‘มกอช.’ร่วมสังเกตการณ์ประชุม’APFRAS 2024’ กรุงโซล เตรียมร่วมเป็นสมาชิก

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805191

'มกอช.'ร่วมสังเกตการณ์ประชุม'APFRAS 2024' กรุงโซล เตรียมร่วมเป็นสมาชิก

‘มกอช.’ร่วมสังเกตการณ์ประชุม’APFRAS 2024’ กรุงโซล เตรียมร่วมเป็นสมาชิก

วันศุกร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 11.25 น.

‘มกอช.’ร่วมสังเกตการณ์ประชุม’APFRAS 2024’ ณ กรุงโซล เตรียมพิจารณาเข้าร่วมเป็นสมาชิก พร้อมถกอธิบดี’Singapore Food Agency’เกี่ยวกับกฎระเบียบอาหารที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเซลล์ และจัดทำแนวทางกลางประเมินความปลอดภัยภายใต้ Codex รับการเติบโตภาคอุตสาหกรรมโปรตีนทางเลือก  

เมื่อเร็วๆ นี้ น.ส.ปรียานุช ทิพยะวัฒน์ รองเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า มกอช. โดยคณะผู้แทนกองนโยบายมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้เข้าร่วมการประชุมผู้นำกลุ่มหน่วยงานกฎระเบียบอาหารเอเชีย-แปซิฟิก 2024 Asia – Pacific Food Regulatory Authority Summit 2024 : APFRAS 2024) โดยมีนายฮัน ด็อก ซู นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐเกาหลี เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุม ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี ระหว่างวันที่ 13-14 พฤษภาคม 2567 ที่ผ่านมา ซึ่ง APFRAS เป็นกรอบความร่วมมือระหว่างหน่วยงานกำกับดูแลกฎระเบียบอาหาร ที่ก่อตั้งในปี 2566 เพื่อร่วมเป็นผู้นำในการกำหนดแนวทางการพัฒนาระบบกำกับดูแลด้านความปลอดภัยอาหารที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายด้านอาหาร เพื่อปกป้องผู้บริโภคและสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ที่ยืดหยุ่นและยั่งยืน

ทั้งนี้ APFRAS มีสาธารณรัฐเกาหลีเป็นแกนนำ ปัจจุบันมีประเทศสมาชิก 8 ประเทศ ได้แก่ สาธารณรัฐเกาหลี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ จีน ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม อินโดนิเซีย รวมถึงมีหน่วยงานนานาชาติซึ่งเป็นผู้สังเกตการณ์ถาวร ได้แก่ องค์การอนามัยโลก (WHO) องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) สำหรับประเทศไทย ชิลี และมาเลเซีย ได้รับเชิญเข้าร่วมในฐานะประเทศผู้สังเกตการณ์ในการประชุม

อย่างไรก็ตาม การประชุมครั้งนี้ ผู้นำของแต่ละประเทศและองค์กรที่เข้าร่วม ได้ร่วมแสดงวิสัยทัศน์และความคิดเห็นต่อสถานการณ์และแนวโน้มของกฎระเบียบอาหารในปัจจุบัน ที่มีความท้าทายทั้งด้านการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ การมุ่งสู่ความยั่งยืน การใช้เทคโนโลยีดิจิตัล และกระบวนการผลิตใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ กระทรวงความปลอดภัยอาหารและยาสาธารณรัฐเกาหลีและผู้แทนภาคอุตสาหกรรมได้นำเสนอการใช้เทคโนโลยีดิจิตัลและ AI เพื่อควบคุมความปลอดภัยอาหาร อาทิ การตรวจทางไกล (Remote inspection) การใช้เทคโนโลยีควบคุมจุดวิกฤติในกระบวนการผลิตอาหาร (Smart HACCP) การคัดกรองสินค้านำเข้าด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (SAFE-i24) การใช้ QR code เพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมและตรวจสอบการเรียกคืนอาหาร (Food QR) เป็นต้น

โดยในห้วงการประชุมดังกล่าว ประเทศไทยได้ร่วมหารือและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับ นางสาวแทน ลี คิม อธิบดีหน่วยงาน Singapore Food Agency เกี่ยวกับกฎระเบียบของอาหารที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเซลล์ (Cell-based food) รวมถึงโอกาสและความเป็นไปได้ในการจัดทำแนวทางกลางสำหรับการประเมินความปลอดภัยภายใต้ Codex รองรับการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมโปรตีนทางเลือกในอนาคต ที่ต้องอยู่บนพื้นฐานความปลอดภัยของสุขภาพผู้บริโภคเป็นสำคัญ 

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้มีการหารือเกี่ยวกับผลการดำเนินการของ APFRAS ในปีที่ผ่านมา และแผนการดำเนินงานต่อไป โดยภารกิจสำคัญในช่วงแรก APFRAS มีแผนจะเปิดตัวฐานข้อมูลกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับอาหาร (APFRAS Food Regulation Database)ให้ภาคอุตสาหกรรมและประชาชนที่สนใจได้ใช้อย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคม 2567 เพื่ออำนวยสะดวกทางการค้า 

