อธิบดีกรมการข้าวผลักดันโครงการปุ๋ยคนละครึ่ง สนับสนุนการลดต้นทุนการผลิต ให้ชาวนาผู้ปลูกข้าวมีรายได้เพิ่ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/794635

อธิบดีกรมการข้าวผลักดันโครงการปุ๋ยคนละครึ่ง สนับสนุนการลดต้นทุนการผลิต ให้ชาวนาผู้ปลูกข้าวมีรายได้เพิ่ม

อธิบดีกรมการข้าวผลักดันโครงการปุ๋ยคนละครึ่ง สนับสนุนการลดต้นทุนการผลิต ให้ชาวนาผู้ปลูกข้าวมีรายได้เพิ่ม

วันพฤหัสบดี ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2567, 20.18 น.

อธิบดีกรมการข้าว เตรียมผลักดันโครงการปุ๋ยคนละครึ่ง เพื่อสนับสนุนการลดต้นทุนการผลิตให้ชาวนาผู้ปลูกข้าวมีรายได้เพิ่มมากขึ้น

วันที่ 21 มีนาคม 2567 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุมโครงการสนับสนุนการลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว (โครงการปุ๋ยคนละครึ่ง) โดยมี นายชิษณุชา บุดดาบุญ รองอธิบดีกรมการข้าว นายอานนท์ นนทรี รองอธิบดีกรมการข้าว นายปณิธาน  มีไชยโย ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร พร้อมด้วยผู้บริหารจากกรมการข้าว อตก. และ ธกส. เข้าร่วมการประชุม ณ ห้องประชุมรวงข้าว ชั้น 2 กรมการข้าว 

▫️สำหรับโครงการดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวมีรายได้เพิ่มมากขึ้น โดยให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการพัฒนา อีกทั้งใหเ้กษตรกรผู้ปลูกข้าวมีกำลังใจในการ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว และยกระดับคุณภาพข้าวให้สนองความต้องการของตลาด ตลอดจนเพอื่ บรรเทาความเดือดร้อนให้เกษตรกรสามารถดำรงชีพอยู่ได้

รมว.เกษตรฯแก้ปัญหาที่ดิน เกษตรกรนิคมสหกรณ์ดงมูล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/794424

วันพฤหัสบดี ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์พร้อมคณะ ลงพื้นที่ จ.ขอนแก่น รับฟังปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกร ที่นิคมสหกรณ์ดงมูล ที่วัดนามูลพุทธาวาส อ.กระนวน จ.ขอนแก่น เกี่ยวกับแนวทางการยกเลิกป่าสงวนฯ ในการจัดตั้งนิคมสหกรณ์ดงมูล เพื่อแก้ปัญหาที่ทำกินและที่อยู่อาศัย โดยกระทรวงเกษตรฯ เตรียมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งหาทางออกปัญหาด้านที่ดินทำกิน และช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถเข้าถึงการดูแลของภาครัฐอย่างทั่วถึง ตลอดจนการขยายผลไปยังนิคมสหกรณ์ทั่วประเทศ

นอกจากนี้ ร.อ.ธรรมนัส ได้มอบโฉนดเพื่อการเกษตรให้แก่เกษตรกร 5 ราย พร้อมทั้งนำทีมหน่วยงานในสังกัดจัดตั้งศูนย์บริการเกษตรพิรุณราช เพื่ออำนวยความสะดวกแก่พี่น้องเกษตรกรในการเข้าถึงบริการด้านเกษตรที่มีคุณภาพมาตรฐาน และการถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการต่อยอดกิจกรรมด้านการเกษตรอย่างรอบด้านจากนั้นได้เดินทางไปยังเทศบาล ต.บึงเนียม เพื่อรับฟังและแนะแนวทางการของบประมาณโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาหนองหวาย เพื่อปรับปรุงพนังกั้นน้ำพองฝั่งขวา พร้อมอาคารประกอบ เพื่อแก้ปัญหาน้ำเอ่อล้นท่วมที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยในช่วงฤดูน้ำหลาก

‘อนุชา’ร่วมงานหุ่นฟางนกที่ชัยนาท

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/794422

วันพฤหัสบดี ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดงานมหกรรมหุ่นฟางนกและของดีศรีท้องถิ่น จ.ชัยนาท ครั้งที่ 39 ประจำปี 2567 และงานกาชาด จ.ชัยนาท โดยมีนายนที มนตริวัต ผวจ.ชัยนาท และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติฯ หน้าศาลากลางจังหวัดชัยนาท เพื่อสืบสานประเพณี วัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นสนับสนุนและส่งเสริมการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนและท้องถิ่น ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรและส่งเสริมการท่องเที่ยวใน จ.ชัยนาท รวมทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจให้มีเม็ดเงินไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในพื้นที่มากขึ้น

นายอนุชา กล่าวว่า จ.ชัยนาท มีพื้นที่ปลูกข้าวกว่า 8 แสนไร่ อาชีพการทำนาจึงถือเป็นอาชีพหลัก แต่วัสดุที่เหลือใช้จากการทำนายังคงมีเหลือเป็นจำนวนมาก จนเกษตรกรบางรายต้องเผาทิ้ง ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน เกิดมลภาวะและทำให้ดินเสื่อมสภาพ ต่อมาส่วนราชการและเกษตรกรได้ร่วมหาแนวทางแก้ปัญหา จึงริเริ่มนำฟางข้าวที่เหลือใช้มาสร้างสรรค์ทำเป็นหุ่นฟางนก ที่มีความประณีตงดงาม เป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของ จ.ชัยนาท และเป็นที่มาของการจัดงานมหกรรมหุ่นฟางนกและของดีศรีท้องถิ่น และงานกาชาด จ.ชัยนาท ที่สืบต่อกันมา สร้างสีสัน ดึงดูดนักท่องเที่ยว ส่งผลให้เกิดการใช้จ่าย นำรายได้เข้าสู่จังหวัด

“งานมหกรรมหุ่นฟางนกและของดีศรีท้องถิ่น จ.ชัยนาท ถือเป็นงานประเพณีที่สำคัญและมีชื่อเสียงของ จ.ชัยนาท และเป็นงานประเพณีหนึ่งเดียวในโลกที่ได้มีการนำเอาฟางข้าว เศษวัสดุเหลือใช้จากทุ่งนา มาสร้างสรรค์ประดิษฐ์งานศิลปะเป็นหุ่นฟางนกยักษ์ และหุ่นฟางนกเล็ก ที่สามารถทำเป็นอาชีพสร้างรายได้ และกลายเป็นงานประเพณีที่สืบทอดติดต่อกันมาอย่างยาวนานถึง 39 ปี ทั้งนี้ ขอฝากทุกท่านให้ช่วยกันสืบสานงาน พัฒนาต่อยอด สิ่งที่ดีอยู่แล้ว ให้ดียิ่งขึ้นต่อไปในมิติใหม่ๆ ส่งต่อให้ลูกหลาน” นายอนุชา กล่าว

‘ธรรมนัส’เดินหน้า เปลี่ยนส.ป.ก.4-01 ออกโฉนดทำเกษตร พร้อมกันทั้งประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/794426

วันพฤหัสบดี ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ พบปะพี่น้องเกษตรกร เพื่อรับฟังปัญหา ความต้องการ และแนวทางแก้ไขปัญหาของเกษตรกรในพื้นที่จ.ชัยภูมิ พร้อมกับมอบโฉนดเพื่อการเกษตร 200 ราย ใบรับรองมาตรฐาน GAP ปุ๋ยหมักเติมอากาศ พันธุ์สัตว์น้ำในแหล่งน้ำสาธารณะกรรมสิทธิ์สัตว์โครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ โครงการแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทานและปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ 50,000 ตัว ลงสระน้ำสาธารณะ ที่ว่าการอำเภอหนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ

“กระทรวงเกษตรฯ ยังคงเดินหน้าเปลี่ยน ส.ป.ก. 4-01 เป็นโฉนดเพื่อการเกษตรทั้งแผ่นดิน เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าในที่ดิน อีกทั้งยังให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ และหากพี่น้องเกษตรกรรายใดที่ไม่พึงประสงค์จะทำอาชีพด้านการเกษตรต่อ สามารถนำที่ดินมาคืนที่ ส.ป.ก.เพื่อ ส.ป.ก.จะหาเกษตรกรผู้มีคุณสมบัติรายใหม่มารับช่วงต่อไป อย่างไรก็ดี ส.ป.ก. 4-01 ที่เปลี่ยนเป็นโฉนดเพื่อการเกษตรนั้นต้องมีคุณภาพพอที่จะทำการเกษตร จึงต้องมีการพัฒนาพื้นที่ให้มีความเหมาะสม ทั้งการพัฒนาแหล่งน้ำ ปรับปรุงบำรุงดิน และการจัดเตรียมพันธุ์พืชสัตว์ เป็นต้น จึงต้องการมารับฟังปัญหาและความต้องการจากพี่น้องเกษตรกรโดยตรง เพื่อดำเนินการตามความต้องการของพี่น้องเกษตรกรอย่างตรงจุด หากเรื่องใดที่สามารถดำเนินการได้เลยจะทำทันที และหากเรื่องใดต้องที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงอื่น ตนรับจะประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้อย่างเร็วที่สุด” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

เกษตรฯแจงส่งออกมังคุด ญี่ปุ่นไม่ยกเลิกแค่ให้ใช้2วิธีการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/794425

วันพฤหัสบดี ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ตามที่มีการเสนอข่าวผู้ส่งออกมังคุด จ.จันทบุรี ระบุว่า “ญี่ปุ่นแก้กฎ-แตก 1 ลูก ทิ้งยกลอต” ปรากฏว่ามีผู้ประกอบการบางส่วนมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับมาตรการการส่งออกมังคุดผลสดไปประเทศญี่ปุ่น ว่ามาตรการอบไอน้ำถูกยกเลิกนั้น สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศประจำกรุงโตเกียว (สปษ.โตเกียว) ชี้แจงว่าผู้ประกอบการยังสามารถเลือกใช้ได้ทั้ง 2 วิธีในการส่งออก โดยกระทรวงเกษตรป่าไม้และประมงญี่ปุ่น (MAFF) อนุญาตให้นำเข้ามังคุดผลสดจากประเทศไทยได้ 2 วิธี ได้แก่ 1.มังคุดผลสด ที่ผ่านมาตรการอบไอน้ำ (VHT) และ 2.การควบคุมระบบ (System Approach) หรือวิธีไม่ต้องอบไอน้ำ

ทั้งนี้ มีรายละเอียด ดังนี้ วิธีที่ 1 การอบไอน้ำ (VHT) โรงอบไอน้ำและโรงคัดบรรจุจะต้องขึ้นทะเบียน มังคุดจะต้องผ่านการอบไอน้ำเพื่อกำจัดแมลงวันผลไม้ Bactrocera
dorsalis Species Complex เจ้าหน้าที่กรมวิชาการเกษตรตรวจเพื่อการส่งออก และกระทรวงเกษตรฯ ญี่ปุ่น จะส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจประเมินระบบปีละ 1 ครั้ง ข้อดีของวิธีนี้ ได้แก่ ผู้ประกอบการมีความชำนาญ สามารถดำเนินการได้คราวละปริมาณมากๆ ส่วนวิธีที่ 2 การควบคุมระบบ (System Approach) หรือวิธีไม่ต้องอบไอน้ำแต่ต้องคัดเฉพาะผลที่ไม่มีรอยเสียหายซึ่งกำหนดว่าหากตรวจพบรอยเสียหายหรือพบแมลงวันผลไม้สินค้าจะถูกทำลายทั้งลอตการนำเข้า ซึ่งในขั้นตอนการเจรจากรมวิชาการเกษตรเสนอเพียงมาตรการเมื่อตรวจพบแมลงวันผลไม้เท่านั้นแต่ทางกระทรวงเกษตรฯ ญี่ปุ่นระบุให้เพิ่มมาตรการเมื่อตรวจพบรอยเสียหาย ณ ด่านนำเข้าด้วย จึงจะอนุญาตให้ใช้มาตรการทางเลือกใหม่ (ไม่ต้องอบไอน้ำ) ข้อดีของวิธีนี้ ได้แก่ ผลมังคุดที่ไม่ผ่านการอบไอน้ำสามารถเก็บรักษาได้นานขึ้น ประหยัดค่าใช้จ่ายในการอบไอน้ำ แต่มีข้อจำกัดหากตรวจพบรอยเสียหายทางการญี่ปุ่นจะไม่อนุญาตให้นำเข้าทั้งลอต

อย่างไรก็ดี หากผู้ประกอบการสนใจใช้มาตรการไม่ต้องอบไอน้ำ จำเป็นต้องปรับวิธีการดำเนินการโดยเฉพาะขั้นตอนการทำความสะอาดผลมังคุดคัดบรรจุและการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้สอดคล้องกับเงื่อนไขเพื่อป้องกันการถูกสั่งทำลายทั้งลอตเมื่อสินค้าส่งถึงประเทศญี่ปุ่น ในระยะกลาง-ระยะยาว กรมวิชาการเกษตร อาจพิจารณารวบรวมข้อมูล (จำนวนเคสส่งออกจริงสักระยะหนึ่ง) ที่พิสูจน์ให้เห็นว่ามาตรการควบคุมของฝ่ายไทยเพียงพอและไม่ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงในการบุกรุกของแมลงวันผลไม้เข้าสู่ประเทศญี่ปุ่นเพื่อใช้ประกอบการเจรจาขอลดความรุนแรงของมาตรการเมื่อตรวจพบรอยเสียหาย ณ ประเทศญี่ปุ่น ต่อไป สำหรับผู้ประกอบการ เกษตรกรที่สนใจ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่กลุ่มงานกำจัดศัตรูพืชกักกันกลุ่มวิจัยการกักกันพืชสำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืชกรมวิชาการเกษตร

‘อนุชา’ยกระดับคุณภาพ ยุวเกษตรกล้าคิดกล้าเปลี่ยน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/794193

วันพุธ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวปาฐกถาพิเศษในกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้สู่การยกระดับคุณภาพการศึกษาและคุณภาพชีวิตผู้เรียนใน จ.ชัยนาท จัดโดยคณะกรรมการศึกษาธิการ จ.ชัยนาท มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนายกระดับคุณภาพการศึกษาและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของชาวชัยนาทอย่างยั่งยืน โดยมีผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วม ที่โรงเรียนชัยนาทพิทยาคม อ.เมือง จ.ชัยนาท

นายอนุชา กล่าวว่า ครูถือเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาการศึกษาและสร้างอนาคตเยาวชนไทย ซึ่งครูยุคใหม่ต้องก้าวทันโลกดิจิทัล เพื่อบ่มเพาะให้เยาวชนไทยได้เติบโตมาเป็นกำลังสำคัญของชาติ ทั้งนี้ จ.ชัยนาท มีพื้นที่เกษตรกรรมคิดเป็นร้อยละ 79.29 ของพื้นที่ทั้งหมด จึงมีแนวคิดพัฒนาเยาวชนต้นแบบการทำเกษตรยุคใหม่ เปลี่ยนวิถีชีวิตจากทำเกษตรเพียงอย่างเดียว มาทำปศุสัตว์ควบคู่กันไป ให้เยาวชนกล้าคิดใหม่ และกล้าเปลี่ยนแปลง เพื่อเติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศ โดยมีเป้าหมายคือสามารถเพิ่มกำลังซื้อหลักสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนและเพิ่มรายได้ให้กับชุมชนและชาวชัยนาท ช่วยสร้างโอกาส สร้างอาชีพ ลดปัญหาหนี้สิน และสร้างอาชีพที่น่าภาคภูมิใจให้ลูกหลานของไทยได้อยู่ในถิ่นฐานบ้านเกิดต่อไป

“ผมขอฝากครู อาจารย์ทุกท่าน ช่วยกันเปลี่ยนประเทศโดยเริ่มต้นจากสถาบันการศึกษา ให้เปลี่ยนแนวคิดภาคเกษตรไทยให้เป็นเกษตรยุคใหม่ ทำให้เกษตรกรหลุดพ้นจากความยากจน ลูกหลานชาว จ.ชัยนาท มีชีวิตและมีโอกาสมากขึ้น ซึ่งได้ขับเคลื่อนโครงการยุวเกษตรกรเงินบาทแรกของแผ่นดิน ร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยภาคเหนือ ด้วยการคัดเลือกนักศึกษาที่มีความสนใจ มาเข้าร่วม โดยเริ่มต้นด้วยการเลี้ยงโคคณิตศาสตร์ เพื่อให้สามารถต่อยอดมาใช้ในชีวิตจริงได้ต่อไป” นายอนุชา กล่าว

สกู๊ปพิเศษ : ขอนแก่นขับเคลื่อน Soft Power หมอลำต้นกล้าวัฒนธรรม โครงการหมอลำน้อยจิตอาสาพัฒนาเยาวชนคนขอนแก่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/794190

สกู๊ปพิเศษ : ขอนแก่นขับเคลื่อน Soft Power หมอลำต้นกล้าวัฒนธรรม  โครงการหมอลำน้อยจิตอาสาพัฒนาเยาวชนคนขอนแก่น

สกู๊ปพิเศษ : ขอนแก่นขับเคลื่อน Soft Power หมอลำต้นกล้าวัฒนธรรม โครงการหมอลำน้อยจิตอาสาพัฒนาเยาวชนคนขอนแก่น

วันพุธ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ที่ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น นายธาดา พรหมสาขา ณ สกลนคร รองนายกองค์การบริหารส่วน จ.ขอนแก่น เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านหมอลำ นำโดย ดร.ราตรีศรีวิไล บงสิทธิพร ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (หมอลำกลอนประยุกต์) ดร.จินตนา เย็นสวัสดิ์ ศิลปินมรดกอีสาน สาขาศิลปะการแสดง (ลำกลอน) ที่ปรึกษาโครงการฯ นางเพชราภรณ์กาละพันธ์ ศิลปินมรดกอีสาน สาขาศิลปะการแสดง (หมอลำกลอนประยุกต์) และคณะวิทยากรจากศูนย์การเรียนรู้ครูภูมิปัญญาไทย ด้านศิลปกรรม (ศิลปะการแสดงหมอลำกลอน) ของแม่ครูจินตนา เย็นสวัสดิ์ ได้แก่ หมอลำวุฒิชัย ขุนด่านซ้าย หมอลำนครินทร์ นามวงษา หมอลำจตุพรจันทร์ดี หมอแคนเคนตะ วาทานาเบ้หมอแคนบรรณวิชญ์ สังหาวิทย์ (หมอแคนทิกเกอร์) มอบความรู้ให้กับเด็กและเยาวชนที่มีใจรักหมอลำและที่สนใจเรียนรู้หมอลำสมัครเข้าร่วมกว่า 50 คน

โครงการหมอลำน้อยจิตอาสาพัฒนาเยาวชนคนขอนแก่น เป็นโครงการที่ขับเคลื่อนและพัฒนาศักยภาพองค์กรภาคีเครือข่ายทางวัฒนธรรมอนุรักษ์ ฟื้นฟู จารีต ประเพณี ภูมิปัญญาและศิลปะที่ดีงามของท้องถิ่น ซึ่งเด็กและเยาวชนถือว่าเป็น “ต้นกล้า” ที่สำคัญที่จะดูแลรักษาศิลปวัฒนธรรม มรดกภูมิปัญญาทางด้านศิลปะหมอลำให้คงอยู่ต่อไป หมอลำ เป็นสุดยอดเพลงพื้นบ้านทางภาคอีสาน เป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงและโดดเด่นที่สุดของภาคอีสานจนสามารถยึดเอาเป็นอาชีพได้ผู้ที่จะเป็นหมอลำได้นั้นต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถสูง มีสติปัญญาดี มีทั้งศาสตร์และศิลป์อยู่ในตัวต้องมีความจำเป็นเลิศ สามารถจำกลอนลำได้มากมายทุกแง่ทุกมุมและทุกประเภทของกลอนลำ ทำให้ศิลปินหมอลำกลายเป็นหนึ่งในนวัตกรรมของอีสานอย่างแยกไม่ออก และมีศิลปินเกิดขึ้นมากมาย ซึ่งรูปแบบการอบรมแบ่งเป็นฐานการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ ทั้งกลุ่มที่สนใจการขับร้องหมอลำและกลุ่มที่สนใจเครื่องดนตรีอีสาน ซึ่งเด็กได้เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญ ตั้งแต่ ความรู้พื้นฐานด้านหมอลำ องค์ประกอบหมอลำ เรียนรู้ทักษะการลำทางสั้น และลำเต้ย เรียนรู้ทักษะการดีดพิณและเป่าแคนลายสุดสะแนน ลายเต้ย เรียนรู้ฟ้อนแม่บทอีสาน 6 ท่า เรียนรู้ทักษะการลำทางยาว ลำเดินขอนแก่น เรียนรู้ทักษะเดี่ยวพิณและการเป่าแคนลายยาว เรียนรู้ทักษะการฟ้อนรำ หลังจากอบรมเด็กและเยาวชนที่เข้าร่วมได้ประสมวง แสดงผลจากการเรียนรู้ผ่านการร้องลำ ฟ้อน ได้แก่ ลำทางสั้น ลำทางยาว ลำเดินขอนแก่น ลำเต้ย ตามลำดับ ให้กับวิทยากรเพื่อประเมินผลสำเร็จของการฝึกอบรม

‘ไชยา’แจ้งข่าวดี เวียดนามไฟเขียว ส่งออกโค-กระบือ ฟาร์มไทย33แห่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/794189

วันพุธ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีไทยเตรียมส่งโคมีชีวิตไปเวียดนามทางเรือครั้งแรก ว่า กรมปศุสัตว์ ได้รับรายงานจากกระทรวงต่างประเทศ เรื่อง การส่งออกโคกระบือจากไทยไปเวียดนาม โดยขนส่งทางเรือ ซึ่งกรมสุขภาพสัตว์เวียดนาม (DAH ) อนุญาตให้ไทยส่งออกโคและกระบือทางทะเลได้ แต่ต้องได้รับการตรวจเชื้อโรคและควบคุมอย่างเข้มงวด พร้อมให้การรับรองฟาร์มโคและกระบือปลอดโรคปากและเท้าเปื่อย เพิ่มอีก 3 แห่ง ทำให้ขณะนี้มีการรับรองฟาร์มที่มีการขึ้นทะเบียนเพื่อการส่งออกไปเวียดนามแล้วทั้งสิ้น 23 ฟาร์ม โดยอยู่ระหว่างการดำเนินการด้านเอกสาร

นายไชยา กล่าวต่อว่า ถือเป็นข่าวดีของพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงโคกระบือ เป็นการขยายตลาดเพื่อการส่งออกและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร ตนพยายามผลักดันเรื่องนี้ และได้มอบหมายกรมปศุสัตว์ ใช้ศูนย์ผลิตอาหารเป็นฐานการผลิตหัวอาหารสัตว์เพื่อจำหน่ายให้กลุ่มสหกรณ์การเกษตร ทั้งโคเนื้อ โคนม สุกร เพื่อลดต้นทุนอาหารสัตว์ให้เกษตรกร เร่งพัฒนาโรงงานผลิตวัคซีนป้องกันโรคระบาดสัตว์ให้มีประสิทธิภาพได้มาตรฐานสากล สามารถส่งออกวัคซีนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงจัดหาตลาดเพื่อรองรับปริมาณโคที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะโรงเชือดชุมชน โรงเชือดเพื่อการส่งออกตามมาตรฐานสากล เพื่อรองรับตลาดโคเนื้อ ทั้งโคมีชีวิตและผลิตภัณฑ์โคชำแหละ โดยเฉพาะตลาดประเทศจีน ประเทศตะวันออกกลาง และเวียดนาม ที่มีกำลังซื้อสูง เป็นการสร้างรายได้เข้าประเทศและเพิ่มมูลค่าสินค้าด้านปศุสัตว์ของไทย

‘ธรรมนัส’ถกเวทีระดับโลก โชว์ศักยภาพด้านการเกษตรไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/794191

วันพุธ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังร่วมประชุม Global Forum for Food and Agriculture ครั้งที่ 16 ที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ได้รับโจทย์เพื่อนำกลับมาเร่งดำเนินการหลายประเด็น ได้แก่ การปฏิรูประบบเกษตรและอาหารของไทยอย่างเป็นรูปธรรม การจัดตั้งสำนักงานภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของกองทุนระหว่างประเทศ เพื่อพัฒนาเกษตรกรรมในไทย การเสริมสร้างความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างไทยกับประเทศภาคี และการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารไทยในตลาดสหภาพยุโรป

นอกจากนี้ ร.อ.ธรรมนัส ร่วมกับรัฐมนตรีด้านการเกษตรของประเทศอื่นๆ กว่า 80 ประเทศ เห็นพ้องที่จะเร่งรัดการปฏิรูประบบเกษตรและอาหาร เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ ภายในปี 2573 (ค.ศ. 2030) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “เป้าหมายที่ 2 ว่าด้วยการยุติความหิวโหย” และการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร ด้วยการ (1) ส่งเสริมการผลิตที่ยั่งยืน (2) การส่งเสริมห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่นและยั่งยืน (3) การลดอาหารเหลือทิ้ง และ (4) การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มเปราะบาง โดยพิจารณาจากความต้องการของ “ประชาชนทุกคน” เป็นหลัก ซึ่งมีความสอดคล้องกับแนวทางการขับเคลื่อนภาคการเกษตรด้วย BCG Model ของกระทรวงเกษตรฯ

ร.อ.ธรรมนัส ยังได้หารือกับMrs.Gerardine Mukeshimanaรองประธานกองทุนระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม โดยนาง Gerardine Mukeshimana ขอบคุณฝ่ายไทยที่ให้การสนับสนุนการเป็น “ประเทศเจ้าภาพ (host country)” ในการจัดตั้งสำนักงานภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของกองทุนระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม ซึ่งยังมีขั้นตอนการดำเนินงานหลายขั้นตอน ก่อนที่จะสามารถจัดตั้งสำนักงานภูมิภาคดังกล่าวในประเทศไทยได้ โดย ร.อ.ธรรมนัส แจ้งว่าฝ่ายไทยเห็นความสำคัญของกองทุนระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมอย่างมาก ซึ่งจะมีประโยชน์ต่อการพัฒนาภาคการเกษตรของไทยในมิติต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการเสริมสร้างศักยภาพของเกษตรกร ซึ่งการจัดตั้งสำนักงานดังกล่าว จะทำให้ไทยเป็นประเทศเจ้าภาพของ 3 หน่วยงานระดับโลกที่มาจากกรุงโรม ประเทศอิตาลี นอกเหนือจากสำนักงานภูมิภาคขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และสำนักงานภูมิภาคของโครงการอาหารโลก (WFP)

สำหรับในมิติทวิภาคี รมว.เกษตรฯ ได้พบปะหารือกับผู้นำประเทศคู่ภาคีต่างๆ อาทิ Mr.Piet Adema รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร ธรรมชาติและคุณภาพอาหารแห่งเนเธอร์แลนด์ Mrs.ClaudiaMüller รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอาหารและการเกษตรแห่งเยอรมนี และ Mr.HarvickHansnul Qalb รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรแห่งอินโดนีเซีย เพื่อร่วมผลักดันให้เกิดความร่วมมือด้านการค้าสินค้าข้าว 2 ล้านตัน และความร่วมมือการเกษตรที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมระบบเกษตรและอาหารอย่างยั่งยืน และการเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัวแก่เกษตรกรให้มีความยืดหยุ่นต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เพื่อเป็นการยกระดับความเป็นอยู่ของประชากรและความมั่นคงทางอาหาร

49ปีส.ป.ก.พลิกโฉมยกระดับที่ดินเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/794192

วันพุธ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดงานวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.)ครบรอบ 49 ปี เมื่อเร็วๆ นี้ พร้อมมอบรางวัลข้าราชการพลเรือนและลูกจ้างประจำดีเด่น ประจำปี 2566 รางวัล Talent of the year ประจำปี 2566 รางวัลชนะเลิศการประกวดออกแบบตราสัญลักษณ์ครบรอบ 49 ปี (ส.ป.ก.) รางวัลชนะเลิศเรียงความเนื่องในวันคล้ายสถาปนาครบรอบ 49 ปี รางวัลหน่วยงานยกย่องเชิดชูเกียรติและบุคคลที่ร่วมสร้างผลงานต้นแบบ ประจำปี 2567 และรางวัลชนะเลิศสื่อคุณธรรมในการป้องกัน การทุจริต ไม่ยอม ไม่ทน ไม่เฉย ในรูปแบบ Digitalโดยมี นายไชยา พรหมา นายอนุชา นาคาศัยรมช.เกษตรฯ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เข้าร่วม ว่าตลอดระยะเวลา 49 ปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ ส.ป.ก.ในการดำเนินภารกิจไปสู่เป้าหมายขององค์กร เพื่อพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน โดยเฉพาะการดำเนินการเปลี่ยน ส.ป.ก. 4-01 เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร

ทั้งนี้ ถือเป็นการปรับปรุงและพัฒนาสิทธิในที่ดินเกษตรกรรม สร้างความมั่นคงในการถือครองและการใช้ประโยชน์ในที่ดิน และสร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุนที่เพิ่มขึ้นซึ่งจะช่วยให้เกษตรกร สามารถเติบโตและแข่งขันต่อไปได้ ท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ในปัจจุบันและอนาคต นอกจากนี้ได้มอบนโยบายให้แก่เจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.ทั้งส่วนกลางและภูมิภาค โดยให้ปฏิบัติงานด้วยความมุ่งมั่น ซื่อสัตย์ ยึดถือกฎหมาย และประโยชน์ของเกษตรกรเป็นสำคัญ เพื่อให้ภาคการเกษตรและคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยเติบโตอย่างมั่นคงยั่งยืน