Health News : จีนพัฒนาอุปกรณ์ ‘กะพริบตา’ ควบคุมรถเข็น

Health News : จีนพัฒนาอุปกรณ์ ‘กะพริบตา’ ควบคุมรถเข็น

Health News : จีนพัฒนาอุปกรณ์ ‘กะพริบตา’ ควบคุมรถเข็น

วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คณะนักวิจัยในจีนพัฒนาระบบติดตามการเคลื่อนไหวของดวงตาที่ไม่ต้องใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ แต่อาศัยพลังงานที่เกิดจากการกะพริบตา เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยอัมพาตสามารถควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ ได้เอง เช่น รถเข็นวีลแชร์ ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญของเทคโนโลยีอุปกรณ์ช่วยเหลือผู้พิการ

งานวิจัยที่เผยแพร่ในวารสาร เซลล์ รีพอร์ตส ฟิสิคัล ไซเอนซ์ (Cell Reports Physical Science) ในเดือนมกราคมนี้ ระบุว่า ระบบดังกล่าวซึ่งมีชื่อว่า ET-TENG พัฒนาโดยทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยชิงเต่า และมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งฮ่องกง ใช้เครื่องกำเนิดพลังงานไฟฟ้านาโนไทรโบอิเล็กทริก (TENG) เพื่อกักเก็บพลังงานเล็กๆ ที่เกิดจากแรงเสียดทานระหว่างเปลือกตาและลูกตาขณะกะพริบตา พลังงานที่ได้จะขับเคลื่อนเซ็นเซอร์ ทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้แบตเตอรี่ภายนอก สามารถตรวจจับการเคลื่อนไหวของดวงตาได้อย่างละเอียดและแม่นยำสูง โดยสามารถระบุการเบนทิศทางของลูกตาได้เล็กสุดเพียง 2 องศา ด้วยความแม่นยำถึงร้อยละ 99 อีกทั้งทำงานได้ในสภาพมืดสนิท ช่วยแก้ข้อจำกัดของระบบติดตามดวงตาแบบใช้กล้องทั่วไปที่ต้องพึ่งพาแสงจากภายนอก

เทคโนโลยีนี้อาจช่วยให้ผู้ป่วยบางโรค เช่น โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (ALS) ซึ่งยังสามารถขยับดวงตาได้ ใช้การเคลื่อนไหวของสายตาเพื่อควบคุมคอมพิวเตอร์หรือรถเข็นวีลแชร์ นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังเสนอว่า ระบบดังกล่าวสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการสำรวจอวกาศสำหรับแผงควบคุมแบบไม่ต้องใช้มือ ในยานยนต์อัจฉริยะเพื่อเฝ้าติดตามความอ่อนล้าของผู้ขับขี่ รวมถึงช่วยทำให้อุปกรณ์สวมศีรษะระบบเสมือนจริง (VR) มีน้ำหนักเบาและประหยัดพลังงานมากขึ้น

คุยกัน 7 วันหน : เมื่อวัยรุ่นไม่ดื่มเหล้า เทรนด์ใหม่ของ Gen Z ทั่วโลก

คุยกัน 7 วันหน : เมื่อวัยรุ่นไม่ดื่มเหล้า เทรนด์ใหม่ของ Gen Z ทั่วโลก

คุยกัน 7 วันหน : เมื่อวัยรุ่นไม่ดื่มเหล้า เทรนด์ใหม่ของ Gen Z ทั่วโลก

วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รู้สึกเหมือนกันไหมว่า คนรุ่นใหม่เดี๋ยวนี้มีข้อดีอยู่อย่างนึง คือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์น้อยลง ซึ่งในช่วงที่ผ่านมากำลังกลายเป็นกระแสที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ รวมถึงในบ้านเราด้วย จากข้อมูลของ Gallup Polling พบว่า คนอายุ 18-34 ปีในสหรัฐฯ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์น้อยลงมาก จาก 72% เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ลดลงมาอยู่ที่ 62% ในปัจจุบัน และตัวเลขนี้มีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ ซึ่งอาจสะท้อนว่า การที่ Gen Z (กลุ่มคนที่เกิดในช่วงปี 1997–2012) ดื่มแอลกอฮอล์น้อยลงอย่างเห็นได้ชัดไม่ใช่แค่เรื่องของ “เทรนด์สุขภาพ” ชั่วคราว แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจที่ลึกซึ้ง และบ่งบอกได้ว่า คนรุ่นนี้กำลังสร้างนิยามใหม่ให้กับการเข้าสังคมและการดูแลตัวเอง

ทำไม Gen Z ถึงเมินแอลกอฮอล์?

ในยุค 2000s ยุคของ Millennials และ Gen X การดื่มแอลกอฮอล์คือบัตรผ่านเข้าสู่สังคม ใครที่ไม่ดื่มมักถูกมองว่าแปลกหรือไม่สนุก สำหรับ Gen Z การไม่ดื่ม (Teetotalism) กลายเป็นเรื่องเท่และแสดงถึงวินัยในการดูแลตัวเอง แรงกดดันเปลี่ยนจากการต้องดื่มตามเพื่อน เป็นการแข่งขันกันว่าใครจะมี Life-work balance หรือสุขภาพที่ดีกว่ากัน

ว่ากันว่า Gen Z ให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตที่ดีมากกว่าคนรุ่นก่อน พวกเขาตระหนักถึงอาการที่เรียกว่า Hangxiety (Hangover + Anxiety) หรือภาวะวิตกกังวลหลังการดื่ม ซึ่งเกิดจากสารเคมีในสมองไม่สมดุลหลังแอลกอฮอล์หมดฤทธิ์ การต้องเสียเวลาหนึ่งวันเต็มๆ ไปกับการนอนซมและรู้สึกดิ่งคือ “ต้นทุนที่สูงเกินไป” สำหรับพวกเขา

ขณะเดียวกัน ในยุคที่ทุกคนมีสมาร์ทโฟนและโซเชียลมีเดีย “ภาพลักษณ์” คือสิ่งสำคัญที่สุด Gen Z เติบโตมากับการเห็นความผิดพลาดของคนอื่นที่กลายเป็นไวรัล พวกเขาจึงระมัดระวังอย่างมากที่จะไม่ให้ภาพลักษณ์ตัวเองดูแย่หรือขาดสติในโลกออนไลน์ การเมาจนครองสติไม่ได้ถูกมองว่าน่าอาย (Cringe) มากกว่าที่จะเป็นเรื่องตลก อีกอย่าง คน Gen Z ที่เติบโตมาในยุคที่มีข้อมูลข่าวสารล้นหลาม พวกเขามองแอลกอฮอล์ว่าเป็นสารพิษ (Toxin) มากกว่าเครื่องดื่มให้ความบันเทิง งานวิจัยใหม่ๆ ที่ระบุว่าไม่มีระดับการดื่มแอลกอฮอล์ที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ ถูกแชร์อย่างแพร่หลายใน TikTok และ Instagram ทำให้ความเชื่อเรื่อง ‘ดื่มไวน์วันละแก้วช่วยให้หัวใจแข็งแรง’ ถูกมองว่าเป็นข้อมูลเก่าไปแล้ว

อีกปัจจัยสำคัญที่ปฏิเสธไม่ได้ ภายใต้สภาวะเงินเฟ้อและค่าครองชีพที่สูงขึ้นในยุคสมัยนี้ แอลกอฮอล์ถูกมองว่าเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับประสบการณ์อื่นๆ เช่น การไปคาเฟ่เก๋ๆ ไปเที่ยวหรือไปเข้ายิม หรือแม้แต่การซื้ออาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย การจ่ายเงินหลายร้อยบาทเพื่อเครื่องดื่มที่ทำลายสุขภาพเริ่มไม่สมเหตุสมผลสำหรับคนรุ่นที่ต้องบริหารเงินอย่างระมัดระวัง

