ในยุค 2000s ยุคของ Millennials และ Gen X การดื่มแอลกอฮอล์คือบัตรผ่านเข้าสู่สังคม ใครที่ไม่ดื่มมักถูกมองว่าแปลกหรือไม่สนุก สำหรับ Gen Z การไม่ดื่ม (Teetotalism) กลายเป็นเรื่องเท่และแสดงถึงวินัยในการดูแลตัวเอง แรงกดดันเปลี่ยนจากการต้องดื่มตามเพื่อน เป็นการแข่งขันกันว่าใครจะมี Life-work balance หรือสุขภาพที่ดีกว่ากัน
ว่ากันว่า Gen Z ให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตที่ดีมากกว่าคนรุ่นก่อน พวกเขาตระหนักถึงอาการที่เรียกว่า Hangxiety (Hangover + Anxiety) หรือภาวะวิตกกังวลหลังการดื่ม ซึ่งเกิดจากสารเคมีในสมองไม่สมดุลหลังแอลกอฮอล์หมดฤทธิ์ การต้องเสียเวลาหนึ่งวันเต็มๆ ไปกับการนอนซมและรู้สึกดิ่งคือ “ต้นทุนที่สูงเกินไป” สำหรับพวกเขา
ขณะเดียวกัน ในยุคที่ทุกคนมีสมาร์ทโฟนและโซเชียลมีเดีย “ภาพลักษณ์” คือสิ่งสำคัญที่สุด Gen Z เติบโตมากับการเห็นความผิดพลาดของคนอื่นที่กลายเป็นไวรัล พวกเขาจึงระมัดระวังอย่างมากที่จะไม่ให้ภาพลักษณ์ตัวเองดูแย่หรือขาดสติในโลกออนไลน์ การเมาจนครองสติไม่ได้ถูกมองว่าน่าอาย (Cringe) มากกว่าที่จะเป็นเรื่องตลก อีกอย่าง คน Gen Z ที่เติบโตมาในยุคที่มีข้อมูลข่าวสารล้นหลาม พวกเขามองแอลกอฮอล์ว่าเป็นสารพิษ (Toxin) มากกว่าเครื่องดื่มให้ความบันเทิง งานวิจัยใหม่ๆ ที่ระบุว่าไม่มีระดับการดื่มแอลกอฮอล์ที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ ถูกแชร์อย่างแพร่หลายใน TikTok และ Instagram ทำให้ความเชื่อเรื่อง ‘ดื่มไวน์วันละแก้วช่วยให้หัวใจแข็งแรง’ ถูกมองว่าเป็นข้อมูลเก่าไปแล้ว
แม้จะดื่มน้อยลงหรือเลิก แต่คน Gen Z ไม่ได้เลิกสังสรรค์ พวกเขาแค่เปลี่ยนทั้งสิ่งที่ดื่มและพฤติกรรมในการดื่ม แทนที่จะดื่มเบียร์ราคาถูกหลายๆ ขวดหรือยกลังในคืนวันศุกร์ Gen Z ยินดีที่จะจ่ายเงินก้อนเดิมเพื่อซื้อค็อกเทลดีๆ เพียงแก้วเดียว หรือเลือกดื่มไวน์ธรรมชาติ (Natural Wine) ที่มีเรื่องราวและดีต่อสุขภาพมากกว่า เป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Less but Better ขณะเดียวกัน นอกจากคาเฟ่ทั่วไปแล้ว Gen Z ยังมีตัวเลือกอย่าง Functional Drinks หรือเครื่องดื่มผสมสารสกัดจากธรรมชาติที่ช่วยให้ผ่อนคลายแต่ไม่เมา หรือในบางประเทศคือการเปลี่ยนไปใช้กัญชา ที่ถูกมองว่าส่งผลกระทบต่อร่างกายน้อยกว่าในวันรุ่งขึ้น ยิ่งคนดังอย่าง ทอม ฮอลแลนด์ และ แคที แพร์รี ร่วมส่งเสริมด้วยการทำตลาดเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ เข้ามาเป็นตัวเร่งให้กระแสดังกล่าวขยายตัวอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญยังเฝ้าระวังว่า Gen Z จะหันไปติดอย่างอื่นแทนหรือไม่ เช่น การเสพติดหน้าจอ หรือการใช้สารเสพติดประเภทอื่นแทน แต่ที่แน่ๆ สำหรับ Gen Z แล้ว การไม่ดื่มไม่ใช่เรื่องเชย แต่เป็นสัญลักษณ์ของการมีอำนาจควบคุมตัวเอง ความใส่ใจในสุขภาพ และความฉลาดในการเลือกใช้ชีวิตต่างหาก
นอกจากรางวัลใหญ่ระดับประเทศจากเวที Thailand Energy Awards 2025 แล้ว เมื่อเร็วๆ นี้ โรงพยาบาลวิมุต ยังเป็นตัวแทนประเทศไทยไปประกวดบนเวทีระดับภูมิภาค “ASEAN Energy Awards 2025” ที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งจัดขึ้นโดย ASEAN Centre for Energy (ACE) ภายใต้การกำกับของ ASEAN Ministers on Energy Meeting (AMEM) ที่มีผลงานเข้าร่วมจาก 7 ประเทศสมาชิกอาเซียน รวมกว่า 68 โครงการและสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศ (Winner) ในสาขา Energy Efficient Building ประเภท New and Existing Building โดยรางวัลดังกล่าวเชิดชูความสำเร็จในการดำเนินงานด้านการประหยัดพลังงานอย่างเป็นรูปธรรมของอาคารโรงพยาบาลวิมุต ซึ่งในปี 2568 มีการประหยัดการใช้พลังงาน ลดลงได้ 422,000 kWhต่อปี, การประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้ 3.25 ล้านบาทต่อปี และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ถึง 1,092 ตันคาร์บอนต่อปีเมื่อเทียบกับปี 2567 ตอกย้ำมาตรฐานด้านอาคารสีเขียวและแนวทางปฏิบัติด้านความยั่งยืนในระดับสากลขององค์กร