‘TUMULAND : KORAT’ นิทรรศการ ‘Art Toy’ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์บนฐานงานวิจัย

‘TUMULAND : KORAT’ นิทรรศการ ‘Art Toy’ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์บนฐานงานวิจัย

‘TUMULAND : KORAT’ นิทรรศการ ‘Art Toy’ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์บนฐานงานวิจัย

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา เดินหน้าพันธกิจมหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น จัดพิธีเปิดนิทรรศการศิลปะนิพนธ์เชิงสร้างสรรค์ TUMULAND : KORAT” (ตุ้มู้ แลนด์ : โคราช) นำเสนอผลงานวิจัยที่บูรณาการศาสตร์และศิลป์ในการตีความอัตลักษณ์ท้องถิ่นใหม่ (Reinterpretation) ผ่านรูปแบบ “อาร์ตทอย” (Art Toy) โดยมี รศ.ดร.อดิศร เนาวนนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วย ดร.สุรชัย วงษ์ฟูเกียรติ คณบดีคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม และภาคีเครือข่ายทางวัฒนธรรมเข้าร่วมงาน ณ บริเวณหน้า MCC Hall ชั้น 3 เดอะมอลล์โคราช

ผศ.เกรียงไกร ดวงขจร อาจารย์ประจำสาขาวิชาอุตสาหกรรมศิลป์ คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัยและประธานคณะทำงานจัดการแสดงนิทรรศการ กล่าวว่า โครงการนี้เป็นผลสัมฤทธิ์จากงานวิจัยสร้างสรรค์ที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (NRCT) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีเป้าหมายเพื่อลดช่องว่างระหว่างองค์ความรู้ทางวิชาการและการรับรู้ของสาธารณชน (Public Perception)

โดย นิทรรศการ “TUMULAND : KORAT” นำเสนอแนวคิดการนำทุนทางวัฒนธรรม (Cultural Capital) ของ จ.นครราชสีมา ที่มีความโดดเด่นทั้งมิติด้านประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต ภาษาถิ่น และความเชื่อ มาผ่านกระบวนการสังเคราะห์และออกแบบใหม่ในรูปแบบศิลปะร่วมสมัย ประเภท “อาร์ตทอย” ซึ่งถือเป็นสื่อสากลที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้หลากหลายช่วงวัย การจัดแสดงครั้งนี้มุ่งเน้นการสร้างปรากฏการณ์ทางศิลปะที่สะท้อนบริบทสังคมวัฒนธรรมท้องถิ่นในมุมมองใหม่ เพื่อยกระดับคุณค่าทางวัฒนธรรมสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจ

การดำเนินงานดังกล่าว สอดรับกับยุทธศาสตร์การสร้างพลังทางวัฒนธรรมที่มุ่งเน้นการปลูกฝังจิตสำนึกรักษ์ท้องถิ่นแก่เยาวชนและคนรุ่นใหม่ ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่จับต้องได้ ส่งผลให้เกิดการตระหนักรู้ในคุณค่าของอัตลักษณ์โคราช และนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระดับฐานราก

นิทรรศการนี้จะเป็นเวทีกลางทางวิชาการในการเผยแพร่องค์ความรู้ด้านการออกแบบและศิลปวัฒนธรรม เพื่อขับเคลื่อนจังหวัดนครราชสีมาสู่การเป็น “เมืองแห่งความสร้างสรรค์” และเป็นต้นแบบในการพัฒนางานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

ตะลอนเที่ยว : สายใย ดุจสายฝน # 3

ตะลอนเที่ยว : สายใย ดุจสายฝน # 3

ตะลอนเที่ยว : สายใย ดุจสายฝน # 3

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

การให้คือความสุข ผู้ให้คือผู้ส่งมอบความสุขให้กับผู้รับ ไม่ว่าผู้รับจะเป็นใครก็ตาม ให้กับคน คนที่เป็นผู้รับก็มีความสุข ให้กับสัตว์ สัตว์ที่เป็นผู้รับก็มีความสุข เพราะฉะนั้น จึงเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า ผู้ให้คือผู้ที่มีความสุขใจ เพราะเป็นผู้มอบความสุขให้กับผู้รับ ผู้ให้ย่อมอิ่มเอมใจ ผู้ให้ย่อมบังเกิดความปรีดิ์เปรมเกษมสุข

คอนเสิร์ต สายใย ดุจสายฝน ครั้งที่ 3 ซึ่งจัดโดยมูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เป็นคอนเสิร์ตการกุศลเพื่อหาทุนสมทบช่วยเหลือคนตาบอด และเพื่อเปิดโอกาสให้คนตาบอดได้ร่วมแสดงความสามารถด้านต่าง ๆ เช่น การดนตรี ด้านอาชีพ และด้านการฝีมือ โดยมีการแสดงร่วมกับนักร้องกิตติมศักดิ์และนักร้องอาชีพ งานจัดไปเมื่อ 21 กุมภาพันธ์ 2569 ณ สนามหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ พระราชวังพญาไท 

นักร้องกิตติมศักดิ์ที่ให้เกียรติร่วมร้องเพลงในงานคือ หม่อมราชวงศ์เบญจาภา ไกรฤกษ์ นวลพรรณ ล่ำซำ มาริสา สุโกศล หนุนภักดี วิทูร ศิลาอ่อน ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ และพัชรา เจียรวนนท์ ส่วนนักร้องอาชีพคือ เสาวลักษณ์ ลีละบุตร สินเจริญบราเธอร์ส ร่วมด้วยนักร้องจากโรงเรียนสอนคนตาบอด บรรเลงดนตรีโดยวงดุริยางค์แห่งราชนาวีไทย และนักกีตาร์คลาสสิกผู้พิการสายตา คือ นพพร เพริศแพร้ว และที่สุดพิเศษคือการได้ชมความงดงามของพระราชวังพญาไทในยามค่ำคืนด้วย

ในวันงานนั้น นอกจากได้อิ่มเอมกับเสียงเพลงไพเราะจากนักร้องมากมาย และเสียงดนตรีที่เสนาะโสตจากนักดนตรีแล้ว ยังได้ร่วมทำบุญทำกุศลเพื่อช่วยเหลือคนตาบอด เพราะมีสินค้าต่าง ๆ ที่ผลิตโดยคนตาบอดมาจำหน่าย และมีการเปิดร้านนวดโดยผู้พิการทางตา แต่ที่มากกว่านั้นคือได้พูดคุยกับคนตาบอด ได้รับรู้เรื่องราวต่าง ๆ ทั้งความสุข ความทุกข์ ความหวังโดยตรงจากคนพิการสายตา ทุกคนที่ได้พูดคุยด้วยบอกตรงกันว่า ขอบคุณที่สังคมไทยยังไม่ลืมพวกเขา และเขาก็พยายามจะไม่เป็นปัญหาให้กับสังคม แม้เขาจะพิการสายตา แต่เขาก็ยินดีช่วยเหลือสังคมไทยตามความสามารถ และอยากเห็นสังคมไทยก้าวเดินไปบนหนทางแห่งความสุข ที่ทุกคนอยู่ร่วมกันฉันท์พี่น้อง อยู่ร่วมกันอย่างมีมิตรจิตรมิตรใจและเต็มเปี่ยมด้วยมิตรภาพ และเคารพศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ของกันและกัน 

