Around W. By หมูอ้วน : วันเดียวเที่ยวใกล้กรุง! ปักหมุด 5 ที่เที่ยว ‘เมืองปากน้ำ’ ต้อนรับวันแม่แห่งชาติ

Around W. By หมูอ้วน : วันเดียวเที่ยวใกล้กรุง! ปักหมุด 5 ที่เที่ยว ‘เมืองปากน้ำ’ ต้อนรับวันแม่แห่งชาติ

Around W. By หมูอ้วน : วันเดียวเที่ยวใกล้กรุง! ปักหมุด 5 ที่เที่ยว ‘เมืองปากน้ำ’ ต้อนรับวันแม่แห่งชาติ

วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

วันแม่ปีนี้เตรียมตัวให้พร้อม! ก่อนพาคุณแม่และครอบครัวเที่ยว ชวนทุกคนมาปักหมุดสถานที่ท่องเที่ยวใกล้กรุงเทพฯ กับ 5 สถานที่ห้ามพลาด! ทั้งแลนด์มาร์กและไฮไลต์สำคัญที่อยู่คู่เมืองสมุทรปราการ เพื่อใช้ช่วงเวลาดีๆ กับคุณแม่และทุกคนในครอบครัวให้เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขด้วยกัน จะที่ไหนบ้าง มาอัปเดตไปพร้อมกัน!

เริ่มต้นที่ “วัดอโศการาม” เดิมก่อนเรียกว่า “นาแม่ขาว” เป็นวัดสีขาวที่มีพระเจดีย์หมู่รวม 13 องค์ ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 53 ไร่ ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2497 เป็นวัดที่สวย ดูสะอาดตา ร่มรื่น และดูกว้างขวางถูกล้อมรอบด้วยต้นไม้นานาชนิด และติดป่าชายเลน ติดทะเล ภายในพระธาตุมีหลวงปู่แหวน หลวงปู่ชา พระพุทธชินราชจำลอง ให้ผู้คนเข้ามากราบไหว้ สักการะ ถือเป็นหนึ่งในวัดของ จ.สมุทรปราการ ที่สายมู สายถ่ายรูปห้ามพลาดเด็ดขาด โดยเปิดให้เข้าสักการะทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06:00 – 18:00 น.

ต่อด้วย “ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง” ใครอยากแวะช้อปปิ้งของกินต้องไม่พลาดไปที่นี่ ตลาดน้ำสมุทรปราการที่อุดมไปด้วยของกิน! ซึ่งใครมา “ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง” แห่งนี้ไม่ต้องกลัวร้อน เพราะตลอดทางเดินยาวกว่า 2 กม. มีซุ้มกันแดดให้ ของขายมีตั้งแต่ของกินเล่นอย่าง ทอดมัน แจงรอน หมึกไข่เสียบไม้ ฯลฯ อาหารจานหลักก็มีให้เลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ก๋วยเตี๋ยว ก๋วยจั๊บ กระเพาะปลา และอย่าลืมเผื่อพื้นที่ในกระเพาะสำหรับของหวานและผลไม้ เช่น ขนมถ้วย ขนมจาก มะพร้าวอ่อน ทำท้องว่างก่อนไป แล้วกินแค่อย่างละนิดเป็นดีที่สุด จะได้ลองชิมได้ทุกอย่าง โดยตลาดฯจะเปิดตั้งแต่เวลา 07:00 – 16:00 น. 

จากนั้นไปต่อที่ “หอชมเมืองสมุทรปราการ” ซึ่งเป็นอุทยานการเรียนรู้ นับว่าเป็นแลนด์มาร์กใหม่ของเมืองปากน้ำที่ออกแบบให้เป็นป้อมปราการ สามารถมองเห็นทิวทัศน์โดยรอบ 360 องศา ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่บางกระเจ้า ปากอ่าวไทย ป้อมผีเสื้อสมุทร หรือในวันที่อากาศดีสามารถมองเห็นถึงเกาะสีชัง จ.ชลบุรี ซึ่งนอกจากจะเป็น “จุดชมวิว” แม่น้ำเจ้าพระยาที่สวยงาม พื้นที่ดังกล่าวยังจัดแสดงนิทรรศการชุด “ร้อยเป็นเรื่องเมืองปากน้ำ” นำเสนอเอกลักษณ์ ประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต และเรื่องราวของจังหวัดสมุทรปราการ ที่สามารถสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ชมแบบ 4D เสมือนจริง

โดยพื้นที่ให้บริการแบ่งเป็น การเข้าชมนิทรรศการ “ร้อยเป็นเรื่องเมืองปากน้ำ” เปิดให้เข้าชมทุกวันอังคาร – เสาร์ วันละ 3 รอบ รอบละ 25 ท่าน ในเวลา 10:00 / 13:30 / 15:00 น. เพียงลงทะเบียนหน้างานที่จุดประชาสัมพันธ์ชั้น 1 สำหรับจุดชมวิวชั้น 23 และชั้น 25 เปิดให้เข้าชมทุกวันอังคาร – อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 10:00 – 17:00 น. ทุกพื้นที่เข้าชมฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย

ที่ห้ามพลาด คือ “พิพิธภัณฑ์ครุฑ” โดย ทีเอ็มบีธนชาต ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ครุฑแห่งเดียวในประเทศไทยและอาเซียน ที่รวบรวมครุฑอันมีเอกลักษณ์เฉพาะองค์จากทุกภาคของไทย มีความโดดเด่นด้วย “องค์ครุฑไม้” ที่แกะสลักอย่างวิจิตรงดงาม สะท้อนถึงความประณีตของศิลปิน โดยอัญเชิญตราที่ประดิษฐาน ณ ธนาคารสาขาต่างๆ มากกว่า 150 องค์ มาไว้ด้วยกัน ภายในพิพิธภัณฑ์ได้จัดแสดงเรื่องราวประวัติความเป็นมาของพญาครุฑ ผ่าน 6 โซนนิทรรศการ ที่นำเสนอเรื่องราวความเป็นมาของ “พญาครุฑ” อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ ทั้งแสง สี เสียง ในรูปแบบทั้งแอนิเมชันและมัลติมีเดีย ทำให้คนรุ่นใหม่ที่เข้ามาเยี่ยมชมจะได้เรียนรู้เรื่องราวของ “พญาครุฑ” สัตว์หิมพานต์ สัญลักษณ์แห่งความกตัญญู ความซื่อสัตย์ และความดีงาม และเข้าถึงความเป็นไทยได้อย่างง่ายๆ และในเดือนสิงหาคมนี้ ทางพิพิธภัณฑ์ครุฑได้จัดเตรียมของขวัญพิเศษเพื่อมอบให้คู่แม่ลูกที่มาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ครุฑ (ของมีจำนวนจำกัด)

โดยเปิดให้เข้าชม ทุกวันศุกร์-เสาร์ วันละ 3 รอบ ในเวลา 10:00 / 13:00 / 15:00 น. พร้อมผู้นำชม โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย พร้อมมีบริการจัดรถตู้บริการรับ-ส่งจากสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีเคหะสมุทรปราการ ถึง พิพิธภัณฑ์ครุฑ ฟรีเช่นกัน! เพียงแจ้งความประสงค์ผ่านระบบการจองล่วงหน้าที่ https://www.ttbfoundation.org/th/garudamuseum/   

และปิดท้ายกันที่ “เมืองโบราณ” พิพิธภัณฑ์เอกชนบนพื้นที่กว่า 800 ไร่ สร้างขึ้นเพื่อจัดแสดง 120 สถาปัตยกรรมไทย ที่โดดเด่นในแต่ละภูมิภาค เพียงเดินทางมาที่เดียวก็เที่ยวครบทุกแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ทั่วประเทศ อาทิ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท กรุงเทพฯ, คุ้มขุนแผน จ.อยุธยา, เจดีย์เจ็ดยอด จ.เชียงใหม่, วิหารวัดภูมินทร์ จ.น่าน, ปราสาทหินพนมรุ้ง จ.บุรีรัมย์, พระธาตุเชิงชุม จ.สกลนคร, พระบรมธาตุไชยา จ.สุราษฎร์ธานี, เทวรูปปัลลวะ จ.นครศรีธรรมราช เป็นต้น

ซึ่งความสวยงามและเอกลักษณ์การถ่ายทอดผลงานอย่างประณีตของเมืองโบราณทำให้เป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยเด็กเล็กอายุไม่เกิน 6 ขวบเข้าชมฟรี เด็กอายุตั้งแต่ 6-14 ปี ท่านละ 200 บาท และอายุ 14 ปีขึ้นไป ท่านละ 400 บาท สำหรับเด็กต่างชาติท่านละ 350 บาท และผู้ใหญ่ต่างชาติ 700 บาท โดยเปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่ 09:00 – 19:00 น.

‘สุขศิลป์ ถิ่นละโว้’ ชวนมาค้นพบ ‘ลพบุรีในอีกเวอร์ชัน’

‘สุขศิลป์ ถิ่นละโว้’ ชวนมาค้นพบ ‘ลพบุรีในอีกเวอร์ชัน’

‘สุขศิลป์ ถิ่นละโว้’ ชวนมาค้นพบ ‘ลพบุรีในอีกเวอร์ชัน’

วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ททท.สำนักงานลพบุรี ชวนคุณมาค้นพบ “ลพบุรีในอีกเวอร์ชัน” ที่หลายคนอาจยังไม่เคยเห็น เมืองเก่าที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ เมืองที่ซ่อนคาเฟ่สุดชิคไว้ทั่วทุกมุม เมืองที่ศิลปะ วัฒนธรรม และวิถีชีวิต…ยังคงมีลมหายใจ FEEL ALL THE FEELINGS @ LOPBURI “สุขศิลป์ ถิ่นละโว้”

เพราะการเดินทางที่ดีที่สุด…ไม่ใช่แค่การไปถึงจุดหมาย แต่คือการได้เก็บเกี่ยว “ทุกความรู้สึก” ระหว่างทาง…เดินเล่นในพระนารายณ์ราชนิเวศน์ ชื่นชมเสน่ห์ของเมืองละโว้ แวะจิบกาแฟร้านโปรด ถ่ายภาพมุมสวยๆ แล้วปล่อยให้วันธรรมดา กลายเป็นวันพิเศษที่น่าจดจำ

เพียงซื้ออาหาร – เครื่องดื่ม – ขนม จาก Café ที่ร่วมโครงการ ครบ 500 บาทต่อ 1 ใบเสร็จ รับฟรีทันที แก้วเก็บความเย็น Amazing Thailand สุด Cute จำนวน 1 ใบ (คละสีคละแบบ) , บัตรเข้าชมพระนารายณ์ราชนิเวศน์ จังหวัดลพบุรี จำนวน 1 ใบ ร่วมกิจกรรม 1 – 31 สิงหาคม 2569 เฉพาะวันศุกร์ และวันเสาร์ เท่านั้น (สิทธิ์มีจำนวนจำกัด และเป็นไปตามเงื่อนไขที่ ททท.สำนักงานลพบุรี กำหนด)

สำหรับ ร้าน Café ที่ร่วมโครงการ มีดังต่อไปนี้ Sriintra Specialty Coffee , วิกมาลัย กาแฟ ชั้น 4 , ปังข้างปรางค์ , The Monkey King Café , บ้านบ้านคาเฟ่ ลพบุรี , Nom-Cup-D , เสน่หาคาเฟ่ , H CRAFT Specialty Coffee & Slow Bar , LUXUO , RAYVIN’S ,Kouign.Lopburi (ควินลพบุรี) , About Coffee Garden (Plus) , Atlas House และ เนย นม หนม คาเฟ่

ชวนคนที่คุณรัก ครอบครัว หรือแก๊งเพื่อน ออกมาใช้เวลาคุณภาพในเมืองละโว้ แล้วสัมผัสเสน่ห์ที่ซ่อนอยู่ในทุกตรอก ทุกแก้วกาแฟ และทุกเรื่องราวของเมืองแห่งนี้

เพราะบางครั้ง…การเดินทางที่ทำให้เรายิ้มได้ที่สุด อาจอยู่ใกล้กว่าที่คิด

สิงหาคมนี้…ออกมา Feel All The Feelings ที่ลพบุรี แล้วคุณอาจตกหลุมรักเมืองนี้ในแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ตะลอนเที่ยว : มหาราชินีคอนแชร์โต

ตะลอนเที่ยว : มหาราชินีคอนแชร์โต

ตะลอนเที่ยว : มหาราชินีคอนแชร์โต

วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ และเพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายความจงรักภักดี และความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระแม่เจ้าของแผ่นดินไทย

ในการนี้สมเถา สุจริตกุล ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีสากล และการประพันธ์เพลงร่วมสมัย) และ Opera Siam โดยการบรรเลงของ พร้อมทั้งผู้ร่วมสนับสนุนการแสดง นักดนตรี และนักร้อง จึงจัดงาน Maha Rajini ขึ้นเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2569 เวลา 19.30 น. ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย โดยบรรจงเลือกสรรบทเพลงคลาสสิกระดับโลก ซึ่งเป็นผลงานของคีตกวีชื่อก้องโลกที่เป็นอมตะนิรันดร์กาล อาทิ Tchaikovsky, Rachmaninov เป็นต้น มาบรรเลงในงานนี้ ค่ำคืนดังกล่าวจึงนับเป็นช่วงเวลาที่สุดแสนโรแมนติก ที่ประทับอยู่ในความทรงจำของพสกนิกรไทยผู้จงรักภักดีต่อพระมิ่งแม่แห่งแผ่นดินไทย 

บทเพลงสุดแสนโรแมนติกที่นำมาบรรเลง และขับร้องในงานได้แก่ Romeo and Juliet ของ Tchaikovsky และ Adagio from Symphony No. 2  ของ Rachmaninov และยังนำเสนอบทเพลงที่สมเถาประพันธ์ขึ้นใหม่ เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายแด่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง คือเพลง Maha Rajini : Songs for a Queen ซึ่งนำเสนอเป็นรอบปฐมทัศน์ของโลก (World Premiere)

วงออร์เคสตราที่บรรเลงในงานนี้คือ Siam Sinfonietta วงเยาวชนไทยที่กวาดรางวัลชนะเลิศออร์เคสตรามาจากหลายประเทศในยุโรป พร้อมทั้งการแสดงเปียโนคอนแชร์โตเทิดพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยทฤษฎี ณ พัทลุง อำนวยเพลงโดยสมเถา สุจริตกุล ในการแสดงนี้ยังมีนักเชลโลชาวไทยผู้มีชื่อเสียงระดับนานาชาติมาร่วมัด้วยคือ เอกชัย มาสกุลรัตน์ และมีนักร้องเพลงโอเป-รา เสียงโซปราโน ชาวไทย ผู้เป็นตัวแสดงเอกบนเวทีโอเป-รา กรุงบรัสเซล ประเทศเบลเยียม คือ นาฏลดา ธรรมธนากร มาร่วมขับร้องเพลงด้วย และยังมีนักร้องชายเสียงเทเนอร์ ที่เป็นดาราชื่อดัง คือ วิชญ์วิสิฐ หิรัญวงษ์กุล มาร่วมขับร้อง แต่ที่สุดแสนมหัศจรรย์คือ นักร้องโอเป-รา เด็กหญิงปุณิกา มหึเมือง นักเรียนชั้นมัธยม ปีที่ 2 โรงเรียนสาธิตแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ขับร้องเพลงคลาสสิกได้ไพเราะสุดจะบรรยาย

สมเถาเล่าให้ฟังว่าสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงเคยรับสั่งว่าทรงโปรดปรานดนตรียุคโรแมนติกของรัสเซียมาก และนี่คือแรงบันดาลใจที่ทำให้สมเถาเลือกเพลงของ Tchaikovsky และ Rachmaninov มาบรรเลง และเมื่อครั้งที่พระองค์ท่านทรงเจริญพระชนมายุครบ 72 พรรษา ในวโรกาสนั้น สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงกระกรุณาฯ ให้สมเถาประพันธ์บทเพลงพิเศษคือ Queen Sirikit Concerto เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายพระองค์ และในครั้งนั้นสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรการแสดง ณ ห้องนภาลัย โรงแรมดุสิตธานี 

สำหรับบทเพลงใหม่ที่นำเสนอในรอบ World Premiere ซึ่งสมเถาประพันธ์เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายแด่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง คือเพลง Maha Rajini

งานนี้ ท่านผู้หญิงพลอยไพลิน เจนเซน นายเดวิด วีลเลอร์ และบุตร คือ ลีโอ วีลเลอร์ ไปร่วมชมการแสดงด้วย สำหรับลีโอ วีลเลอร์ คือนักเปียโนรุ่นเยาว์ที่มีความสามารถสูงมาก เคยเปิดการแสดงเดี่ยวเปียโนบนเวทีในประเทศไทยมาแล้วหลายครั้ง ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ว่ามีฝีมือการเล่นเปียโนที่สุดยอด แม้จะมีอายุเพียง 12 ปีเท่านั้น

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

สกู๊ปพิเศษ : ปักหมุด ‘Universal Design’ ปิดช่องว่างจาก ‘สิทธิในกฎหมาย’..สู่สิทธิที่ใช้ได้จริง

สกู๊ปพิเศษ : ปักหมุด ‘Universal Design’ ปิดช่องว่างจาก ‘สิทธิในกฎหมาย’..สู่สิทธิที่ใช้ได้จริง

สกู๊ปพิเศษ : ปักหมุด ‘Universal Design’ ปิดช่องว่างจาก ‘สิทธิในกฎหมาย’..สู่สิทธิที่ใช้ได้จริง

วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ร่วมกับมูลนิธิคนพิการไทย และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภายใต้การสนับสนุนของกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เปิดงาน “มหกรรม UD (Universal Design) เพื่อคนพิการและทุกคนอยู่ดี” ภายใต้แนวคิด “From Law to Life: Design for All, Better Living for Everyone” เพื่อเป็นเวทีระดับชาติที่เชื่อมโยงกฎหมาย นโยบาย องค์ความรู้ งานวิจัย เทคโนโลยี นวัตกรรม และเสียงสะท้อนของผู้ใช้งานจริง สู่การขับเคลื่อนการออกแบบ Universal Design ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ณ ฮอลล์ 9–10 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี

นายนิกร โสมกลาง รมว.พม. กล่าวว่า การที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ควบคู่กับจำนวนประชากรที่อยู่ในกลุ่มคนพิการมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี ทำให้ภาครัฐต้องเร่งปรับบทบาทจากการกำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหาไปสู่การเป็น “ผู้สร้างโอกาส” ที่ออกแบบสภาพแวดล้อมและระบบบริการให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม โดยประเทศไทยมีกฎหมายสำคัญรองรับทั้ง พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2550 และฉบับที่แก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 และที่แก้ไขเพิ่มเติม รวมถึงกฎหมายที่กำหนดมาตรฐานสิ่งอำนวยความสะดวกในอาคารสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ แต่อย่างไรก็ตามความท้าทายสำคัญยังอยู่ที่การนำกฎหมายและมาตรฐานไปสู่การพัฒนาพื้นที่สาธารณะ อาคารและที่อยู่อาศัย การเดินทาง ตลอดจนการใช้บริการที่ยังไม่สามารถตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้มากเท่าที่ควร จึงจำเป็นต้องเร่งลดช่องว่างระหว่างมาตรฐานที่กำหนดไว้กับประสบการณ์ที่ประชาชนได้รับจริง เพื่อให้สิทธิในการเข้าถึงไม่หยุดอยู่เพียงบนข้อกฎหมาย แต่เกิดขึ้นได้จริงในทุกพื้นที่และทุกมิติของการดำเนินชีวิต

“พม.คาดหวังให้ ‘มหกรรม UD (Universal Design) เพื่อคนพิการและทุกคนอยู่ดี’ เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายและวิธีคิดของสังคมไทย จากการแก้ไขภายหลังไปสู่การออกแบบให้พร้อมตั้งแต่ต้น โดยมองการเข้าถึงอย่างเชื่อมโยงตั้งแต่ ‘บ้าน–การเดินทาง–ปลายทาง’ รวมถึงสถานศึกษา สถานที่ทำงาน โรงพยาบาล พื้นที่ท่องเที่ยว พื้นที่สาธารณะ และบริการดิจิทัล พร้อมผนึกกำลังภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคธุรกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรคนพิการ และประชาชน เพื่อพัฒนามาตรฐาน ส่งเสริมการตรวจประเมิน สนับสนุนการปรับปรุงพื้นที่เดิม และทำให้เสียงของผู้ใช้งานจริง เป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบ Universal Design เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของทุกคน” นายนิกร กล่าวและว่า

โดยมีไฮไลต์สำคัญ ได้แก่ นิทรรศการ FROM LAW TO LIFE พื้นที่จัดแสดงเส้นทางการพัฒนาจากกฎหมาย มาตรฐาน และนโยบาย สู่การประยุกต์ใช้จริง เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงของทุกคนอย่างเท่าเทียม , Policy Forum & Public Dialogue เวทีร่วมกำหนดทิศทางขับเคลื่อน UD จากหลากองค์กรชั้นนำ , UD Clinic คลินิกให้คำปรึกษาแก่เจ้าของอาคาร ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป ทั้งการออกแบบอาคารใหม่และการปรับปรุงอาคารเก่าให้เข้าถึงได้ตามหลัก UD , Empathy Zone พื้นที่จำลองประสบการณ์การใช้ชีวิตของคนพิการ ครอบคลุมการเคลื่อนไหว การมองเห็น การสื่อสาร และการใช้มือ เพื่อสร้างความเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของการออกแบบเพื่อทุกคน , Public Voice Zone พื้นที่รับฟังเสียงจากประชาชนและผู้ใช้งานจริง เพื่อนำไปปรับปรุงนโยบายและมาตรฐานต่อไป , Partner Network Pavilion พื้นที่จัดแสดงนวัตกรรมและต้นแบบ UD จากหน่วยงานและภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ , Future Generation Programs เครือข่ายนักออกแบบและผู้ขับเคลื่อนรุ่นใหม่ด้าน UD ของประเทศ และ UD Hero & Inclusive Organization Awards กิจกรรมเชิดชูบุคคลและองค์กรต้นแบบในด้าน UD

ด้าน ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.อว. กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างประชากรครั้งสำคัญ ทั้งจากประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 10 ล้านคน คนพิการที่มีบัตรประจำตัวจำนวนกว่า 2.25 ล้านคน สถิติดังกล่าวจึงมีนัยสำคัญต่อการพัฒนาประเทศที่กำลังส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิต กำลังแรงงาน ระบบสาธารณสุข การศึกษา การเดินทาง การใช้บริการของรัฐ และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และยังทำให้ Universal Design กลายเป็นอีกหนึ่งโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่จะช่วยรองรับความหลากหลายและความแตกต่าง เพื่อให้ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะใช้ชีวิตอย่างอิสระ และสามารถเข้าสิ่งต่างๆ ได้อย่างเท่าเทียม

“สถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อน Universal Design เพราะเป็นแหล่งรวมองค์ความรู้ นักวิจัย นักออกแบบ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่สามารถนำมาแก้โจทย์การใช้ชีวิตของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม ปัจจุบันยังมีผลงานวิจัยและนวัตกรรมอีกเป็นจำนวนมากที่มีศักยภาพ แต่ยังรอการผลักดันออกจากห้องเรียนและห้องปฏิบัติการไปสู่การใช้งานจริงในพื้นที่สาธารณะ ระบบบริการ และชีวิตประจำวันของประชาชน กระทรวง อว. จึงพร้อมเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนความเท่าเทียม ผ่านการเชื่อมโยงมหาวิทยาลัย ภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน เพื่อร่วมพัฒนา ทดสอบ และต่อยอดผลงานเหล่านี้ให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานอย่างแท้จริง โดยมีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นหนึ่งในสถาบันต้นแบบที่ศึกษาและประยุกต์ใช้แนวคิด UD มาอย่างต่อเนื่อง พร้อมร่วมยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และนวัตกรรมด้าน Universal Design ของภูมิภาคในอนาคต”

น.ส.สนธยา บุณยภูษิต อธิบดี พก. กล่าวทิ้งท้ายว่า หัวใจของ Universal Design คือแนวคิด “คนพิการใช้ได้ คนทุกกลุ่มก็ใช้ได้” เพราะความพิการไม่ได้เกิดจากข้อจำกัดของบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกิดจากอุปสรรคด้านสภาพแวดล้อม ระบบบริการ ข้อมูล และการสื่อสาร เมื่อสังคมได้รับการออกแบบให้เข้าถึงได้ อุปสรรคเหล่านี้จะลดลง และประชาชนจะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเป็นอิสระ มีศักดิ์ศรี และมีส่วนร่วมในสังคมและเศรษฐกิจได้อย่างเต็มศักยภาพ ความโดดเด่นของมหกรรมครั้งนี้จึงอยู่ที่การผนึกกำลังของภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน องค์กรคนพิการ นักออกแบบ คนรุ่นใหม่ และประชาชน มาเชื่อมโยงกฎหมาย นโยบาย งานวิจัย และนวัตกรรมเข้าด้วยกัน พร้อมเปิดพื้นที่ให้ประชาชนทุกกลุ่มมีส่วนร่วมตั้งแต่การสะท้อนปัญหา ร่วมคิด ออกแบบ ทดลองใช้ ไปจนถึงแนวทางที่นำไปใช้ได้จริง พร้อมรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญและร่วมเสนอความคิดเห็น เพื่อนำไปต่อยอดสู่การพัฒนานโยบาย มาตรฐาน และบริการที่ตอบโจทย์มากขึ้น ซึ่งจะทำให้การออกแบบ Universal Design ไม่หยุดอยู่เพียงแนวคิด แต่เกิดขึ้นจริงได้ในทุกบริบทของชีวิต นอกจากนี้ยังเป็นการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศที่ช่วยลดข้อจำกัดในการใช้ชีวิต เพิ่มโอกาสทางการศึกษาและการจ้างงาน รองรับเศรษฐกิจคนพิการ-สูงวัย พร้อมสร้างโอกาสใหม่ให้แก่ภาคอสังหาริมทรัพย์ การก่อสร้าง การคมนาคม การท่องเที่ยว การค้าปลีก สุขภาพ และเทคโนโลยีดิจิทัล

ฉลองครบรอบ 15 ปี ‘Atom Clinic’ พัฒนามาตรฐานการรักษา ส่งมอบผลลัพธ์ที่เหมาะสมแต่ละบุคคล

ฉลองครบรอบ 15 ปี 'Atom Clinic' พัฒนามาตรฐานการรักษา ส่งมอบผลลัพธ์ที่เหมาะสมแต่ละบุคคล

ฉลองครบรอบ 15 ปี ‘Atom Clinic’ พัฒนามาตรฐานการรักษา ส่งมอบผลลัพธ์ที่เหมาะสมแต่ละบุคคล

วันเสาร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 19.35 น.

ทุกการลงทุน มีความสวย “Invest in Your Beauty” คือแนวคิดสำคัญของแคมเปญครบรอบ 15 ปี อะตอมคลินิก (Atom Clinic) ที่สะท้อนถึงความเชื่อว่าการดูแลตัวเองคือการลงทุนที่มีคุณค่า และเป็นการสร้างความมั่นใจที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว

ตลอดระยะเวลา 15 ปี อะตอมคลินิกมุ่งมั่นพัฒนามาตรฐานการรักษา เทคโนโลยีทางการแพทย์ และการบริการที่ใส่ใจในทุกประสบการณ์ เพื่อส่งมอบผลลัพธ์ที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์ผู้มีประสบการณ์ จนได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง

ครั้งนี้อะตอมคลินิกจัดแคมเปญ “Invest in Your Beauty” มอบสิทธิพิเศษด้วยโปรโมชั่นส่วนลดสำหรับทุกโปรแกรม สูงสุด 35% ตั้งแต่คอร์สแรก พร้อมแทนคำขอบคุณแก่ลูกค้าคนสำคัญด้วยของรางวัลมากมาย รวมมูลค่ากว่า 1,000,000 บาท อาทิ ทองคำ จำนวน 15 รางวัล รวมมูลค่า 330,000 บาท , Top Spender ประจำสัปดาห์ 5 อันดับแรก รับบัตรของขวัญ หรือ ห้องพักสุดเอ็กซ์คลูซีฟ Cape Dara Resort Pattaya (2 วัน 1 คืน) มูลค่า 5,000 บาท จำนวน 20 รางวัล รวมมูลค่า 100,000 บาท , และโปรแกรมยอดนิยม อาทิ Ulthera Prime, Thermage, Filler, Botox รวมถึงของรางวัลพิเศษอีกมากมาย รวมมูลค่า 570,000 บาท

ลูกค้าสามารถร่วมลุ้นรับรางวัลได้ง่าย ๆ เพียงใช้บริการ ทุก 2,000 บาท รับคูปองชิงโชค 1 ใบ ตลอดระยะเวลาแคมเปญ ตั้งแต่ 1–31 สิงหาคม 2569 ***เงื่อนไขโปรโมชั่นและการรับรางวัลเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

อะตอมคลินิกให้บริการครอบคลุม 6 สาขา ได้แก่ สาขา เลียบทางด่วนรามอินทรา / สุขุมวิท19 / เมเจอร์รังสิต / นครราชสีมา / ขอนแก่น / บุรีรัมย์ เพื่อให้ลูกค้าทั่วประเทศสามารถเข้าถึงบริการด้านความงาม และการดูแลสุขภาพผิวในมาตรฐานเดียวกัน

ร่วมสัมผัสประสบการณ์แห่งการดูแลตัวเองในเดือนแห่งการเฉลิมฉลอง พร้อมรับสิทธิประโยชน์ และของรางวัลสุดเอ็กซ์คลูซีฟได้ตลอดเดือนสิงหาคมนี้

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์: http://www.atomclinicofficial.com / Facebook: Atom Clinic อะตอมคลินิก / Instagram: @atomclinicofficial / TikTok: @atomclinic / โทรศัพท์: 02-539-0199

คอลเลกชันขนมไหว้พระจันทร์ ปี 2026 จาก Mott 32 Bangkok

คอลเลกชันขนมไหว้พระจันทร์ ปี 2026 จาก Mott 32 Bangkok

คอลเลกชันขนมไหว้พระจันทร์ ปี 2026 จาก Mott 32 Bangkok

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.46 น.

จุดเด่นและเรื่องราว
คอลเลกชันขนมไหว้พระจันทร์ประจำเทศกาลไหว้พระจันทร์ปี 2026 จาก Mott 32 Bangkok ถ่ายทอดความงดงามของประเพณีดั้งเดิมผ่านงานฝีมือร่วมสมัยอย่างประณีต ด้วย 4 รสชาติที่ได้รับการคัดสรรอย่างพิถีพิถัน ได้แก่ มะม่วง มะพร้าว และอัลมอนด์, ทุเรียนไข่เเดง, พุทราจีนไข่เเดง, หอมหมื่นลี้ เก๋ากี้

คอลเลกชันนี้สะท้อนปรัชญาของอาหารจีนสไตล์โมเดิร์นของร้านผ่านรสชาติอันประณีตและการนำเสนอที่สง่างาม ขนมไหว้พระจันทร์ทุกชิ้นผลิตด้วยความพิถีพิถันแบบแฮนด์เมด และบรรจุในกล่องของขวัญที่ออกแบบขึ้นเป็นพิเศษสำหรับคอลเลกชันปี 2026 โดยเฉพาะ ซึ่งเป็นดีไซน์ลิมิเต็ดเอดิชันที่มีการออกแบบใหม่ในทุกปี ทำให้กล่องของขวัญของ Mott 32 กลายเป็นของสะสมที่ได้รับความนิยม และเป็นของขวัญที่มีความหมายสำหรับครอบครัว เพื่อน ลูกค้า และพันธมิตรทางธุรกิจ

กล่องบรรจุภัณฑ์

นำเสนอในกล่องของขวัญดีไซน์หรูหราอันเป็นเอกลักษณ์ของ Mott 32 ที่ออกแบบมาเพื่อมอบเป็นของขวัญในช่วงเทศกาลสร้างความประทับใจให้กับผู้รับ

รสชาติและรูปแบบ

มีจำหน่ายทั้งแบบ ชิ้นเดียว และ กล่องของขวัญ 4 ชิ้นดีไซน์หรูหรา ถ่ายทอดความงดงามอันเป็นเอกลักษณ์ของ Mott 32 ซึ่งประกอบด้วย 4 รสชาติซิกเนเจอร์ ได้แก่:  พุทราจีนไข่แดง, มะม่วง มะพร้าว และอัลมอนด์, หอมหมื่นลี้และเก๋ากี้, ทุเรียนไข่แดง

ราคาและรายละเอียดของกล่อง

ขนาดกล่อง: 148 × 148 × 270 มิลลิเมตร

ขนมไหว้พระจันทร์แบบชิ้นเดียว: 350 บาท

กล่องของขวัญ 4 ชิ้น: 1,588 บาท

ราคาสำหรับลูกค้าในรูปแบบบริษัทและองค์กร

สั่งซื้อ 100–199 กล่อง: 1,488 บาท/กล่อง

สั่งซื้อ 200–299 กล่อง: 1,388 บาท/กล่อง

สั่งซื้อ 300 กล่องขึ้นไป: 1,288 บาท/กล่อง

สิทธิประโยชน์พิเศษ

บริการจัดส่งฟรี 1 ครั้งต่อออเดอร์ ภายในระยะทาง 20 กิโลเมตรจากโรงแรม The Standard, Bangkok Mahanakhon

สามารถเพิ่มโลโก้บริษัทบนบรรจุภัณฑ์ได้ สำหรับการสั่งซื้อ 100 กล่องขึ้นไป (มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม)

ระยะเวลาการสั่งจองและรับสินค้า

เปิดให้สั่งจองล่วงหน้าแล้ววันนี้ โดยสามารถรับสินค้าได้ระหว่างวันที่ 6 สิงหาคม – 25 กันยายน 2026

จากอัญมณีหายาก สู่ผลงานมาสเตอร์พีซเหนือกาลเวลา Mouawad ถ่ายทอดความงดงามแห่งโลกไฮจิวเวลรี

จากอัญมณีหายาก สู่ผลงานมาสเตอร์พีซเหนือกาลเวลา Mouawad ถ่ายทอดความงดงามแห่งโลกไฮจิวเวลรี

จากอัญมณีหายาก สู่ผลงานมาสเตอร์พีซเหนือกาลเวลา Mouawad ถ่ายทอดความงดงามแห่งโลกไฮจิวเวลรี

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.32 น.

ตลอดระยะเวลากว่า 135 ปี Mouawad ได้สร้างสรรค์นิยามแห่งศิลปะเครื่องประดับชั้นสูง ผ่านมรดกแห่งความเชี่ยวชาญด้านอัญมณีหายาก งานฝีมืออันประณีต และวิสัยทัศน์แห่งการออกแบบที่เหนือกาลเวลา ด้วยองค์ความรู้ด้านอัญมณีที่สืบทอดผ่านหลากหลายรุ่นของช่างฝีมือและผู้เชี่ยวชาญ ด้วยความมุ่งมั่นในการแสวงหาความสมบูรณ์แบบอย่างไม่หยุดยั้ง Mouawad เปลี่ยนสมบัติล้ำค่าจากธรรมชาติให้กลายเป็นผลงานไฮจิวเวลรีอันโดดเด่น ซึ่งสะท้อนทั้งศิลปะ ความแม่นยำ และงานฝีมือระดับสูงสุด

ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนาน ความเชี่ยวชาญด้านอัญมณีหายากของ Mouawad ได้นำไปสู่ความสำเร็จอันโดดเด่นมากมาย รวมถึงการได้รับการบันทึกใน Guinness World Records หลายรายการจากผลงานสร้างสรรค์อันน่าจดจำ ตลอดจนการครอบครองและนำเสนอเพชรขนาดใหญ่และทรงคุณค่าที่สุดบางส่วนในประวัติศาสตร์วงการเครื่องประดับ ความสำเร็จเหล่านี้สะท้อนถึงความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ความทุ่มเท และความสามารถของ Mouawad ในการนำอัญมณีที่หายากที่สุดในโลกมาถ่ายทอดผ่านการออกแบบอันเปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์และงานฝีมืออันไร้ที่ติ

Sun on the Seven Wonders: แรงบันดาลใจจาก 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก

ถ่ายทอดการเดินทางของดวงอาทิตย์ที่โคจรผ่านสถานที่อันเป็นตำนานของมนุษยชาติ ผลงานเครื่องประดับทั้ง 7 ชุดสะท้อนความยิ่งใหญ่ของสถาปัตยกรรม ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม ผ่านภาษาของอัญมณีและงานฝีมือระดับไฮจิวเวลรี หัวใจสำคัญของแต่ละผลงานคือ Fancy Yellow Diamond ซึ่งเปรียบเสมือนตัวแทนของดวงอาทิตย์ ถ่ายทอดประกายสีทองอันเจิดจรัสและพลังแห่งแสงสว่างให้กับผลงานแต่ละชิ้น

Majestic: บทบันทึกแห่งความรักอันยิ่งใหญ่

ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องราวความรักอันยิ่งใหญ่ของราชวงศ์ Majestic สะท้อนถึงสัญลักษณ์แห่งความรัก ความสง่างาม และคุณค่าที่พร้อมส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ความโดดเด่นของคอลเล็กชั่นนี้อยู่ที่เพชรทรงหยดน้ำ D-Flawless อันล้ำค่า ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในเพชรที่หายากและทรงคุณค่าที่สุดในโลก ด้วยงานฝีมืออันประณีตและการออกแบบที่เหนือกาลเวลา Majestic ถ่ายทอดความกลมกลืนระหว่างอัญมณีอันเลอค่าและศิลปะแห่งการสร้างสรรค์เครื่องประดับชั้นสูงได้อย่างสมบูรณ์แบบ

Regina: ความงดงามแห่งมรกตโคลอมเบีย

Regina ถ่ายทอดความงดงามของมรกตโคลอมเบียในเฉดสีเขียวสดอันหายาก ผสานเข้ากับประกายเจิดจรัสของเพชรสีขาวอย่างลงตัว สร้างสมดุลระหว่างสีสัน งานฝีมือ และความสง่างามเหนือกาลเวลา ด้วยนวัตกรรมด้านการออกแบบและความเชี่ยวชาญด้านไฮจิวเวลรีของ Mouawad Regina โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบจากสร้อยคอมรกตและเพชรอันวิจิตรสู่มงกุฎอันสง่างาม สะท้อนความสามารถของแบรนด์ในการผสานความคิดสร้างสรรค์ ความแม่นยำทางเทคนิค และวิสัยทัศน์ทางศิลปะเข้าไว้ด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ

Red Dynasty: มรดกแห่งทับทิมอันทรงคุณค่า

เอกลักษณ์อันโดดเด่นของ Red Dynasty เผยให้เห็นผ่านทับทิมโมซัมบิกธรรมชาติที่ไม่ผ่านการปรับปรุงคุณภาพด้วยความร้อน ซึ่งได้รับการคงไว้ในสภาพที่บริสุทธิ์และเป็นธรรมชาติอย่างแท้จริง ทับทิมอันทรงคุณค่านี้เป็นสัญลักษณ์แห่งความหายาก พลังอันสง่างาม และมรดกที่สืบทอดต่อเนื่องยาวนาน ก่อนจะถูกนำมารังสรรค์เป็นผลงานเครื่องประดับร่วมสมัยที่เปรียบเสมือนมรดกตกทอด เพื่อได้รับการชื่นชม ทะนุถนอม และส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น สะท้อนความมุ่งมั่นของ Mouawad ในการสร้างสรรค์ผลงานไฮจิวเวลรีที่ก้าวข้ามกาลเวลา

S’CRAFT แบรนด์ SIRIVANNAVARI เผยโฉมกระเป๋าผ้าไทยสุดพิเศษ ถ่ายทอดแนวคิดจากสายใยแห่งพระราชปณิธาน ‘สมเด็จพระราชชนนีพันปีหลวง’

S'CRAFT แบรนด์ SIRIVANNAVARI เผยโฉมกระเป๋าผ้าไทยสุดพิเศษ ถ่ายทอดแนวคิดจากสายใยแห่งพระราชปณิธาน ‘สมเด็จพระราชชนนีพันปีหลวง’

S’CRAFT แบรนด์ SIRIVANNAVARI เผยโฉมกระเป๋าผ้าไทยสุดพิเศษ ถ่ายทอดแนวคิดจากสายใยแห่งพระราชปณิธาน ‘สมเด็จพระราชชนนีพันปีหลวง’

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.27 น.

S’CRAFT กระเป๋าผ้าไทยจากความร่วมมือของแบรนด์ SIRIVANNAVARI โดย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา องค์ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ และ ไอคอนคราฟต์ พื้นที่แห่งการเชิดชูวัฒนธรรมไทยร่วมสมัย ณ ไอคอนสยาม ชวนผู้รักงานคราฟต์มาเลือกชมกระเป๋าคอลเลกชันใหม่ประจำปี “THREADS OF LEGACY: S’CRAFT 2026” ถ่ายทอดแนวคิดจากสายใยแห่งพระราชปณิธานสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ได้รับการสานต่อพระราชกรณียกิจโดยองค์ดีไซเนอร์ ผู้ทรงยกระดับงานฝีมือของช่างไทยในชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศให้มีความร่วมสมัยและเป็นที่ประจักษ์ในระดับสากล นำเสนอผลงานการสร้างสร้างสรรค์กระเป๋าผ้าไทยสุดพิเศษ ลิมิเต็ด เอดิชั่น 88 ชิ้น ที่โดดเด่นด้วยผืนผ้าทอจากช่างระดับมาสเตอร์และช่างทอรุ่นใหม่ผู้ชนะการประกวดระดับประเทศ

ชิ้นงานไอไลต์ประจำปีนี้คือ “VICHIT RATTANA EXCLUSIVE COLLECTOR’S EDITION” กระเป๋าทรงสี่เหลี่ยมพร้อมหูจับ (Boxy Bag) จำนวน 4 ใบ RUBY EDITION, NAVY EDITION, ONYX EDITION และ GREY EDITION ซึ่งรังสรรค์ขึ้นจากผ้าทอโดย อาจารย์วีรธรรม ตระกูลเงินไทย และ อาจารย์มีชัย แต้สุริยา เพิ่มความพิเศษด้วยการตกแต่งงานเครื่องทองบริเวณหูจับจากฝีมือของช่างทองหลวง อาจารย์ไพโรจน์ สืบสาม และ อาจารย์นิพนธ์ ยอดคำปัน พร้อมงานปักอันงดงามโดยช่างฝีมือจาก SIRIVANNAVARI Atelier & Academy ที่ได้แรงบันดาลใจจากฉลองพระองค์ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

นอกจากนี้ S’CRAFT 2026 ยังนำเสนองานดีไซน์กระเป๋ารูปทรงหลากหลายที่สร้างสรรค์จากผ้าทอมือโดยศิลปินรุ่นใหม่ ผู้ชนะรางวัลการประกวดผ้าลายพระราชทานและงานหัตถกรรม โดยผ้าแต่ละผืนประดับด้วยลายปักมือจาก SIRIVANNAVARI Atelier & Academy ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากความงดงามของสถาปัตยกรรมและการตกแต่งภายในพระที่นั่ง 8 แห่ง ที่มีความสำคัญและมีความเชื่อมโยงกับชื่อของชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ ทั้ง เรือนต้น, พระตำหนักจิตรลดา, พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย, พระราชวังดุสิต, พระที่นั่งบรมพิมาน, พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท, พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน และ พระที่นั่งศิวาลัยมหาปราสาท

ไม่เพียงแค่นั้น คอลเลกชันนี้ยังมีกระเป๋าหลากรูปทรงที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ทั้งกระเป๋าคลัทช์ (Clutch), กระเป๋าถือขนาดกะทัดรัดพร้อมหูจับ (Top Handle), กระเป๋าทรงกล่อง (Vanity Case), กระเป๋าทรงพีระมิด (Pyramid) และ กระเป๋าทรงบัคเก็ต (Bucket) ที่รังสรรค์ขึ้นจากผ้าทอโดยศูนย์ศิลปาชีพเกาะเกิด จังหวัดอยุธยา และตกแต่งด้วยงานปักอันเป็นเอกลักษณ์ โดย “THREADS OF LEGACY: S’CRAFT 2026” จะจัดแสดงให้ผู้สนใจได้ชื่นชมและเลือกซื้อ ระหว่างวันที่ 11-13 สิงหาคม 2569 ณ S’CRAFT ธารา ฮอลล์  ชั้น M ไอคอนสยาม และ วันที่  14-31 สิงหาคม 2569 ณ  ICONCRAFT ชั้น 4 ไอคอนสยาม

อบอุ่นหัวใจ ดร.เบน-กัลยานี ควงครอบครัวบินลัดฟ้าเที่ยวเวนิส เติมความสุขก่อนลูกเปิดเทอม

อบอุ่นหัวใจ ดร.เบน-กัลยานี ควงครอบครัวบินลัดฟ้าเที่ยวเวนิส เติมความสุขก่อนลูกเปิดเทอม

อบอุ่นหัวใจ ดร.เบน-กัลยานี ควงครอบครัวบินลัดฟ้าเที่ยวเวนิส เติมความสุขก่อนลูกเปิดเทอม

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.15 น.

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งครอบครัวตัวอย่างที่เต็มไปด้วยความรักและความอบอุ่น สำหรับ ดร.เบน-กัลยานี กมลวิศิษฎ์ ที่ขอใช้ช่วงปิดเทอมของลูกๆ พาครอบครัวบินลัดฟ้าสู่เมืองสุดโรแมนติก เมืองเวนิส ประเทศอิตาลี เก็บเกี่ยวช่วงเวลาแห่งความสุขร่วมกันอย่างเต็มอิ่ม

แม้จะมีภารกิจมากมายทั้งเรื่องงานและการดูแลครอบครัว แต่ ดร.เบน ก็ทำหน้าที่คุณแม่ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง โดยตั้งใจพาลูกๆ และคุณสามี ออกเดินทางพักผ่อน เติมพลังใจและสร้างความทรงจำดีๆ ร่วมกัน ก่อนที่ลูกจะต้องเดินทางกลับไปศึกษาเล่าต่อที่ประเทศอังกฤษ

ทริปนี้จึงไม่ใช่แค่การท่องเที่ยว แต่เป็นการเติมเต็มความรัก ความผูกพัน และใช้เวลาคุณภาพร่วมกันอย่างมีความหมาย เพราะอีกไม่นานสมาชิกในครอบครัวก็จะต้องห่างกันอีกครั้ง

บรรยากาศตลอดการเดินทางเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และความอบอุ่น จนแฟนๆ ต่างชื่นชมว่าเป็นอีกหนึ่งครอบครัวที่น่ารักและเป็นแบบอย่างของการให้ความสำคัญกับ “เวลาของครอบครัว” ได้อย่างงดงาม สมกับคำว่า ครอบครัวสุขสันต์ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักอย่างแท้จริง

‘ไอเรื้อรัง เหนื่อยง่าย’อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของโรคพังผืดในปอด

‘ไอเรื้อรัง เหนื่อยง่าย’อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของโรคพังผืดในปอด

‘ไอเรื้อรัง เหนื่อยง่าย’อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของโรคพังผืดในปอด

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.03 น.

ในชีวิตประจำวัน หลายคนอาจเริ่มรู้สึกว่าร่างกายไม่เหมือนเดิม จากกิจกรรมง่าย ๆ เช่น เดินขึ้นบันได เดินระยะสั้น หรือทำงานบ้าน กลับทำให้เหนื่อยเร็วกว่าที่เคย บางคนอาจมีอาการไอแห้งต่อเนื่อง หรือรู้สึกหายใจได้ไม่เต็มที่ แต่อาการเหล่านี้มักถูกมองว่าเป็นผลจาก “อายุที่มากขึ้น” “พักผ่อนไม่พอ” “ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย” หรือ “ความเหนื่อยล้าจากงาน” จนหลายคนเลือกที่จะปรับตัวอยู่กับอาการ แทนที่จะเข้ารับการตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง

หนึ่งในโรคที่อาจซ่อนอยู่เบื้องหลังอาการเหล่านี้ คือ “โรคพังผืดในปอด” หรือ “โรคปอดอินเตอร์สติเชียล” (Interstitial Lung Disease: ILD) ซึ่งมักได้รับการวินิจฉัยล่าช้า เนื่องจากอาการในระยะแรก เช่น ไอเรื้อรัง เหนื่อยง่าย หรือหายใจไม่อิ่ม อาจคล้ายกับโรคทางเดินหายใจหรือภาวะสุขภาพอื่นๆ โรคนี้เกิดจากความผิดปกติของเนื้อเยื่อปอดที่มีการอักเสบหรือบาดเจ็บเรื้อรัง จนนำไปสู่การเกิดพังผืด ทำให้ปอดค่อยๆ แข็ง หนา และสูญเสียความยืดหยุ่น ส่งผลให้การแลกเปลี่ยนออกซิเจนลดลง ผู้ป่วยจึงอาจมีอาการเหนื่อยง่ายเมื่อออกแรง หายใจลำบาก หรือไอเรื้อรัง