นอกจากนี้ ที่ประชุมรับทราบผลการดำเนินงานของคณะทำงาน 3 คณะภายใต้ APFRAS ได้แก่ คณะทำงานด้านกฎระเบียบอาหาร ได้จัดทำรายงานการศึกษาสภาวะแวดล้อมของกฎระเบียบอาหาร (Food Regulatory Environment Analysis) ประจำปี 2566 ซึ่งรวบรวมผลการศึกษาเกี่ยวกับกระแสการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ อาทิ ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) หลักสุขภาพหนึ่งเดียง (One-Health Approach) คณะทำงานด้านดิจิตอล ที่ได้จัดสัมนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์และองค์ความรู้เชิงลึกในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อความปลอดภัยอาหารร่วมกัน และคณะทำงานด้านสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีใหม่ ได้มีการจัดการประชุมโต๊ะกลมและสัมมนา ด้านอาหารที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเซล (Cell-based food) การใช้ภาชนะจากวัตถุดิบรีไซเคิล และการประเมินความเสี่ยงภาชนะและอุปกรณ์อาหารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีแผน จะขยายขอบเขตไปยังกลุ่มโปรตีนทางเลือกจากแมลง

“ปัจจุบัน ประเทศไทยอยู่ระหว่างการพิจารณาเข้าร่วมเป็นสมาชิกของกรอบความร่วมมือดังกล่าว ซึ่ง มกอช. จะหารือร่วมกับ อย. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป ทั้งนี้ การเข้าร่วมเป็นสมาชิก APFRAS เป็นโอกาสสำหรับประเทศไทยในร่วมทำงานเชิงรุก กำหนดนโยบายและแนวทางการพัฒนาระบบการกำกับดูแลความปลอดภัยอาหารที่ยืดหยุ่นและทันสมัยที่สอดรับกับบริบทการเกษตรของไทย ตลอดจนสร้างความร่วมมือเพื่อส่งเสริมการส่งออก รวมถึงผลักดันประเด็นด้านการเกษตรและอาหารที่สำคัญของไทยผ่านความร่วมมือกับคู่ค้า อย่างไรก็ดี APFRAS มีกำหนดจัดปีละ 1 ครั้ง การประชุมครั้งถัดไปจะจัดขึ้นในปี 2568 ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี” รองเลขาธิการ มกอช. กล่าว

‘เกษตรฯ’ปลดล็อกไฟเขียวนำเข้า‘โคเนื้อ-กระบือ’จากเมียนมา ย้ำต้องขึ้นทะเบียนชัดเจน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805172

‘เกษตรฯ’ปลดล็อกไฟเขียวนำเข้า‘โคเนื้อ-กระบือ’จากเมียนมา ย้ำต้องขึ้นทะเบียนชัดเจน

‘เกษตรฯ’ปลดล็อกไฟเขียวนำเข้า‘โคเนื้อ-กระบือ’จากเมียนมา ย้ำต้องขึ้นทะเบียนชัดเจน

วันศุกร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 08.34 น.

‘เกษตรฯ’ปลดล็อกไฟเขียวนำเข้า‘โคเนื้อ-กระบือ’จากเมียนมา ย้ำต้องขึ้นทะเบียนชัดเจน

17 พฤษภาคม 2567 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาโคเนื้อ-กระบือ และผลิตภัณฑ์แห่งชาติ (Beef Board) ครั้งที่ 2/2567 โดยมี นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ร้อยเอก ธรรมนัส  กล่าวว่า ที่ประชุมได้พิจารณาปลดล็อกการนำเข้าโคเนื้อ-กระบือจากประเทศเมียนมา ซึ่งคณะอนุกรรมการด้านการรักษาตลาดการบริโภคเนื้อโค-กระบือ และผลิตภัณฑ์ ได้มีการจัดประชุมเพื่อศึกษาข้อมูลประกอบการตัดสินใจอย่างรอบด้าน ทั้งในเรื่องปริมาณโคเนื้อ ราคาจำหน่ายโคเนื้อ ปริมาณการนำเข้าส่งออกโคเนื้อ ข้อมูลการจับกุมโคเนื้อที่ลักลอบนำเข้าประเทศ ตลอดจนศักยภาพของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเข้มงวดกวดขันเพื่อให้เป็นไปตามกฎระเบียบที่กำหนด ทั้งในเรื่องขั้นตอนการนำเข้าและการเคลื่อนย้าย การติดหมายเลขประจำตัวสัตว์ การฉีดวัคซีน การตรวจโรค การตรวจสารเร่งเนื้อแดง การขึ้นทะเบียนผู้เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่เพื่อการตรวจสอบย้อนกลับตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง การกำหนดโควต้าการนำเข้าและส่งออกให้ชัดเจน มีการขึ้นทะเบียนคอกโคขุนที่ชัดเจน และที่สำคัญต้องไม่กระทบเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อในประเทศ อีกทั้งยังให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการในการตรวจประเมินผลเพื่อติดตามผลการดำเนินงาน และใช้เป็นข้อมูลทบทวนมาตรการการปลดล็อกในครั้งนี้

นอกจากนี้ ยังได้เห็นชอบแนวทางการแก้ไขปัญหาโคเนื้อตกต่ำ ตามที่คณะอนุกรรมการด้านการรักษาตลาดการบริโภคเนื้อโค-กระบือ นำเสนอมาตรการส่งเสริมการตลาดและการแก้ปัญหาราคาโคเนื้อตกต่ำ คือ 1) มาตรการการแก้ไขการใช้สารเร่งเนื้อแดงตลอดห่วงโซ่การผลิต 2) มาตรการป้องกันการลักลอบนำเข้าโคเนื้อ เนื้อโค กระบือ และเนื้อกระบือ 3) มาตรการผลักดันการใช้เครื่องหมายประจำตัวสัตว์ประเภทเบอร์หู (NID) เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการสินค้าโคเนื้อ กระบือ ทั้งระบบ 4) มาตรการส่งเสริมการตลาด เพื่อเพิ่มปริมาณการบริโภคและสร้างความสามารถในการแข่งขันเนื้อโคในทุกตลาด และ 5) มาตรการในการนำเข้าและส่งออก โคเนื้อ-กระบือ มีชีวิต รวมทั้ง เนื้อโค-เนื้อกระบือ อีกทั้งยังเห็นชอบแผนการสร้างความมั่นคงด้านอาหารโคเนื้อ ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และลดต้นทุนการผลิตโคเนื้ออีกด้วย

สหกรณ์ฯหนุนชาวพื้นที่สูง แก้ปัญหายากจนบ้านหนองเขียว

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/804914

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายบรมัตถ์ ทิพกนก ผอ.กลุ่มตรวจการสหกรณ์ สำนักงานสหกรณ์ จ.แม่ฮ่องสอน กล่าวถึงกลุ่มเตรียมสหกรณ์พัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงบ้านหนองเขียว ซึ่งเป็นโครงการแก้ปัญหาความยากจนเฉพาะพื้นที่บ้านหนองเขียว และกลุ่มบ้านบริการ ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน และสำนักงานสหกรณ์ จ.แม่ฮ่องสอน ลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) ร่วมกับสำนักงานวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) เข้าแก้ปัญหา มีเป้าหมายคือ ลดพื้นที่บุกรุกทำลายป่า ลดการเผา สร้างความมั่นใจด้านอาหารและช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียว พัฒนาอาชีพสร้างรายได้ ส่งเสริมให้ปลูกพืชผักในโรงเรือนและไม้ผล เพิ่มพื้นที่สีเขียว

“การลดพื้นที่เผาโดยการส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกเสาวรส และอะโวคาโด เพื่อไปทดแทนการปลูกข้าวโพดมันทำให้เขาเผาไม่ได้ ถ้าเขาจะเผา มันจะพังทั้งหมดเพราะในแปลงปลูกมีการวางท่อระบบน้ำไว้หมด ในส่วนพื้นที่แปลงปลูกกาแฟอันนี้ก็ไม่สามารถเผาได้”นายบรมัตถ์ กล่าวและว่า การใช้พื้นที่ส่วนกลางของโครงการฯปลูกผักในโรงเรือน จะช่วยเสริมรายได้ให้ชาวบ้านอีกทางหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกเข้าร่วมโครงการ 28 ราย และกำลังขยายผลไปสู่พื้นที่กลุ่มบ้านบริวารในอนาคต โดยกลุ่มเตรียมสหกรณ์พัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงบ้านหนองเขียวนั้น ได้ถอดองค์ความรู้ทั้งหมดจากโครงการหลวงและพื้นที่อื่นๆ โดยเฉพาะโครงการ บ้านห้วยน้ำใส ต.สบเมย อ.สบเมย โครงการฯ บ้านดอยผักกูด ต.เวียงเหนือ อ.ปาย จะมาใช้เป็นต้นแบบในการพัฒนาโครงการฯ บ้านหนองเขียวด้วย

“โครงการฯนี้เริ่มมาตั้งแต่เดือนเมษายนปี 2566 ตอนนี้คืนรายได้ให้เกษตรกรกว่า 1.6 แสนบาทแล้ว ผลผลิตหลักของที่นี่มีอะโวคาโด ถั่วลายเสือ ส่งขายตลาดแม่ฮ่องสอนและเชียงใหม่ ตั้งเป้าไว้อีก 5 ปี จัดตั้งเป็นกลุ่มสหกรณ์ได้ ตอนนี้มีการอบรมองค์ความรู้เกี่ยวกับสหกรณ์ การรวมกลุ่ม การมีวินัยทางการเงินโดยสอนออมเงินในกระบอกไม้ไผ่ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสนองนโยบายท่านอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ในการจัดตั้งสหกรณ์ที่มีคุณภาพ” นายบรมัตถ์ กล่าว

ปัจจุบัน จ.แม่ฮ่องสอน มีทั้งหมด 41 สหกรณ์ มีสหกรณ์ครบทั้ง 7 ประเภท โดยแต่ละสหกรณ์จะกู้เงินจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์เป็นหลัก เพื่อนำมาดำเนินธุรกิจและช่วยเหลือดูแลสมาชิก ส่วนการพัฒนาอาชีพของโครงการหลวงก็จะมีอยู่ทั้งหมด 4 สหกรณ์ ตั้งอยู่ใน อ.แม่สะเรียง และ อ.แม่ลาน้อย จะมีการส่งเสริมการปลูกพืชผักในโรงเรือนพลาสติกและไม้ผลเมืองหนาว เป็นหลัก

“สหกรณ์ที่อยู่ในโครงการหลวงทั้ง 4 แห่งนั้นไม่มีปัญหาเรื่องตลาด โครงการหลวงเขาดูแลอยู่แล้ว และส่งให้ดอยคำ ส่วนของเราจะต้องหาตลาดเอง โดยตลาดหลักอยู่เชียงใหม่ บางส่วนก็อยู่ในแม่ฮ่องสอน” นายบรมัตถ์ กล่าวและย้ำว่าสำหรับกิจกรรมที่สำนักงาน จ.แม่ฮ่องสอน เข้าไปส่งเสริมสนับสนุนให้กับชาวบ้านในการเตรียมจัดตั้งเป็นกลุ่มสหกรณ์ อาทิ การทำปุ๋ยหมักจากซังข้าวโพด โดยไม่เผาแต่เอามาเป็นวัตถุดิบในการทำปุ๋ย นอกจากนี้ยังสนับสนุนให้สมาชิกเปิดพื้นที่เพื่อรองรับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ด้วย

ที่ปรึกษาฯหารือแนวทาง บริหารสหกรณ์ฯเชียงราย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/804920

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการบริหารจัดการสหกรณ์การเกษตรในพื้นที่ จ.เชียงราย ที่สหกรณ์การเกษตรเมืองพาน จำกัด อ.พาน จ.เชียงราย มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับรายได้ของเกษตรกร การผลิตแบบครบวงจร การบริการเกษตรกร ตลอดจนการจัดการทรัพยากรด้านการผลิตอย่างยั่งยืน โดยมีนายนิรันดร์ มูลธิดา รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และนายนรินทร์ศักดิ์ พนิตธรรมกูลสหกรณ์จังหวัดเชียงราย และนายถิรเดช เชาวยุทธ์ ผอ.กลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ 4 ต้อนรับและรวมให้ข้อมูลการตรวจราชการในครั้งนี้

ทั้งนี้ สหกรณ์การเกษตรเมืองพาน จำกัด จัดตั้งสหกรณ์เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2517 ปัจจุบันมีสมาชิก 4,538 คน รวม 115 กลุ่ม สหกรณ์การเกษตรเมืองพานมีทุนดำเนินงานสหกรณ์ 506,226170.05 บาท โดยมีนายบุญเรือง สุรินทร์ชัย เป็นประธานกรรมการ ดำเนินกิจการ ประกอบด้วย การให้สินเชื่อ การรับฝากเงินการจัดหาสินค้ามาจำหน่าย การรวบรวมผลิตผลทางการเกษตรและแปรรูป การรับจ้างผลิตสินค้าและบริการการจำหน่ายปัจจัยการผลิตการเกษตร กิจการปั๊มน้ำมัน และบริการขนส่งน้ำและขนส่งน้ำมัน

‘ธรรมนัส’มอบหมาย ปลัดฯรุดตรวจสอบ ปริมาณนมจากฟาร์ม ให้สอดคล้องทั้งปท.

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/804909

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ตามที่มีผู้ร้องเรียนว่าข้อมูลปริมาณน้ำนมดิบที่คณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นมนำมาใช้ในการบริหารจัดการนมทั้งระบบ ไม่มีความถูกต้องตรงตามปริมาณน้ำนมดิบที่มีอยู่จริง โดยมีการตกแต่งตัวเลขข้อมูลปริมาณน้ำนมดิบเพื่อหวังผลประโยชน์ ทำให้มีปริมาณมากกว่าความเป็นจริง จึงสั่งการให้นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง ลงพื้นที่ตรวจสอบปริมาณน้ำนมโคจากฟาร์มทุกฟาร์ม และศูนย์รวบรวมน้ำนมโคทุกแห่ง เพื่อเปรียบเทียบปริมาณน้ำนมโคให้สอดคล้องกันทั้งประเทศ

ทั้งนี้ เพื่อให้การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินงานโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ประจำปีการศึกษา 2567 สอดคล้องกับข้อเท็จจริง โดยมีเป้าหมายในพื้นที่ 60 จังหวัด (จังหวัดที่มีเกษตรกรมากกว่า 500 ราย 10 จังหวัด ได้แก่ ลพบุรี สระบุรี สระแก้ว นครราชสีมา ขอนแก่น เชียงใหม่ ราชบุรี กาญจนบุรี นครปฐม และประจวบคีรีขันธ์) โคนม 740,729 ตัว (เป็นโคนมที่กำลังรีดนม 321,135 ตัว) เกษตรกร 21,290 ราย และศูนย์รวบรวมน้ำนมโค 208 ศูนย์ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการและคณะทำงานตรวจสอบปริมาณน้ำนมโคทั้งระบบ เพื่อตรวจสอบยืนยันข้อมูลปริมาณน้ำนมโคที่แท้จริงและเป็นที่ยอมรับของผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน

พด.ใช้สารเร่งฯทำปุ๋ย/ลดเผา-ฝุ่นพิษ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/804917

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า ได้รณรงค์ให้เกษตรกรเปลี่ยนวิธีการกำจัดวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรจากการเผาไปเป็นวิธีอื่นๆ เช่น การทำปุ๋ยหมัก หรือการไถกลบตอซังพืชเพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดิน จึงนำองค์ความรู้ในการทำปุ๋ยหมัก โดยใช้ผลิตภัณฑ์สารเร่งซุปเปอร์ พด.1 และน้ำหมักชีวภาพ เผยแพร่สู่เกษตรกร นำไปขยายผลในพื้นที่ทำการเกษตร และให้พี่น้องเกษตรกรตื่นตัวกับการทำปุ๋ยหมักใช้เอง เป็นการลดต้นทุนการผลิต อนุรักษ์ทรัพยากรดินและน้ำใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน

ที่ผ่านมาได้ส่งเสริมกิจกรรมการไถกลบงดเผา และมีจัดกิจกรรม “โครงการรณรงค์การทำปุ๋ยหมักจากซังข้าวโพดและเศษพืช เพื่อปรับปรุงบำรุงดิน และลดปัญหาหมอกควันและ PM2.5” ที่บ้านต่อเรือ หมู่ 2 ต.ช่างเคิ่ง อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ โดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน ซึ่ง จ.เชียงใหม่มีพื้นที่ทำการเกษตรประมาณ 2.98ล้านไร่ มีเศษเหลือของวัสดุจากการเกษตรกว่า 1.16 ล้านตันต่อปี หากนำเศษวัสดุทางการเกษตร มาทำปุ๋ยหมักในการปรับปรุงดิน จะทำให้ลดต้นทุนการผลิตได้ประมาณ 20–30% และช่วยลดปัญหาหมอกควัน และฝุ่นละออง PM2.5 ที่เกิดจากการเผาเศษวัสดุทางการเกษตร

ด้านนายสมบูรณ์ ธิจันทร์ ผอ.สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 6 กล่าวว่า ได้เตรียมสารเร่งซุปเปอร์ พด.1 สำหรับทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์ ในการเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน และช่วยเร่งการย่อยสลายเศษซากพืชได้เร็วยิ่งขึ้น ด้วยจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพถึง 8 สายพันธุ์ซึ่งจะย่อยสารประกอบเซลลูโลส สามารถย่อยสลายน้ำมัน หรือไขมันในวัสดุหมักที่ย่อยสลายตัวยาก เป็นจุลินทรีย์ที่ทนอุณหภูมิสูง ย่อยวัสดุเหลือใช้ได้หลากหลายและครอบคลุม สามารถทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์ จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรแทนการเผา ซึ่งทำได้ง่าย เช่น ฟางข้าวผสมกับมูลสัตว์ หรือวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรต่างๆ

‘จันทบุรี’เตรียมจัดงาน’เกษตรแฟร์’ธีม’Fruitival & Fo๐d’ จัดเต็ม 7 วัน 20-26 พ.ค.นี้

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/804791

'จันทบุรี'เตรียมจัดงาน'เกษตรแฟร์'ธีม'Fruitival & Fo๐d' จัดเต็ม 7 วัน 20-26 พ.ค.นี้

‘จันทบุรี’เตรียมจัดงาน’เกษตรแฟร์’ธีม’Fruitival & Fo๐d’ จัดเต็ม 7 วัน 20-26 พ.ค.นี้

วันพุธ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 14.07 น.

‘จันทบุรี’เตรียมจัดงาน’เกษตรแฟร์’ ชม ช้อป ชิม แชะผลไม้-สินค้า-นวัตกรรมทางการเกษตร ท่ามกลางบรรยากาศแบบ ‘Fruitival & Fo๐d’ จัดเต็ม 7 วัน 20-26 พ.ค.นี้ ผลักดันจันทบุรีสู่การเป็น ‘มหานครแห่งผลไม้เมืองร้อน’

เมื่อวันที่ 15 พ.ค.2567 ที่ห้องประชุมองค์การบริหารส่วน จ.จันทบุรี นายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี , นายยิ่งยศ พันธุ์เอี่ยม เกษตรและสหกรณ์ จ.จันทบุรี, นายอุกฤษฏ์ วงษ์ทองสาลี ประธานหอการค้า จ.จันทบุรี และนายศักดิ์สกุล ศุภกฤตอนันต์ ผอ.การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานจันทบุรี ร่วมกันแถลงเตรียมจัดงาน จันทบุรีเกษตรแฟร์ ภายใต้ธีม  “Fruitival & Food รสชาติแห่งความสุข” ระหว่างวันที่ 20-26 พ.ค.2567 ณ องค์การบริหารส่วน จ.จันทบุรี ตั้งแต่เวลา 14.00-21.00 น. เพื่อแสดงศักยภาพของแหล่งผลิตสินค้าทางการเกษตรที่โดดเด่นและดีที่สุดในภาคตะวันออก

นายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี กล่าวว่า ทางจังหวัด จัดงานจันทบุรีเกษตรแฟร์มาอย่างต่อเนื่อง  เนื่องจากจังหวัดจันทบุรี เป็นเมืองการเกษตร มีมูลค่าผลิตภัณฑ์ มวลรวม คิดเป็นลำดับที่ 12 ของประเทศ โดยแยกเป็นมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของจังหวัดภาคเกษตร คิดเป็นร้อยละ 54 นอกจากนี้มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคการเกษตรของจันทบุรี นับว่าเป็นอันดับ 1 ของประเทศ โดยมีสินค้าทางการเกษตรที่สำคัญ ทั้งทุเรียน ลำไย มังคุด เงาะ ลองกอง และยางพารา ซึ่งจังหวัดจันทบุรีเองก็มีความพร้อมในการก้าวไปสู่การเป็น “เมืองมหานครแห่งผลไม้เมืองร้อน” โดยการจัดงานจันทบุรีเกษตรแฟร์ ในครั้งนี้เป็นการประกาศว่าเราเป็นเมืองเกษตรที่มีความพร้อมทั้งสินค้าเกษตรและอาหาร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ที่มีคุณภาพมาตรฐานสูง มีสินค้า GI  สินค้า OTOP มีแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่มีชื่อเสียง และยังมีภูมิปัญญาท้องถิ่นของเกษตรกรที่นับเป็นอัตลักษณ์ของจังหวัดจันทบุรี ภายในงานจะมีการเผยแพร่องค์ความรู้เทคโนโลยีทางการเกษตร การสาธิตการแปรรูปสินค้าเกษตรและอาหาร และนำนวัตกรรมการเกษตรสู่เกษตรกรและผู้ประกอบการในภาคส่วนต่าง ๆ และยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีอีกด้วย

“เชื่อว่าปีนี้ จะมีนักท่องเที่ยวไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นคน จากจำนวนยอดจองที่พัก โรงแรม รีสอร์ท ในช่วงระหว่างการจัดงานเกือบเต็มทุกที่ ขณะที่การต่อยอดจากการจัดงานให้เกิดความยั่งยืนต่อเกษตรกร เตรียมผลักดันสินค้าแปรรูป และการหาวิธีแปรรูปเปลือกทุเรียน ให้เกิดมูลค่าเพิ่มในอนาคตต่อไป”นายมนต์สิทธิ์ กล่าว 

ด้านนายยิ่งยศ พันธุ์เอี่ยม เกษตรและสหกรณ์จังหวัดจันทบุรี เปิดเผยว่า ภายในงานมีนิทรรศการที่รวบรวมอัตลักษณ์ของผลไม้จังหวัดจันทบุรี มีการนำสินค้าแปรรูปจากผลไม้มาจัดแสดง รวมถึงมี
นิทรรศการด้านเทคโนโลยี นวัตกรรมทางการเกษตร ซึ่งถ้าเกษตรกรและผู้ประกอบการมางานนี้จะได้รับองค์ความรู้ในการนำไปพัฒนาต่อยอดให้เกิดความยั่งยืน ส่วนในมุมของนักท่องเที่ยวก็จะได้พบกับนิทรรศการด้านการท่องเที่ยวเชิงเกษตรของจังหวัดจันทบุรี และยังมีนิทรรศการภาพถ่ายของแหล่งท่องเที่ยวจังหวัดจันทบุรี ที่จะสร้างแรงบันดาลใจในการมาเที่ยวจันทบุรี โดยสายชิม สายช้อป พลาดไม่ได้เพราะในงานนี้ รวบรวมสินค้าทางการเกษตร โดยเฉพาะผลไม้พรีเมียม ของกินขึ้นชื่อของทั้งจังหวัดจันทบุรีและอาหารเด็ด ผลิตภัณฑ์ OTOP อัญมณีและเครื่องประดับ

นอกจากนี้ในเวทีกลางของงานก็จะมีกิจกรรมการเสวนาองค์ความรู้ด้านการเกษตร การสาธิตทำอาหารอัตลักษณ์ของจันทบุรี พร้อมการแสดงจากศิลปิน เต๋า ภูศิลป์ , Fellow Fellow , นัน อนันต์ , ตรี ชัยณรงค์ , ลำเพลิน วงศกร , เบล วริศรา , อาม ชุติมา, มิกซ์ มิเตอร์ ” ไรอัล กาจบัณฑิต พร้อมการแสดงทางวัฒนธรรมร่วมสมัย เรียกได้ว่า มางานนี้ครบทุกมิติของรสชาติแห่งความสุข 

ทั้งนี้ งาน “จันทบุรีเกษตรแฟร์” จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-26 พฤษภาคม 2567 เวลา 14.00-21.00 น. ณ ลานข้างองค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี ตำบลท่าช้าง อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี โดยมีร้านค้าเข้าร่วมมากกว่า 150 ร้านค้า ผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมงานได้ฟรี และมีสิทธิ์ลุ้นรับของที่ระลึกมากมาย และมีโอกาสได้ชิมผลไม้ขึ้นชื่อของจังหวัดจันทบุรี ทั้งทุเรียน มังคุด เงาะ ระกำ ลำไย ลองกอง ติดตามรายละเอียดการจัดงานเพิ่มเติมได้ทาง Facebook : สนง.เกษตรและสหกรณ์ จังหวัดจันทบุรี 

‘อธิบดีปศุสัตว์’ประชุม คกก.อำนวยการกำกับติดตามการผลักดันการจัดทำพื้นที่ปลอดโรคเพื่อการส่งออกโคเนื้อมีชีวิต

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/804778

'อธิบดีปศุสัตว์'ประชุม คกก.อำนวยการกำกับติดตามการผลักดันการจัดทำพื้นที่ปลอดโรคเพื่อการส่งออกโคเนื้อมีชีวิต

‘อธิบดีปศุสัตว์’ประชุม คกก.อำนวยการกำกับติดตามการผลักดันการจัดทำพื้นที่ปลอดโรคเพื่อการส่งออกโคเนื้อมีชีวิต

วันพุธ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 13.15 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ประชุมคณะกรรมการอำนวยการกำกับติดตามการผลักดันการจัดทำพื้นที่ปลอดโรคเพื่อการส่งออกโคเนื้อมีชีวิต จากราชอาณาจักรไทยไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน ภายใต้หลักการ Regionalization ครั้งที่ 2/2567

วันพุธที่ 15 พฤษภาคม 2567 เวลา 09.00 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ ประธานประชุมคณะกรรมการอำนวยการกำกับติดตามการผลักดันการจัดทำพื้นที่ปลอดโรคเพื่อการส่งออกโคเนื้อมีชีวิตจากราชอาณาจักรไทยไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน ภายใต้หลักการ Regionalization ครั้งที่ 2/2567 โดยมีคณะกรรมการฯ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียงกัน ณ ห้องประชุมพุทธอุดมสุข ตึกอำนวยการ กรมปศุสัตว์ พญาไท และผ่านระบบการประชุมทางไกล Zoom Conference

โดยมีประเด็นที่สำคัญ เพื่อทราบถึงรายงานความก้าวหน้าการพิจารณาจัดทำข้อมูลประกอบการประเมินความเสี่ยงระบบการป้องกันและควบคุมโรค FMD และ LSD ตามที่ได้มอบหมายในการประชุมฯ ครั้งที่ 1/2567 พร้อมพิจารณา การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการด้านการจัดทำคำตอบเพื่อส่งฝ่ายจีน และการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการด้านการจัดการเคลื่อนย้ายและคอกกัก เพื่อเป็นการผลักดันการส่งออกโคมีชีวิตจากไทยไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีนให้เกิดผลสัมฤทธิ์ สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อของไทยต่อไป

– 006

สกู๊ปพิเศษ : ชาวนาจ.อำนาจเจริญเลี้ยงลูกปลาป้อนตลาด สร้างเมนูเด็ด‘หมกปลา’ขายโกยเงินกระเป๋าตุง

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/804679

สกู๊ปพิเศษ : ชาวนาจ.อำนาจเจริญเลี้ยงลูกปลาป้อนตลาด  สร้างเมนูเด็ด‘หมกปลา’ขายโกยเงินกระเป๋าตุง

สกู๊ปพิเศษ : ชาวนาจ.อำนาจเจริญเลี้ยงลูกปลาป้อนตลาด สร้างเมนูเด็ด‘หมกปลา’ขายโกยเงินกระเป๋าตุง

วันพุธ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ปัจจุบัน ตามท้องนา หรือ แหล่งน้ำธรรมชาติ สัตว์น้ำประเภท กบ หอย ปู ปลา เริ่มไม่มีให้จับรับประทาน เนื่องจากเวลาทำนา มีการใส่ปุ๋ยเคมีบำรุงต้นข้าวมาก ทำให้สัตว์น้ำต่างๆ เริ่มสูญพันธุ์ จึงต้องมีการเพาะเลี้ยงขึ้นมาป้อนตลาด สร้างรายได้เป็นอย่างดี

ที่บ้านโคกค่าย ต.ไก่คำ อ.เมืองอำนาจเจริญ จ.อำนาจเจริญ จะพบเห็นชาวนาหันมาเพาะเลี้ยงลูกปลาขาย ทำเป็นฟาร์มและร้านจำหน่ายลูกปลา ริมถนนติดคลองชลประทาน ก่อนเข้าหมู่บ้านโคกค่าย เนื่องจากอาชีพทำนาปลูกข้าว มาพักหลัง ขายข้าวไม่คุ้มการลงทุน เกิดความท้อแท้  จึงมองหาแนวทางทำอาชีพใหม่ และพบเห็นแม่ค้าขายหมกปลา ขายดีมาก ใครๆ ก็ซื้อไปรับประทาน จึงเกิดความคิดที่ว่า น่าจะทดลองเพาะเลี้ยงลูกปลาขายป้อนตลาด เพื่อทำหมกปลา จากนั้นศึกษาทดลองทำ จนประสบความสำเร็จ โดยการแบ่งพื้นที่ทำนาบางส่วน เพื่อมีข้าวกินปีต่อปี และที่เหลือทำเป็นบ่อเลี้ยงปลา กระทั่งปัจจุบัน  กลายเป็นฟาร์มเลี้ยงปลาเต็มรูปแบบ สร้างรายได้ดีมาก

สำหรับชาวนาบ้านโคกค่าย เริ่มเพาะเลี้ยงลูกปลาเมื่อปี 2546 โดยเริ่มแรก ด้วยการกู้ยืมเงินจากธนาคารแห่งหนึ่ง ได้เงินมาจำนวนหนึ่ง จากนั้นนำไปซื้อพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ปลานิล ไน ตะเพียน นวลจันทร์ ดุก  จำนวนหนึ่ง แล้วปล่อยปลาพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ลงบ่อดินธรรมชาติ กว้าง 20 เมตร ยาว 30 เมตร บ่อใครบ่อมัน มีอยู่ 10 บ่อ ในอัตราส่วน 1 ต่อ 3 ตัว คือ แม่พันธุ์ 1 ตัวต่อพ่อพันธุ์ 3 ตัวซึ่งปล่อยครั้งละ 1,000 กิโลกรัม ผสมพันธุ์ประมาณ2-3 วัน จะเกิดลูกปลา ต่อมานำลูกปลาออกจากบ่อดิน ลงบ่อซีเมนต์ ขนาดกว้าง 5 เมตร ยาว 10 เมตร ซึ่งมีอยู่ 7 บ่อ ระหว่างที่พักในบ่อชีเมนต์ ต้องให้ออกซิเจนตลอดเวลา ใช้เวลา 3 เดือน จับขายได้  ที่ผ่านมาจะมีพ่อค้าจาก จ.อุบลราชธานี ยโสธร ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ มุกดาหาร และ สปป.ลาว เข้ามาซื้อถึงที่นี่ คราวละ 40,000 -50,000 ตัว โดยจะนำไปปรุงอาหาร เรียกว่า หมกปลา ไปวางขายตามตลาดในภาคอีสานและ สปป.ลาว หรือนำไปเพาะเลี้ยงด้วย ซึ่งสร้างรายได้อย่างงดงาม

สำหรับอาหารที่ใช้เลี้ยงประกอบด้วย รำอ่อน หาซื้อได้ตามโรงสีใกล้บ้าน ปลาป่น ไข่แดง จะเป็นไข่เป็ดไข่ไก่ก็ได้ ด้วยการบดผสมกันให้ปลากิน วันละ 2 ครั้ง คือเช้ากับเย็น ส่วนปัญหาอุปสรรคมีโรคที่มากับฤดูฝน คือ โรคปลาเหงือกแดง หรืออหิวาต์ปลา หากรักษาไม่ทัน จะระบาดปลาตายทั้งบ่อ มีหน่วยงานราชการให้คำแนะนำวิธีรักษา โดยใช้ยาผสมอาหารให้กิน ราวๆ 7 วัน ก็จะหาย

การเพาะเลี้ยงลูกปลาเป็นอาชีพท้าทายความสามารถอีกอาชีพหนึ่ง แม้จะลงทุนครั้งแรกค่อนข้างสูง หากผ่านไปชุดแรกแล้ว ลูกปลาที่สมบูรณ์ต้องคัดเลือกไว้ เพื่อเป็นพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ในการเพาะเลี้ยงครั้งต่อไป ปัญหาอุปสรรคมีน้อย หากเกษตรกรสนใจ ทดลองทำดู รับรองไม่มีขาดทุน…

ส.ป.ก.ช่วยเหลือเกษตรกร ให้ได้สิทธิในที่ดินทำกิน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/804674

วันพุธ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) พร้อมด้วยนายสุรชัย ยุทธชนะ รองเลขาธิการ ส.ป.ก. และนายเกียรติยศ ทรงสง่า ผอ.สำนักจัดการปฏิรูปที่ดิน เข้ารับเรื่องขอให้ตรวจสอบนายทุนออกที่ดินทับที่ดิน ส.ป.ก.โดยมีนายธนดล สุวัณณะฤทธิ์ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในการหารือ ที่ห้องประชุม 135 กระทรวงเกษตรฯ

ทั้งนี้ ส.ป.ก.และกระทรวงเกษตรฯ พร้อมให้ความช่วยเหลือแก่พี่น้องเกษตรกรผู้เดือดร้อนโดยจะเร่งดำเนินการตรวจสอบนายทุนที่มีชื่อในเอกสารสิทธิ ส.ป.ก.4-01 ซึ่งอยู่นอกเขตปฏิรูปที่ดินทับที่ดินทำกินชาวบ้านและป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งไม่ได้อยู่ทำกินจริงและไม่ได้เป็นเกษตรกร ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนหลายครอบครัว จึงใคร่ขอความช่วยเหลือ ในการนี้ ส.ป.ก.มีความตั้งใจและพร้อมให้ความช่วยเหลือแก่พี่น้องเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของเกษตรกรอย่างเต็มที่