รองปลัดฯถกจัดการมลพิษทางอากาศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/800745

วันพุธ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายนวนิตย์ พลเคน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมประชุมคณะกรรมการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศเพื่อความยั่งยืน ครั้งที่ 1/2567 โดยกล่าวถึงผลการดำเนินงานพร้อมรายละเอียดมาตรการภายใต้แนวทางเพิ่มเติมเพื่อป้องกันและแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่นละออง PM2.5 ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2567 ดังนี้ 1.การตัดสิทธิในการรับความช่วยเหลือจากภาครัฐ 1.1 การให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนจากวิธีการเผาไปใช้วิธีอื่น เช่น การปลูกพืชที่เหมาะสม การสร้างรายได้จากวัสดุเหลือใช้ในภาคเกษตร เช่นฟางอัดก้อน 1.2 การตัดสิทธิการได้รับความช่วยเหลือชดเชยต่างๆ จากภาครัฐสำหรับเกษตรกรที่ไม่ให้ความร่วมมือ1.3 มาตรการลดหรือห้ามนำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้านที่พิสูจน์ได้ว่ามีกระบวนการผลิตที่เกี่ยวข้องกับการเผา และ 1.4 การให้คำแนะนำและสร้างการรับรู้ให้แก่เกษตรกรเกี่ยวกับวิธีการบริหารจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรโดยไม่เผา

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้มีการรายงานจากหน่วยงานต่างๆ ในหัวข้อที่สำคัญ ดังนี้ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด, การออกประกาศเขตห้ามเผาและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกับผู้ฝ่าฝืน, การบังคับใช้ พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ.2535 ในกรณีการเผาที่เป็นเหตุรำคาญ, การป้องกันปราบปราม และบังคับใช้กฎหมายกับผู้ลักลอบนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการเผาจากประเทศเพื่อนบ้าน และการกำกับดูแลไม่ให้มีการเผาหรือการลักลอบนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการเผาในพื้นที่ความรับผิดชอบ

ในส่วนของการสนับสนุนเชิงรุก อาทิ การประชาสัมพันธ์เชิงรุกในทุกสื่อและทุกช่องทาง การประสานความร่วมมือกับผู้ประกอบการและกำหนดมาตรการสนับสนุนที่เกี่ยวข้อง รับซื้อเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเพื่อนำมาแปรรูป ลดการเผา และการจัดกำลังพล รวมทั้งอุปกรณ์ที่จำเป็นเพื่อให้ความช่วยเหลือเกษตรกรในการขนส่งเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรจากพื้นที่การเกษตรไปยังโรงงานแปรรูป

‘​กรมการข้าว’ประชุมคณะกรรมการบริหารเงินทุนหมุนเวียนเพื่อผลิตและขยายพันธุ์พืช ครั้งที่ 3/2567

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/800662

'​กรมการข้าว'ประชุมคณะกรรมการบริหารเงินทุนหมุนเวียนเพื่อผลิตและขยายพันธุ์พืช ครั้งที่ 3/2567

‘​กรมการข้าว’ประชุมคณะกรรมการบริหารเงินทุนหมุนเวียนเพื่อผลิตและขยายพันธุ์พืช ครั้งที่ 3/2567

วันอังคาร ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2567, 17.10 น.

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2567 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารเงินทุนหมุนเวียนเพื่อผลิตและขยายพันธุ์พืช ครั้งที่ 3/2567 โดยมี นายชิษณุชา บุดดาบุญ รองอธิบดีกรมการข้าว นายเสกสรร รื่นภาคเพ็ชร ที่ปรึกษาโครงการฯ พร้อมด้วยผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่โครงการร่วมเข้าประชุม ณ ห้องประชุมรวงข้าว ชั้น 2 อาคารกรมการข้าว และผ่านระบบออนไลน์ Zoom Meeting

สำหรับการประชุมครั้งนี้ ได้มีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์แผนการผลิต เป้าหมายภาคการผลิตข้าวปี 2567 ในช่วงของฤดูฝนและฤดูแล้งถัดไป จัดทำโครงการปรับปรุงห้องเย็น (Renovate) ห้องที่ใช้ในการเก็บรักษาคุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าว ปรับปรุงซ่อมแซมห้องเดิมที่มีอยู่ให้ดีขึ้นถูกต้องตามมาตรฐานที่ดี เพื่อใช้เก็บเมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์หลักให้เพียงพอต่อความต้องการของพี่น้องชาวนา จัดทำแผนการจัดซื้อและสต๊อคเมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์หลักโดยใช้งบเงินทุนหมุนเวียน

‘อธิบดีฝนหลวงฯ’สั่งปรับแผน ตั้งหน่วยฯฝนหลวง จ.กระบี่ ดีเดย์เริ่ม 23 เม.ย.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/800611

‘อธิบดีฝนหลวงฯ’สั่งปรับแผน ตั้งหน่วยฯฝนหลวง จ.กระบี่ ดีเดย์เริ่ม 23 เม.ย.นี้

‘อธิบดีฝนหลวงฯ’สั่งปรับแผน ตั้งหน่วยฯฝนหลวง จ.กระบี่ ดีเดย์เริ่ม 23 เม.ย.นี้

วันอังคาร ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2567, 14.07 น.

“อธิบดีฝนหลวงฯ”สั่งปรับแผน ตั้งหน่วยฯฝนหลวง จ.กระบี่ ดีเดย์เริ่ม 23 เม.ย.นี้ ช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร เติมน้ำต้นทุนให้เขื่อน-อ่างเก็บน้ำในภาคใต้ตอนกลาง

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2567 เวลา 08.30 น. นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร พร้อมด้วยนายวีรวัฒน์ อังศุพาณิชย์ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านปฏิบัติการ  นายราเชน ศิลปะรายะ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านบริหาร ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและมอบแนวทาง การปฏิบัติการฝนหลวง ณ หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดกระบี่ ภายในท่าอากาศยานนานาชาติกระบี่ อำเภอ เหนือคลอง จังหวัดกระบี่ โดยมีนายอนุวรรตน์ โหมดพริ้ง รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ นายสมปราชญ์ ปราบสงครามรองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ หัวหน้าส่วนราชการในจังหวัดกระบี่ให้การต้อนรับ และร่วมประชุมรับฟังแผนและผลการปฏิบัติการของศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคใต้

นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า ขณะนี้สถานการณ์ความต้องการน้ำในหลายพื้นที่ของภาคใต้ตอนกลางกำลังประสบปัญหาขาดแคลนน้ำสำหรับการเกษตร ขาดแคลนน้ำสำหรับอุปโภค-บริโภค และมีความต้องการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ โดยเฉพาะสถานการณ์น้ำประปาในจังหวัดกระบี่ที่เริ่มวิกฤติ โดยมีการสลับเครื่องสูบน้ำไปยังคลองกระบี่ใหญ่เพื่อผลิตน้ำประปา เนื่องจากปริมาณน้ำบริเวณนี้ลดลงต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชน สถานประกอบ ตามแหล่งท่องเที่ยว ย่านการค้าเมืองกระบี่ ที่ต้องเตรียมภาชนะเก็บกักน้ำไว้ใช้อุปโภคบริโภคในวันที่น้ำประปาไม่ไหล จึงได้สั่งการให้ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคใต้ปรับแผนการทำงาน จัดตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดกระบี่ ณ ท่าอากาศยานนานาชาติกระบี่ อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ ตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน 2567 เป็นต้นไป ใช้เครื่องบินขนาดกลาง (CASA) จำนวน 2 ลำ ปฏิบัติการช่วยบรรเทาปัญหาในพื้นที่เป้าหมาย ได้แก่ จังหวัดกระบี่ จังหวัดพังงา จังหวัดภูเก็ต จังหวัดตรัง และพื้นที่ภาคใต้ฝั่งตะวันตก โดยในเช้าวันนี้ (23 เม.ย. 2567) จากการติดตามสภาพอากาศ พบว่า เข้าเงื่อนไขการปฏิบัติการฝนหลวง หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดกระบี่ จึงมีแผนขึ้นบินปฏิบัติการ ในเวลา 09:30 น. ขั้นตอนที่ 1 (ก่อเมฆ) ใช้สารฝนหลวงสูตร 1(4/2) หรือเกลือแป้ง จำนวน 1,000 กิโลกรัม ปฏิบัติการบริเวณจังหวัดกระบี่และจังหวัดสุราษฎร์ธานี และหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีแผนขึ้นบินปฏิบัติการ ในเวลา 08:30 น. ขั้นตอนที่ 1 (ก่อเมฆ) ใช้สารสูตร 1(4/2) หรือเกลือแป้ง จำนวน 700 กิโลกรัม ปฏิบัติการบริเวณจังหวัดตรังและจังหวัดกระบี่ โดยมีเป้าหมายช่วยเหลือพื้นที่จังหวัดกระบี่ จังหวัดพังงาน และจังหวัดภูเก็ต

นายสุพิศ กล่าวต่อด้วยว่า ขณะนี้ได้ปิดหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดสงขลา มาจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดสุราษฎร์ธานี ณ สนามบินกองบิน 7 อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตั้งแต่วันที่ 19 เมษายน 2567 ที่ผ่านมา ใช้เครื่องบินขนาดเล็ก (CARAVAN) จำนวน 2 ลำ และเครื่องบิน BT-67 จากกองทัพอากาศ จำนวน 1 ลำ ผลปฏิบัติการฝนหลวง (19-22 เม.ย. 2567) พบว่า มีการขึ้นบินปฏิบัติการไป 3 วัน จำนวน 7 เที่ยวบิน ทำให้มีฝนตกในพื้นที่รับผลประโยชน์ 6 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดชุมพร จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดพังงา จังหวัดกระบี่ และจังหวัดภูเก็ต ซึ่งหลังจากนี้จะเป็นการระดมการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดกระบี่และจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อช่วยเหลือพื้นที่ภาคใต้ตอนกลางและภาคใต้ตอนล่าง สำหรับการช่วยเหลือพื้นที่ภาคใต้ตอนบน มีหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ตั้ง ณ สนามบินกองบิน 5 จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งปฏิบัติการมาตั้งแต่วันที่ 12 เมษายน 2567 จำนวน 9 วัน 28 เที่ยวบิน ทำให้มีฝนตกบริเวณพื้นที่ได้รับประโยชน์ ได้แก่ จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และจังหวัดชุมพร

อย่างไรก็ตาม แผนการทำงานของหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดกระบี่หลังจากนี้ จากการติดตามแนวโน้มสภาพอากาศ พบว่า บริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันตกมีโอกาสปฏิบัติการฝนหลวงได้มาก ในเดือนเมษายนนี้จึงมีแผนช่วยเหลือพื้นที่เป้าหมาย ได้แก่ จังหวัดกระบี่ จังหวัดพังงา จังหวัดภูเก็ต และจังหวัดตรัง ส่วนในเดือนพฤษภาคม โอกาสการเกิดฝนมีมากขึ้น จึงเป็นโอกาสดีที่จะช่วงชิงสภาพอากาศปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อช่วยให้สถานการณ์ความต้องการน้ำในพื้นที่การเกษตร น้ำอุปโภค-บริโภค และน้ำเก็บกักในอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ภาคใต้ตอนกลางดีขึ้น ทั้งนี้ พี่น้องเกษตรกรและพี่น้องประชาชนสามารถขอรับบริการฝนหลวงได้ทุกวัน ไม่มีค่าใช้จ่าย โดยติดต่อไปที่ หมายเลขโทรศัพท์ 02-109-5100 ต่อ 410, ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวง 7 ภูมิภาค, อาสาสมัครฝนหลวงในพื้นที่, เว็บไซต์ขอรับบริการฝนหลวง https://it.royalrain.go.th/rainmaking/ หรือช่องทางโซเชียลมีเดียของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร: @drraa_pr นายสุพิศ กล่าวทิ้งท้าย

– 006

‘ธรรมนัส’จับมือทุกภาคส่วน ช่วยพี่น้องชาวประมงตรงจุด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/800323

วันจันทร์ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการประชุมใหญ่สามัญ ประจำปี พ.ศ. 2567 ของสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย และปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “พลิกฟื้นประมงไทย สู่การเป็นเจ้าสมุทรในกติกาสากลโลก” ที่โรงแรมแกรนด์ ฟอร์จูน กทม. โดย ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า รัฐบาลได้ให้ความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องชาวประมง ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหา IUUซึ่งภาคประมงของไทยสามารถสร้างรายได้เข้าประเทศอย่างมหาศาล แต่จากการใช้มาตรการ IUU ทำให้วิถีชีวิตของพี่น้องชาวประมงเปลี่ยนไป

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯ โดยกรมประมง ได้พยายามแก้ไขกฎหมายต่างๆ เพื่อให้เข้ากับบริบทของประมงไทย อีกทั้งยังมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาทั้งในเรื่องราคาสินค้าภาคการประมงตกต่ำ ราคาน้ำมัน การนำเข้าส่งออก และการเก็บภาษี เป็นต้น นอกจากนี้ยังมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาทั้งในส่วนของประมงพื้นบ้านและประมงพาณิชย์ โดยทุกภาคส่วนต้องร่วมกันแก้ปัญหาให้ตรงจุด และขับเคลื่อนไปด้วยกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่พี่น้องชาวประมง

กยท.ผนึกIRRDBร่วมสร้าง นวัตกรรมยางพาราสู่อนาคตยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/800320

วันจันทร์ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการยางระหว่างประเทศ (IRRDB International Rubber Conference : IRC 2024) ภายใต้แนวคิด “จุดประกายเสริมสร้างนวัตกรรมยางพารามุ่งสู่อนาคตที่ยั่งยืน” มุ่งผลักดันงานวิจัย-นวัตกรรม สู่การพัฒนาวงการยางตลอดห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งจัดขึ้นโดยการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ร่วมกับสภาวิจัยและพัฒนายางระหว่างประเทศ (International Rubber Research and Development Board: IRRDB) โดยมีตัวแทนหน่วยงานสถาบันวิจัยจาก 19 ประเทศสมาชิก เข้าร่วม ที่โรงแรมดุสิตธานีพัทยา จ.ชลบุรี และศึกษาดูงานกระบวนการรวบรวมผลผลิตของกลุ่มเกษตรกรบางบุตร จ.ระยอง รวมทั้งการแปรรูปยางของสหกรณ์กองทุนสวนยาง อ.บ่อทอง จำกัด จ.ชลบุรี นอกจากนี้ภายในงาน รมว.เกษตรฯ ได้มอบแนวทางขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยาง รับมือความท้าทายในทุกมิติ และมอบรางวัลด้านต่างๆ ได้แก่ รางวัลผู้อุทิศตนให้กับงานด้านอุตสาหกรรมยางพารามาอย่างยาวนาน รางวัลผลงานงานวิจัยดีเด่น 2024 รางวัลนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ 2024 (สาขาต้นน้ำ/ปลายน้ำ) และการมอบใบประกาศให้กับสมาชิกสมทบ IRRDB จากภาคเอกชน

ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า ประเทศไทยในฐานะประเทศสมาชิกที่เป็นผู้นำด้านการผลิตยางพารา มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาการเกษตรเพื่อความยั่งยืน โดยให้ความสำคัญและตระหนักถึงการกำหนดทิศทางในอนาคตของสินค้ายางพารา ซึ่งเป็นพืชที่สำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศไทยและของโลก เวทีประชุมวิชาการครั้งนี้จึงเป็นโอกาสอันดีในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แบ่งปันความรู้ และความร่วมมือในการผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมยางพารา ภายใต้แนวคิด “จุดประกายเสริมสร้างนวัตกรรมยางพารามุ่งสู่อนาคตที่ยั่งยืน” ผ่านการนำนวัตกรรมและสำรวจแนวคิดใหม่ๆ จากผู้เชี่ยวชาญที่มากประสบการณ์และนักวิจัยรุ่นเยาว์ พัฒนาสู่แนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืน รับมือกับความท้าทายในภาคอุตสาหกรรมยางพาราที่กำลังเผชิญ ทั้งการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศและความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม เพื่อสามารถขับเคลื่อนวงการยางพาราทุกภาคส่วนในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ด้านนายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าฯ กยท.กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นเวทีสำคัญในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือของผู้เกี่ยวข้องในวงการยางตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ เชื่อว่าทุกความคิดเห็นและมุมมองที่หลากหลาย จะนำไปสู่การกำหนดแนวทางร่วมกัน เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมยางให้เกิดความยั่งยืนทั้งด้านสังคม สิ่งแวดล้อม และความเท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจ โดยมุ่งประโยชน์ที่จะเกิดกับกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางรายย่อย นำไปสู่การพัฒนาความเป็นอยู่ของเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งการนำเสนอผลงานทางวิชาการ งานวิจัย และการแลกเปลี่ยนข้อเสนอแนะ ความคิดเห็น ประสบการณ์ของตัวแทนหน่วยงานสถาบันวิจัยจาก 19 ประเทศสมาชิก จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนางานวิจัยให้มีประสิทธิภาพ นำไปสู่การพัฒนาวงการอุตสาหกรรมยางต่อไป

โฆษกเกษตรฯเผย ฝนหลวงฯช่วยแก้ ปัญหาฝุ่นบรรเทา หลายพื้นที่ลดลง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/800319

วันจันทร์ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงสถานการณ์ค่าฝุ่นละออง PM2.5 (เกินค่ามาตรฐาน) ว่าหลายพื้นที่มีค่าฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐาน ระดับสีส้ม โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และโดยเฉพาะ กทม.และปริมณฑล นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรฯ ได้สั่งการให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อบรรเทาปัญหาดังกล่าว โดยขึ้นบินปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศเพื่อช่วยบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง กทม.และปริมณฑล และเฝ้าติดตามสภาพอากาศเป็นประจำทุกวัน มีการจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง ตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2566 เพื่อบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ส่งผลให้ค่าฝุ่นละอองในหลายพื้นที่ลดลง ยกระดับวิถีชีวิตประชาชนในทุกมิติ รวมถึงสิทธิขั้นพื้นฐานเรื่องอากาศสะอาด ซึ้งรัฐบาลให้ความสำคัญ

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กรมฝนหลวงฯ ได้ Kick Off ปฏิบัติการทำฝนหลวงประจำปี 2567 เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรพื้นที่ภาคการเกษตรที่ประสบปัญหาภัยแล้ง ตลอดจนเติมน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำและเขื่อนต่างๆ และการสร้างความชุ่มชื้นให้กับผืนป่าเพื่อป้องกันการเกิดไฟป่า และการบรรเทาปัญหาหมอกควัน และค่าฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐาน ซึ่งถือว่าเป็นภัยพิบัติของประเทศ ดังนั้น การปฏิบัติการครั้งนี้ จึงเป็นการบรรเทาปัญหาความรุนแรง และเป็นการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร เพื่อเก็บกักน้ำไว้ให้รองรับกับความต้องการของประชาชนในการอุปโภคบริโภคและทำการเกษตร

รองปลัดฯถกแก้ปัญหาผู้รับผลกระทบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/800321

วันจันทร์ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมประชุมคณะกรรมการแก้ปัญหาราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี ครั้งที่ 1/2567 โดยมีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พลังงาน เป็นประธาน พร้อมด้วยนายสุรชัย ยุทธชนะ รองเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และผู้แทนสำนักบริหารกองทุนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและรับเรื่องร้องเรียน เข้าร่วม ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยสามารถสรุปผลการประชุมได้ ดังนี้ 1.ที่ประชุมรับทราบ คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 31/2567 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี ลงวันที่ 26 มกราคม 2567

2.ที่ประชุมรับทราบ คำสั่งกระทรวงพลังงาน ที่ 11/2567 เรื่อง แต่งตั้งผู้แทนภาคประชาชน ในคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี ลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2567 , 3.ที่ประชุมรับทราบ ความเป็นมา และการแก้ไขปัญหาจากการก่อสร้างเขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี ที่ผ่านมา และ 4.ที่ประชุมพิจารณาและรับทราบ แนวทางการพิจารณาคุณสมบัติผู้ที่จะได้รับการช่วยเหลือ และหลักเกณฑ์ให้ความช่วยเหลือราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี โดยที่ประชุมมอบหมายให้ทางจังหวัดอุบลราชธานีส่งผลการตรวจสอบของคณะอนุกรรมการรวบรวมข้อมูลและตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาของราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี 8,970 ราย ให้ฝ่ายเลขานุการทราบ และเห็นชอบให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการในระดับจังหวัดขึ้น เพื่อพิจารณากลุ่มที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติมให้พิจารณาโดยใช้หลักเกณฑ์เดียวกับกลุ่มที่ตรวจสอบเสร็จแล้ว ซึ่งให้ตรวจสอบให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 60 วัน

‘กระทรวงเกษตรฯ’ชวนลงทะเบียนรับ’26 เมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/799905

‘กระทรวงเกษตรฯ’ชวนลงทะเบียนรับ’26 เมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน’

‘กระทรวงเกษตรฯ’ชวนลงทะเบียนรับ’26 เมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน’

วันศุกร์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2567, 08.34 น.

‘เกณิกา’เผยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชวนประชาชนลงทะเบียนรับเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน 26 พันธุ์ข้าว วันนี้ – 25 เม.ย.นี้

19 เมษายน 2567 น.ส.เกณิกา อุ่นจิตร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ขอเชิญชวนประชาชนที่ประสงค์จะรับเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2567 สามารถลงทะเบียนออนไลน์ ผ่านทางเว็บไซต์ https://rice.moac.go.th/ ได้ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 25 เมษายน 2567

น.ส.เกณิกา กล่าวต่อว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เตรียมจัดงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญปี 2567 เพื่อความเป็นสิริมงคลและส่งเสริมบำรุงขวัญเกษตรกร โดยได้มีการกำหนดวันพระราชพิธีพืชมงคล ในวันที่ 9 พ.ค.นี้ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม และวันพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ (วันไถหว่าน) ในวันที่ 10 พ.ค.นี้ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง เวลา 08.00 น.ประชาชนสามารถชมการถ่ายทอดสด ผ่านช่องทางสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย และสื่อโซเชียลมีเดีย

ทั้งนี้ สำหรับในปี 2567 นี้ กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมการข้าว ทำหน้าที่ในการจัดเตรียมพันธุ์ข้าวพระราชทานและพันธุ์พืช ซึ่งนำมาใช้ในงานพระราชพิธีฯ โดยขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตนำพันธุ์ข้าวทรงปลูกในฤดูนาปี 2566 โครงการนาทดลองในโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา มาใช้ในงานพระราชพิธีฯ ประจำปี 2567 ประกอบด้วย พันธุ์ข้าวนาสวน จำนวน 6 พันธุ์ ได้แก่ พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105, พันธุ์กข 43, พันธุ์กข 81, พันธุ์กข 85, พันธุ์กข 87 และพันธุ์กข 95 พันธุ์ข้าวเหนียว จำนวน 2 พันธุ์ ได้แก่ พันธุ์กข 6 และพันธุ์สันป่าตอง 1 เมล็ดพันธุ์ข้าวเปลือกที่นำเข้าในพระราชพิธีมีน้ำหนักรวมทั้งสิ้น 2,743กิโลกรัม และจัดเป็น “พันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทาน” บรรจุในซองพลาสติกแจกจ่ายให้บรรดาพสกนิกร ประชาชนผู้สนใจ และชาวนาทั่วประเทศรับไปเป็นมิ่งขวัญและสิริมงคลในการประกอบอาชีพการเกษตรตามประเพณีนิยม เพื่อให้เป็นไปตามพระราชประสงค์สืบไป

ผู้เลี้ยงหมูวอนผู้บริโภคเข้าใจ ราคาตามกลไกตลาด ย้ำราคายังต่ำกว่าต้นทุนผลิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/799868

ผู้เลี้ยงหมูวอนผู้บริโภคเข้าใจ ราคาตามกลไกตลาด ย้ำราคายังต่ำกว่าต้นทุนผลิต

ผู้เลี้ยงหมูวอนผู้บริโภคเข้าใจ ราคาตามกลไกตลาด ย้ำราคายังต่ำกว่าต้นทุนผลิต

วันพฤหัสบดี ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2567, 19.08 น.

สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ยืนยัน การปรับราคาสุกรหน้าฟาร์มเป็นการทยอยปรับตามอุปสงค์-อุปทาน ไม่ได้ปรับครั้งเดียว 12 บาทต่อกิโลกรัม และเกษตรกรยังขายสุกรได้ต่ำกว่าราคาต้นทุน หลังแบกภาระขาดทุนสะสมมานานกว่า 1 ปีแล้ว

18 เม.ย.67 นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กล่าวว่า กรณีที่มีการลงพื้นที่สำรวจตลาดและแจ้งว่ามีการปรับราคาหมูหน้าฟาร์มทั้งตัวขึ้น 12 บาทต่อกิโลกรัมและมีผลต่อราคาเนื้อหมูในตลาดสดต้องปรับสูงขึ้นนั้น เป็นการสื่อสารที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากราคาดังกล่าวเป็นการทยอยปรับเป็นเวลาหลายสัปดาห์ ไม่ใช่การปรับครั้งเดียว ที่สำคัญราคาขายปลีกเนื้อสันในราคาสูง250 บาทต่อกิโลกรัม เพราะสันในเป็นเนื้อส่วนที่มีเพียงชิ้นเดียวในหมู 1 ตัว ราคาจึงสูงเมื่อเทียบกับชิ้นส่วนอื่นๆ ที่มีขนาดใหญ่กว่า

“สมาคมฯ ดูแลทั้งผู้บริโภคและเขียงหมู ไม่ได้ปล่อยปละละเลย และพยายามทำทุกวิถีทางให้ทุกภาคส่วนได้รับราคาที่เป็นธรรม ทั้งที่ผู้เลี้ยงยังไม่สามารถขายหมูหน้าฟาร์มได้ตามราคาแนะนำ ซ้ำร้ายยังมีภาระขาดทุนสะสมนานกว่า 1 ปี จนเกษตรกรหลายรายต้องทิ้งอาชีพไปเพราะไม่มีเงินทุนหมุนเวียน” นายสิทธิพันธ์ กล่าว

ทั้งนี้ สมาคมฯ ประกาศราคาแนะนำสุกรหน้าฟาร์ม เป็นประจำทุกๆ วันพระ ซึ่งเป็นราคาที่เกษตรกรพออยู่ได้ โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 16 เมษายน ที่ผ่านมา มีการปรับราคาขึ้น 4 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 70-75 บาทต่อกิโลกรัม แต่เกษตรกรขายได้จริงเพียง 65 บาทเท่านั้นขณะที่ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรตามประกาศของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร คือ 78-80 บาทต่อกิโลกรัม เกษตรกรจึงยังอยู่ในภาวะขาดทุนสูง

ราคาหมูหน้าฟาร์มดังกล่าว จะทำให้ราคาขายปลีกชิ้นส่วนต่างๆ ต่อกิโลกรัม เช่น หมูเนื้อแดง ไม่ควรเกิน 150บาท หมูสามชั้นและหมูสันนอก 170-180 บาท หมูสันในประมาณ 180 บาท ส่วนสะโพกและหัวไหล่เฉลี่ย 115-125บาท อย่างไรก็ตาม ราคาขายปลีกยังมีระบบการค้าที่แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ เช่น ภาคอีสาน จะขายหมูตรงจากฟาร์มให้กับเขียงหมู ราคาเนื้อหมูอาจต่ำกว่าบางพื้นที่ ที่เขียงหมูต้องซื้อผ่านโบรกเกอร์

นายสิทธิพันธ์ ย้ำว่า กระทรวงพาณิชย์ เป็นหน่วยงานภาครัฐที่กำกับดูแลราคาและระบบการค้าให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้บริโภคและผู้ค้า ขณะเดียวกันต้องดูแลเกษตรกรให้ได้รับราคาที่เหมาะสมด้วย หากภาคการผลิตอยู่ในภาวะที่ขาดทุนต่อเนื่องและถูกกดราคา ผู้เลี้ยงก็ไปไม่รอด จึงควรปล่อยให้กลไกตลาดทำงานสร้างสมดุลราคา และสร้างความมั่นคงทางอาหารให้คนไทยมีเนื้อหมูบริโภคโดยไม่ขาดแคลนและในราคาสมเหตุผล.

‘กรมการข้าว’จัดงานรดน้ำขอพรผู้ใหญ่ เพื่อความเป็นสิริมงคล ประจำปี 2567

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/799764

'กรมการข้าว'จัดงานรดน้ำขอพรผู้ใหญ่ เพื่อความเป็นสิริมงคล ประจำปี 2567

‘กรมการข้าว’จัดงานรดน้ำขอพรผู้ใหญ่ เพื่อความเป็นสิริมงคล ประจำปี 2567

วันพฤหัสบดี ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2567, 14.54 น.

สืบสานประเพณีไทยเนื่องในเทศกาลวันสงกรานต์ กรมการข้าวจัดงานรดน้ำขอพรผู้ใหญ่ เพื่อความเป็นสิริมงคล ประจำปี 2567

วันพฤหัสบดีที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2567 กรมการข้าวจัดงานวันสงกรานต์สืบสานประเพณีไทย ประจำปี 2567 เพื่อรดน้ำขอพร เนื่องในเทศกาลวันสงกรานต์ ณ กรมการข้าว เกษตรกลางบางเขน กรุงเทพฯ

พร้อมกันนี้ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว นายชิษณุชา บุดดาบุญ รองอธิบดีกรมการข้าว นายชัยยพล ชาวเมืองสีวสุ ที่ปรึกษาอธิบดีกรมการข้าว นายสานิตย์ จิตต์นุพงศ์ ที่ปรึกษาอธิบดีกรมการข้าว และ นายจารึก กมลอินทร์ ประธานคณะกรรมการกลาง ศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ ให้เกียรติเป็นผู้ให้พรและร่วมพิธีในครั้งนี้ด้วย โดยมีข้าราชการ/บุคลากร เจ้าหน้าที่กรมการข้าว ร่วมขอพรจากผู้ใหญ่เนื่องในโอกาสวันสงกรานต์ ประจำปี 2567