เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ เสด็จทรงเปิดนิทรรศการ ‘YOUNG รักษ์ทะเล’ บางกอกแอร์เวย์สเฝ้ารับเสด็จ พร้อมร่วมขับเคลื่อนอนุรักษ์ทะเลไทย

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ เสด็จทรงเปิดนิทรรศการ ‘YOUNG รักษ์ทะเล’  บางกอกแอร์เวย์สเฝ้ารับเสด็จ พร้อมร่วมขับเคลื่อนอนุรักษ์ทะเลไทย

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ เสด็จทรงเปิดนิทรรศการ ‘YOUNG รักษ์ทะเล’ บางกอกแอร์เวย์สเฝ้ารับเสด็จ พร้อมร่วมขับเคลื่อนอนุรักษ์ทะเลไทย

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.43 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้า สิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดนิทรรศการ “YOUNG รักษ์ทะเล SEA THE CHANGE : สร้างโลกทะเลใหม่ ด้วยมือเรา” เมื่อเร็ว ๆ นี้ ณ ห้องจัดนิทรรศการ NEX Hall ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

โอกาสนี้ นางสาวตรีศรัณย์ สีตกะลิน รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ เลขานุการบริษัท ฯ และ(รักษาการ) รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายสนามบิน ผู้แทนบริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เฝ้ารับเสด็จ และเข้ารับพระราชทานโล่ที่ระลึก เข็มที่ระลึก และประกาศเกียรติคุณ ในฐานะที่บริษัทฯ เป็นผู้มีส่วนร่วมสนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา (ม.อปสท.สร.)  

ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ร่วมปฏิบัติหน้าที่ในคณะอนุกรรมการฝ่ายรายได้ของมูลนิธิฯ โดยมีบทบาทในการสนับสนุนการกำหนดแนวทางและเป้าหมายการดำเนินงานให้สอดคล้องกับพระราชดำริ และวัตถุประสงค์ของมูลนิธิฯ การได้รับพระราชทานโล่และประกาศเกียรติคุณในครั้งนี้ จึงนับเป็นเกียรติและความภาคภูมิใจในการร่วมสนับสนุนการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลของประเทศไทย ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินธุรกิจภายใต้นโยบายความยั่งยืนผ่านแนวคิด “Boutique Footprint” ที่มุ่งสร้างคุณค่าร่วมให้กับชุมชน สิ่งแวดล้อม และสังคมไทยในระยะยาว

นิทรรศการ “YOUNG รักษ์ทะเล SEA THE CHANGE : สร้างโลกทะเลใหม่ ด้วยมือเรา” จัดขึ้นโดย ม.อปสท.สร. เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทางทะเล ผ่านการนำเสนอองค์ความรู้ นวัตกรรม และเรื่องราวความสำเร็จด้านการฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลของไทย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนและประชาชนร่วมกันดูแลทะเลไทยอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ นิทรรศการเปิดให้ประชาชนเข้าชม จนถึงวันที่ 12 สิงหาคม 2569 ณ NEX Hall ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน เพื่อร่วมสัมผัสประสบการณ์การเรียนรู้ที่ผสานเทคโนโลยี ความรู้ และแรงบันดาลใจในการร่วมอนุรักษ์ท้องทะเลไทยให้คงความอุดมสมบูรณ์อย่างยั่งยืน

ทีเส็บเดินหน้าบ่มเพาะโคราช ต่อยอดเทศกาล K-BATTLE สู่ ‘แพลตฟอร์มเศรษฐกิจของเมือง’

ทีเส็บเดินหน้าบ่มเพาะโคราช ต่อยอดเทศกาล K-BATTLE สู่ ‘แพลตฟอร์มเศรษฐกิจของเมือง’

ทีเส็บเดินหน้าบ่มเพาะโคราช ต่อยอดเทศกาล K-BATTLE สู่ ‘แพลตฟอร์มเศรษฐกิจของเมือง’

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.23 น.

สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ จัดกิจกรรมบ่มเพาะ Korat K-Battle : Business Festival Lab “ออกแบบเทศกาลที่ขายได้ และเปิดโอกาสธุรกิจให้เมือง” ภายใต้โครงการ “อวดเมือง 2569” ณ โรงแรมดิ อิมพีเรียล โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ โคราช จังหวัดนครราชสีมา   เตรียมความพร้อมจังหวัดนครราชสีมาต่อยอด K-BATTLE International Street Culture Festival 2026 จากเทศกาลวัฒนธรรมสตรีทของเมือง สู่เครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สามารถสร้างโอกาสด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และธุรกิจใหม่ได้อย่างเป็นรูปธรรม

กิจกรรมครั้งนี้มุ่งเน้นคณะทำงานหลักในการขับเคลื่อนเทศกาล K-BATTLE จากทุกภาคส่วนของจังหวัด ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา ภาคการท่องเที่ยว และผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อร่วมเรียนรู้และพัฒนาแนวทางการยกระดับเทศกาลให้เติบโตบนพื้นฐานของโมเดลธุรกิจที่ยั่งยืน

วิจิตร กิจวิรัตน์

นายวิจิตร กิจวิรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า “การได้รับคัดเลือกเป็นจังหวัดนำร่องของโครงการ “อวดเมือง” เป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับการพัฒนาเมือง โดยใช้ศักยภาพและอัตลักษณ์ของโคราชเป็นต้นทุนในการสร้างเศรษฐกิจใหม่ โดยหัวใจสำคัญของการพัฒนาเทศกาล คือการสร้างคน สร้างองค์ความรู้ และสร้างความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อให้เทศกาลสามารถสร้างรายได้ เชื่อมโยงธุรกิจ และสร้างประโยชน์กลับคืนสู่คนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน”

ดร.สุรัชสานุ์ ทองมี

ด้าน ดร.สุรัชสานุ์ ทองมี รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า “กิจกรรมบ่มเพาะ Korat K- Battle:  Business Festival Lab ถือเป็นก้าวต่อจากเวที Town Hall “อวดเมืองโคราช” ที่จัดขึ้นเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยเป็นการต่อยอดจากการร่วมกำหนดทิศทางของเมือง ไปสู่การเตรียมความพร้อมในการลงมือทำ โดยทีเส็บมุ่งสนับสนุนองค์ความรู้ สร้างเครื่องมือในการยกระดับงาน และสร้างเครือข่ายต่อยอดเชิงพาณิชย์ เพื่อช่วยให้จังหวัดสามารถยกะดับเทศกาล K-BATTLE ให้เติบโตเป็น City Branded Festival ที่สร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสร้างโอกาสให้เมืองได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว”

อธิปัตย์ ทองชั้น

ด้าน อธิปัตย์ ทองชั้น ประธานสโมสรโคราชแบทเทิล กล่าวว่า “K-BATTLE เกิดขึ้น และเติบโตจากความรักใน Street Culture แต่หลังจากเข้าร่วมโครงการ “อวดเมือง” วันนี้เรากำลังเรียนรู้ว่าจะทำอย่างไรให้ทุกครั้งที่ K-BATTLE จัดขึ้น คนในพื้นที่ได้ประโยชน์ ผู้ประกอบการมีรายได้ และธุรกิจใหม่ๆ เกิดขึ้นในจังหวัด นั่นคือเป้าหมายที่พวกเรากำลังร่วมกันออกแบบ”

ภายในงานแบ่งกิจกรรมออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ Festival Insight Talks และ Business Platform Design Workshop โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้สร้างเทศกาลและผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจงานแสดงสินค้าระดับประเทศ ประกอบด้วย ป่านแก้ว สัตยาวุฒิพงศ์ Vice President – Showbiz Promoter บริษัท จีเอ็มเอ็ม มิวสิค จำกัด (มหาชน) ผู้อยู่เบื้องหลัง Big Mountain Music Festival เทศกาลดนตรีกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ถ่ายทอดแนวคิดการสร้างเทศกาลให้เติบโตไปพร้อมกับชุมชน เมือง และภาคธุรกิจ, รวิกานต์ พิทักษ์โลหพิตร Event Director – S2O Factory ผู้อยู่เบื้องหลัง S2O Songkran Music Festival เทศกาลดนตรีสัญชาติไทยที่สามารถขยาย   แบรนด์ผ่านระบบลิขสิทธิ์ไปจัดงานในหลายประเทศ ถ่ายทอดประสบการณ์การสร้างโมเดลธุรกิจ การบริหารจัดการ และการต่อยอดเทศกาลสู่เวทีนานาชาติ และ กชสร โตเจริญธนาผล ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารโครงการ บริษัท อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ จำกัด ผู้นำด้านการจัดงานแสดงสินค้าและงาน B2B Exhibition ระดับโลก นำเวิร์กช็อปออกแบบแพลตฟอร์มธุรกิจเพื่อต่อยอดการค้าการลงทุนอย่างเป็นรูปธรรม

ตลอดกิจกรรม ผู้เข้าร่วมได้รับองค์ความรู้ และร่วมกันระดมความคิดในการออกแบบแนวทางการพัฒนาเทศกาล    K-BATTLE ในมิติต่าง ๆ ทั้งการสร้างโมเดลรายได้ การเชื่อมโยงผู้ประกอบการ การออกแบบกิจกรรมเชิงพาณิชย์ และการพัฒนางานแสดงสินค้า K-BATTLE International Expo (KBATX) เพื่อให้เทศกาลสามารถสร้างโอกาสทางการค้าและการลงทุนได้จริง

ทั้งนี้ องค์ความรู้และข้อเสนอที่ได้จากกิจกรรมดังกล่าว จะถูกนำไปต่อยอดในการจัด K-BATTLE International Street Culture Festival 2026 ระหว่างวันที่ 20–29 พฤศจิกายน 2569 เพื่อยกระดับ K-BATTLE จากเทศกาลวัฒนธรรมสตรีทของโคราช สู่แพลตฟอร์มเศรษฐกิจของเมือง ที่เชื่อมโยง ศิลปิน ผู้ประกอบการ นักลงทุน และโอกาสทางธุรกิจ จากทั้งในและต่างประเทศ โดยคาดว่าจะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจให้จังหวัดนครราชสีมาได้กว่า 2,458 ล้านบาท พร้อมวางรากฐานให้ K-BATTLE เติบโตเป็น City Branded Festival ที่สร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจให้กับจังหวัดได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว

สสส.ขยายชุมชนลดเค็ม พัฒนา ‘Salt Meter’ ดันมาตรการลดโซเดียม ป้องกันโรคไต-NCDs ตั้งแต่ต้นทาง

สสส.ขยายชุมชนลดเค็ม พัฒนา 'Salt Meter' ดันมาตรการลดโซเดียม ป้องกันโรคไต-NCDs ตั้งแต่ต้นทาง

สสส.ขยายชุมชนลดเค็ม พัฒนา ‘Salt Meter’ ดันมาตรการลดโซเดียม ป้องกันโรคไต-NCDs ตั้งแต่ต้นทาง

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 13.42 น.

เครือข่ายลดบริโภคเค็ม ชี้ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังไทยทะลุ 1 ล้านคน ชู สสส. เดินหน้าขับเคลื่อนสังคมลดเค็มผ่าน ผ่านการส่งเสริมสัญลักษณ์ “ทางเลือกสุขภาพ” ขยายชุมชนลดเค็ม พัฒนา Salt Meter และผลักดันมาตรการลดโซเดียม ป้องกันโรคไต-NCDs ตั้งแต่ต้นทาง คาดลดผู้ป่วยความดันโลหิตสูงกว่า 85,000 ราย ลดภาระค่ารักษากว่า 3,100 ล้านบาท ใน 10 ปี

รศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ อายุรแพทย์โรคไต โรงพยาบาลรามาธิบดี และประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม กล่าวว่า จำนวนผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังยังคงเพิ่มขึ้นทั่วโลก แม้ปัจจุบันจะมีแนวทางการรักษาที่ช่วยชะลอการเสื่อมของไตได้ดีขึ้น ข้อมูลจากระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ (Health Data Center: HDC) ของกระทรวงสาธารณสุข ปี 2569 พบผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง 1,321,111 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 จำนวน 175,928 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 จำนวน 634,289 คน ระยะที่ 4 จำนวน 167,244 คน และระยะที่ 5 ซึ่งต้องได้รับการล้างไตมากถึง 82,051 คน ซึ่งเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญจากโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ได้แก่ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และภาวะอ้วน ซึ่งสัมพันธ์กับพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสม เช่น การบริโภคอาหารหวาน มัน เค็ม อาหารแปรรูปและอาหารแปรรูประดับสูง (Ultra-processed Foods: UPFs) รวมถึงเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง ตลอดจนการสูบบุหรี่ การใช้ยาหรือสารที่อาจส่งผลกระทบต่อไต และการเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไตเรื้อรัง

“จากประสบการณ์ในหลายประเทศทั่วโลก พบว่า การให้ความรู้เพียงอย่างเดียวไม่สามารถลดจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ได้ จึงจำเป็นต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ ควบคู่กับการเพิ่มการเข้าถึงอาหารสุขภาพ การจำกัดการตลาดและการเข้าถึงอาหารหวาน มัน เค็ม รวมถึงการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ขณะเดียวกันไทยควรยกระดับจากการขอความร่วมมือไปสู่มาตรการทางกฎหมาย เช่น การกำหนดค่าปริมาณโซเดียมสูงสุดในผลิตภัณฑ์อาหาร (Maximum Sodium Levels) และการจัดเก็บภาษีโซเดียม เช่นเดียวกับมาตรการภาษีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล เพื่อให้การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ การสร้างความรอบรู้ทางสุขภาพ และการรักษาดำเนินไปพร้อมกัน จะช่วยลดความเสี่ยงโรคไตและโรค NCDs ได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน” รศ.นพ.สุรศักดิ์ กล่าว

รศ.นพ.สุรศักดิ์ กล่าวต่อว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชนได้ร่วมกันขับเคลื่อนการลดการบริโภคเกลือและโซเดียมภายใต้แผนยุทธศาสตร์ลดการบริโภคโซเดียมในประเทศไทย (SALTS) เพื่อสร้างความตระหนักและลดการบริโภคโซเดียมเกินของประชาชน ขณะเดียวกัน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับเครือข่ายลดบริโภคเค็มและภาคีเครือข่าย ขับเคลื่อนมาตรการลดการบริโภคโซเดียมอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การดำเนิน “มาตรการชุมชนลดเค็ม” ในพื้นที่นำร่องกว่า 50 ชุมชน และเตรียมขยายผลอีกกว่า 100 ชุมชน ควบคู่กับการติดตามประเมินผลด้านสุขภาพ แม้ปัจจุบันคนไทยยังบริโภคโซเดียมเฉลี่ย 3,650 มิลลิกรัมต่อวัน สูงกว่าคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกเกือบ 1.8 เท่า แต่ผลการศึกษาพบว่า มาตรการชุมชนลดเค็มร่วมกับการใช้ Salt Meter ช่วยลดการบริโภคโซเดียมได้เฉลี่ย 575 มิลลิกรัมต่อวัน และลดความดันโลหิตตัวบนได้เฉลี่ย 13.5 มิลลิเมตรปรอท ภายใน 12 สัปดาห์ สะท้อนประสิทธิผลในการลดปัจจัยเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อ (NCDs)

รศ.นพ.สุรศักดิ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ สสส. และภาคีเครือข่ายยังสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรม Salt Meter เพื่อช่วยตรวจวัดปริมาณโซเดียมในอาหาร ซึ่งปัจจุบันมีการนำไปใช้แล้วกว่า 28,000 เครื่อง ในโรงพยาบาล ชุมชน และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) พร้อมขับเคลื่อนความร่วมมือกับภาคเอกชนในการปรับสูตรผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อลดโซเดียม ส่งเสริมการขยายการรับรองสัญลักษณ์ “ทางเลือกสุขภาพ” (Healthier Choice Logo: HCL) ในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารต่าง ๆ และปรับปรุงเกณฑ์ปริมาณโซเดียมของสัญลักษณ์ฯ สำหรับอาหารกึ่งสำเร็จรูปประเภทเส้น เพื่อเพิ่มทางเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพให้แก่ผู้บริโภค รวมถึงสนับสนุนการศึกษาวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์สุขภาพและฐานข้อมูลตลาดอาหาร เพื่อจัดทำหลักฐานเชิงประจักษ์สนับสนุนการพัฒนานโยบายภาษีโซเดียม โดยผลการศึกษาประมาณการว่า หากดำเนินนโยบายดังกล่าว อาจช่วยลดผู้ป่วยความดันโลหิตสูงได้กว่า 84,000 ราย และลดค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลได้กว่า 3,100 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 10 ปี

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ จับมือ TSB มอบขนมขบเคี้ยว โรงเรียน-ชุมชนวัดบางน้ำชน เฉลิมพระชนมพรรษา 74 พรรษา

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ จับมือ TSB มอบขนมขบเคี้ยว โรงเรียน-ชุมชนวัดบางน้ำชน เฉลิมพระชนมพรรษา 74 พรรษา

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ จับมือ TSB มอบขนมขบเคี้ยว โรงเรียน-ชุมชนวัดบางน้ำชน เฉลิมพระชนมพรรษา 74 พรรษา

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 13.07 น.

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ร่วมกับ บริษัทไทย สมายล์ บัส จำกัด ลงพื้นที่โรงเรียนและชุมชนวัดบางน้ำชน มอบขนมขบเคี้ยว ภายใต้โครงการหัวใจปันสุข ถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 74 พรรษา 28 กรกฎาคม 2569

5 สิงหาคม 2569 นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ พร้อมด้วย นายกมลธร โกมารทัต ผู้ช่วยรองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาดและแบรนด์ บริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด ลงพื้นที่โรงเรียนวัดบางน้ำชน และชุมชนวัดบางน้ำชน มอบขนมขบเคี้ยวให้แก่เด็กนักเรียนและชาวบ้านในชุมชน จำนวน 38 ครัวเรือน ผ่านโครงการหัวใจปันสุข ซึ่งจัดขึ้นเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 74 พรรษา โดยมีนางสาวธนพร รัตนไพศร ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดบางน้ำชน และนางสาวพวงเพ็ชร ปันสา ประธานชุมชนวัดบางน้ำชน เป็นผู้แทนรับมอบ ณ ชุมชนวัดบางน้ำชน ถนนเจริญนคร แขวงสำเหร่ เขตธนบุรี

สำหรับขนมขบเคี้ยวที่นำมามอบในครั้งนี้ ประกอบไปด้วย ขนมเมล็ดทานตะวันและบุกปรุงรสหม่าล่า รวมจำนวน 1,488 ชิ้น มูลค่ารวม 16,416 บาท ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก นางสราญจิตร หวัง กรรมการบริษัท บริษัท ไบ่ ลี่ เอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อความสุขเพื่อสังคม

ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ กล่าวว่า เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อความรัก ความห่วงใย แก่เยาวชน และคนในชุมชนวัดบางน้ำชน ผ่านการแบ่งปันสิ่งของ โดยมีผู้อำนวยการโรงเรียน และประธานชุมชนเป็นตัวแทนรับมอบ พร้อมนำไปแจกจ่ายให้กับเด็กๆ และตามครัวเรือนอย่างทั่วถึงต่อไป นับเป็นอีกหนึ่งความตั้งใจของมูลนิธิฯ ที่ยังคงมุ่งมั่นตั้งใจส่งต่อความช่วยเหลืออย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ทั้งนี้มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ยังคงเดินหน้าสานต่อภารกิจแห่งการให้ โดยร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคม เพื่อสร้างโอกาสและยกระดับคุณภาพชีวิตของเยาวชน และคนในพื้นที่ ซึ่งแม้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ก็สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดี ต่อสังคมไทยได้อย่างยั่งยืน

LIFE & HEALTH : เทรนด์ AI ปี 2569..รู้จักการสร้าง Code จากการคุยกับ AI (Vibe Coding)

LIFE & HEALTH : เทรนด์ AI ปี 2569..รู้จักการสร้าง Code จากการคุยกับ AI (Vibe Coding)

LIFE & HEALTH : เทรนด์ AI ปี 2569..รู้จักการสร้าง Code จากการคุยกับ AI (Vibe Coding)

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) ที่รวดเร็ว จาก Generative AI มาสู่ Agentic AI ในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบัน AI สามารถพัฒนาเข้าสู่ระบบของการสร้าง Code ได้ตามความต้องการของผู้ใช้งาน ไม่ว่าผู้ใช้งานจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีหรือไม่ เพียงมีความสามารถในการออกคำสั่ง (Prompt) ให้กับ AI  ในการออกแบบ Code ได้ ก็สามารถที่จะสร้างแพลตฟอร์มและ แอปพลิเคชัน ได้แล้ว ผศ.ดร. รุ่งโรจน์ โชคงามวงศ์​ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด (มหาชน) บริษัทด้าน AI Transformation & Solutions ให้ความเห็นว่า จากการออกคำสั่งด้วยการใส่ข้อมูลให้ AI ปัจจุบันกำลังพัฒนาไปสู่ การสร้าง Code จากการสนทนากับ AI ที่เรียกว่า  Vibe Coding

Vibe Coding โลกของ คนที่เข้าใจปัญหาและความต้องการ

พัฒนาการของ AI ในปัจจุบัน กำลังเข้าสู่แนวคิดเรื่องการเขียน Code โดยใช้ภาษาธรรมชาติในการสื่อสารกับ AI เพื่อให้ AI เป็นผู้สร้างระบบแทนมนุษย์ ซึ่งพลิกโฉมจากกระบวนการเขียน Code แบบดั้งเดิม การเขียน Code ด้วยภาษาธรรมชาติ จะทำให้เราสามารถที่จะสร้าง Code ได้ตามความต้องการของตัวเองได้ง่ายขึ้น ถึงแม้จะไม่ได้เป็นโปรแกรมเมอร์

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจะทำให้การทำงานของ AI สามารถตอบสนองกับความต้องการของผู้คนได้มากขึ้น คนที่จะสามารถเขียน Code ได้ดี คือ คนที่เข้าใจในระบบที่ตัวเองต้องการ และสื่อสารได้ดี เป็นผู้ควบคุมการทำงานของ AI หลายตัวที่ทำงานร่วมกัน หน้าที่ของคนไม่ได้อยู่ที่การพิมพ์ แต่จะเป็นผู้ออกแบบกระบวนการทำงาน กำหนดโครงสร้าง และ ตรวจสอบคุณภาพการทำงานของ AI  ไปจนถึงการควบคุมเรื่องของความปลอดภัย และบริหารทั้งระบบ หรือจะกล่าวอีกแบบหนึ่งคือ คนจะกลายเป็น “สถาปนิก” ผู้ออกแบบกระบวนการทำงานทั้งหมดของ AI ในขณะที่ AI เป็น “ทีมพัฒนาและรับเหมา” กระบวนการสร้างงาน

แม้ “Vibe Coding” จะเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการสร้าง Prototype และทดสอบไอเดียได้อย่างรวดเร็ว แต่การนำมาใช้ในระบบจริงยังแฝงความเสี่ยงสำคัญหลายด้าน ได้แก่ ช่องโหว่ด้านความปลอดภัย ที่ AI อาจละเลยการตรวจสอบที่รัดกุม, ความยากในการแก้ไขปัญหา (Debugging) เมื่อเกิดบั๊กเพราะผู้พัฒนาไม่ได้เข้าใจตรรกะโค้ดในเชิงลึกตั้งแต่ต้น, การสะสมหนี้ทางเทคนิค (Technical Debt) ที่อาจทำให้โครงสร้างระบบยุ่งเหยิงดูแลยาก, ปัญหาคอขวดด้านประสิทธิภาพ เมื่อต้องรองรับผู้ใช้งานจริงจำนวนมาก รวมถึง ความเสี่ยงด้านลิขสิทธิ์ที่โมเดลอาจดึงโค้ดติดลิขสิทธิ์มาใช้โดยไม่ตั้งใจ ท้ายที่สุดแล้ว Vibe Coding จึงควรเป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการขับเคลื่อนไอเดีย แต่ยังคงต้องอาศัยความเข้มงวดและมาตรฐานทางวิศวกรรมของมนุษย์ในการตรวจสอบก่อนนำไปใช้งานจริงบนโปรดักชันเสมอ

ด้วยเหตุนี้ ภายใต้การทำงานแบบ Vibe Coding สิ่งสำคัญที่สุดคือมนุษย์ต้องก้าวเข้ามามีบทบาทในการควบคุมและบริหารจัดการ AI ภายใต้หลักธรรมาภิบาล (AI Governance) อย่างใกล้ชิด เนื่องจากกระบวนการดังกล่าวอาจก่อให้เกิดข้อบกพร่องได้ตั้งแต่ระดับการออกแบบการทำงาน ไปจนถึงความเสี่ยงด้านความปลอดภัยร้ายแรง ดังนั้น ผู้ที่เข้าไปกำกับดูแลจึงไม่เพียงแต่ต้องคอยประคองให้ Project เดินไปตามแผนงานเท่านั้น แต่ยังจำเป็นต้องมีพื้นฐานความรู้และวิสัยทัศน์ที่เข้าใจถึงความเสี่ยงรอบด้านเป็นอย่างดี เพื่ออุดรอยรั่วและป้องกันไม่ให้ระบบเกิดความล้มเหลวเมื่อนำไปใช้งานจริง

จากความท้าทายทั้งหมด นำมาสู่คำถามสำคัญที่ว่า “เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุค Vibe Coding แล้ว โปรแกรมเมอร์ยังมีความจำเป็นอยู่หรือไม่?” คำตอบคือ ยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่ง แต่ต้องพลิกโฉมบทบาทของตนเอง

โปรแกรมเมอร์ยุคใหม่ไม่จำเป็นต้องก้มหน้าเขียนคำสั่งเองทุกบรรทัดอีกต่อไป แต่ต้องยกระดับมุมมองให้กว้างขึ้น โดยต้องมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในความต้องการของธุรกิจ (Business Requirements), สถาปัตยกรรมระบบ (System Architecture), การไหลเวียนของข้อมูล (Data Flow), การบริหารจัดการด้านธรรมาภิบาล (AI Governance), มาตรฐานความปลอดภัย (Security) รวมถึงความเชี่ยวชาญในการออกแบบคำสั่ง (Prompt Engineering) ให้ AI ทำงานได้อย่างแม่นยำและตอบโจทย์

ดังนั้น ทักษะสำคัญที่โปรแกรมเมอร์ต้องเร่งเสริมทัพ นอกเหนือจากความเชี่ยวชาญในการอ่านและทำความเข้าใจโครงสร้าง Code แล้ว คือ “ทักษะกระบวนการคิดเชิงวิเคราะห์” (Thinking Skills) และความเข้าใจในบริบททางธุรกิจ (Business Acumen) ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของวงการนักพัฒนา จาก “การลงมือเขียนโปรแกรมด้วยตนเอง” ไปสู่ “การออกแบบความคิดเพื่อนำทางให้ AI ทำงานแทน” อย่างแท้จริง และ AI จะทำให้คุณสั่ง AI ได้ลึกกว่าคนที่ไม่รู้โค้ดหลายเท่า

ท้ายที่สุดแล้ว ในสมรภูมิธุรกิจยุค AI องค์กรที่ได้เปรียบอาจไม่ใช่บริษัทที่มีทีมผู้พัฒนาขนาดใหญ่อีกต่อไป แต่คือองค์กรที่สามารถแปลงวิสัยทัศน์และความต้องการทางธุรกิจให้กลายเป็นระบบที่พร้อมใช้งานจริงได้อย่างรวดเร็วที่สุด เพราะในยุคแห่ง Vibe Coding กฎการแข่งขันไม่ได้วัดกันที่ “ใครลงมือเขียนโค้ดได้เร็วกว่ากัน” แต่อยู่ที่ “ใครสามารถสื่อสาร กำกับทิศทาง AI และพลิกแพลงไอเดียให้กลายเป็นนวัตกรรมได้ไวกว่ากัน” ปรากฏการณ์นี้จึงเปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของวงการพัฒนาซอฟต์แวร์ในรอบหลายทศวรรษ ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า Vibe Coding ไม่ได้เข้ามาเพื่อ “แทนที่” นักพัฒนา หากแต่เป็นการ “ยกระดับ” ศักยภาพของพวกเขาให้ก้าวขึ้นไปสู่บทบาทของผู้ออกแบบระบบและ “ผู้กำกับ AI” ในระดับมหภาค ในขณะที่ AI จะก้าวเข้ามารับช่วงต่อในฐานะ “ขุมกำลังแรงงานดิจิทัล” รุ่นใหม่ที่จะช่วยขับเคลื่อนองค์กรสู่อนาคต

เตรียมองค์กรให้พร้อมรับโลก AI & Quantum กับ Digital Jumpstart (DJS) รุ่นที่ 4

โลกธุรกิจกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ เทคโนยีควันตัม (Quantum Technology) ไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกต่อไป แต่เป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางการเติบโตและความสามารถในการแข่งขันขององค์กร ผู้นำยุคใหม่จึงต้องมีทั้งวิสัยทัศน์ ความเข้าใจด้านเทคโนโลยี และความสามารถในการนำเครื่องมือดิจิทัลมาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างคุณค่าและขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน การลงทุนกับการเรียนรู้ในวันนี้ จึงเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับโอกาสและความท้าทายในวันข้างหน้า

ด้วยเหตุนี้ ดร.ปรีสาร รักวาทิน รักษาการรองผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เชิญผู้บริหารรุ่นใหม่และผู้สนใจจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน สมัครเข้าร่วม หลักสูตร Digital Jumpstart (DJS) รุ่นที่ 4 ซึ่งจัดโดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หลักสูตรที่ได้รับการออกแบบเพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ด้าน Digital Transformation พร้อมเปิดมุมมองการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูง ทั้ง AI, Quantum Technology, Big Data, Automation, Cyber Security และนวัตกรรมดิจิทัลต่างๆ เพื่อยกระดับศักยภาพผู้นำและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กรในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

ผู้เข้าอบรมจะได้เรียนรู้จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรชั้นนำของประเทศกว่า 40 ท่าน พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้บริหารจากหลากหลายสาขา สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการศึกษาดูงานจากองค์การชั้นนำทั้งในประเทศกว่า 10 แห่ง และในนครเฉิงตูและและนครฉงชิ่ง เพื่อต่อยอดองค์ความรู้สู่การนำไปใช้จริงในการบริหารองค์กรท่ามกลางบริบทของโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หลักสูตรจะเริ่มเปิดอบรมวันที่ 29 ตุลาคม 2569 ผู้สนใจสมัครได้ตั้งแต่บัดนี้ ถึง 18 กันยายน นี้ สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. 083-116-6581 หรือ https://www.depa.or.th/th/article-view/IN-02537-2569 

Digital Jumpstart รุ่นที่ 4 จึงเป็นอีกหนึ่งหลักสูตรที่ไม่เพียงมอบองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี แต่ยังช่วยสร้างวิสัยทัศน์และเครือข่ายสำหรับผู้นำยุคใหม่ เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนองค์กรและสร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมั่นใจในโลกแห่ง AI และ Quantum

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

กรรมการอำนวยการ สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย

‘เบต้า ไลฟ์’ โภชนาการจากสมุนไพร หวังสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพ

‘เบต้า ไลฟ์’ โภชนาการจากสมุนไพร หวังสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพ

‘เบต้า ไลฟ์’ โภชนาการจากสมุนไพร หวังสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพ

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายอรรคพล หยกยิ่งยง ประธานกรรมการบริหาร บจก.โฮปฟูล ได้เข้าร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) และบันทึกความเข้าใจด้านวิชาการ การวิจัย การบริการทางการแพทย์ การศึกษา นวัตกรรม และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ระหว่างราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เพื่อยกระดับการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาพ พร้อมผลักดันการนำผลงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์เพื่อผู้ป่วยเรื้อรัง

นายอรรคพล หยกยิ่งยง ประธานกรรมการบริหาร Hopeful เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีศักยภาพด้านงานวิจัย สมุนไพร และทรัพยากรชีวภาพจำนวนมาก ความท้าทายสำคัญคือการทำให้งานวิจัยเหล่านั้นถูกนำไปใช้จริงและสร้างประโยชน์กับประชาชนได้ในวงกว้าง ความร่วมมือระหว่างราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์และ วว. จึงเป็นตัวอย่างสำคัญในการเชื่อมโยงภาควิชาการ ภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมสุขภาพของประเทศ

“เราเชื่อว่าคุณค่าของงานวิจัยจะเกิดขึ้นอย่างแท้จริง เมื่อสามารถเปลี่ยนองค์ความรู้ข้อมูลการทดสอบเชิงประจักษ์ ให้เป็นทางเลือกใหม่ในการดูแลสุขภาพของประชาชน โฮปฟูลจึงยินดีอย่างยิ่ง ในการมุ่งมั่นต่อยอดองค์ความรู้ และผลงานวิจัยจาก วว. และจากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ สู่นวัตกรรมสุขภาพเฉพาะทางสำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เพื่อเพิ่มทางเลือกในการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย เพราะเบื้องหลังของผลิตภัณฑ์ที่ดี คือวิทยาศาสตร์และงานวิจัยที่จับต้องได้”

ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ Hopeful ได้เดินหน้าต่อยอดนวัตกรรมที่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตจาก วว. สู่ผลิตภัณฑ์ “เบต้า ไลฟ์” (BETA LIFE) นวัตกรรมโภชนาการบำบัดเฉพาะทางที่มุ่งเน้นการฟื้นฟูและยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง

จากผลการศึกษาของสารสกัดเมแทบอไลต์ทุติยภูมิ จากเส้นใยเห็ดหลินจือแดง ซึ่งอุดมไปด้วยสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่ขั้นสูง และจากผลการทดสอบทางเภสัชวิทยาพบว่า สารสกัดจากเส้นใยเห็ดหลินจือแดงมีศักยภาพในการยับยั้งเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับระบบควบคุมความดันโลหิตของร่างกาย ซึ่งมีส่วนช่วยดูแลภาวะความดันโลหิตสูง หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไต นอกจากนี้ สารสกัดดังกล่าวยังได้รับการศึกษาถึงศักยภาพในการช่วยยับยั้งเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำตาลในเลือด ลดความเครียดออกซิเดชัน และยับยั้งสารสื่อการอักเสบ จึงมีส่วนช่วยปกป้องเซลล์ไตและสนับสนุนการคงระดับการทำงานของไตให้เป็นปกติอีกด้วย

ด้วยผลการศึกษาที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของสารออกฤทธิ์ทุติยภูมิจากเห็ดหลินจือแดงในการช่วยดูแลสุขภาพไต ควบคู่กับผลการทดสอบด้านความปลอดภัยที่พบว่าไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเซลล์เนื้อเยื่อไต และไม่พบความเป็นพิษทางพันธุกรรม ส่งผลให้ “เบต้า ไลฟ์” สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศเหรียญทอง ในหัวข้อ “สารออกฤทธิ์ทุติยภูมิจากเห็ดหลินจือแดงสำหรับบรรเทาอาการของโรคไต” จากเวทีประกวดนวัตกรรมระดับนานาชาติอันทรงเกียรติ อย่าง The 50th International Exhibition of Inventions ณ กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์  และ รางวัลเหรียญทอง งานประกวดนวัตกรรม Silicon Valley International Inventions Festival (SVIIF) ในหมวดหมู่ของนวัตกรรมเพื่อสุขภาพ จากประเทศสหรัฐอเมริกา มาครองได้อย่างภาคภูมิ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ถึงความสำเร็จในการยกระดับงานวิจัยและนวัตกรรมของไทยสู่เวทีโลก

“การนำผลงานวิจัยชีวภาพจากห้องปฏิบัติการของภาครัฐมาต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่ประชาชนเข้าถึงได้จริง ไม่เพียงแต่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต และฟื้นฟูสุขภาพของผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด ซึ่งโฮปฟูลพร้อมที่จะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนและสร้างความมั่นคงทางสุขภาพของประเทศอย่างยั่งยืน” นายอรรคพล กล่าวทิ้งท้าย

คุณแหน : 5 สิงหาคม 2569

คุณแหน : 5 สิงหาคม 2569

คุณแหน : 5 สิงหาคม 2569

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • สำหรับผู้โดยสารทุกคนที่นั่งชั้นหนึ่ง (Royal First Class) ของการบินไทย สายการบินแห่งชาติ จะได้รับ Amenity Kit ดีไซน์พิเศษจาก SIRIVANNAVARI แบรนด์ลักซ์ชัวรีของไทย โดยมีทั้งหมดสี่แบบ (เลือกได้แบบใดแบบหนึ่ง) โดยแต่ละแบบเป็นรูปสัตว์มงคลจากเขาพระสุเมรุ คือ ม้า ช้าง สิงห์ และวัว
  • ชนินทร์ สิริสันต์ เจ้าของร้านเฟอร์นิเจอร์ระดับอัลตราลักซ์ชัวรี แบรนด์ ชนินทร์ (CHANINTR) ยังคงความเนียบเฉียบดังเดิม โดยเนียบทั้งคุณภาพสินค้าและทั้งรูปลักษณ์ของเจ้าของแบรนด์
  • ดร. นฏาประไพ สุจริตกุล ฝากเตือนคนที่จะไปเล่นแบตมินตันที่สปอร์ตคลับว่า เวลาจะลงเล่นในสนาม ให้ตรวจเช็คให้ดีว่าคนที่เป็นคู่ตีด้วยเป็นลูกนายตำรวจใหญ่ ใหญ่ ใหญ่บางคนหรือเปล่า หากใช่ก็ต้องเช็คต่อไปว่าตำรวจใหญ่คนนั้นมีนิสัยกรรโชกทรัพย์หรือเปล่า มิฉะนั้น อาจจะถูกกรรโชกทรัพย์ครั้งละหลายล้านบาทได้
  • เมื่อหลายวันก่อนได้พบหน้าค่าตา ศ. กิตติคุณ ดร. สุรพล วิรุฬห์รักษ์ ราชบัณฑิต แล้วพูดถึงเรื่องราวแต่เก่าก่อนถึงละเม็งละครร้องเรื่องต่าง ๆ อาทิ นางเสือง แล้วก็มีตอนหนึ่งที่ ดร. สุรพล เอ่ยว่า แหม! ถ้าพี่เป็ด เปรมิน กัลยาณมิตร ยังอยู่ละเอ็งเอ๋ย รับรองมันหยดแน่นอน เรื่องนี้ต้องพี่เป็ดเท่านั้น เมื่อพูดถึงพี่เป็ด หรือลุงเป็ด หรืออาเป็ดของคนที่รู้จักกิตติศัพท์ของบุรุษผู้นี้เป็นอย่างดี ต่างไม่มีใครไม่คิดถึงบุรุษผู้แสนจะจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
  • พ.อ. ต่อพงษ์ มาตาพิทักษ์ ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 111 ขอเชิญร่วมเป็นเจ้าภาพสร้างหอพระพุทธรักษ์ไทย และเททองหล่อพระพุทธชินราช ประดิษฐาน ณ กรมทหารราบที่ 111 โดยจัดพิธีเททองที่วัดนามะตูม อ. พนัสนิคม จ. ชลบุรี วันที่ 25 สิงหาคม 2569 เวลา 16.00 น. ร่วมสมทบทุนได้ที่บัญชีชื่อกองทุนสวัสดิการ ร.111 เลขที่บัญชี 662-4-85388-3 ธนาคารกรุงไทย สาขาเกาะโพธิ์  

Victor Lee

ชวนนักเรียน นักศึกษา ร่วมงานการศึกษาสถานทูตนิวซีแลนด์ 2569 ฉลอง 70 ปี ความสัมพันธ์ไทย–นิวซีแลนด์

ชวนนักเรียน นักศึกษา ร่วมงานการศึกษาสถานทูตนิวซีแลนด์ 2569 ฉลอง 70 ปี ความสัมพันธ์ไทย–นิวซีแลนด์

ชวนนักเรียน นักศึกษา ร่วมงานการศึกษาสถานทูตนิวซีแลนด์ 2569 ฉลอง 70 ปี ความสัมพันธ์ไทย–นิวซีแลนด์

วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 20.32 น.

หน่วยงานการศึกษานิวซีแลนด์ (Education New Zealand; ENZ) สถานเอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ ประจำประเทศไทย เชิญนักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครอง และผู้สนใจร่วมงาน New Zealand Education Fair 2026 งานการศึกษาต่อประเทศนิวซีแลนด์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งปี เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลอง 70 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–นิวซีแลนด์ ในวันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม 2569 เวลา 11.00–17.00 น. ณ สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์ 2 ชั้น 5 เปิดให้ลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรี https://www.learnenglishnewzealand.com/nzeducationfair

ภายในงานพบกับกว่า 70 โรงเรียน มหาวิทยาลัย สถาบันเทคโนโลยี และสถาบันภาษาชั้นนำจากนิวซีแลนด์ ครบทุกระดับการศึกษา ตั้งแต่หลักสูตรภาษาอังกฤษ ระยะสั้น มัธยมศึกษา ปริญญาตรี ปริญญาโท และหลักสูตรวิชาชีพ พร้อมให้คำปรึกษาแบบตัวต่อตัวกับผู้แทนสถาบันโดยตรง โอกาสรับทุนการศึกษารวมมูลค่าสูงสุดกว่า 2 ล้านบาท และร่วมฟังการประกาศ Manaaki New Zealand Scholarships ทุนรัฐบาลนิวซีแลนด์แบบเต็มจำนวน พร้อมข้อมูลการสมัครจากผู้เชี่ยวชาญ (เวลา 10.30 น.) ซึ่งเปิดโอกาสให้นักเรียนไทยได้ก้าวสู่การศึกษาระดับโลก

นิวซีแลนด์ยังคงได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีระบบการศึกษาคุณภาพสูงของโลก ด้วยแนวทางการเรียนรู้ที่เน้น Active Learning การคิดวิเคราะห์ การลงมือปฏิบัติ และการพัฒนาศักยภาพเฉพาะบุคคล ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เอื้อต่อการเรียนรู้ และการดูแลนักเรียนต่างชาติอย่างใกล้ชิด มหาวิทยาลัยทั้ง 8 แห่งติดอันดับ Top 3% ของโลก และล่าสุด นิวซีแลนด์ยังได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับ 1 ของโลกด้าน Employment Outcomes หรือผลลัพธ์การจ้างงานของบัณฑิต จาก QS World University Rankings 2027 สะท้อนคุณภาพการศึกษาที่เชื่อมโยงสู่โอกาสในการทำงานและความสำเร็จในอนาคต

นิวซีแลนด์ยังคงครองใจนักศึกษาต่างชาติ ไทยติด Top 10

ความนิยมของนิวซีแลนด์ในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการศึกษายังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลล่าสุดจาก Education New Zealand ระบุว่า ในปี 2025 มีนักเรียนต่างชาติลงทะเบียนเรียนกับสถาบันการศึกษาของนิวซีแลนด์จำนวน 92,580 คน เพิ่มขึ้น 11% จากปี 2024 และฟื้นตัวกลับมาอยู่ที่ 80% ของระดับก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักเรียนและผู้ปกครองทั่วโลกที่มีต่อคุณภาพของระบบการศึกษานิวซีแลนด์

ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งใน 10 ประเทศที่มีนักเรียนเดินทางไปศึกษาต่อในนิวซีแลนด์มากที่สุด สะท้อนถึงความสัมพันธ์ด้านการศึกษาที่แน่นแฟ้นระหว่างทั้งสองประเทศ และความไว้วางใจที่นักเรียนและผู้ปกครองชาวไทยมีต่อการศึกษาของนิวซีแลนด์มาอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ผลสำรวจ International Student Experience Survey 2025 ยังสะท้อนถึงคุณภาพของประสบการณ์การเรียนในนิวซีแลนด์ โดย 87% ของนักเรียนต่างชาติให้คะแนนความพึงพอใจต่อประสบการณ์โดยรวมในเชิงบวก และ 92% พึงพอใจกับผู้คนและความสัมพันธ์ที่ได้รับระหว่างการใช้ชีวิตในนิวซีแลนด์ ซึ่งสะท้อนถึงสังคมที่เปิดกว้าง เป็นมิตร และสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่เอื้อต่อความสำเร็จของนักเรียนจากทั่วโลกโดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักเรียนเลือกนิวซีแลนด์ ได้แก่ ความเป็นมิตรของผู้คนและชุมชน คุณภาพการศึกษาที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก ประสบการณ์ที่ดีในนิวซีแลนด์ ความคุ้มค่าของค่าใช้จ่าย รวมถึงระบบการดูแลและการสมัครเรียนที่มีประสิทธิภาพ

ENZ ชวนค้นหาคำตอบในงาน New Zealand Education Fair 2026

ENZ ขอเชิญไปร่วมค้นหาคำตอบในงาน New Zealand Education Fair 2026 และเปิดประสบการณ์กับกิจกรรม NZ Simulated Classroom ห้องเรียนจำลองสไตล์นิวซีแลนด์ ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนไทยได้สัมผัสการเรียนการสอนแบบ Active Learning กับครูชาวนิวซีแลนด์ พร้อมบริการทดสอบวัดระดับภาษาอังกฤษฟรี และคำแนะนำด้านการวางแผนศึกษาต่อจากผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงเสวนาพิเศษ โดย คุณสู่ขวัญ บูลกุล มุมมองผู้ปกครอง ในการเลือกนิวซีแลนด์ตั้งแต่ระดับมัธยมจนถึงระดับมหาวิทยาลัย

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือพิธีมอบรางวัล “7 Friends for 7 Decades” เพื่อเชิดชูบุคคลผู้ทรงคุณวุฒิ 7 ท่านที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างไทยและนิวซีแลนด์ เนื่องในโอกาสครบรอบ 70 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต พร้อมการประกาศรางวัล Alumni Hall of Fame 2026

พิเศษสุด สำหรับผู้สมัครเรียนภายในงานกับสถาบันที่ร่วมรายการ รับฟรีตั๋วเครื่องบินไป–กลับนิวซีแลนด์ และผู้ลงทะเบียนร่วมงาน ยังมีสิทธิ์ลุ้นรับตั๋วเครื่องบินจาก Air New Zealand อีกด้วย

ไฮไลต์ภายในงาน

• พบผู้แทนจากกว่า 70 สถาบันการศึกษาชั้นนำ ของนิวซีแลนด์ ครบทุกระดับ

• โอกาสรับทุนการศึกษารวมมูลค่ากว่า 2 ล้านบาท

• ประกาศผล Manaaki Scholarship ทุนรัฐบาลนิวซีแลนด์เต็มจำนวน เวลา 10.30 น.

• ห้องเรียนจำลอง NZ Simulated Classroom กับครูชาวนิวซีแลนด์

• ทดสอบวัดระดับภาษาอังกฤษฟรี

• เสวนาพิเศษโดย คุณสู่ขวัญ บูลกุล ถึงเคล็ดลับในการให้ลูกเรียนนิวซีแลนด์

• มอบรางวัล 7 Friends for 7 Decades และ Alumni Hall of Fame 2026

• สมัครเรียนภายในงาน รับสิทธิ์ลุ้นรับตั๋วเครื่องบินไป–กลับนิวซีแลนด์ตามเงื่อนไข

ผู้สนใจลงทะเบียนร่วมงาน (ฟรีตลอดงาน) ในวันเสาร์ที่ 29 ส.ค. 2569 นี้ 11.00 – 17.00 น. สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ 2 ชั้น 5 ลงทะเบียน https://www.learnenglishnewzealand.com/nzeducationfair

“อนาคตของลูก” เริ่มต้นจากการเลือกโรงเรียนที่ใช่ เปิดมุมมองใหม่สู่การศึกษาระดับมัธยมในประเทศจีน

“อนาคตของลูก” เริ่มต้นจากการเลือกโรงเรียนที่ใช่   เปิดมุมมองใหม่สู่การศึกษาระดับมัธยมในประเทศจีน

“อนาคตของลูก” เริ่มต้นจากการเลือกโรงเรียนที่ใช่ เปิดมุมมองใหม่สู่การศึกษาระดับมัธยมในประเทศจีน

วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.02 น.

MCCS ชวนผู้ปกครองเจาะลึกหลักสูตร การใช้ชีวิต ทุนการศึกษา และเส้นทางสู่มหาวิทยาลัยชั้นนำ พร้อมพูดคุยกับ  Michael Li ครูใหญ่โรงเรียน Yinghao International School โรงเรียนมัธยมชื่อดังจาก เมืองกว่างโจว ประเทศจีน ก่อนตัดสินใจวางอนาคตการศึกษาของบุตรหลาน

  Michael Li 

ในวันที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การศึกษาไม่ได้เป็นเพียงการเรียนรู้ในห้องเรียน แต่คือการเตรียมความพร้อมให้เยาวชนมีทักษะสำหรับโลกอนาคต ทั้งด้านภาษา การคิดวิเคราะห์ การปรับตัวและการใช้ชีวิตในสังคมที่หลากหลาย ส่งผลให้ผู้ปกครองยุคใหม่ให้ความสำคัญกับการเลือกโรงเรียนมากกว่าที่เคย เพราะทุกการตัดสินใจในวันนี้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสสำคัญในวันข้างหน้า

หนึ่งในประเทศที่กำลังได้รับความสนใจจากผู้ปกครองไทยมากขึ้น คือ ประเทศจีน ซึ่งก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของโลก ควบคู่กับการพัฒนาระบบการศึกษาที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ทำให้การศึกษาระดับมัธยมในประเทศจีน กลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ สำหรับผู้ปกครองที่ต้องการต่อยอดศักยภาพของบุตรหลาน ทั้งด้านภาษาจีน ภาษาอังกฤษ ทักษะการใช้ชีวิต และโอกาสศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำของจีนและระดับนานาชาติ

อย่างไรก็ตาม ก่อนตัดสินใจส่งบุตรหลานไปศึกษาต่อต่างประเทศ ผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยยังมีข้อกังวล ทั้งเรื่องคุณภาพการศึกษา การดูแลนักเรียนต่างชาติ ความปลอดภัย การใช้ชีวิตในโรงเรียนประจำ โอกาสรับทุนการศึกษา ตลอดจนแนวทางศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย

เพื่อช่วยให้ผู้ปกครองได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและรอบด้าน Mandarin Chinese Center School (MCCS) จึงจัดงาน “Yinghao International School Information Session” เชิญผู้ปกครองและนักเรียนที่สนใจศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษาในประเทศจีน เข้าร่วมรับฟังข้อมูลจาก นาย Michael Li ครูใหญ่โรงเรียน Yinghao International School โรงเรียนนานาชาติจากเมืองกว่างโจว ประเทศจีน พร้อมเปิดโอกาสให้พูดคุยและสอบถามข้อมูลได้โดยตรง เพื่อสร้างความเข้าใจและความมั่นใจก่อนตัดสินใจ

ภายในงาน ผู้เข้าร่วมจะได้ทำความรู้จักกับหลักสูตรการเรียน แนวทางการจัดการเรียนการสอน การพัฒนาทักษะภาษาจีนและภาษาอังกฤษ ตลอดจนข้อมูลเกี่ยวกับทุนการศึกษา สิทธิประโยชน์สำหรับนักเรียนต่างชาติ ขั้นตอนการสมัครเรียน การเตรียมเอกสาร การขอวีซ่า และการเดินทางไปศึกษาต่อในประเทศจีนอย่างครบถ้วน

นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับบรรยากาศการเรียน หอพัก โรงอาหาร สิ่งอำนวยความสะดวก ระบบการดูแลนักเรียนต่างชาติ และมาตรฐานด้านความปลอดภัย เพื่อให้ผู้ปกครองเห็นภาพการใช้ชีวิตภายในโรงเรียนอย่างรอบด้าน พร้อมเปิดเวทีให้สอบถามทุกข้อสงสัย ไม่ว่าจะเป็นการปรับตัวของนักเรียนไทย การดูแลด้านการเรียนและความเป็นอยู่ การสื่อสารระหว่างโรงเรียนกับผู้ปกครอง รวมถึงโอกาสศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศจีน เพื่อประกอบการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน

สำหรับผู้ปกครองที่กำลังมองหาโอกาสทางการศึกษาระดับนานาชาติ งานนี้ถือเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญที่จะช่วยเปิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับการศึกษาระดับมัธยมในประเทศจีน พร้อมรับข้อมูลจากครูใหญ่โรงเรียนโดยตรง เพื่อวางแผนเส้นทางการศึกษาที่เหมาะสมกับศักยภาพและเป้าหมายของบุตรหลานในอนาคต

ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมงาน โดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่เนื่องจากรับจำนวนจำกัด จึงขอเชิญผู้ปกครองและนักเรียนสำรองที่นั่งล่วงหน้า งานดีๆแบบนี้ เปิดให้ลงทะเบียนฟรี !!! ไม่มีค่าใช้จ่าย วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม 2569เวลา 10.00–12.00 น. ณ Mandarin Chinese Center School (MCCS) สาขาเดอะวอล์ค ราชพฤกษ์ ชั้น 2 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 098-793-8541, 099-919-6018

เรื่องนี้มีประวัติ : วังบ้านดอกไม้

เรื่องนี้มีประวัติ : วังบ้านดอกไม้

เรื่องนี้มีประวัติ : วังบ้านดอกไม้

วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.38 น.

นายพลเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน หรือ พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร ต้นราชสกลุ “ฉัตรไชย” พระราชโอรสลำดับที่ 35 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับเจ้าจอมมารดาวาด

ประสูติเมื่อวันจันทร์ที่ 23 มกราคม 2425 สิ้นพระชนม์วันจันทร์ที่ 14 กันยายน 2479 ณ เกาะสิงคโปร์ สิริพระชันษา 55 ปี จากนั้นจึงเชิญพระศพกลับสู่สยาม ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐานพระศพ ณ พระที่นั่งทรงธรรม วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร แล้วมีพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ ณ พระเมรุ วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2480   

เมื่อครั้งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนพระราชอิสริยยศเป็นพระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุนกำแพงเพชรอรรคโยธิน เมื่อ 11 พฤศจิกายน 2459 แล้วต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 เช่นกัน ทรงได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ เลื่อนพระราชอิสริยยศขึ้นเป็น พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงกำแพงเพชรอัครโยธิน

ต่อมาในรัชสมัยแห่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงได้รับพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนขึ้นเป็น พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ประชาธิบดีเจษฎภาดา ปิยมหาราชวงศ์วิศิษฏ์ อเนกยนตรวิจิตรกฤตยโกศล วิมลรัตนมหาโยธาธิบดี ราชธุรันธรีมโหฬาร พาณิชยการคมนาคม อุดมรัตนตรัยสรณธาดา มัททวเมตตาชวาศรัย ฉัตรชัยดิลกบพิตร  

กรมพระกำแพงเพชรอัครราชโยธิน เคยทรงดำรงตำแหน่งสำคัญ ดังนี้ องคมนตรี แม่ทัพภาค 1 พระองค์แรก ผู้บัญชาการกรมรถไฟหลวง เสนาบดีกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงคมนาคม นอกจากนี้ยังทรงเป็นริเริ่มการค้นหาแหล่งน้ำมันปิโตรเลียมในเขตประเทศสยาม และทรงริเริ่มกิจการโทรคมนาคม ทรงตั้งเครื่องส่งวิทยุกระจายเสียง และทรงวางรากฐานการวิทยุโทรทัศน์ และการภาพยนตร์ ทรงได้รับการถวายการยกย่องว่าเป็นพระบิดาแห่งทหารช่าง และพระบิดาแห่งการรถไฟไทย

พระองค์ทรงเป็นเจ้าของ “วังบ้านดอกไม้” ซึ่งอันที่จริงคำว่าบ้านดอกไม้ มาจากคำเต็มว่าบ้านดอกไม้ไฟ แต่กร่อนคำว่าไฟออกไป จึงเหลือเพียงวังบ้านดอกไม้เท่านั้น เพราะตั้งอยู่ใกล้กับแหล่งผลิตดอกไม้ไฟในกรุงเทพฯ ในย่านภูเขาทอง บ้านบาตร บริเวณถนนบริพัตรและถนนหลวง แต่ปัจจุบันวังแห่งนี้ไม่อนุญาตให้คนทั่วไปเข้าชม เพราะอยู่ในความดูแลของหน่วยราชการ คือสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย กระทรวงอุตสาหกรรม แต่ก่อนจะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของกระทรวงอุตสาหกรรม วังนี้เคยเป็นของกรมป่าไม้มาก่อน

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันวังบ้านดอกไม้ ถูกขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน มีพื้นที่โดยประมาณคือ 3 ไร่เศษ (3.65 ไร่) ตัววังสร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิกผสมกับวิคตอเรีย เป็นอาคารสองชั้น มีจุดเด่นคือประดับด้วยลวดลายปูนปั้นแบบยุโรป ผสมกับลายฉลุที่ช่องลมเหนือหน้าต่างที่ทำเป็นซุ้มโค้ง อันที่จริงตัววังเป็นอาคารสองชั้น แต่มีบางส่วนของวังมีความสูงสามชั้น โดยมีดาดฟ้าอยู่ด้วย

ที่ตั้งของวังบ้านดอกไม้มาจากชื่อของชุมชนเก่าแก่แห่งหนึ่งในเขตพระนคร ตั้งอยู่ใกล้แนวกำแพงเมืองกรุงเทพฯ อยู่ไม่ไกลจากชุมชนบ้านบาตร ส่วนการเดินทางไปวังบ้านดอกไม้ในยุคนี้ก็ไม่ยาก เพราะอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินสามยอด

คนยุคปัจจุบันจำนวนไม่น้อยไม่รู้ประวัติความเป็นมาของวังบ้านดอกไม้ บางคนเข้าใจว่าคำว่าวังบ้านดอกไม้ มาจากวังที่มีดอกไม้สวยงามปลูกอยู่ในวัง แต่อันที่จริงวังบ้านดอกไม้มาจากคำเต็มว่าวังบ้านดอกไม้ไฟ เพราะอยู่ในชุมชนที่ผลิต และนำเข้าดอกไม้ไฟ ด้วยความที่ดอกไม้ไฟเป็นของอันตราย หากจัดเก็บรักษาไม่ถูกวิธี ดังนั้นร้านค้าและแหล่งผลิตดอกไม้ไฟจึงถูกย้ายออกไปจากเขตชั้นในของกรุงเทพฯ เพื่อความปลอดภัยของผู้คน เมื่อร้านขายดอกไม้ไฟหมดไปจากบริเวณนี้ คำว่าวังบ้านดอกไม้จึงถูกเข้าใจว่าเป็นดอกไม้ที่สวยสดงดงามที่ปลูกไว้ประดับบ้านเรือน

หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองของสยามประเทศ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธินทรงย้ายประทับที่เกาะสิงคโปร์ จนสิ้นพระชนม์ วังบ้านดอกไม้ถูกทิ้งร้างอยู่ระยะหนึ่ง จนในที่สุดพระทายาทของพระกำแพงเพชรอัครโยธินจึงตัดสินใจขายสมบัติชิ้นนี้ให้หน่วยราชการของไทย

เป็นที่น่าเสียดายมากที่การเข้าชมความงดงามของวังบ้านดอกไม้ ทำได้ค่อนข้างยากมาก แต่ที่น่าเสียดายยิ่งกว่าคือวังแห่งนี้ถูกปล่อยให้ทรุดโทรมอย่างหนัก เพราะไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่จากผู้ที่ใช้วังเป็นที่ทำการ

แม้ว่าวังบ้านดอกไม้จะทรุดโทรมอย่างน่าเสียดาย แต่ทว่าความงดงามยังปรากฏอยู่อย่างชัดเจน งานสถาปัตยกรรมแบบยุโรปที่โดดเด่นด้วยลายฉลุเหนือกรอบหน้าต่าง ผสมงานปูนปั้นที่สุดวิจิตร แม้ว่าจะผันผ่านกาลเวลามาเนินนาน แต่วังบ้านดอกไม้ยังอุดมได้ด้วยความทรงจำที่ด้านบวกและลบในมโนสำนึกของท่านผู้ทรงเป็นเจ้าของวัง และบรรดาทายาทของพระองค์

แล้ววันหนึ่งในอนาคต วังแห่งนี้น่าจะกลับมางดงาม อลังการดังเดิมเหมือนเคยเป็นมาในอดีต หากได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างจริงจัง