แม้จะดื่มน้อยลงหรือเลิก แต่คน Gen Z ไม่ได้เลิกสังสรรค์ พวกเขาแค่เปลี่ยนทั้งสิ่งที่ดื่มและพฤติกรรมในการดื่ม แทนที่จะดื่มเบียร์ราคาถูกหลายๆ ขวดหรือยกลังในคืนวันศุกร์ Gen Z ยินดีที่จะจ่ายเงินก้อนเดิมเพื่อซื้อค็อกเทลดีๆ เพียงแก้วเดียว หรือเลือกดื่มไวน์ธรรมชาติ (Natural Wine) ที่มีเรื่องราวและดีต่อสุขภาพมากกว่า เป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Less but Better ขณะเดียวกัน นอกจากคาเฟ่ทั่วไปแล้ว Gen Z ยังมีตัวเลือกอย่าง Functional Drinks หรือเครื่องดื่มผสมสารสกัดจากธรรมชาติที่ช่วยให้ผ่อนคลายแต่ไม่เมา หรือในบางประเทศคือการเปลี่ยนไปใช้กัญชา ที่ถูกมองว่าส่งผลกระทบต่อร่างกายน้อยกว่าในวันรุ่งขึ้น ยิ่งคนดังอย่าง ทอม ฮอลแลนด์ และ แคที แพร์รี ร่วมส่งเสริมด้วยการทำตลาดเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ เข้ามาเป็นตัวเร่งให้กระแสดังกล่าวขยายตัวอย่างรวดเร็ว

การเปลี่ยนพฤติกรรมนี้ส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทุกอุตสาหกรรม

ในอดีต ผับบาร์คือสถานที่พักผ่อนหลักนอกเหนือจากบ้านและที่ทำงาน แต่เมื่อกลุ่มผู้บริโภคหลัก คือคนอายุ18-34 ปีดื่มน้อยลง บรรดาผับบาร์และร้านอาหารจึงต้องเปลี่ยนกลยุทธ์ หากคุณไปบาร์ในนิวยอร์กหรือลอนดอนตอนนี้ เมนูเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ (Zero-Proof) จะมีหน้ากระดาษเป็นของตัวเอง ไม่ได้เป็นแค่ตัวเลือกท้ายเมนูอีกต่อไป ผับบาร์หลายแห่งยังเริ่มหันไปเก็บเงินจากกิจกรรมหรือค่าประสบการณ์อื่นๆ เช่น บาร์เกมกระดาน, บาร์ปาเป้า หรือบาร์ที่มีกิจกรรมเวิร์กชอป มากกว่าจะหวังพึ่งยอดขายเหล้าเบียร์หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพียงอย่างเดียว ขณะที่เครื่องดื่มอย่างค็อกเทลที่ไม่มีแอลกอฮอล์ ทุกวันนี้ไม่ใช่แค่น้ำหวานผสมโซดาอีกต่อไป แต่ต้องมีกรรมวิธีที่ซับซ้อน ใช้เทคนิคการกลั่น และมีรสสัมผัสที่ลุ่มลึกไม่แพ้เหล้าจริง

นอกจากนี้ เรายังเห็นการเกิดของบาร์ที่ไม่มีแอลกอฮอล์ (Sober Bars) หรือการที่ร้านกาแฟเปิดให้บริการจนดึกเพื่อรองรับกลุ่มคนที่ต้องการพื้นที่พูดคุยโดยไม่ต้องพึ่งน้ำเมา

ส่วนในไทย เทรนด์นี้เริ่มเห็นชัดในกลุ่มคนเมืองผ่านกระแส Sober Curious หรือการตั้งคำถามกับการดื่ม เราจะเห็นการเติบโตของคราฟต์โซดา (Craft Soda), คอมบูชา (Kombucha) และบาร์ลับที่มีเมนู Mocktail โดดเด่นขึ้นมาเทียบเท่ากับเมนูแอลกอฮอล์

ในส่วนของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มต้องปรับตัวขนานใหญ่ เพราะพฤติกรรมการดื่มของผู้บริโภคทั่วโลกเปลี่ยนไป จนหุ้นกลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั่วโลก เช่น Diageo Plc เจ้าของแบรนด์ Johnnie Walker และ Smirnoff, หุ้นของ Brown-Forman Corp. เจ้าของ Jack Daniel’s ตามด้วย Pernod Ricard SA และ Remy Cointreau SA ต่างร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบอย่างน้อย 10 ปี สูญเสียมูลค่ารวมกว่า 830,000 ล้านดอลลาร์ ในช่วงเวลาเพียง 4 ปี

บริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มรายใหญ่ทั่วโลกต้องเร่งปรับกลยุทธ์ ทั้งเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ควบรวมกิจการ และปรับโครงสร้างองค์กร เริ่มตั้งแต่ Carlsberg A/S และ Davide Campari-Milano NV ต่างกระโดดเข้ามาเล่นในตลาดเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ 0.0% พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่เข้ามาเป็นทางเลือกผู้บริโภคและให้ความสำคัญกับรสชาติที่เหมือนจริงมากขึ้น จนทำให้ยอดขายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ต่ำ (Low) หรือไม่มีเลยพุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัว

แน่นอนว่าในระยะยาว เทรนด์นี้อาจช่วยลดภาระทางสาธารณสุขที่เกิดจากโรคที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ ทั้งโรคตับ มะเร็ง และอุบัติเหตุบนท้องถนน การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นยังส่งสัญญาณว่า แอลกอฮอล์กำลังสูญเสียสถานะการเป็น “กาวทางสังคม” (Social Glue) เพียงหนึ่งเดียวไปแล้ว สังคมในอนาคตจะมีความหลากหลายในแง่ของกิจกรรมสังสรรค์มากขึ้น โดยที่ไม่ต้องมีใครตื่นมาพร้อมกับอาการปวดหัวในเช้าวันถัดไป

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญยังเฝ้าระวังว่า Gen Z จะหันไปติดอย่างอื่นแทนหรือไม่ เช่น การเสพติดหน้าจอ หรือการใช้สารเสพติดประเภทอื่นแทน แต่ที่แน่ๆ สำหรับ Gen Z แล้ว  การไม่ดื่มไม่ใช่เรื่องเชย แต่เป็นสัญลักษณ์ของการมีอำนาจควบคุมตัวเอง ความใส่ใจในสุขภาพ และความฉลาดในการเลือกใช้ชีวิตต่างหาก

โดย ดาโน โทนาลี

สกู๊ปพิเศษ : NT ผนึก กองทัพอากาศ – ส.อ.ท. พัฒนา UTM เสริมศักยภาพอุตฯป้องกันประเทศ

สกู๊ปพิเศษ : NT ผนึก กองทัพอากาศ - ส.อ.ท. พัฒนา UTM เสริมศักยภาพอุตฯป้องกันประเทศ

สกู๊ปพิเศษ : NT ผนึก กองทัพอากาศ – ส.อ.ท. พัฒนา UTM เสริมศักยภาพอุตฯป้องกันประเทศ

วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ลงนามบันทึกข้อตกลง ร่วมกับ กองทัพอากาศ และสมาคมอากาศยานไร้คนขับแห่งประเทศไทย เพื่อขับเคลื่อนโครงการวิจัยและพัฒนาระบบจัดการจราจรของระบบอากาศยานไร้คนขับ (UAV Traffic Management : UTM) เพื่อมุ่งยกระดับ เทคโนโลยี นวัตกรรม และบุคลากรด้านความมั่นคงของประเทศ ตลอดจนส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ณ ห้องรับรองบริพัตร กองบัญชาการกองทัพอากาศ กรุงเทพฯ

การร่วมมือในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาระบบจัดการจราจรของระบบอากาศยานไร้คนขับด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ พร้อมร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ การวิจัยพัฒนาและการพัฒนาบุคลากร รวมถึงการสนับสนุน ส่งเสริม และปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายของรัฐบาลให้ประสบความสำเร็จ

