‘ธรรมนัส’ ส่งสส. อรรถกร เร่งปฏิบัติการร่วมกรมชล แก้น้ำเค็มทะลักเข้าคลองสายลองพื้นที่ต.บางกรูด จ.ฉะเชิงเทรา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/799049

'ธรรมนัส' ส่งสส. อรรถกร เร่งปฏิบัติการร่วมกรมชล แก้น้ำเค็มทะลักเข้าคลองสายลองพื้นที่ต.บางกรูด จ.ฉะเชิงเทรา

‘ธรรมนัส’ ส่งสส. อรรถกร เร่งปฏิบัติการร่วมกรมชล แก้น้ำเค็มทะลักเข้าคลองสายลองพื้นที่ต.บางกรูด จ.ฉะเชิงเทรา

วันเสาร์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2567, 19.19 น.

“รมว.ธรรมนัส” ส่งสส. อรรถกร เร่งปฏิบัติการร่วมกรมชล แก้น้ำเค็มทะลักเข้าคลองสายลองพื้นที่ต.บางกรูด  จ.ฉะเชิงเทรา   หลังปชช.ได้รับผลกระทบ  จากคันดินประตูน้ำท่าถั่วทรุดตัว 

วันที่ 13 เมษายน 2567 เมื่อเวลา 15.00 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ฉะเชิงเทรา เขต2 และโฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ให้เร่งลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหาย ของคันดินกั้นน้ำ  บริเวณประตูน้ำท่าถั่ว ต.บางกรูด อ. บ้านโพธิ์ ที่พบว่ามีการทรุดตัว ทำให้น้ำเค็มทะลักเข้าสู่คลองสายลอง  สร้างผลกระทบต่อการผลิตน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค และภาคเกษตร โดยเฉพาะ กลุ่มผู้เลี้ยงกุ้ง และสัตว์น้ำ  ซึ่งเรื่องนี้ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ของกรมชลประทาน ในการติดตามแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน พร้อมทั้งแนวทางการเยียวยาเพื่อลดผลกระทบให้กับพี่น้องประชาชนโดยเร็วที่สุด

ทั้งนี้จากสถานการณ์น้ำทะเลหนุนสูงที่เกิดขึ้น พบว่ามีแรงดันน้ำ ทำให้เกิดคันดินทรุดตัว และมีการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นไปก่อนหน้านี้ โดยการใช้บิ๊กแบค ขนาด 2 ตัน จำนวน 1,000 ถุง เพื่อแก้ไขปัญหาอุดรอยรั่ว แต่ด้วยแรงดันจากน้ำทะเลหนุน  ทำให้ถุงบิ๊กแบคแตก เพราะไม่สามารถรับแรงดันได้  น้ำเค็มจึงทะลักเข้าสู่คลองอีกครั้ง ซึ่งทางกรมชลประทาน ได้มีการรายงานถึงแนวทางการแก้ไขอย่างเร่งด่วนภายในวันนี้ ก่อนช่วงเวลาน้ำทะเลหนุน ในเวลา 17.00-18.00 น. ซึ่งเจ้าหน้าที่กรมชล และผู้รับเหมา จำเป็นต้องเร่งมือในการเสริมคันดินให้แข็งแรง และสูงเพียงพอ ที่จะสามารถรับปริมาณน้ำทะเลหนุนสูงในช่วงนี้ได้  พร้อมแผนดำเนินการสร้างแผ่นเหล็กชีทไพล์ เพื่อเสริมความแข็งแรง ที่จะสามารถรับแรงดันน้ำให้ถาวรมากขึ้น   

นอกจากนี้ ในแผนการเยียว ประชาชน และพี่น้องเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้ง ได้มีการจัดตั้งศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์จากพี่น้องประชาชน โดยการจัดเตรียมหาน้ำสำรอง เพื่อป้อนไปยังพื้นที่มีความต้องการใช้น้ำในทุกส่วนที่ได้รับผลกระทบ  ทั้งในส่วนน้ำเพื่ออุปโภค บริโภค โดยเฉพาะป้อนเข้าระบบการผลิตน้ำประปา  และที่สำคัญต้องเพียงพอ ต่อภาคการเกษตร ของกลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์น้ำ  โดยการส่งน้ำจากคลองรังสิต เหนือ และคลองรังสิตใต้ เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำจืดในพื้นที่คลองท่าถั่ว เพื่อลดความเค็มของน้ำ ควบคู่ไปกับการสูบน้ำเค็ม ออกจากประตูระบายน้ำท่าถั่ว ซึ่งคาดว่าจะสูบประมาณ 1 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน โดยมีการประเมินว่า น้ำเค็มที่ทะลักเข้าสู่คลองบริเวณดังกล่าวมีมากถึง 3 ล้านลูกบาศก์เมตร  

“ในการแก้ไขปัญหาครั้งนี้  ร.อ.ธรรมนัส  พรหมเผ่า รมว. เกษตรฯ และเลขาธิการพรรค มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนเป็นอย่างมาก พร้อมกำชับให้ผม ลงพื้นที่ที่ประสบปัญหา และร่วมแก้ไขอย่างเร่งด่วน แม้ว่าการทำงาน จะต้องเผชิญกับปัญหา ในเรื่องของเวลา น้ำขึ้น น้ำลง จึงต้องเร่งดำเนินการและประสานงานอย่างใกล้ชิด  ซึ่งตนได้เสนอให้มีการจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที เพราะประชาชนในพื้นที่ ได้รับความเดือดร้อนในเรื่องนี้มาอย่างมาก คาดว่าแผนการปฏิบัติงานดังกล่าว จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนมากขึ้น”นายอรรถกร กล่าว 
                                                                  
 

‘กรมข้าว’เร่งเยียวยา เกษตรกร‘ลำปาง’โดนพายุฤดูร้อนถล่ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/798987

‘กรมข้าว’เร่งเยียวยา เกษตรกร‘ลำปาง’โดนพายุฤดูร้อนถล่ม

‘กรมข้าว’เร่งเยียวยา เกษตรกร‘ลำปาง’โดนพายุฤดูร้อนถล่ม

วันเสาร์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2567, 14.47 น.

‘ลำปาง’อ่วม!‘พายุฤดูร้อน’ถล่มพื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหาย ‘ธรรมนัส’สั่ง‘กรมการข้าว’และหน่วยงานในกระทรวงเกษตรฯเร่งเยียวยาโดยด่วน

13 เมษายน 2567 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สั่งการให้กรมการข้าว พร้อมด้วยหน่วยงานภายในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เร่งเข้าไปตรวจสอบ หากพบว่าพื้นที่ทางการเกษตรใดได้รับความเสียหาย ให้เร่งให้การช่วยเหลือเกษตรที่ได้รับผลกระทบเป็นการด่วน จากเหตุการณ์พายุฤดูร้อนที่เกิดขึ้นเมื่อคืน (12 เม.ย. 2567) ที่ผ่านมา ใน จ.ลำปาง ที่ทำให้เกิดฝนฟ้าคะนอง และลมกระโชกแรง ตลอดจนเกิดน้ำท่วมขังเนื่องจากระบายไม่ทันบนถนนหลายสายในเขตตัวเมืองลำปาง อีกทั้งยังส่งผลให้พื้นที่ทางเกษตรได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง สร้างความเดือดร้อนให้พี่น้องเกษตรกรเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวลำปางที่เป็นหน่วยงานในระดับภูมิภาคของกรมการข้าวก็ได้รับผลกระทบจากเหตุพายุครั้งนี้ด้วยเช่นกัน โดยบ้านพักเจ้าหน้าที่ได้รับความเสียหาย โดยหลังคาปลิวหายถึง 4 หลัง หลังคาโรงเก็บเมล็ดพันธุ์ปลิวจากแรงลมจนได้รับความเสียหาย อีกทั้งหลังคาอาคารอำนวยการได้รับความเสียหายด้วยเช่นกัน รวมไปถึงป้ายหน้าศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวปลิวเสียหายและเสาไฟฟ้าบริเวณหน้าโรงงานหักโค่นล้มลงมา

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อไปว่า จากเหตุการณ์ดังกล่าว จึงได้เร่งสั่งการให้ กองเมล็ดพันธุ์ข้าว กองวิจัยและพัฒนาข้าว ตลอดจน ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว และศูนย์วิจัยข้าวในบริเวณพื้นที่ใกล้เคียง เร่งติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและประสานความร่วมมือกับสำนักงานเกษตรอำเภอ สำนักงานเกษตรจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ​เพื่อหาทางบรรเทาความเดือดร้อน ตลอดจนเป็นขวัญและกำลังใจแก่เกษตรกรและเจ้าหน้าที่ของศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวลำปาง ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้

ในส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้นของศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวลำปาง ได้มอบหมายให้กองเมล็ดพันธุ์ข้าว เร่งแก้ไข ซ่อมแซม  ปรับปรุงในส่วนที่ได้รับความเสียหายโดยด่วน

รัฐบาลขับเคลื่อนภาคเกษตรผ่าน 9 นโยบายสำคัญ เดินหน้ายกระดับเพิ่มรายได้ 3 เท่า ใน 4 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/798800

รัฐบาลขับเคลื่อนภาคเกษตรผ่าน 9 นโยบายสำคัญ เดินหน้ายกระดับเพิ่มรายได้ 3 เท่า ใน 4 ปี

รัฐบาลขับเคลื่อนภาคเกษตรผ่าน 9 นโยบายสำคัญ เดินหน้ายกระดับเพิ่มรายได้ 3 เท่า ใน 4 ปี

วันศุกร์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2567, 10.15 น.

รัฐบาลขับเคลื่อนภาคเกษตรผ่าน 9 นโยบายสำคัญ เดินหน้ายกระดับเพิ่มรายได้ 3 เท่า ใน 4 ปี

12 เมษายน 2567 นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่ารัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เดินหน้าขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการเกษตรและอาหารของโลก (Agriculture and Food Hub) ตามวิสัยทัศน์ 1 ใน 8 IGNITE THAILAND จุดพลัง รวมใจ ไทยต้องเป็นหนึ่ง ของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมประกาศเป้าหมายผลักดันฐานรากเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ ในด้านการเกษตร และด้านอาหาร และยกระดับการเพิ่มรายได้กับเกษตรกร 3 เท่า ภายใน 4 ปี

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อขับเคลื่อน IGNITE THAILAND “จุดประกายเกษตรไทย สู่ศูนย์กลางสินค้าเกษตรและอาหารของโลก” ว่ารัฐบาลเดินหน้าขับเคลื่อนด้วย 9 นโยบายสำคัญ ได้แก่ 1. การจัดที่ดินทำกินให้เกษตรกร 2. การจัดทำข้อมูลเกษตรกร แปลงเกษตรกรในระบบดิจิทัล และการประกันภัยพืชผล 3. การส่งเสริมฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน 4. การบริหารจัดการน้ำ 5. การผลักดันสินค้าเกษตรมูลค่าสูง 6. การส่งเสริมให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรมีความเข้มแข็ง 7. การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร 8. การเปลี่ยนแปลงสภาวะสิ่งแวดล้อม และ 9. การทำงานและการวิจัยภายใต้กรอบความร่วมมือต่างๆ ให้บรรลุเป้าหมาย ในการสร้างรายได้เพิ่มให้แก่เกษตรกรเป็น 3 เท่า ใน 4 ปี หรือภายในปี 2570 

รัฐบาลมีเป้าหมาย 2 ส่วน ได้แก่ เป้าหมายด้านการเกษตร และเป้าหมายด้านอาหาร ซึ่งเป็นฐานรากเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ ทั้งนี้ สำหรับเป้าหมายด้านการเกษตร คือ รัฐบาลต้องการเพิ่มรายได้สุทธิให้กับเกษตรกรเป็น 3 เท่า ใน 4 ปี ซึ่งเชื่อมั่นว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายนี้ได้อย่างแน่นอน เนื่องจากไทยมีศักยภาพและความอุดมสมบูรณ์ ที่เป็นข้อได้เปรียบ อีกทั้งด้านภูมิศาสตร์และสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสมสำหรับการผลิตสินค้าเกษตรหลากหลายชนิดและให้ผลผลิตตลอดทั้งปีอีกด้วย ซึ่งเห็นได้จากผลสำเร็จที่ผ่านมา จากสินค้าเกษตรที่ราคาดี เช่น ยางพารา และข้าว ส่วนเป้าหมายด้านอาหาร รัฐบาลเชื่อมั่นว่าประเทศไทยมีความพร้อมในศักยภาพอย่างเต็มที่ เนื่องจากประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์ ทั้งวัตถุดิบสินค้าการเกษตรที่ดีเป็นวัตถุดิบชั้นเลิศ อาหารขึ้นชื่อมี Story ที่จะยกระดับได้อีกมากมายหลายชนิด อาทิ ร่วมกับ Michelin Guide และการขยายตัวของร้านอาหารไทยไปทั่วโลก รวมทั้งต่อยอดอาหารผ่านนวัตกรรม เจาะกลุ่มผู้บริโภค และการขยายตลาดใหม่ ๆ

“นายกรัฐมนตรี กำหนดวิสัยทัศน์ และกรอบเป้าหมาย การพัฒนาประเทศไทยให้กลายเป็นศูนย์กลางการเกษตรและอาหารโลก เป็นไปตามศักยภาพด้านการผลิตสินค้าประเภทอาหารของไทย รวมทั้งรัฐบาลมุ่งหวังเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร และรายได้ให้กับเกษตรกรไทย พร้อมกับ ยกระดับคุณภาพอาหารไทย ด้วยการนำเสนอวัตถุดิบที่มีมาตรฐาน มีเอกลักษณ์ของไทย ดึงดูดผู้บริโภคกลุ่มใหม่ ๆ ด้วยความมุ่งหวังว่าจะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับภาคส่วนอุตสาหกรรมการเกษตรของไทย” นายชัย กล่าว

ชาวสวนยางได้เฮ เกษตรฯเผยข้อมูล ยางพาราราคาพุ่ง ชี้นโยบายถูกทาง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/798555

วันพฤหัสบดี ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ฝ่ายการเมือง) กล่าวถึงสถานการณ์ราคายางพาราในปัจจุบัน ว่ามีทิศทางที่ดีขึ้น ถ้าเปรียบเทียบราคาเฉลี่ยระหว่างเดือนกันยายนปี 2566 กับ เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2567 ชนิดยางแผ่นรมควัน ชั้น 3 ขยับขึ้นไปแตะกิโลกรัมละ 74 บาท จากเดิมปี 2566 อยู่ที่กิโลกรัมละ 51 บาท ยางแผ่นดิบคุณภาพดี ราคากิโลกรัมละ 70 บาท จากเดิมกิโลกรัมละ 49 บาท ขณะที่น้ำยางสด(DRC 100%) และ ยางก้อนถ้วย (DRC 100%) ได้ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นเช่นเดียวกัน ซึ่งการเพิ่มขึ้นของราคายางในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนปัจจัยสนับสนุนจากภาครัฐภายใต้การนำของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง รวมทั้ง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรฯ ที่กำกับดูแล ได้วางมาตรการปราบปรามสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย โดยจัดตั้งทีมสายลับยางรักษาผลประโยชน์ของพี่น้องเกษตรกร ส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรดีขึ้น และความต้องการใช้ยางมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ตามการขยายตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ ล้อรถยนต์ และรถไฟฟ้า ถุงมือยางและผลิตภัณฑ์ยางทางการแพทย์

ทั้งนี้ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) คาดการณ์ว่า ปี 2567 GDP โลกขยายตัวร้อยละ 2.7 ขณะที่ผลผลิตยางพาราหลายพื้นที่มีแนวโน้มลดลง เนื่องจากต้นยางพาราเริ่มผลัดใบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่งผลให้อุปทานยางในตลาดลดลงส่งผลบวกต่อราคายางมีราคาสูงขึ้น

กยท.เจ้าภาพจัดประชุมIRC โชว์งานวิจัย-นวัตกรรมยางพารา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/798556

วันพฤหัสบดี ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า ได้เป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมวิชาการยางระหว่างประเทศ (IRC) ภายใต้แนวคิด “จุดประกายเสริมสร้างนวัตกรรมยางพารามุ่งสู่อนาคตที่ยั่งยืน” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศของสภาวิจัยและพัฒนายางระหว่างประเทศ (International Rubber Research and Development Board: IRRDB) ซึ่งเครือข่ายการวิจัยและพัฒนาจากสถาบันวิจัยยางธรรมชาติในประเทศที่ผลิตยางธรรมชาติ ปัจจุบันมีสมาชิก 19 ประเทศ (บังกลาเทศ บราซิล กัมพูชา แคเมอรูน จีน โกตดิวัวร์ ฝรั่งเศส กัวเตมาลา อินเดีย อินโดนีเซีย ไลบีเรีย มาเลเซีย เมียนมา ไนจีเรีย ปาปัวนิวกินี ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา เวียดนาม และไทย) โดยนักวิจัยจะนำเสนอผลงานทางวิชาการ งานวิจัย และร่วมแลกเปลี่ยนข้อเสนอแนะ ความคิดเห็น ประสบการณ์ ถือเป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงงานวิจัยให้มีประสิทธิภาพสูงสุด นำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมยางที่ยั่งยืน สามารถขับเคลื่อนวงการยางพาราทั้งระบบให้พร้อมรับมือกับความท้าทายที่กำลังเผชิญและในอนาคตได้

นายณกรณ์ กล่าวต่อว่า ปีนี้มีงานวิจัยและนวัตกรรมที่เป็นไฮไลท์ สามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนาตลอดห่วงโซ่อุปทานที่น่าสนใจ ได้แก่ โมเดลระบบกรีดยางที่มีผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิต การจัดการความยั่งยืนจากเกษตรกรรายย่อยที่ประสบความสำเร็จ นวัตกรรม
ในการบริหารความเสี่ยง เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร การผลิตพลังงานทางเลือกจากยางธรรมชาติ และการวิจัยด้านคุณสมบัติถุงมือยางธรรมชาติที่ไร้โปรตีน ซึ่งชิ้นงานเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่สามารถนำไปพัฒนาต่อยอด เพื่อยกระดับยางพาราตามมาตรฐานสากล นำไปสู่การพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคมต่อไป ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ลงพื้นที่เรียนรู้ ศึกษากระบวนการรวบรวมผลผลิตและการส่งน้ำยางขายให้พ่อค้าคนกลางของกลุ่มเกษตรกรทำสวนยางพาราบางบุตร จ.ระยอง และกระบวนการผลิตแผ่นรมควัน (RSS) ของสหกรณ์กองทุนสวนยางอำเภอบ่อทอง จำกัด จ.ชลบุรี

“เวทีนี้ จะสร้างเครือข่ายความร่วมมือของผู้เกี่ยวข้องในวงการยาง ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำจนถึงปลายน้ำทุกความคิดเห็น และมุมมองที่หลากหลาย จะนำไปสู่การกำหนดแนวทางร่วมกัน เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมยางให้เกิดความยั่งยืนทั้งด้านสังคม สิ่งแวดล้อม และความเท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจ โดยมุ่งประโยชน์ที่จะเกิดกับกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางรายย่อย นำไปสู่การพัฒนาความเป็นอยู่ของเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม” นายณกรณ์ กล่าว

‘อภัย’ติดตามความก้าวหน้า ข้อสั่งการของรมว.เกษตรฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/798557

‘อภัย’ติดตามความก้าวหน้า  ข้อสั่งการของรมว.เกษตรฯ

‘อภัย’ติดตามความก้าวหน้า ข้อสั่งการของรมว.เกษตรฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ติดตาม : นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมติดตามความก้าวหน้าตามประเด็นข้อสั่งการของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรฯ ในภารกิจตรวจราชการกลุ่มจังหวัดภาคใต้ ซึ่งมี 55 ข้อสั่งการ และมีข้อเสนอแนะกำหนดช่วงเวลาที่คาดว่าผลการดำเนินการจะแล้วเสร็จในแต่ข้อสั่งการ

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมติดตามความก้าวหน้าตามประเด็นข้อสั่งการของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรฯ และ รมช.เกษตรฯ ในภารกิจการลงพื้นที่ตรวจราชการกลุ่มจังหวัดภาคใต้ ร่วมกับนายชัยวัฒน์ โยธคล ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ และหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน ที่ห้องประชุมสำนักตรวจราชการ 1403 และผ่านระบบ Zoom Meeting

สำหรับกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามันมีข้อสั่งการจาก รมว.เกษตรฯ และ รมช.เกษตรฯ จากการลงพื้นที่ตรวจราชการ โดยมีข้อสั่งการ 55 ข้อสั่งการ มีการรายงานความก้าวหน้าตามข้อสั่งการแล้ว 65 รายงาน ทั้งนี้ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ได้ให้ข้อเสนอแนะในที่ประชุมคือ ควรกำหนดช่วงเวลาที่คาดว่าผลการดำเนินการจะแล้วเสร็จในแต่ข้อสั่งการ เพื่อเป็นแผนการดำเนินงานในปีงบประมาณต่อไป

ผู้ช่วยฯจัดอบรมการขึ้นทะเบียนGI

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/798554

วันพฤหัสบดี ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายคุณากร ปรีชาชนะชัย ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวเปิดการฝึกอบรม หลักสูตร “การขอขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) และการพัฒนาศักยภาพด้านการตลาดสินค้าอัตลักษณ์พื้นถิ่น” โดยมี

ผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่ โรงแรมทองธารินทร์ อ.เมือง จ.สุรินทร์ สำหรับการฝึกอบรมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการขอขึ้นทะเบียนสินค้าเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) และการตลาดสินค้าอัตลักษณ์พื้นถิ่นให้กับเกษตรกร และเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ รวมถึงนำความรู้ไปใช้ในการยื่นคำขอขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) สินค้าโคขุนสุรินทร์วากิว และไก่ย่างไม้มะดันห้วยทับทัน ที่ส่งผลต่อการเพิ่มมูลค่า และสามารถต่อยอดด้านการตลาดได้

“กรมปศุสัตว์ มุ่งมั่นดำเนินภารกิจพัฒนาด้านปศุสัตว์ให้มีการบริหารจัดการที่ดีไปจนถึงแปรรูปปศุสัตว์ ให้สามารถจำหน่ายสู่ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ ทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงตามนโยบายรัฐบาลตลาดนำนวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SustainableDevelopment Goals : SDGs) ซึ่งการฝึกอบรมหลักสูตรดังกล่าว จะสามารถพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่และเกษตรกรให้มีความรู้ความเข้าใจเพื่อเตรียมความพร้อมในการขอขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ในพื้นที่ของตนเอง รวมถึงยกระดับสินค้าให้ได้รับการคุ้มครองสิทธิ์ สร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพ และคุณลักษณะพิเศษของสินค้าที่แตกต่างจากแหล่งอื่นให้เกิดการต่อยอดสู่ตลาดสากลต่อไป”นายคุณากร กล่าว

นอกจากนี้ นายคุณากร ได้ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานการควบคุมเคลื่อนย้ายสัตว์เพื่อการส่งออก ที่ด่านกักกันสัตว์สุรินทร์ และสำรวจพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ซึ่งจะมีการจัดศูนย์ฝึกและพัฒนาราษฎรไทยบริเวณชายแดนสุรินทร์ ตลาดอาเซียนช่องจอม และจุดผ่านแดนถาวรช่องจอม รวมถึงตรวจเยี่ยมจุดตรวจร่วมบูรณาการสินค้าเกษตรสำหรับจัดโครงการสุรินทร์โมเดล (Surin Model) ครั้งที่ 3

อธิบดีกรมการข้าว ชวนส่งความสุขมอบของขวัญจากข้าว ย้ำอยู่เคียงข้างชาวนา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/798417

อธิบดีกรมการข้าว ชวนส่งความสุขมอบของขวัญจากข้าว ย้ำอยู่เคียงข้างชาวนา

อธิบดีกรมการข้าว ชวนส่งความสุขมอบของขวัญจากข้าว ย้ำอยู่เคียงข้างชาวนา

วันพุธ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2567, 11.36 น.

ส่งสุขปีใหม่ไทย “อธิบดีกรมการข้าว” ชวนส่งความสุขมอบของขวัญจากข้าว ย้ำอยู่เคียงข้างชาวนา

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ไทย เทศกาลสงกรานต์ ปี 2567 ผมในนามของอธิบดีกรมการข้าว ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก จงปกปักคุ้มครองรักษา ให้พี่น้องเกษตรกร และครอบครัวของท่าน ประสบแต่ความสุขสมหวัง สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง ปราศจากโรคภัยทั้งปวงเดินทางกลับภูมิลำเนาโดยสวัสดิภาพ ผมในฐานะอธิบดีกรมการข้าว และเป็นลูกหลานของชาวนา มีความห่วงใยชีวิตความเป็นอยู่ของพี่ชาวนา จึงมุ่งพัฒนาให้ชาวนามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีรายได้เพิ่มขึ้น มีอาชีพที่มั่นคง

“ในช่วงเทศกาลปีใหม่ไทยนี้ คนไทยส่วนใหญ่นิยมกลับภูมิลำเนา สืบทอดประเพณีสงกรานต์ที่ยึดถือปฏิบัติต่อกันมาเป็นเวลานาน ซึ่งแสดงออกถึงความเคารพนบนอบต่อผู้ใหญ่หรือผู้ที่เคารพนับถือ และผู้มีพระคุณ มักนำของติดมือมามอบแก่ญาติมิตร เพื่อแสดงความกตัญญูและขอรับพรเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตัวเองเนื่องในวันสำคัญ ผมจึงขอเชิญชวนคนไทยหันมานำข้าว หรือผลิตภัณฑ์จากข้าวจากกลุ่มเกษตรกรหรือกลุ่มสหกรณ์ผู้ผลิตข้าว เป็นของขวัญส่งมอบความสุขให้แก่กันและกัน และผมขอยืนยันว่าข้าวพันธุ์ใหม่ 10 สายพันธุ์จะมีจำหน่ายให้พี่น้องชาวนา ภายในเดือนสิงหาคมนี้ กรมการข้าวมีพันธุ์พร้อมบริการชาวนาอย่างแน่นอนครับ” อธิบดีกรมการข้าว กล่าว

‘กรมข้าว’เปิดตัว 10พันธุ์ข้าวใหม่ คุณภาพชั้นเยี่ยม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/798355

วันพุธ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.50 น.

‘กรมข้าว’เปิดตัว 10 พันธุ์ข้าวใหม่ คุณภาพชั้นเยี่ยม เริ่มแจกตุลาคมนี้

กรมข้าว พร้อมเปิดตัวพันธุ์ข้าว 10 สายพันธุ์ใหม่ พร้อมแจกจ่ายให้เกษตรกรได้ภายในเดือนสิงหาคม-ตุลาคมนี้ ด้าน ‘ณัฏฐกิตติ์’ วอนเกษตรกรทำนาสะอาด ไม่ปลูกข้าวหลายชนิดปนกัน ช่วยเพิ่มราคาผลผลิต

เมื่อวันที่ 9เมษายน นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานประชุมคณะกรรมการพิจารณารับรองพันธุ์ข้าว โดยที่ประชุมมีมติรับรองข้าวพันธุ์ใหม่ 10 พันธุ์ เนื่องในโอกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 พระชนมพรรษา 72 พรรษา โดยมีข้าวหลายประเภท ประกอบด้วยข้าวขาวพื้นนุ่ม ข้าวขาวพื้นแข็ง ข้าวหอมไทย ข้าวเหนียว ข้าวญี่ปุ่น ข้าวพื้นเมือง และข้าวสาลี ซึ่งข้าวแต่ละประเภทจะมีจุดเด่นที่แตกต่างกันตามการนำไปใช้ประโยชน์ได้แก่ กข99 (หอมคลองหลวง 72) กข26 (เชียงราย 72) กข103 (หอมชัยนาท 72) กข105 (เจ้าพระยา 72) กข107 (พิษณุโลก 72) กข109 (หอมพัทลุง 72) กข24 (สกลนคร 72) กขจ1 (วังทอง 72) กขส1 (สะเมิง 72) และ หอมหัวบอน35 (กระบี่ 72)

ทั้งนี้ ก่อนการเข้าร่วมประชุม อธิบดีกรมการข้าว ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลในประเด็น ว่า ก่อนหน้านี้กรมการข้าวเคยประชาสัมพันธ์ไปแล้ว ว่าภายในปี 2567 กรมการข้าวจะรับรองพันธุ์ข้าว 10 พันธุ์ และในครั้งนี้เป็นการเชิญคณะกรรมการรับรองพันธุ์ข้าวมาเพื่อรับรองพันธุ์ข้าวดังกล่าว

ส่วนสาเหตุที่การประกาศรับรองพันธุ์ข้าวล่าช้าไป เนื่องจากขณะนี้กำลังมีการผลิตเมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์หลัก โดยจะเริ่มแจกจ่ายและจำหน่ายพันธุ์ข้าวให้กับเกษตรกรได้ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 เป็นต้นไป หรืออาจมีบางพันธุ์ที่เริ่มได้ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2567 โดยเกษตรกรสามารถติดต่อได้ที่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศ ทั้งนี้ ในอดีตเมื่อประกาศพันธุ์ข้าวแล้วจะใช้เวลา 1-2 ปีกว่าจะมีเมล็ดพันธุ์พร้อมสำหรับเกษตรกรที่ต้องการ แต่ปัจจุบันประกาศแล้วสามารถแจกจ่ายหรือจำหน่ายได้โดยใช้เวลาไม่เกิน 3 เดือน

“ต่อไปในอนาคตข้างหน้าเพื่อขยายพันธุ์ให้เพียงพอกับพี่น้องเกษตรกร เราก็ได้หาเรือกับทางสมาคมผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ของภาคเอกชน วันนี้กำลังการผลิตของเราอยู่ที่ประมาณ 1.2-1.5 แสนตัน มันไม่เพียงพอหรอก ต่อไปกองเมล็ดพันธุ์ เราจะผลิตแค่ชั้นพันธุ์ขยาย ชั้นพันธุ์จำหน่ายเราจะกระจายไปให้ภาคเอกชนหรือศูนย์ข้าวชุมชน หรือกลุ่มนาแปลงใหญ่ เกษตรกรที่มีความพร้อมในการผลิตเมล็ดพันธุ์ ตรงนี้เราจะรับซื้อแล้วก็มา Process (ผ่านกระบวนการ) และจำหน่ายให้พี่น้องเกษตรกร” นายณัฏฐกิตติ์ กล่าว

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกัน ได้รณรงค์ให้เกษตรกรเข้าใจและเห็นความสำคัญถึงเรื่องของการทำนาสะอาด หรือทำโซนนิ่งแยกพื้นที่ปลูกข้าวแต่ละชนิดให้ชัดเจน เพราะที่ผ่านมาปัญหาของการผลิตข้าวคือมีข้าวหลายชนิดผสมปนกัน มีทั้งข้าวพื้นนุ่ม ข้าวพื้นแข็ง ทำให้คุณภาพของข้าวด้อยลงไป เช่น ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บริเวณนอกเขตชลประทาน บางจุดที่มีน้ำพอช่วงฤดูนาปรังก็เอาข้าวขาวไปปลูก แต่เมื่อฤดูทำนาจริงๆ มาถึงก็เอาข้าวหอมมะลิบ้าง ข้าวเหนียวบ้างไปปลูก ทำให้เสียคุณภาพข้าว

ทั้งนี้ กรมการข้าวจะต้องหารือกับภาคีเครือข่าย อาทิ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร รวมถึงต้องสื่อสารกับชาวนาว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องทำนาสะอาด เพราะตราบใดที่ยังทำนากันแบบสะเปะสะปะก็ยังคงถูกพ่อค้าคนกลางกดราคาข้าวต่อไป และจะไปโทษเขาก็ไม่ได้ เพราะโรงสีหรือพ่อค้าเขามีเทคโนโลยีตัดแยกข้าวอยู่แล้ว มีเครื่องที่สแกนตรวจว่าข้าวนั้นเป็นชนิดใด อย่างไรชาวนาก็เสียเปรียบ ดังนั้นต้องทำนาสะอาดเพื่อให้ได้ผลผลิตข้าวเพียงชนิดเดียว อย่างภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการข้าวพื้นแข็งไปแปรรูปเป็นแป้ง เขาก็เจอข้าวพื้นนุ่มปะปนไป

สำหรับนาสะอาดหมายถึงนาที่ปลูกข้าวชนิดเดียว เช่น พื้นที่ใดปลูกข้าวหอมมะลิ 105 เป็นหลัก ก็ขอให้ปลูกเฉพาะข้าวหอมมะลิ 105 อย่างเดียว ส่วนช่วงนาปรังแม้จะมีน้ำแต่ก็ควรเปลี่ยนไปปลูกพืชหลังนา อาทิ ถั่ว ข้าวโพด โดยพืชดังกล่าวมีความต้องการในส่วนของตลาดอาหารสัตว์อยู่มาก หากเราปลูกพืชหมุนเวียนได้ ก็จะทำให้ผลผลิตข้าวไม่ปะปน ข้าวก็จะมีคุณภาพสูงขึ้น อีกทั้งช่วยตัดวงจรการเกิดขึ้นของวัชพืช โรคและแมลงต่างๆ ได้ด้วย อาทิ ข้าวดีด-ข้าวเด้ง ซึ่งที่ผ่านมาเราไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ เพราะเราไม่เคยพักพื้นที่นาหรือปลูกพืชหมุนเวียน

“วันนี้วัชพืช โดยเฉพาะวัชพืชข้าว มีการปรับตัว เมื่อก่อนเราจะเห็นในนาข้าว ข้าววัชพืชนี่ต้นจะสูงกว่าข้าวที่อยู่ในนาเรา แต่วันนี้มันเป็นพืชตระกูลหญ้าด้วยกัน มันมีการผสมพันธุ์ระหว่างข้าว มันทำให้ต้นมันเตี้ยพอๆ กับต้นข้าว เรากำจัดยากมาก ฉะนั้นมีแนวทางเดียวที่จะกำจัดข้าววัชพืช นั่นก็คือต้องตัดวงจรการทำนาลงไป เพื่อปลูกพืชหมุนเวียนชนิดอื่น” อธิบดีกรมการข้าว ระบุ

นายณัฏฐกิตติ์ กล่าวอีกว่า ส่วนที่มีข่าวตลอดมาเรื่องการลักลอบนำเมล็ดพันธุ์ข้าวจากต่างประเทศเข้ามาปลูกในพื้นที่นาของไทย เรื่องนี้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ มีข้อสั่งการแล้ว และเตือนให้พวกที่ลักลอบนำเข้าเมล็ดพันธุ์ข้าวตามแนวชายแดนหยุดการกระทำนั้นเสีย เพราะจะส่งผลกระทบกับเกษตรกรไทย ทำให้ราคาข้าวของไทยตกต่ำลง ส่วนตนก็ขอฝากสื่อมวลชนช่วยเป็นหูเป็นตาด้วย ส่วนเกษตรกรที่ยังนำข้าวจากต่างประเทศเข้ามาปลูก ตนก็ขอให้หยุดเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าบุคลากรของกรมการข้าวมีน้อย จึงมีข้อจำกัดในการระบุพันธุ์ข้าวในขั้นตอนการขึ้นทะเบียน โดยการขึ้นทะเบียนเป็นอำนาจหน้าที่ของกรมส่งเสริมการเกษตร บางทีข้าวสายพันธุ์ใหม่ๆ ที่กรมการข้าวผลิตออกมา เจ้าหน้าที่ก็ยังไม่ทราบว่าลักษณะของพันธุ์เป็นอย่างไร ดังนั้นกรมการข้าวต้องร่วมมือกับกรมส่งเสริมการเกษตร อบรมให้ความรู้เรื่องการประกาศสายพันธุ์ข้าวกับเจ้าหน้าที่ เมื่อมีผู้มาขึ้นทะเบียนขอรับสิทธิประโยชน์ เช่น มาตรการช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท จะได้รู้ว่านี่เป็นข้าวไทย ไม่ใช่เป็นข้าวต่างประเทศแล้วมาแอบใส่ชื่อไทย

“บางทีมันเป็นพันธุ์ใหม่ เจ้าหน้าที่บางคนเพิ่งบรรจุใหม่ๆ ไปเป็นเกษตรตำบล เพราะรุ่นเก่าไมมีปัญหา คนรุ่นใหม่บางคนก็ศึกษาบางคนก็ยังไม่ได้ศึกษา บางคนก็จบจากด้านพืช ด้านสัตว์ ด้านอะไรมันก็หลากหลาย ทีนี้เราต้องให้ความรู้เขา แล้วก็อบรม แล้วก็ทำความร่วมมือกัน ให้ความรู้ เขาไปขึ้นทะเบียนจะได้รู้ มันไม่ใช่ข้าวพันธุ์ กข51 กข41 ต้องเป็นอย่างนี้นะ ลักษณะข้าวไทยต้องเป็นอย่างนี้ ลักษณะข้าวพันธุ์ต่างประเทศต้องเป็นอย่างนี้ เราต้องแนะนำให้เขาแล้ว” อธิบดีกรมการข้าว กล่าว

หน่วยพญานาคราชจับลอบขนไข่ดิบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/798333

วันพุธ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พ.อ.รวิรักษ์ สัตตบุศย์ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจพญานาคคราชกล่าวว่า ได้ตรวจสอบบริเวณริมถนนดงงู-ป่าไร่ ต.ป่าไร่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ภายหลังได้รับแจ้งการลักลอบนำเข้าสินค้าปศุสัตว์ ประเภทสัตว์กีบคู่ ซึ่งห้ามนำเข้าทุกชนิด เนื่องจากประกาศเป็นเขตปลอดโรคปากและเท้าเปื่อย ตามประกาศ จ.สระแก้ว เรื่องการเฝ้าระวังป้องกันโรคไข้หวัดนก โดยพบการลักลอบนำเข้าไข่เป็ดฟักตัว ผ่านช่องทางธรรมชาติแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยหน่วยเฉพาะกิจพญานาคราช จับกุมผู้กระทำความผิดเป็นชาย อายุ 49 ปี สัญชาติไทย พร้อมของกลาง 14 รายการ หนึ่งในนั้นเป็นไข่ตัว หรือไข่เป็ดดิบที่กำลังฟักใกล้เป็นตัว

ทั้งนี้ สำหรับการกระทำดังกล่าว เข้าข่ายความผิด 1.เคลื่อนย้ายซากสัตว์เข้ามาในราชอาณาจักรโดยมิได้รับอนุญาต ตามมาตรา 31 แห่ง พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558, 2.มีไว้ในครอบครองซึ่งสินค้าที่มิได้เสียภาษี ตามมาตรา 203 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 , 3.มีไว้เพื่อขายซึ่งสินค้าที่มิได้เสียภาษี ตามมาตรา 204 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 , 4.ห้ามมิให้ผู้ใดผลิตขาย หรือนำ หรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งยาแผนปัจจุบันเว้นแต่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510, 5.ผู้ใดผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 3 วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 35 (2), มาตรา 92 และมาตรา 94 แห่ง พ.ร.บ.ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564 และ6.ผู้ใดนำเข้ามาในหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560

สำหรับข้อมูลรายงานการลักลอบนำเข้าสินค้าทางการเกษตร ประเภทซากสัตว์ (ไข่เป็ดฟักตัว) ช่วงที่ผ่านมามีการจับกุมการลักลอบนำเข้าไข่เป็ดฟักตัวลักลอบขายที่ตลาดโรงเกลือจุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก โดยลักลอบนำเข้าทางช่องทางธรรมชาติ อ.โคกสูง จ.สระแก้ว เมื่อปี 2558 ปี 2559 และ ปี 2562