สำหรับคุณ ๆ ที่ต้องการร่วมบริจาคช่วยเหลือโรงเรียนสอนคนตาบอด โปรดโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารชื่อบัญชีโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย สาขาองค์การเภสัชกรรม เลขที่ 072 0169 259 เงินบริจาคนำไปลดหย่อนภาษีได้ 

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

photos of the week : แก๊งค้ายาเม็กซิโกก่อเหตุป่วนทั่วประเทศ

photos of the week : แก๊งค้ายาเม็กซิโกก่อเหตุป่วนทั่วประเทศ

photos of the week : แก๊งค้ายาเม็กซิโกก่อเหตุป่วนทั่วประเทศ

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ประมวลภาพความวุ่นวายที่เกิดขึ้นทั่วเม็กซิโกในสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจาก เมซิโอ โอเซเกรา เซร์วันเตส หรือ เอล เมนโช ผู้นำสูงสุดของกลุ่ม Jalisco New Generation Cartel หรือ CJNG แก๊งค้ายาเสพติดรายใหญ่ของเม็กซิโก ถูกเจ้าหน้าที่ความมั่นคงสังหารจนเสียชีวิต ส่งผลให้สมาชิกแก๊งค้ายาเสพติดไม่พอใจก่อความรุนแรงในกว่า 20 รัฐ ทั้งวางเพลิงเผารถยนต์ ปั๊มน้ำมัน ปล้นสะดมร้านค้า และปิดถนนหลายสายจนการจราจรกลายเป็นอัมพาต มีผู้เสียชีวิตจากการปะทะมากกว่า 70 ราย รัฐบาลเม็กซิโกส่งทหารและเจ้าหน้าที่ความมั่นคงนับหมื่นนายลงพื้นที่ดูแลความปลอดภัยทั่วประเทศ ท่ามกลางความกังวลว่า สถานการณ์ความรุนแรงอาจกระทบต่อการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก 2026 รอบสุดท้าย ที่จะเปิดฉากขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

แหวกฟ้าหาฝัน : Jergen Sonne in National Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Jergen Sonne in National Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Jergen Sonne in National Museum Stockholm

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ใน National Museum Stockholm มีผลงานของศิลปินชาวเดนนิสอยู่หลายคน อาทิ Jorgen Valentin Sonne เขาเกิดวันที่ 24 มิถุนายน 1801 ที่ Birkerod ในครอบครัวที่มีบิดาเป็นช่างแกะสลักทองแดงของโรงกษาปน์ และมีพี่ชาย Carl Edvard Sonne เป็นช่างพิมพ์ เบื้องต้นเขาต้องการเป็นทหารจึงเข้าเรียนที่ Royal Danish Military Academy แต่รู้สึกไม่ชอบเลยเรียนได้แค่ 1 ปีแล้วหันไปเรียนที่ Royal Danish Academy of Fine Arts พร้อมไปกับเข้าทำงานที่ห้องภาพของ Christian David Gebauer โดยทำงานเป็นคนลอกเลียนแบบภาพผลงานของศิลปินเดนนิสเป็นหลัก ความที่เขาเป็นคนมีพรสวรรค์ ปี 1828 เขาได้ทุนจากสถาบันที่เรียนให้เดินทางไปยังมิวนิกเพื่อเป็นช่างฝึกหัดกับ Peter von Cornelius จิตรกรที่วาดภาพแนวประวัติศาสตร์ ระหว่างที่เขาทำงานอยู่ 3 ปี เขาก็เดินทางขึ้นเขาไปวาดภาพทิวทัศน์อยู่เนือง ๆ

เมื่อเขาออกจากมิวนิกก็ได้ทุนสนับสนุนให้ไปอยู่ที่โรม ระหว่างนั้นเขาก็เดินทางไปล่าสัตว์บ่อย ๆ และได้มีโอกาสเฝ้าสังเกตพฤติกรรม และชีวิตประจำวันของชาวนาซึ่งกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เขาจากนั้นมาจนตลอดชีวิต หลังจากกลับมาเดนมาร์กในปี 1841 เขาเริ่มรังสรรค์งานที่เกี่ยวเนื่องกับชาวนาเดนนิสโดยใช้พื้นฐานที่เรียนมาจากอิตาลีก่อนจะเข้าร่วมกับกองทัพในปี 1848 ทหารที่ร่วมรบกับเขาในสงคราม Schleswig ครั้งที่หนึ่งรู้สึกประทับใจกับความเยือกเย็นของเขาในการวาดภาพขณะที่กระสุนกำลังปลิวว่อน ในสงคราม Schleswig ครั้งที่สองเขาก็เข้าร่วมกับกองทัพอีก แม้จะอายุมากถึง 63 ปีแล้วก็ตาม ในปี 1865 เขาได้รับรางวัล Anckerske Legat ที่แจกสำหรับศิลปิน นักเขียน และนักประพันธ์ และได้ทุนเดินทางกลับไปอิตาลี 1 ปี

ตัวอย่างงานของ Sonne ใน National Museum Stockholm คือ The Morning after the Battle of Isted 25 July 1850 ผลงานเช้าหลังวันสงครามที่ Isted นี้ไม่เหมือนภาพหลังสงครามทั่วไปที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ผู้ชมจะไม่เห็นคนเจ็บหรือตาย แต่กลับจะเห็น ภาพของทหารที่กำลังหลับไหลอย่างเป็นสุขที่งดงามราวภาพวาดของความรักชาติที่ได้รับแรงบันดาลใจจากทิวทัศน์ที่สวยงามของเดนมาร์ก ซ้ำยังได้รับการกระตุ้นอารมณ์ครื้นเครงได้ด้วยภาพการเฉลิมฉลองของชาวนาในฤดูเก็บเกี่ยวที่เห็นอยู่ไกล ๆ  Midsummer Eve เป็นภาพงานเฉลิมฉลอง St John’s Eve ซึ่งเป็นเรื่องราวที่นิยมนำมารังสรรค์งานจิตรกรรมในช่วง Danish Golden Age เขาบรรจงรังสรรค์ให้ภาพมีแสงที่สวยงามสะท้อนถึงอิสรภาพของชาวบ้านในชนบท Rural Scene เป็นภาพสังคมชนบทที่สดชื่น สนุกสนาน เต็มไปด้วยรอยยิ้ม แตกต่างจากความตึงเครียด เร่งเร้าของสังคมเมือง

นอกจากผลงานบนผืนผ้าใบแล้ว เขายังออกแบบกำแพงที่ Thorvaldsen Museum และภาพประกอบบทละคร Shakuntala ในทศวรรษสุดท้ายของชีวิต เขามีปัญหาเรื่องตาจนไม่สามารถจะรังสรรค์งานได้อีกต่อไป ความสามารถของเขาเป็นที่ประจักษ์จนเขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอัศวิน Knight of the Order of the Dannebrog ในปี 1852 ทั้งยังได้รับ Cross of Honor of the Dannebrog ในปี 1881 อีกต่างหากด้วย