พลอากาศเอก เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ กองทัพอากาศ กล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าวสอดคล้องกับยุทธศาสตร์กองทัพอากาศ 20 ปี ที่มุ่งพัฒนาไปสู่ “กองทัพอากาศที่แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพ” (Unbeatable Air Force) พร้อมเสริมสร้างขีดความสามารถให้เท่าทันเทคโนโลยี และตอบสนองต่อภัยคุกคาม ทั้งในปัจจุบันและอนาคต โดยร่วมวิจัยและพัฒนาระบบ UTM รวมถึงการใช้ทรัพยากรของกองทัพอากาศ เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

พลอากาศเอก ชัยพฤกษ์  ดิษยะศริน นายกสมาคมอากาศยานไร้คนขับแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สมาคมอากาศยานไร้คนขับแห่งประเทศไทย พร้อมเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ ระหว่างภาควิชาการและภาคอุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศ โดยความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยยกระดับมาตรฐานและความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม UAV (Unmanned Aerial Vehicle) หรือ อากาศยานไร้คนขับ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าโดรน (Drone) ของไทยผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การร่วมพัฒนาบุคลากร และการเผยแพร่เทคโนโลยีต่อสาธารณะ

พันเอก สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า NT พร้อมสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร การเชื่อมโยงข้อมูล ตลอดจนการออกแบบและพัฒนาเทคโนโลยีที่จำเป็นต่อการบริหารจัดการจราจรอากาศยานไร้คนขับ (UAV) รวมถึงให้คำปรึกษาทางเทคนิค เพื่อยกระดับเทคโนโลยีการบินไร้คนขับของไทยให้ได้มาตรฐานสากล โดยความร่วมมือครั้งนี้สอดคล้องกับทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ของ NT ในการขับเคลื่อนองค์กรด้วยนวัตกรรม และการสร้างคุณค่าใหม่จากโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ

ความร่วมมือในครั้งนี้ คาดว่าจะเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถของประเทศ ด้านอากาศยานไร้คนขับ สร้างความเชื่อมั่นให้แก่หน่วยงานภาครัฐและเอกชนพร้อมต่อยอดการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อปกป้องความมั่นคงของชาติ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

Science Update : มหา’ลัยจีนเปิดตัว ‘คณะสำรวจอวกาศ’

Science Update : มหา’ลัยจีนเปิดตัว ‘คณะสำรวจอวกาศ’

Science Update : มหา’ลัยจีนเปิดตัว ‘คณะสำรวจอวกาศ’

วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สัปดาห์ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์แห่งชาติจีน ประกาศก่อตั้งคณะการสำรวจอวกาศ (School of Space Exploration) แห่งแรกของจีนอย่างเป็นทางการ โดยจะมุ่งเน้นไปที่สาขาวิชาที่ล้ำสมัยอย่างระบบขับเคลื่อนระหว่างดวงดาว การสื่อสารและการนำทางในห้วงอวกาศลึก ตลอดจนวิทยาศาสตร์อวกาศ เพื่อบ่มเพาะบุคลากรที่มีความสามารถชั้นนำในสาขาการบินและอวกาศ

จูจวิ้นเฉียง นักวิชาการสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์แห่งชาติจีนและคณบดีคณะการสำรวจอวกาศ เผยเป้าหมายผลักดันให้สถาบันแห่งนี้กลายเป็นฐานสำคัญสำหรับการวิจัยด้านการบินและอวกาศขั้นพื้นฐานเพื่อสนับสนุนโครงการระดับชาติที่สำคัญ รวมถึงเป็นศูนย์กลางในการบ่มเพาะบุคลากรที่มีความสามารถระดับสูงในการบุกเบิกการสำรวจ และเป็นศูนย์กลางสำหรับการแลกเปลี่ยนทางวิชาการระหว่างประเทศ เพื่อแบ่งปันความเชี่ยวชาญของจีนผ่านความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม

การก่อตั้งคณะแห่งใหม่นี้เป็นก้าวสำคัญของมหาวิทยาลัยฯ ในการส่งเสริมการพัฒนาแบบบูรณาการทั้งด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และบุคลากรที่มีความสามารถเข้าไว้ด้วยกัน พร้อมทั้งแก้ไขปัญหาการขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง

โรงพยาบาลวิมุต คว้ารางวัลเกียรติยศด้านอนุรักษ์พลังงาน ชูแนวคิด Sustainable Healthcare Design ใส่ใจคน-ดูแลโลก

โรงพยาบาลวิมุต คว้ารางวัลเกียรติยศด้านอนุรักษ์พลังงาน ชูแนวคิด Sustainable Healthcare Design ใส่ใจคน-ดูแลโลก

โรงพยาบาลวิมุต คว้ารางวัลเกียรติยศด้านอนุรักษ์พลังงาน ชูแนวคิด Sustainable Healthcare Design ใส่ใจคน-ดูแลโลก

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

โรงพยาบาลวิมุต เดินหน้ายกระดับมาตรฐานด้านการให้บริการทางการแพทย์คุณภาพควบคู่การสร้างสภาพแวดล้อมที่ยั่งยืน ล่าสุดคว้ารางวัลดีเด่นด้านอนุรักษ์พลังงาน ประเภทอาคารสร้างสรรค์เพื่อการอนุรักษ์พลังงาน (อาคารใหม่) จากเวที Thailand Energy Awards 2025 ซึ่งถือเป็นสุดยอดการประกาศรางวัลด้านพลังงานไทยระดับสากล จัดโดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน เพื่อยกย่ององค์กรที่มีผลงานโดดเด่นด้านการอนุรักษ์พลังงานและการพัฒนาพลังงานทดแทน ผ่านการพิจารณาและประเมินอย่างเข้มงวดโดยคณะกรรมการทรงคุณวุฒิระดับประเทศ นับเป็นเครื่องยืนยันความมุ่งมั่นในการดำเนินการด้านการบริหารจัดการอาคารสีเขียว (Green Building) ของโรงพยาบาลวิมุต

นพ.นิพัฒน์ กุหลาบขาว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงพยาบาลวิมุต โฮลดิ้ง จำกัด กล่าวว่า รางวัลอันทรงเกียรติด้านการอนุรักษ์พลังงานจากหน่วยงานชั้นนำของประเทศในครั้งนี้ เป็นเครื่องพิสูจน์ความตั้งใจของรพ. วิมุต ในการสร้างระบบการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Healthcare) ที่ให้ความสำคัญกับทุกมิติของคุณภาพชีวิต มากกว่าแค่การรักษาโรคเพียงชั่วคราว ที่ผ่านมา เราดำเนินธุรกิจที่มุ่งเน้นความยั่งยืน โดยคำนึงถึงสังคมและสิ่งแวดล้อมในทุกกระบวนการทำงาน รางวัลดีเด่น ประเภทอาคารสร้างสรรค์เพื่อการอนุรักษ์พลังงาน (อาคารใหม่) สะท้อนถึงการออกแบบ Healing Environment หรือสภาพแวดล้อมที่เยียวยาคนและดูแลโลกไปพร้อมกัน โดยรางวัลในวันนี้ถือเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้เราเดินหน้าพัฒนาการดูแลสุขภาพที่น่าเชื่อถือ มีประสิทธิภาพ และตอบโจทย์ความยั่งยืน สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ในการสร้างโรงพยาบาลมิติใหม่ที่ใส่ใจผู้คนและสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้การดูแลสุขภาพและร่วมยกระดับสังคมในทุกมิติ

“โรงพยาบาลวิมุต ออกแบบอาคารสีเขียวภายใต้แนวคิด Sustainable Healthcare Design กล่าวคือ การดีไซน์อาคารที่ใส่ใจทั้งคนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ การวางผังอาคารให้ลดการรับความร้อน ใช้กระจกที่แสงผ่านได้ดี โดยสามารถสะท้อนความร้อนออก เพื่อให้แสงสว่างในอาคารและประหยัดพลังงานไปในตัว นอกจากนี้ เรายังเป็นโรงพยาบาลเดียวในประเทศไทยและอาเซียน ที่พัฒนาระบบ iFEMs Smart Hospital Program และ ติดตั้ง IoT Sensors ใช้เองโดยทีมวิศวกรของโรงพยาบาล ซึ่งสามารถควบคุมพลังงานได้แบบเรียลไทม์ เชื่อมต่อกับระบบปรับอากาศและเครื่องจักรหลัก เพื่อคาดการณ์การใช้งานและควบคุมการใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุดตลอด 24 ชั่วโมง ผลลัพธ์โดยตรงที่ผู้ใช้บริการได้รับคืออุณหภูมิที่เหมาะสม อากาศที่สะอาด และบรรยากาศที่ผ่อนคลายจากแสงอาทิตย์ในประมาณที่เหมาะสม นอกจากนี้ เรายังสร้างความตระหนักรู้เรื่องการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพให้แก่บุคลากรอย่างต่อเนื่อง ในอนาคต เราจะเตรียมพร้อมเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการเป็นโรงพยาบาลต้นแบบในการลดคาร์บอนฟุตพรินต์ได้จริง เพื่อส่งต่อสุขภาพที่ดีและโลกที่ยั่งยืน”

นอกจากรางวัลใหญ่ระดับประเทศจากเวที Thailand Energy Awards 2025 แล้ว เมื่อเร็วๆ นี้ โรงพยาบาลวิมุต ยังเป็นตัวแทนประเทศไทยไปประกวดบนเวทีระดับภูมิภาค “ASEAN Energy Awards 2025” ที่ประเทศมาเลเซีย  ซึ่งจัดขึ้นโดย ASEAN Centre for Energy (ACE) ภายใต้การกำกับของ ASEAN Ministers on Energy Meeting (AMEM) ที่มีผลงานเข้าร่วมจาก 7 ประเทศสมาชิกอาเซียน รวมกว่า 68 โครงการและสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศ (Winner) ในสาขา Energy Efficient Building ประเภท New and Existing Building โดยรางวัลดังกล่าวเชิดชูความสำเร็จในการดำเนินงานด้านการประหยัดพลังงานอย่างเป็นรูปธรรมของอาคารโรงพยาบาลวิมุต  ซึ่งในปี 2568 มีการประหยัดการใช้พลังงาน ลดลงได้ 422,000 kWhต่อปี, การประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้ 3.25 ล้านบาทต่อปี และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ถึง 1,092 ตันคาร์บอนต่อปีเมื่อเทียบกับปี 2567  ตอกย้ำมาตรฐานด้านอาคารสีเขียวและแนวทางปฏิบัติด้านความยั่งยืนในระดับสากลขององค์กร

ในฐานะ “โรงพยาบาลเอกชนมิติใหม่” โรงพยาบาลวิมุต พร้อมเดินหน้ายกระดับมาตรฐานบริการทางการแพทย์ให้สอดรับกับความต้องการของสังคมและก้าวทันเทรนด์โลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ภายใต้แนวคิด “เข้าใจทุกความซับซ้อน เพื่อการรักษาที่ตรงจุด”  ควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อร่วมสร้างสังคมไทยที่สุขภาพดีอย่างยั่งยืน #วิมุต #ViMUT #Excellencewithcompassion #เข้าใจทุกความซับซ้อนเพื่อการรักษาที่ตรงจุด

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ หม้อข้าววิเศษ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ หม้อข้าววิเศษ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ หม้อข้าววิเศษ

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                    กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว…ที่ประเทศเยอรมัน มีเด็กหญิงตัวน้อยคนหนึ่ง เธออาศัยอยู่กับแม่เพียงลำพังในกระท่อมหลังเล็ก ทั้งสองยากจนมาก จนบางวันไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยแม้แต่คำเดียว วันหนึ่งเมื่อเสบียงหมดเกลี้ยง เด็กน้อยจึงเดินเข้าไปในป่าด้วยความหิวโหย หวังจะหาผลไม้ป่ากินประทังชีวิต

                   ในป่าแห่งนั้น เธอได้พบกับหญิงชราแปลกหน้าคนหนึ่ง หญิงชราผู้นั้นรู้ดีว่าเด็กน้อยเป็นเด็กดี กตัญญู และมีใจเมตตา จึงมอบ “หม้อข้าววิเศษ” ให้แก่เธอพร้อมกับบอกความลับว่า  

                   หากต้องการกินข้าวต้ม ให้พูดว่า “หม้อวิเศษจ๋า ต้มข้าวเถอะ” แล้วหม้อจะปรุงข้าวต้มแสนอร่อยออกมาจนเต็ม และ หากอิ่มแล้วและต้องการให้หยุด ให้พูดว่า: “หม้อวิเศษจ๋า หยุดเถอะ” หม้อก็จะหยุดทำงานทันที

                   เด็กหญิงขอบคุณหญิงชราและรีบนำหม้อข้าววิเศษกลับบ้าน ตั้งแต่นั้นมาเธอกับแม่ก็ไม่เคยต้องหิวโหยอีกเลย

                   วันหนึ่งขณะที่เด็กหญิงออกไปข้างนอก แม่ของเธอเกิดหิวขึ้นมาจึงสั่งให้หม้อทำงาน:”หม้อวิเศษจ๋า ต้มข้าวเถอะ!” ข้าวต้มร้อนๆ รสอร่อยก็ปรุงขึ้นมาจนเต็มหม้อ แม่กินจนอิ่มหนำสำราญ แต่… เธอจำคำสั่งให้หยุดต้มข้าวไม่ได้!

                      เธอพยายามสั่งว่า “หยุดนะ”, “พอแล้ว”, “เลิกต้มได้แล้ว” แต่หม้อก็ยังคงผลิตข้าวต้มออกมาเรื่อยๆ ข้าวต้มเริ่มไหลล้นออกจากหม้อ ลงสู่พื้นครัว ไหลออกไปนอกประตูบ้าน ล้นไปตามถนนในหมู่บ้านราวกับแม่น้ำสีขาว

                      ชาวบ้านต่างพากันแตกตื่น เพราะข้าวต้มไหลเข้าไปในบ้านทุกหลังเหมือนน้ำท่วม โคลนถล่ม จนคนในหมู่บ้าน แทบจะจมกองข้าวต้มตายกันหมด!

                      ในขณะที่ข้าวต้มเกือบจะล้นออกไปนอกหมู่บ้าน เด็กหญิงก็กลับมาพอดี เมื่อเห็นเหตุการณ์เธอจึงรีบตะโกนบอกว่า:”หม้อวิเศษจ๋า หยุดเถอะ!” ทันใดนั้น หม้อก็หยุดทำงานลงทันที…

                      นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “การไม่รู้อะไรอย่างถ่องแท้ทั้งหมดนั้น อาจทำให้เกิดอันตรายได้”

                      เรียบเรียงจากนิทานเยอรมันของกริมม์ เรื่อง”ข้าวต้มวิเศษ” The Magic Porridge Pot , Der süße Brei

อาทร จันทวิมล

เปิด ‘ศูนย์ตรวจวิเคราะห์โรคทางพันธุกรรมขั้นสูงแห่งชาติ’ ยกระดับสู่ศูนย์กลางความเชี่ยวชาญแห่งแรกของประเทศ

เปิด ‘ศูนย์ตรวจวิเคราะห์โรคทางพันธุกรรมขั้นสูงแห่งชาติ’ ยกระดับสู่ศูนย์กลางความเชี่ยวชาญแห่งแรกของประเทศ

เปิด ‘ศูนย์ตรวจวิเคราะห์โรคทางพันธุกรรมขั้นสูงแห่งชาติ’ ยกระดับสู่ศูนย์กลางความเชี่ยวชาญแห่งแรกของประเทศ

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข  เปิด “ศูนย์ตรวจวิเคราะห์โรคทางพันธุกรรมขั้นสูงแห่งชาติ” ยกระดับสู่ศูนย์กลางความเชี่ยวชาญด้านการตรวจวิเคราะห์โรคทางพันธุกรรมระดับสูงแห่งแรกของประเทศ เพื่อยกระดับมาตรฐานการตรวจวินิจฉัยโรคโดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยให้ทัดเทียมระดับสากล

          นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดงาน “Unlocking The Code of Life : From Lab To Life Transforming Thai Healthcare through Medical Sciences : ไขรหัสชีวิตสู่การพลิกโฉมสุขภาพคนไทยด้วยวิทยาศาสตร์การแพทย์” และ “เปิดศูนย์ตรวจวิเคราะห์โรคทางพันธุกรรมขั้นสูงแห่งชาติ (National Center for Advanced Genetic Diagnostics : NCAGD) โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ Khoo Yoong Khean จาก Duke-NUS Medical School ประเทศสิงคโปร์ นายยอดศักดิ์ รักษาแก้ว ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นางสาวจิตศ์ตราฎ์ หมีทองธนกรณ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข วิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ ผู้บริหารเครือข่ายบริการสุขภาพทั่วประเทศ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ผู้อำนวยการโรงพยาบาล สาธารณสุขอำเภอ ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เจ้าหน้าที่กรมวิทยาศาสตร์การแพท เข้าร่วมงานที่ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จังหวัดนนทบุรี

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การจัดงานในวันนี้เป็นเวทีสำคัญในการแสดงศักยภาพด้านนวัตกรรมบริการ โดยเฉพาะการตรวจวิเคราะห์กลุ่มโรคทางพันธุกรรม ซึ่งเป็นโรคที่สามารถควบคุมและป้องกันได้ หากดำเนินการ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทันเวลาและครบวงจร กระทรวงสาธารณสุข โดย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เป็นกำลังสำคัญในการสนับสนุนนโยบาย เพื่อการควบคุมและป้องกันโรค ผ่านภารกิจการให้บริการทางห้องปฏิบัติการด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ นอกจากนี้ได้เรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการตรวจวิเคราะห์โรคทางพันธุกรรม โรคหายากหรือวินิจฉัยยากร่วมกันอย่างรอบด้าน และร่วมกันต่อยอดความร่วมมือ เพื่อพัฒนาระบบบริการสุขภาพของประเทศ ให้พร้อมรับความท้า    

          รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวต่ออีกว่า ศูนย์ตรวจวิเคราะห์โรคทางพันธุกรรมขั้นสูงแห่งชาติ จะเป็นศูนย์กลางความเชี่ยวชาญ ด้านการตรวจวิเคราะห์โรคทางพันธุกรรมระดับสูงแห่งแรกของประเทศ โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัย รวมทั้งเป็นศูนย์กลางข้อมูล (Data Hub) ที่่สำคัญในระดับภูมิภาค เป็นหมุดหมายสำคัญของนโยบายสุขภาพระดับชาติ ที่มุ่งสร้างระบบการดูแลสุขภาพอย่างครบวงจร ตั้งแต่การเข้าถึงการตรวจวินิจฉัย การส่งต่อผู้เชี่ยวชาญ การเข้าถึงการรักษา ไปจนถึงการดูแลติดตามผลอย่างต่อเนื่อง เรามุ่งหวังให้เส้นทางการรักษาของผู้ป่วยเป็นระบบที่เชื่อมโยงกันอย่างราบรื่น และไม่เป็นภาระที่ผู้ป่วยต้องเดินตามลำพัง หัวใจสำคัญของนโยบายนี้ คือ “ความเสมอภาคด้านสุขภาพ” การเข้าถึงบริการตรวจวินิจฉัยทางพันธุกรรมและการรักษา ไม่ควรขึ้นอยู่กับฐานะทางเศรษฐกิจ ที่อยู่อาศัย หรือความสามารถในการเข้าถึงข้อมูล ทุกคนควรมีโอกาสได้รับการดูแลสุขภาพอย่างเท่าเทียม และมีสิทธิที่จะรู้ว่าตนเองป่วยเป็นโรคใด เพื่อจะได้เข้าถึงการรักษาที่เหมาะสมอย่างแท้จริง

ด้าน ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวเสริมว่า ศูนย์ตรวจวิเคราะห์โรคทางพันธุกรรมขั้นสูงแห่งชาติ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จะช่วยสนับสนุนนโยบายสำคัญด้านการตรวจวิเคราะห์โรคทางพันธุกรรมของประเทศไทย ได้แก่ การตรวจโรคธาลัสซีเมียในหญิงตั้งครรภ์ การตรวจวคัดกรองกลุ่มอาการดาวน์ในหญิงตั้งครรภ์ ด้วยเทคโนโลยี (Non- Invasive Prenatal Test; NIPT) การตรวจคัดกรองภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมนและกลุ่มโรคพันธุกรรมเมตาบอลิก (IEM) จำนวน 40 โรค ในทารกแรกเกิด การตรวจ Whole Exome Sequencing (WES) สำหรับผู้ป่วยเด็กวิกฤตหรือโรควินิจฉัยยาก การตรวจยีนแพ้ยา การตรวจการกลายพันธุ์ของยีนมะเร็งชนิดถ่ายทอดทางพันธุกรรม และอัลไซเมอร์ เป็นต้น

อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การจัดงานในครั้งนี้ยังเป็นการสร้างศักยภาพของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ในการยกระดับสู่ศูนย์กลางความเชี่ยวชาญด้านการตรวจวิเคราะห์โรคทางพันธุกรรมระดับสูง เพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนเครือข่ายบริการสุขภาพทั่วประเทศ ซึ่งล้วนเป็นกำลังสำคัญในการนำองค์ความรู้ไปต่อยอดสู่การปฏิบัติในพื้นที่ เพื่อยกระดับคุณภาพบริการสุขภาพให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นต่อไป

บัญชีม้าไม่ใช่ทางลัด เสี่ยงถูกดำเนินคดีอาญา ชีวิตอาจพังเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์

บัญชีม้าไม่ใช่ทางลัด เสี่ยงถูกดำเนินคดีอาญา ชีวิตอาจพังเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์

บัญชีม้าไม่ใช่ทางลัด เสี่ยงถูกดำเนินคดีอาญา ชีวิตอาจพังเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในโลกยุคดิจิทัลที่อาชญากรรมไซเบอร์ระบาดหนัก “บัญชีม้า” คือ บัตรผ่านประตูสู่เรือนจำที่มิจฉาชีพยื่นให้โดยที่คุณไม่รู้ตัว การ “รู้ทัน กันโกง” จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ไม่ตกเป็นเหยื่อ  แม้หลายคนมองว่าเป็นเรื่องที่ไกลตัว แต่ความจริงแล้ว ทุกคนมีความเสี่ยงที่จะถูกมิจฉาชีพเข้ามาหลอก และอาจทำให้เข้าไปพัวพันกับการเป็น “บัญชีม้า” โดยไม่รู้ตัว หรือบางคนอาจมองว่าการรับจ้างเปิดบัญชีเป็นแค่เรื่องเล็กน้อย ยอมแลกกับเงินค่าจ้างเพียงไม่กี่ร้อยหรือหลักพันบาท แต่ในความเป็นจริง อาจกลายเป็นค่าปรับหลักแสนและถึงขั้นนอนคุกหลายปี

รู้จัก “บัญชีม้า” และกลลวงของมิจฉาชีพ

“บัญชีม้า” คือ บัญชีธนาคารที่ถูกนำไปใช้รับ – โอนเงินที่ได้มาจากการกระทำผิดกฎหมาย เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญเพื่อใช้หลบเลี่ยงการตรวจสอบ และตัดตอนเส้นทางการเงินของเหล่ามิจฉาชีพ เช่น การหลอกลวงขายสินค้าออนไลน์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และพนันออนไลน์ เป็นต้น ทำให้คนแรกที่เดือดร้อนและต้องรับผิดชอบ คือ เจ้าของชื่อบัญชี

แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาจะมีการปราบปรามบัญชีม้าอย่างต่อเนื่อง แต่จำนวนก็ยังไม่ได้ลดลงมากนัก เนื่องจากมีรูปแบบการหลอกลวงที่หลากหลาย และแนบเนียน ทำให้มิจฉาชีพเข้าถึงประชาชนได้ง่ายขึ้น ทุกคนมีโอกาสตกเป็นเหยื่อได้โดยไม่รู้ตัว ซึ่งกลลวงที่มักเจอบ่อย ๆ อาทิ หลอกลวงด้วยข้ออ้างทางธุรกิจ : อ้างว่าต้องการใช้บัญชีเพื่อธุรกิจชั่วคราว หรือเพื่อการทำธุรกรรมที่ถูกกฎหมาย

แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารหรือเจ้าหน้าที่รัฐ : มิจฉาชีพอาจแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคาร หรือเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อขอให้เปิดบัญชีธนาคาร

การให้รางวัลหรือผลตอบแทน : มิจฉาชีพอาจเสนอเงิน หรือของรางวัลเพื่อให้เหยื่อเปิดบัญชีธนาคาร เพื่อให้มอบข้อมูลการเข้าถึงให้

รับจ้างเปิดบัญชีแลกค่าตอบแทน : มิจฉาชีพประกาศรับซื้อ หรือรับจ้างเปิดบัญชีธนาคารผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย โดยเสนอค่าตอบแทนตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักพันบาท

หลอกให้กรอกข้อมูลส่วนตัว : มักมาในรูปแบบ SMS, อีเมล หรือเว็บไซต์ปลอม หลอกให้คลิกลิงก์เพื่อเข้าไปกรอกข้อมูลส่วนตัวที่สำคัญ แล้วนำไปสวมรอยเปิดบัญชีออนไลน์

ปลอมเป็นคนรู้จัก/เพื่อน/ญาติ ใช้บัญชีปลอม ที่เป็นนามสกุลใกล้เคียงหรือปลอมบัญชีคนรู้จัก มาหลอกยืมขอใช้บัญชีชั่วคราว

อย่าทำ! ผลกระทบร้ายแรงกว่าแค่ติดคุก ผู้ที่เกี่ยวข้องกับบัญชีม้า มีบทลงโทษทางกฎหมาย และยังกระทบกับชีวิตประจำวันด้วย

บัญชีม้าเป็นภัยที่แฝงตัวอยู่ใกล้กว่าที่คิด การเปิดบัญชีหรือให้ผู้อื่นยืมบัญชีธนาคารของตนเอง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ตั้งใจหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ล้วนต้องเผชิญกับผลกระทบที่ร้ายแรง ทั้งโทษทางกฎหมายและการดำเนินชีวิตในอนาคต โดยบทลงโทษตามพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 มีดังนี้

ผู้เปิดขาย ให้เช่า หรือให้ยืมบัญชี มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ผู้ที่เป็นธุระจัดหา หรือโฆษณาเพื่อเปิดบัญชีม้า มีโทษหนักขึ้น จำคุก 2 – 5 ปี หรือปรับ 200,000 -500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ผลกระทบของการเปิดบัญชีม้า ไม่ใช่แค่มีโทษทางกฎหมาย แต่ยังทำให้เจ้าของบัญชีมีประวัติอาชญากรรมติดตัว ยากต่อการสมัครงานหรือทำธุรกรรมในอนาคต และถูกระงับธุรกรรมทางการเงิน ทำให้การใช้ชีวิตประจำวันยากลำบาก อีกทั้งต้องชดใช้ค่าเสียหาย หากผู้เสียหายฟ้องคดีแพ่ง อาจต้องชดใช้เงินทั้งหมดที่ถูกโอนเงินเข้าบัญชีของเจ้าของบัญชี แม้จะได้รับค่าจ้างมาเพียงเล็กน้อยก็ตาม

ป้องกันอย่างไร? ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อบัญชีม้า

อย่าให้ใครยืมบัญชีธนาคาร บัตรเอทีเอ็ม หรือแอปฯ ธนาคารไปใช้งานเด็ดขาด ระวังการให้ข้อมูลส่วนตัว เช่น บัตรประจำตัวประชาชน หรือการถ่ายรูปคู่กับบัตรประจำตัวประชาชน  อย่าหลงเชื่อ คำโฆษณาประเภท “งานสบาย รายได้ดี แค่เปิดบัญชีทิ้งไว้” หมั่นตรวจสอบยอดเงินคงเหลือและรายการเดินบัญชีอย่างสม่ำเสมอ หากพบว่ามีธุรกรรมที่ผิดปกติ ควรรีบแจ้งธนาคารเพื่ออายัดบัญชี อายัดบัตรเอทีเอ็มไว้ก่อน หากเคยหลงผิดเปิดบัญชีไปแล้ว ให้รีบไปติดต่อธนาคารเพื่อขอปิดบัญชีนั้นทันที ก่อนที่จะมีผู้เสียหายไปแจ้งความ

ทีทีบี มุ่ง Make REAL Change สร้างระบบการเงินดิจิทัลที่ปลอดภัย เพื่อให้ชีวิตทางการเงินของคนไทยดีขึ้นแบบรอบด้านอย่างแท้จริง โดยเชื่อว่าการตระหนักรู้ถึงอันตรายของ “บัญชีม้า” และการรู้วิธีการป้องกัน รวมถึงการระมัดระวัง คือหัวใจสำคัญของการ รู้ทัน กันโกง ที่จะช่วยป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อได้ง่าย ๆ และยังช่วยตัดวงจรอาชญากรรมไซเบอร์ที่กำลังแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่องในสังคมไทย พร้อมเดินหน้าสร้างความเข้าใจแก่ประชาชน ผ่านการสื่อสารและการให้ความรู้เชิงรณรงค์ เพื่อให้ทุกคนรู้เท่าทันกลลวงของมิจฉาชีพ และสามารถปกป้องตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะการไม่เปิดบัญชีให้ใครยืม ไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัว และการตรวจสอบธุรกรรมอย่างสม่ำเสมอ คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในการหยุดยั้งภัยบัญชีม้า

ทั้งนี้ หากพบการชักชวนให้เปิดบัญชีม้า ให้ปฏิเสธทันที หากสงสัยว่าถูกหลอก หรือพบพฤติกรรมมิจฉาชีพ สามารถติดต่อ ttb contact center โทร. 1428 กด 03 เพื่อรับคำแนะนำและดำเนินการอย่างถูกต้องทันที เพราะการแจ้งเบาะแสและการไม่ตกเป็นเหยื่อ คือการร่วมมือกันสร้างระบบการเงินที่มั่นคง ปลอดภัย และยั่งยืนสำหรับทุกคน

คุณแหน : 31 มกราคม 2569

คุณแหน : 31 มกราคม 2569

คุณแหน : 31 มกราคม 2569

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • วันนี้เป็นวันสิ้นเดือนแรกของปี…คนไทยมีความหวังกับอนาคต ในการเลือกตั้งครั้งใหม่ ที่จะมีในวันที่ 8 ก.พ.นี้ ซึ่งเป็นวันชี้ชะตาประเทศ ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มี “เลือกตั้ง ส.ส. พ่วง ประชามติ” ในวันเดียว…มีผู้รู้สรุปสูตรไว้ว่า “รับ 2 รอบ – กา 3 ใบ – ไม่ต้องต่อแถวใหม่” ตามนี้: 1) ด่านแรก (ส.ส.) : ยื่นบัตร ปชช. รับบัตร 2 ใบ (เขียวเลือกคน/ชมพูเลือกพรรค) – เข้าคูหา กา X และหย่อนลงตู้ , 2) อย่าเพิ่งหันหลังกลับ (สำคัญมาก) ให้เดินไป”โต๊ะถัดไป” ในหน่วยเลือกตั้งเดิม , 3) ด่านสอง (ประชามติ): ยื่นบัตร ปชช. อีกรอบ รับบัตรสีเหลือง 1 ใบ เข้าคูหา กา X (เห็นชอบ/ไม่เห็นชอบ) ก่อนหย่อนลงตู้ เสร็จจบ กลับบ้านได้ไปลุ้นผลเลือกตั้งที่บ้าน…ข้อสังเกต : ไม่ต้องเดินวนออกไปต่อแถวหน้าหน่วยใหม่ เขาจัด One Stop Service ไว้ให้แล้ว! แค่ขยับตัวไปโต๊ะข้าง ๆ ก็เรียบร้อยทุกกระบวนการ…เวลานัดหมาย: 08.00 – 17.00 น. ที่สำคัญสุดอย่าลืมพกบัตรประชาชน แล้วออกไปใช้สิทธิ์เลือกคนที่ชอบ พรรคที่ใช่ ถูกใจเราเป็นที่สุด…
  • ขอแสดงความยินดีกับ วิชญ์ บุตรชายคนเดียวของ วัฒน์ ทาบึงกาฬ (ผอ.ศูนย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพย์ฯ ) โอกาสที่เรียนจบคณะศิลปศาสตร์ มธ. ภาคภาษาอังกฤษ…
  • มีหลานๆเก่ง คุณย่าคุณยาย พลอยปลื้มและชื่นใจไปด้วย สุวรรณา เบญจดล มีหลานย่า เอสเธอร์ ลงแข่งขันแบตมินตัน รุ่นอายุ 8-10 ปี ได้รับชัยชนะทุกครั้ง ส่วน คุณยาย ตวงพร เลาหบุตร หลานยายคนโต ญาณิกาธิป พงศ์พิธานนท์ นอกจากทั้งร้องเพลง เต้นรำ กับค่ายดังทั้งไทยและเกาหลีแล้ว ตอนนี้สอบติด คณะจิตวิทยา ภาคภาษาอังกฤษ จุฬาฯได้…ด้าน หลานยายคนเล็ก เจลลี่ กัลยรักษ์ เป็นนักกอล์ฟทีมชาติไทย ยังเรียนชั้น มัธยมปลาย…เก่งๆทั้งนั้น…
  • ปลาย มี.ค.นี้ ผุสดี โสรัต กับพี่ชายที่เคารพ สุพจน์ ผจญยุทธ มีทริปเที่ยวคุนหมิง…ขอให้เที่ยวสนุกและเดินทางปลอดภัย…
  • อ.ศรวณี จินายน แนะนำผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ แก่เพื่อนๆ ชื่อ ‘EVINA’ เพื่อคนสูงวัย ดูแลสายตา ดูแลสมอง ดูแลกระดูก…ใครสนใจไถ่ถามกันเองก็แล้วกัน…
  • เพื่อนๆ MCM 2 (ปริญญาโท คณะวารสารฯ มธ.) ขอแสดงความเสียใจกับ ม.ล.สุกุณฑีร์ จรูญโรจน์ ที่สูญเสียมารดา คุณแม่ศรีวิภา จรูญโรจน์ ณ อยุธยา พิธีสวดพระอภิธรรมศพ จัดคืนนี้สุดท้าย(31 ม.ค.) 18.30 น.ณ ศาลา 17 วัดธาตุทอง และประชุมเพลิง 1 ก.พ.14.00 น…ขอเรียนเชิญผู้เคารพนับถือร่วมพิธีโดยพร้อมเพรียงกัน…
  • วาริน-ผาณิต พูนศิริวงศ์ นำพี่น้องและลูกหลาน อาทิ เลิศชาย-ทิพยาภรณ์  พงษ์โสภณ  และ นิศานาถ มีชำนะ ,จันทร์สุดา  รักษ์พลเมือง (ลูกๆ ศ.นพ.นที รักษ์พลเมือง) ร่วมทำบุญเลี้ยงพระอุทิศส่วนกุศลประจำปี แด่ คุณแม่คุณหญิงสุเนตร พงษ์โสภณ (จากไปครบ32 ปี) ,คุณพ่อ นอ.เลื่อน พงษ์โสภณ ,ศ.เกียรติคุณ นพ.นที – สุภาพ รักษ์พลเมือง 1 ก.พ.10.00 น. ณ วัดภคินีนาถวรวิหาร ..
  • สวด เกียรติ ศรีจอมขวัญ สามี กอบทิพย์ ศรีจอมขวัญ 30 ม.ค. – 1 ก.พ. 18.30 น. ศาลาพระครูประจักษ์ วัดธาตุทอง..ฌาปนกิจ 2 ก.พ. 16.00 น. (เมรุหลัง)
  • ช่วงนี้มิจฉาชีพระบาดหนัก “บารอนเนส” ได้รับโทรศัพท์หลอกลวงไม่เว้นแต่ละวัน ซึ่งก็จะมาในรูปแบบต่างๆ อาทิเช่น โทรมาจาก AIS สำนักงานใหญ่ ,ธนาคารกรุงไทย,โฮมโปร และอื่นๆอีกมากมาย แล้วสาธยายชื่อ-นามสกุลอย่างถูกต้อง โดยอ้างว่า คุณเคยมอบอำนาจให้ใครนำ บัตรประชาชน ไปใช้เปิดบัญชีธนาคาร หรือ เปิดเบอร์โทรศัพท์ใหม่อีกหรือไม่…มุกซ้ำๆ น่ารำคาญมาก หลอกได้ หลอกดีกับคนแก่ มิจจี้เอ๋ย ! บาปกรรมคงตามสนองในชาตินี้แน่นอน !!

 

บารอนเนส

เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเวที CP Exponential Surge ปีที่ 2 จุดประกายพลังสร้างสรรค์จากพนักงานทั่วโลก

เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเวที CP Exponential Surge ปีที่ 2 จุดประกายพลังสร้างสรรค์จากพนักงานทั่วโลก

เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเวที CP Exponential Surge ปีที่ 2 จุดประกายพลังสร้างสรรค์จากพนักงานทั่วโลก

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.45 น.

เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) เดินหน้าเปิดเวทีจุดประกายพลังความคิดเชิงนวัตกรรมให้พนักงานในเครือจากทั่วโลก ผ่านโครงการ CP Exponential Surge ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์และพัฒนาไอเดียทางธุรกิจให้สอดคล้องกับโจทย์ยุทธศาสตร์ของกลุ่มธุรกิจ มุ่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงและการเติบโตแบบก้าวกระโดดในโลกธุรกิจยุคใหม่ โดยนำค่านิยมหลักของเครือซีพี ได้แก่ การยอมรับการเปลี่ยนแปลง การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ตลอดจนการทำงานอย่างรวดเร็วและมีคุณภาพ มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนานวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ และโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคและสังคมในอนาคต โครงการดังกล่าวได้รับความสนใจจากพนักงานในกลุ่มธุรกิจเครือซีพีทั่วโลก ส่งผลงานเข้าร่วมการแข่งขันรวมทั้งสิ้น 1,476 โครงการ จากหลากหลายกลุ่มธุรกิจในเครือ อาทิ ซีพีเอฟ ซีพีออลล์ ซีพีแอ็กซ์ตร้า ทรู กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร ข้าว ขนส่งและบริการ กลุ่มธุรกิจบรรจุภัณฑ์ และ สถาบันผู้นำเครือเจริญโภคภัณฑ์ ก่อนผ่านกระบวนการคัดเลือกจนเหลือเพียง 8 ทีมสุดท้าย ที่ผ่านเข้าสู่รอบ Final Pitching ณ สถาบันผู้นำ เครือเจริญโภคภัณฑ์ จังหวัดนครราชสีมา

ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส ดร.อาชว์ เตาลานนท์ รองประธานอาวุโส นายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงและคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ร่วมรับฟังการนำเสนอแนวคิดเชิงนวัตกรรม พร้อมให้คำแนะนำและข้อเสนอแนะเชิงลึกแก่ผู้เข้าแข่งขัน โดยคณะกรรมการได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการต่อยอดโครงการสู่การปฏิบัติได้จริงในภาคธุรกิจ ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาและจุดอ่อนของธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกันนี้ นายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีมอบรางวัลแก่ทีมผู้ชนะเลิศ ได้แก่ รางวัลชนะเลิศ Exponential Surge Champion แก่ ทีม Collatech-P โครงการสกัดโปรตีนคอลลาเจนเปปไทด์จากกระดูกหมู จากซีพีเอฟ ขณะที่ รางวัลอันดับสอง Exponential Growth Innovator จำนวน 3 รางวัล มอบให้แก่ ทีมโครงการนวัตกรรมชุดทดสอบอัจฉริยะสำหรับตรวจการปนเปื้อนไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ในน้ำนมดิบ จาก CP Meiji ทีม Natural Bio Guard นวัตกรรมถนอมความสดเพื่ออาหารปลอดภัย จากซีพีเอฟ และทีมโครงการโรงเรือนเลี้ยงกุ้งขนาดเล็ก ระบบจุลินทรีย์บำบัดน้ำไบโอฟลอค จากซีพีเอฟ ส่วน รางวัลอันดับสาม Pioneering Progress Award จำนวน 4 รางวัล มอบให้แก่ ทีม CP Axtra Neighborhood Data Franchise จากซีพี แอ็กซ์ตร้า ทีม iDooMoo ระบบเอไออัจฉริยะเพื่อการเฝ้าระวังและลดความสูญเสียอย่างแม่นยำในฟาร์มสุกรขุน จากซีพีเอฟ ทีม Smart and Sustainable Packaging Solutions ธุรกิจผลิตและให้บริการบรรจุภัณฑ์อัจฉริยะแบบครบวงจร จาก CPPC และทีมโครงการระบบสั่งซื้ออัจฉริยะ ปฏิวัติการบริหารสินค้าด้วยเอไอ จากซีพีเอฟ

นายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ กล่าวชื่นชมความมุ่งมั่นและพลังความคิดสร้างสรรค์ของทุกทีมงานที่ร่วมกันพัฒนาแนวคิดทางธุรกิจ พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตั้งเป้าหมายการเติบโตที่ท้าทาย และการมองโอกาสในระดับโลก เพื่อยกระดับศักยภาพขององค์กรสู่การเป็นผู้นำในเวทีสากล ซึ่งการขับเคลื่อนธุรกิจในอนาคตจำเป็นต้องก้าวข้ามกรอบความคิดเดิมๆ และไม่จำกัดมุมมองอยู่เพียงตลาดภายในประเทศ ควรมองเป้าหมายตลาดโลกเป็นโอกาสสำคัญในการขยายธุรกิจ พร้อมเสนอแนวคิดการใช้มาตรฐานขององค์กรชั้นนำระดับโลกมาเป็นคู่เทียบ เพื่อประเมินศักยภาพและพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันระดับสากล

นายสุภกิต กล่าวเสริมอีกว่า ในด้านกลยุทธ์ธุรกิจ ให้ขยายมุมมองการสรรหาวัตถุดิบจากแหล่งใหญ่ของโลก ควบคู่กับการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ดีที่สุด และปัญญาประดิษฐ์ มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลตลาด และเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน สร้างมูลค่าเพิ่มและความแตกต่างให้กับสินค้าและบริการคุณภาพของเรา อีกทั้งท่านประธานกรรมการได้เน้นย้ำถึงการใช้พลังของเครือเจริญโภคภัณฑ์และระบบนิเวศธุรกิจของเรา เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วและมั่นคง พร้อมให้ความสำคัญกับการสร้างองค์ความรู้เฉพาะและทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อสร้างความได้เปรียบในระยะยาว พร้อมชี้ให้เห็นถึงบทบาทของนวัตกรรมด้านบรรจุภัณฑ์ในฐานะโอกาสสำคัญในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน โดยเฉพาะการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าสอดคล้องกับทิศทางการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน

ประธานกรรมการกล่าวทิ้งท้ายว่า “ความสำเร็จในอนาคตจะเกิดจากการมีวิสัยทัศน์ระดับโลก การผสานพลังของคน เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้าด้วยกันอย่างลงตัว เพื่อผลักดันองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืนและสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก”

ด้าน ดร.อาชว์ เตาลานนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า โครงการ CP Exponential Surge เป็นเวทีสำคัญที่สะท้อนการยอมรับการเปลี่ยนแปลงและการขับเคลื่อนนวัตกรรมขององค์กรอย่างเป็นรูปธรรม โดยพนักงานจากหลากหลายหน่วยงานได้นำค่านิยมหลักของซีพีมาปรับใช้ในการทำงานจริง ไม่ใช่เพียงในเชิงนโยบาย แต่เป็นการลงมือปฏิบัติร่วมกัน โดยเฉพาะค่านิยม ยอมรับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการคิดค้นสิ่งใหม่และการสร้างนวัตกรรมอย่างยั่งยืน โครงการดังกล่าวจึงทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมให้พนักงานกล้าคิด กล้าทดลอง และพัฒนาไอเดียทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกและอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ควบคู่กับการปลูกฝังวัฒนธรรมนวัตกรรมให้เกิดขึ้นทั่วทั้งองค์กรไม่จำกัดอยู่เฉพาะหน่วยงานด้านวิจัยหรือเทคโนโลยี แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของพนักงานทุกคน ขณะเดียวกัน แนวคิดและโครงการที่ต่อยอดจาก CP Exponential Surge ยังมุ่งสร้างประโยชน์ในวงกว้างต่อองค์กร ประเทศชาติ ประชาชน และภาคธุรกิจ ภายใต้หลักความซื่อสัตย์และกตัญญู ซึ่งเป็นรากฐานของเครือซีพี เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การดำเนินธุรกิจในศตวรรษที่ 2 ด้วยการเปิดรับเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่อย่างต่อเนื่อง สืบทอดมรดกทางธุรกิจและผลักดันซีพีสู่การเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมอย่างแท้จริงในระยะยาว

“การเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เรื่องของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของพนักงานทุกคน” ดร.อาชว์ กล่าวทิ้งท้าย

ด้านนางสาวชลิตา กลัดนิ่ม ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนา แปรรูปสุกร ไข่ และเบเกอรี่ ซีพีเอฟ ทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ กล่าวว่า มีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่โครงการนี้ประสบความสำเร็จ สะท้อนให้เห็นถึงการนำวัตถุดิบที่มีอยู่มาสร้างคุณค่าและใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่าเพื่อส่งมอบประโยชน์ให้กับผู้บริโภคในวงกว้างซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้คือการใช้นวัตกรรมไบโอเทค เพื่อพัฒนาการใช้ประโยชน์จากกระดูกสัตว์ ให้ได้โปรตีนที่มีประโยชน์ ตอบโจทย์สังคมผู้สูงอายุ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ทั้งด้านสุขภาพและความงาม ช่วยลดการนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุน ทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์คุณภาพในราคาที่เหมาะสมมากขึ้น และการพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวจะช่วยยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมของไทย ควบคู่ไปกับการพัฒนาบุคลากรในองค์กร ผ่านกระบวนการเรียนรู้การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้

“โครงการนี้เป็นเวทีสำคัญในการพัฒนาศักยภาพพนักงาน เปิดโอกาสให้ได้เสริมสร้างแนวคิด ทักษะ และองค์ความรู้ผ่านกระบวนการแข่งขันและการนำเสนอผลงาน ซึ่งตอกย้ำว่าทรัพยากรบุคคลคือหัวใจสำคัญขององค์กรและการลงทุนในการเรียนรู้จะช่วยต่อยอดความรู้และขีดความสามารถของบุคลากรอย่างยั่งยืน” นางสาวชลิตา กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ ผลงานทุกโครงการที่ได้รับรางวัลจะได้นำแนวคิดหรือแผนงานที่นำเสนอไปต่อยอดและทดลองดำเนินการจริง เพื่อพิสูจน์ความเป็นไปได้ทางธุรกิจภายในระยะเวลา 6 เดือน – 1 ปี โดยได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มธุรกิจในเครือ ควบคู่กับกระบวนการติดตามและให้คำปรึกษาอย่างเข้มข้นจากสถาบันผู้นำฯ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม