อาจารย์ ‘จรัญ’ แพทย์รางวัลสมเด็จพระวันรัต ผู้บันดาลใจ-มอบชีวิตใหม่ให้ผู้พิการใบหน้า

อาจารย์ ‘จรัญ’ แพทย์รางวัลสมเด็จพระวันรัต ผู้บันดาลใจ-มอบชีวิตใหม่ให้ผู้พิการใบหน้า

อาจารย์ ‘จรัญ’ แพทย์รางวัลสมเด็จพระวันรัต ผู้บันดาลใจ-มอบชีวิตใหม่ให้ผู้พิการใบหน้า

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.26 น.

บนโลกปัจจุบันนิยามของคำว่า ‘ศัลยกรรมตกแต่ง’ อาจถูกผูกโยงไปกับภาพลักษณ์ความงามอันไร้ที่ติ การมีจมูกโด่งคม หรือใบหน้าเรียวยาว ซึ่งกลายเป็นเป้าหมายของใครหลายคนที่ต้องการทำให้ตนเอง ‘ดูดี’ กว่าที่เคยเป็น แต่ ณ อีกมุมหนึ่งของห้องผ่าตัด งานของศัลยแพทย์ตกแต่งก็ไม่ได้มีไว้เพื่อเติมเต็มความปรารถนาในความสวยงามเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

เพราะสำหรับคนกลุ่มหนึ่ง ‘ความสวยงาม’ อาจเป็นเรื่องไกลตัวเกินกว่าจะใฝ่ฝัน หากสิ่งที่เขาต้องการมีเพียงอย่างเดียวคือ ‘ความปกติ’ โอกาสที่จะเดินไปบนท้องถนนโดยไม่ต้องหลบซ่อนสายตาใคร โอกาสที่จะยิ้มได้สุดริมฝีปาก หรือโอกาสที่จะใช้ชีวิตในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่มีใบหน้าสมบูรณ์เหมือนคนทั่วไป นั่นเพราะเขาคือผู้ป่วยที่มีความพิการบนใบหน้าชนิดรุนแรง

แม้จะฟังดูเป็นเรื่องที่สำคัญมากต่อชีวิตของใครบางคน แต่ทราบหรือไม่ว่าอาจารย์แพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านนี้ มีอยู่เพียงไม่ถึง 10 คนในประเทศไทย…

โดยหนึ่งในผู้ที่อยู่เบื้องหลังการทลายกรงขังแห่งความพิการเหล่านั้น คือ ศ.กิตติคุณ นพ.จรัญ มหาทุมะรัตน์ อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านแก้ไขความพิการบนใบหน้าชนิดรุนแรง คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหัวหน้าศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ แก้ไขความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

หากอธิบายเพื่อให้เข้าใจถึงลักษณะความพิการบนใบหน้า มีได้ตั้งแต่ความผิดปกติเล็กน้อยที่เราอาจพบได้บ่อย อย่างเช่น โรคปากแหว่ง เพดานโหว่ ไปจนถึงความผิดปกติที่รุนแรงมากขึ้น เช่น โรคประสานกะโหลกศีรษะเชื่อมติดผิดปกติ โรคใบหน้าแหว่งแต่กำเนิด โรคงวงช้าง ฯลฯ ซึ่งบรรดากลุ่มอาการที่มีความรุนแรงเหล่านี้เอง จึงจำเป็นต้องอาศัยศัลยแพทย์ที่มีทักษะความเชี่ยวชาญด้านนี้โดยเฉพาะ

แต่หากย้อนเวลากลับไปก่อนหน้าปี พ.ศ. 2526 ขณะนั้นประเทศไทยยังไม่เคยมี…

ในปีนั้นเอง ศ.กิตติคุณ นพ.จรัญ คือผู้ที่ได้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล เพื่อไปศึกษาต่อด้านศัลยศาสตร์ตกแต่งแก้ไขความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะชนิดรุนแรง จากผู้เชี่ยวชาญที่ประเทศออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา ก่อนที่จะได้กลับมาประเทศไทยในปี พ.ศ. 2529 เพื่อบุกเบิกและจัดตั้ง “คณะทำงานแก้ไขความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะ รพ.จุฬาลงกรณ์” โดยร่วมกับศัลยแพทย์ตกแต่งแก้ไขความพิการชนิดรุนแรง (Craniofacial Surgeon), ประสาทศัลยแพทย์, แพทย์หู คอ จมูก, กุมารแพทย์, รังสีแพทย์, จักษุแพทย์, วิสัญญีแพทย์, ทันตแพทย์, จิตแพทย์ ไปจนถึงนักจิตวิทยา, นักอรรถบำบัด, นักสังคมสงเคราะห์ ฯลฯ รวม 12 สาขา

นั่นจึงเป็นปีเริ่มต้นของประเทศไทยในการทำงานแบบสหสาขาวิชาชีพ เพื่อรักษาผู้ป่วยที่มีความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะชนิดรุนแรง ที่สมบูรณ์แบบเทียบเท่านานาอารยะประเทศ อีกทั้งเป็นแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อนที่ในภายหลังจะจัดตั้ง “ศูนย์แก้ไขความพิการฯ” ขึ้นอย่างเป็นทางการ และต่อมาได้รับพระราชทานนามใหม่กลายเป็น “ศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ” ที่เดินหน้าแก้ไขความพิการให้กับผู้ป่วยทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาคมาอย่างต่อเนื่อง จนเข้าสู่วาระครบรอบ 40 ปี ในปีนี้

ผลงานของ ศ.กิตติคุณ นพ.จรัญ และทีมงานของศูนย์ฯ ไม่ใช่แค่เพียงการได้ร่วมกันรักษาผู้ป่วยที่ถูกส่งตัวมาจากทั่วประเทศไทยรวมไปถึงประเทศเพื่อนบ้าน จนสำเร็จไปแล้วมากกว่า 4,000 รายเท่านั้น แต่เขายังเป็นผู้ที่ได้คิดค้นวิธีที่ชื่อว่า “จุฬาเทคนิค” โดยร่วมกับประสาทศัลยแพทย์ ผศ. นพ.ช่อเพียว เตโชฬาร คิดค้นวิธีผ่าตัดรักษาโรคงวงช้างด้วยวิธีการใหม่ ที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา ช่วยลดระยะเวลา ลดผลกระทบ ลดค่าใช้จ่าย จนต่อมากลายเป็นแนวทางที่ถูกใช้อย่างแพร่หลาย และมีศัลยแพทย์จากต่างประเทศที่แวะเวียนเข้ามาเรียนรู้วิธีการที่ศูนย์ฯ แห่งนี้อย่างต่อเนื่อง

ศ.กิตติคุณ นพ.จรัญ ย้อนเล่าถึงเส้นทางการทำงานในด้านนี้ตลอด 40 ปี ที่ไม่ได้อาศัยเพียงทักษะความรู้ความเชี่ยวชาญเท่านั้น แต่ส่วนหนึ่งยังต้องอาศัยจิตใจกุศล เมตตา การมีเจตนารมณ์ที่มุ่งการทำงานเพื่อสังคม เพราะผู้ป่วยที่ประสบกับโรคนี้ส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้ด้อยโอกาส ผู้ที่มีความยากลำบากทางเศรษฐฐานะ ซึ่งไม่ใช่แค่การขาดค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดเท่านั้น หากบางรายยังไม่มีแม้กระทั่งค่าเดินทางในการเข้ามารักษา

“งานพวกนี้ทำแล้วไม่ค่อยได้เงิน ในทางกลับกันเราต้องหาเงินให้เขา” ศ.กิตติคุณ นพ.จรัญ ยอมรับ “แต่หลายคนพอเขาเห็นแล้วก็สงสาร เห็นใจกับความยากลำบากและสภาวะที่ผู้ป่วยกลุ่มนี้ต้องเผชิญ จึงมีหน่วยงาน ภาคเอกชน สมาคม มูลนิธิต่างๆ ที่เข้ามาช่วยสนับสนุนเงินบริจาค เพื่อให้เราสามารถดำเนินการรักษาผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้อย่างต่อเนื่อง หากติดต่อเข้ามาที่จุฬาฯ เรามีกองทุนให้ทั้งค่าเดินทาง ค่ากินอยู่ ค่าผ่าตัดรักษา ฟรีทั้งหมด”

ณ วัย 77 ปี ปัจจุบัน ศ.กิตติคุณ นพ.จรัญ ยังไม่ได้เกษียณจากการทำงานแต่อย่างใด หากยังคงดำรงฐานะหัวหน้าศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ โดยที่ไม่รับค่าตอบแทน ดำรงบทบาทศัลยแพทย์แก้ไขความพิการที่ยังคอยเดินหน้ามอบคืนชีวิตให้กับผู้ป่วย ทั้งยังเป็นประธานคณะกรรมการแผนกแพทยศาสตร์ มูลนิธิอานันทมหิดล รวมถึงนายกสมาคมศิษย์เก่าแพทย์จุฬาลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ไม่นับรวมไปถึงบทบาทอีกมากมายในอดีตที่ผ่านมา จึงไม่น่าแปลกใจที่ประวัติของศัลยแพทย์ตกแต่งท่านนี้ จะเต็มไปด้วยผลงานและรางวัลเชิดชูเกียรติอันยาวเหยียดหลายหน้ากระดาษ

หนึ่งในนั้นคือการถูกยกย่องให้เป็น 1 ใน 19 อาจารย์ผู้เป็นแรงบันดาลใจ ผู้ทำคุณประโยชน์และชื่อเสียงให้กับคณะฯ มหาวิทยาลัย และประเทศชาติ ที่ได้รับการจารึกและจัดทำหุ่นจำลองไว้ในหอประวัติคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และล่าสุดทางแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ยังได้มอบรางวัลใหญ่ที่สุดประจำปีอย่าง “รางวัลสมเด็จพระวันรัต” ที่เป็นการยกย่องและเพิ่มพูนเกียรติภูมิให้กับแพทย์ที่สร้างประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติ อันนำชื่อเสียงมาสู่วงการแพทย์ ให้กับ ศ.กิตติคุณ นพ.จรัญ ในวันที่ 31 ม.ค. นี้

แน่นอนว่า ศ.กิตติคุณ นพ.จรัญ จะยังคงเดินหน้าเป็นแรงบันดาลใจให้กับแพทย์รุ่นใหม่ที่จะเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ต่อ เพราะภารกิจของการพลิกคืนชีวิตผู้ป่วยให้หายจากความทนทุกข์ทรมาน ไม่ได้หยุดอยู่แค่การเดินหน้ารักษาอย่างเดียวเท่านั้น หากจะต้องบ่มเพาะและสร้าง “ศัลยแพทย์ตกแต่งผู้เชี่ยวชาญด้านแก้ไขความพิการบนใบหน้าชนิดรุนแรง” เพิ่มเข้ามาให้มากขึ้นกว่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อที่โอกาสในการได้ชีวิตคืนของผู้ป่วยเหล่านั้น จะเดินทางไปถึงเขาได้มากกว่าเดิม

ก่อนผ่าตัด / หลังผ่าตัด

ก่อนผ่าตัด / หลังผ่าตัด

อว. เปิดรับสมัครทุนอุดมศึกษาชายแดนใต้ หวังสร้างกำลังคนคืนถิ่น

อว. เปิดรับสมัครทุนอุดมศึกษาชายแดนใต้ หวังสร้างกำลังคนคืนถิ่น

อว. เปิดรับสมัครทุนอุดมศึกษาชายแดนใต้ หวังสร้างกำลังคนคืนถิ่น

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.14 น.

26 มกราคม 2569 ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า กระทรวง อว. ได้เดินหน้าลดความเหลื่อมล้ำและขยายโอกาสทางการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมอบหมายให้ กองส่งเสริมและพัฒนากำลังคน เปิดรับสมัครนิสิต นักศึกษา เพื่อขอรับทุนการศึกษาในโครงการ “ทุนอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระยะที่ 4 ประจำปีการศึกษา 2568” เพื่อสนับสนุนเยาวชนที่มีศักยภาพแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้มีโอกาสได้รับการศึกษาในระดับอุดมศึกษาที่มีคุณภาพ เพื่อนำความรู้กลับไปเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาท้องถิ่นและประเทศชาติ โดยการเปิดรับสมัครในรอบนี้ เป็นการรับสมัคร กลุ่มที่ 2 ซึ่งเจาะจงไปยังกลุ่มนักเรียนที่สามารถสอบเข้าศึกษา หรือได้รับการตอบรับให้เข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาเรียบร้อยแล้ว (ผ่านระบบ TCAS หรือระบบรับตรงของมหาวิทยาลัย)

ปลัดกระทรวง อว. กล่าวต่อว่า สำหรับปีการศึกษา 2568 นี้ กระทรวง อว. ได้จัดสรรโควตาทุนการศึกษาสำหรับกลุ่มที่ 2 ไว้จำนวนทั้งสิ้น 246 ทุน โดยผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจะได้รับทุนสนับสนุนการศึกษาต่อเนื่อง เป็นค่าครองชีพ จำนวน 40,000 บาท ต่อปีการศึกษา จนสำเร็จการศึกษาตามหลักสูตร (ภายใต้เงื่อนไขที่โครงการกำหนด) โดยคุณสมบัติของผู้สมัครจะต้องเป็นเยาวชนที่มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จ.ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส, สตูล และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา ได้แก่ จะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย และเป็นผู้ที่สอบผ่านการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี ในสถาบันอุดมศึกษาสังกัดกระทรวง อว. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“ขอเชิญชวนน้องๆ เยาวชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ รีบดำเนินการสมัครเพื่อรับโอกาสดีๆ เช่นนี้ ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญที่รัฐบาลและกระทรวง อว. มุ่งมั่นที่จะใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือในการยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างสันติสุขในพื้นที่อย่างยั่งยืน โดยรับสมัครตั้งแต่บัดนี้ จนถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ผ่านทางสถาบันอุดมศึกษาที่ผู้สมัครศึกษาอยู่”

สำหรับผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ขั้นตอนการสมัคร และเงื่อนไขต่างๆ ได้ที่ กองส่งเสริมและพัฒนากำลังคน กระทรวง อว. หมายเลขโทรศัพท์ 02 039 5573 ในวันและเวลาราชการ

-(016)

ปลัด ยธ.เป็นประธานเปิดกิจกรรม ‘รวมพลังแห่งความภักดี จิตอาสากระทรวงยุติธรรม นำความรู้สู่ชุมชน’

ปลัด ยธ.เป็นประธานเปิดกิจกรรม ‘รวมพลังแห่งความภักดี จิตอาสากระทรวงยุติธรรม นำความรู้สู่ชุมชน’

ปลัด ยธ.เป็นประธานเปิดกิจกรรม ‘รวมพลังแห่งความภักดี จิตอาสากระทรวงยุติธรรม นำความรู้สู่ชุมชน’

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.12 น.

26 มกราคม 2569  นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม “รวมพลังแห่งความภักดี : จิตอาสากระทรวงยุติธรรม นำความรู้สู่ชุมชน” โดยมี นางจิรภา สินธุนาวา รองปลัดกระทรวงยุติธรรม นางสาวรวิวรรณ จตุรพิธพร รองปลัดกระทรวงยุติธรรม นางธารินี แสงสว่าง รองปลัดกระทรวงยุติธรรม นายวัลลภล นาคบัว ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงยุติธรรม โฆษกกระทรวงยุติธรรม นายยอดฉัตร ตสาริกา ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย นางอุษา จั่นพลอย บุญเปี่ยม ผู้ช่วยปลัดกระทรวงยุติธรรม รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านนโยบายและการบริหารงานยุติธรรม นายกิตติชัย บุญวงษ์ ปลัดหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรม เครือข่ายภาคประชาชน และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมฯ และมีนายสำรวม บุญเสริม ผู้ช่วยปลัดกระทรวงยุติธรรม ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานจิตอาสากระทรวงยุติธรรม เป็นผู้กล่าวรายงาน ณ อาคารหอประชุมอำเภอพุทธมณฑล ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม

โอกาสนี้ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้กล่าวเปิดกิจกรรม “รวมพลังแห่งความภักดี : จิตอาสากระทรวงยุติธรรม นำความรู้สู่ชุมชน” พร้อมทั้งถ่ายทอดภารกิจและบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรมในภาพรวม โดยมีใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า การรวมพลังของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของกระทรวงยุติธรรมในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชพันปีหลวง ในห้วงเวลา 100 วัน แห่งการสวรรคต กระทรวงยุติธรรม จึงขอน้อมนำพระราชปณิธาน มุ่งเน้นการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขแก่ประชาชน ทรงให้ความสำคัญกับสุขภาพอนามัย การส่งเสริมอาชีพเพื่อความยั่งยืน การดูแลรักษาวัฒนธรรมท้องถิ่น เพื่อให้พสกนิกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และพึ่งพาตนเองได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเป็นต้นแบบแห่งความเมตตา โดยตลอดรัชสมัยที่ทรงตามเสด็จ พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนถิ่นทุรกันดารทั่วประเทศ เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุขราษฎร และพระราชทานความช่วยเหลือ

กระทรวงยุติธรรม จึงน้อมสืบสานพระราชปณิธาน สู่การปฏิบัติ ภายใต้บทบาท ภารกิจของกระทรวงยุติธรรม ในการ “อำนวยความยุติธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมในสังคม” โดยครอบคลุมการกำหนดนโยบาย การพัฒนากฎหมายและกระบวนการยุติธรรม การให้บริการประชาชน เพื่อให้เข้าถึงความยุติธรรม การบังคับใช้กฎหมาย การฟื้นฟูผู้กระทำผิด การป้องกันอาชญากรรม รวมถึงการส่งเสริมความรู้ทางกฎหมายแก่ประชาชน ผ่านการอำนวยความยุติธรรม เพื่อ​ให้ประชาชนได้รับการบริการงานยุติธรรมอย่างโปร่งใส รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล ในด้านการลดความเหลื่อมล้ำ มีเป้าหมาย​เพื่อ​ให้ประชาชนมีโอกาสในการเข้าถึงการให้บริการงานยุติธรรมอย่างเสมอภาค เท่าเทียม ทั่วถึง เป็นธรรม และปราศจากการเลือกปฏิบัติ รวมถึงการสร้างความเป็นธรรมในสังคม เพื่อ​ให้สังคมมีความเป็นธรรม และสงบสุข

ปลัดกระทรวง​ยุติธรรม​ กล่าวในช่วงท้ายว่า กระทรวงยุติธรรมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า กิจกรรมในวันนี้จะเป็นการนำองค์ความรู้ด้านกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมมาสู่ประชาชน​ทุกท่าน เพื่อให้ทุกท่านรับทราบถึงสิทธิและสามารถเข้าถึงงานบริการของกระทรวงยุติธรรม รวมถึงป้องกันตนเองไม่ให้ตกเป็นเหยื่อหรือถูกหลอกลวงจากภัยอาชญากรรมที่อาจเกิดขึ้นในปัจจุบัน อีกทั้งมุ่งหวังให้ทุกท่านในที่นี้ ซึ่งเป็นเครือข่ายภาคประชาชนที่สำคัญของกระทรวงยุติธธรรมได้นำความรู้กลับไปถ่ายทอดไปยังพี่น้องประชาชนในพื้นที่​ เพื่อเป็นการติดอาวุธทางความรู้ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมให้กับประชาชนต่อไป

ต่อจากนั้น ปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้มอบเงินเยียวยาแก่ผู้เสียหายในคดีอาญาที่ผ่านการพิจารณาจากคณะอนุกรรมการพิจารณาค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญาประจำจังหวัดนครปฐม จำนวน 4 ราย และมอบความช่วยเหลือจากกองทุนยุติธรรม ที่ได้รับการพิจารณาจากคณะอนุกรรมการให้ความช่วยเหลือประจำจังหวัดนครปฐม จำนวน 2 ราย พร้อมทั้งได้เยี่ยมชมบูธนิทรรศการการนำเสนอภารกิจ/ผลงานสำคัญและงานบริการด้านกระบวนการยุติธรรมของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรม จำนวน 12 หน่วยงาน

สำหรับกิจกรรมฯ ดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อ​เป็นการแสดงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยเป็นการรวมพลังของจิตอาสากระทรวงยุติธรรมเพื่อถ่ายทอดภารกิจ และบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรม รวมถึงองค์ความรู้ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมให้กับกลุ่มเครือข่ายภาคประชาชนในพื้นที่จังหวัดนครปฐม ซึ่งถือเป็นเครือข่ายของกระทรวงยุติธรรมที่มีสำคัญในเชิงพื้นที่ โดยมุ่งหวังให้เครือข่ายภาคประชาชนได้นำความรู้ในวันนี้กลับไปถ่ายทอดหรือบอกเล่าให้กับชุมชนหรือประชาชนต่อไป เพื่อสร้างการรับรู้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ส่งผลให้ประชาชนรับทราบถึงสิทธิและสามารถเข้าถึงงานบริการของกระทรวงยุติธรรม รวมถึงป้องกันตนเองไม่ให้ตกเป็นเหยื่อหรือถูกหลอกลวงจากภัยอาชญากรรมที่อาจเกิดขึ้นในปัจจุบัน

-(016)

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ พระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่องความดีไว้ว่าอย่างไร?

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ พระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่องความดีไว้ว่าอย่างไร?

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ พระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่องความดีไว้ว่าอย่างไร?

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.55 น.

ในโลกที่วุ่นวายสับสน  บางคนอาจตั้งคำถามว่า “ทำดีแล้วได้อะไร?” หรือ “ความดีที่แท้จริงนั้นต้องทำอย่างไร  ที่ไหนและเมื่อไหร่?”    

กว่าสองพันปีมาแล้ว   พระพุทธเจ้าทรงสอนเกี่ยวกับเรื่องความดีที่บันทึกในพระไตรปิฏกไว้ว่า

  1. ความดีทำได้ที่ไหนและเมื่อไหร่?       พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า การทำความดีนั้น  ไม่มีข้อจำกัดข้อกำหนด  เรื่องกาลเวลา (อกาลิโก) หรือสถานที่  จะทำเมื่อไรก็ได้  เป็นสิ่งดีทั้งนั้น      ดังความในพระไตรปิฎก เล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 12 อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต  สุปุพพัณหสูตร (พระสูตร เกี่ยวกับกาลเวลาอันดี) ความว่า: “ สุนกฺขตฺตํ  สุมงฺคลํ สุปภาตํ สุหุฏฺฐิตํ สุขโณ สุมุหุตฺโต จ สุยิฏฺฐํ พฺรหฺมจาริสุ”  แปลว่า   “ ความดีนั้นควรทำทุกเมื่อ ไม่ว่าจะเป็นเช้า สาย บ่าย หรือค่ำ หากจิตเป็นกุศลในตอนนั้น ย่อมถือเป็นฤกษ์ดีและมงคลดีเสมอ”      คำสอนดังกล่าวหักล้างความเชื่อของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ที่ว่า  การทำความดีนั้นไม่ต้องรอฤกษ์งามยามดี  ไม่ต้องดูดวงดาวบนท้องฟ้า    ไม่ต้องรอวันเวลาอันเป็นมงคล   เพราะการทำดีด้วยใจเป็นกุศลนั้น จะทำเมื่อไรที่สะดวกก็จะเป็นฤกษ์ดีเสมอ   
  2.  กลิ่นหอมของคนดี    พระไตรปิฎก เล่มที่ 25 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 17 ขุททกนิกาย ธรรมบท  (ปุปผวรรค)   บันทึกไว้ว่า   ครั้งหนึ่ง พระอานนท์ ทูลถามพระพุทธเจ้าว่า “กลิ่นของดอกไม้หรือแก่นจันทน์ แม้จะหอมเพียงใดก็ลอยไปได้ตามลมเท่านั้น มีกลิ่นอะไรบ้างไหมพระเจ้าข้า ที่สามารถหอมทวนลมได้?”   พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า: “ น ปุปฺผคนฺโธ ปฏิโลตเมติ น จนฺทนํ ตครมลฺลิกา วา สตญฺจ คนฺโธ ปฏิโลตเมติ สพฺพา ทิสา สปฺปุริโส ปวายติ”   แปลว่า  “กลิ่นดอกไม้นั้น ย่อมจะกระจายไปทวนลมไม่ได้    กลิ่นไม้จันทน์ กลิ่นไม้กฤษณา หรือกลิ่นดอกมะลิ ก็ฟุ้งไปทวนลมไม่ได้   แต่กลิ่นของสัตบุรุษ (คนดี) จะฟุ้งกระจายทวนลมได้  สัตบุรุษย่อมฟุ้งไป (ขจรขจาย) ทั่วทุกทิศ”
  3.  หลักการทำความดี  พระพุทธเจ้าทรงสอนวิธีทำความดี  ด้วยบุญกิริยาวัตถุ 10 ปรากฏในพระไตรปิฎก เล่มที่ 23 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 15 อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต (หน้า 245-247)    สรุปใจความสำคัญออกเป็น 3 หมวด 10 ข้อ คือ 

“ตีณิมานิ ภิกฺขเว ปุญฺญกิริยาตฺถูนิ. กตมานิ ตีณิ? ทานมยํ ปุญฺญกิริยาตฺถุ, สีลมยํ ปุญฺญกิริยาตฺถุ, ภาวนามยํ ปุญฺญกิริยาตฺถุ.”แปลว่า: “ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุญกิริยาวัตถุ (เหตุเป็นที่ตั้งแห่งบุญ) มี  3 ประการนี้คือ:

  1. ทานมัย: บุญสำเร็จด้วยการให้ทานเพื่อลดความตระหนี่
  2. สีลมัย: บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีลไม่เบียดเบียนผู้อื่น
  3. ภาวนามัย: บุญสำเร็จด้วยการฝึกจิตให้สงบและเกิดปัญญา

ในชั้นอรรถกถา (คำอธิบายพระไตรปิฎก) ได้ขยายความจาก 3 ข้อข้างต้น ออกเป็น 10 ประการ เพื่อให้ครอบคลุมการทำความดีในทุกมิติ ดังนี้:

  1. ทานมัย (ให้ทาน)  คือการทำบุญด้วยการ “สละออก” ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สิน สิ่งของ ความรู้ หรือการให้อภัย เพื่อลดความตระหนี่ถี่เหนียว  ด้วย เจตนาที่เป็นกุศล ทั้งก่อนให้ ขณะให้ และหลังให้
  2. สีลมัย (รักษาศีล)  คือการทำบุญด้วยการ “สำรวมกาย วาจา” ให้อยู่ในระเบียบวินัย ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เช่น การรักษาศีล 5 หรือศีล 8  ด้วยการยับยั้งชั่งใจ และการเคารพในสิทธิของผู้อื่น
  3.  ภาวนามัย (เจริญภาวนา) คือการทำบุญด้วยการ “พัฒนาจิตและปัญญา” เช่น การทำสมาธิเพื่อให้จิตสงบ หรือการวิปัสสนาเพื่อให้เห็นแจ้งในธรรม  ด้วยการมีสติ รู้เท่าทันความคิดและอารมณ์ของตนเอง
  4.  อปจายนมัย (อ่อนน้อมถ่อมตน)   คือการทำบุญด้วยการ “ลดมานะละทิฐิ” ให้เกียรติผู้ใหญ่ ผู้มีคุณธรรม หรือผู้ที่มีอาวุโสกว่า รวมถึงการมีกิริยามารยาทที่สุภาพรลดความถือตัว เย่อหยิ่งจองหอง (Ego) และการสร้างบรรยากาศที่ดีในสังคม
  5.  เวยยาวัจจมัย (ช่วยเหลือขวนขวาย)  คือการทำบุญด้วยการ “สละแรงกาย” ช่วยเหลืองานส่วนรวมหรืองานของผู้อื่นที่ชอบด้วยธรรม เช่น การช่วยงานวัด งานจิตอาสา หรือการช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน  ด้วยความมีน้ำใจและการมีส่วนร่วมในสังคม
  6. ปัตติทานมัย (แบ่งปันส่วนบุญ)  คือการทำบุญด้วยการ “ขยายความดี” คือเมื่อเราทำความดีแล้ว ก็นึกถึงผู้อื่น แบ่งปันความสุขหรืออุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้อื่น   ด้วยใจที่กว้างขวาง ไม่หวงความดีไว้เพียงคนเดียว
  7. ปัตตานุโมทนามัย (ยินดีในบุญของผู้อื่น)  คือการทำบุญด้วยการ “ร่วมยินดี” เมื่อเห็นผู้อื่นทำความดีหรือมีความสุข โดยไม่มีความริษยา (การกล่าวคำว่า “สาธุ”กำจัดความอิจฉาริษยาออกจากใจ
  8. ธัมมัสสวนมัย (ฟังธรรม)  คือการทำบุญด้วยการ “แสวงหาความรู้” ไม่ใช่แค่การฟังพระเทศน์ แต่รวมถึงการอ่านหนังสือธรรมะ หรือการฟังเรื่องราวที่ทำให้เกิดสติปัญญา   เปิดรับความจริงเพื่อนำมาปรับใช้ในชีวิต
  9.  ธัมมเทสนามัย (แสดงธรรม)  การทำบุญด้วยการ “ให้ความรู้ที่เป็นประโยชน์” การแนะนำสั่งสอนสิ่งที่ดีงาม การแชร์แง่คิดที่เป็นประโยชน์ หรือการให้คำปรึกษาเพื่อทางสว่างแก่ผู้อื่น  ด้วยความปรารถนาดีอยากให้ผู้อื่นมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง
  10.  ทิฏฐุชุกัมม์ (ทำความเห็นให้ตรง)   คือการทำบุญด้วยการ “ปรับทัศนคติ” ให้มีความเห็นที่ถูกต้อง (สัมมาทิฐิ) เช่น เชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม เชื่อว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว       ข้อนี้เป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุด เพราะถ้ามีความเห็นที่ถูกต้อง อีก 9 ข้อที่เหลือจะดำเนินไปได้อย่างถูกต้อง

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  “การทำความดีตามคำสอนของพระพุทธองค์ นั้น   ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ต้องรอให้ถึงฤกษ์งามยามดี”

อาทร  จันทวิมล

ดัน Soft Power ภาคใต้สู่เวทีโลก พณ.กางแผนเจรจาธุรกิจ ‘สมุนไพร-แฟชั่น’ หวังสร้างเครือข่ายกระตุ้นเม็ดเงินกลุ่มจังหวัดภาคใต้

ดัน Soft Power ภาคใต้สู่เวทีโลก พณ.กางแผนเจรจาธุรกิจ 'สมุนไพร-แฟชั่น' หวังสร้างเครือข่ายกระตุ้นเม็ดเงินกลุ่มจังหวัดภาคใต้

ดัน Soft Power ภาคใต้สู่เวทีโลก พณ.กางแผนเจรจาธุรกิจ ‘สมุนไพร-แฟชั่น’ หวังสร้างเครือข่ายกระตุ้นเม็ดเงินกลุ่มจังหวัดภาคใต้

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.42 น.

กระทรวงพาณิชย์ โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดพัทลุง เตรียมเปิดเวทีเจรจาธุรกิจครั้งใหญ่ “Hybrid Business Matching” ขนทัพผู้ประกอบการสมุนไพรและแฟชั่นผ้าทออัตลักษณ์ภาคใต้ บุกตลาดไทยและต่างประเทศ 20-21 มกราคมนี้ ณ จังหวัดนครศรีธรรมราช มั่นใจสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกระตุ้นเม็ดเงินหมุนเวียนให้กลุ่มจังหวัดภาคใต้

นายกรนิจ โนนจุ้ย ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า รัฐบาลมีนโยบายมุ่งเน้นการพัฒนา “เศรษฐกิจฐานราก” เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ ตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนแม่บทด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม โดยเฉพาะการผลักดันนโยบาย “Soft Power” ภายใต้แนวคิด 5F ซึ่งการจัดงานนี้มุ่งเน้นไปที่แฟชั่นผ้าทอไทยและอาหาร ซึ่งครอบคลุมถึงสมุนไพรและอาหารเพื่อสุขภาพ เพื่อสร้างรายได้และภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศผ่านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่มีศักยภาพ

“ภาคใต้มีความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์และทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ เห็นได้จากอัตราการเติบโตของการค้าชายแดนผ่านมาเลเซีย ณ จังหวัดสตูล ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งการส่งเสริมผู้ประกอบการระดับฐานรากให้ก้าวสู่ระดับอุตสาหกรรม จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าและผลิตภัณฑ์ให้สูงขึ้นอย่างยั่งยืน” ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว

ด้าน นางสาวกุลธิดา เพ็ชรวงศ์  พาณิชย์จังหวัดพัทลุง เปิดเผยรายละเอียดว่า สำนักงานพาณิชย์จังหวัดพัทลุง ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการขับเคลื่อน Soft Power ภาคใต้ผ่านการจัดกิจกรรมเจรจาธุรกิจ 2 รูปแบบใหญ่ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและขยายช่องทางการตลาดให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ โดยมีกิจกรรมสำคัญคือ การจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ หรือ Business Matching ในกลุ่มผลิตภัณฑ์สมุนไพรหรือสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับสมุนไพร และการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดกลุ่มสินค้าผ้าและแฟชั่นเครื่องแต่งกายภาคใต้ ชูจุดเด่นผ้าที่มีชื่อเสียง อาทิ ผ้าทอลานข่อย จ.พัทลุง, ผ้ายกเมืองนครศรีธรรมราช, ผ้าเกาะยอ จ.สงขลา และผ้าทอนาหมื่นศรี จ.ตรัง เป็นต้น โดยจะมีการจับคู่ธุรกิจ หรือ Business Matching เพื่อขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ

“กิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้น ณ โรงแรมแกรนด์ ฟอร์จูน จ.นครศรีธรรมราช ในรูปแบบ Hybrid Business Matching ทั้งออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกการค้าปัจจุบัน เราตั้งเป้าหมายว่าการเจรจาธุรกิจในทั้งสองกลุ่มสินค้า คาดว่าจะช่วยสร้างมูลค่าการค้ารวมไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท อันจะนำไปสู่การสร้างงาน สร้างรายได้ที่กระจายสู่ชุมชนอย่างทั่วถึงและเป็นธรรมตามนโยบายรัฐบาล” พาณิชย์จังหวัดพัทลุง กล่าวสรุป     

-(016)

ผู้ว่าฯ กทม. สานสัมพันธ์ไทย-จีน หารือร่วมกันสู่การบริหารจัดการเมืองอย่างยั่งยืน

ผู้ว่าฯ กทม. สานสัมพันธ์ไทย-จีน หารือร่วมกันสู่การบริหารจัดการเมืองอย่างยั่งยืน

ผู้ว่าฯ กทม. สานสัมพันธ์ไทย-จีน หารือร่วมกันสู่การบริหารจัดการเมืองอย่างยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.38 น.

ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครหารือผู้บริหาร Pacific Construction Group และ Atlantic Construction เร่งขับเคลื่อนความร่วมมือด้านโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาเมือง

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ต้อนรับและหารือร่วมกับ นายหยัน เจ่ยเหอ (Mr. Yan Jiehe) ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหาร บริษัท Pacific Construction Group (PCG) และประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท แอตแลนติก คอนสตรัคชั่น (Atlantic Construction) ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะเพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการส่งเสริมการลงทุน การก่อสร้าง และการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ณ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. จับมือกับ หยัน เจ่ยเหอ ระหว่างการเข้าพบและหารือร่วมกัน 

นายหยัน เจ่ยเหอ ประธานกลุ่มบริษัทฯ เปิดเผยถึงวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์การดำเนินธุรกิจระดับโลก โดยประกาศให้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ พร้อมกำหนดให้ “กรุงเทพมหานคร” เป็นศูนย์กลางในการขยายฐานธุรกิจ และอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาค ณ กรุงเทพมหานคร ภายในปี พ.ศ. 2572  นอกจากนี้ นายหยัน เจ่ยเหอ ยังได้เน้นย้ำถึงศักยภาพการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานแบบครบวงจรผ่านโมเดล FEPCO ซึ่งเป็นนวัตกรรมทางธุรกิจแบบ “3-in-1” อันประกอบด้วย F (Investor: นักลงทุน), EPC (Contractor: ผู้รับเหมาเบ็ดเสร็จ) และ O (Operator: ผู้บริหารจัดการ) โดยยึดมั่นในปรัชญาการดำเนินธุรกิจที่ว่า “ความสำเร็จที่ยั่งยืนเริ่มต้นจากการสร้างสัมพันธภาพที่มั่นคง” เพื่อนำโมเดลดังกล่าวมาบูรณาการร่วมกับองค์กรชั้นนำของไทยในรูปแบบกิจการร่วมค้า (Joint Venture) โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือ การเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่ได้รับความไว้วางใจสูงสุดในราชอาณาจักรไทย นอกจากนี้ บริษัท แอตแลนติก คอนสตรัคชั่น ยังได้แสดงความพร้อมในการผนึกกำลังร่วมกับกรุงเทพมหานคร เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้สอดรับกับแผนพัฒนากรุงเทพมหานคร มุ่งสู่การยกระดับเมืองให้เติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืนสืบไป

ด้าน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้กล่าวถึงทิศทางการพัฒนาและแผนการดำเนินงานในอนาคตของกรุงเทพมหานคร พร้อมทั้งแสดงความขอบคุณที่กลุ่มบริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเมือง โดยระบุว่ากรุงเทพมหานครยินดีต้อนรับและส่งเสริมการมีส่วนร่วมขององค์กรชั้นนำระดับสากล และคาดหวังให้มีการนำความเชี่ยวชาญทั้งด้านเทคโนโลยีการก่อสร้าง การบริหารจัดการเมือง รวมถึงด้านการลงทุนและการระดมทุน มาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทย ภายใต้กรอบกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครมุ่งมั่นที่จะอำนวยความสะดวกและสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการลงทุน เพื่อส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมและเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายสืบไป

อว.เปิดรับสมัครทุน ‘Thailand Scholarships 2569’ ดึงนักศึกษานานาชาติเข้ามาเรียนในไทย ยกระดับอุดมศึกษาไทยสู่เวทีโลก

อว.เปิดรับสมัครทุน 'Thailand Scholarships 2569' ดึงนักศึกษานานาชาติเข้ามาเรียนในไทย ยกระดับอุดมศึกษาไทยสู่เวทีโลก

อว.เปิดรับสมัครทุน ‘Thailand Scholarships 2569’ ดึงนักศึกษานานาชาติเข้ามาเรียนในไทย ยกระดับอุดมศึกษาไทยสู่เวทีโลก

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.31 น.

อว. ผนึกสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ เปิดรับสมัครทุน “Thailand Scholarships 2569” กว่า 200 หลักสูตร มอบกว่า 170 ทุน ดึงนักศึกษานานาชาติเข้ามาเรียนในไทย ยกระดับอุดมศึกษาไทยสู่เวทีโลก

26 มกราคม 2569 ดร.ลักษมณ สมานสินธุ์ ผู้อำนวยการกองการต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.) เปิดเผยว่า กระทรวง อว. โดยกองการต่างประเทศ สป.อว. ร่วมกับสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ เดินหน้าขับเคลื่อนความเป็นสากลของอุดมศึกษาไทย เปิดรับสมัครทุนการศึกษา “Thailand Scholarships ประจำปี 2569” ครอบคลุมกว่า 200 หลักสูตร พร้อมมอบทุนการศึกษากว่า 170 ทุน ทั้งในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก รวมถึงทุนแลกเปลี่ยนหรือฝึกอบรมระยะสั้น เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาต่างชาติจากทั่วโลกเข้ามาศึกษาและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในประเทศไทย

ผู้อำนวยการกองการต่างประเทศ กล่าวต่อว่า โครงการ Thailand Scholarships ถือเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการศึกษาระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ โดยในปีการศึกษา 2569 ได้รับความร่วมมือจากสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศในการเปิดหลักสูตรที่มีความหลากหลาย ครอบคลุมสาขาวิชาที่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนากำลังคนและทักษะแห่งอนาคต

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อยกระดับความเป็นสากลของระบบอุดมศึกษาไทย ควบคู่กับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในระดับภูมิภาคและระดับโลก สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการดึงดูดนักศึกษาต่างชาติเข้ามาศึกษาในประเทศไทย เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางการศึกษาระหว่างประเทศอย่างยั่งยืน

““Thailand Scholarships เป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับอุดมศึกษาไทย สู่การเป็นศูนย์กลางการศึกษานานาชาติอย่างยั่งยืน” ดร.ลักษมณ กล่าว

ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดหลักสูตรที่เปิดรับทุน คุณสมบัติผู้สมัคร และเงื่อนไขการสมัครได้ที่ https://tinyurl.com/ts2026g2 หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและยื่นใบสมัครโดยตรงได้ที่สถาบันอุดมศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ

-(016)

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สร้างภูมิให้ร่างกายสู้ภัย PM 2.5

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สร้างภูมิให้ร่างกายสู้ภัย PM 2.5

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สร้างภูมิให้ร่างกายสู้ภัย PM 2.5

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.29 น.

ต้องบอกตรง ๆ ว่าช่วงนี้ประเทศไทย โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ต้องเผชิญกับ PM 2.5 หนักหน่วงสุด ๆ เมื่อตื่นลืมตาแล้วเปิดหน้าต่างมองไปนอกห้อง ก็เห็นทันทีว่ามีฝุ่นพิษ PM 2.5 จัดมาก ทำให้วิตกว่าแล้วเราจะรอดพ้นมะเร็งปอดได้ไหมหนอ แต่หากจะบอกว่า คิดมากไปหรือไหม คำตอบคือ ไม่เลย เพราะว่ามีฝุ่นพิษ PM 2.5 จัดมาก มากจนอดหวาดวิตกไม่ได้

ปกติแล้วเวลาเราหายใจ ขนจมูกและน้ำมูกจะช่วยดักจับฝุ่นละอองขนาดใหญ่ได้ แต่ไม่สามารถจับ PM 2.5 ได้ เพราะมันเดินทางผ่านหลอดลมเข้าสู่ถุงลมปอด แล้วซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้โดยตรงทันทีที่หายใจสูดมันเข้าไป แล้วที่หนักกว่านั้นคือในฝุ่นพิษนี้ยังมีสิ่งแปลกปลอม เช่น โลหะหนัก สารเคมี และสารก่อมะเร็ง เมื่อมันหลุดเข้าสู่กระแสเลือด ร่างกายจะมองว่ามันเป็นผู้บุกรุก จึงส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันตื่นตัว แล้วพากันปล่อยสารอักเสบออกมาเพื่อต่อสู้ แล้วยังทำให้เราเกิดภาวะอักเสบกระจายไปทั่วร่างกาย 

ฝุ่นพิษ PM 2.5 กระตุ้นให้เกิดอนุมูลอิสระในปริมาณมหาศาล ส่งผลให้เซลล์ต่าง ๆ ของเราเสื่อมสภาพเร็วและยังก่ออาการโดยทำให้ผิวหนังแพ้ง่าย เกิดริ้วรอย และหากร่างกายได้รับฝุ่นพิษนี้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ก็อาจนำไปสู่โรคเรื้อรัง เช่น ภูมิแพ้กำเริบ หอบหืด หรือแม้กระทั่งโรคมะเร็ง

ภูมิคุ้มกันของร่างกายทำหน้าที่เหมือนกับทหารคอยปกป้องบ้านเมือง คอยฟาดฟันทำลายศัตรู เมื่อศัตรูคือฝุ่นพิษ PM 2.5 อยู่รายล้อมรอบตัวเราแบบนี้ จึงต้องเช็คว่าระบบภูมิคุ้มกันของเรายังทำงานเก่งแบบรับมือกับมันไหวหรือไม่ ภูมิคุ้มกันของเราทำงานไหวไหม ช่วยปกป้องร่างกายของเราได้หรือไม่ 

ลองสังเกตดูว่าใน 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา เรามีอาการต่อไปนี้บ้างหรือไม่ เช่น หายใจช้ากว่าปกติ คัดจมูก มีน้ำมูก ไอแห้งตลอด ๆ แม้ว่าจะพักผ่อนหรือกินยาแล้วก็ตาม ผิวหนังมีผื่นคัน แพ้ง่ายกว่าปกติ หรือมีผื่นขึ้นในที่ที่ไม่ควรขึ้น มีอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง นอนนานก็จริงแต่ตื่นมาแล้วไม่สดชื่น สมองตื้อ คิดอะไรก็ช้า ตาอักเสบหรือแห้งผิดปกติ แสบตา ตาแดง มีขี้ตา และสัญญาณสุดท้ายคือ ป่วยง่าย เจ็บคอบ่อย ๆ เป็นหวัดง่าย แบบนี้แสดงว่าภูมิคุ้มของเราไม่ดี ร่างกายแย่แล้ว

สิ่งแรกที่เราต้องทำคือ อย่าพาตัวไปอยู่ท่ามกลางฝุ่นพิษ ซึ่งพูดง่ายแต่ทำยากมาก ส่วนเรื่องอื่น ๆ ที่พอช่วยได้ก็คือ ต้องดูแลตัวเองให้ดี พักผ่อนให้เพียงพอ นอนให้พอ โดยต้องนอนให้มีคุณภาพด้วย นอนในที่ปลอดภัยที่ไร้ฝุ่นพิษและมลพิษอื่น ๆ ควรติดตั้งเครื่องฟอกอากาศ แต่ถ้าไม่มีเครื่องฟอกอากาศ อย่างน้อยก็เช็ดพื้นกำจัดฝุ่นเป็นประจำ และหมั่นจิบน้ำตลอดเวลาในยามตื่น 
หลายคนเมื่อเห็นฝุ่นพิษแล้วรีบวิ่งเข้าร้านยา หาซื้อวิตามินกินจนวุ่นวาย แต่หารู้ไม่ว่า จริง ๆ แล้วเราควรเริ่มจากการล้างพิษด้วยการดื่มน้ำให้พอ จิบน้อย ๆ  แต่บ่อย ๆ โดยทั้งวันให้ได้ 1.5-2 ลิตร คุณูปการของการดื่มน้ำให้เพียงพอ คือช่วยให้ระบบน้ำเหลืองกำจัดของเสียได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และอีกอย่างหนึ่งคือ ล้างจมูกให้บ่อยขึ้น จะช่วยเคลียร์ฝุ่นพิษที่ติดในโพรงจมูกได้ ซึ่งเหมาะมากกับวันที่ต้องอยู่กลางแจ้งนาน ๆ แต่ที่ละเลยไม่ได้คือ ให้ความสำคัญกับอาหารการกิน ต้องกินครบ 5 หมู่ เน้นผักผลไม้หลากสี โดยเฉพาะอย่างยิ่งผักผลไม้ อย่าลืมว่าอาหารไทยมีเครื่องแกง และเครื่องเทศต่าง ๆ ที่ช่วยเสริมภูมิต้านอักเสบได้ เช่น ขิง หอมแดง หอมใหญ่ ขมิ้นชัน เลือกกินเมนูเหล่านี้ให้มากขึ้นในช่วงมีฝุ่นพิษมาก ๆ แล้วต้องงดเหล้า บุหรี่ เพราะมันเป็นตัวเพิ่มการอักเสบ และทำให้มีอนุมูลอิสระเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย แล้วก็ต้องงดอาหารที่มีไขมันสูง อาหารหวาน ๆ ทั้งหลาย ย้ำว่าเลี่ยงได้ก็ต้องเลี่ยง

จากข้อมูลย้อนหลังและพยากรณ์อากาศทำให้เห็นว่าฝุ่นพิษ PM 2.5 มีมากในช่วงธันวาคมถึงเมษายนทุกปีแต่ช่วงที่หนักที่สุดคือมกราคมถึงมีนาคม โดยเดือนที่โหดร้ายที่สุดที่ได้จากสถิติ IQAir และกรมควบคุมมลพิษคือเดือนมีนาคม เป็นเดือนที่ค่าฝุ่นพิษพุ่งสูงที่สุดในรอบปี เพราะอากาศแห้งจัด ลมสงบนิ่ง ทำให้ฝุ่นสะสมตัวหนาแน่น แต่ฝุ่นพิษ PM 2.5 จะหมดไปก็เมื่อมีฝนตกลงมา ดังนั้น ต้องใส่ใจดูแลตัวเองให้ดี ตราบใดที่มียังฝุ่นพิษ เราก็ต้องใส่ใจดูแลสุขภาพของเราให้มากขึ้น

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

จิม ทอมป์สัน ฉลอง 75 ปีเปิดตัว Coffee Table Book เล่มแรกใจกลางปารีส

จิม ทอมป์สัน ฉลอง 75 ปีเปิดตัว Coffee Table Book เล่มแรกใจกลางปารีส

จิม ทอมป์สัน ฉลอง 75 ปีเปิดตัว Coffee Table Book เล่มแรกใจกลางปารีส

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.15 น.

ตอกย้ำจุดยืนในฐานะแบรนด์ไอคอนิกไลฟ์สไตล์จากเอเชียที่ก้าวสู่เวทีสากลอย่างเต็มภาคภูมิ จิม ทอมป์สัน ฉลองครบรอบ 75 ปีด้วยการเปิดตัว Coffee Table Book (หนังสือโต๊ะกาแฟ) เล่มแรกของแบรนด์ในชื่อ “Jim Thompson: Beyond Silk, Beyond Thailand” ที่รังสรรค์ร่วมกับสำนักพิมพ์ลักชัวรีชื่อดังสัญชาติฝรั่งเศสอย่าง Assouline เพื่อถ่ายทอดประวัติศาสตร์ งานหัตถศิลป์ และดีไซน์สุดไอคอนิกของแบรนด์ พร้อมจัดงานเปิดตัวหนังสือครั้งแรกของโลก ณ บูทีค Assouline Paris ในย่าน Saint-Germain-des-Prés (แซ็ง-แฌร์แม็ง-เด-เพร)

(ซ้าย) อเล็กซองดร์ อัสซูลีน  และ แฟรงก์ แคนเซลโลนี

ภายในร้านตกแต่งด้วยดิสเพลย์ที่เผยโฉมหนังสือ Jim Thompson: Beyond Silk, Beyond Thailand ให้แขกคนพิเศษได้ชมเป็นครั้งแรก ในงานเปิดตัวมีการกล่าวสุนทรพจน์เปิดงานโดย แฟรงก์ แคนเซลโลนี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท อุตสาหกรรมไหมไทย จำกัด แบรนด์ จิม ทอมป์สัน และ Alexandre Assouline (อเล็กซองดร์ อัสซูลีน) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Assouline โดยมีบุคคลสำคัญให้เกียรติเข้าร่วมงาน อาทิ นาวสาวธิดา สุขีลาภ อุปทูตรักษาราชการสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส ฝรั่งเศส นายนิษณะ ทวีพาณิชย์ อัครราชทูต (ฝ่ายการพาณิชย์) สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงปารีส ฝรั่งเศส ดร.วราวุฒิ สมหวังประเสริฐ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ และ Serge Rigal (แซร์จ คิกาล) ตัวแทนจากการบินไทย สำนักงาน ณ กรุงปารีส ฝรั่งเศส

จิม ทอมป์สัน 

หนังสือ Jim Thompson: Beyond Silk, Beyond Thailand บันทึกประวัติศาสตร์และวิวัฒนาการด้านดีไซน์ของแบรนด์ไว้อย่างสมบูรณ์ เพื่อสานต่อเจตนารมณ์ของจิม ทอมป์สัน ผู้ก่อตั้งที่กล่าวไว้ว่า “ผ้าไหมไทยไม่ใช่แค่ผืนผ้า แต่เป็นเรื่องราวที่ทรงคุณค่า” โดยหนังสือเล่มนี้รวบรวมภาพถ่ายโดย Chris Schalkx (คริส ชอล์คซ์) สลับกับภาพที่บันทึกไว้ในประวัติศาสตร์และภาพจากคอลเลกชันของแบรนด์ พร้อมบทบรรยายโดย Stephen Wallis (สตีเฟน วาลลิส) พาผู้อ่านสัมผัสตำนานของราชาไหมไทย และเส้นทางความสำเร็จตลอดกว่า 7 ทศวรรษของแบรนด์

ย้อนกลับไปในปี 1951 จิม ทอมป์สัน อดีตเจ้าหน้าที่ข่าวกรองชาวอเมริกันผู้ผันตัวมาเป็นนักธุรกิจ ได้พาอุตสาหกรรมผ้าไหมไทยไปสู่เวทีโลก และยกระดับแบรนด์สู่การเป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์ระดับโลกแบรนด์แรกของเอเชีย โดยอิทธิพลของจิม ทอมป์สัน ครอบคลุมทั้งโลกแฟชั่น การตกแต่งภายใน และศิลปะ ที่ผ่านมาสินค้าของแบรนด์ได้รับความไว้วางใจจากโรงแรมระดับเวิลด์คลาส รวมถึงสร้างโมเมนต์ไวรัลด้วยการปรากฏในซีรีส์ The White Lotus โดยสินค้าทุกชิ้นถ่ายทอดมรดกวัฒนธรรมไทยผ่านเลนส์ร่วมสมัยด้วยลวดลายและสีสันที่อินสไปร์จากธรรมชาติของเมืองไทย

หนังสือเล่มนี้พาผู้อ่านย้อนกลับไปในจุดเริ่มต้นของจิม ทอมป์สัน ที่มุ่งมั่นสืบสานงานฝีมือไทยควบคู่กับการยกระดับด้วยดีไซน์ที่โดดเด่นและเทคโนโลยีการทอในโลกยุคใหม่ ตลอด 75 ปี จิม ทอมป์สัน ไม่เพียงผลักดันผ้าไหมไทยจนเป็นที่ยอมรับในระดับสากล แต่ยังขยายขอบเขตของแบรนด์ภายใต้แนวคิด Beyond Silk โดยปัจจุบันธุรกิจครอบคลุมทั้งกลุ่มแฟชั่น สินค้าตกแต่งบ้าน ธุรกิจบริการและอาหารเครื่องดื่ม พร้อมต่อยอดด้วยโปรเจกต์ความร่วมมือกับพาร์ตเนอร์และศิลปินมากมายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

แฟรงก์ แคนเซลโลนี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท อุตสาหกรรมไหมไทย จำกัด แบรนด์ จิม ทอมป์สัน กล่าวว่า “ในวาระครบรอบ 75 ปี เรายินดีที่ได้เปิดตัวหนังสือเล่มพิเศษ ที่บันทึกเรื่องราวทรงคุณค่าของจิม ทอมป์สัน เราภูมิใจที่ได้ตอกย้ำแนวคิด Beyond Silk พร้อมพาธุรกิจให้ก้าวไปไกลกว่าแบรนด์ผ้าไหม และเดินหน้าสู่เป้าหมาย Beyond Thailand ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์ระดับโลกแบรนด์แรกจากเอเชีย”

อเล็กซองดร์ อัสซูลีน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Assouline กล่าวว่า “จิม ทอมป์สัน มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนวงการผ้าไหมไทยมายาวนาน ทั้งยังเป็นที่ยอมรับในฐานะผู้รังสรรค์งานหัตถศิลป์คุณภาพสูง นับเป็นเกียรติของสำนักพิมพ์ของเราที่ได้ร่วมนำเรื่องราวระดับตำนานมาตีพิมพ์ การร่วมกันทำหนังสือเล่มนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ที่ทั้งสองแบรนด์มีร่วมกัน ในการอนุรักษ์และต่อยอดมรดกล้ำค่า เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานกับแฟรงก์ แคนเซลโลนี นักเขียนอย่างสตีเฟน วาลลิส และช่างภาพอย่าง คริส ชอล์คซ์ นับเป็นการฉลอง 75 ปีของจิม ทอมป์สันที่เปี่ยมความหมาย”

หนังสือเล่มนี้พร้อมจำหน่ายในฉบับ Classic กับปกแข็งที่ด้านหน้าอวดภาพผืนผ้าลาย MING MING และ BARDO แสนงดงาม ส่วนปกหลังเป็นภาพโชว์รูมสินค้าผ้าตกแต่งบ้านของจิม ทอมป์สัน สาขากรุงเทพฯ ภายในเล่มประกอบด้วยภาพถ่ายสีทั้งหมด 286 หน้า ส่วนอีกฉบับคือ Silk Slipcase ที่มาพร้อมกล่องหนังสือหุ้มผ้าไหมทอมือ 100% ในสีแดงชาดอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ทั้งสองฉบับตีพิมพ์ใน 4 ภาษา ได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น และจีน

Jim Thompson: Beyond Silk, Beyond Thailand วางจำหน่ายแล้วที่จิม ทอมป์สัน สโตร์ บางสาขา และเว็บไซต์ jimthompson.com (จัดส่งทั่วโลก) นอกจากนี้ ยังสามารถหาซื้อฉบับ Classic ได้ที่ร้านผู้จัดจำหน่ายของ Assouline และร้าน Assouline ทุกสาขาทั่วโลก และเว็บไซต์ Assouline.com

ไทยเบฟ มอบน้ำดื่ม “พึ่งพา”

ไทยเบฟ มอบน้ำดื่ม “พึ่งพา”

ไทยเบฟ มอบน้ำดื่ม “พึ่งพา”

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.26 น.

บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) นำโดย  ณพลภัทร สุวรรณศร ที่ปรึกษา และแพทริค หอรัตนชัย  ผู้อำนวยการสำนักประสานงานภายนอก บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) มอบน้ำดื่ม “พึ่งพา” จำนวน 20,000 ขวด สำหรับสนับสนุนกิจกรรมมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย โดยมี ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองประธานกรรมการที่ปรึกษา ทำหน้าที่แทนประธานกรรมการมูลนิธิฯ, วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิฯ พร้อมด้วยพล.ต.ท.รักษ์จิต หม้อมงคล ที่ปรึกษามูลนิธิฯ,สันติ สาทิพย์พงษ์ รักษาการหัวหน้าสำนักงานเลขาธิการมูลนิธิฯ เป็นผู้แทนรับมอบ ณ อาคารมหินทรเดชานุวัตน์ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย

พลภัทร สุวรรณศร ที่ปรึกษา บริษัท ไทยเบฟฯ และ ศ.ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รอง ปธ.กก.ที่ปรึกษา ทำหน้าที่แทน ปธ.กก. มูลนิธิฯ