ภายในงาน “หายใจดี ชีวิตดี รู้ทันพังผืดปอดแบบองค์รวม: ILD Holistic Care Patient Event 2026” ซึ่งจัดขึ้นที่โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า แพทย์หลากหลายสาขา ทีมสหวิชาชีพ และเครือข่ายผู้ป่วย จึงได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเพื่อส่งเสริมแนวทางการดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวม ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษา การฟื้นฟูสมรรถภาพปอด การดูแลด้านโภชนาการ การติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนบทบาทของครอบครัว และผู้ดูแล เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตร่วมกับโรคได้อย่างมีคุณภาพมากที่สุด พร้อมย้ำว่าอาการผิดปกติ ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อเริ่มส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่ควรถูกมองข้าม และควรเข้ารับการประเมิน จากแพทย์ตั้งแต่เนิ่น ๆ

รศ.พญ. ไพลิน รัตนวัฒน์กุล

รศ.พญ. ไพลิน รัตนวัฒน์กุล ประธานคณะอนุกรรมการโรคปอดอินเตอร์สติเชียล และโรคปอดจาก การประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม (ILD assembly) ภายใต้สมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า โรคพังผืดในปอด หรือ ILD เป็นโรคที่ควรได้รับการรู้เท่าทันมากขึ้น เพราะอาการเริ่มต้นอย่างไอเรื้อรัง เหนื่อยง่าย หรือหายใจไม่เต็มปอด อาจดูไม่รุนแรง และแยกได้ยากจากโรคปอดอื่น แต่สามารถเป็นสัญญาณของความผิดปกติที่ชั้นอินเตอร์สติเชียลของปอด และกลายเป็นพังผืดได้ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง เช่น โรคหนังแข็ง (Scleroderma) โรครูมาตอยด์ ซึ่งอาจพบร่วมกับโรคปอดอินเตอร์สติเชียลหรือพังผืดปอดได้บ่อยกว่าผู้ป่วยโดยทั่วไป จึงควรสังเกตว่ามีอาการทางระบบหายใจแล้วหรือไม่ หากมีควรได้รับการตรวจเพิ่มเติม3

“โรคปอดอินเตอร์สติเชียลบางรายสามารถรักษาให้หายได้ บางรายรักษาไม่หายแต่คุมอาการให้คงที่ได้ และในบางรายเมื่อกลายเป็นพังผืดถาวรในปอดแล้วอาจมีการดำเนินโรคอย่างต่อเนื่องและรุนแรงมากขึ้น ปัจจุบันแนวทางการรักษามีความก้าวหน้ามากขึ้น และยังมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องทั้งการใช้ยา การติดตามอาการ และการดูแลร่วมกันของแพทย์หลายสาขา ซึ่งสามารถช่วยชะลอการดำเนินของโรค ลดผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน และช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ สิ่งสำคัญคือไม่ควรรอให้อาการรุนแรง แต่ควรพบแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติระยะเริ่มต้น”  รศ. พญ. ไพลิน กล่าว

พญ. ทิพยดาวรรณ วิไลพันธุ์ 

ในมุมของเครือข่ายผู้ป่วย พญ. ทิพยดาวรรณ วิไลพันธุ์ ประธานชมรมผู้ป่วยโรคพังผืดในปอดและผู้ดูแลผู้ป่วย ILD กล่าวว่า โรคพังผืดในปอดไม่ได้สร้างภาระเฉพาะด้านร่างกาย แต่ยังกระทบต่อจิตใจ ครอบครัว และการใช้ชีวิตของผู้ป่วยในทุกวัน เครือข่ายผู้ป่วยจึงมีบทบาทสำคัญในการเติมเต็มช่องว่างระหว่างการรักษา ทางการแพทย์กับชีวิตจริง ผ่านการแบ่งปันข้อมูล ประสบการณ์ การดูแลตนเอง การติดตามการรักษา ทางเลือกที่ควรปรึกษาแพทย์ และระบบสนับสนุนที่ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงได้

“ไม่มีผู้ป่วยคนใดควรต้องเผชิญโรคนี้เพียงลำพัง ชมรมผู้ป่วยโรคพังผืดในปอดจึงอยากเป็นพื้นที่ที่ผู้ป่วย และผู้ดูแลสามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์ รับฟังข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ทำความเข้าใจทางเลือกในการดูแลรักษา และส่งต่อกำลังใจให้กัน เพื่อให้ทุกคนรู้ว่ายังมีเครือข่ายสนับสนุนที่พร้อมเดินไปด้วยกัน” พญ. ทิพยดาวรรณ กล่าว

โรคพังผืดในปอด หรือ ILD ไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะต่อระบบทางเดินหายใจเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน สุขภาพจิต และบทบาทของครอบครัวผู้ดูแล จึงเป็นโรคที่ต้องอาศัยการดูแลอย่างต่อเนื่องและครอบคลุมในหลายมิติ

ริคาร์เต้ ริเวร่า

นายริคาร์เต้ ริเวร่า ผู้จัดการทั่วไป และหัวหน้าธุรกิจเภสัชภัณฑ์สำหรับมนุษย์ บริษัท เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ (ไทย) จำกัด กล่าวว่า การยกระดับการดูแลผู้ป่วยโรคพังผืดในปอดจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทีมแพทย์ โรงพยาบาล เครือข่ายผู้ป่วย และภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยและผู้ดูแลเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและได้รับการสนับสนุน อย่างเหมาะสมตลอดเส้นทางการรักษา

“การสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโรคพังผืดในปอดเป็นเรื่องสำคัญ เพราะโรคนี้อาจเริ่มจากอาการที่หลายคนมองข้าม แต่ส่งผลต่อผู้ป่วยและครอบครัวในระยะยาว เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ จึงมุ่งสนับสนุนการให้ความรู้ด้านสุขภาพ ตลอดจนการทำงานร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อร่วมกันยกระดับการดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวม และช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงข้อมูล การดูแล และการสนับสนุนที่เหมาะสมมากขึ้น” นายริคาร์เต้ ริเวร่า กล่าวเสริม

แม้สัญญาณสำคัญของโรคอาจไม่ได้เริ่มต้นจากอาการรุนแรง แต่อาจเริ่มจาก “ไอเรื้อรัง” “เหนื่อยง่าย” หรือ “หายใจไม่เต็มปอด” ที่หลายคนมองข้าม การฟังเสียงร่างกายและพบแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ จึงอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยเร็วขึ้น เข้าถึงทางเลือกในการดูแลได้เหมาะสมขึ้น และมีโอกาสรักษาคุณภาพชีวิตไว้ได้นานขึ้น