‘ทีมธรรมนัส’นำลงพื้นที่พิพาทส.ป.ก. เจอพิรุธเอกสารมีรอย‘ลบคำผิด’ เชือดดาบสอง 6 จนท.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/791621

‘ทีมธรรมนัส’นำลงพื้นที่พิพาทส.ป.ก. เจอพิรุธเอกสารมีรอย‘ลบคำผิด’ เชือดดาบสอง 6 จนท.

‘ทีมธรรมนัส’นำลงพื้นที่พิพาทส.ป.ก. เจอพิรุธเอกสารมีรอย‘ลบคำผิด’ เชือดดาบสอง 6 จนท.

วันพฤหัสบดี ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2567, 14.15 น.

‘ทีมธรรมนัส’นำลงพื้นที่พิพาทส.ป.ก. เจอพิรุธเอกสารมีรอย‘ลบคำผิด’ เชือดดาบสอง 6 จนท.

7 มีนาคม 2567 นายธนดล สุวัณณะฤทธิ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยตำรวจกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) และเจ้าหน้าที่จากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ลงพื้นที่สอบปากคำเกษตรกรที่ได้รับการจัดสรรที่ดินบริเวณบ้านเหวปลากั้ง พร้อมด้วยพยาน เพื่อตรวจสอบการจัดสรรที่ดินของ ส.ป.ก.นครราชสีมา ว่า เป็นไปตามระเบียบและถูกต้องหรือไม่ หลังมีการร้องเรียนว่าเจ้าหน้าที่ 6 คนที่เกี่ยวข้องกับการออกเอกสารสิทธิ์ดำเนินการผิดระเบียบ

นายธนดล ได้นำเอกสารบันทึกการนำทำการรังวัดของเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.นครราชสีมา เป็นหลักฐานสำคัญที่นำมาแสดง และสอบถามเกษตรกร เนื่องจากพบพิรุธว่าเอกสารมีรอยลบคำผิด ในส่วนข้อมูลที่เกษตรกรที่ขอออกเอกสารสิทธิ์ระบุว่าเคยทำกินมาก่อน แก้ไขจากคำว่า “ไม่เคยทำกิน” เป็น “เคยมีการทำการเกษตร ไร่มันสำปะหลัง” ซึ่งไม่ตรงกับสภาพความเป็นจริง

“การออกเอกสารสิทธิ์ถือว่าผิดระเบียบ ตามระเบียบการออกเอกสารสิทธิ์ของ ส.ป.ก.ปี 2564 เพราะสภาพพื้นที่ไม่ปรากฏร่องรอยการทำกินของเกษตรกร และอาจเป็นการลงข้อมูลเท็จ ที่จะนำไปสู่การตรวจสอบการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ และเตรียมสอบวินัยร้ายแรงเจ้าหน้าที่จำนวน 6 คน” นายธนดล กล่าว

ขณะที่หนึ่งในเกษตรกร จ.นครราชสีมา ที่ได้รับจัดสรรสิทธิ์ที่ดินทำกิน 2 แปลง แปลงแรก 38 ไร่ แปลงที่สอง 11 ไร่ ยืนยันว่า ไม่ทราบว่ามีการแก้ไขเอกสาร และเซ็นชื่อต่อหน้าเจ้าหน้าที่จริง ขณะที่เอกสารยังกรอกรายละเอียดไม่ครบ และยืนยันว่าเป็นเกษตรกรที่เคยทำกินบริเวณนี้จริง เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ตนเองไม่ใช่นอมินีนายทุน  /////-005

ปศุสัตว์บุรีรัมย์ติวเข้มอาสาอปท. พัฒนาศักยภาพคุมโรคพิษสุนัขบ้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/791531

วันพฤหัสบดี ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอภิชาติ สุวรรณชัยรบ ปศุสัตว์จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นประธานเปิดการฝึกอบรมอาสาสมัครปศุสัตว์ โครงการฝึกอบรมเพื่อสร้างและพัฒนาศักยภาพอาสาปศุสัตว์ด้านโรคพิษสุนัขบ้า จังหวัดบุรีรัมย์ ปีงบประมาณ 2567 ภายใต้แผนยุทธศาสตร์การดำเนินโครงการสัตว์ปลอดโรคคนปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า สนองตามพระปณิธานศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ซึ่งสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดบุรีรัมย์ ร่วมกับ ท้องถิ่นจังหวัดบุรีรัมย์ และ อบจ.บุรีรัมย์ จัดขึ้น โดยมี นายสุริยะ กาวงษ์กลาง หัวหน้ากลุ่มพัฒนาสุขภาพสัตว์ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดบุรีรัมย์ ปศุสัตว์อำเภอ หัวหน้าส่วนการงาน สำนักงาน อบจ.บุรีรัมย์ พร้อมอาสาปศุสัตว์จากทุกอำเภอในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ และผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งหมด 208 แห่ง รวมทั้งสิ้นกว่า 400 คน เข้าร่วมอบรม ที่ห้องประชุมชั้น 3 อบจ.บุรีรัมย์

เพื่อบูรณาการการกำจัดโรคพิษสุนัขบ้าอย่างยั่งยืนในรูปแบบของประชารัฐ โดยขอความร่วมมือจากทั้งภาครัฐ เอกชนและประชาชน และสร้างอาสาปศุสัตว์รุ่นใหม่ และพัฒนาอาสาปศุสัตว์เดิมที่มีอยู่แล้วให้มีความรู้ความเข้าใจและมีทักษะในการปฏิบัติงานด้านการเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรคพิษสุนัขบ้าครอบคลุมในทุกพื้นที่ เพื่อให้ปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีเนื้อหาการฝึกอบรม ประกอบด้วย ความรู้เกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้า การสังเกตอาการสัตว์ป่วย การแจ้งพบสัตว์สงสัยการเก็บตัวอย่างส่งตรวจ การประเมินสุขภาพสัตว์ก่อนฉีดวัคซีน การควบคุมคุณภาพวัคซีนทั้งการขนส่งและการจัดเก็บ การฉีดวัคซีน เทคนิคการจับสัตว์เพื่อนำมาฉีดวัคซีน หรือทำหมัน เป็นต้น ซึ่งเป็นความรู้ที่สามารถนำไปใช้งานได้จริง

รองปลัดฯหารือIFAD ร่วมจัดตั้งสำนักงาน ประจำภูมิภาคเอเชียฯ เสร็จสิ้นเดือนต.ค.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/791528

วันพฤหัสบดี ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมหารือกับผู้แทนกองทุนระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม (International Fund for Agricultural
Development : IFAD) ได้แก่ นาย Matthias Meyerhans ตำแหน่ง ผอ.ฝ่ายบริหาร และนาง Giorgia Salucci ตำแหน่ง หัวหน้าฝ่ายสนับสนุน ภายในการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสของการประชุมรัฐมนตรีเกษตรเบอร์ลิน ครั้งที่ 16 (The 16th Berlin Ministers’ Conference) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหารือความคืบหน้าการจัดตั้งสำนักงาน IFAD ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกในประเทศไทย

ทั้งนี้ IFAD ได้ขอให้ประเทศไทยอำนวยความสะดวกในการตรวจเอกสาร Host Country Agreement ซึ่งเป็นเอกสารส่วนหนึ่งในขั้นตอนการการจัดตั้งสำนักงาน IFAD ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกในประเทศไทย โดยนายเศรษฐเกียรติ กล่าวแสดงความยินดีที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้ IFAD และคาดว่า ผลการพิจารณาเอกสาร Host Country Agreement จะแล้วเสร็จภายในช่วงเดือนตุลาคม 2567

กรมประมงดูแลการอนุญาต ให้ทำประมงพาณิชย์ปี2567-2568

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/791529

วันพฤหัสบดี ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีเรือประมงพาณิชย์ที่อยู่ในระบบใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์ 9,310 ลำ โดยปี 2566 มีผลผลิตที่ได้จากการทำประมงพาณิชย์มากกว่า 1 ล้านตัน สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 40,000 ล้านบาท ภายใต้การบริหารจัดการทรัพยากรประมงให้เกิดความยั่งยืนด้วยการกำกับ ควบคุม และดูแลการทำประมงให้สอดคล้องกับขีดความสามารถในการทำการประมงและปริมาณผลิตผลสูงสุดของสัตว์น้ำที่สามารถทำการประมงได้อย่างยั่งยืน(ค่า MSY) ตามข้อกำหนดในมาตรา 19 แห่ง พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งในการออกไปทำการประมงอย่างถูกกฎหมาย เรือประมงจะต้องมีใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์ที่ออกโดยกรมประมง สามารถทำการประมงได้ตามปีการประมง (โดยใบอนุญาตฯ มีอายุปีการประมง 2 ปี) และขณะนี้ใบอนุญาตทำการประมงเดิมจะหมดอายุลงในวันที่ 31 มีนาคม 2567

ดังนั้น กรมประมง จึงออกประกาศ เรื่อง กำหนดห้วงเวลา หลักเกณฑ์ วิธีการ ขั้นตอน และเงื่อนไขการขอรับใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์ สำหรับปีการประมง 2567-2568 ในราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ 10 มกราคม 2567 แจ้งให้ผู้ที่ประสงค์จะทำการประมงพาณิชย์ ในปีการประมงใหม่ มายื่นคำขอรับใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์ได้ที่สำนักงานประมงพื้นที่ กทม.กรมประมง หรือที่ว่าการอำเภอหรือสำนักงานประมงอำเภอแห่งท้องที่ที่มีอาณาเขตติดทะเล ก่อนหน้านี้ เพื่อออกทำการประมงได้อย่างถูกต้อง

นายบัญชา กล่าวอีกว่า หากผู้ใดออกไปทำประมง ทั้งทะเลฝั่งอ่าวไทยและทะเลฝั่งอันดามัน โดยไม่มีใบอนุญาตทำการประมง จะมีบทกำหนดโทษตาม พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 จึงขอความร่วมมือผู้ที่ใช้เรือประมง ที่มีขนาดตั้งแต่ 10 ตันกรอสขึ้นไป ให้ดำเนินการตามขั้นตอน อีกทั้งการขอรับใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์ในปีนี้ ได้เปิดโอกาสให้ชาวประมงที่เรือประมงซึ่งมีใบอนุญาตทำการประมง แต่เรือประมงเกิดความชำรุด ทรุดโทรม หรือ เรือจม อับปาง สามารถนำเรือประมงลำอื่นมาขอรับใบอนุญาตแทนได้ รวมทั้งผู้ที่เคยมีลักษณะต้องห้ามในการได้รับอนุญาต หากสิ้นสุดลักษณะต้องห้ามตามที่กฎหมายกำหนดแล้วก็สามารถยื่นคำขอรับใบอนุญาตได้ หรือผู้ที่ประสงค์จะเปลี่ยนพื้นที่ทำการประมง หรือเปลี่ยนเครื่องมือทำการประมงข้ามกลุ่มสัตว์น้ำสามารถยื่นคำขอได้ ซึ่งหากไม่กระทบกับปริมาณสัตว์น้ำสูงสุดที่จะอนุญาตให้ทำการประมงได้ตามที่คณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติเห็นชอบ กรมประมงก็จะอนุญาตให้ทำการประมง ตามที่ประกาศได้ ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมและฟื้นฟูอาชีพทำการประมงตามนโยบายของรัฐบาล

‘อภัย’ถกคกก.โคนมฯ ดำเนินการ 3 ประเด็นสำคัญ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/791532

วันพฤหัสบดี ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม (Milk Board) ครั้งที่ 2/2567 โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ทั้งนี้ ในที่ประชุมได้รับทราบความก้าวหน้า (ร่าง) โครงการช่วยเหลือเกษตรกรโคนมภายใต้วิกฤตอาหารสัตว์ราคาแพงโดยเห็นควรให้มีการปรับทบทวนในรายละเอียดของกิจกรรมหลัก และกิจกรรมย่อยภายใต้โครงการฯ และเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น และมอบหมายให้คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พัฒนาโคนมและผลิตภัณฑ์นม ปรับแก้โครงการฯ ตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการโคนมฯ และนำเสนอในที่ประชุมครั้งต่อไป

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังรับทราบและดำเนินการ ดังนี้ 1.ต้นทุนการผลิตน้ำนมโค ไตรมาส 3 ปี 2566 เฉลี่ยทุกขนาดฟาร์ม กิโลกรัมละ 18.50 บาท/กก. เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.12

2.ต้นทุนการบริหารจัดการศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ ณ เดือนมิถุนายน 2566 เฉลี่ยทุกขนาดศูนย์ฯ กิโลกรัมละ 1.71 บาท ลดลงจากเดือนธันวาคม 2565 ร้อยละ 4.47 และ 3.แนวทางการกำหนดราคารับซื้อน้ำนมดิบหน้าศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบแบบยืดหยุ่น เพื่อให้เกิดความเหมาะสม และ 4.รายงานความก้าวหน้าตามยุทธศาสตร์โคนม โดยที่ประชุมยังได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการปรับราคากลางในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์นม โครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน เนื่องจากขณะนี้ได้มีการปรับราคากลางการรับซื้อน้ำนมดิบแล้ว

กรมชลฯติดตามบริหารจัดการน้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/791530

วันพฤหัสบดี ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายสุริยพล นุชอนงค์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงสถานการณ์น้ำปัจจุบัน ว่าอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศมีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 55,823 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) 73% ของความจุอ่างฯ รวมกัน เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดนและเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 16,020 ล้าน ลบ.ม.(64% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) จึงวางแผนจัดสรรน้ำช่วงฤดูแล้งปี 2566/67 ตามปริมาณน้ำต้นทุนที่มี ด้วยการจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคเป็นหลัก รักษาระบบนิเวศ การเกษตร อุตสาหกรรม และสำรองไว้ใช้ในต้นฤดูฝนหน้าตามลำดับ จนถึงขณะนี้มีการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้งทั้งประเทศไปแล้วกว่า 10,285 ล้าน ลบ.ม.(48%) เฉพาะลุ่มเจ้าพระยามีการใช้น้ำไปแล้วประมาณ 3,409 ล้าน ลบ.ม.(56%) ปัจจุบันทั้งประเทศมีการเพาะปลูกข้าวนาปรังไปแล้ว 7.88 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 136 ของแผนฯ เฉพาะลุ่มเจ้าพระยา มีการเพาะปลูกข้าวนาปรังไปแล้ว 5.43 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 180 ของแผนฯ

ทั้งนี้ ได้กำชับไปยังโครงการชลประทานโดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก บริหารจัดการน้ำให้เหมาะสมสอดคล้องกับปริมาณน้ำในพื้นที่และเกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมประชาสัมพันธ์ถึงสถานการณ์ให้ประชาชนรับรู้รับทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความเสี่ยงผลผลิตเสียหาย รวมทั้งปฏิบัติตาม 9 มาตรการรับมือฤดูแล้งปี 66/67 ที่กองอำนวยการน้ำแห่งชาติกำหนดอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปตามแผน และเพียงพอไปตลอดช่วงฤดูแล้งนี้

ส่วนพื้นที่ภาคใต้ ได้สั่งการไปยังโครงการชลประทานที่ 16-17 เฝ้าระวังและติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดแล้ว

‘กรมฝนหลวง’ร่วมแสดงความยินดีเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนา ส.ป.ก.ครบรอบ 49 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/791460

'กรมฝนหลวง'ร่วมแสดงความยินดีเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนา ส.ป.ก.ครบรอบ 49 ปี

‘กรมฝนหลวง’ร่วมแสดงความยินดีเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนา ส.ป.ก.ครบรอบ 49 ปี

วันพุธ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2567, 17.30 น.

เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2567 นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร พร้อมคณะเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ครบรอบปีที่ 49 โดยมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายไชยา พรหมา และ นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์​ และผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วมเป็นเกียรติในงาน ณ ห้องประชุมไชยยงค์ ชูชาติ ส.ป.ก. ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร

– 006

‘กรมการข้าว’ร่วมแสดงความยินดีเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนา ส.ป.ก.ครบรอบ 49 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/791458

'กรมการข้าว'ร่วมแสดงความยินดีเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนา ส.ป.ก.ครบรอบ 49 ปี

‘กรมการข้าว’ร่วมแสดงความยินดีเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนา ส.ป.ก.ครบรอบ 49 ปี

วันพุธ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2567, 17.28 น.

เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2567 ร.อ.ธรรมนัส​ พรหมเผ่า​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์​ เป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรมงานวันคล้ายวันสถาปนา ส.ป.ก.ครบรอบ 49 ปี พร้อมด้วย นายไชยา พรหมา และ นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์​ และผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วมเป็นเกียรติในงาน ณ ห้องประชุมไชยยงค์ ชูชาติ ส.ป.ก. ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร ในโอกาสนี้​ นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว​ นำคณะผู้บริหาร​ ข้าราชการกรมการข้าว ร่วมแสดงความยินดีเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนา สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ครบรอบ 49 ปี​ ในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน

– 006

47 ปี‘หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า’ ก้าวสู่โอกาสใหม่หุ้นส่วนโรงชำแหละสุกรปลายทางอาหารปลอดภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/791429

47 ปี‘หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า’ ก้าวสู่โอกาสใหม่หุ้นส่วนโรงชำแหละสุกรปลายทางอาหารปลอดภัย

47 ปี‘หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า’ ก้าวสู่โอกาสใหม่หุ้นส่วนโรงชำแหละสุกรปลายทางอาหารปลอดภัย

วันพุธ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2567, 15.41 น.

47 ปี‘หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า’ ก้าวสู่โอกาสใหม่หุ้นส่วนโรงชำแหละสุกรปลายทางอาหารปลอดภัย

ที่ดินแห้งแล้งรกร้างว่างเปล่า 1,253 ไร่ ในตำบลบ้านซ่อง อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ได้รับการพลิกฟื้นจนมีความอุดมสมบูรณ์ สร้างชุมชนเกษตรกรที่เข้มแข็งภายใต้ชื่อ “หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า” เปลี่ยนชาวบ้านยากไร้สู่กลุ่มเกษตรกรผู้มั่งคั่ง ด้วยการทำเกษตรกรรม มีการเลี้ยงสุกรเป็นอาชีพหลัก ปลูกพืชไร่และไม้ผลเป็นอาชีพเสริม จนสามารถส่งต่อความสำเร็จจากรุ่นสู่รุ่น กลายเป็นชุมชนต้นแบบของการพัฒนาอย่างยั่งยืน มานานกว่า 47 ปี นับตั้งแต่ปี 2520 พวกเขาทำได้อย่างไร?

ภักดี ไทยสยาม ประธานกรรมการ บริษัท หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า จำกัด มาให้คำตอบกับคำถามนี้ เขาบอกว่าที่นี่เมื่อ 47 ปีที่แล้ว ชาวบ้านต่างเผชิญปัญหาความยากจน ไร้โอกาส ไร้ที่ดินทำกิน ซึ่งเป็นโจทย์ปัญหาใหญ่ที่สุดที่ทำให้เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพี ต้องการเข้ามาแก้ไข ด้วยการรวบรวมผืนดินที่แห้งแล้ง รกร้างมาพัฒนาให้กับเกษตรกร พร้อมทั้งให้ความรู้ที่ทันสมัยในการเลี้ยงสัตว์ควบคู่กับการเพาะปลูก จัดหาแหล่งเงินทุน และหาตลาดในการจัดจำหน่าย ทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง

ด้วยโมเดล “3 ประโยชน์ 4 ประสาน” ซึ่งเป็นรูปแบบความร่วมมือ 4 ฝ่าย คือ รัฐบาล เอกชน สถาบันการเงิน และเกษตรกร เพื่อรองรับการพัฒนาเกษตรกรรมทันสมัย ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์ 3 ประการ คือ ประโยชน์ต่อประเทศ ต่อประชาชน และสุดท้ายเป็นประโยชน์ต่อองค์กร โครงการฯ นี้ ช่วยสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันผลิตเพื่อสร้างความแข็งแกร่ง ทำให้พวกเขาเข้าถึงที่ดิน เทคโนโลยีการเลี้ยงสุกร และแหล่งเงินทุน

โครงการฯ นี้ มีเครือซีพี โดย บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ รับหน้าที่ดูแลและส่งเสริมเกษตรกรในการเลี้ยงสุกรที่มีคุณภาพ ในรูปแบบประกันราคา ด้วยเทคโนโลยีด้านสายพันธุ์สุกรพันธุ์ดี อาหารสัตว์ที่มีคุณภาพ พร้อมปัจจัยการผลิตที่จำเป็น รวมทั้งรับผิดชอบสนับสนุนทั้งการผลิตและการหาตลาดแทนเกษตรกร ด้วยการรับซื้อลูกสุกรที่โตได้ขนาดกลับคืนในราคาประกัน เกษตรกรจึงมีรายได้มั่นคง เพียงพอที่จะดูแลครอบครัวให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ สามารถจัดสรรรายได้ชำระคืนเงินกู้ครบในระยะเวลา 10 ปี ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน บ้านอยู่อาศัย และโรงเรือนเลี้ยงสุกร เปลี่ยนจากเกษตรกรยากไร้ สู่ครอบครัวที่มีฐานะพออยู่พอกินและมีที่ดินเป็นของตนเอง

หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้าก้าวสู่มาตรฐานสากล ด้วยการนำนวัตกรรมการเลี้ยงสุกรที่ทันสมัยยิ่งขึ้น เลี้ยงสุกรในโรงเรือนปิดแบบ EVAP ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทั้งด้านการเจริญเติบโตและสุขภาพของสุกร เกษตรกรสามารถขยายการผลิตจากเดิมเลี้ยงรายละ 30 แม่ เป็น 150-500 แม่ ตามกำลังความสามารถของแต่ละราย มีการใช้ระบบไบโอแก๊ส เพื่อรักษาสภาพแวดล้อมให้กับชุมชนและเป็นส่วนหนึ่งในการลดภาวะโลกร้อน

ในทศวรรษที่ 4 หมู่บ้านแห่งนี้ไม่เคยหยุดพัฒนา มีการต่อยอดจากองค์ความรู้ด้านการจัดการและการใช้เทคโนโลยีทันสมัย สู่การสร้างสรรค์โครงการที่หลากหลายเพื่อสมาชิกหมู่บ้านและชุมชนโดยรอบ โดยมีเยาวชนลูกหลานร่วมขับเคลื่อนกิจกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดรับอาชีพเสริมที่หลากหลายเพื่อเพิ่มพูนรายได้ จากอาชีพเลี้ยงสุกรปัจจุบันมี 22 ครอบครัว มีแม่สุกรเพิ่มจาก 30 แม่ เป็น 100- 700 แม่ มีรายได้ 300,000 – 2,000,000 บาท/เดือน ส่วนอาชีพเสริมเลี้ยงไก่ไข่อินทรีย์ 6 ครอบครัว มีรายได้ 90 -150,000 บาท/เดือน ปลูกผักอินทรีย์ 2 ครอบครัว สร้างรายได้ 50,000-100,000 บาท/เดือน ปลูกยางพารา 2 ครอบครัว มีรายได้ 50,000-100,000 บาท/เดือน และเพาะเห็ดฟาง 2 ครอบครัว สร้างรายได้ 50,000-100,000 บาท/เดือน

“ทั้งอาชีพหลักและอาชีพเสริมส่งผลให้เกษตรกรมีความมั่นคง มั่งคั่ง และมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น ที่สำคัญเรายังให้ความสำคัญกับระบบนิเวศชุมชน สมาชิกของหมู่บ้านทุกคนมีส่วนร่วมขับเคลื่อนชุมชนสู่ความยั่งยืนผ่านหลากหลายโครงการ อาทิ ธนาคารน้ำใต้ดิน เพื่อให้การทำการเกษตรมีผลผลิตตลอดปี ถือเป็นอีกหนึ่งรูปแบบการเก็บกักน้ำไว้ใช้ยามจำเป็นได้อย่างเหมาะสมที่สุด สามารถลดค่าใช้จ่ายในการซื้อน้ำได้ถึง 1 ล้านบาท/ปี และกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ต้อนรับผู้ที่สนใจเช่นเดียวกับ ป่านิเวศเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ บนเนื้อที่ 14 ไร่ ของหมู่บ้าน มีพรรณไม้ถึง 109 ชนิด จำนวน 5 หมื่นต้น และเกษตรกรยังต่อยอดความสำเร็จป่านิเวศฯ สู่การพัฒนาการใช้สมุนไพรเพื่อลดการใช้ยาปฏิชีวนะในการเลี้ยงสัตว์ สามารถลดค่าใช้จ่ายจากการใช้ยาปฏิชีวนะได้ 2.8 ล้านบาท/ปี” ภักดี กล่าว

นอกจากนี้ ชาวหนองหว้ายังได้ร่วมกันระดมทุนจัดตั้งโรงชำแหละสุกรร่วมกับซีพีเอฟ เป็นโรงชำแหละทันสมัย สะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน เพื่อให้เป็นปลายทางการผลิตอาหารที่มีคุณภาพสู่ผู้บริโภค นับเป็นก้าวย่างสำคัญของชาวหนองหว้าที่ได้วางรากฐานที่เหนียวแน่นสู่ลูกหลาน ได้เข้าศึกษาเรียนรู้และต่อยอดอาชีพของตนเองได้ พร้อมสืบสานองค์ความรู้ของชุมชนสู่ลูกหลานรุ่นต่อไปอย่างเป็นระบบ

“หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า” พลิกฟื้นผืนดินแห้งแล้ง ให้กลายเป็นพื้นที่เกษตรสีเขียว เกษตรกรมีอาชีพเลี้ยงสัตว์และอาชีพเสริมที่มั่นคง สร้างอนาคตการศึกษาที่ดีให้กับลูกหลาน ที่สำคัญซีพีและซีพีเอฟ ได้มอบความรู้อันเป็นทรัพย์สินที่มีค่าให้กับเกษตรกร เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน ชาวหนองหว้าพิสูจน์แล้วว่าโจทย์ที่ยากที่สุดแต่พวกเขาก็ทำได้ ด้วยความเข้มแข็งของชาวชุมชน วันนี้เกษตรกรชาวหนองหว้ายังคงช่วยกันคิดสร้างสรรค์ เปิดรับสิ่งใหม่ พร้อมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อการพัฒนาชุมชนสู่ความยั่งยืนต่อไป

คลิกชม Clip VDO >> https://youtu.be/-ZVxD-tWCFc  

อินไซด์ถกพื้นที่ทับซ้อน‘เขาใหญ่’ 2กมธ.เชื่อโยงขบวนการ‘ทุจริต’-เจออีกคนต่างถิ่นยึดส.ป.ก.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/791418

อินไซด์ถกพื้นที่ทับซ้อน‘เขาใหญ่’ 2กมธ.เชื่อโยงขบวนการ‘ทุจริต’-เจออีกคนต่างถิ่นยึดส.ป.ก.

อินไซด์ถกพื้นที่ทับซ้อน‘เขาใหญ่’ 2กมธ.เชื่อโยงขบวนการ‘ทุจริต’-เจออีกคนต่างถิ่นยึดส.ป.ก.

วันพุธ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2567, 15.15 น.

‘ชัยวัฒน์’ลั่นปมแผนที่ทหารขอจบในชั้นศาล ‘กฤษฎีกา’ชี้ส.ป.ก.ออกเอกสารสิทธิ์ได้เฉพาะในพื้นที่จำแนกออกจากป่าถาวรเท่านั้น ไม่ใช่ทั้งอำเภอ ‘กมธ.ที่ดินฯ’ส่ง 10 รายชื่อคนต่างถิ่นส่อได้ที่ ส.ป.ก.โดยไม่ชอบให้ ป.ป.ช. เชื่อมีขบวนการทุจริต 2 กมธ. พร้อมหน่วยงานพิพาทจ่อลงพื้นที่สำรวจรังวัดพื้นที่พร้อมกันสัปดาห์หน้า

เมื่อเวลา 09.40 น. วันที่ 6 มีนาคม 2567 ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมกันระหว่างคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายอภิชาติ ศิริสุนทร สส.บัญชีรายชื่อและเลขาธิการพรรคก้าวไกล (ก.ก.) เป็นประธาน กับกมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ ที่มีนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ก.ก. เป็นประธาน มีการพิจารณาวาระติดตามปัญหาเขตปฏิรูปทับซ้อนพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ต.หมูสี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ซึ่งได้เชิญ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, พล.ต.อ.พัชรวาทวงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.), เลขานุการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), เลขานุการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา,อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช, ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ, เจ้ากรมแผนที่ทหาร, ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา, ปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมา,นายอำเภอปากช่อง เข้ามาชี้แจง

นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ก.ก. ในฐานะเลขานุการ กมธ.การที่ดินฯ สอบถามว่า รับข้อมูลจากประชาชนและส่วนราชการในพื้นที่ว่ามีการเปลี่ยนมือและมีการใช้ที่ดินผิดประเภท รวมถึงการทุจริตคอรัปชั่นในพื้นที่ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ หากกระบวนการออก ส.ป.ก.มีการทุจริต ผลประโยชน์ก็จะไม่ได้ตกสู่มือประชาชนอย่างแท้จริง ทั้งนี้วัตถุประสงค์ของ ส.ป.ก.คือการกระจายที่ดินสู่เกษตรกร แต่ขณะนี้ที่ดินไม่ได้อยู่ในมือของเกษตรกร เพราะมีกระบวนการทุจริตคอร์รัปชั่นทำให้ที่ดินไม่ตกถึงมือเกษตร ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่ไม่ได้รับความชัดเจนจากส.ป.ก.ว่าจะจัดการปัญหาการทุจริตอย่างไร รวมถึงจะป้องกันอย่างไรเพื่อให้เกิดการทุจริต และหากพบเจ้าหน้าที่ทุจริตจะทำอย่างไร นอกจากนี้ นโยบายของรัฐบาลยังได้มีการพูดคุยกันถึงเรื่องการจัดการพื้นที่ทับซ้อน ในทางปฏิบัติหาก ส.ป.ก.ออกในพื้นที่ที่มีแนวทางชัดเจนว่าเป็นเขตอุทยาน จะดำเนินการอย่างไร ทั้งนี้ หากมีการออก ส.ป.ก.ให้กับชาวบ้านจริง แต่อยู่ในพื้นที่อุทยานจะทำอย่างไร

นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ชี้แจงว่า แผนที่เป็นตัวกำหนดว่าใครผิดกฎหมายหรือใครผิดระเบียบ หากผิดระเบียบก็แค่กล่าวตักเตือน แต่หากเป็นพื้นที่ ส.ป.ก.สามารถดำเนินการได้ เจ้าหน้าที่ที่ไปรังวัดเป็นพื้นที่ป่า ผิดระเบียบ ไม่ได้ผิดกฎหมาย ตอนนี้ต้องดูว่าหากอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ แล้วผิดกฎหมายเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องถูกดำเนินคดี

“ไม่ใช่อย่างที่ผมบอกว่าอยากจบหล่อๆ เหมือนครั้งที่เจอในอุทยานแห่งชาติทับลาน แล้ววันนี้จะมาจบแบบนี้อีกไม่ได้ จึงต้องมีความชัดเจนว่าเป็นเขตอุทยานหรือเขตส.ป.ก. และส.ป.ก.มีอำนาจในการเข้าไปขีดเขตแดนหรือไม่ เพราะกฤษฎีกาก็ระบุว่าไม่สามารถทำได้ ต้องว่ากันไปตามกฎหมาย หากบอกว่าเรื่องแผนที่เขตแดนจบแล้ว ก็ไม่ต้องมาคุยกัน แต่หากออกมาโดยไม่ชอบ ผมขอจบในชั้นศาล” นายชัยวัฒน์ กล่าว 

นายวีรยุทธ วรรณเลิศสกุล ผู้อำนวยการส่วนจัดการที่ดินชุมชนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ กล่าวว่า สำหรับเรื่องที่ดิน ส.ป.ก.หากอะไรที่ไม่ได้ออกถูกต้องตามระเบียบเงื่อนไข เพราะการประกาศคือการคลุมทั้งหมด ซึ่งเราต้องดูตามความเป็นจริง หากเป็นพื้นที่ป่า ระเบียบและกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจทำ ฉะนั้น ในบริเวณพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ที่เป็นปัญหาที่มีการทำรังวัดไปแล้ว 5 แปลง แต่สภาพไม่เหมาะสำหรับการทำกินเพราะเป็นพื้นที่ป่า เขาก็ไม่ออกให้ ทั้งนี้ ทาง ส.ป.ก.ได้มีการแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ของตนเองไปแล้ว เป็นที่ชัดเจนว่าไม่เข้าหลักเกณฑ์ของส.ป.ก. ซึ่ง ส.ป.ก.จะอนุมัติได้ต้องมีร่องรอยของการทำกิน และระเบียบมีการเขียนไว้ชัดเจนอยู่แล้ว ส่วนที่มีการสอบถามว่า หากมีการยกเลิก ส.ป.ก.ไปแล้ว จะทำอย่างไรนั้น ในส่วนของกระทรวงทรัพย์ฯ เราได้มีการจัดที่ดินให้ราษฎรภายใต้กฎหมายของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมป่าไม้ และกรมอุทยาน ซึ่งจะให้สิทธิ์ราษฎรในการทำกิน และยังอนุญาตให้อยู่ตามปกติหากมีการเพิกถอน ส.ป.ก.

ขณะที่นายอภิชาติ ได้สอบถามสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ว่า สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกายึดหน่วยงานที่ประกาศแนวเขตตามพระราชกฤษฎีกาเป็นที่ตั้ง ก็แสดงว่าสิ่งที่กรมแผนที่ทหารทำมาเป็นแค่ข้อสังเกต เอามาสรุปว่าเป็นแนวเขตของใครไม่ได้ใช่หรือไม่ 

ตัวแทนคณะกรรมการกฤษฎีกา ตอบว่า กฤษฎีกาเคยมีหนังสือถึงสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าเขตดำเนินการของ ส.ป.ก. ในขณะนั้น ว่าน่าจะทำได้เฉพาะในเขตที่มีการจำแนกออกจากพื้นที่ป่าไม้ถาวรเท่านั้น คือ พื้นที่ 3.3 หมื่นกว่าไร่ ถ้านอกเขตจำแนกไม่สามารถดำเนินการได้ ทั้งนี้ตามมาตรา 25 วรรคสาม กำหนดไว้ว่าการที่จะกำหนดเขต ส.ป.ก. ให้ดำเนินการเฉพาะเขตที่จะปฏิรูปที่ดินเท่านั้น เนื่องจากที่ผ่านมามีปัญหากับประชาชน ต้องขออนุญาต ส.ป.ก.ก่อนดำเนินการใดๆ ในพื้นที่ เมื่อมีการแก้ไขกฎหมาย ส.ป.ก.ในปี 2532 กฎหมายจึงเขียนไว้ชัดว่าให้ดำเนินการเฉพาะในเขตที่จะดำเนินการปฏิรูปเท่านั้น ไม่ใช่ทั้งอำเภอที่ได้ประกาศคลุมไว้ เว้นแต่กรณีที่มีความจำเป็น ซึ่งในกรณีที่เป็นปัญหานี้ทาง ส.ป.ก. อ้างว่ามีความล่าช้าและมีปัญหาเรื่องงบประมาณต่างๆ แต่จริงๆ แล้วเขตดำเนินการ ส.ป.ก. ทั้งหมดไม่ใช่ทั้งอำเภอ แต่เฉพาะบางส่วนของอำเภอเท่านั้น 

ทั้งนี้ กมธ.ได้ขอเอกสารจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาทั้งหมดเกี่ยวกับการออก ส.ป.ก.เพื่อมาประกอบการพิจารณาด้วย

ต่อมานายเลาฟั้ง กล่าวอีกว่า  จากการลงพื้นที่ได้ทราบจากชาวบ้านในพื้นที่ว่า มีการทุจริตออกโฉนดให้คนที่ไม่ใช่คนในพื้นที่ มีภูมิลำเนามาจากต่างจังหวัด ต่างอำเภอ ซึ่งตามกฎหมาย ส.ป.ก. ถือว่าไม่มีคุณสมบัติในการออกโฉนดหรือถือครองที่ดิน โดยพบว่ามีจำนวน 58 รายชื่อ โดยมี 10 รายชื่อ ที่ไม่ได้มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ จึงขอมอบเอกสารหลักฐานให้ ป.ป.ช.นำไปตรวจสอบต่อไป

ด้านตัวแทน ป.ป.ช. เปิดเผยว่า ที่ผ่านมามีการส่งเรื่องร้องเรียนไปที่ ป.ป.ช.  และอยู่ระหว่างรวบรวมข้อเท็จจริง เสนอคณะกรรมการ ป.ป.ช.เพื่อตั้งอนุฯ ไต่สวนหาผู้กระทำผิดต่อไป

ขณะที่นายสุริยน  พัชรครุภานนท์   รองผู้อำนวยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) กล่าวว่า ควรจะมีการจัดลงสำรวจพื้นที่ เพื่อความชัดเจน ซึ่งคณะที่ประชุมก็เห็นด้วยและจะร่วมลงพื้นที่ด้วยเช่นกัน โดยคาดว่าจะสามารถลงพื้นที่เพื่อร่วมกันรังวัดที่ดินได้ภายในสัปดาห์หน้า  และเชื่อว่าทุกอย่างจะจบที่คณะกรรมการวันแมป

ด้านนายรังสิมันต์ กล่าวว่า ขอให้ทาง คทช.ออกหนังสือเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมอุทยานฯ ส.ป.ก. คทช. และจังหวัด เพื่อร่วมกันตรวจพิสูจน์รังวัดที่ดินให้เห็นกับตาและได้ข้อสรุปร่วมกัน โดย กมธ.จะร่วมลงพื้นที่ด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรายชื่อบุคคลที่ได้รับ ส.ป.ก. ซึ่งไม่ได้มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ เบื้องต้น จำนวน 10 รายชื่อนั้น พบว่า เป็นบุคคลที่มาจาก อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี  เขตปทุมวัน กทม. เขตประเวศ เขตสวนหลวง เขตมีนบุรี อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี อ.เถิน จ.ลำปาง อ.โนนสัง จ.หนองบัวลำภู อ.ศรีวิไล จ.บึงกาฬ