ครูก้อย เบบี้แอนด์มัมฯ แนะผู้หญิงเตรียมร่างกายก่อนตั้งครรภ์ ในรายการ Kree’s talk ครีชวนคุย เอาชนะภาวะมีบุตรยาก

ครูก้อย เบบี้แอนด์มัมฯ แนะผู้หญิงเตรียมร่างกายก่อนตั้งครรภ์ ในรายการ Kree’s talk ครีชวนคุย เอาชนะภาวะมีบุตรยาก

ครูก้อย เบบี้แอนด์มัมฯ แนะผู้หญิงเตรียมร่างกายก่อนตั้งครรภ์ ในรายการ Kree’s talk ครีชวนคุย เอาชนะภาวะมีบุตรยาก

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 20.11 น.

“แค่มีเงินก็มีลูกได้ ไม่จริงเสมอไป!” ครูก้อย เบบี้แอนด์มัมฯ แนะผู้หญิงเตรียมร่างกายก่อนตั้งครรภ์ ในรายการ “Kree’s talk ครีชวนคุย” เอาชนะภาวะมีบุตรยาก 

ในยุคปัจจุบัน ปัญหา “ภาวะมีบุตรยาก” กลายเป็นความกังวลของคู่สมรสยุคใหม่ แม้เทคโนโลยีทางการแพทย์จะก้าวหน้าไปมาก แต่ความสำเร็จในการตั้งครรภ์ยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย โดยเฉพาะความพร้อมของร่างกายของทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย ล่าสุดในรายการ “Kree’s talk ครีชวนคุย” ดำเนินรายการโดย “ครี-พัสวีพิชญ์ ศรณ์อัครภา” ได้เปิดใจพูดคุยกับ “ครูก้อย-นัชชา ลอยชูศักดิ์” ครูวิทยาศาสตร์ผู้ก่อตั้งเพจ BabyAndMom.co.th เพจให้ความรู้เตรียมตั้งครรภ์ตามหลักวิทยาศาสตร์และงานวิจัยทางการแพทย์  เกี่ยวกับเบื้องหลังความสำเร็จในการเตรียมตัวมีบุตร พร้อมร่วมแบ่งปันแนวคิดสำคัญให้ผู้หญิงยุคใหม่ตระหนักว่า การเตรียมความพร้อมของร่างกายจากภายในคือหัวใจสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

ถอดรหัส 5 ปัจจัย ทำไมผู้หญิงยุคนี้ “ท้องยาก”

ครูก้อย นัชชา ได้อธิบายถึงสาเหตุที่ผู้หญิงในปัจจุบันประสบปัญหามีบุตรยากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยสรุปออกเป็น 5 ปัจจัยสำคัญทางไลฟ์สไตล์และสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อระบบสืบพันธุ์ ได้แก่

1. พร้อมมีลูกในวัยที่อายุมาก  ในทางชีววิทยาวัยเจริญพันธุ์ที่ดีที่สุดของผู้หญิงคือช่วงอายุไม่เกิน 30 ปี แต่ค่านิยมสังคมปัจจุบันทำให้ผู้หญิงแต่งงานช้าลง และมักเริ่มวางแผนมีบุตรในวัย 38–40 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่ประสิทธิภาพของรังไข่เริ่มเสื่อมถอยลงตามธรรมชาติ

2. ไลฟ์สไตล์การพักผ่อน การนอนดึกในปัจจุบันส่งผลให้ร่างกายหลั่งสารเมลาโทนินและโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) ได้ไม่เต็มที่ ซึ่งฮอร์โมนเหล่านี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อคุณภาพของเซลล์ไข่และภาวะเจริญพันธุ์

3. โภชนาการและสารเคมีปนเปื้อน อาหารปนเปื้อนน้ำตาลและโซเดียมสูง รวมถึงการบริโภคอาหารอุ่นไมโครเวฟในภาชนะพลาสติกที่มีสารเคมีอย่าง BPA และ Phthalates ซึ่งเป็นสารรบกวนการทำงานของระบบต่อมไร้ท่อ (Endocrine Disruptors) ส่งผลกระทบต่อสมดุลฮอร์โมนเพศหญิงโดยตรง

4. ความเครียดสะสม ผู้หญิงทำงานยุคใหม่ต้องเผชิญความกดดันและความเครียดสูง ทำให้ร่างกายหลั่ง “คอร์ติซอล” ฮอร์โมนความเครียดซึ่งมีฤทธิ์ส่งผลเสียต่อการทำงานของรังไข่และทำให้ฮอร์โมนแปรปรวน

5. การขาดการออกกำลังกาย ด้วยลักษณะงานส่วนใหญ่ที่ต้องนั่งอยู่กับที่เป็นเวลานาน ทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตและสมดุลการเผาผลาญของร่างกายลดลง ต่างจากวิถีชีวิตของคนรุ่นก่อน 

ความพร้อมของร่างกายคือรากฐานความสำเร็จ

จากประสบการณ์ตรงของ ครี พัสวีพิชญ์ ที่เคยเตรียมตั้งครรภ์ในวัย 36 ปี ยอมรับว่าในตอนแรกเคยชะล่าใจเนื่องจากคิดว่าพันธุกรรมฝั่งครอบครัวเป็นคนมีบุตรง่าย แต่ลืมคำนึงถึงไลฟ์สไตล์ของตนเองที่มีทั้งความเครียด การพักผ่อนน้อย และการสังสรรค์ จนกระทั่งมารู้จักครูก้อย เบบี้แอนด์มัมฯ และติดตามคอนเทนต์ความรู้เตรียมตั้งครรภ์ผ่านทางเพจ BabyAndMom.co.th จึงตระหนักได้ว่าหากไม่เริ่มเปลี่ยนที่ตัวเองก่อน เทคโนโลยีทางการแพทย์ก็อาจไม่สามารถช่วยได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
ผลลัพธ์จากการมีวินัยและปฏิบัติตามแนวการเตรียมตั้งครรภ์ตามหลักวิทยาศาสตร์ตามคัมภีร์ครูก้อย ทำให้ ครี พัสวีพิชญ์ ในวัย 36 ปี ประสบความสำเร็จอย่างมากในขั้นตอนการเก็บไข่ โดยสามารถเก็บเซลล์ไข่ที่สมบูรณ์ได้ถึง 22 ฟอง ซึ่งถือเป็นจำนวนที่สูงและมีคุณภาพมากสำหรับผู้หญิงในวัยนี้ ยิ่งไปกว่านั้น ตัวอ่อนยังสามารถพัฒนาต่อเป็นตัวอ่อนในระยะบลาสโตซิสต์ (Blastocyst) ได้สูงถึง 15 ตัว 

“ตรงนี้อยากเตือนแม่ ๆ ให้มีสตินิดนึงนะคะว่า มันไม่ใช่ว่าฉันมีเงิน ฉันกำเงินนี้ไปให้หมอ หมอต้องทำให้ได้ เอางี้ คือคิดว่า 99% ทุกคนคิดแบบนี้หมด กำเงินมาทุกอย่างอยู่ในมือหมอ ฝากความหวังไว้ที่หมอทั้งหมด พอไม่ได้ก็โทษหมอ ไม่ได้ ไม่ใช่ เปลี่ยนเป็น 10 คลินิกก็ไม่ได้ ถ้าคุณทำตัวเองให้มันได้

ตอนแรก ตอนที่ครียังอยู่ในกระบวนการธรรมชาติอยู่ ก็ไม่เข้าใจหรอก ก็แม่บอกมาตลอดชีวิตว่าพันธุ์เราท้องง่าย แต่ฉันท้องไม่ได้ ก็เลยคิดว่าเราอายุเยอะกว่าแม่ แม่ท้องตอนอายุ 26 ปี แต่ตอนนั้นครีอายุ 36 ปีแล้ว ห่างกัน 10 ปี เราก็เอ๊ะ น่าจะอายุแล้ว เสร็จแล้วเราก็มานั่งคิด เราก็ใช้ชีวิตไม่เหมือนแม่ด้วยนะ แม่เกิดมาไม่เคยกินแอลกอฮอล์สักหยด แต่ฉันคือฉ่ำมาก่อน แต่นั่นคือจุดที่ทำให้ครีหยุด เราก็คิดไว้เองแล้วแหละก่อนเจอครูก้อยว่า ถ้าเราอยากมีลูกแล้วเราไม่ปรับปรุง ปรับเปลี่ยนอะไรเลย ก็ไม่มีเหมือนเดิม

สำหรับคำว่าพันธุ์เราท้องง่าย เป็นเรื่องส่วนบุคคลเลย เพราะว่าการใช้ชีวิตไม่เหมือนกัน การนอนดึก ความเครียด ส่งผลหมดที่ทำให้ท้องยาก เพราะฉะนั้น แม่ ๆ คนไหนที่กำลังคิดอยู่ ที่ตอนนี้แบบว่าเก็บเงินในกระปุก มาแล้วฉันจะไปหาหมอคนนี้ หมอคนนี้ดัง หมอคนนี้ทำให้ดาราคนนี้ หมอคนนี้สำเร็จ คิดผิด ต้องเริ่มที่เราก่อน ” ครี พัสวีพิชญ์ เปิดใจในรายการ

ด้าน ครูก้อย เสริมในประเด็นนี้ว่า “ถ้าคุณยังรังไข่เสื่อมอยู่ ยังไม่มีเซลล์ไข่ ไปที่ไหนใครก็เสกไข่ให้ไม่ได้ มันต้องกลับมาที่ตัวเอง แล้วพันธุกรรมที่เคยบอกว่ามีง่ายก็ช่วยไม่ได้ด้วย บำรุงดูแลตัวเองก่อน เริ่มที่บำรุงไข่ บำรุงมดลูก ดูแลในเรื่องสมดุลฮอร์โมน การพักผ่อน การออกกำลังกาย การจัดการความเครียด ต้องมาคู่กัน ไม่ใช่แค่เรื่องกิน ทุกอย่างต้องบาลานซ์” 

หัวใจสำคัญของการรักษาภาวะมีบุตรยาก คือการเตรียมความพร้อมของร่างกาย ซึ่งถือเป็น “วัตถุดิบตั้งต้น” ที่สำคัญที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเซลล์ไข่ที่มีคุณภาพ รังไข่ที่แข็งแรง และสมดุลของฮอร์โมน หากร่างกายของคุณแม่ยังไม่พร้อม ทั้งจากความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ การไม่ออกกำลังกาย โภชนาการที่ไม่เหมาะสม หรือมีภาวะรังไข่เสื่อม แม้แพทย์จะมีความเชี่ยวชาญหรือเทคโนโลยีทางการแพทย์จะก้าวหน้าเพียงใด หากเซลล์ไข่ตั้งต้นไม่มีคุณภาพ โอกาสในการตั้งครรภ์ให้ประสบความสำเร็จก็ย่อมน้อยลงตามไปด้วย ดังนั้น ความสำเร็จของการรักษาภาวะมีบุตรยากจึงควรเริ่มต้นจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและดูแลสุขภาพของตนเองให้พร้อม เพื่อสร้างคุณภาพของเซลล์ไข่และความสมบูรณ์ของร่างกาย ก่อนเข้าสู่กระบวนการรักษาทางการแพทย์

สำหรับการเตรียมตัว ครูก้อยแนะนำให้ผู้หญิงที่วางแผนอยากมีบุตรควรเริ่มดูแลตัวเองอย่างจริงจังตั้งแต่อายุ 25 ปีขึ้นไป โดยเน้นการสร้างสมดุลร่างกายอย่างเหมาะสม ทั้งการพักผ่อน การออกกำลังกาย การจัดการความเครียด และที่สำคัญที่สุดคือ “โภชนาการ” เพื่อบำรุงเซลล์ไข่และมดลูกให้พร้อมที่สุด ดังนี้

* เพิ่มโปรตีนคุณภาพสูง : บริโภคโปรตีนให้ได้ 1.5 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน (เช่น น้ำหนัก 50 กก. ควรกินโปรตีนให้ได้ 75 กรัม) โดยเลือกจากแหล่งที่มีคุณภาพ เช่น โปรตีนจากพืช เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่ และนม หรือเลือกอาหารเสริมโปรตีนที่ออกแบบมาเพื่อผู้หญิงเตรียมตั้งครรภ์ 

* ลดคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาล : หลีกเลี่ยงของหวาน แป้งขัดสี และอาหารที่มีดัชนีน้ำตาลสูง

* เสริมไขมันดีและสารต้านอนุมูลอิสระ : รับประทานอาหารที่มีไขมันดี เช่น อะโวคาโด ถั่วเปลือกแข็ง และเสริมวิตามินบำรุงที่จำเป็นต่อการเตรียมพร้อมตั้งครรภ์

* เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ : ครูก้อยเน้นย้ำเรื่องการตามหา “ไข่ทองคำ” หรือเซลล์ไข่ที่มีคุณภาพสูงเพียงใบเดียวก็สามารถพัฒนาเป็นทารกที่สมบูรณ์ได้ เพราะไข่ที่สมบูรณ์เพียงใบเดียวก็สามารถมีบุตรได้สำเร็จ 

สุดท้ายนี้ ทั้งสองได้ฝากทิ้งท้ายถึงผู้หญิงทุกคนที่มีแผนจะมีบุตรว่า แม้ความเสื่อมถอยของร่างกายตามกาลเวลาจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เราทุกคนสามารถชะลอความเสื่อมและบำรุงร่างกายให้พร้อมที่สุดได้ก่อนที่จะก้าวไปพึ่งพาเทคโนโลยีทางการแพทย์ในขั้นตอนต่อไป

ผู้ที่สนใจสามารถติดตาม ถอดสูตรสำเร็จเตรียมพร้อมก่อนตั้งครรภ์ กับ “ครูก้อย เบบี้แอนด์มัมฯ” ในรายการ “Kree’s talk ครีชวนคุย” บน TikTok : https://www.tiktok.com/@krees.talk และติดตามข้อมูลความรู้เกี่ยวกับการเตรียมตัวมีบุตรจาก BabyAndMom.co.th บน Facebook : BabyAndMom.co.th: https://www.facebook.com/BabyAndMom.co.th/

คลิปแนะนำ

• “แค่มีเงินก็มีลูกได้” ไม่จริงเสมอไป
https://www.tiktok.com/@krees.talk/video/7658532123032161557
 
• คัมภีร์อาหารที่คนอยากท้องต้องกิน
https://www.tiktok.com/@krees.talk/video/7659833950084386069
 
• การบำรุงของแม่ส่งผลต่อลูกอย่างไร
https://www.tiktok.com/@krees.talk/video/7659833619090836757
 
• Journey การเก็บไข่ของครี
https://www.tiktok.com/@krees.talk/video/7659833247282810133

​‘เกรียงศักดิ์ แสนสำโรง’ ข้ามขีดจำกัดมนุษย์พิชิตเส้นทางสุดโหด ขี่จบรายการระดับโลก ‘Red Bull Romaniacs 2026’

​‘เกรียงศักดิ์ แสนสำโรง’ ข้ามขีดจำกัดมนุษย์พิชิตเส้นทางสุดโหด ขี่จบรายการระดับโลก ‘Red Bull Romaniacs 2026’

​‘เกรียงศักดิ์ แสนสำโรง’ ข้ามขีดจำกัดมนุษย์พิชิตเส้นทางสุดโหด ขี่จบรายการระดับโลก ‘Red Bull Romaniacs 2026’

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.03 น.

​วงการมอเตอร์สปอร์ตและเอ็กซ์ตรีมไทยต้องจารึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ เมื่อ “เกรียงศักดิ์ แสนสำโรง” (Kriengsak Saensumrong) Class: ADVENTURE LITE หมายเลขการแข่งขัน (BIB) 1226 จากทีม TCT Thailand สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์และสภาพเส้นทางสุดทรหด กลายเป็น “คนไทยคนแรก ที่ขี่จบการแข่งขัน”ในรายการ Red Bull Romaniacs 2026 การแข่งขันแรลลี่ฮาร์ดเอนดูโร่ที่ได้รับการยกย่องว่าโหดที่สุดในโลก ณ ประเทศโรมาเนีย

ความสำเร็จเหนือความคาดหมายของนักบิดไทย

​ก่อนที่การแข่งขันสุดหฤโหดนี้จะเริ่มต้นขึ้น เกรียงศักดิ์ ได้ตั้งปณิธานอันแน่วแน่ไว้ว่า

​”เป้าหมายของผมในครั้งนี้คือ ขี่ให้จบการแข่งขัน… และของอีกหนึ่งสิ่งที่จะติดตัวผมไปตลอดการเดินทางนี้คือธงชาติไทยของเราครับ”

(Cr.TuuTCT)

​และในวันนี้ เขาได้พิสูจน์ให้ทั่วโลกเห็นแล้วว่าความมุ่งมั่น ทักษะ และหัวใจที่แข็งแกร่งของคนไทย สามารถพิชิตสนามระดับโลกได้สำเร็จ การเข้าเส้นชัยของเกรียงศักดิ์ไม่ใช่เพียงความสำเร็จส่วนบุคคล แต่คือการนำธงชาติไทยไปโบกสะบัดอย่างภาคภูมิใจบนเวทีที่นักบิดทั่วโลกต่างใฝ่ฝัน

​เกี่ยวกับ Red Bull Romaniacs: บททดสอบที่โหดที่สุดในโลก

​รายการ Red Bull Romaniacs คือสุดยอดการแข่งขันรถจักรยานยนต์ Hard Enduro Rally และ Adventure bike ที่มีความยิ่งใหญ่และอลังการที่สุดรายการหนึ่งของโลก จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในภูมิประเทศภูเขาที่ยากจะเข้าถึงของเมืองประวัติศาสตร์ ซีบีอู (Sibiu) ประเทศโรมาเนีย โดยมีเอกลักษณ์ที่สร้างความท้าทายให้กับผู้เข้าแข่งขัน ดังนี้:

​ความโหดหินระดับโลก: ได้รับการขนานนามและยอมรับจากทั่วโลกว่าเป็น The world’s toughest Hard Enduro rally หรือสนามแข่งแรลลี่ฮาร์ดเอนดูโรที่ยากที่สุดในโลก

​การแข่งขันสุดทรหดหลายวัน: นักแข่งต้องประลองความเร็วและทักษะในรอบ Prologue กลางเมืองเก่า ก่อนจะต้องออกไปเผชิญหน้ากับธรรมชาติออฟโรดบนภูเขา พื้นที่ป่าเขาลำไพร ร่องลึก โขดหินมหึมา และเนินชันสุดอันตราย ติดต่อกันยาวนานถึง 4 วันเต็ม

​สนามรบของระดับตำนาน: เวทีนี้คือสถานที่ประลองฝีมือของยอดนักบิดระดับโลกที่มารวมตัวกัน อาทิ เกรแฮม จาร์วิส (Graham Jarvis) เจ้าแห่งฮาร์ดเอนดูโรผู้ชนะ 7 สมัย และ มานูเอล เลเทนบิชเลอร์ (Mani Lettenbichler) แชมป์โลกคนปัจจุบัน

​การติดตามระดับสากล: เป็นรายการที่แฟนมอเตอร์สปอร์ตทั่วโลกเฝ้ารอคอย โดยมีการถ่ายทอดสดและรายงานผลการแข่งขันผ่านช่องทางหลักทาง Red Bull Romaniacs Official Website

​การที่นักกีฬาไทยสามารถยืนหยัดต่อสู้กับความเหนื่อยล้า สภาพเส้นทางที่อันตราย และเข้าเส้นชัยได้จนจบรายการ จึงนับเป็นเครื่องการันตีถึงความสามารถที่ทัดเทียมกับนักแข่งระดับสากล

​ความสำเร็จของเกรียงศักดิ์ แสนสำโรง ในครั้งนี้ จะเป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ให้กับเยาวชนและนักแข่งรถจักรยานยนต์ในประเทศไทย ให้กล้าที่จะฝันและก้าวออกไปท้าทายขีดจำกัดของตนเองบนเวทีระดับโลกต่อไป

กระทรวงวัฒนธรรม จับมือ ไอคอนสยาม ต่อยอดทุนวัฒนธรรมสู่แฟชั่นร่วมสมัย

กระทรวงวัฒนธรรม จับมือ ไอคอนสยาม ต่อยอดทุนวัฒนธรรมสู่แฟชั่นร่วมสมัย

กระทรวงวัฒนธรรม จับมือ ไอคอนสยาม ต่อยอดทุนวัฒนธรรมสู่แฟชั่นร่วมสมัย

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.30 น.

กระทรวงวัฒนธรรม โดยสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) ร่วมกับ ไอคอนสยาม และไอคอนคราฟต์ จัดงาน Fashion Show Live “SOUTHWEAR relive 2026” ณ ไอคอนคราฟต์ ชั้น 4 ไอคอนสยาม กรุงเทพมหานคร ภายใต้โครงการพัฒนาการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะร่วมสมัยเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจ : การออกแบบแฟชั่นและเครื่องแต่งกายร่วมสมัย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

นางสาวสมลักษณ์ คล่องแคล่ว 

นางสาวสมลักษณ์ คล่องแคล่ว ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านส่งเสริมงานวิจิตรศิลป์ (ทัศนศิลป์) ผู้แทนผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย เป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ผู้แทนภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ผู้เชี่ยวชาญด้านแฟชั่น ผู้ประกอบการ  เข้าร่วมงาน

โครงการดังกล่าวมุ่งนำทุนทางศิลปะ ทุนวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นของภาคใต้มาต่อยอด สู่การออกแบบแฟชั่นร่วมสมัย สร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์ไทย และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของประเทศให้มีความพร้อมในการเผยแพร่เพื่อก้าวสู่ระดับสากลได้ต่อไป

ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 สศร. ได้ต่อยอดจากการพัฒนาด้านการออกแบบ และการสร้างแบรนด์สู่การสร้างโอกาสทางการตลาดอย่างเป็นรูปธรรม โดยผู้ประกอบการทั้ง 14 ราย ผ่านกระบวนการ Workshop และ Coaching จากผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบแฟชั่น การสร้างแบรนด์ การบริหารธุรกิจ และการตลาดดิจิทัล จนสามารถพัฒนาคอลเลกชันต้นแบบ และผลิตสินค้าพร้อมจำหน่ายได้จริง

จุดเน้นสำคัญของปีนี้ คือ การเสริมศักยภาพผู้ประกอบการให้ใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลและสื่อสังคมออนไลน์ในการสร้างคอนเทนต์ สื่อสารแบรนด์ ขยายฐานลูกค้า และเพิ่มยอดขาย อย่างยั่งยืน เพื่อสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย

ภายในงานมีการจัดแสดงแฟชั่นโชว์คอลเลกชันร่วมสมัยจากผู้ประกอบการ 14 ราย จาก 10 จังหวัดภาคใต้ ถ่ายทอดอัตลักษณ์ผ้าและภูมิปัญญาท้องถิ่นผ่านงานออกแบบร่วมสมัย ได้แก่ กลุ่มทอผ้าศรีวิชัย–ทับเที่ยง จังหวัดสุราษฎร์ธานี, กลุ่มเมืองนครปันปักเย็บถักย้อม, อินโนญ่า และ KIREE จังหวัดนครศรีธรรมราช, Ameena Batik และ นารา บาติก จังหวัดนราธิวาส, ดาหลาบาติก จังหวัดกระบี่, บาติก เดอ นารา จังหวัดปัตตานี, บาติกมัดย้อม By ครูโจ้ จังหวัดชุมพร, พญาบาติก จังหวัดตรัง, ลานใบเมืองลุง และ ลายใบ@Ecoprint by Kunchan จังหวัดพัทลุง, สตูลบาติก จังหวัดสตูล และ เก๋ บาติก จังหวัดยะลา ซึ่งล้วนได้รับการพัฒนาศักยภาพจนสามารถ  ต่อยอดสู่การจำหน่ายเชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม

งาน Fashion Show Live “SOUTHWEAR relive 2026” จึงเป็นอีกก้าวสำคัญของการนำทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และยกระดับผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดยุคใหม่ พร้อมผลักดันวัฒนธรรมสร้างสรรค์ไทย สู่เวทีระดับนานาชาติ

ผู้สนใจสามารถติดตามผลงานของผู้ประกอบการทั้ง 14 ราย เบื้องหลังการพัฒนาคอลเลกชันแฟชั่นร่วมสมัย และกิจกรรมของโครงการได้ทางช่อง TikTok “จริตไทไทย by OCAC” และ เลือกช้อปสินค้าผ้าไทยของโครงการฯ ได้ที่ ICONCRAFT ชั้น 4 ไอคอนสยาม และช่องทาง TikTok : ICONCRAFT เพื่อร่วมส่งเสริมผ้าไทยและผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์จากภาคใต้สู่ผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ เสด็จทอดพระเนตรแฟชั่นโชว์สุดอลังการ แรงบันดาลใจจากพระราชปณิธานของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ เสด็จทอดพระเนตรแฟชั่นโชว์สุดอลังการ แรงบันดาลใจจากพระราชปณิธานของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ เสด็จทอดพระเนตรแฟชั่นโชว์สุดอลังการ แรงบันดาลใจจากพระราชปณิธานของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.00 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จไปทรงเปิดงานงาน “สืบสานใจ หัตถศิลป์ไทย สู่สากล” EM DISTRICT SENSE OF THAI 2026 พร้อมทอดพระเนตรแฟชั่นโชว์สุดอลังการ ATELIER DE GRÂCE HAUTE COUTURE ครั้งแรกในนำเสนอผลงานคอลเลกชันที่ได้รับแรงบันดาลใจจากพระราชปณิธานของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ถ่ายทอดอัตลักษณ์และความงดงามของ “ผ้าไหมมัดหมี่” ผ่านการรังสรรค์โดย 7 แบรนด์ดีไซเนอร์ระดับตำนานของประเทศไทย ได้แก่ TIRAPAN, THEATRE, ASAVA, ISSUE, CHAI GOLD LABEL, VATIT ITTHI และ KLOSET ถ่ายทอดซิลูเอตอันเป็นเอกลักษณ์ ผ้าไหมมัดหมี่ผ่านงานดีไซน์จำนวน 28 ลุค พร้อมเติมเต็มความสมบูรณ์แบบของทุกลุคด้วยผลงานเครื่องประดับชั้นสูง  อันเลอค่า Masterpiece High Jewelry และ Iconic Fine Jewelry จากแบรนด์ SIRIVANNAVARI ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นและเสียงดนตรีสุดคลาสสิกจากวง Royal Bangkok Symphony Orchestra 

ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมางาน “สืบสานใจ หัตถศิลป์ไทย สู่สากล” EM DISTRICT SENSE OF THAI ถือเป็นความภาคภูมิใจของ EM DISTRICT ในการร่วมอนุรักษ์ สืบสาน และเผยแพร่คุณค่าของศิลปหัตถกรรมไทยสู่สายชาวไทยและนานาชาติ การจัดงานในปีนี้เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงวางรากฐานการอนุรักษ์และพัฒนาศิลปหัตถกรรมไทย และเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 74 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

อีกทั้ง ได้น้อมนำแนวพระราชปณิธานของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ผู้ทรงสืบสาน ต่อยอด และพัฒนาผ้าไทยอย่างต่อเนื่อง จนได้รับการยกย่องในระดับนานาชาติ มาเป็นแรงบันดาลใจในการจัดงาน ภายใต้การนำเสนอความงดงามของ ‘ผ้าไหมมัดหมี่’ มรดกภูมิปัญญาอันทรงคุณค่า ผ่านแฟชั่นโชว์โอต์กูตูร์ 7 แบรนด์ดีไซเนอร์ระดับตำนานของประเทศไทย ร่วมกับเครื่องประดับชั้นสูงอันเลอค่า Masterpiece High Jewelry และ Iconic Fine Jewelry จากแบรนด์ SIRIVANNAVARI เป็นครั้งแรก โดยได้รับความร่วมมือจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ในการร่วมกันยกระดับผ้าไทยและงานหัตถศิลป์ไทยให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากยิ่งขึ้น เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่างานนี้จะเป็นอีกหนึ่งในการสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ได้เห็นถึงคุณค่าและความงดงามของมรดกทางวัฒนธรรมไทย พร้อมร่วมกันอนุรักษ์ ต่อยอด และสืบสานหัตถศิลป์ไทยให้ก้าวสู่เวทีสากลอย่างยั่งยืน”

นอกจากนี้ ภายในงานยังรวบรวมกิจกรรมสุดพิเศษที่คนรักหัตถศิลป์ไทยไม่ควรพลาด ณ EM MARKET HALL  ชั้น G ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ เริ่มด้วย นิทรรศการ THE LEGACY OF THAI ROYAL ELEGANCE จัดขึ้นเพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงริเริ่มและพัฒนารูปแบบชุดไทยพระราชนิยม โดยนำ “ชุดไทยเรือนต้น” และ “ชุดไทยจิตรลดา” จากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ มาจัดแสดงเพื่อให้ความรู้และสอดรับกับวาระสำคัญที่ประเทศไทยเสนอ “ชุดไทย” ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติจากยูเนสโก ในปี 2569   

พร้อมร่วมสนับสนุนผลงานหัตถศิลป์ชั้นเลิศในโซน THAI CRAFT MARCHÉ พื้นที่รวบรวมผ้าไทยทอมือ อย่าง ผ้าไหมเกล็ดเต่าสลับลายหางกระรอก, ผ้าไหมราชวัตร, ผ้าชนเผ่า, จักสานย่านลิเภา,  ตุ๊กตาแฮนด์เมดจากผ้าไหมไทย รวมถึงดอกไม้ประดิษฐ์ และสินค้าหัตถกรรมอื่นๆ พร้อมพบกับผลิตภัณฑ์จากทัณฑสถานหญิง ซึ่งเป็นผลงานจากโครงการในพระดำริของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ตลอดจนสัมผัสวิถีไทยอย่างใกล้ชิดผ่านกิจกรรม การสาธิตทอผ้าไหมมัดหมี่ และพิเศษสามารถเลือกซื้อผ้าไทยภายในงาน พร้อมรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญในการเลือกและแมตช์สีผ้าให้เหมาะสมกับการออกแบบและตัดเย็บชุดไทยได้อย่างลงตัว และ   ตื่นตาตื่นใจไปกับ การแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ วันที่ 1-2  สิงหาคม และวันที่ 8-9 และ 12 สิงหาคม 2569  รอบ 15.30 น. และ 16.30 น. 

ภาพบางส่วนจาก https://www.facebook.com/HRHPrincessSirivannavariNariratanaRajakanya

ร่วมชื่นชมความงดงามของผลงานระดับมาสเตอร์พีซอย่างใกล้ชิด ในนิทรรศการ ATELIER DE GRÂCE SHOWCASE ระหว่างวันที่ 1-31 สิงหาคม 2569 บริเวณ ชั้น M ศูนย์การค้าเอ็มโพเรียม รวมทั้งภาคภูมิใจในงานหัตถศิลป์ไทยทรงคุณค่าที่งามสง่าบนเวทีสากล ในงาน “สืบสานใจ หัตถศิลป์ไทย สู่สากล” EM DISTRICT SENSE OF THAI 2026 ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 สิงหาคม 2569 ณ เอ็ม ดิสทริค

“ไม่สูบบุหรี่” ก็เป็นมะเร็งปอดได้ แพทย์เตือนพบผู้ป่วยอายุน้อยตั้งแต่วัย 35 ปีเพิ่มขึ้น คนไทยกว่า 70% รู้ตัวเมื่อโรคลุกลาม

“ไม่สูบบุหรี่

“ไม่สูบบุหรี่” ก็เป็นมะเร็งปอดได้ แพทย์เตือนพบผู้ป่วยอายุน้อยตั้งแต่วัย 35 ปีเพิ่มขึ้น คนไทยกว่า 70% รู้ตัวเมื่อโรคลุกลาม

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.52 น.

“มะเร็งปอด” ไม่ใช่โรคของผู้สูบบุหรี่อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นภัยเงียบที่พบในคนอายุน้อยลง รวมถึงผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่ โดยเฉพาะผู้หญิงชาวเอเชีย ปัจจุบันพบผู้ป่วยตั้งแต่อายุเพียง 35 ปี ขณะที่ผู้ป่วยมะเร็งปอดกว่า 70% มักตรวจพบโรคเมื่อเข้าสู่ระยะลุกลาม ส่งผลให้โอกาสรักษาหายขาดลดลง แพทย์จึงเตือนประชาชนอย่ารอให้มีอาการ เพราะ “ไม่มีอาการ” ไม่ได้หมายความว่าไม่มีโรค พร้อมแนะนำให้กลุ่มเสี่ยงเข้ารับการตรวจคัดกรองด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์แบบใช้รังสีต่ำ หรือ Low-Dose CT (LDCT) เพื่อเพิ่มโอกาสรักษาหายขาด

นพ.ชนทัต ไตรทอง แพทย์ผู้ชำนาญการด้านอายุรศาสตร์โรคระบบหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ ศูนย์โรคปอดและระบบทางเดินหายใจ โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันมะเร็งปอดไม่ได้พบเฉพาะในผู้สูบบุหรี่หรือผู้สูงอายุอีกต่อไป แต่พบในผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผู้หญิงชาวเอเชีย ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางพันธุกรรมและการกลายพันธุ์ของยีน EGFR ขณะเดียวกัน อายุของผู้ป่วยก็ลดลง จากเดิมที่มักพบในผู้มีอายุมากกว่า 50 ปี วันนี้เริ่มพบในวัยทำงานตั้งแต่อายุประมาณ 35-40 ปี จึงเป็นโรคที่ทุกคนควรตระหนัก ไม่ใช่เฉพาะผู้สูบบุหรี่

“มะเร็งปอด” แบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลัก ได้แก่ มะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็ก (Non-Small Cell Lung Cancer: NSCLC) ซึ่งพบประมาณร้อยละ 80-90 ของผู้ป่วยทั้งหมด มีการเจริญเติบโตค่อนข้างช้า พบได้ทั้งในผู้สูบบุหรี่และผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้นสามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัด การฉายรังสี เคมีบำบัด ยามุ่งเป้า และภูมิคุ้มกันบำบัด ส่วน มะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็ก (Small Cell Lung Cancer: SCLC) พบประมาณร้อยละ 10-15 ของผู้ป่วย มีความรุนแรงและลุกลามรวดเร็ว มักสัมพันธ์กับการสูบบุหรี่ และส่วนใหญ่ไม่สามารถรักษาด้วยการผ่าตัดได้ เนื่องจากโรคแพร่กระจายตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จึงต้องรักษาด้วยเคมีบำบัดเป็นหลัก

ในปัจจุบัน “มะเร็งปอด” เป็นหนึ่งในโรคมะเร็งที่พบได้บ่อยและเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของคนไทย ทั้งในเพศชายและเพศหญิง สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ผู้ป่วยมากกว่าร้อยละ 70 มักมาพบแพทย์เมื่อโรคอยู่ในระยะลุกลามหรือแพร่กระจายแล้ว ทำให้โอกาสรักษาหายขาดลดลงอย่างมาก ทั้งที่หากตรวจพบตั้งแต่ระยะที่ 1 หรือระยะที่ 2 การรักษาด้วยการผ่าตัดยังมีโอกาสหายขาดได้สูง นี่คือช่วงเวลาทอง (Golden Period) ที่ไม่ควรปล่อยให้ผ่านไป”

นพ.ชนทัต ให้ข้อมูลต่อว่า แม้ว่าการสูบบุหรี่จะยังเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับหนึ่งของโรค แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นที่ประชาชนอาจมองข้าม ได้แก่ การได้รับควันบุหรี่มือสองเป็นเวลานาน การสัมผัสฝุ่น PM2.5 ก๊าซเรดอน สารหนู แอสเบสตอส (Asbestos) สารกัมมันตรังสี รวมถึงการทำงานหรืออาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีมลพิษทางอากาศเป็นเวลานาน นอกจากนี้ ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวสายตรง ได้แก่ พ่อ แม่ พี่ หรือน้อง เป็นมะเร็งปอด รวมถึงผู้ป่วยโรคปอดอักเสบเรื้อรัง ปอดอักเสบซ้ำบริเวณเดิม หรือโรคถุงลมโป่งพอง ล้วนมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป ขณะที่ประชากรเอเชียยังพบการกลายพันธุ์ของยีน EGFR ได้ประมาณร้อยละ 30-50 โดยเฉพาะในผู้หญิง แม้ไม่เคยสูบบุหรี่ก็ตาม

ความน่ากลัวของ “มะเร็งปอด” คือ ระยะเริ่มต้นแทบไม่มีอาการ เพราะเนื้อปอดไม่มีเส้นประสาทรับความรู้สึก ก้อนมะเร็งจึงสามารถเจริญเติบโตได้โดยที่ผู้ป่วยไม่รู้ตัว เมื่อเริ่มมีอาการมักหมายความว่าโรคเริ่มลุกลามแล้ว อาการที่ไม่ควรมองข้าม ได้แก่ ไอเรื้อรังนานเกิน 2 สัปดาห์ ไอเป็นเลือด หอบเหนื่อย หายใจไม่เต็มอิ่ม มีเสียงวี้ด เจ็บหน้าอก โดยเฉพาะเวลาหายใจเข้า รวมถึงเสียงแหบ ปวดหลัง ปวดกระดูก หรือแขนขาอ่อนแรง ซึ่งอาจเป็นสัญญาณว่ามะเร็งแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรเข้าใจว่า “ไม่มีอาการ” ไม่ได้หมายความว่าไม่มีโรค เพราะผู้ป่วยจำนวนมากตรวจพบมะเร็งในขณะที่ยังรู้สึกแข็งแรงดี

ด้วยเหตุนี้ การตรวจคัดกรองด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์แบบใช้รังสีต่ำ หรือ Low-Dose CT (LDCT) จึงมีบทบาทสำคัญ เพราะสามารถตรวจพบก้อนหรือจุดผิดปกติขนาดเล็กเพียง 1-2 มิลลิเมตรได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ให้ภาพสามมิติที่มีความละเอียดสูง ใช้เวลาตรวจประมาณ 10-15 นาที ไม่ต้องงดน้ำหรืออาหารก่อนตรวจ ทั้งนี้ สตรีมีครรภ์ไม่ควรเข้ารับการตรวจเนื่องจากมีการใช้รังสี

นพ.ชนทัต ให้ข้อมูลปิดท้ายว่า กลุ่มที่ควรได้รับการตรวจคัดกรองแม้ไม่มีอาการ ได้แก่ ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปและมีประวัติสูบบุหรี่จัด ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวสายตรงเป็นมะเร็งปอด ผู้ที่ทำงานหรืออาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีมลพิษทางอากาศสูง มีการสัมผัสฝุ่น PM2.5 หรือสารเคมีก่อมะเร็ง รวมถึงผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง หรือผู้ที่ต้องการรับคำปรึกษาจากแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมในการตรวจคัดกรอง เนื่องจากแนวโน้มการพบผู้ป่วยอายุน้อยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งปอดแล้ว ปัจจุบันแพทย์จะตรวจหาการกลายพันธุ์ของยีนและไบโอมาร์กเกอร์ เช่น ยีน EGFR เพื่อวางแผนการรักษาแบบเฉพาะบุคคล หากพบความผิดปกติที่เหมาะสม ผู้ป่วยอาจได้รับการรักษาด้วยยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) หรือภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) ซึ่งช่วยให้การรักษามีความแม่นยำและเพิ่มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

“สิ่งที่อยากฝากถึงประชาชน คือ วันนี้ถึงเวลาปรับความเข้าใจใหม่ว่า ‘ไม่สูบบุหรี่’ ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เป็นมะเร็งปอด และ ‘ไม่มีอาการ’ ไม่ได้หมายความว่าปอดยังแข็งแรง มะเร็งปอดเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ดังนั้น การรู้เท่าทันปัจจัยเสี่ยงและการเข้าถึงการตรวจคัดกรองด้วย Low-Dose CT ในกลุ่มเสี่ยง จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งปอดของคนไทยในอนาคต”

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคมะเร็งปอดได้ที่ ศูนย์โรคปอดและระบบทางเดินหายใจ หรือต้องการนัดหมายแพทย์ โทร.1270 หรือ Line: @praram9hospital

สายฟิตต้องรู้! เปิดสูตร 4Rs ฟื้นฟูหลังซ้อมฉบับนักกีฬา จัดหนักแค่ไหนก็เอาอยู่ กับนาทีทอง 1 ชั่วโมงหลังซ้อม

สายฟิตต้องรู้! เปิดสูตร 4Rs ฟื้นฟูหลังซ้อมฉบับนักกีฬา จัดหนักแค่ไหนก็เอาอยู่ กับนาทีทอง 1 ชั่วโมงหลังซ้อม

สายฟิตต้องรู้! เปิดสูตร 4Rs ฟื้นฟูหลังซ้อมฉบับนักกีฬา จัดหนักแค่ไหนก็เอาอยู่ กับนาทีทอง 1 ชั่วโมงหลังซ้อม

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.33 น.

หากถามคนส่วนใหญ่เกี่ยวกับการกินอาหารของนักกีฬาระดับโลก หลายคนคงนึกถึงมื้ออาหารก่อนการแข่งขัน อย่างข้าวที่กินในคืนก่อนแข่ง กล้วยก่อนวอร์มอัป หรือเครื่องดื่มเกลือแร่ที่พักจิบระหว่างการแข่งขัน

แต่สิ่งที่แทบไม่มีใครพูดถึงคือ อาหารที่กินหลังจากซ้อม ซึ่ง 1 ชั่วโมงแรกหลังการฝึกซ้อมหรือการแข่งขัน ถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดช่วงหนึ่งของโภชนาการ เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายเริ่มซ่อมแซมกล้ามเนื้อ เติมเต็มพลังงานที่สูญเสียไป และใช้เตรียมความพร้อมสำหรับการฝึกหรือการแข่งขันครั้งต่อไป

Dr. Krissy Ladner ผู้อำนวยการฝ่ายสมรรถภาพการกีฬาและการศึกษาด้านโภชนาการ เฮอร์บาไลฟ์ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญและยังเป็นผู้มีประสบการณ์ทำงานร่วมกับนักฟุตบอลอาชีพมามากมาย ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของโภชนาการเพื่อการฟื้นฟูร่างกาย ที่สำคัญไม่แพ้กับการเตรียมร่างกายก่อนแข่งขัน โดย Dr. Krissy ได้แนะนำถึงหลักการจำง่าย ๆ ในการฟื้นฟูร่างกายที่บุคคลทั่วไปและนักกีฬาทุกระดับสามารถนำไปใช้ได้ เรียกว่า “4Rs” ดังนี้

R #1: Replenish เติมพลังงาน

อย่างแรกคือการเติม “ไกลโคเจน” (Glycogen) กลับคืนสู่กล้ามเนื้อ เพราะในระหว่างการแข่งขันหรือการซ้อมอย่างหนัก ร่างกายจะดึงคาร์โบไฮเดรตที่สะสมไว้ในกล้ามเนื้อมาใช้เพื่อขับเคลื่อนกิจกรรมที่ต้องใช้แรงสูง เช่น การวิ่งสปรินต์ การกระโดด หรือการเปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีวิธีเช็กง่ายๆ คือ หากไม่สามารถพูดคุยระหว่างซ้อมได้เพราะเหนื่อยจนหอบ นั่นแปลว่าร่างกายได้ดึงคาร์โบไฮเดรตที่สะสมไว้มาใช้แล้ว และเราจำเป็นต้องเติมมันกลับเข้าไป ภายใน 1 ชั่วโมงหลังออกกำลังกาย ควรได้รับคาร์โบไฮเดรตประมาณ 30–60 กรัม  เช่น ข้าวหนึ่งถ้วยทานคู่กับโปรตีนไม่ติดมัน, แซนด์วิชไก่กับขนมปังโฮลวีต หรือสมูทตี้สูตรฟื้นฟูร่างกายที่ใส่ผลไม้และโอ๊ต

R #2: Repair ซ่อมแซม

หน้าที่ที่สองคือ การซ่อมแซมเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อที่ฉีกขาดและถูกทำลายระหว่างการซ้อม โดยมีโปรตีนเป็นส่วนสร้างสำคัญในกระบวนการนี้ ทำให้เราต้องรักษาระดับกรดอะมิโนในกระแสเลือดให้สูงเข้าไว้เพื่อช่วยในการซ่อมแซมและฟื้นฟูกล้ามเนื้อ โดยปริมาณโปรตีนที่แนะนำคือ 15-30 กรัม เช่น ไก่ ปลา ไข่ ผลิตภัณฑ์นม หรือโปรตีนเชค ซึ่งจำเป็นที่สุดหลังจากการฝึกความแข็งแรง (Strength Work) รวมถึงการซ้อมที่หนักหน่วงทุกครั้งก็ทำให้กล้ามเนื้อเกิดความเสียหายได้เช่นกัน และโปรตีนจะเข้ามาช่วยฟื้นฟูในส่วนนี้

สำหรับนักกีฬาอาชีพมีสัดส่วนที่แนะนำคือ คาร์โบไฮเดรตต่อโปรตีน 3:1 หรือประมาณ 60-120 กรัม และโปรตีน 20-40 กรัม ตัวอย่างอาหารหรือเครื่องดื่มช่วยฟื้นฟูร่างกายง่ายๆ เช่น สมูทตี้ที่ใช้ผลไม้แช่แข็ง, โอ๊ต, นม (หรือนมทางเลือกจากพืช) และโปรตีนเชค

R #3: Reinforce (เสริมความแข็งแกร่ง)

ข้อนี้มักจะเป็นข้อที่หลายคนมองข้ามมากที่สุด แต่กลับเป็นข้อที่สำคัญมากที่สุดในระยะยาว โดยคำว่า Reinforce หมายถึงการปกป้องเซลล์กล้ามเนื้อ ระบบภูมิคุ้มกัน และระบบประสาท ด้วยอาหารสดจากธรรมชาติ (Whole foods) ที่มีสีสันสดใสและมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ เช่น ผักผลไม้ ธัญพืชเต็มเมล็ด ถั่ว ปลา และน้ำมันมะกอก

หนึ่งในอาหารที่ได้รับการศึกษามากคือ  “ทาร์ตเชอร์รี่” (Tart Cherries) ที่มีหลักฐานที่ว่าสามารถช่วยลดอาการปวดกล้ามเนื้อและสนับสนุนการฟื้นตัวหลังการซ้อมหนัก ทั้งยังช่วยเรื่องการนอนหลับได้อีกด้วย ส่วน ขมิ้นชัน โดยเฉพาะสารเคอร์คูมิน (Curcumin) ก็ให้ประโยชน์ที่คล้ายกันในการลดการอักเสบและอาการปวดตึง อย่างไรก็ตาม อาหารเหล่านี้ไม่ใช่ทางลัดที่จะทำให้สร้างกล้ามเนื้อได้เร็วขึ้น แต่เป็นตัวช่วยสนับสนุนการฟื้นฟูร่างกายเมื่อรับประทานควบคู่กับพฤติกรรมสุขภาพที่ดีอย่างสม่ำเสมอ

R #4: Rehydrate (ชดเชยน้ำ)

การดื่มน้ำ เป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูร่างกาย ระหว่างออกกำลังกายหนัก ร่างกายไม่ได้สูญเสียน้ำเพียงอย่างเดียว แต่ยังสูญเสียแร่ธาตุสำคัญ เช่น โซเดียม โพแทสเซียม และแมกนีเซียมไปกับเหงื่อด้วย การชดเชยน้ำที่ถูกต้องจึงต้องเติมแร่ธาตุเหล่านี้ กลับเข้าไปทั้งหมด สำหรับการออกกำลังกายที่เบากว่าและเหงื่อออกไม่มาก น้ำเปล่าก็อาจเพียงพอแล้ว แต่ถ้า
เหงื่อออกมาก เราจำเป็นต้องมีอิเล็กโทรไลต์ (เกลือแร่) ในมื้ออาหารหรือเครื่องดื่มหลังออกกำลังกาย โดยเฉพาะโซเดียมเพราะจะช่วยกักเก็บของเหลวไว้ในร่างกายและช่วยดึงน้ำกลับเข้าสู่เซลล์

วิธีสังเกตง่าย ๆ ว่าร่างกายได้รับน้ำเพียงพอหรือไม่ คือดูสีของปัสสาวะ หากเป็นสีเหลืองอ่อนถือว่าอยู่ในระดับที่เหมาะสม แต่หากเข้มคล้ายสีน้ำแอปเปิลแสดงว่ายังต้องดื่มน้ำเพิ่ม

บวกอีกหนึ่ง R พิเศษ: Rest (การพักผ่อน)

ถึงแม้ว่านี่จะเป็นข้อที่ทำง่ายที่สุด แต่ก็ลืมง่ายที่สุดเช่นกัน เพราะการฟื้นฟูร่างกายไม่ใช่แค่เรื่องของสิ่งที่กินหรือดื่มเท่านั้น แต่ร่างกายต้องการเวลาในการฟื้นฟูและซ่อมแซมตัวเองก่อนที่เราจะกลับไปลุยอีกครั้ง ซึ่งการนอนหลับคือช่วงเวลาที่โกรทฮอร์โมน (Growth Hormones) ถูกหลั่งออกมาและเป็นช่วงที่เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อสร้างขึ้นใหม่ ดังนั้น การพักผ่อนจึงเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกซ้อม เพราะคือหัวใจที่ช่วยให้ร่างกายฟื้นตัว ลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บ และช่วยให้ทำผลงานได้ดีขึ้นในระยะยาว

จากระดับมือโปรสู่ไลฟ์สไตล์ประจำวัน

กฎ 4R นี้ไม่ได้ใช้แค่สำหรับนักกีฬาอาชีพเท่านั้น แต่ถ้าเราเป็นคนออกกำลังกายหนักและฝึกใช้แรงอย่างจริงจัง ก็สามารถนำหลักการเดียวกันนี้มาปรับใช้ได้ ทั้งนี้ปริมาณสัดส่วนอาจจะปรับเปลี่ยนกันไปตามขนาดร่างกายและระดับความหนักของการออกกำลังกาย แต่หลักการและแนวคิดยังคงเดิมเสมอนั่นคือ Replenish, Repair, Reinforce, Rehydrate และตามด้วย Rest

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเฮอร์บาไลฟ์ สามารถเยี่ยมชมได้ที่ www.herbalife.com ช่องทาง Social Media: Facebook/HerbalifeThailandOfficial และ Instagram/HerbalifeThailandOfficial

หรือ แผนกบริการลูกค้า 02-6601600 หรือ Line OA: Herbalife

มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ จับมือ ไอคอนสยาม น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ จัดงาน ‘บุปผาบรมราชินีนาถ Her Majesty the Queen’s Blossoms’

มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ จับมือ ไอคอนสยาม น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ จัดงาน ‘บุปผาบรมราชินีนาถ Her Majesty the Queen’s Blossoms’

มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ จับมือ ไอคอนสยาม น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ จัดงาน ‘บุปผาบรมราชินีนาถ Her Majesty the Queen’s Blossoms’

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.09 น.

เพื่อร่วมน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ไอคอนสยาม ได้ร่วมกับ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ จัดงาน “บุปผาบรมราชินีนาถ Her Majesty the Queen’s Blossoms” ขึ้นในวันที่ 11-16 สิงหาคม 2569 ณ วัฒนาฮอลล์ ชั้น 3 เพื่อถ่ายทอดพระราชจริยวัตรอันงดงาม และสืบสานพระราชปณิธานด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นที่ประจักษ์ในระดับสากล 

ไฮไลต์สำคัญคือ “นิทรรศการดอกไม้ในพระนามาภิไธย” การจัดแสดงข้อมูลพรรณไม้ทรงคุณค่าที่ได้รับพระราชทานพระนามาภิไธย เช่น กุหลาบควีนสิริกิติ์ กล้วยไม้แคทลียาควีนสิริกิติ์ บัวควีนสิริกิติ์ ดอนญ่าควีนสิริกิติ์ และที่พิเศษในงานสามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ลวดลาย “บุปผาบรมราชินีนาถ” ซึ่งเป็นลวดลายที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนกัญญา ทรงออกแบบ นำมาจำหน่ายที่ไอคอนสยามเป็นที่แรก ทั้งผ้าคลุมไหล่ไหมปัก ผ้าพิมพ์ลายดอกบัวควีนสิริกิติ์ ผ้าพันคอ พัด สมุดโน๊ต และเซรามิกเขียนลายดอกไม้ในพระนามาภิไธย

นอกจากนี้ ยังมีการสาธิตทำดอกไม้ประดิษฐ์ เช่น กุหลาบในพระนามาภิไธย สาธิตการปักผ้าไทยแบบโบราณที่เรียกว่า “ปักซอย” โดยใช้เส้นไหมน้อย ซึ่งเป็นเส้นไหมขนาดเล็ก บาง และเงางาม จากชั้นในสุดของรังไหม มาย้อมสีต่าง ๆ แล้วปักสอดสลับสั้นยาว แซมไล่สีด้วยความประณีต ทำให้เกิดมิติคล้ายภาพวาดต้นแบบ อันเป็นหนึ่งในพระราชกรณียกิจที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงอนุรักษ์และฟื้นฟูงานปักซอยแบบโบราณของไทยให้แพร่หลาย เป็นอาชีพเสริมที่สามารถทำได้ที่บ้าน โดยไม่ต้องละทิ้งถิ่นฐานไปทำงานที่อื่น  นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์อื่นๆ มากมาย จากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ มาจำหน่ายในงานด้วยเช่นกัน 

นอกจากนี้ อีกหนึ่งงานที่พลาดไม่ได้คือการที่ ไอคอนสยาม ร่วมกับ กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย จัดงานเปิดตัว หนังสือพัฒนาองค์ความรู้เพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่สากล ประจำปี 2569 ผลงานเล่มที่ 7 “Thai Textiles Trend Book SPRING/SUMMER 2027” ภายใต้แนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ซึ่งทรงดำรงตำแหน่งบรรณาธิการบริหาร พร้อมพระนิพนธ์ โดยจะจัดงานแถลงข่าวเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 11 สิงหาคม 2569 และจัดแสดงนิทรรศการ “Thai Textiles Trend Book SPRING/SUMMER 2027” ให้ประชาชนผู้สนใจได้เข้าชม ณ สุราลัย ฮอลล์ ชั้น 7 ไอคอนสยาม ระหว่างวันที่ 11-14 สิงหาคม 2569

สำหรับ “Thai Textiles Trend Book SPRING/SUMMER 2027” นำเสนอแนวคิดหลัก “Village to the World : The Soul of the Locality, The Pulse of the Globe” หรือ “จากอัตลักษณ์แห่งถิ่นฐาน สู่สุนทรียภาพที่คนทั้งโลกหลงรัก” โดยรวบรวมองค์ความรู้และแรงบันดาลใจด้านแฟชั่นและสิ่งทอไทย นำจิตวิญญาณและภูมิปัญญาจากชุมชนท้องถิ่นมาตีความใหม่ สร้างสรรค์เป็นงานสิ่งทอร่วมสมัยที่ก้าวข้ามบทบาทจากเครื่องนุ่งห่มสู่ส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตสากล ครอบคลุมมิติด้านกีฬา ศิลปะ ดนตรี และการออกแบบที่อยู่อาศัย สะท้อนศักยภาพของภูมิปัญญาไทยที่สามารถเชื่อมโยงกับผู้คนทั่วโลกได้อย่างงดงาม 

ภายในเล่มยังนำเสนอการผสานงานหัตถศิลป์ไทย อาทิ การเย็บ ปัก ถัก ร้อย เข้ากับภูมิปัญญาสิ่งทอและแนวคิด “ศิลปะแห่งการใช้ชีวิต” เพื่อพัฒนาเป็นแนวทางการออกแบบสำหรับฤดูกาล สู่การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ร่วมสมัยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ต่อยอดสู่อุตสาหกรรมแฟชั่นอย่างยั่งยืน พร้อมยกระดับผ้าไทยจากฐานรากชุมชนสู่เวทีสากล และสร้างแรงบันดาลใจให้สามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้จริง

‘ถนนไปสู่แหลมทอง’ นิทรรศการภาพถ่ายในรอบ 20 ปี ของ ‘ไชยยศ ปิ่นประดับ’ บันทึกการเดินทางผ่านภูมิทัศน์ พหุวัฒนธรรมแห่งภาคใต้ ผ่านกล้องฟิล์มระดับตำนาน

‘ถนนไปสู่แหลมทอง’ นิทรรศการภาพถ่ายในรอบ 20 ปี ของ ‘ไชยยศ ปิ่นประดับ’ บันทึกการเดินทางผ่านภูมิทัศน์ พหุวัฒนธรรมแห่งภาคใต้ ผ่านกล้องฟิล์มระดับตำนาน

‘ถนนไปสู่แหลมทอง’ นิทรรศการภาพถ่ายในรอบ 20 ปี ของ ‘ไชยยศ ปิ่นประดับ’ บันทึกการเดินทางผ่านภูมิทัศน์ พหุวัฒนธรรมแห่งภาคใต้ ผ่านกล้องฟิล์มระดับตำนาน

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.49 น.

ดังคำกล่าวของ มาร์แซล พรุสต์ (Marcel Proust) นักเขียนชื่อดังชาวฝรั่งเศสที่ว่า “การเดินทางที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่ใช่การไปยังสถานที่ที่ไม่เคยรู้จัก แต่คือการมองโลกใบเดิมด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป” อดีตช่างภาพและหนึ่งในผู้ก่อตั้งนิตยสาร Phuket Bulletin ผู้กลับมาจับกล้องถ่ายภาพอีกครั้งในรอบเกือบ 20 ปี สมาคมศิลป์ภูเก็จ (Phuket Art Association) ขอเชิญชวนทุกท่านออกเดินทางสู่ดินแดนแห่งประวัติศาสตร์และพหุวัฒนธรรมใน “ถนนไปสู่แหลมทอง” (The Road to the Golden Peninsula) นิทรรศการภาพถ่ายโดย ไชยยศ ปิ่นประดับ

นิทรรศการครั้งนี้ชวนผู้ชมร่วมเดินทางผ่านผลงานภาพถ่ายคราฟต์ฟิล์มจำนวน 114 ภาพ จึงทำหน้าที่เสมือน “สมุดบันทึก” การเดินทางข้ามคาบสมุทรเพียงลำพังร่วมกับรถคู่ใจนานกว่า 150 วัน (ตั้งแต่เดือนกันยายน 2567 ถึงมกราคม 2568) จากปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ประตูสู่ภาคใต้ ไล่เรียงลงไปจนถึงเทือกเขาสันกาลาคีรีและอำเภอตากใบ จ.นราธิวาส เพื่อสัมผัสวิถีชีวิต สถาปัตยกรรม และจิตวิญญาณแห่งแหลมทอง (Golden Chersonese) ซึ่งเป็นชื่อที่นักเดินเรือชาวตะวันตกยุคโบราณใช้เรียกคาบสมุทรมลายูและภาคใต้ของไทยมาตั้งแต่ยุคกรีก-โรมัน

เรื่องเล่าผ่านเลนส์ในวัย 74 ปีของศิลปิน นำเสนอความงามของภาคใต้ผ่านความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ สถาปัตยกรรม และเสน่ห์ของดินแดนพหุวัฒนธรรมในมิติที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง โดยช่างภาพเลือกหันเลนส์ไปยังมุมธรรมดา ๆ ที่ชาวบ้านพบเห็นในชีวิตประจำวัน แต่ซ่อนรายละเอียด แสง เงา และเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจเอาไว้ เช่น ภาพ “กุฏิเจ้าอาวาส” วัดชลธาราสิงเห ศิลปะพื้นถิ่นสกุลช่างสงขลา หรือ “ศาลาพระวิหารแดง” บนเขาตังกวน สถาปัตยกรรมสไตล์ยุโรปสีแดงอันงดงาม

จากถนนข้ามผ่านคาบสมุทร สู่จุดเริ่มต้นของ “ถนนไปสู่แหลมทอง”

ไชยยศ ปิ่นประดับ

ไชยยศ ปิ่นประดับ เป็นชาวภูเก็ตโดยกำเนิด เขาหลงใหลในการถ่ายภาพและกล้องฟิล์ม มากพอ ๆ กับความรักที่มีต่อปักษ์ใต้-บ้านเกิดของเขา หลังห่างหายจากการถ่ายรูปไปนานเกือบสองทศวรรษ กล้องฟิล์มสุดหวงที่เคยสะสมไว้ก็จำหน่ายจ่ายแจกไปจนหมด ก่อนที่สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงก็พัดผ่านเข้ามาในชีวิต ไชยยศหวนนึกถึงการถ่ายภาพที่ร้างลามานานปี เขาตัดสินใจโทร. หาเพื่อนเก่าในกรุงเทพฯ เพื่อจัดหากล้อง Hasselblad Xpan (กล้องฟิล์ม Rangefinder) แล้วเรื่องราวก็ลื่นไหลจากฟิล์ม 50 ม้วน สู่หนังสือและนิทรรศการภาพถ่ายในวัย 74 ปี

“ผมก็เหมือนมือสมัครเล่นทั่วไปที่ถ่ายรูปเพราะใจรัก ความที่บ้านเกิดอยู่ภาคใต้ก็เลยเลือกความสะดวกในการทำงานและความเข้าใจในพื้นที่ แต่ผมขายกล้องฟิล์มไปหมดแล้ว เลยต้องไหว้วานให้เพื่อนเก่าอย่างคุณบิ๊ก (ศรีสุภัจจ์ เสถียรศรี ผู้เชี่ยวชาญด้านห้องมืด ผู้ก่อตั้ง Min Black and White Darkroom) ที่อยู่กรุงเทพฯ จัดหาอุปกรณ์ถ่ายรูปมาให้ ทุกวันหยุดผมจะขับรถตระเวนถ่ายรูปไปเรื่อยๆ โดยไม่สนใจสภาพดินฟ้าอากาศ เริ่มต้นการทำงานจากปราณบุรี จ. ประจวบคีรีขันธ์ ที่หลายคนเรียกว่า “ประตูสู่ภาคใต้” ขับรถสำรวจบ้านเมืองไปเรื่อย ๆ แต่ผมรู้สึกว่ามันมีอะไรน่าสนใจมากกว่าที่คิด ทั้งธรรมชาติ บ้านเรือน สถาปัตยกรรมทางประวัติศาสตร์ และวัดวาอาราม ทุกครั้งที่ผมออกไปทำงานก็จะส่งม้วนฟิล์มกลับไปให้คุณบิ๊กล้างขยายและตรวจดูความเรียบร้อยที่กรุงเทพฯ ทำอยู่อย่างนั้นเกือบ 5 เดือน”

 “ถนนไปสู่แหลมทอง” จึงมีจุดเริ่มต้นจากการเดินทางข้ามคาบสมุทรจากฝั่งอันดามันสู่อ่าวไทย ผ่านมุมมองของชายที่เห็นโลกมาแล้วหลายยุคสมัย ตึกเก่าที่คุ้นเคยแต่อาจไม่คุ้นตาสำหรับนักเดินทาง ตลอดหลายเดือนของการเดินทางเพียงลำพังไปกับรถคู่ใจ ทำให้เขาค้นพบความสวยงามของเทือกเขาที่ทอดตัวยาว เรื่องราวระหว่างการเดินทาง และความหลากหลายของพหุวัฒนธรรมที่หลอมรวมอยู่ในดินแดนภาคใต้ จนกลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญของนิทรรศการภาพถ่ายในครั้งนี้

ไฮไลต์สำคัญของนิทรรศการนี้ คือการใช้ Hasselblad Xpan กล้องฟิล์มพาโนรามา Rangefinder ระดับตำนานที่บันทึกภาพในสัดส่วน 24×65 มิลลิเมตร เพื่อให้มิติภาพที่กว้างขวางตระการตาและมีความลึกทางศิลปะที่ระบบดิจิทัลยากจะเลียนแบบ โดยฟิล์มทุกม้วนในนิทรรศการได้รับการล้างและอัดขยายด้วยเทคนิคห้องมืด (Darkroom) มาตรฐานสากลของ บิ๊ก-ศรีสุภัจจ์ เสถียรศรี ผู้เชี่ยวชาญด้านห้องมืด ผู้ก่อตั้ง Min Black and White Darkroom และเพื่อนสนิทที่ร่วมเดินทางสายช่างภาพด้วยกันมากว่า 30 ปี ทำให้ผลงานทุกชิ้นไม่ได้สะท้อนแค่ความงามของสถานที่ แต่ยังเปี่ยมด้วยคุณค่าของงานคราฟต์และมิตรภาพที่อยู่เบื้องหลังภาพถ่าย

นิทรรศการ “ถนนไปสู่แหลมทอง” เปิดให้เข้าชมระหว่างนี้ – 9 สิงหาคม 2569  บริเวณผนังโค้งชั้น 5 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) เวลา 10.00 – 20.00 น. (ปิดทุกวันจันทร์) ผู้สนใจในศิลปวัฒนธรรมและความสวยงามของธรรมชาติในภาคใต้ สามารถเข้าร่วมชมงานฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย

ติดตามรายละเอียดได้ที่       https://www.facebook.com/cpinpradab

เข่าลั่น เข่าหลวม สัญญาณเตือนเอ็นไขว้หน้าขาด เสี่ยงข้อเข่าเสื่อมในอนาคต

เข่าลั่น เข่าหลวม สัญญาณเตือนเอ็นไขว้หน้าขาด เสี่ยงข้อเข่าเสื่อมในอนาคต

เข่าลั่น เข่าหลวม สัญญาณเตือนเอ็นไขว้หน้าขาด เสี่ยงข้อเข่าเสื่อมในอนาคต

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

อาการเข่าลั่น เข่าทรุด หรือรู้สึกข้อเข่าไม่มั่นคงหลังเล่นกีฬา ออกกำลังกาย หรือประสบอุบัติเหตุ อาจเป็นสัญญาณของ “เอ็นไขว้หน้าขาด” (ACL Injury) หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่ปัญหาข้อเข่าเรื้อรัง และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะข้อเข่าเสื่อมในระยะยาว

นายแพทย์รัฐูภูมิ วัชโรภาส ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ-เวชศาสตร์การกีฬาและโรคข้อไหล่ โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล 

นายแพทย์รัฐูภูมิ วัชโรภาส ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ-เวชศาสตร์การกีฬาและโรคข้อไหล่ โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล อธิบายว่า เอ็นไขว้หน้า (Anterior Cruciate Ligament: ACL) เป็นเอ็นสำคัญที่อยู่ภายในข้อเข่า ทำหน้าที่ควบคุมความมั่นคงของข้อเข่า ป้องกันไม่ให้กระดูกหน้าแข้งเคลื่อนมาด้านหน้ามากเกินไป และช่วยควบคุมการบิดหมุนของข้อเข่าในขณะเดิน วิ่ง หรือกระโดด เมื่อเอ็นไขว้หน้าได้รับการฉีกขาด ข้อเข่าจะสูญเสียความมั่นคง ส่งผลให้เกิดอาการเข่าหลวม ปวด บวม และเคลื่อนไหวได้ไม่ปกติ

เอ็นไขว้หน้าขาดมักเกิดจากการเปลี่ยนทิศทางกะทันหันในขณะที่เท้ายังติดพื้น การหยุดหรือหมุนตัวอย่างรวดเร็ว การลงจอดผิดท่าหลังการกระโดด รวมถึงแรงปะทะจากการเล่นกีฬาหรืออุบัติเหตุ นอกจากนี้ ถ้ากล้ามเนื้อรอบข้อเข่าไม่แข็งแรงพอ เอ็นไขว้หน้าจะต้องรับแรงมากขึ้น ก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการฉีกขาดได้ง่ายขึ้น

