมตร และวัดสเปกตรัมพลังงานของโรงไฟฟ้าทั้งสองแห่งได้แม่นยำเป็นประวัติการณ์ โดยวิธีการวัดลำดับมวลนิวทริโนของจูโนนั้นแตกต่างจากวิธีการอื่นๆ ตรงที่ไม่ขึ้นอยู่กับอิทธิพลของสสารภายในโลก และสามารถวัดลำดับมวลได้ชัดเจนโดยไม่สับสนกับค่าของตัวชี้วัดอื่นๆ

สถาบันฟิสิกส์พลังงานสูงระบุว่า จูโนถูกออกแบบให้มีอายุการใช้งานทางวิทยาศาสตร์นานถึง 30 ปี โดยยังจะช่วยให้สามารถศึกษานิวทริโนจากดวงอาทิตย์ ซูเปอร์โนวา ชั้นบรรยากาศ และโลกได้อย่างล้ำสมัย และโครงการนี้จะเปิดโลกทัศน์ใหม่ให้กับการสำรวจฟิสิกส์ที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก อาทิ การค้นหานิวทริโนหมัน (sterile neutrino) สสารมืด และการสลายตัวของโปรตอน (proton decay) นิวทริโนยังเป็นผลผลิตจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ในดวงอาทิตย์และซุปเปอร์โนวา (supernova) การศึกษาอนุภาคเหล่านี้ จึงช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจกระบวนการต่างๆ ในอวกาศได้ดีขึ้น

อนึ่ง จูโนดำเนินการโดยสถาบันฟิสิกส์พลังงานสูง และมีนักวิจัยมากกว่า 700 คนจากสถาบัน 74 แห่งใน 17 ประเทศและภูมิภาคเข้าร่วม

ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนมีนาคม 2023 ทีมนักฟิสิกส์จากหน่วยควบคุมอุปกรณ์ FASERnu ของเครื่องชนอนุภาค LHC ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประกาศการค้นพบนิวทริโน ภายในเครื่องชนอนุภาคเป็นครั้งแรกของโลก หลังจากสามารถตรวจจับนิวทริโนได้ในการชนอนุภาคถึง 6 เหตุการณ์ด้วยกัน โดยใช้ท่อที่ประกอบไปด้วยแผ่นโลหะทังสเตนบาง 1 มิลลิเมตร เรียงสลับกับแผ่นฟิล์มอีมัลชัน (emulsion) เป็นจำนวนหลายร้อยชั้นด้วยกัน การค้นพบครั้งนี้ มีการประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูลไว้ในระดับสูงถึง 16 ซิกมา ซึ่งหมายความว่า แทบไม่มีโอกาสที่ผลการค้นพบนี้จะผิดพลาดหรือเป็นเพียงความบังเอิญไปได้เลย โดยค่าความน่าเชื่อถือที่ 5 ซิกมา ก็เพียงพอจะยืนยันการค้นพบทางฟิสิกส์อนุภาคได้แล้ว

ดาโน โทนาลี

Health News :พบผู้ป่วยหนอนไชกินเนื้อมนุษย์ในสหรัฐฯ

Health News :พบผู้ป่วยหนอนไชกินเนื้อมนุษย์ในสหรัฐฯ

Health News :พบผู้ป่วยหนอนไชกินเนื้อมนุษย์ในสหรัฐฯ

วันอาทิตย์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สื่อสหรัฐฯ รายงานกรณีการพบผู้ป่วยติดเชื้อปรสิตจากหนอนแลงวันไชกินเนื้อมนุษย์ หรือ New World screwworm ในประเทศ เป็นชายชาวอเมริกันที่เพิ่งเดินทางกลับมาจากการท่องเที่ยวเอลซัลวาดอร์ ขณะนี้ผู้ป่วยรักษาตัวอยู่ในรัฐแมรีแลนด์ ถือเป็นครั้งแรกในปีนี้ ที่มีการยืนยันพบผู้ป่วยติดเชื้อปรสิตจากหนอนแลงวันไชกินเนื้อมนุษย์ ซึ่งเป็นปรสิตที่กินเนื้อสัตว์ ปศุสัตว์ หรือสัตว์เลือดอุ่นทุกชนิดในสหรัฐฯ แต่ความเสี่ยงที่จะเกิดการระบาดในสหรัฐฯ ถือว่าต่ำมาก

ความน่ากลัวจากโรคติดเชื้อปรสิตจากจากหนอนแมลงวัน New World screwworm กินเนื้อมนุษย์นี้ มาจากาการที่แมลงวันตัวเมียจะวางไข่จำนวนมากที่บาดแผลมนุษย์ สัตว์เลี้ยง และปศุสัตว์ ก่อนที่ไข่เหล่านั้นจะฟักเป็นหนอนยั้วเยี้ย และใช้ปากที่แหลมคมดูดเลือดบนบาดแผลที่พวกมันอาศัยเกาะกินอยู่ การรักษาจำเป็นต้องใช้วิธีดึงหนอนจำนวนมากออกมาให้หมด เพราะหากปล่อยทิ้งไว้อาจทำให้เจ้าของบาดแผลที่ถูกหนอนแมลงวันเกาะกินเสียชีวิตได้ อย่างไรก็ดี หนอนแมลงวันพวกนี้ส่งผลกระทบกับสัตว์ป่าและปศุสัตว์เป็นส่วนใหญ่ ไม่ค่อยพบการติดเชื้อในมนุษย์ แม้จะสามารถทำให้ถึงแก่ชีวิต แต่ส่วนใหญ่แล้วสามารถรักษาให้หายได้

สำหรับแมลงวัน New World screwworm ถูกตั้งชื่อจากลักษณะฟันของพวกมันที่กัดกินเนื้อลึกลงไปเหมือนกับน็อตที่ถูกตอกลงบนไม้ แมลงวันชนิดนี้ถูกกำจัดหมดไปจากสหรัฐฯ ตั้งแต่ยุคทศวรรษ 1960 ด้วยการปล่อยแมลงวันตัวผู้ที่ได้รับการทำหมันให้ไปจับคู่กับบรรดาแมลงวันตัวเมีย เพื่อทำให้เกิดการฟักไข่ที่ไม่สามารถเติบโตได้ แต่ในช่วงหลังพบการระบาดของแมลงชนิดนี้ขึ้นไปทางเหนือจากอเมริกากลางจนมาถึงในเม็กซิโก สาเหตุหลักๆ มาจากการลักลอบนำเข้าปศุสัตว์จากเม็กซิโก หรือจากภาวะโลกร้อน

คุณแหน : 31 สิงหาคม 2568

คุณแหน : 31 สิงหาคม 2568

คุณแหน : 31 สิงหาคม 2568

วันอาทิตย์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • กระทรวงวัฒนธรรม ได้ถวายพระเกียรติพระสมัญญา “ สิริศิลปินแห่งชาติ ”  สาขาทัศนศิลป์๑ แด่ ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ( จิตรกรรม ) ขอทรงพระเจริญ  ….. 
  • ที่สุดศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน หก ต่อ สาม ให้นายกรัฐมนตรี แพทองธาร  ชินวัตร  ขาดคุณสมบัติ และมีลักษณะต้องห้าม ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160  ( 4 และ 5  ) ทำให้ครม.ทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งไปด้วย  ….. 
  • เดือนกันยายนนี้คงเป็นเดือนที่ ส.ส. ทั้งหลายวุ่นวายในการเลือกนายกรัฐมนตรี คนใหม่  นี่แหละระบบ เลือกตั้งระบอบประชาธิปไตย ฯ  รอดูว่าจะได้ผู้บริหารประเทศชุดใหม่ถูกใจประชาชน และเป็นประโยชน์ ต่อประเทศ อย่างไร?? …..
  • อ่านบทเรียนประเทศไทยจากพิษภัยการเมือง โดย นพ.ชำนาญ  ภู่เอี่ยม  “การปฏิรูปประเทศต้องดำเนินการแบบองค์รวม ทั้งสร้างความเป็นอิสระของกระบวนการยุติธรรม เพิ่มประสิทธิภาพขององค์กรอิสระ  ยกระดับคุณภาพการเมืองและปลูกฝังพลเมืองประชาธิปไตยผ่านระบบการศึกษา หากสังคมไทยสามารถก้าวข้ามความล้มเหลวเดิมๆ ประเทศไทยย่อมมีโอกาสสร้างประชาธิปไตยที่มั่นคง  ยั่งยืน และหลุดพ้นจากวงจรความล้มเหลวที่ทางการเมืองที่ซ้ำซากได้ ” ทฤษฎีนี้ฟังมากว่าหกสิบปีแล้ว ยังหาคนมาเปลี่ยน และปฏิบัติได้จริง  ……
  • ส่วนอดีต สว. สมชาย  แสวงกาน   กล่าว “ประชาชนต้องลุกขึ้นและช่วยกันทำ อย่ายอมให้สมบัติผลัดกันชม เอาพ่อเป็นรัฐมนตรี  เอาลูกเป็นรัฐมนตรีสลับไปมา  แบบนี้คือความเสียหาย โดยไม่ได้ใช้ความรู้ความสามารถมาทำงานเลย  ปัญหาทั้งหมดที่อ่อนแอ แต่กองทัพกับประชาชนมีความแข็งแรง   การเมืองอ่อนแอ  การต่างประเทศอ่อนด้อย เราถึงเกิดปัญหาอย่างปัจจุบัน ” …..
  • เลขาสภาพัตน์คนใหม่นาม อ้อนฟ้า  เวชชาชีวะ  ( อดีตเลขา กพร ) จะไปแทน ดนุชา  พิชยนันท์  ตั้งแต่ 1 ต.ค. 68   เป็นต้นไป ….. 
  • ส่วน ดนุชา  พิชยนันท์  โอนไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ …….   
  • นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย คนใหม่นาม ดร.ธนพล  คงเจี้ยง  อดีตเคยเป็นที่ปรึกษานายกสภาทนายความสมัย ดร.วิเชียร  ชุบไธสง …… 
  • ขออนุญาติ พ.กิ่งโพธิ์  “ หมดสิ้นชินวัตร “  ฟังศาลรัฐธรรมนูญพูนสวัสดิ์   อำนาจรัฐปัดสวะถูกประหาร  ในฉับพลันพอกันที แพทองธาร   ชินวัตร ถูกจัดการไปตามกรรม  โลกจะดีกว่านี้แน่จำไว้นะ  เศษขยะถูกสะสางทุกสิ่ง  เราต่อสู้เราสู้ต่อก่อกุศลกรรม  ลบสีดำ  ของไทย  ออกไปเทอญ …… 

น้องนิ่ง…นิ่ง….

ส.ป.ก.เชิญชวนผู้รักสุขภาพ ร่วมงานเดิน – วิ่ง เฉลิมพระเกียรติ ชิงถ้วยพระราชทาน

ส.ป.ก.เชิญชวนผู้รักสุขภาพ ร่วมงานเดิน – วิ่ง เฉลิมพระเกียรติ ชิงถ้วยพระราชทาน

ส.ป.ก.เชิญชวนผู้รักสุขภาพ ร่วมงานเดิน – วิ่ง เฉลิมพระเกียรติ ชิงถ้วยพระราชทาน

วันเสาร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.32 น.

ส.ป.ก. เชิญชวนประชาชน,นักวิ่ง,ผู้รักสุขภาพ” ร่วมงานเดิน – วิ่ง เฉลิมพระเกียรติ ปีพ.ศ. 2568 ชิงถ้วยพระราชทาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พร้อมถ้วยรางวัลรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ และผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ 30 สิงหาคม นี้

“งานเดิน – วิ่ง เฉลิมพระเกียรติ ประจำปี พ.ศ. 2568” ชิงถ้วยพระราชทาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พร้อมถ้วยรางวัลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์(นายอรรถกร ศิริลัทธยากร) และผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมี นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธี “งานเดิน – วิ่ง เฉลิมพระเกียรติ ประจำปี พ.ศ. 2568” พร้อมด้วย นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ประธานอัญเชิญถ้วยรางวัลพระราชทานและเชิญถ้วยรางวัลของผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายวัชระ กระแสร์ฉัตร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ส.ป.ก. และหน่วยงานในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ร่วมเป็นเกียรติในพิธี เมื่อวันเสาร์ที่ 30 สิงหาคม 2568

โอกาสนี้ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ พันจ่าเอกประเสริฐ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นายสุรชัย ยุทธชนะ รองเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม นายวัฒนา มังธิสาร รองเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม นายปรีชา ลิ้มถวิล รองเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ร่วมเป็นเกียรติในพิธีและมอบรางวัลแก่นักวิ่งประเภทต่างๆ ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร (ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร) ตำบลช้างใหญ่ อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

สำหรับ “งานเดิน – วิ่ง เฉลิมพระเกียรติ ประจำปี พ.ศ. 2568” จัดขึ้นโดย สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ทั้งนี้เพื่อเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 73 พรรษา และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เจริญพระชนมพรรษา 93 พรรษา ด้วยน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อปวงพสกนิกรชาวไทย และราษฎรผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดย ส.ป.ก.ได้จัดกิจกรรม “งานเดิน – วิ่ง เฉลิมพระเกียรติ ประจำปี พ.ศ. 2568” และได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานทุกภาคส่วน อันได้แก่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ชมรมนักวิ่งกรุงเก่าจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ว่าการอำเภอบางไทร สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เทศบาลตำบลราชคราม และองค์การบริหารส่วนตำบลโพธิ์แตง นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ เปิดโอกาสให้ประชาชนได้ร่วมกิจกรรม เยี่ยมชม และเรียนรู้ผลงานด้านศิลปหัตถกรรม พร้อมทั้งสนับสนุนส่งเสริมให้ประชาชน เหล่านักวิ่ง ผู้รักสุขภาพ ร่วมกิจกรรมด้วยการออกกำลังกาย สำหรับการแข่งขันเดิน – วิ่ง กิจกรรมแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่

– Fun Run ระยะทาง 5 กิโลเมตร

– Mini Marathon ระยะทาง 10 กิโลเมตร

– Half Marathon ระยะทาง 21 กิโลเมตร

โดยชิงถ้วยรางวัลพระราชทาน และรางวัลของผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งสิ้น 7 ประเภท คือ 1.) ถ้วยรางวัลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จำนวน 2 ถ้วย สำหรับผู้ชนะเลิศประเภทชายและหญิง (Overall) ระยะทาง 21 กิโลเมตร , 2.) ถ้วยรางวัลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จำนวน 2 ถ้วย สำหรับผู้ชนะเลิศประเภทชายและหญิง (Overall) ระยะทาง 10 กิโลเมตร , 3.) ถ้วยรางวัลสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จำนวน 2 ถ้วย สำหรับผู้ชนะเลิศประเภทชายและหญิง (Overall) ระยะทาง 5 กิโลเมตร , 4.) ถ้วยรางวัลรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำหรับผู้ชนะเลิศลำดับที่ 1–3 ในกลุ่มอายุต่ำกว่า 20 ปี และอายุ 20–29 ปี (ชาย/หญิง) ระยะทาง 5, 10 และ 21 กิโลเมตร , 5.) ถ้วยรางวัลรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำหรับผู้ชนะเลิศลำดับที่ 1–3 ในกลุ่มอายุ 30–39 ปี และ 40–49 ปี (ชาย/หญิง) ระยะทาง 5, 10 และ 21 กิโลเมตร , 6.) ถ้วยรางวัลปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำหรับผู้ชนะเลิศลำดับที่ 1–3 ในกลุ่มอายุ 50–59 ปี (ชาย/หญิง) ระยะทาง 5, 10 และ 21 กิโลเมตร และกลุ่มอายุ 60–69 ปี ระยะทาง 5 และ 10 กิโลเมตร , 7.) ถ้วยรางวัลเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม สำหรับผู้ชนะเลิศลำดับที่ 1–3 ในกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป ระยะทาง 21 กิโลเมตร และกลุ่มอายุ 70 ปีขึ้นไป ระยะทาง 5 และ 10 กิโลเมตร (ชาย/หญิง)

ส.ป.ก.ขอเชิญชวน…ประชาชน ,นักวิ่ง, ผู้รักสุขภาพ ร่วมในพิธี “งานเดิน – วิ่ง เฉลิมพระเกียรติ ประจำปีพ.ศ.2568 ชิงถ้วยพระราชทานฯโดยพร้อมเพรียงกันในวันเสาร์ที่ 30 สิงหาคม 2568 เวลา 04.00 – 09.00 น. ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร (ศูนย์ศิลปาชีพบางไทรฯ) ตำบลช้างใหญ่ อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

-(016)