บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลิซ่า…ช่วยชาติ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลิซ่า...ช่วยชาติ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลิซ่า…ช่วยชาติ

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                   กาลครั้งหนึ่ง ในปัจจุบันนี้ ณ ดินแดนที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มของประเทศไทย มีเด็กสาวคนหนึ่งนามว่า “ลิซ่า” เธอเป็นคนไทยที่มีความฝันอันยิ่งใหญ่ จนวันหนึ่งความสามารถและความมุ่งมั่น ได้นำพาเธอไปเป็นดาราสาว ผู้มีชื่อเสียงก้องโลก ไม่ว่าเธอจะไปที่ไหน แสงไฟและสายตาของคนทั้งโลกต่างก็จับจ้องมาที่เธอ แต่สิ่งหนึ่งที่ลิซ่าไม่เคยลืมและพกติดตัวไปทุกที่ คือ “หัวใจความเป็นไทย”

                   ลิซ่าตระหนักเสมอว่าการช่วยชาตินั้นทำได้หลายวิธี ไม่เพียงแค่การเป็นทหารปกป้องชายแดน หรือ การเสียภาษี แต่การขวนขวายช่วยในกิจการที่ถูกที่ควรตามหลัก เวยยาวัจจมัย ในบุญกิริยาวัตถุ 10 ประการของพุทธศาสนา ก็เป็นความดีที่ยิ่งใหญ่ เธอเลือกใช้ชื่อเสียงของเธอ ทำความดี ด้วยการสนับสนุนประเทศไทย

                    เมื่อลิซ่าเดินทางกลับบ้านเกิดที่บุรีรัมย์ ภาพที่เธอไปกิน “ลูกชิ้นยืนกิน” ที่สถานีรถไฟบุรีรัมย์ และไปเดินถือ “โรตีสายไหม” ที่อยุธยา กลายเป็นพลังมหาศาลที่เปลี่ยนจากความธรรมดาให้กลายเป็นความนิยมระดับโลก ทำให้พ่อค้าแม่ค้ามีรายได้ ขายดี และเศรษฐกิจในชุมชนคึกคัก

                    ลิซ่าเป็นผู้นำในการ “ใช้ของไทย” และ “เที่ยวเมืองไทย” เธอสวมชุดไทยประยุกต์และผ้าทอมืออย่างสง่างาม จนชาวโลกต้องเหลียวมอง

                    เมื่อเธอไปเยือน “ทะเลบัวแดง” ที่จังหวัดอุดรธานี ความงามของธรรมชาติไทยก็ถูกปักหมุด ในแผนที่ท่องเที่ยวโลกทันที นักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างประเทศจำนวนมาก พากันไปเช่าเรือชมทะเลบัวแดงแบบลิซ่า นำรายได้มาสู่เจ้าของเรืออย่างไม่เคยมีมาก่อน

                    การกระทำของลิซ่าทำให้คนไทยหันมานิยมไทย กินของไทย และภูมิใจในสินค้าไทยที่ผลิตโดยฝีมือคนในชาติเอง

                    ท่ามกลางเวทีระดับโลก ลิซ่ามักจะปรากฏตัวพร้อม “รอยยิ้มสยาม” ที่จริงใจและอบอุ่น รอยยิ้มของเธอคือทูตวัฒนธรรมที่บอกเล่าถึงความโอบอ้อมอารีของคนไทยโดยไม่ต้องเอ่ยคำพูด และในทุกครั้งที่มีโอกาส เธอจะประกาศก้องด้วยความภาคภูมิใจว่า “I am a Thai” (ฉันเป็นคนไทย)

                    คำประกาศนี้ไม่ใช่เพียงแค่คำพูด แต่คือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับสินค้าและภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาชาวโลก เธอทำให้ทุกคนเห็นว่าคนไทยมีศักยภาพ มีรสนิยม และมีวัฒนธรรมที่ล้ำค่า

                   กาลครั้งหนึ่ง ในปัจจุบันนี้ ณ ดินแดนที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มของประเทศไทย   มีเด็กสาวคนหนึ่งนามว่า “ลิซ่า” เธอเป็นคนไทยที่มีความฝันอันยิ่งใหญ่ จนวันหนึ่งความสามารถและความมุ่งมั่น  ได้นำพาเธอไปเป็นดาราสาว ผู้มีชื่อเสียงก้องโลก ไม่ว่าเธอจะไปที่ไหน แสงไฟและสายตาของคนทั้งโลกต่างก็จับจ้องมาที่เธอ แต่สิ่งหนึ่งที่ลิซ่าไม่เคยลืมและพกติดตัวไปทุกที่ คือ “หัวใจความเป็นไทย”

                     ลิซ่าตระหนักเสมอว่าการช่วยชาตินั้นทำได้หลายวิธี   ไม่เพียงแค่การเป็นทหารปกป้องชายแดน หรือ การเสียภาษี      แต่การขวนขวายช่วยในกิจการที่ถูกที่ควรตามหลัก เวยยาวัจจมัย ในบุญกิริยาวัตถุ 10 ประการของพุทธศาสนา  ก็เป็นความดีที่ยิ่งใหญ่       เธอเลือกใช้ชื่อเสียงของเธอ  ทำความดี ด้วยการสนับสนุนประเทศไทย

                      เมื่อลิซ่าเดินทางกลับบ้านเกิดที่บุรีรัมย์  ภาพที่ เธอไปกิน “ลูกชิ้นยืนกิน” ที่สถานีรถไฟบุรีรัมย์  และไปเดินถือ “โรตีสายไหม” ที่อยุธยา กลายเป็นพลังมหาศาลที่เปลี่ยนจากความธรรมดาให้กลายเป็นความนิยมระดับโลก ทำให้พ่อค้าแม่ค้ามีรายได้ ขายดี   และเศรษฐกิจในชุมชนคึกคัก

                     ลิซ่าเป็นผู้นำในการ “ใช้ของไทย” และ “เที่ยวเมืองไทย” เธอสวมชุดไทยประยุกต์และผ้าทอมืออย่างสง่างาม จนชาวโลกต้องเหลียวมอง

                    เมื่อเธอไปเยือน “ทะเลบัวแดง” ที่จังหวัดอุดรธานี ความงามของธรรมชาติไทยก็ถูกปักหมุด ในแผนที่ท่องเที่ยวโลกทันที   นักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างประเทศจำนวนมาก  พากันไปเช่าเรือชมทะเลบัวแดงแบบลิซ่า  นำรายได้มาสู่เจ้าของเรืออย่างไม่เคยมีมาก่อน

                     การกระทำของลิซ่าทำให้คนไทยหันมานิยมไทย กินของไทย และภูมิใจในสินค้าไทยที่ผลิตโดยฝีมือคนในชาติเอง

                     ท่ามกลางเวทีระดับโลก ลิซ่ามักจะปรากฏตัวพร้อม “รอยยิ้มสยาม” ที่จริงใจและอบอุ่น รอยยิ้มของเธอคือทูตวัฒนธรรมที่บอกเล่าถึงความโอบอ้อมอารีของคนไทยโดยไม่ต้องเอ่ยคำพูด และในทุกครั้งที่มีโอกาส เธอจะประกาศก้องด้วยความภาคภูมิใจว่า “I am a Thai” (ฉันเป็นคนไทย)

                     คำประกาศนี้ไม่ใช่เพียงแค่คำพูด แต่คือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับสินค้าและภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาชาวโลก เธอทำให้ทุกคนเห็นว่าคนไทยมีศักยภาพ มีรสนิยม และมีวัฒนธรรมที่ล้ำค่า

                     นอกจากการส่งเสริมเศรษฐกิจแล้ว ลิซ่ายังนำรายได้และความสำเร็จมาแบ่งปันเพื่อสังคม เธอขวนขวายทำความดีด้วยการบริจาคเงินช่วยให้ ให้คนไทย และผู้ป่วยในพื้นที่ห่างไกลมีชีวิตที่ดีขึ้น การกระทำของเธอเป็นการช่วยชาติในทุกมิติ ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการสืบสานวัฒนธรรม

                     นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การช่วยชาตินั้นเริ่มต้นได้ง่ายๆ ด้วยรอยยิ้ม ความภูมิใจ และการสนับสนุนคนไทยด้วยกันเอง เหมือนที่ลิซ่าทำให้ดูเป็นแบบอย่างแม้เธอจะโด่งดังระดับโลกเพียงใด แต่การกินของไทย ใช้ของไทย และการประกาศตัวว่าเธอเป็นคนไทยอย่างเต็มภาคภูมิ คือความดีที่งดงามและทรงพลัง