อาการมักเกิดทันทีหลังบาดเจ็บ บางรายอาจได้ยินเสียง ‘ป๊อบ’ ภายในข้อเข่า จากนั้นจะมีอาการปวดรุนแรงตามมา เข่าบวมอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมงจากเลือดออกในข้อ รู้สึกเข่าหลวม ไม่มั่นคง เดินกะเผลก หรือเข่าทรุดเวลาลงน้ำหนัก และส่วนใหญ่จะไม่สามารถกลับไปเล่นกีฬาที่ต้องวิ่งหรือเปลี่ยนทิศทางได้ตามปกติ

การรักษาขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ ถ้าเป็นเพียงการยืดหรือฉีกขาดบางส่วน และไม่ได้ใช้งานเข่าหนักมาก อาจรักษาแบบไม่ผ่าตัด โดยทำกายภาพบำบัดและเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อร่วมด้วย

ในกรณีที่เอ็นไขว้หน้าขาดสมบูรณ์ หรือมีอาการเข่าหลวมชัดเจน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการกลับไปเล่นกีฬา การผ่าตัดส่องกล้องสร้างเอ็นไขว้หน้าใหม่ (Arthroscopic ACL Reconstruction) เป็นแนวทางการรักษาที่ช่วยให้ข้อเข่ากลับมามั่นคงได้ การผ่าตัดวิธีนี้ใช้แผลขนาดเล็กประมาณ 2–3 แผล โดยสอดกล้อง Arthroscope เพื่อมองเห็นโครงสร้างภายในข้อเข่าอย่างชัดเจน และใส่เครื่องมือผ่าตัดเพื่อสร้างเอ็นใหม่ทดแทนเอ็นที่ขาด

ข้อดีของวิธีส่องกล้องคือ แผลเล็ก อาการปวดหลังผ่าตัดน้อย ฟื้นตัวเร็ว และลดผลกระทบต่อเนื้อเยื่อรอบข้อเข่า อย่างไรก็ตาม หลังผ่าตัดจำเป็นต้องทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ข้อเข่ากลับมาแข็งแรงและมั่นคงในระยะยาว

หากมีอาการเข่าลั่น เข่าหลวม หรือปวดบวมหลังบาดเจ็บ ควรรีบพบแพทย์เพื่อประเมินอาการและวางแผนการรักษาให้เหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงต่อปัญหาระยะยาวในอนาคต

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาเหลือ เพราะอะไร แล้วนำไปไหนดี

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาเหลือ เพราะอะไร แล้วนำไปไหนดี

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาเหลือ เพราะอะไร แล้วนำไปไหนดี

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สืบเนื่องจากสัปดาห์ก่อน ที่เล่าเรื่องทำไมเราจึงไม่ควรนำยาของเราไปให้คนอื่นใช้ วันนี้เราจะมาคุยกันถึงสาเหตุหนึ่งที่เรามียาเหลือ เพราะว่าเราอาจจะไม่ได้กินยาให้ครบถ้วนตามคำสั่งแพทย์ ดังนั้น สัปดาห์นี้จึงมาชวนคุยเรื่องการใช้ยาตามคำสั่งแพทย์

ขอย้ำว่า หนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้ผลการรักษาโรคต่าง ๆ ไม่ว่าจะโรคเรื้อรังหรือโรคเฉียบพลัน ไม่เป็นไปตามที่ควรคือ คนไข้ไม่ใช้ยาตามแพทย์สั่ง ผู้ป่วยหลายคนมีหลายโรคร่วมกัน ทั้งเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง มียากินประจำ 4-5 ชนิด บางอย่างก็วันละมื้อ บางอย่างก็สองสามมื้อ มีทั้งก่อนและหลังอาหาร แต่บางรายก็ลืมรับประทานยา ผลของการหลงลืมกินยาจะส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการรักษาแน่นอน แต่จะหนักหนาเพียงไรคงตอบได้ยาก เพราะผู้ป่วยแต่ละคน ที่ป่วยแต่ละโรคมีความอ่อนไหวไม่เท่ากัน ตัวอย่างในผู้ป่วยโรคติดเชื้อหรือ ในผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะที่ต้องกินยากดภูมิ การกินยาให้ตรงเวลาเป๊ะเป็นเรื่องจำเป็นมาก เช่น ผู้ป่วยติดเชื้อ HIV หรือผู้ป่วยวัณโรค การกินยาตามสั่งไม่ได้ถึง 90-95 เปอร์เซ็นต์ จะเสี่ยงกับการรักษามาก จนถึงอาจล้มเหลวในการรักษาได้เพราะเชื้อดื้อยา ส่วนกรณีคนไข้ปลูกถ่ายอวัยวะ เช่น ไต ตับ หัวใจ ยิ่งสำคัญและจำเป็นมากกับการกินยาให้ครบ และตรงตามเวลา เพื่อป้องกันร่างกายปฏิเสธอวัยวะที่ปลูกถ่าย

การไม่กินยาในผู้ป่วยแต่ละราย ไม่ได้มีเหตุมาจากผู้ป่วยเพียงอย่างเดียว แต่บุคคลากรทางการแพทย์ก็มีส่วนสำคัญ เพราะต้องต้องสื่อสาร และต้องทำให้ผู้ป่วยเข้าใจโรคที่เป็นอยู่ และต้องเข้าใจแผนการรักษา อย่างไรก็ตาม หนึ่งในสาเหตุหลักที่ผู้ป่วยไม่กินยาคือ ลืม ซึ่งอาจมาจากชีวิตที่ยุ่งมาก ต้องทำหลายอย่างตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ทำให้ลืมกินยามื้อเช้าหรือมื้อเที่ยง อีกสาเหตุหนึ่งคือ ความยุ่งยากของมื้อกินยา เพราะมียาหลายอย่าง ต้องกินหลายแบบ ทำให้เกิดความคลาดเคลื่อน อีกปัญหาคือเมื่อเราแก่ลงทุกวัน ต่อให้ตั้งใจไม่ลืมกินยา แต่ก็ลืมอยู่ดี ไม่ว่าจะลืมเพราะยุ่ง หรือลืมเพราะความแก่ชรา ดังนั้นจึงต้องมีตัวช่วยกันลืม เช่น การใช้กล่องใส่ยาตามมื้อ การตั้งโทรศัพท์มือถือให้ช่วยเตือนกินยา รวมไปถึงความสอดส่องใส่ใจของผู้ดูแลคนไข้ ที่ต้องเตรียมยาให้สะดวก เพื่อป้องกันการหลงลืมกินยา 

แต่มีอีกเหตุผลคือ ผู้ป่วยตั้งใจไม่กินยา เช่น ผู้ป่วยเลือกที่จะกินตามอาการ เห็นว่าไม่มีอาการก็จึงไม่กินยา หรือคิดเอาเองว่าหายป่วยแล้ว จึงเลิกกินยา ซึ่งถ้าเป็นกลุ่มยาที่ใช้รักษาตามอาการ เช่น ยาลดไข้ ยาแก้ไอ ยาแก้ปวดท้อง ก็คงไม่เป็นอะไรมากนัก ยาเหลือก็เก็บไว้ได้ แต่ถ้าเป็นยาปฏิชีวนะที่ต้องกินติดต่อให้หมด เพราะถ้ากินแค่ 2-3 วัน แล้วรู้สึกว่าตัวเองหายป่วย แล้วหยุดกิน อาจทำให้เกิดอาการเชื้อดื้อยา ดังนั้น เวลาจ่ายยา เภสัชกรจึงเน้นย้ำเสมอว่า ยาตัวไหนที่ต้องกินจนหมด เราจึงต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

สำหรับผู้ป่วยกลุ่มโรคเรื้อรัง ที่เลือกไม่กินยา อาจเป็นเพราะเบื่อ กินไปแล้วก็ไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงใด ๆ  หรือไม่รู้สึกว่าตนเองมีความเจ็บป่วย แต่จริง ๆ แล้วยาจะช่วยคุมอาการ ไม่ให้โรคที่เป็นเกิดภาวะแทรกซ้อน แต่ยังมีผู้ป่วยอีกกลุ่มหนึ่ง ที่คิดเอาเองว่ายาที่กินทุกวันจะมีผลต่อตับไต กินแล้วตับจะเสื่อม ไตจะวาย ก็จึงตัดสินใจเลิกกินยา หรือลดยาเอง ทั้ง ๆ ที่หากคุมโรคไม่ได้แล้ว จะเป็นเหตุทำให้ไตเสียหายได้

ดังนั้น หากคุณแอบลดยา หรือหยุดยาเอง เพราะกลัวตับไตพัง ต้องขอย้ำว่ากรุณาไม่หยุดใช้ยาโดยไม่คุยกับหมอหรือเภสัชกร ย้ำอีกครั้งว่าต้องคุยกับหมอและเภสัชกรทุกครั้งที่จะหยุดยา ลดยา หรือเพิ่มยา บอกความจริงไปเลย เพราะหมอและเภสัชกรพร้อมจะอธิบายให้ทราบว่าทำไมจึงไม่ควรหยุดยาเอง และจะช่วยปรับแผนการใช้ยาให้เข้ากับวิถีชีวิตคุณมากขึ้น

ส่วนยาที่เหลือที่เก็บสะสมไว้ ก็อย่าเพิ่งกวาดทิ้งถังขยะ กรุณารวบรวมใส่ถุงรักษาให้ดี แล้วนำกลับไปที่ห้องยาของโรงพยาบาล เพื่อให้เภสัชกรช่วยคัดแยก แล้วนำไปใช้ต่อ สำหรับยาที่ยังใช้ได้ หรือหากยาหมดอายุก็จะได้นำไปทำลายให้ถูกวิธี เพื่อความปลอดภัยกับมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อม

ขอย้ำว่าการพูดคุย และการร่วมมือกันระหว่างคนไข้กับทีมแพทย์ และเภสัชกร จะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ป่วยเอง

รศ. ภญ. ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย