‘ธรรมนัส’มอบเงินช่วยเหลือ ให้ราคาข้าวเปลือกมีเสถียรภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/796963

วันพุธ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมมอบเงินตามมาตรการช่วยเหลือชาวนาผู้ปลูกข้าวผ่านสถาบันเกษตรกร ปี 2566/67 ให้แก่สถาบันเกษตรกร 4 แห่ง และเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ 6 ราย รวม 25,654,350 บาท ตามนโยบายรัฐบาลเพื่อรักษาราคาข้าวเปลือกให้มีเสถียรภาพ ซึ่งรัฐบาลช่วยค่าเก็บฝากและรักษาคุณภาพข้าวเปลือก 1,500 บาท/ตัน ที่สหกรณ์การเกษตรแม่ใจ จำกัด อ.แม่ใจ จ.พะเยา ซึ่งในปีการผลิต 2566/67 สหกรณ์การเกษตรแม่ใจ จำกัด ได้รวบรวมข้าวเปลือกของสมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรทั่วไปในพื้นที่ 20,733 ตัน มูลค่ามากกว่า 241.88 ล้านบาท โดยนำข้าวเปลือกเข้าร่วมโครงการตามมาตรการช่วยเหลือชาวนา
ผู้ปลูกข้าวผ่านสถาบันเกษตรกร โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี 10,361 ตัน เงินกู้124,342,800 บาท โดยได้รับค่าเก็บฝากและรักษาคุณภาพข้าวเปลือก 15,542,850 บาท โดยเป็นค่าเก็บรักษาของสหกรณ์ตันละ 1,000 บาทเป็นเงิน 10,361,900 บาท สมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรได้รับตันละ 500 บาท เป็นเงิน 5,180,950 บาท ซึ่งมาตรการดังกล่าวทำให้สมาชิกสหกรณ์ เกษตรกรทั่วไปได้รับประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ของโครงการมากถึง 3,221 ราย

รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เห็นชอบในหลักการมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 2566/67 และได้อนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณรวม 10,601.96 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2566/67 และโครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปีการผลิต 2566/67 เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก วงเงินรวม 55,038.96 ล้านบาท นอกจากนี้ครม.มีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการบริหารและจัดการข้าว (นบข.) เสนอมาตรการให้เงินช่วยเหลือชาวนา ไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 20 ไร่ หรือไม่เกิน 20,000 บาทภายใต้โครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2566/67 วงเงิน 5.6 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ จ.พะเยา มีสถาบันเกษตรกรที่ดำเนินการรวบรวมข้าวเปลือกในฤดูกาลผลิต 11 แห่ง และมีสหกรณ์การเกษตร 4 แห่งเข้าร่วมโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ในปีการผลิต 2566/67 ผลการรวบรวมข้าวที่เข้าร่วมโครงการตามมาตรการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี 17,102.90 ตัน เงินกู้ 204,604,800 บาท ผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้รับการสนับสนุนค่าฝากเก็บและรักษาคุณภาพข้าวเปลือกผ่านสหกรณ์ รวม 25,654,350 บาท โดยเป็นค่าเก็บรักษาข้าวเปลือกของสหกรณ์ 17,102,900 บาท และเกษตรกรได้รับเงิน 8,551,450 บาท ซึ่งมีจำนวนสมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรทั่วไปได้รับประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ของโครงการฯ 5,722 ราย

‘รองนายกฯภูมิธรรม’นำทีมแถลงเรื่องปุ๋ย หลังวิจัยร่วม ม.เกษตรฯ พบสูตรเพิ่มผลผลิตข้าวสำเร็จ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/796929

'รองนายกฯภูมิธรรม'นำทีมแถลงเรื่องปุ๋ย หลังวิจัยร่วม ม.เกษตรฯ พบสูตรเพิ่มผลผลิตข้าวสำเร็จ

‘รองนายกฯภูมิธรรม’นำทีมแถลงเรื่องปุ๋ย หลังวิจัยร่วม ม.เกษตรฯ พบสูตรเพิ่มผลผลิตข้าวสำเร็จ

วันอังคาร ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2567, 18.02 น.

เมื่อวันที่ 2 เม.ย.2567 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานรับมอบสูตรปุ๋ยจาก ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ได้มีการวิจัยร่วมกันระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และศูนย์เทคโนโลยีชีวภาพการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์วิทยาเขตกำแพงแสน และแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ได้สูตรปุ๋ยที่มีประสิทธิภาพ ตรงความต้องการของต้นข้าว ที่จะทำให้ได้ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น อีกทั้งเป็นการสร้างทางเลือกใหม่ให้เกษตรกร โดยมี ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว ผู้บริหาร และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลง ณ ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล กรุงเทพมหานคร

นายภูมิธรรม กล่าวว่า การเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของภาคการผลิตข้าว เพราะในปัจจุบันข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย มีพื้นที่เพาะปลูก รวมทั้งประเทศประมาณ 61.92 ล้านไร่ (ข้าวนาปี, ข้าวนาปรัง) โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือเป็นพื้นที่ปลูกข้าวขาวดอกมะลิ 105 เป็นข้าวที่ไวต่อช่วงแสง ซึ่งเป็นพันธุ์ข้าวที่สำคัญของประเทศมีการปลูกมากถึง 22.3 ล้านไร่ แต่มีผลผลิตเฉลี่ยค่อนข้างต่ำประมาณ 413 กิโลกรัมต่อไร่ พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่มีสภาพอากาศค่อนข้างแห้งแล้ง นอกเขตชลประทาน ทำให้เป็นอุปสรรคในการผลิตข้าว นอกจากนี้ยังพบว่าพื้นที่ในเขตชลประทานมีการปลูกข้าวที่ไม่ไวต่อช่วงแสง ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ยังไม่สูงมากนักและไม่เต็มศักยภาพของสายพันธุ์พบว่าเกษตรกรผู้ปลูกข้าวส่วนใหญใช้สูตรปุ๋ยและอัตราการใช้ปุ๋ยในช่วงระยะสะสมอาหารและระยะข้าวตั้งท้องไม่เหมาะสม เป็นสูตรที่มีปริมาณธาตุอาหารค่อนข้างต่ำ ฉะนั้น การจัดการธาตุอาหาร การใช้ปุ๋ยเคมีเป็นอีกวิธีการหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มปริมาณธาตุอาหารในดินได้อย่างมีประสิทธิภาพและเพียงพอต่อความต้องการของข้าว เพื่อบรรลุเป้าหมายตามนโยบายของรัฐบาลในการเพิ่มรายได้ของเกษตรกรเป็น 3 เท่าในระยะเวลา 4 ปีของรัฐบาล กรมการข้าว พบว่างานวิจัยของศูนย์เทคโนโลยีชีวภาพการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์วิทยาเขตกำแพงแสน โดยมี ศาสตราจารย์สุนทรี ยิ่งชัชวาลย์ รองศาสตราจารย์สุมิตรา ภู่วโรดม ดร.พรชัย ไพบูลย์ ดร.พรรณี ชื่นนคร และดร.วินัย อุดขาว มีแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรที่จะลดต้นทุนการผลิต และยกระดับผลผลิตข้าวให้สูงขึ้นเท่ากับการลดตันทุนการผลิตที่ลดลง โดยนำองค์ความรู้ และเทคโนโลยีปัจจัยการผลิตข้าวแบบสมัยใหม่มาช่วยปรับเปลี่ยนวิธีการปลูกข้าวแบบดั้งเดิมให้ทันสมัย เช่น การกำหนดสูตรและอัตราการใช้ตามเป้าหมายผลผลิตข้าวแทนสูตรและอัตราเดิมที่เกษตรกรใช้อยู่ ซึ่งจากการวิจัยร่วมกันพบว่า ปุ๋ยสูตร 20-8-20 เหมาะสำหรับข้าวที่ไวต่อช่วงแสง ให้ผลผลิตสูงสุด 633 กิโลกรัมต่อไร่ และปุ๋ยสูตร 25-7-14 เหมาะสำหรับข้าวไม่ไวต่อช่วงแสงให้ผลผลิตสูงสุด 900 กิโลกรัมต่อไร่

– 006

เบตงอากาศร้อนจัด! กระทบสวนทุเรียน หวั่นแห้งตายกว่า 10 แปลง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/796781

เบตงอากาศร้อนจัด! กระทบสวนทุเรียน หวั่นแห้งตายกว่า 10 แปลง

เบตงอากาศร้อนจัด! กระทบสวนทุเรียน หวั่นแห้งตายกว่า 10 แปลง

วันอังคาร ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2567, 09.36 น.

เกษตรอำเภอเบตง เผยสวนทุเรียนในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากอากาศร้อน ต้นตาย จำนวนกว่า 10 แปลง จากการประสบปัญหาขาดแคลนแหล่งน้ำทางการเกษตรในพื้นที่สูง

วันนี้ (2 เม.ย.67)นางสาวอาภรณ์ รัตนพิบูลย์ รักษาราชการแทนเกษตรอำเภอเบตง เปิดเผยว่าปัจจุบันอำเภอเบตง เป็นอำเภอที่มีพื้นที่ปลูกทุเรียนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน อำเภอเบตง จังหวัดยะลา มีพื้นที่ปลูกทุเรียน 42,000 กว่าไร่ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก จากเมื่อก่อนพื้นที่โดยหลักเป็นพื้นที่ปลูกยางพาราเป็นหลัก

ปัจจุบันพื้นที่ปลูกยางพาราหลายส่วนได้เปลี่ยนเป็นพื้นที่ปลูกทุเรียนไปแล้ว ซึ่งมีพื้นที่ปลูก 42,000 กว่าไร่ให้ผลผลิต 20,000 กว่าไร่ แนวโน้มการปลูกทุเรียนจะเพิ่มขึ้นก็จะทำให้ส่งผลกระทบกับสภาพแวดล้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะปัญหาในพื้นที่ เรื่องของแหล่งน้ำทางการเกษตร ซึ่งทุเรียนเป็นพืชที่ต้องการน้ำปริมาณที่มากใน1ต้นขนาดใหญ่ ประมาณ 200 ลิตรแล้วแต่ขนาดต้นทุเรียน

ซึ่งจากยางพาราที่ไม่ต้องดูแลมาก ไม่ต้องมีระบบน้ำ ปัจจุบันพอเปลี่ยนเป็นการปลูกทุเรียน เกษตรกรหลายรายจำเป็นต้องมีระบบน้ำ ทำให้เกิดการแย่งชิงน้ำกันบ้าง ซึ่งเกษตรกรที่จะปลูกทุเรียน คำแนะนำของเกษตรอำเภอเบตง อย่างแรก คือต้องสำรวจแหล่งน้ำ ให้มั่นใจว่าเราสามารถหาแหล่งน้ำในการดูแลต้นทุเรียนของเราได้ สำรวจแหล่งน้ำ ทำระบบน้ำ จัดหาแหล่งน้ำให้เรียบร้อยก่อนที่จะปลูกทุเรียน

รักษาราชการแทนเกษตรอำเภอเบตง กล่าวอีกว่า สำหรับต้นที่โตแล้วแต่ว่ายังไม่มีแหล่งน้ำก็จะแนะนำให้จัดหาแหล่งน้ำ อาจมีการวางระบบน้ำ คือการขุดบ่อ วางระบบของท่อน้ำจากบนเขาที่อยู่ในเขตสวนของตนเอง อย่างปีนี้เป็นปีที่อากาศร้อนมาก ทำให้ทุเรียนหลายแปลงได้รับผลกระทบอย่างอำเภอเบตงได้รับผลกระทบจากอากาศร้อนจำนวนกว่า 100 แปลงเพียงได้รับผลกระทบแต่ยังไม่เสียหายมาก แต่ถ้าได้รับความเสียหายระดับต้นตายจะมี 10 กว่าแปลง จากการประสบปัญหาขาดแคลนแหล่งน้ำทางการเกษตรในพื้นที่สูง พร้อมแนะนำให้เกษตรกรที่ยังไม่มีแหล่งน้ำ สิ่งแรกก่อนปลูกทุเรียนคือจัดหาแหล่งน้ำก่อน หากไม่สามารถจัดหาแหล่งน้ำได้ ซึ่งการตัดหญ้า อาจจะช่วยได้บางส่วน หากสวนที่ปลูกทุเรียน มีแหล่งน้ำไม่เพียงพอหรือมีไม่มาก ถ้าเราตัดหญ้าโล่งเตียน ฉีดหญ้าจนแห้งตายหมด ทำให้การสูญเสียน้ำมีเยอะขึ้นอาจจะไว้หญ้าบ้างเพื่อรักษาหน้าดิน รักษาความชื้นในดินเอาไว้

สำหรับปีนี้ที่มีแห้งแล้งมากถึงแม้ว่าความแล้งจะเป็นส่วนหนึ่งการกระตุ้นตาดอกทุเรียนแต่ก็ยังแนะนำให้เกษตรกรให้น้ำอยู่เรื่อยๆเพราะถ้าไม่ให้น้ำเลย หากเมื่อฝนมาจะทำให้ดอกล่วงได้ แต่ว่าในขณะนี้ความแล้งในพื้นที่อำเภอเบตง พอทุเลาไปได้หน่อย ใน 1 – 2 วันนี้มีฝนตกทำให้ช่วยเกษตรชาวสวนได้เยอะเลยทีเดียวนางสาวอาภรณ์ รัตนพิบูลย์ รักษาราชการแทนเกษตรอำเภอเบตง กล่าว.012

‘กรมการข้าว’ร่วมตักบาตร กษ. เนื่องในวันสถาปนากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครบรอบ 132 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/796616

'กรมการข้าว'ร่วมตักบาตร กษ. เนื่องในวันสถาปนากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครบรอบ 132 ปี

‘กรมการข้าว’ร่วมตักบาตร กษ. เนื่องในวันสถาปนากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครบรอบ 132 ปี

วันจันทร์ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2567, 13.54 น.

เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2567 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำคณะผู้บริหาร และบุคลากรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมพิธีทำบุญตักบาตรข้าวสาร – อาหารแห้ง พระสงฆ์ 80 รูป และพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำ กษ. เนื่องในวันสถาปนากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครบรอบ 132 ปี โดยมี นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย นายชิษณุชา บุดดาบุญ รองอธิบดีกรมการข้าว นายอานนท์ นนทรีย์ รองอธิบดีกรมการข้าว และคณะผู้บริหารกรมการข้าว เข้าร่วมพิธีดังกล่าว ณ บริเวณด้านหน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์

– 006

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ร่วมทำบุญตักบาตร เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนา ก.เกษตรฯ ครบรอบ 132 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/796607

'อธิบดีกรมฝนหลวง'ร่วมทำบุญตักบาตร เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนา ก.เกษตรฯ ครบรอบ 132 ปี

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ร่วมทำบุญตักบาตร เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนา ก.เกษตรฯ ครบรอบ 132 ปี

วันจันทร์ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2567, 13.43 น.

เมื่อเวลา 06.40 น.วันที่ 1 เมษายน 2567 นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร , นายวีรวัฒน์ อังศุพาณิชย์ รองอธิบดีกรมฝนหลวงฯด้านปฏิบัติการ , นายราเชน ศิลปะรายะ รองอธิบดีกรมฝนหลวงฯด้านบริหาร พร้อมคณะเจ้าหน้าที่ ร่วมทำบุญตักบาตร พระสงฆ์จำนวน 77 รูป และร่วมพิธีสงฆ์ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครบรอบ 132 ปี โดยมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถนนราชดำเนิน

– 006

‘ธรรมนัส’เป็นปธ.มอบผ้าไตรและแห่นาค พิธีบรรพชาอุปสมบท พระสงฆ์ 77 รูป กระทรวงเกษตรฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/796560

'ธรรมนัส'เป็นปธ.มอบผ้าไตรและแห่นาค พิธีบรรพชาอุปสมบท พระสงฆ์ 77 รูป กระทรวงเกษตรฯ

‘ธรรมนัส’เป็นปธ.มอบผ้าไตรและแห่นาค พิธีบรรพชาอุปสมบท พระสงฆ์ 77 รูป กระทรวงเกษตรฯ

วันจันทร์ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2567, 11.09 น.

เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2567 ที่ผ่านมา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีบวงสรวงหลวงปู่สรวง พิธีมอบผ้าไตรและแห่นาค พิธีบรรพชาอุปสมบท พระสงฆ์ 77 รูป ในโอกาสที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดกิจกรรมบรรพชาอุปสมบทหมู่ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครบ 132 ปี โอกาสนี้ นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วยผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่กรมการข้าว เข้าร่วมพิธี ณ วัดเทพสรธรรมาราม ต.บ้านใหม่ อ.เมือง จ.ปทุมธานี

– 006

นายกฯนำทีมครม.ลงพื้นที่ ตรวจราชการภาคเหนือตอนบน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/796493

วันจันทร์ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ต้อนรับนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง รวมทั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในโอกาสลงพื้นที่ตรวจราชการกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน (เชียงราย น่าน พะเยา และแพร่)และร่วมประชุม ครม.นอกสถานที่ ครั้งที่ 2/2567 ที่ จ.พะเยา เมื่อเร็วๆ นี้ โดยการลงพื้นที่ในครั้งนี้ นายกฯ ได้หารือแผนการพัฒนาพื้นที่เป็นสนามบิน จ.พะเยา ในพื้นที่ ต.ดอนศรีชุม และ ต.บ้านถ้ำ อ.ดอกคำใต้ โดย จ.พะเยา เป็นจังหวัดสุดท้ายในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือที่ยังไม่มีสนามบิน ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวได้มีการศึกษาในเบื้องต้นแล้วว่ามีความเหมาะสมในการสร้างสนามบิน เพราะเป็นจุดศูนย์กลาง ประชาชนในพื้นที่หลายอำเภอใน จ.พะเยา และจังหวัดใกล้เคียง สามารถเดินทางได้สะดวก

จากนั้นได้เดินทางไปติดตามสถานการณ์การค้าชายแดน และพัฒนาพื้นที่ก่อสร้างอาคารที่ทำการด่านชายแดน CIQ ณ จุดผ่านแดนถาวรบ้านฮวก ต.ภูซาง อ.ภูซาง โดยกระทรวงเกษตรฯ ดำเนินการในส่วนของด่านนำเข้า-ส่งออก ทั้งด้านพืช ประมงและปศุสัตว์ ซึ่งรับผิดชอบโดยกรมวิชาการเกษตร กรมประมง และกรมปศุสัตว์ ซึ่งจุดผ่านแดนถาวรบ้านฮวก มีศักยภาพเป็น Hub ด้านการกระจายสินค้าที่สำคัญของไทยไปสู่ประเทศลาว และประเทศในกลุ่มสมาชิกอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง โดยสามารถเชื่อมโยงกับจีนตอนใต้ เมืองเชียงรุ้ง และคุนหมิง ผ่านทางจุดผ่านแดนบ่อเต็น-โมฮัน โดยใช้เส้นทาง R3A และสามารถยกระดับการเชื่อมโยงฝั่งตะวันออกกับเมืองเดียนเบียนฟูและฮานอย ประเทศเวียดนาม ผ่านจุดผ่านแดนเมืองขัว (ขวา)-เดียนเบียนฟู โดยใช้เส้นทาง R2 และมุ่งสู่เมืองฮานอย ซึ่งสถิติมูลค่าการค้าชายแดนมีอัตราเพิ่มขึ้นทุกปี โดยในปี 2566 พบว่ามีมูลค่ารวม 904,679,761 บาท แบ่งเป็นมูลค่านำเข้า 108,455,296 บาท มูลค่าส่งออก 796,224,465 บาท สินค้าส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ น้ำมันเชื้อเพลิง เครื่องอุปโภค-บริโภค และวัสดุก่อสร้าง สินค้านำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ หินปูนบด มันสำปะหลัง และลูกเดือย

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ จะดำเนินการพัฒนาช่องทางการส่งออกให้มีประสิทธิภาพเป็นมาตรฐานสากล และส่งเสริมให้มีการกระตุ้นการส่งออกไปยังต่างประเทศมากขึ้นเป็นการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ อีกทั้งยังดำเนินการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมการเกิดโรคระบาดระหว่างประเทศ และป้องกันการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย

“นอกจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ แล้ว ยังมีการพัฒนาในเรื่องการบริหารจัดการน้ำของกว๊านพะเยา ที่เป็นแหล่งทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ โดยอยู่ในแผนพัฒนาโครงสร้างของ จ.พะเยา ทั้งการพัฒนาลำน้ำปิงตอนบนและตอนล่าง ก่อนไหลลงสู่แม่น้ำโขงอย่างไรก็ตาม เชื่อมั่นว่า จ.พะเยา จะเป็นจังหวัดสำคัญที่จะสร้างรายได้ โดยเฉพาะภาคการเกษตร ซึ่งเป็นอาชีพหลัก โดยการสร้างพะเยาโมเดลในภาคการเกษตร มีการตั้งคณะกรรมการศึกษาทั้ง 9 อำเภอ และจะมีการส่งเสริมอาชีพ โดยใช้ “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” มั่นใจว่าคุณภาพชีวิตของพี่น้องเกษตรกรจะดีขึ้น” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

รองปลัดฯถกคณะอนุฯ ใช้เงินกองทุนจัดรูปที่ดิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/796498

วันจันทร์ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาแผนงานหรือโครงการที่ใช้เงินกองทุนจัดรูปที่ดิน ครั้งที่ 2/2567 โดยมีนายสุรพงศ์ เจริญการยนต์ ผอ.สำนักงานจัดรูปที่ดินกลาง และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่ห้องประชุม 1403 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผ่านระบบ VDO Conference โดยที่ประชุมได้รับทราบรายงานสถานะเงินกองทุนจัดรูปที่ดิน (ข้อมูล ณวันที่ 31 ธันวาคม 2566)

นอกจากนี้ ได้พิจารณาและให้ความเห็นชอบ แผนงานและโครงการจัดรูปที่ดินและจัดระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรม ปี 2567 (เพิ่มเติม) ประกอบด้วย งานก่อสร้างจัดระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรม 9 รายการ และงานปรับปรุงจัดระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรม4 รายการ เพื่อให้สอดคล้องกับมติคณะอนุกรรมาธิการด้านเศรษฐกิจ 1 ในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2567

กรมชลฯคุมเข้ม จัดส่งน้ำตามแผน ขอความร่วมมือ งดการทำนาปรัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/796491

วันจันทร์ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายชูชาติ รักจิตร อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงสถานการณ์น้ำปัจจุบัน ว่าอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 52,974 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) 69% ของความจุอ่างฯ รวมกัน เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้นประมาณ14,867ล้าน ลบ.ม. (60% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) จนถึงขณะนี้ทั้งประเทศมีการใช้น้ำไปแล้วกว่า 13,216 ล้าน ลบ.ม. (53%) เฉพาะลุ่มเจ้าพระยามีการใช้น้ำไปแล้วประมาณ 4,743 ล้าน ลบ.ม. (55%)

ด้านสถานการณ์การเพาะปลูกข้าวนาปรัง พบว่าทั้งประเทศมีการทำนาปรังไปแล้วกว่า 8.41 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 145 ของแผนฯ เฉพาะลุ่มเจ้าพระยา มีการทำนาปรังไปแล้วประมาณ 5.64 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ186 ของแผนฯ จะเห็นได้ว่ามีการทำนาปรังเกินกว่าแผนที่วางไว้มาก ทำให้ต้องปรับแผนการส่งน้ำเพิ่มมากขึ้น เพื่อไม่ให้ผลผลิตเสียหาย พร้อมขอความร่วมมือเกษตรกร หากเก็บเกี่ยวนาปรังแล้ว “ไม่ทำนาปรังรอบ 2”เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำที่มีอยู่จำกัด เนื่องจากต้องสำรองน้ำไว้สำหรับอุปโภค-บริโภค และรักษาระบบนิเวศ เพียงพอไปจนถึงต้นฤดูฝนหน้า ตามแผนฯที่วางไว้ พร้อมร่วมกันประชาสัมพันธ์ให้ทุกภาคส่วนช่วยกันประหยัดน้ำ

‘ธรรมนัส’เดินหน้าชะลอขายลำไยสด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/796496

วันจันทร์ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการบริหารจัดการผลผลิตลำไยคุณภาพ ครั้งที่ 1 /2567 โดยมีผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ และผู้แทนเกษตรกรสวนลำไย เข้าร่วมโดยทาง รมว.เกษตรฯ ได้กำชับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ผนึกกำลังร่วมกันส่งเสริมให้เกษตรกรสร้างความหลากหลายทางสายพันธุ์ลำไยเพื่อเป็นการต่อยอดผลผลิตและสร้างคุณค่าใหม่เป็นทางเลือกให้แก่ผู้บริโภค รวมถึงสนับสนุนการผลิตลำไยคุณภาพปลอดศัตรูพืชกักกัน ปลอดภัยต่อผู้บริโภค โดยไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมภายใต้กลไก “คณะกรรมการกำหนดนโยบายการบริหารจัดการผลผลิตลำไยคุณภาพ” โดยมี รมว.เกษตรฯ เป็นประธานกรรมการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อบริหารจัดการเพาะปลูกและพัฒนาผลผลิตลำไยของประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพและคุณภาพสูงขึ้น รวมทั้งรักษาเสถียรภาพโดยรวมของการประกอบกิจการเกี่ยวกับลำไยของเกษตรกรและผู้ประกอบการ พร้อมสร้างความมั่นคงในอาชีพการปลูกและผลิตลำไยที่มีคุณภาพออกสู่ตลาด รวมถึงมีการปรับปรุงระเบียบและแนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้องให้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ เพื่อสามารถกำกับปริมาณและคุณภาพของสินค้าลำไยให้ได้มาตรฐานสอดคล้องกับความต้องการของตลาด ตลอดจนให้มีการศึกษาและทบทวนแนวทางการขับเคลื่อนโครงการชะลอการขายลำไยสดช่อ เพื่อแก้ไขปัญหาราคาลำไยตกต่ำและลดการกระจุกตัวของผลผลิตในตลาด

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบ (ร่าง) คำสั่งคณะทำงานฯ ที่เกี่ยวข้อง 4 คณะ รับทราบผลการบริหารจัดการผลไม้ (ลำไย) พบว่าปี 2566 ปริมาณผลผลิตลำไย (ภาคเหนือ) มีทั้งหมด 633,141.53 ตัน แบ่งเป็นลำไย (สดช่อ) 167,315.61 ตัน และลำไย (รูดร่วง) 465,825.92 ตัน ซึ่งมีราคาลำไยสดช่อ เกรด AA+A ช่วงกลางฤดูกาล (28 กรกฎาคม–3 สิงหาคม 2566)มีราคาสูงสุดเฉลี่ยเท่ากับ 33.85 บาท/กิโลกรัม