ปวดท้องในเด็ก อาการแบบไหน ที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรมองข้าม

ปวดท้องในเด็ก อาการแบบไหน ที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรมองข้าม

ปวดท้องในเด็ก อาการแบบไหน ที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรมองข้าม

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

อาการปวดท้องในเด็ก เป็นปัญหาที่พบได้บ่อย ตั้งแต่ทารกแรกเกิด เด็กเล็กไปจนถึงวัยเรียน สาเหตุอาจเป็นเพียงความผิดปกติเล็กน้อย แต่บางกรณีอาจเป็นสัญญาณของโรคที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน คุณพ่อคุณแม่จึงควรสังเกตอาการลูกน้อยอย่างใกล้ชิด

นพ. ปรเมศวร์ วงศ์ประเสริฐ (ว.37712) กุมารแพทย์เฉพาะทางด้านทารกแรกเกิดและปริกำเนิด ศูนย์สุขภาพเด็ก (Children’s Health Center) โรงพยาบาลนวเวช อธิบายถึงสาเหตุของอาการปวดท้องในเด็กที่พบบ่อย  อาการปวดท้องแบบไหนที่ควรพาเด็กไปพบแพทย์ทันที และการดูแลเด็กเบื้องต้นเมื่อมีอาการปวดท้อง เพื่อจะได้นำไปใช้สังเกตอาการลูกน้อย นำไปสู่การรักษาที่ถูกต้องและเหมาะสมต่อไป

สาเหตุของอาการปวดท้องในทารก / เด็กที่พบบ่อย 

อาหารเป็นพิษหรือการติดเชื้อในลำไส้: มักมีอาการปวดท้องร่วมกับท้องเสีย อาเจียน หรือมีไข้, ท้องผูก: เด็กจะปวดท้องเป็น ๆ หาย ๆ อุจจาระแข็ง หรือถ่ายยาก, อาหารไม่ย่อย / แพ้อาหารบางชนิด: ทำให้แน่นท้อง ท้องอืด หรือผื่นขึ้นตามตัว, พยาธิในลำไส้: อาจมีอาการปวดท้อง น้ำหนักลด หรือคันรอบทวารหนัก, ไส้ติ่งอักเสบ: ปวดท้องบริเวณรอบสะดือแล้วร้าวไปท้องขวาล่าง เป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องรีบพบแพทย์, ลำไส้อุดตัน: ปวดท้องรุนแรงไม่ถ่ายไม่ผายลม

อาการปวดท้องแบบไหนที่ควรระวัง

ควรพาลูกน้อยไปพบแพทย์ทันที หากมีอาการดังต่อไปนี้ ปวดท้องรุนแรงหรือปวดต่อเนื่องไม่หาย: ปวดจนงอตัวหรือปวดนานปวดตลอดเวลา, มีไข้สูง ซึม ไม่เล่น ไม่กินอาหาร: เด็กอ่อนเพลีย ซึมลง ไม่ดูดนม ปฏิเสธอาหาร, อาเจียนมาก หรืออาเจียนเป็นสีเขียว/มีเลือด: อาเจียนหลายครั้ง , ถ่ายเป็นเลือด หรือท้องเสียรุนแรง: ถ่ายเป็นมูกเลือด, ปวดท้องร่วมกับท้องแข็ง หรือร้องไห้ผิดปกติ: กดเจ็บท้อง ท้องบวมแข็ง หรือร้องไห้งอแงไม่หยุด

หากพบว่าทารกหรือเด็กมีอาการเหล่านี้ คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรเฝ้าดูอาการเองที่บ้าน แนะนำให้พารับการตรวจวินิจฉัยโดยเร็วกับกุมารแพทย์ เพื่อป้องกันอันตรายร้ายแรงโรคต่าง ๆ  เช่น ไส้ติ่งอักเสบ หรือลำไส้อุดตัน เป็นต้น

การดูแลทารก/เด็ก เบื้องต้นเมื่อมีอาการปวดท้อง

สำหรับทารก จับเรอหลังกินนม: อุ้มทารกพาดบ่าแล้วลูบหลังเบา ๆ ทุกครั้งหลังให้นม เพื่อระบายลม, อุ้มทารกท่าคว่ำ (Colic Hold):  ให้ท้องลูกอยู่บนแขนแม่ มืออีกข้างลูบหลังช่วยให้ผ่อนคลาย, นวดท้องทารกเบา ๆ: ใช้ฝ่ามือวนตามเข็มนาฬิการอบสะดือ ให้นมแม่จะลดอาการ ปวดท้อง ท้องอืด ได้ดี, ท่าปั่นจักรยาน: จับขาทารกงอเข้าหาหน้าท้องสลับซ้าย-ขวา ช่วยไล่ลมในลำไส้, ปรับสภาพแวดล้อม: หรี่ไฟ ลดเสียงดัง หรือใช้เสียงพัดลมกล่อม

สำหรับเด็กเล็ก พักผ่อนและดื่มน้ำเกลือแร่ให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงอาหารมัน อาหารรสจัด และขนมหวาน ไม่ควรซื้อยาแก้ปวดหรือยาหยุดถ่ายให้เด็กกินเอง สังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากไม่ดีขึ้นแนะนำให้ควรพาไปพบกุมารแพทย์ อาการปวดท้องในเด็กแม้จะพบได้บ่อย แต่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะหากมีอาการผิดปกติดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว คุณพ่อคุณแม่หมั่นสังเกตอาการและรีบพาลูกน้อยเข้ารับการตรวจรักษาอย่างถูกต้อง จะสามารถลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนในบุตร หลานของท่านได้

ทั้งนี้ ศูนย์สุขภาพเด็ก ได้ให้ความสำคัญกับคุณภาพการรักษา มาตรฐานการให้บริการ  ระบบการดูแลผู้ป่วยด้วยบุคลากรที่มีคุณภาพ และผ่านการรับรองมาตรฐาน AACI (American Accreditation Commission International) ค.ศ. 2025, AACI Clinical Excellence Certification Maternity Services: ความเป็นเลิศด้านสตรีมีครรภ์ ค.ศ. 2025, ISO 7101:2023 – Health Care Organization Management และ ISO 9001:2015 – Quality Management Systems กรณีหากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามรายละเอียดและขอรับคำปรึกษาได้ที่ โรงพยาบาลนวเวช โทร.1507 Line: @navavej

ปรับ ‘เมตาบอลิซึม’ สร้างสมดุลชีวิตง่ายๆ เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นได้ทุกวัน

ปรับ ‘เมตาบอลิซึม’ สร้างสมดุลชีวิตง่ายๆ เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นได้ทุกวัน

ปรับ ‘เมตาบอลิซึม’ สร้างสมดุลชีวิตง่ายๆ เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นได้ทุกวัน

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

การดูแลสุขภาพตัวเอง สิ่งแรกที่ควรรู้คือ การปรับ “เมตาบอลิซึม” ซึ่งหลายคนมักจะนึกถึงการเผาผลาญแคลอรีหรือการลดน้ำหนัก แต่ในความเป็นจริงแล้ว การมีเมตาบอลิซึมที่สมดุล คือสิ่งที่สำคัญ เพราะเมตาบอลิซึมคือรากฐานการทำงานของร่างกายทั้งหมด มีผลต่อความรู้สึกของเรา รวมถึงการชะลอวัยในระยะยาว

ดร. ลุยจิ แกรตตัน รองประธานสำนักงานสุขภาพและสุขภาวะ และประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านโภชนาการของเฮอร์บาไลฟ์ รวมทั้งยังเป็นแพทย์ที่ทำงานด้านการส่งเสริมสุขภาพทั่วโลก จึงได้รวบรวมเคล็ดลับการดูแลเมตาบอลิซึมให้กับทุกคน โดยเริ่มต้นจากการปรับเปลี่ยนเล็ก ๆ ที่สามารถสร้างความเป็นอยู่ที่ดีได้อย่างยั่งยืน

วิถีชีวิตแบบคนยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความเครียด อาหารแปรรูป และการเคลื่อนไหวที่น้อยเกินไป สามารถทำให้ระบบเผาผลาญของเราเสียสมดุลได้ ความเครียดเรื้อรังจะเพิ่มฮอร์โมนคอร์ติซอลและกระตุ้นให้ร่างกายสะสมไขมัน อาหารแปรรูปที่มีน้ำตาลสูง ไฟเบอร์ต่ำ และขาดสารอาหารสำคัญจะทำให้การควบคุมความอยากอาหาร ระบบทางเดินอาหาร และความไวของอินซูลินบกพร่อง และการนั่งทำงานหรือนั่งรถนานๆ ก็จะลดการทำงานของกล้ามเนื้อ ซึ่งจะทำให้การเผาผลาญช้าลงและเกิดความไม่สมดุลของพลังงานในร่างกาย

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน โดยเริ่มจากเรื่องโภชนาการ การเคลื่อนไหว และการพักผ่อน สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้ เมื่อเราเติมพลังให้ร่างกายด้วยอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วน เคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอ และให้ความสำคัญกับการนอนหลับที่มีคุณภาพ เราจะสามารถฟื้นฟูระบบการเผาผลาญตามธรรมชาติของร่างกายและมีสุขภาพดีได้ในระยะยาว

เคล็ดลับ แค่ปรับก็เปลี่ยนเมตาบาลิซึมให้กลับมาเป๊ะ

ปรับสมดุลอาหารในจาน : สิ่งที่เรากินคือรากฐานสำคัญของสุขภาพการเผาผลาญ และโภชนาการเองก็มีอิทธิพลต่อกระบวนการสำคัญต่างๆ ของการเผาผลาญ เช่น การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด การเผาผลาญไขมัน การทำงานของลำไส้ การควบคุมฮอร์โมน และการอักเสบ  การกินโปรตีนไม่ติดมันจะช่วยสร้างและรักษามวลกล้ามเนื้อ ซึ่งจะทำให้ร่างกายมีอัตราการเผาผลาญขณะพักที่สูงขึ้น รวมทั้งอาหารที่มีไฟเบอร์และสารอาหารจะช่วยให้ลำไส้มีสุขภาพดี อิ่มนานขึ้น และรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้สมดุลนอกจากนี้ยังมีผักผลไม้บางชนิดที่ช่วยให้ระบบเผาผลาญทำงานได้ดีขึ้น เช่น สารโพลีฟีนอล (polyphenols) ที่พบในส้ม เลมอน และเกรปฟรุต และสารแคปซิคัม (capsicum) ที่อยู่ในพริกชี้ฟ้าและพริกหวาน

ดังนั้น การจัดจานอาหารให้สมดุลไม่ได้หมายถึงการจำกัดอาหาร แต่มันคือการเลือกอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการอย่างสม่ำเสมอ เพื่อบำรุงระบบต่างๆ ที่ขับเคลื่อนการเผาผลาญของเรา

เคลื่อนไหวให้มากขึ้น : การเคลื่อนไหวคือกุญแจสำคัญสู่สุขภาพเมตาบอลิซึมที่ดี การออกกำลังกายช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและการใช้พลังงาน เพิ่มความไวของอินซูลิน และช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อที่มีบทบาทสำคัญในการเผาผลาญ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายแบบจริงจังหรือแค่เดินเร็วๆ ก็มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ดังนั้นการเคลื่อนไหวสม่ำเสมอจะเป็นตัวช่วยดูแลร่างกายได้ในระยะยาว เพราะทุกก้าวที่เดินจะช่วยส่งเสริมสุขภาพการเผาผลาญของเราในวันข้างหน้า

ให้ความสำคัญกับการพักผ่อนและการฟื้นตัว :  การนอนหลับมักถูกมองข้าม แต่แท้จริงแล้วเป็นสิ่งสำคัญต่อการควบคุมกระบวนการเมตาบอลิซึม เพราะในช่วงเวลาที่เราหลับ ร่างกายจะซ่อมแซมและฟื้นฟูระบบต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อการเผาผลาญ น้ำหนัก พลังงาน และความอยากอาหาร ทำให้การนอนแบบมีคุณภาพช่วยปรับปรุงความไวต่ออินซูลิน ควบคุมฮอร์โมนความหิว เช่น เลปติน (บ่งบอกความอิ่ม) และ เกรลิน (กระตุ้นความหิว) รวมถึงช่วยลดคอร์ติซอล ฮอร์โมนความเครียดที่บั่นทอนเมตาบอลิซึม ซึ่งเคล็ดลับง่าย ๆ ที่จะช่วยให้การพักผ่อนมีคุณภาพ เช่น ลดเวลาอยู่หน้าจอก่อนนอน รักษาเวลานอนให้สม่ำเสมอ (7–9 ชั่วโมงต่อคืน) และมีกิจวัตรผ่อนคลายก่อนนอน จะช่วยให้การพักผ่อนเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น

สุขภาพเมตาบอลิซึมคือรากฐานของการมีชีวิตที่ดีที่สุดในทุกช่วงวัย และสร้างได้จากการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ แต่สม่ำเสมอและรอบด้าน ทั้งการดูแลเรื่องโภชนาการ การเคลื่อนไหว และการพักผ่อนอย่างสมดุล

สำหรับใครที่สนใจเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีดูแลตัวเองด้วยการเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์  รับชมเคล็ดลับดีๆ จากเฮอร์บาไลฟ์ได้ทาง YouTube The Breakdown Mini-Series  หากต้องการข้อมูลผลิตภัณฑ์ผลิตภัณฑ์เพิ่มเติม หรือติดตามเคล็ดลับด้านสุขภาพ สามารถติดตามได้ที่ Facebook/HerbalifeThailandOfficial หรือ Instagram/HerbalifeThailandOfficial

คุณแหน : 2 มีนาคม 2569

คุณแหน : 2 มีนาคม 2569

คุณแหน : 2 มีนาคม 2569

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 22.53 น.

  • คุณหญิงผะอบทิพย์ ศาตะมาน เปิดคอนเสิร์ต Music is My Life # 2 ที่สปอร์ตคลับ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เพื่อระดมทุนช่วยเหลือด้านการศึกษาเพื่อนักเรียนผู้ยากไร้ ในนามกองทุนกฤดิกร ศาตะมาน บุตรชายผู้จากไปนานหลายปีแล้ว งานครั้งนี้ถือเป็นงานการกุศลที่รวมบรรดาแขกเหรื่อชั้นผู้ใหญ่ของเมืองไทย อาทิ อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี อาสา สารสิน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ศักดิ์ทิพย์ ไกรฤกษ์ อดีตปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ท่านผู้หญิงสุจิตคุณ สารสิน ท่านผู้หญิงภรณี มหานนท์ ท่านผู้หญิงวราภรณ์ ปราโมช ณ อยุธยา ท่านผู้หญิงรวิจิตร์ สุวรรณบุบผา และ พ.ญ. คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ฯลฯ งานนี้คุณหญิงผะอบทิพย์ร้องเพลงไปเกือบ 20 เพลง พร้อมชุดสวยหลายชุด และยังมีนักร้องกิตติมศักดิ์อีกเกือบ 20 คน
  • สมเถา สุจริตกุล ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง ขอเชิญชมอุปรากร “แม่นาค” วันที่ 4-5 มี.ค. 2569 เวลา 19.30 น. ณ หอประชุมโรงเรียนนานาชาติ King’s College สาธุประดิษฐ์ ติดต่อจองบัตรที่ 0917233615 การแสดงนี้เคยเปิดแสดงมาแล้วที่ต่างประเทศ ได้รับความชื่นชมมากมาย โดยเฉพาะจากผู้ชมที่เข้าใจและเห็นมุมมองของความรักความผูกพันที่ลึกซึ้งระหว่างมนุษย์ที่เคยรักใคร่กันมากก่อน แม้ถึงยามจากร้างลากันไปอยู่คนละภพภูมิก็ยังผูกพันกันดังเดิม
  • มาดามแป้ง นวลพรรณ ล่ำซำ สุภาพสตรีผู้ที่มีบทบาทสังคมมากมาย ทั้งในด้านธุรกิจ ด้านการกีฬา และงานสังคมสงเคราะห์ ในเดือนมีนาคมปีนี้ มาดามแป้งจะอายุครบแซยิด ยังไม่รู้ว่าจะจัดงานฉลองวันเกิดรูปแบบใด แต่ที่แน่ ๆ คือเมื่อคืนวันศุกร์ที่ 27 ก.พ. มาดามไปงาน home coming day ของอดีตบริษัทภัทรธนกิจ “54 ปี รวมพลภัทร” จัดที่โรงแรมมาดูซิ ของ วิโรจน์ นวลแข งานนี้รวมพลคนภัทรจริง ๆ คนรุ่นเก่าของบริษัท อย่าง เสี่ยเตา บรรยง พงษ์พานิช แต่ดูแล้วปีนี้เสี่ยเตาชราภาพลงไปอย่างเห็นได้ชัด ส่วนมาดามแป้งยังคงสดใสร่าเริงร้องเพลงสนุกสนานกับผองเพื่อน คนภัทรบอกว่าสายสัมพันธ์ของความเป็นพี่เป็นน้องเป็นเพื่อนยังผูกพันเหนียวแน่นเหมือนเดิม แม้วันเวลาจะล่วงผ่านเลยกว่าครึ่งศตวรรษ แต่ที่ไม่เห็นไปร่วมงานคือเสี่ยเปี๋ยม ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒน์ฯ คนล่าสุด แต่อดีตคือคนเก่าของภัทร
  • นายแพทย์พรเทพ แซ่เฮ้ง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเจริญกรุประชารักษ์ ขอเชิญร่วมสมทบทุนสร้างห้องผ่าตัดศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ สำนักงานการแพทย์ กรุงเทพมหานคร บางคอแหลม ถนนตก สอบถามรายละเอียดการบริจาคที่หมายเลข 02 2897000
  • เตือนภัย เตือนตัวให้พ้นภัยมืดจากมิจฉาชีพ ยิ่งเศรษฐกิจตกต่ำ มิจฉาชีพก็ยิ่งเติบโต ล่าสุดมีกลอุบายหลอกลวงด้วยซีรีส์แนวตั้ง หลอกให้คลิกดูต่อไปเรื่อย ๆ แต่แอบแฝงการดูดข้อมูลส่วนตัวแล้วส่งไปยังเว็บไซต์พนันออนไลน์ อธิบายเพิ่มเติมว่าซีรีส์แนวตั้งคือละครสั้น ความยาวตอนละประมาณ 1-2 นาที เมื่อผู้ชมหลงกลเข้าไปดูก็จะถูกลากเข้าไปยังลิงก์ปลอม เพื่อให้กดดูซีรีส์ตอนต่อไป จากนั้นข้อมูลของเราก็จะถูกดูดไปโดยง่าย เพราะฉะนั้น ต้องมีสติทุกครั้งเมื่อใช้ social media ขอย้ำว่าเงินเป็นของเรา หากเราไม่เผลอหลงเชื่อใครง่าย ๆ เงินก็จะอยู่กับเราต่อไป แต่ถ้าเราโลภ หลง และไม่มีสติ ก็หมดตัวได้โดยไม่ยาก แถมยังจะกลายเป็นถูกลากไปร่วมในแก๊งพนันออนไลน์ได้อีก
  • สวดพระอภิธรรมศพ คุณแม่อนงค์ โพธิ์พินิจ มารดา พล.อ.ท.อภิชาติ โพธิ์พินิจ ศาลา 15 วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน 1-2 มี.ค. เวลา 18.00 น. ฌาปนกิจศพ เมรุ 2 เวลา 17.00 น. วันที่ 4 มี.ค.
  • สวดพระอภิธรรมศพ คุณพ่อสกล เกรียวสกุล บิดา นายอุฬาร เกรียวสกุล ศาลา 4 วัดธาตุทอง รดน้ำศพ 1 มี.ค. เวลา 16.00 น. สวดพระอภิธรรมศพถึงวันที่ 6 มี.ค. เวลา 18.00 น. งดสวดวันที่ 3 มี.ค. ฌาปนกิจศพ 8 มี.ค. เวลา 14.00 น.
  • Victor Lee ชวนเที่ยวชมซากูระบาน เทศกาลฮานามิ ในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ช่วงต้นเดือนเม.ย. นี้ รับสมาชิก 15 คนเท่านั้น สนใจรีบจับจองที่ด่วน ที่หมายเลข 091 7233615 @ 

 

Victor Lee

โมเมนต์หยุดโลก บุ๊ค ธีรชยา คอลัมนิสต์สาว สะบัดปากกามาคว้ามง Miss Tiffany 2026

โมเมนต์หยุดโลก บุ๊ค ธีรชยา คอลัมนิสต์สาว สะบัดปากกามาคว้ามง Miss Tiffany 2026

โมเมนต์หยุดโลก บุ๊ค ธีรชยา คอลัมนิสต์สาว สะบัดปากกามาคว้ามง Miss Tiffany 2026

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.40 น.

1 มีนาคม 2569 เมื่อค่ำคืนวันที่ 28 กุมภาพันธ์ เปิดฉากสู่เส้นทางใหม่อย่างยิ่งใหญ่กับรอบ The Final ของ Miss Tiffany 2026 ของ บุ๊ค ธีรชยา ภายใต้ธีม “RISE AS ONE – ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งเดียว” ณ โรงละครทิฟฟานี่โชว์ พัทยา ท่ามกลางเสียงเชียร์ดังกระหึ่มตั้งแต่วินาทีแรกที่ผู้เข้าประกวดปรากฏตัวบนเวที บรรยากาศเต็มไปด้วยความตื่นเต้น แรงลุ้น และพลังแห่งความหวังจากแฟนนางงามทั่วประเทศที่มาร่วมเป็นสักขีพยานในค่ำคืนประวัติศาสตร์

และผู้ที่คว้ามงกุฎ Miss Tiffany 2026 ไปครอง ได้แก่ หมายเลข 5 บุ๊ค ธีรชยา พิมพ์กิติเดช อายุ 29 ปี คอลัมนิสต์และคอนเทนต์ครีเอเตอร์จากกรุงเทพ ผู้ถ่ายทอดทั้งความสง่างาม ไหวพริบ และพลังผู้นำได้อย่างโดดเด่น สะท้อนตัวตนของผู้หญิงยุคใหม่ที่ยืนหยัดในศักดิ์ศรีและคุณค่าของความเป็นมนุษย์ คว้าใจคณะกรรมการและผู้ชมทั้งฮอลล์อย่างอยู่หมัด

โดยรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ หมายเลข 7 มะปราง พิมพ์รตา ป้องชัยวิวัฒน์ อายุ 28 ปี นักการตลาดจากเชียงใหม่ และรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ หมายเลข 8 ซีเกมส์ มินท์ธิตา อ่อนดำ อายุ 26 ปี นักรังสีการแพทย์จากสุพรรณบุรี

ภายใต้ธีม “RISE AS ONE” การประกวดในปีนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงเวทีแห่งความงาม หากแต่เป็นพื้นที่ของความหวัง ความฝัน และการลุกขึ้นยืนอย่างสง่างามไปพร้อมกันของตัวตนในสังคมที่หลากหลาย สาวงามทั้ง 24 คนได้ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิต การฟันฝ่าอุปสรรค และแรงบันดาลใจอันทรงพลัง ผ่านการเดินทางร่วมกับ Miss Tiffany 2026 กว่า 2 เดือน เพื่อสะท้อนวิสัยทัศน์ด้านความเท่าเทียม สิทธิมนุษยชน และบทบาทของผู้นำในโลกยุคใหม่ได้อย่างลึกซึ้งและน่าประทับใจ

ความยิ่งใหญ่ของค่ำคืนนี้ ไม่ได้วัดเพียงแสงสีเสียงอันตระการตา หรือโปรดักชันระดับเวิลด์คลาส แต่คือพลังของการ “ก้าวขึ้นไปพร้อมกัน” การจับมือกันของชุมชน ความเข้าใจที่เพิ่มพูน และการประกาศให้โลกรู้ว่า ความหลากหลายไม่ใช่ความแตกต่างที่ต้องแบ่งแยก หากคือพลังที่ทำให้สังคมแข็งแรงขึ้น

ท่ามกลางเสียงปรบมือกึกก้องและภาพแห่งความภาคภูมิใจบนเวที ค่ำคืนนี้จึงกลายเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ของเวที ที่ไม่เพียงเฟ้นหาความงาม หากยังประกาศศักดาของผู้นำคนใหม่ ผู้พร้อมเป็นกระบอกเสียงแห่งความเท่าเทียม และพาสังคมก้าวไปข้างหน้าอย่างสง่างาม

เพราะเมื่อเรา “Rise As One” เราไม่ได้ยืนอยู่ลำพัง — แต่กำลังก้าวขึ้นไปด้วยกันทั้งสังคม

รางวัลผลการประกวด Miss Tiffany 2026

Miss Tiffany’s Universe 2026 ได้แก่ หมายเลข 5 บุ๊ค ธีรชยา พิมพ์กิติเดช

1st runner-up ได้แก่ หมายเลข 7 มะปราง พิมพ์รตา ป้องชัยวิวัฒน์

2nd runner-up ได้แก่ หมายเลข 8 ซีเกมส์ มินท์ธิตา อ่อนดำ

Miss Photogenic ได้แก่ หมายเลข 2 หมีพูห์ วาสิตา ไชยกุลชื่นสกุล

Best Evening Gown ได้แก่ หมายเลข 22 เซเว่น จรรญพร ป่าหลา

The Future of Beauty by Wansiri Hospital ได้แก่ หมายเลข 7 มะปราง พิมพ์รตา ป้องชัยวิวัฒน์

นอกจากนี้ ยังมีรางวัลอื่น ๆ ได้แก่

BEST PERFORMANCE IN THE PRELIMINARY ได้แก่ หมายเลข 5 บุ๊ค ธีรชยา พิมพ์กิติเดช
BEST IN SWIMSUIT ได้แก่ หมายเลข 2 หมีพูห์ วาสิตา ไชยกุลชื่นสกุล
BEST CHANGE MAKER ได้แก่ หมายเลข 7 มะปราง พิมพ์รตา ป้องชัยวิวัฒน์
Miss Congeniality ได้แก่ หมายเลข 20 เฟรชชี่ พิมพ์ญาดา ฉายแสง
Grace of UTCC ได้แก่ หมายเลข 5 บุ๊ค ธีรชยา พิมพ์กิติเดช
Social Iconic By Wansiri Hospital ได้แก่ หมายเลข 3 เอนิว ธีรภาดา ธรรมบำรุง
Miss Perfect Skin By Wansiri Hospital ได้แก่ หมายเลข 11 ชีต้า กีรติกาญจน์ ยอดแสง
Best Mille Skin of New Gen ได้แก่ หมายเลข 2 หมีพูห์ วาสิตา ไชยกุลชื่นสกุล

สกู๊ปพิเศษ : BeNeat – Airbnb ยกระดับมาตรฐานบริการ สร้างอาชีพคุณภาพผ่าน ‘นวัตกรรมดิจิทัล’

สกู๊ปพิเศษ : BeNeat - Airbnb ยกระดับมาตรฐานบริการ สร้างอาชีพคุณภาพผ่าน ‘นวัตกรรมดิจิทัล’

สกู๊ปพิเศษ : BeNeat – Airbnb ยกระดับมาตรฐานบริการ สร้างอาชีพคุณภาพผ่าน ‘นวัตกรรมดิจิทัล’

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

BeNeat สตาร์ทอัพไทยด้านเทคโนโลยีบริการทำความสะอาดและบริหารจัดการที่พัก จับมือ Airbnb ลงนามบันทึกความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ โดยมีหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ และ อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (STeP) ร่วมเป็นภาคีสนับสนุนหลัก ตอกย้ำศักยภาพของมหาวิทยาลัยในการสร้างผู้ประกอบการนวัตกรรมที่สามารถแข่งขันและตอบโจทย์ตลาดโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม ณ อาคารอำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคเหนือ จ.เชียงใหม่

ความร่วมมือในครั้งนี้ช่วยให้โฮสต์ Airbnb ในประเทศไทยสามารถจัดบริการทำความสะอาดคุณภาพสูงจาก BeNeat สำหรับที่พักของตนได้อย่างไร้รอยต่อ ซึ่งจะช่วยยกระดับทั้งประสบการณ์ของโฮสต์และมาตรฐานการบริการสำหรับผู้เข้าพัก โดย BeNeat ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านการปฏิบัติงานที่เชื่อมต่อกับแพลตฟอร์ม Airbnb ผ่านระบบ API ช่วยลดภาระการบริหารจัดการหลังบ้านของโฮสต์ ทั้งนี้ โฮสต์ Airbnb ที่ใช้ BeNeat จะได้รับประโยชน์จากฟีเจอร์ต่างๆ รวมถึงการเชื่อมโยงปฏิทินการจองแบบอัตโนมัติ ซึ่งช่วยให้สามารถจัดตารางการทำความสะอาดได้โดยอัตโนมัติตามวันเช็คอินและเช็คเอาท์ของผู้เข้าพัก และการติดตามสถานะการทำความสะอาดแบบเรียลไทม์ที่ส่งตรงไปยังแดชบอร์ดของโฮสต์ Airbnb ซึ่งจะช่วยให้การบริหารจัดการที่พักสำหรับโฮสต์ง่ายขึ้น และทำให้การดำเนินงานด้านการทำความสะอาดเป็นระบบและเชื่อถือได้มากยิ่งขึ้น

ผศ.ดร.ธัญญานุภาพ อานันทนะ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า มช. มีนโยบายยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ บ่มเพาะทักษะเทคโนโลยี นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ ให้บัณฑิตพร้อมทำงานในภาคธุรกิจจริง ผสานเข้ากับกระบวนการบ่มเพาะและพัฒนาผู้ประกอบการของ STeP อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การวางโมเดลธุรกิจ การเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ การเข้าถึงแหล่งทุน ตลอดจนการเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรทั้งในประเทศและต่างประเทศ ช่วยสร้างเส้นทางการเติบโตที่มั่นคง ให้ผู้ประกอบการไทยก้าวสู่การได้รับการยอมรับในเวทีระดับโลก นอกจากนี้ยังสะท้อนบทบาทของภาคการศึกษาในการสร้างผลกระทบเชิงเศรษฐกิจ สังคม และการจ้างงาน ควบคู่ไปกับการพัฒนาผู้ประกอบการท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

ด้าน อานนท์ น้อยอ่ำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท บีนีท จำกัด ระบุว่า เป้าหมายของ BeNeat ไม่ได้มุ่งเพียงการให้บริการผ่านแอปพลิเคชัน แต่ต้องการสร้าง “ระบบปฏิบัติการ” ที่ช่วยลดภาระงานหลังบ้านของโฮสต์ เพิ่มมาตรฐานการทำงาน และทำให้คุณภาพการบริการสามารถติดตาม และประเมินผลได้อย่างเป็นระบบ อีกทั้งแม่บ้านบนแพลตฟอร์ม BeNeat ทุกคนได้ผ่านกระบวนการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม และการฝึกอบรมตามหลักสูตรที่พัฒนาโดยผู้เชี่ยวชาญ ก่อนเริ่มปฏิบัติงานจริง เพื่อให้มั่นใจในมาตรฐานความสะอาดและความเป็นมืออาชีพ ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างความประทับใจแรกแก่ผู้เข้าพัก และสนับสนุนให้ที่พักสามารถรักษาคุณภาพการบริการได้อย่างต่อเนื่อง อันเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเชื่อมั่นและโอกาสในการได้รับการจองซ้ำในระยะยาว

ทางด้าน อมันพรีท บาจาจ ผู้จัดการทั่วไปประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอินเดีย ของ Airbnb กล่าวว่า Airbnb ถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของความไว้วางใจ การช่วยให้โฮสต์ของเราสามารถส่งมอบประสบการณ์ที่มีคุณภาพสูงและสม่ำเสมอให้กับผู้เข้าพักในทุกๆ การจอง คือสิ่งสำคัญที่จะช่วยเสริมสร้างรากฐานนั้นให้แข็งแกร่ง ความร่วมมือกับ BeNeat ในครั้งนี้จะช่วยให้โฮสต์ของเราประหยัดเวลาในการบริหารจัดการหลังบ้าน ทำให้พวกเขามีเวลาโฟกัสกับการดูแลและสร้างความสัมพันธ์กับผู้เข้าพักได้ดียิ่งขึ้น

ในเชิงนโยบาย ดร.กอบกิจ อิสรชีววัฒน์ ประธานหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ เผยว่า ความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นกลไกใหม่ที่สำคัญในการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างการกระจายรายได้สู่ภาคบริการในท้องถิ่น นอกจากนี้ยังเป็นการยกระดับมาตรฐานการให้บริการในท้องถิ่นให้มีคุณภาพ เสริมสร้างความประทับใจและภาพลักษณ์ให้กับเชียงใหม่และประเทศของเรา

ณัฐ ฤทธารมย์ ในฐานะ Airbnb Superhost และผู้นำกลุ่มโฮสต์ในจังหวัดเชียงใหม่ ได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์จากการทำงานจริงว่า ที่ผ่านมาการบริหารจัดการที่พักมักอาศัยประสบการณ์ การลองผิดลองถูก แต่ละที่ดำเนินการแตกต่างกัน ทำให้การควบคุมคุณภาพในภาพรวมเป็นเรื่องยากและใช้เวลานาน แต่เมื่อนวัตกรรมของ BeNeat เข้ามาผสานกับมาตรฐานระดับโลกของ Airbnb จึงถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยให้โฮสต์สามารถโฟกัสไปที่การสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้กับผู้เข้าพักได้อย่างเต็มที่ ซึ่งจะช่วยยกระดับความพึงพอใจของผู้เข้าพัก และสนับสนุนการเติบโตในระยะยาวสำหรับโฮสต์

นอกจากนี้ ภายในงานยังจัดกิจกรรมเสริมสร้างองค์ความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์อย่างเข้มข้น ผ่านเวที Panel Discussion ในประเด็นการพัฒนานวัตกรรมไทยและการยกระดับมาตรฐานการบริการสู่ระดับสากล เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและความยั่งยืนให้กับโฮสต์ไทย โดยมีตัวแทนจาก BeNeat, Airbnb และ Superhost ร่วมถ่ายทอดมุมมองจากประสบการณ์การทำงานจริง ควบคู่กับการจัด Workshop เทคนิคการเริ่มต้นธุรกิจที่พักให้โปร่งใสและเป็นมืออาชีพ และ การพัฒนา Listing Quality เพื่อเพิ่มยอดจองและรักษามาตรฐานความสะอาดระดับ 5 ดาว เพื่อตอบโจทย์แนวโน้มการเติบโตของการท่องเที่ยวและการจองที่พักในประเทศไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพและกลุ่ม Digital Nomad ที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐาน ความสะอาด และความน่าเชื่อถือของบริการ

ดังนั้น ความร่วมมือระหว่าง Airbnb และ BeNeat จึงไม่เพียงเป็นการยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวและงานบริการของไทยให้สอดรับกับคุณภาพระดับสากล หากยังเป็นต้นแบบสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลผ่านนวัตกรรมที่จับต้องได้ โดยมุ่งสร้าง “วงจรการเติบโตอย่างยั่งยืน” (Sustainable Growth Cycle) รายได้จากการเป็นโฮสต์และภาคการท่องเที่ยวจะถูกส่งต่อสู่การจ้างงาน การสร้างอาชีพที่มั่นคง และการยกระดับคุณภาพแรงงานในท้องถิ่นอย่างเป็นระบบ ความร่วมมือนี้จึงจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวทั่วโลก พร้อมวางรากฐานให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยวและงานบริการในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เขื่อนรั่วที่ฮอลแลนด์

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เขื่อนรั่วที่ฮอลแลนด์

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เขื่อนรั่วที่ฮอลแลนด์

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                   กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ประเทศเนเธอร์แลนด์ ดินแดนที่พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล ชาวเมืองจึงต้องสร้าง “เขื่อน” ขนาดมหึมาขึ้นมาเพื่อกั้นน้ำทะเลไม่ให้ไหลเข้าท่วมบ้านเรือนและไร่นา เขื่อนเหล่านี้เปรียบเสมือนกำแพงชีวิตที่ทุกคนต้องช่วยกันดูแล

                  ในหมู่บ้านเล็กๆ ริมชายฝั่งชื่อ บ้านฮาร์เล็ม   มีเด็กชายอายุ 10 ปี คนหนึ่งชื่อ “ฮันส์”  เขาเป็นเด็กช่างสังเกตและมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่เสมอ ทุกวันหลังเลิกเรียน ฮันส์มักจะเดินเล่นเลียบไปตามแนวเขื่อนเพื่อตรวจดูความเรียบร้อยตามคำสอนของพ่อที่ว่า “เขื่อนคือชีวิตของพวกเรา หากเขื่อนพัง ทุกอย่างจะหายไปในพริบตา”

                   เย็นวันหนึ่ง ขณะที่พายุเริ่มตั้งเค้าและลมทะเลพัดแรง ฮันส์สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติที่ผนังเขื่อนดิน มีน้ำสายเล็กๆ พุ่งออกมาจากรูกลมๆ ขนาดเท่าปลายนิ้วก้อย

ฮันส์ตกใจมาก เขารู้ดีว่าน้ำทะเลมีความดันมหาศาล หากปล่อยให้รูเล็กๆ นี้รั่วต่อไป แรงดันน้ำจะกัดเซาะให้รูนั้นกว้างขึ้นเรื่อยๆ จนเขื่อนทั้งแถบพังแตกทลายลง และในค่ำคืนที่พายุมาเช่นนี้ ชาวเมืองที่กำลังนอนหลับใหลจะไม่มีทางหนีทัน

                  “ช่วยด้วย! ใครก็ได้ ช่วยด้วย! เขื่อนรั่ว!” ฮันส์ตะโกนสุดเสียง แต่เสียงของเขาถูกลมพายุกลืนหายไปจนหมด ไม่มีใครผ่านมาแถวนั้นเลย

                   เมื่อไม่มีใครมาช่วย  ฮันส์ตัดสินใจทำในสิ่งที่กล้าหาญ เขาใช้ “นิ้วมือ” ของตัวเองยัดอุดเข้าไปในรูรั่วนั้นทันที ความเย็นเฉียบของน้ำทะเลพุ่งเข้าปะทะปลายนิ้ว แต่เขาสัมผัสได้ว่าน้ำหยุดไหลแล้ว

                   เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง จากเย็นสู่ค่ำ และจากค่ำสู่ดึกสงัด ร่างกายของฮันส์เริ่มสั่นสะท้านด้วยความหนาวเหน็บ นิ้วมือของเขาเริ่มชาจนไร้ความรู้สึก ความเจ็บปวดลามไปทั่วทั้งแขนและร่างกาย แต่ฮันส์ไม่ยอมขยับเขยื้อน

                   เขารู้ว่าถ้าเขาถอนนิ้วออกตอนนี้ น้ำจะพุ่งแรงกว่าเดิม และหมู่บ้านด้านล่างจะจมน้ำทันที “ฉันจะทิ้งหน้าที่นี้ไม่ได้… ทุกคนกำลังนอนหลับอย่างปลอดภัยเพราะฉันอุดรูนี้อยู่” เขาพึมพำกับตัวเองด้วยสติที่เริ่มเลือนลาง

                   เช้าวันรุ่งขึ้น ชาวเมืองที่เดินผ่านมาพบร่างของเด็กชายตัวน้อยก้มหน้าพิงอยู่กับเขื่อน นิ้วมือของเขายังคงอุดแน่นอยู่ในรูรั่วนั้น แต่ร่างกายของฮันส์เย็นชืดและเสียชีวิตไปแล้ว เนื่องจากความหนาวเย็นเพื่อรักษาชีวิตของคนทั้งหมู่บ้านไว้

                   ชาวเมืองต่างพากันร้องไห้และยกย่องในความกล้าหาญ ฮันส์ไม่ได้เป็นแค่เด็กชายธรรมดาอีกต่อไป แต่เขาคือ “วีรบุรุษ” ผู้สอนให้โลกได้รู้ว่า “ความรับผิดชอบ” แม้ในเรื่องที่ดูเหมือนเล็กน้อย ก็สามารถรักษาชีวิตและสิ่งที่ยิ่งใหญ่ไว้ได้

                    เรื่องนี้แปลมาจากนิทานเนเธอร์แลนด์ The Little Dutch Boy ที่เล่าต่อกันมากว่าร้อยปี

                    นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุหรือพละกำลัง แต่อยู่ที่หัวใจที่รู้จักเสียสละเพื่อส่วนรวม และการมองเห็นความสำคัญของหน้าที่ที่ตนเองได้รับมอบหมายอย่างที่สุด  

                     “แม้เด็กจะตัวเล็ก  แต่ก็ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้”

อาทร  จันทวิมล

คุยกัน 7 วันหน : เลี้ยงลูกด้วยซูชิ เด็กๆ อิ่มท้อง พ่อแม่อมทุกข์

คุยกัน 7 วันหน : เลี้ยงลูกด้วยซูชิ เด็กๆ อิ่มท้อง พ่อแม่อมทุกข์

คุยกัน 7 วันหน : เลี้ยงลูกด้วยซูชิ เด็กๆ อิ่มท้อง พ่อแม่อมทุกข์

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โลกออนไลน์ในบ้านเราพากันแชร์บทความจากเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ เดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัล (The Wall Street Journal) ซึ่งลงไว้ตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา ที่มีชื่อว่า Parents are going broke from their kids’ sushi obsession (https://www.wsj.com/lifestyle/parenting-food-diet-kids-sushi-8ff64063) เนื้อหาว่าด้วยกระแสนิยมในปัจจุบันของพ่อแม่ผู้ปกครองในสหรัฐฯ ที่พาลูกๆ เข้าร้านอาหารซูชิสไตล์ญี่ปุ่น ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลเรื่องของความสะดวกสบาย หรือตามใจลูกหลานที่ร้องขออยากกิน จนทำให้ตอนนี้ ซูชิกลายมาเป็นอาหารโปรดอันดับหนึ่งของเด็กยุคใหม่ เข้ามาแทนที่พิซซ่า เบอร์เกอร์ หรือไก่ทอด ในงานปาร์ตี้วันเกิดและมื้อเย็นปกติ

แต่ข้อเท็จจริงคือ คือซูชิและเมนูอาหารญี่ปุ่น มักมีราคาแพงกว่าอาหารมื้อปกติที่อเมริกันชนเคยบริโภคกันหลายเท่า อีกทั้งเมื่อเด็กๆ กินกันบ่อยๆ ก็ถูกปากถูกจนใจ จนลืมและมองข้ามเมนูอาหารเดิมๆ อย่างพิซซ่าหรือเบอร์เกอร์ ไม่พอใจกับอาหารราคาประหยัดแบบเดิมอีกต่อไป แต่กลับเรียกร้องซูชิเกรดพรีเมียม หรือ “โอมากาเสะ” ในทุกๆ ครั้งที่ออกไปรับประทานอาหารพร้อมกับครอบครัว ซึ่งแน่นอว่าพ่อแม่ส่วนใหญ่ขัดใจลูกไม่ได้ ทำให้ค่าใช้จ่ายต่อมื้อพุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัว กระทบต่อฐานะทางการเงินของหลายครอบครัวอย่างไม่น่าเชื่อ

ในบทความยกตัวอย่างครอบครัวหนึ่งที่จัดงานวันเกิดให้ลูกสาววัย 10 ขวบ โดยเลือกเข้าร้านซูชิแทนพิซซ่า ปรากฏว่าค่าอาหารพุ่งไปถึง 600 ดอลลาร์ (ประมาณ 21,000 บาท) สำหรับเด็กเพียงไม่กี่คน มากกว่าการสั่งพิซซ่าถึง 5-6 เท่า บางครอบครัวเปรียบเปรยลูกๆ ว่าเหมือน “คนป่า” (Savages) เพราะแทบจะทันทีที่ถาดซูชิวางลง เด็กๆ จะรุมกินอย่างรวดเร็วเหมือนแร้งลง หรือฝูงปลาปิรันยา สามารถกินแซลมอนและทูน่าดิบหมดเกลี้ยงในพริบตา จนพ่อแม่แทบไม่ได้คีบสักชิ้นเดียว แถมต้องจ่ายค่าอาหารจนกระเป๋าฉีก

เด็กสมัยนี้ไม่ได้หยุดแค่แคลิฟอร์เนียโรลพื้นฐาน แต่ลามไปถึงเมนูระดับพรีเมียม ไม่ว่าจะเป็น Sashimi Platter เด็กๆ ชอบสั่งปลาล้วนไม่มีข้าว โดยเฉพาะ Salmon และ Hamachi ซึ่งมีราคาสูงและไม่อิ่มท้อง ทำให้ต้องสั่งหลายจาน เช่นเดียวกับ Spicy Tuna Roll เมนูเริ่มต้นสำหรับเด็กที่เริ่มทานรสจัดได้ และกลายเป็นเมนูประจำที่สั่งกันทุกครั้ง ตามด้วยไข่ปลาแซลมอน (Ikura) ความสนุกเวลาไข่ปลาแตกในปากทำให้เป็นเมนูโปรด แต่ราคาต่อคำนั้นสูงจนพ่อแม่ต้องกุมขมับ ส่วนปลาไหลย่าง (Unagi) ก็อร่อยด้วยรสชาติหวานนำและซอสเข้มข้น ทำให้เด็กๆ ติดใจได้ง่ายกว่าปลาดิบธรรมดา

ปรากฏการณ์นี้ส่วนหนึ่งมาจากสื่อสังคมออนไลน์ ที่ทำให้การกินซูชิดูคูลดูเท่ แสดงถึงรสนิยมที่เหนือกว่าในหมู่เด็กและวัยรุ่น สำหรับเด็ก Gen Alpha การรู้จักชื่อปลาอย่าง Hamachi หรือ Unagi กลายเป็นเครื่องหมายแสดงความมีฐานะและมีการศึกษาในโรงเรียน ไม่ต่างจากการมีรองเท้าผ้าใบราคาแพง และเนื่องจากซูชิถูกมองว่าเป็นอาหารที่สะอาด มีระเบียบ และมีระดับ การที่วัยรุ่นสั่ง Crispy rice tuna squares ราคา 30 ดอลลาร์ (ประมาณ 1,000 กว่าบาท) จึงไม่ใช่แค่เรื่องของความหิว แต่เป็นเรื่องของการแสดงออกทางตัวตนบนโซเชียลมีเดียด้วย

ขณะที่ตัวของพ่อแม่เอง แน่นอนว่าจุดเริ่มต้นของหลายครอบครัว (รวมถึงครอบครัวผู้เขียนต้นฉบับ) ล้วนอยากให้ลูกได้กินของดีๆ เวลาออกไปกินข้าวนอกบ้านช่วงสุดสัปดาห์ อีกทั้งอาจอยากให้ลูกเป็นคนกินง่าย ไม่งอแงโยเย หรืออยากให้เด็กๆ ดูดีมีรสนิยม จึงเป็นฝ่ายเริ่มให้เด็กๆ กินอาหารเหล่านี้ พวกเด็กๆ ไม่ได้ร้องขออยากกินเองแต่ต้น แต่กลับกลายเป็นว่า สิ่งนี้กำลังทำให้พ่อแม่หลายคนในหลายครอบครัวเสียใจ เพราะกลับกลายเป็นว่า ทำให้เด็กๆ กลายเป็นคน ‘ลิ้นสูง’ (Refined Palates) ไม่สามารถกลับไปสั่งอาหารราคาถูกให้ลูกกินได้อีกแล้ว

ไม่เพียงแต่ปัญหาการเงินเท่านั้น ในบทความนี้ ยังพูดถึงนักโภชนาการและแพทย์ได้เตือนพ่อแม่ที่ปล่อยให้ลูกกินซูชิจนเหมือนบุฟเฟต์ ว่าอาจส่งผลต่อสุขภาพหลายอย่างตามมา ปลาที่เด็กๆ ชอบอย่าง Tuna มีสะสมสารปรอทสูง หากเด็กกินบ่อยเกินไปอาจส่งผลต่อการพัฒนาของระบบประสาทและสมองที่กำลังเติบโต ส่วนโชยุและซอสราด เช่น Spicy Mayo หรือ Eel Sauce เด็กๆ มักจะจุ่มซูชิลงในซีอิ๊วเข้มข้น ซึ่งส่งผลเสียต่อไตและเพิ่มความดันโลหิตได้ ขณะที่แม้ซูชิเกรดพรีเมียมจะปลอดภัยระดับหนึ่ง แต่ระบบภูมิคุ้มกันของเด็กยังไม่แข็งแรงเท่าผู้ใหญ่ การกินปลาดิบปริมาณมากเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียหรือพยาธิ นอกจากนี้ หลายคนยังลืมไปว่า ข้าวในซูชิมีการผสมน้ำตาลและน้ำส้มสายชูปริมาณมากเพื่อให้ได้รสชาติที่กลมกล่อม ถือเป็นพลังงานส่วนเกินที่เด็กไม่จำเป็นต้องได้รับมากขนาดนั้น

กลยุทธรับมือ ‘วิกฤตซูชิ’ ในครอบครัว

เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ไม่ให้ล้มละลายจากค่าอาหาร ในบทความนี้นำเสนอเทคนิคหลากหลายที่พ่อแมหลายครอบครัวนำมาใช้เป็น “จิตวิทยาอาหาร” รับมือเด็กๆ สั่งเมนูอาหารในร้านซูชิแบบเป็นพายุ เริ่มจากสั่งเมนูเรียกน้ำย่อยที่มีแป้งเยอะๆ เช่น ข้าวผัด เกี๊ยวซ่า หรือถั่วแระญี่ปุ่น มาดักหน้าให้เด็กๆ อิ่มท้องก่อนที่จานปลาพรีเมียมจะมาถึง ตามด้วยการบังคับหรือจูงใจให้สั่งเมนูจำพวก Special Rolls เช่น แคลิฟอร์เนียโรล หรือคัดเลอร์โรล ที่มีข้าวและซอสเยอะๆ แทนการสั่งซาชิมิ หรือนิกิริ ซึ่งเป็นเนื้อปลาเพียวๆ และมีราคาสูงกว่ามาก

นอกจากนี้ ยังอาจสั่งเมนูแบบถาดรวม (Platter) ซึ่งมักจะได้ราคาต่อคำที่ถูกกว่าการสั่งแยกทีละอย่าง หรือสั่งแบบกรวยสาหร่าย เพราะปริมาณข้าวและสาหร่ายจะทำให้เด็กอิ่มเร็วกว่าการคีบกินเป็นคำๆ ขณะที่พ่อแม่หลายครอบครัว ยอมรับว่าให้ลูกกินขนมหรืออาหารรองท้องจากบ้านไปก่อน เพื่อให้ความหิวลดลงเมื่อถึงร้าน

ปรากฏการณ์ ‘ซูชิฟีเวอร์’

ไม่เพียงแต่ร้านอาหารระดับหรูเท่านั้น อเมริกาและอีกหลายประเทศแถบตะวันตกกำลังเกิดปรากฎการณ์ ‘ซูชิฟีเวอร์’ ตั้งแต่ปี 2025 ที่ผ่านมา โดยเฉพาะในซูเปอร์มาร์เก็ต ผลสำรวจเมื่อเดือน พ.ย. 2025 พบว่ายอดขายในซูเปอร์มาร์เก็ตถึงพุ่งสูงถึง 2,900 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ซูชิในซูเปอร์มาร์เก็ตบางแห่งมียอดขายแซงหน้าไก่หมุน (Rotisserie Chicken) ซึ่งเคยเป็นแชมป์อาหารสำเร็จรูปมาอย่างยาวนานไปแล้ว

ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนว่า ผู้บริโภคไม่ได้มองว่าซูชิเป็นอาหารที่ต้องไปกินที่ร้านหรูๆ เท่านั้น แต่มันกลายเป็นอาหารมื้อกลางวันหรือมื้อเย็นที่สะดวกและดูดี (Healthy & Trendy) ในราคาที่จับต้องได้มากกว่าการเข้าร้านอาหารเต็มรูปแบบ อีกทั้งในปี 2025 และปีนี้ คอนเทนต์ประเภท Sushi Mukbang หรือการรีวิวซูชิในซูเปอร์มาร์เก็ตราคาประหยัดยังคงเป็นไวรัลในหมู่ Gen Z และ Gen Alpha ส่งผลโดยตรงต่อยอดขายปลีกที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ท้ายที่สุดแล้ว ปัญหาโลกแตกเรื่องซูชิ อาจไม่ใช่ปัญหาหนักอกสำหรับหลายครอบครัว หากมีการพุดคุยตกลงกันก่อนออกจากบ้าน เช่น กินกันเดือนละ 1 ครั้ง หรือปรับตัวเปลี่ยนแปลงร้านอาหารและเมนูที่หลากหลาย และบอกให้เด็กๆ เข้าใจถึงสถานการณ์เงินในบ้าน ว่าบางครั้ง อาจไม่สามารถกินซูชิกันได้ทุกมื้อที่ออกไปรับประทานอาหารร่วมกัน

เพราะสำหรับเด็กๆ (ส่วนใหญ่) แล้ว การได้กินอาหารร่วมกันพร้อมหน้าถือเป็นความสุขที่หาได้ง่ายๆ ไม่ว่าเมนูมื้อนั้นจะเป็นซูชิ หรือพิซซ่ากับไก่ทอดบ้านๆ ก็ตาม

โดย ดาโน โทนาลี

Science Update : ไขความลับ ‘ดวงจันทร์ไททัน’ แห่งดาวเสาร์

Science Update : ไขความลับ ‘ดวงจันทร์ไททัน’ แห่งดาวเสาร์

Science Update : ไขความลับ ‘ดวงจันทร์ไททัน’ แห่งดาวเสาร์

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันอวกาศ SETI Institution ในรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ ไขความลับอีกชั้นของดวงจันทร์ไททัน (Titan) และวงแหวนของดาวเสาร์ โดยนำเสนอสมมติฐานว่า ในอดีต ดาวเสาร์เคยมีดวงจันทร์เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งดวง ซึ่งพวกเขาตั้งชื่อให้ว่า ไครซาลิส Chrysalis เมื่อประมาณ 160 ล้านปีก่อน วงโคจรของไครซาลิสเกิดความไม่เสถียรเนื่องจากแรงโน้มถ่วงรบกวนจากดวงจันทร์ไททัน มันจึงเคลื่อนเข้าใกล้ดาวเสาร์มากเกินไปจนถูกแรงไทดัล (Tidal forces) ฉีกออกเป็นชิ้นๆ

การแตกสลายของดวงจันทร์ไครซาลิส คือคำตอบของปริศนาที่ว่าทำไมวงแหวนดาวเสาร์ถึงดูสะอาดและสว่างสดใสเนื่องจากเศษซากน้ำแข็งประมาณ 99% จากดวงจันทร์ที่แตกสลายได้กลายเป็น วงแหวนอันสวยงาม ที่เราเห็นในปัจจุบัน นั่นหมายความว่าวงแหวนดาวเสาร์ไม่ได้เกิดพร้อมดาวเสาร์ เมื่อ 4.5 พันล้านปีที่แล้ว แต่เพิ่งเกิดขึ้นมาเมื่อไม่นานมานี้เองในเชิงดาราศาสตร์

การค้นพบนี้ยังช่วยอธิบายว่า ทำไมไททันถึงมีวงโคจรที่ “รี” และขยับห่างออกไปจากดาวเสาร์เร็วกว่าที่คิด เนื่องจากไททันเปรียบเสมือนจอมป่วน ที่ผลักดวงจันทร์ดวงอื่นจนกระเด็นหรือแตกสลาย การขยับตัวของไททันส่งผลต่อค่าความเอียงของแกนหมุนดาวเสาร์ ทำให้ดาวเสาร์เอียงทำมุมประมาณ 26.7 องศาอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน นอกจากนี้ ไททันยังเป็นดวงจันทร์เพียงดวงเดียวที่มีชั้นบรรยากาศหนาแน่น และมีวัฏจักรของเหลว คือมีฝนตก มีแม่น้ำ และทะเลมีเทนคล้ายกับโลก ข้อมูลจากภารกิจ Cassini และภาพถ่ายจากกล้องโทรทรรศน์ เจมส์ เวบบ์ ยืนยันว่าไททันมีเมฆที่เปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลจริงๆ

Health News : วัคซีนครอบจักรวาล

Health News : วัคซีนครอบจักรวาล

Health News : วัคซีนครอบจักรวาล

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คณะนักวิจัยนำโดยศาสตราจารย์ บาลี ปูเลนดรา จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด กำลังพัฒนาวัคซีนแบบพ่นจมูกที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรคเพียงชนิดเดียวเหมือนวัคซีนในรอบ 200 ปีที่ผ่านมา เช่น วัคซีนหัดก็กันแค่หัด แต่เป็นการ “ปลุกเซลล์ภูมิคุ้มกันในปอด” ให้ตื่นตัวและพร้อมสู้กับเชื้อโรคทุกรูปแบบ

วัคซีนนี้ไม่ได้เลียนแบบตัวเชื้อโรค แต่เป็นการเลียนแบบสัญญาณสื่อสารระหว่างเซลล์ภูมิคุ้มกัน เมื่อพ่นเข้าทางจมูก วัคซีนจะสั่งให้เม็ดเลือดขาวชนิด Macrophages ในปอดอยู่ในสถานะเฝ้าระวังสูงสุด พร้อมโจมตีสิ่งแปลกปลอมทันที ไม่ว่าจะเป็นเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย

จากการทดลองในหนู วัคซีนสูตรนี้สามารถป้องกันเชื้อไวรัส ครอบคลุมตั้งแต่วัดธรรมดา ไข้หวัดใหญ่ ไปจนถึงโควิด-19 และไวรัสสายพันธุ์ใหม่ๆ ที่อาจเกิดการกลายพันธุ์ ช่วยลดปริมาณไวรัสในปอดได้ถึง 100-1,000 เท่า และมีฤทธิ์คุ้มครองยาวนานประมาณ 3 เดือน ต่อการพ่นหนึ่งครั้ง ป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียในปอด และสามารถลดปฏิกิริยาตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้อย่างไรฝุ่น ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหืดได้ด้วย

ทีมวิจัยกำลังเตรียมการทดสอบทางคลินิก โดยมีแผนจะใช้รูปแบบการฉีดวัคซีนแล้วลองรับเชื้อที่ไม่อันตรายเพื่อดูผล (Human Challenge) หากการทดลองราบรื่น คาดว่าอาจพร้อมใช้งานจริงภายใน 5-7 ปี หรือประมาณปี 2031-2033