สยามพิวรรธน์ เชิดชูพนักงานนักกีฬาผู้พิการอาเซียนพาราเกมส์ 2025 ตอกย้ำพันธกิจสนับสนุนความหลากหลาย เท่าเทียม เติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน

สยามพิวรรธน์ เชิดชูพนักงานนักกีฬาผู้พิการอาเซียนพาราเกมส์ 2025 ตอกย้ำพันธกิจสนับสนุนความหลากหลาย เท่าเทียม เติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน

สยามพิวรรธน์ เชิดชูพนักงานนักกีฬาผู้พิการอาเซียนพาราเกมส์ 2025 ตอกย้ำพันธกิจสนับสนุนความหลากหลาย เท่าเทียม เติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน

วันเสาร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ จัดงานต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่เพื่อเชิดชูและยกย่องนักกีฬาคนพิการ ซึ่งเป็นพนักงานของบริษัทฯ ที่เข้าร่วมการแข่งขันอาเซียนพาราเกมส์ 2025 ที่ผ่านมา โดยมีคณะผู้บริหารและพนักงานร่วมแสดงความยินดีกับนักกีฬาผู้พิการทั้ง 9 คน พร้อมกันนี้ ยังได้มอบเงินสนับสนุนเพื่อเป็นขวัญกำลังใจ และขอบคุณที่สร้างชื่อเสียงและความภาคภูมิใจให้กับคนไทยและประเทศชาติ สะท้อนพันธกิจองค์กรที่ส่งเสริมความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วมพร้อมเป็นแพลตฟอร์มแห่งโอกาสที่เปิดกว้าง เพื่อการเติบโตของทุกคนอย่างยั่งยืน

สยามพิวรรธน์ ได้จัดงานต้อนรับเพื่อเป็นการให้เกียรติและยกย่องถึงความมุ่งมั่นที่ได้เป็นตัวแทนในนามของคนไทย และสามารถคว้าชัยชนะในการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติด้วยความภาคภูมิ โดยมีคณะผู้บริหารและพนักงานของกลุ่มบริษัทฯ พร้อมด้วยลูกค้าและประชาชน ร่วมกันให้การต้อนรับขบวนนักกีฬาบริเวณชั้น 5 สยามพารากอน ระหว่างขบวนนักกีฬาเดินเข้าสู่พิธี ภายในพื้นที่ NEXTOPIA เมืองต้นแบบแห่งโลกอนาคต ซึ่งเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ใจกลางกรุงเทพมหานครที่นำเอาแนวคิดอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวลมาใช้ผสมผสานในการออกแบบครบทุกมิติ เพื่อให้ทุกคนได้ร่วมกันสัมผัสประสบการณ์ใหม่ของคอมมูนิตี้ที่พร้อมเปิดรับคนทุกเพศ ทุกวัย และทุกสภาพร่างกาย สามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวกและเป็นมิตร

ภายในงาน อัมพร โชติรัชสกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายสนับสนุนธุรกิจ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด ได้กล่าวว่า “ในนามของผู้บริหารและเพื่อนพนักงานทุกคน ขอแสดงความชื่นชมและขอบคุณจากใจจริงสำหรับความมุ่งมั่น ทุ่มเท และพลังใจอันยิ่งใหญ่ที่ได้แสดงออกผ่านผลงานอันยอดเยี่ยมบนเวทีระดับนานาชาติ เหรียญรางวัลที่ได้รับ ไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์แห่งชัยชนะ แต่คือบทพิสูจน์ของความพยายาม วินัย และความไม่ยอมแพ้ต่อทุกข้อจำกัด องค์กรสยามพิวรรธน์ เราเชื่อมั่นในพลังของ ‘คน’ และเชื่อว่าทุกคนสามารถก้าวข้ามทุกข้อจำกัด นับเป็นแบบอย่างของ DNA ชาวสยามพิวรรธน์อย่างชัดเจนในการทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ให้เป็นไปได้เสมอ นอกจากนี้การที่พวกเราได้ทุกคนได้มาร่วมกันแสดงความยินดี ณ ที่นี้ ยังเป็นการตอกย้ำเจตนารมณ์ของสยามพิวรรธน์ ในการเป็น ‘Workplace for All’ สถานที่ทำงานที่เปิดกว้างให้กับทุกคน เคารพในความหลากหลาย เท่าเทียม และสนับสนุนให้
ทุกคนได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ ไม่ว่าบทบาทใด หรือความแตกต่างแบบใด เรามุ่งมั่นสร้างองค์กรที่ทุกคนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง และเติบโตไปด้วยกัน”

ต่อจากนั้น แคโรไลน์ เซซิเลีย เมอร์ฟีย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายกลยุทธ์โครงการและพัฒนาธุรกิจ ได้มอบช่อดอกไม้ให้กับนักกีฬาคนพิการ ซึ่งเป็นพนักงานของกลุ่มบริษัทฯ ทั้ง 9 คน โดยมีคุณสุนีย์ภรณ์ ถนอมวงค์ ที่สามารถคว้าเหรียญทองได้มากที่สุดถึง 5 เหรียญจากการแข่งขันกรีฑา ขึ้นเวทีเพื่อเป็นตัวแทนนักกีฬาและกล่าวความรู้สึกว่า “ในฐานะพนักงานของสยามพิวรรธน์ ขอขอบคุณผู้บริหารและบริษัทฯ ที่เชื่อมั่นในพวกเราทุกคน พร้อมให้โอกาสและให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ในการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติทุกครั้ง พวกเรารู้สึกภาคภูมิใจและซาบซึ้งมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งขององค์กรที่ให้ความสำคัญกับความหลากหลายและความเท่าเทียม และที่สำคัญที่สุดคือ บริษัทฯ มองเห็นคุณค่าในตัวของพนักงานทุกคนอย่างแท้จริง”

ไอคอนสยามคว้า Best Brand Performance เวที Thailand Social Awards ครั้งที่ 14

ไอคอนสยามคว้า Best Brand Performance เวที Thailand Social Awards ครั้งที่ 14

ไอคอนสยามคว้า Best Brand Performance เวที Thailand Social Awards ครั้งที่ 14

วันเสาร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ประสบความสำเร็จต่อเนื่อง ไอคอนสยาม ครองตำแหน่งผู้นำด้านดิจิทัลคอนเทนต์และการสื่อสารออนไลน์ คว้ารางวัล Best Brand Performance on Social Media ในสาขากลุ่มธุรกิจศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้า (Shopping Center & Department Store) จากเวที Thailand Social Awards ครั้งที่ 14 สะท้อนถึงศักยภาพในการสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่โดดเด่น ครอบคลุม และสามารถเชื่อมโยงแบรนด์กับผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพบนทุกแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย โดยปีที่ผ่านมา สามารถสร้างยอด Reach ระดับปรากฏการณ์จากแคมเปญหลักและคอนเทนต์ต่างๆ ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคดิจิทัล ตอกย้ำบทบาทการเป็น Global Experiential Destination ที่ไม่เพียงเป็นจุดหมายปลายทางด้านไลฟ์สไตล์และการท่องเที่ยวระดับโลก แต่ยังสามารถสร้างคอมมูนิตี้บนโลกออนไลน์ได้อย่างแข็งแกร่ง

สุมา วงษ์พันธุ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด กล่าวว่า ตลอดปี 2568 ไอคอนสยามมีศักยภาพในการสื่อสารออนไลน์ที่โดดเด่น สามารถสร้างยอดการเข้าถึงคอนเทนต์รวมทั้งปีกว่ามากกว่า 300 ล้านครั้ง บนแพลตฟอร์มหลัก ทั้ง Facebook, Instagram, X และ TikTok พร้อมอัตราการเติบโตของผู้ติดตามเฉลี่ยสูงสุด 100% จากแคมเปญและคอนเทนต์ต่าง ๆ ซึ่งไม่เพียงสร้าง Engagement บนโลกออนไลน์ ยังสามารถเชื่อมโยงพลังโซเชียลมีเดียสู่ผลลัพธ์เชิงธุรกิจและทราฟฟิกจริงในศูนย์การค้าได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยแคมเปญใหญ่ปี 2568 ที่ได้รับการตอบรับสูง เช่น Amazing Thailand Countdown 2025 ซึ่งมีการอัปเดตแบบ Real-time บนโซเชียลมีเดีย ทำให้ไอคอนสยามติดเทรนด์ X อันดับ 1 ต่อเนื่องถึง 3 วันติดต่อกัน และสร้าง Community Engagement มากกว่า 60 ล้านครั้ง ส่งผลให้มีผู้เข้าร่วมงานบริเวณริมน้ำเจ้าพระยาอย่างเนืองแน่น และตลอดช่วงเทศกาลปีใหม่ไอคอนสยามมีทราฟฟิกเพิ่มขึ้นมาก รวมถึงงาน Thaiconic Songkran Celebration 2025 แคมเปญ Soft Power ที่ผสานวัฒนธรรมไทยกับไลฟ์สไตล์สากล ซึ่งสร้าง Viral Marketing บน Social Media มียอดวิวในช่วงงานสงกรานต์สูงถึง 165 ล้านวิว เฉพาะช่องทาง TikTok ส่งผลให้ทราฟฟิกช่วงสงกรานต์เติบโตจากปีก่อนหน้า พร้อมยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

“กลยุทธ์หลักในการสื่อสารออนไลน์ของไอคอนสยาม เน้นที่การสร้างประสบการณ์ผ่านคอนเทนต์ทุกรูปแบบ (Multi-format Content) ที่ตรงใจและสอดคล้องกับพฤติกรรมของลูกค้า เพื่อให้โลกออนไลน์และประสบการณ์จริงเชื่อมต่อกันอย่างไร้รอยต่อ โดยไม่ได้คาดหวังเพียงตัวเลขการเข้าถึงหรือยอดการมีส่วนร่วม แต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของคอนเทนต์และการสร้างประสบการณ์ที่มีความหมายให้กับผู้ติดตามทุกคน ซึ่งการคว้ารางวัล Best Brand Performance on Social Media จากเวที Thailand Social Awards ครั้งที่ 14 ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของทีมงานทุกคน เพราะสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจในการพัฒนาและยกระดับการสื่อสารของไอคอนสยามอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เราขอขอบคุณลูกค้าและแฟน ๆ ในคอมมูนิตี้ทุกกลุ่ม ที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในทุกเรื่องราวและแคมเปญของไอคอนสยามตลอดปีที่ผ่านมา” สุมา กล่าว

การคว้ารางวัล Best Brand Performance on Social Media ในสาขากลุ่มธุรกิจศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้า ของไอคอนสยามในปีนี้ ไม่เพียงเป็นเครื่องยืนยันถึงความสำเร็จด้านตัวเลขและการมีส่วนร่วมบนโลกออนไลน์ ยังสะท้อนถึงความสามารถในการสร้างบทสนทนา สร้างการมีส่วนร่วม และสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้บริโภคในยุคดิจิทัลได้อย่างทรงพลัง ตอกย้ำความมุ่งมั่นของไอคอนสยามในการพัฒนาแพลตฟอร์มการสื่อสารที่ทันสมัย มีคุณภาพ และสร้างคุณค่าให้แก่ทั้งพันธมิตรทางธุรกิจ แบรนด์ ร้านค้า ตลอดจนผู้ใช้บริการทั้งชาวไทยและนานาชาติ พร้อมเดินหน้าสร้างปรากฏการณ์ใหม่ ๆ บนโลกออนไลน์ควบคู่ไปกับการมอบประสบการณ์เหนือระดับในทุกมิติของไลฟ์สไตล์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพในการผสานครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์เพื่อสื่อสารแบรนด์อย่างทรงพลังในเชิง Soft Power จนสามารถสร้างการรับรู้ที่กว้างไกลทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

ความสำเร็จในครั้งนี้นับเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ผลักดันให้ไอคอนสยามมุ่งมั่นตั้งใจที่จะเดินหน้ามอบประสบการณ์เหนือระดับ และแตกต่างเกินความคาดหมายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ให้กับผู้ติดตามต่อไป  สามารถติดตามคอนเทนต์ต่าง ๆ จากไอคอนสยามได้ทาง  Website: www.iconsiam.com  / Facebook: ICONSIAM / Instagram: ICONSIAM  และX: ICONSIAM

BDE ผนึกกำลังพันธมิตร เปิดตัวแพลตฟอร์ม ‘BDE Learn to Earn’ เชื่อมการเรียนรู้กับรายได้

BDE ผนึกกำลังพันธมิตร เปิดตัวแพลตฟอร์ม ‘BDE Learn to Earn’ เชื่อมการเรียนรู้กับรายได้

BDE ผนึกกำลังพันธมิตร เปิดตัวแพลตฟอร์ม ‘BDE Learn to Earn’ เชื่อมการเรียนรู้กับรายได้

วันเสาร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดย สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE : National Board of Digital Economy and Society) จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวและพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) “โครงการพัฒนาแพลตฟอร์มภาครัฐเพื่อรองรับการพัฒนาทักษะดิจิทัล เรียนรู้ มีรายได้ เรียนรู้ง่ายตลอดชีวิต หรือ BDE Learn to Earn” ณ ห้องประชุม Asawin Ballroom A โรงแรม Asawin Grand Convention กรุงเทพฯ

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเปิดพร้อมด้วย นางสาวพลอยรวี เกริกพันธ์กุล ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนดิจิทัลเพื่อสังคมกล่าวรายงานวัตถุประสงค์และแนวทางดำเนินโครงการ

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติกล่าวถึงวัตถุประสงค์ของโครงการ “BDE Learn to Earn” คือการพัฒนา แพลตฟอร์มกลางของรัฐ มุ่งเชื่อมโยงข้อมูลการเรียนรู้การรับรองสมรรถนะ และการจ้างงานไว้ในระบบเดียว แก้ปัญหา pain point เรื่องข้อมูลและการแลกเปลี่ยนข้อมูล ด้านการศึกษาการฝึกอบรม การรับรองสมรรถนะ และตลาดแรงงาน ที่ปัจจุบันยังขาดการเชื่อมโยง ข้อมูกระจัดกระจาย ข้อมูลไม่น่าเชื่อถือหรือข้อมูลขาดความถูกต้อง เป็นต้น ส่งผลให้การกำหนดนโยบาย การพัฒนาหลักสูตรและการจัดสรรทรัพยากรไม่สอดคล้องกับความต้องการอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง                               
“แพลตฟอร์มนี้ ถูกออกแบบในลักษณะ Single Platform ที่บูรณาการข้อมูลจากหลายภาคส่วนเข้าสู่ระบบเดียวเพื่อสร้าง “Digital Workforce Ecosystem” ของประเทศ โดยมีจุดเด่นสำคัญคือ เรียนจบได้ Certificate และระบบจะนำข้อมูลไปร่วมกับ Resume ของผู้เรียนที่ใส่ไว้สร้างเป็น Portfolio ให้อัตโนมัติ จากนั้น AIจะวิเคราะห์ทักษะที่มีจับคู่งานที่เหมาะสมในแพลตฟอร์มให้อีกด้วย”

BDE Learn to Earn ทำงานไม่ซ้ำซ้อนกับแพลตฟอร์มอื่นๆ ที่มีอยู่ ณ ขณะนี้และทุกแพลตฟอร์มสามารถเข้ามาร่วมกับทาง BDE Learn to Earn ได้ผ่านการเชื่อมโยงฐานข้อมูลสร้างให้เกิดฐานข้อมูลกลางที่เชื่อมโยงทักษะการอบรมของผู้เรียน

เพื่อให้ประเทศไทยสามารถยกระดับกำลังคนได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
สำหรับแพลตฟอร์ม BDE Learn to Earn เป็นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัยมาใช้ในโครงสร้าง ได้แก่ 1) Blockchain สำหรับจัดเก็บใบรับรอง สมรรถนะ และข้อมูลการเรียนรู้แบบตรวจสอบย้อนกลับได้ ลดความเสี่ยงการปลอมแปลง 2) Artificial Intelligence (AI Job Matching) วิเคราะห์ทักษะที่ได้รับจากการเรียนในโครงการและ Resume สร้างเป็น e-Portfolio และนำไปเทียบกับความต้องการของตลาดแรงงาน เพื่อเสนอโอกาสงานอย่างเป็นระบบ 3) Data Exchange Gateway เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา และ 4) Cloud Service มาตรฐานสากลเพื่อรองรับการแลกเปลี่ยนและเชื่อมโยงข้อมูลอย่างปลอดภัย ครอบคลุมทั้ง Infrastructure, Software และ Platform as a Service

ทั้งนี้ โครงการมีเป้าหมายเชิงรูปธรรมที่ชัดเจนและวัดผลได้ ได้แก่ 1) จัดทำระบบ Credit Bank เรียนรู้สะสมได้ตลอดชีวิต เพื่อสะสมหน่วยการเรียนรู้และสมรรถนะ หนึ่งในกลไกสำคัญของโครงการ คือ ระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนสะสมหน่วยการเรียนรู้และสมรรถนะจากหลากหลายแหล่งทั้งจากสถาบันอาชีวศึกษา มหาวิทยาลัย และสถาบันเอกชน โดยระบบนี้ จะช่วยให้การเรียนรู้ไม่สะดุด สามารถเทียบโอนและต่อยอดได้ตลอดช่วงชีวิตการทำงาน สอดคล้องกับแนวคิด Lifelong Learning และการพัฒนาทักษะใหม่ (Upskill/Reskill) ในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เชื่อมโยงกับสถาบันการศึกษาและอาชีวศึกษาอย่างน้อย 7 แห่ง ครอบคลุมกว่า 1,000 หลักสูตร 2) จัดอบรมประชาชนอย่างน้อย 50,000 คน ผ่าน 200 หลักสูตรทั้งในและต่างประเทศ โดยมีผู้ผ่านเกณฑ์รับประกาศนียบัตรไม่น้อยกว่า 2,500 คน 3) จับคู่ตำแหน่งงานด้านดิจิทัลไม่น้อยกว่า 1,000 ตำแหน่งเพื่อเชื่อมโยงแรงงานเข้าสู่อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง และ 4) ส่งเสริมการสร้างองค์ความรู้และเนื้อหาเชิงอัตลักษณ์ชุมชน ผ่านเครือข่ายศูนย์ดิจิทัลชุมชนกว่า 2,222 แห่ง
เพื่อสร้างคุณค่าเชิงวัฒนธรรมควบคู่กับการพัฒนาทักษะดิจิทัล

นอกจากนั้น ความร่วมมือ 3 ภาคส่วนจากพิธีลงนาม MOU ในครั้งนี้ ยังเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนประเทศ
ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษาเพื่อบูรณาการข้อมูล หลักสูตร
และความต้องการแรงงานเข้าสู่ระบบเดียว ลดความซ้ำซ้อน และสร้างระบบนิเวศแรงงานดิจิทัลที่เข้มแข็ง
โดยแพลตฟอร์มนี้จะเปิดให้ประชาชนทั่วไป เริ่มใช้งานได้ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2569

ซีพีแรม เปิดครัว CPRAM FOOD STATION ส่งต่อแนวคิดลด Food Waste และโภชนาการที่ยั่งยืน

ซีพีแรม เปิดครัว CPRAM FOOD STATION ส่งต่อแนวคิดลด Food Waste และโภชนาการที่ยั่งยืน

ซีพีแรม เปิดครัว CPRAM FOOD STATION ส่งต่อแนวคิดลด Food Waste และโภชนาการที่ยั่งยืน

วันเสาร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เมื่อความหวานผสานแนวคิดรักษ์โลก! บริษัท ซีพีแรม จำกัด (CPRAM) ผู้นำอุตสาหกรรมอาหารพร้อมรับประทาน จัดกิจกรรมเวิร์กช็อปสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “CPRAM FOOD STATION” เดือนแห่งความรัก ชวนพระเอกหนุ่มหล่อดาวรุ่ง “สมิธ ภาสวิชญ์” โชว์ฝีมือการรังสรรค์เมนูสุดคิวต์ร่วมกับสมาชิกแฟนเพจซีพีแรม พร้อมสอดแทรกแนวคิดการบริโภคอย่างยั่งยืน ลด Food Waste อันเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อน “สังคมไทยไร้ FOOD WASTE” ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความสนุกสนานและอบอุ่น โดย หนุ่มสมิธ สลัดภาพพระเอกชื่อดัง คาดผ้ากันเปื้อนสวมบทเชฟร่วมทำเมนูสุดคิวต์ “Strawberry Mousse Cake” เลอเชอรีน ภายใต้แบรนด์ซีพีแรม ให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรมอย่างเป็นกันเอง งานนี้ฟินกันถ้วนหน้า เพราะนอกจากทุกคนจะได้เค้กแสนอร่อยติดมือกลับบ้าน ยังได้สัมผัสพลังบวกจากการร่วมกิจกรรมรักษ์โลก และเรียนรู้แนวทางการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ผ่านการนำผลิตภัณฑ์อาหารมาประยุกต์เป็นวัตถุดิบในการรังสรรค์เมนูใหม่ เพื่อช่วยลดปริมาณความสูญเปล่าทางอาหาร (Food Waste) และส่งเสริมการบริโภคอย่างยั่งยืน

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ซีพีแรมเดินหน้าขับเคลื่อน “สังคมไทยไร้ Food Waste” มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความตระหนักในการลดความสูญเปล่าทางอาหาร (Food Waste) พร้อมสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมให้เกิดขึ้นในสังคม เพื่อการอยู่ร่วมกันในโลกใบนี้อย่างสมดุลและยั่งยืน

“เลอเชอรีน” พร้อมเสิร์ฟแล้วที่ C.P. Tower 1 (สีลม) ชั้น G, เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ชั้น G หน้าท็อปส์ ฟู้ดฮอลล์ และร้าน Fudidi พลัมคอนโด แจ้งวัฒนะ หรือสามารถสั่งได้ผ่านแอป Food Delivery ได้แก่ Grab Food, LINE MAN และ ShopeeFood

บทสรุป BKKDW2026 จุดพลังดีไซน์ไทย ขับเคลื่อนกรุงเทพฯสู่ Creative Hub of Asia

บทสรุป BKKDW2026 จุดพลังดีไซน์ไทย ขับเคลื่อนกรุงเทพฯสู่ Creative Hub of Asia

บทสรุป BKKDW2026 จุดพลังดีไซน์ไทย ขับเคลื่อนกรุงเทพฯสู่ Creative Hub of Asia

วันเสาร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2569 หรือ Bangkok Design Week 2026 (BKKDW2026) ภายใต้ธีม “DESIGN S/O/S” จัดโดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ร่วมกับกรุงเทพมหานคร เครือข่ายนักสร้างสรรค์ และพันธมิตรจากภาครัฐและเอกชน ปิดฉากลงอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ในฐานะเวทีที่ขับเคลื่อนกรุงเทพฯ สู่ “Creative Hub of Asia” ส่งออก “Power of Thai Design” ให้เป็นพลังใหม่ของเศรษฐกิจไทย

Beyond the Festival: เทศกาลสร้างสรรค์ที่ท้าทายเวทีโลก

ดร. ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวถึงพัฒนาการที่น่าสนใจของเทศกาลฯ ว่า Bangkok Design Week ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นเวทีแสดงศักยภาพของเหล่านักสร้างสรรค์จากหลากหลายสาขา ควบคู่ไปกับการเป็นเวทีแสดงศักยภาพของพื้นที่สร้างสรรค์ต่าง ๆ ทั่วกรุงเทพฯ เทศกาลฯ มีความสำคัญในการสร้างการรับรู้ใหม่ๆ ให้กับเมือง ซึ่งสามารถกระตุ้นและดึงดูดการลงทุน ตลอดจนการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์เข้ามา ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด คงหนีไม่พ้น “ย่านเจริญกรุง – ตลาดน้อย” ย่านต้นแบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นหนึ่งในย่านหลักของการจัดเทศกาลฯ และเป็นที่ตั้งของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ TCDC กรุงเทพฯ จากเดิมที่ย่านเคยมีอาคารร้างกว่า 134 แห่ง ปัจจุบันลดเหลือเพียง 24 แห่ง พื้นที่ว่างนับร้อยถูกปลุกให้ฟื้นขึ้นด้วยธุรกิจใหม่ๆ ทั้งคาเฟ่แกลเลอรี และโฮสเทล หลังจากผู้ประกอบการเห็นถึงศักยภาพของพื้นที่จากช่วงเทศกาลฯ สิ่งเหล่านี้คือร่องรอยความสำเร็จที่ยืนยันได้ว่าเทศกาลงานออกแบบสามารถพลิกย่านที่เงียบเหงาสู่ย่านเศรษฐกิจใหม่ๆ ได้ และ CEA จะยังคงใช้งานออกแบบเป็นเครื่องมือยกระดับเศรษฐกิจในย่านหรือพื้นที่อื่นๆ อย่างต่อเนื่องทุกปี

Bangkok Design Week 2026 ยังคงมีอีกหนึ่งความร่วมมือสำคัญ นั่นคือ โครงการพัฒนาย่านหนังสือกรุงเทพฯ หรือ Bangkok Book District เป็นครั้งแรก บนถนนสายประวัติศาสตร์หนังสือบริเวณย่านผ่านฟ้า – วังบูรพา – เฟื่องนคร – นครเขษม ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง CEA กรุงเทพมหานคร OKMD ผู้ประกอบการร้านหนังสืออิสระ และผู้ที่ทำงานในอุตสาหกรรมหนังสือ โดยมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นและส่งเสริมพื้นที่เมืองผ่านธุรกิจในพื้นที่ ตลอดจนส่งเสริมร้านหนังสืออิสระ เพื่อให้หนังสือเป็นสะพานเชื่อมธุรกิจร้านหนังสือ ผู้ผลิตและพื้นที่ สู่การเป็นต้นแบบ “ย่านหนังสือ” ของเมือง

ความสำเร็จของเทศกาลฯ ในปีที่ 9 นี้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของก้าวต่อไปที่จะต้องเดินหน้าต่อได้ไกลยิ่งขึ้น Bangkok Design Week ได้ปักธงการขับเคลื่อนกรุงเทพฯ สู่การเป็น Creative Hub of Asia โดยมีนักสร้างสรรค์จากทั่วประเทศไทยและต่างประเทศเข้าร่วมกว่า 17 ประเทศ  ทำให้กรุงเทพฯ กลายเป็น “จุดหมายปลายทางสำคัญ” ที่ดึงดูดทั้งเม็ดเงิน นักท่องเที่ยว นักลงทุน และนักสร้างสรรค์ ให้ไหลเวียนเข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างไม่ขาดสาย สำหรับเป้าหมายต่อไปในการก้าวสู่ปีที่ 10 คือการยกระดับมาตรฐานของ Bangkok Design Week ไปสู่นานาชาติมากขึ้น มุ่งสู่การเป็น Creative Hub of Asia อย่างเต็มรูปแบบ โดยมี Milan Design Week ของอิตาลี เป็นโมเดลสำคัญในการยกระดับเทศกาลฯ ต่อไปในอนาคต

Made in Bangpho: โมเดลธุรกิจฟื้น “ลมหายใจ” ถนนสายไม้

หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนแนวคิด “DESIGN S/O/S” ได้อย่างเป็นรูปธรรม คือ “ย่านบางโพ” หรือที่รู้จักในชื่อ ชุมชนประชานฤมิตร ถนนสายไม้ดั้งเดิมของกรุงเทพฯ ซึ่งปัจจุบันกำลังเผชิญความท้าทายจากการแข่งขันของเฟอร์นิเจอร์นำเข้าราคาถูกและการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมของผู้บริโภคที่นิยมซื้อใหม่มากกว่าการซ่อม ปีนี้ Primary Workshop บริษัทสถาปัตยกรรม และเครือข่ายผู้ประกอบการในชุมชน ได้ร่วมกันจัดนิทรรศการ “Made in Bangpho: จากขี้เลื่อยสู่ทองคำ” ที่นำเสนอโมเดลธุรกิจใหม่ด้วยการต่อยอดผลงานจาก “วัสดุเหลือใช้จากชุมชน” ที่เป็นต้นทุนของผู้ประกอบการในพื้นที่ โดยร่วมกับ Wastematters สตูดิโอวิจัยด้านวัสดุเพื่อสิ่งแวดล้อม และ Sun and Moon Bangkok สตูดิโอโปรดักชันร่วมสมัย ใช้เศษขี้เลื่อยมาผสมกับเศษอาหาร เช่น เปลือกไข่และเปลือกกุ้ง พัฒนาเป็นต้นแบบวัสดุกรุผิวชีวภาพชื่อ “Sawdust Pavilion” ที่ช่วยลดภาระต้นทุนด้านการจัดการวัสดุเหลือใช้ ทั้งยังเปิดโอกาสการสร้างรายได้รูปแบบใหม่ให้ผู้ประกอบการในย่านนำไปใช้งานได้จริง และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ

ตัวแทนจาก Primary Workshop ในฐานะผู้ขับเคลื่อนโครงการ กล่าวถึงผลลัพธ์ที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ช่วงเวลาการจัดเทศกาลฯ ว่า “วันนี้คำถามไม่ได้อยู่ที่ว่าช่างไม้บางโพมีศักยภาพมากเพียงใด แต่อยู่ที่ว่าเราจะพาธุรกิจชุมชน ‘รอด’ ในกระแสโลกที่เปลี่ยนไปได้อย่างไร นิทรรศการนี้จึงไม่ใช่แค่โชว์ผลงานจัดแสดง แต่คือการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับคำว่า Made in Bangpho โดยเรากำลังสร้าง Brand Identity ของย่านที่ไม่ได้ขายแค่ไม้ แต่ขาย ‘เศรษฐกิจหมุนเวียน’ ที่จับต้องได้จริง โดยผสานจุดแข็งดั้งเดิมด้านงานไม้ ทั้งงานฝีมือ การซ่อมแซม และบริการหลังการขาย ซึ่งเป็นสิ่งที่เฟอร์นิเจอร์นำเข้าไม่สามารถทดแทนได้ นี่จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้ผู้ประกอบการในบางโพแข่งขันได้ในตลาดยุคใหม่ และรักษาลมหายใจของชุมชนไว้ได้ต่อไป” สิ่งที่ชุมชนบางโพจะได้กลับไปจึงไม่ใช่แค่ยอดขายระยะสั้น แต่คือ “แบรนดิ้งของชุมชน” ที่แข็งแกร่งขึ้น พร้อมด้วยองค์ความรู้ใหม่ในการจัดการวัสดุเหลือใช้ ซึ่งเป็นแต้มต่อสำคัญในการทำธุรกิจยุคใหม่ที่โลกกำลังมองหาความยั่งยืน”

D/Objects: “ดีไซน์แฟร์” สู่แพลตฟอร์มส่งออกดีไซน์ไทยในเวทีโลก

ทางด้านธุรกิจและตลาดโลก D/Objects ภายใต้ Thailand Creative House ของ CEA เป็นอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงาน โดยเป็นความร่วมมือระหว่าง CEA และสมาคมผู้ผลิตผลิตภัณฑ์แนวดีไซน์ (Design & Objects Association) สู่การเป็นงานแฟร์ด้านดีไซน์ในรูปแบบ Global Sourcing Hub แพลตฟอร์มเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับตลาดสากลสำหรับสินค้าออกแบบ โดยคัดเลือกแบรนด์ไทยกว่า 60 แบรนด์ ที่มีศักยภาพด้านการผลิต การออกแบบ และการต่อยอดเชิงธุรกิจ มานำเสนอภายใต้แนวคิด “Reinvent the Origin” หรือ “การชุบชีวิตต้นกำเนิด” ด้วยการนำรากเหง้า วัตถุดิบ และบริบทดั้งเดิมของไทย มาตีความใหม่ด้วยความคิดสร้างสรรค์ เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์วิถีชีวิตร่วมสมัยของคนเอเชียและยุโรปในยุคปัจจุบัน

อมรเทพ คัชชานนท์ นายกสมาคมผู้ผลิตผลิตภัณฑ์แนวดีไซน์ (Design & Objects Association) ได้ฉายภาพให้เห็นถึงความจำเป็นของการมีแพลตฟอร์มรูปแบบนี้ว่า “ที่ผ่านมา เรามักเจอปัญหาว่างานแฟร์ทั่วไปไม่สามารถตอบโจทย์การสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ไทยในตลาดโลกได้อย่างแท้จริง การเกิดขึ้นของ D/Objects ใน Bangkok Design Week 2026 จึงเป็น Game Changer สำคัญ โดยเป็นการคัดเลือกแบรนด์ไทยที่มีศักยภาพเข้าสู่กระบวนการแลกเปลี่ยนอย่างรอบด้าน ตั้งแต่กระบวนการผลิต การวิเคราะห์ ไปจนถึงการแก้ไขโจทย์ทางธุรกิจเพื่อยกระดับขีดความสามารถในระดับสากล

D/Objects คือการปูทางให้แบรนด์เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านสัญชาติไทย ก้าวข้ามจากการเป็นผู้รับจ้างผลิต (OEM) หรือผู้ขายรายย่อย สู่การเป็นแบรนด์ระดับสากลที่มีเอกลักษณ์และเติบโตอย่างสง่างามในระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ข้ามพรมแดน

ทั้งหมดนี้คือบทสรุปของ Bangkok Design Week 2026 ที่ได้ให้คำตอบอย่างชัดเจนว่า “การออกแบบทำอะไรได้บ้าง” ต่อ “คน ธุรกิจ และเมือง” ปรับตัว เติบโต และรับมือกับความท้าทายของโลก พร้อมก้าวสู่ปีที่ 10 “Bangkok Design Week 2027”

ติดตามรายละเอียดและความเคลื่อนไหวได้ที่ Website: www.bangkokdesignweek.com / Facebook/Instagram: bangkokdesignweek / X: @BKKDesignWeek / Line: @bangkokdesignweek

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ คนพายเรือเจอนักคอมพิวเตอร์

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ คนพายเรือเจอนักคอมพิวเตอร์

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ คนพายเรือเจอนักคอมพิวเตอร์

วันเสาร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                     กาลครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ มีนักคอมพิวเตอร์หนุ่มนักเรียนนอก ท่าทางภูมิฐาน เดินทางไปในชนบทที่ห่างไกล     ในมือของเขาถือสมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุด ระหว่างทางต้องข้ามแม่น้ำ เชี่ยวกราก อันกว้างใหญ่  ที่ไม่มีสะพาน จึงต้องเรียกใช้บริการเรือพายรับจ้างของตาแก่คนหนึ่ง

                    ขณะที่เรือพายกำลังลอยลำอยู่กลางน้ำ นักคอมพิวเตอร์ชวนลุงพายเรือคุยอวดภูมิปัญญาของตน  และมองว่าคนพายเรือไม่รู้จักเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า

                    นักคอมพิวเตอร์: “ลุงครับ ลุงใช้คอมพิวเตอร์เป็นไหม? รู้จัก Ai หรือโปรแกรมเขียนโค้ดบ้างหรือเปล่า?”

                    คนพายเรือ: (ยิ้มกว้างเห็นฟันหลอ) “โอ๊ย… ลุงใช้ไม่เป็นหรอก  คอมพิวเตอร์อะไรนั่นน่ะ ลุงรู้จักแต่ไม้พายกับใบบัว”

                   นักคอมพิวเตอร์: (ส่ายหน้า) “โธ่ลุง! ถ้างั้นชีวิตของลุงเสียไปครึ่งหนึ่ง ห้าสิบเปอร์เซ็นต์ แล้วนะเนี่ย     รู้ไหมว่าโลกสมัยนี้เขาไปถึงไหนกันแล้ว!”

                   ลุงพายเรือพยักหน้าตาม   แล้วถามด้วยความสงสัย:

                   คนพายเรือ: “ที่หมู่บ้านของลุงเนี่ย ไฟฟ้าก็ไม่มี สัญญาณเน็ตก็เข้าไม่ถึง แล้วไอ้เครื่องคอมพิวเตอร์ จะใช้ได้ยังไงล่ะ?”

                  นักคอมพิวเตอร์:  “สบายมากครับลุง ผมมีแผงโซลาร์เซลล์พกพาผลิตไฟจากแดดร้อนๆ นี่แหละ แถมยังมีเครื่องรับสัญญาณดาวเทียมจากสเปซเอกซ์ (SpaceX) ของอีลอน มัสค์  ไม่ว่าจะอยู่กลางป่าหรือกลางน้ำ ผมก็ต่ออินเทอร์เน็ตได้ทั่วโลก!”

                  ลุงพายเรือมองก้อนเมฆสีดำที่ฝนเริ่มตั้งเค้า  แล้วถามต่อ:

                 คนพายเรือ: “ถ้าฝนตกหนักจนเครื่องมันเปียก หรือถ้ามันลื่นหลุดมือตกน้ำไปล่ะ?”

                 นักคอมพิวเตอร์: ตอบอย่างมั่นใจว่า “เครื่องของผมห่อถุงพลาสติกกันน้ำไว้อย่างดี แถมรุ่นนี้เขามีมาตรฐานกันน้ำลึก 50 เมตรครับลุง ไม่ต้องห่วง!”

                 คนพายเรือ: “… แล้วถ้าพวกสแกมเมอร์ หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่เขาว่ากันว่าเก่งนักเก่งหนา โทรมาหลอกลวงล่ะ จะป้องกันยังไง?”

                 นักคอมพิวเตอร์: “เรื่องพื้นฐานครับลุง! ผมไม่รับเบอร์แปลกเด็ดขาด และที่สำคัญผมใช้หลัก ‘กาลามสูตร’ ของพระพุทธเจ้า ไม่ปลงเชื่ออะไรง่ายๆ จนกว่าจะพิจารณาและพิสูจน์ด้วยเหตุและผล    ใครจะมาหลอกต้มตุ๋นไม่ได้หรอกครับ”

                 ทันใดนั้นเอง!   เกิดพายุลมแรง  มีคลื่นใหญ่และกระแสน้ำวนเบื้องล่าง ทำให้เรือพุ่งชนก้อนหินอย่างจัง “โครมมม!” น้ำไหลทะลักเข้าอย่างรวดเร็ว เรือเริ่มจมดิ่งลงสู่ก้นแม่น้ำ

                  ลุงพายเรือเตรียมตัวโดดน้ำ แล้วถามคำถามสุดท้ายด้วยเสียงอันดัง:

                  ” ในเครื่องสเปซเอกซ์หรือตำรากาลามสูตรน่ะ มีบทไหนสอนวิธีว่ายน้ำ ตอนเรือล่มบ้างไหม?”

                  นักคอมพิวเตอร์หนุ่มหน้าซีดเผือดเหมือนกระดาษ โทรศัพท์มือถือหลุดมือจมน้ำหายไป เขาตัวสั่นเทา ร้องไห้โฮออกมาด้วยความกลัวแล้วตะโกนสุดเสียงว่า:

                  “ช่วยด้วยยยย! ลุงช่วยผมด้วย! ผมว่ายน้ำไม่เป็น!”

                  ลุงตอบทันทีว่า   “ถ้าเช่นนั้น  ชีวิตของท่านก็คงจะหายไปทั้งหมด ร้อยเปอร์เซ็นต์  ถ้าไม่มีใครมาช่วยชีวิตไว้”

                  คนพายเรือคว้าคอเสื้อนักคอมพิวเตอร์ แล้วพาส่งฝั่งได้อย่างปลอดภัย  แล้วบอกนักคอมพิวเตอร์ว่า   คนเรานั้นต้องให้รู้จักให้เกียรติผู้อื่น ไม่ว่าเขาจะมีความรู้ในด้านที่เราถนัดหรือไม่ก็ตาม   การละเลยความอ่อนน้อมถ่อมตน  (ไม่มีอปจายนมัย) ตามบุญกิริยาวัตถุ 10  ด้วยการใช้วาจาโอ้อวดและเหยียดหยามความสามารถของคนอื่นนั้นจะนำอันตรายมาสู่ตน

                  นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า:”ความรู้ทางเทคโนโลยีช่วยให้ชีวิตสะดวกสบาย แต่ความรู้พื้นฐานในการเอาชีวิตรอด คือหลักประกันที่สำคัญที่สุดของชีวิต  อย่าเป็นคนมีความรู้ท่วมหัวแต่เอาตัวไม่รอด”

                 เรียบเรียง  จากนิทานเปอร์เชีย โบราณอายุ 700 ปี จากคัมภีร  Masnavi เรื่องคนคงแก่เรียนกับคนพายเรือ  “The Grammarian and the Boatman” แต่งโดย รูมิ Rumi  ซึ่งเป็นเรื่องที่ใช้เปรียบเทียบระหว่าง “ความรู้ทางทฤษฎีหรือสติปัญญา” (Logic/Grammar) กับ “ความรู้ทางปฏิบัติ” (Practical Skill)  

อาทร  จันทวิมล