สทนช.สร้างความมั่นคงน้ำ การันตีEECเพียงพอใช้ตลอดฤดูแล้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/798099

วันอังคาร ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า จากปรากฏการณ์เอลนีโญ จึงต้องพิจารณาบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้มีเพียงพอ ตามลำดับความสำคัญตลอดฤดูกาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC จึงบูรณาการร่วมกับหน่วยงานด้านน้ำที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้มีน้ำเพียงพอกับความต้องการใช้น้ำ ยึดหลักการจัดสรรน้ำอย่างสมดุลตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG) ทั้งทางด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม

สำหรับการบริการจัดการน้ำในพื้นที่ EEC ใช้โครงข่ายน้ำภาคตะวันออกในการผันน้ำเชื่อมโยง จ.ชลบุรี จ.ระยอง และ จ.ฉะเชิงเทรา ทำให้สามารถป้องกันผลกระทบจากสภาพอากาศแปรปรวนอย่างมีประสิทธิภาพ ประชาชนมีน้ำอุปโภค-บริโภค เช่นเดียวกับผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม และเกษตรกร โดยอ่างเก็บน้ำประแสร์ จ.ระยอง มีปริมาณน้ำใช้การ 145 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) มีความต้องใช้น้ำในระบบของอ่างเก็บน้ำประแสร์ประมาณ 28 ล้านลบ.ม. และผันน้ำไปยังกลุ่มอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล-คลองใหญ่-ดอกกราย จ.ระยอง 8 ล้านลบ.ม. รวมใช้น้ำ 36 ล้านลบ.ม. เหลือน้ำในระบบสำรองไว้ 109 ล้านลบ.ม.

ส่วนกลุ่มอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล-คลองใหญ่-ดอกกราย มีปริมาณน้ำใช้การรวม 145 ล้านลบ.ม. รวมกับน้ำที่ผันมาจากอ่างเก็บน้ำประแสร์อีก 8 ล้านลบ.ม. รวมปริมาณน้ำใช้การ 153 ล้านลบ.ม. มีความต้องการใช้น้ำพื้นที่รวม 36 ล้านลบ.ม. เหลือน้ำสำรองในระบบ 117ล้านลบ.ม. ขณะที่กลุ่มอ่างเก็บน้ำบางพระและอ่างเก็บน้ำหนองค้อ รวมกับอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก 5 แห่ง ในพัทยา จ.ชลบุรี มีปริมาณน้ำใช้การรวม 61 ล้านลบ.ม. มีความต้องการใช้น้ำ 15 ล้านลบ.ม.เหลือน้ำสำรองในระบบ 46 ล้านลบ.ม. เมื่อสิ้นสุดฤดูแล้งจะเหลือปริมาณน้ำสำรองในระบบโครงข่ายน้ำตะวันออก รวม 272 ล้านลบ.ม. ซึ่งจะใช้เป็นปริมาณน้ำต้นทุนช่วงต้นฤดูฝนปีนี้ และสำรองไว้ใช้กรณีที่เกิดสภาวะฝนทิ้งช่วง

นอกจากนี้ ในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำสทนช.ยังคำนึงถึงคุณภาพน้ำเป็นประเด็นที่สำคัญ เช่น ในพื้นที่ จ. ฉะเชิงเทรา ได้ประสานงานร่วมกับกรมชลประทาน และการประปาส่วนภูมิภาค ในการดึงน้ำจากบึงฝรั่งเพื่อรักษาคุณภาพน้ำที่จุดสูบน้ำบริเวณคลองพระองค์ไชยยานุชิต ให้มีมาตรฐานคุณภาพที่เหมาะสมต่อการผลิตน้ำประปาตลอดช่วงฤดูแล้งปีนี้ สามารถบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำใน จ.ฉะเชิงเทรา

“สำหรับโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ EEC เพื่อรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจในอนาคตนั้น มีโครงการที่สำคัญ เช่น โครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองพะวาใหญ่ ความจุ 68.1 ล้านลบ.ม. จะแล้วเสร็จปี 2568 และโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ความจุ 99.5 ล้านลบ.ม. ปัจจุบันอยู่ระหว่างขั้นตอนการขออนุญาตใช้พื้นที่จากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นอกจากนี้ยังมีโครงการผันน้ำอ่างเก็บน้ำคลองพระสะทึง-อ่างเก็บน้ำคลองสียัด ดังนั้น ประชาชนจึงมั่นใจได้ว่าในพื้นที่ EEC จะมีความมั่นคงด้านน้ำที่ยั่งยืนอย่างแน่นอน” รองเลขาธิการ สทนช.กล่าว

‘อภัย’ติดตามความก้าวหน้า รมว.เกษตรฯลงพื้นที่ภาคใต้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/798102

วันอังคาร ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมติดตามความก้าวหน้าตามประเด็นข้อสั่งการของ รมว.เกษตรฯ ในภารกิจการลงพื้นที่ตรวจราชการกลุ่มจังหวัดภาคใต้ โดยมีนายปรีชา พันธุ์วา หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ ผอ.สำนักตรวจราชการ และหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ กลุ่มจังหวัดภาคใต้ชายแดน เข้าร่วม ที่ห้องประชุมสำนักตรวจราชการ 1403 และผ่านระบบ Zoom Meeting โดย จ.นราธิวาส มีข้อสั่งการจาก รมว.เกษตรฯ 22 ข้อสั่งการดำเนินการแล้ว 5 ข้อสั่งการ จ.ยะลา มีข้อสั่งการ 13 ดำเนินการแล้ว 8 ข้อสั่งการ และ จ.ปัตตานี มีข้อสั่งการ 9 ข้อสั่งการ ดำเนินการแล้ว 4 ข้อสั่งการ

ทั้งนี้ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ได้ให้ข้อเสนอแนะในที่ประชุมว่าเนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ในชายแดนใต้ปลูกยางพาราเป็นหลัก ควรให้เกษตรกรและสหกรณ์จังหวัด บูรณาการร่วมกับการยางแห่งประเทศไทยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ นำร่องพื้นที่เพาะปลูกยางพารา โดยใช้แนวทางต่างๆ เช่น การป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพารา การใช้เครื่องมือในการกรีดยางพาราแทนการกรีดด้วยตัวเอง รวมทั้งการปรับเปลี่ยนการปลูกเป็นพืชชนิดอื่น เช่น ปาล์ม เป็นต้น

‘อนุชา’โชว์เกษตรไทยเวทีFAOเอเชียฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/798101

วันอังคาร ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ร่วมประชุมสมัชชาองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ระดับรัฐมนตรี ครั้งที่ 37 (The 37th Session of the Regional Conference for Asia and the Pacific (APRC), Ministerial Session) ที่ประเทศศรีลังกา ได้รับเกียรติจากท่านรนิล วิกรมสิงหะ ประธานาธิบดีศรีลังกา เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยดร.ฉู ตงหยู ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ และนายมหินทา อมราวีระ รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและอุตสาหกรรมการเพาะปลูกศรีลังกา ร่วมเปิดการประชุมฯ โดยมีรัฐมนตรีเกษตรจากทวีปเอเชียและแปซิฟิก 13 ประเทศ และรัฐมนตรีช่วยว่าการเกษตร 11 ประเทศ เข้าร่วม

นายอนุชากล่าวว่า ไทยพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานของ FAO ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกใน 2 ปีต่อจากนี้ เพื่อพลิกโฉมระบบเกษตรและอาหาร เพื่อการผลิตที่ยั่งยืน และมีโภชนาการที่ดี รวมถึงจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่ยั่งยืนเพื่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงในชนบทอย่างครอบคลุมเพื่อระบบเกษตรและอาหารที่ยั่งยืน และสังคมชนบทที่เท่าเทียม สร้างระบบเกษตรและอาหารที่ยั่งยืนและยืดหยุ่นของประเทศหมู่เกาะขนาดเล็ก เพื่อให้ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกเป็นประเทศที่มีความมั่นคงทางอาหาร บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนร่วมกัน โดยไทยพร้อมและยินดีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านเกษตรและอาหารแก่ประเทศสมาชิก

ด้านประธานาธิบดีศรีลังกา และผู้อำนวยการใหญ่องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ ได้กล่าวชื่นชมศักยภาพของประเทศไทยด้านเกษตรและอาหาร ว่าสามารถเป็นตัวอย่างที่ดีของภูมิภาค โดยหวังให้ประเทศไทยแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการเกษตรให้แก่ประเทศสมาชิกในอนาคตต่อไป

เกษตรฯร่วมถกด้านความมั่นคงอาหาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/797934

วันจันทร์ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

น.ส.นฤมล สงวนวงศ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมเชิงปฏิบัติการ หัวข้อ Enhancing ASEAN Agrobiodiversity Use and Landscape Biodiversity จัดโดยกระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับสมาคมวิจัยเกษตรนานาชาติเพื่อความมั่นคงทางอาหารในอนาคต (CGIAR) โดยมีดร.วนิดา กำเนิดเพ็ชร์ ผอ.สำนักการเกษตรต่างประเทศ น.ส.หลี่ เฮ่อ นักทรัพยากรธรรมชาติ องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ดร.แดนนี่ ฮันเตอร์ นักวิทยาศาสตร์อาวุโส จาก CGIAR และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม มีวัตถุประสงค์ให้ผู้เชี่ยวชาญและเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ร่วมกันอภิปรายพร้อมแลกเปลี่ยนความเห็นในการสร้างความสมดุลระหว่างการใช้ความหลากหลายทางชีวภาพของโลกกับการผลิตอาหารให้เพียงพอต่อภูมิภาคอาเซียน ซึ่งสามารถช่วยให้เกิดความมั่นคงทางอาหารอันเป็นประโยชน์แก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคน

น.ส.นฤมลกล่าวว่า ปัจจุบันการเติบโตอย่างรวดเร็วของประชากร ถือเป็นการสร้างบุคลากรที่มีคุณค่าต่อโลก แต่ต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากในการดำรงชีพเช่นเดียวกัน ซึ่งประเทศไทยตระหนักถึงปัจจัยดังกล่าว จึงต้องร่วมกันแก้ปัญหาที่อาจส่งผลเสียต่อระบบนิเวศในระยะสั้นและระยะยาว อาทิ สภาพอากาศแปรปรวน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากการทำเกษตรกรรม เป็นต้น ซึ่งหลักสำคัญที่จะช่วยให้สังคมมนุษย์อยู่อย่างยั่งยืน ได้แก่ การสร้างสมดุลระหว่างความหลากหลายทางชีวภาพ ทางการเกษตร การใช้ที่ดิน และการผลิตอาหาร ทั้งนี้ ประเทศไทย ได้กำหนดแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และมีแผนการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนสำหรับประเทศไทย (Thailand’s SDG Roadmap) ที่ให้ความสำคัญกับความหลากหลายทางชีวภาพ นอกจากนี้กระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายการจัดการทรัพยากรทางการเกษตร ทำการเกษตรที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม (Go Green) เพื่อสนับสนุนแผนระดับชาติ และบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ในปี 2030

‘อนุชา’ดันโคต้นน้ำอั๋นฟาร์ม ต้นแบบความสำเร็จเลี้ยงวัว93ไร่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/797937

วันจันทร์ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังนำคณะผู้บริหารส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และตัวแทนเกษตรกร จ.ชัยนาท กว่า 200 คน ลงพื้นที่ศึกษาดูงานแปลงต้นแบบในการปรับเปลี่ยนการผลิตในพื้นที่ไม่เหมาะสม ด้วยการทำปศุสัตว์ “อั๋นฟาร์ม” ของนายวีระชาติ อ่อนนอบ้านสะอาดนามูล เกษตรกรต้นแบบของการปรับเปลี่ยนพื้นที่จากการทำเกษตรกรรมเชิงเดี่ยวมาปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ และยังเป็นต้นแบบของการเลี้ยงโคต้นน้ำ ต.ห้วยสามพาด อ.ประจักษ์ศิลปาคม จ.อุดรธานี

นายอนุชากล่าวว่า นายวีระชาติลาออกจากงานที่โรงงานอุตสาหกรรม แล้วกลับมาประกอบอาชีพทำเกษตรและเลี้ยงวัว มีพื้นที่เดิม 15 ไร่ แต่ปัจจุบันมีพื้นที่เพิ่มเป็น 93 ไร่ จากการเลี้ยงวัว โดยเข้าร่วมโครงการแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทานของสถานีพัฒนาที่ดินอุดรธานี กรมพัฒนาที่ดิน ขนาด 1,260 ลูกบาศก์เมตร เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ และได้ทำการปรับเปลี่ยนพื้นที่แบ่งเป็น ปลูกข้าว 5 ไร่ ปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ 60 ไร่ โรงเรือนเลี้ยงวัวและโรงเก็บหญ้าแห้งฟางแห้ง 1 ไร่ มีพื้นที่เลี้ยงวัว 12 ไร่ แหล่งน้ำ 5 ไร่ พืชผักสวนครัว 2 ไร่ ที่อยู่อาศัย 1 ไร่ และพื้นที่อื่นๆ อีก 7 ไร่

ทั้งนี้ ภายหลังปรับเปลี่ยนกิจกรรม ได้เลี้ยงวัวเพิ่มขึ้นกว่า 50 ตัว โดยเน้นเลี้ยงวัวตัวเมียไว้เป็นแม่พันธุ์ สำหรับวัวตัวผู้พออายุครบ 18 เดือนจะขายสร้างรายได้ อีกทั้งยังมีรายได้จากการขายหญ้าที่ปลูกและขายมูลวัว ทำให้ปัจจุบันกลายเป็นเกษตรกรต้นแบบของการปรับเปลี่ยนพื้นที่จากการทำเกษตรกรรมเชิงเดี่ยวมาปลูกหญ้า เลี้ยงสัตว์ และเป็นศูนย์เครือข่ายสัตว์พันธุ์ดี กรมปศุสัตว์ (เครือข่ายใช้ประโยชน์พันธุกรรมและเทคโนโลยี) ตอบโจทย์การเลี้ยงวัวคณิตศาสตร์ ไม่จำเป็นต้องเก่ง เรียนไม่สูงก็เลี้ยงวัวได้ ทั้งๆ ที่ พื้นที่ดังกล่าวประสบปัญหาแหล่งน้ำทางการเกษตรไม่เพียงพอ อีกทั้งยังเป็นดินลูกรัง จึงต้องขุดสระกักเก็บน้ำฝนไว้ใช้เพื่อปลูกหญ้า แต่มีแนวคิดในการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรโดยการปลูกหญ้าเก็บไว้ใช้ 3 เดือนเมื่อเข้าสู่ฤดูแล้ง จนสามารถหลุดพ้นความยากจน แม้ไม่มีต้นทุน ก็เลี้ยงได้เพราะวัวกินแต่หญ้ากับฟางจึงเลี้ยงง่าย

นายอนุชากล่าวอีกว่า เราได้เห็นตัวอย่างแล้ว หากมีความมุ่งมั่น ตั้งใจ ก็สามารถประสบความสำเร็จได้เหมือนคุณวีระชาติ เพราะวัวเป็นสัตว์ตายยาก การเลี้ยงวัวจึงไม่ใช่เรื่องยาก ไม่จำเป็นต้องเรียนเก่ง อีกทั้งรายได้จากการเลี้ยงวัว ยังสามารถเลี้ยงดูครอบครัว และส่งให้ลูกหลานเรียนต่อได้ ซึ่งการดำเนินงานของพื้นที่แห่งนี้ สอดคล้องกับนโยบายกระทรวงเกษตรฯ ในการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม การส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน และการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ นับเป็นตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ อยากให้เกษตรกรได้มาศึกษาเรียนรู้และนำไปพัฒนาในพื้นที่ของตนเองต่อไป ทั้งนี้ รัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุน โดยหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ พร้อมเป็นที่ปรึกษาและให้คำแนะนำแก่เกษตรกร

ผู้ช่วยฯจับมือ ม.อุบลฯ ทำเกษตรไทยมูลค่าสูง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/797935

วันจันทร์ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ดร.จอมขวัญ กลับบ้านเกาะ ผู้ช่วยรมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดโครงการเกษตรอีสานใต้ ประจำปี 2567 ภายใต้แนวความคิด “เทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตรแม่นยำสู่เกษตรไทยมูลค่าสูง” พร้อมมอบโล่เกียรติคุณผู้ให้การสนับสนุนการจัดงาน โดยมีผู้บริหารส่วนราชการ จ.อุบลราชธานี และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่ลานกิจกรรมคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

สำหรับโครงการเกษตรอีสานใต้ ของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรฯ และมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เพื่อเผยแพร่ผลงานของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมด้านงานวิจัยและวิชาการ พัฒนาองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตร เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรและองค์กรธุรกิจได้ใช้อย่างมีประสิทธิภาพ พัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสร้างความมั่นคงความยั่งยืนของอาชีพการเกษตรและภาคส่วนเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนเป็นการสร้างเศรษฐกิจชีวภาพหมุนเวียนสีเขียว หรือเศรษฐกิจ BCG อันเป็นแนวทางการเพิ่มมูลค่าสินค้าด้วยเทคโนโลยีนวัตกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ ตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าว จึงมอบหมายให้หน่วยงานในสังกัด ขับเคลื่อนแนวคิดดังกล่าวให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

‘ไชยา’ลุยภาคอีสาน รับฟังปัญหาเกษตร ช่วยเหลือที่ร้อยเอ็ด ให้พันธุ์ไม้เพาะปลูก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/797941

วันจันทร์ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ ตรวจเยี่ยมและรับฟังปัญหาของเกษตรกร ที่วัดสามขา (ชัยมงคล) ต.สามขา อ.โพนทราย จ.ร้อยเอ็ด โดยมีนายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งนายจิรศักดิ์ ศรีบุญลือ นายอำเภอโพนทราย และ สส.ร้อยเอ็ด ให้การต้อนรับ โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้ นายไชยา ได้มอบพันธุ์ไม้ ได้แก่ ไผ่กิมซุง 100 ต้น มะขามเทศ 100 ต้น และต้นกล้วยน้ำว้า 300 ต้น ให้เกษตรกรนำไปปลูกสร้างรายได้ในพื้นที่ พร้อมให้กำลังใจพี่น้องเกษตรกร โดยนำองคาพยพกระทรวงเกษตรฯ มารับฟังปัญหาด้านเกษตรกรรม เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งน้ำท่วม และราคาสินค้าเกษตรตกต่ำร่วมกัน ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายผลักดันรายได้เกษตรกรให้เพิ่มขึ้น 3 เท่า ในเวลา 4 ปี

นอกจากนี้ นายไชยา ได้มอบหมายกรมปศุสัตว์ ดูแลการส่งออกโคมีชีวิตไปเวียดนาม 2,000 ตัว ผ่านทางเรือเป็นครั้งแรกของประเทศไทย หากการส่งออกเป็นไปด้วยความเรียบร้อย จะทำให้เกษตรกรมีรายได้อย่างมั่นคง และหันมาทำอาชีพปศุสัตว์เป็นอาชีพหลักเพิ่มมากขึ้น ในส่วนการดูแลปัญหาภัยแล้งพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ และพื้นที่อีสานตอนล่าง นายไชยา ได้มอบหมายให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ดูแลปฏิบัติการฝนหลวง ให้ครอบคลุม จ.ร้อยเอ็ด มหาสารคาม และกาฬสินธุ์ เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งอย่างทันท่วงที

โอกาสนี้ รมช.เกษตรฯ และคณะ ได้ร่วมงานผูกพัทธสีมา ปิดทอง ฝังลูกนิมิตกับพี่น้องเกษตรกร ที่วัดสามขา (ชัยมงคล) เพื่อความเป็นสิริมงคลด้วย

กรมการข้าว ร่วมตักบาตร เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครบ 132 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/797673

กรมการข้าว ร่วมตักบาตร เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครบ 132 ปี

กรมการข้าว ร่วมตักบาตร เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครบ 132 ปี

วันศุกร์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2567, 19.50 น.

วันที่ 5 เมษายน 2567 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมการข้าว ร่วมพิธีทำบุญตักบาตร ภายใต้กิจกรรมบรรพชาอุปสมบทหมู่ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครบ 132 ปี โดยมี นายสมบัติ อำนาคะ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่และพุทธศาสนิกชน ร่วมตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งแด่พระภิกษุ จำนวน 250 รูป ณ วัดเทพสรธรรมาราม อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี

กระทรวงเกษตรฯ น้อมนำแนวพระราชดำริสู่การปฏิบัติ เร่งขับเคลื่อนโครงการ ‘เกษตรวิชญา’ พัฒนาแหล่งน้ำ-ที่ดิน 1,350 ไร่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/797653

กระทรวงเกษตรฯ น้อมนำแนวพระราชดำริสู่การปฏิบัติ เร่งขับเคลื่อนโครงการ 'เกษตรวิชญา' พัฒนาแหล่งน้ำ-ที่ดิน 1,350 ไร่

กระทรวงเกษตรฯ น้อมนำแนวพระราชดำริสู่การปฏิบัติ เร่งขับเคลื่อนโครงการ ‘เกษตรวิชญา’ พัฒนาแหล่งน้ำ-ที่ดิน 1,350 ไร่

วันศุกร์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2567, 18.54 น.

กระทรวงเกษตรฯ น้อมนำแนวพระราชดำริสู่การปฏิบัติ เร่งขับเคลื่อนโครงการ “เกษตรวิชญา” พัฒนาแหล่งน้ำ-ที่ดิน 1,350 ไร่

วันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2567  นายจรัลธาดา กรรณสูต องคมนตรี ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมการโครงการเกษตรวิชญา เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการโครงการเกษตรวิชญา ครั้งที่ 1/2567 พร้อมด้วย พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี ที่ปรึกษาโครงการฯ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ปรึกษาโครงการฯ โดยมี นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการ และนายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เป็นเลขานุการ พร้อมด้วยนายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีของกรมการข้าว คณะกรรมการโครงการเกษตรวิชญา ผู้แทนโครงการในพระราชดำริ สำนักพระราชวัง และผู้แทนสำนักงานคณะกรรมพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) เข้าร่วมประชุม ณ กรมพัฒนาที่ดิน

โครงการเกษตรวิชญา เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการเกษตรที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานที่ดินส่วนพระองค์ บริเวณบ้านกองแหะ หมู่ที่ ๔ ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ 1,350 ไร่ ให้กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นำไปดำเนินการพัฒนาแหล่งน้ำ พัฒนาที่ดิน เพื่อให้เกษตรกรทำการเกษตรได้ การใช้ที่ดินมีความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่และมีการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้สมบูรณ์ โดยดำเนินงานในรูปแบบบูรณาการ ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ให้เกิดเป็นศูนย์เรียนรู้และสาธิตด้านการเกษตรบนพื้นที่สูงแบบชุมชนมีส่วนร่วม สำหรับเกษตรกรในโครงการและพื้นที่ใกล้เคียง โดยสืบสาน รักษาและต่อยอดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

รมช.เกษตรฯขับเคลื่อน บริหารจัดการดิน-น้ำพื้นที่เสี่ยง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/797430

วันศุกร์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า องค์การสหประชาชาติ ตระหนักถึงปัญหาการขาดแคลนน้ำที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น และอาจก่อให้เกิดปัญหาการแย่งชิงน้ำขึ้นได้ในอนาคต เพราะน้ำเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญต่อการดำรงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นด้านการอุปโภคบริโภค ด้านการเกษตร ด้านอุตสาหกรรม ด้านระบบนิเวศ ด้านสังคม ตลอดจนส่งผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และสังคม ซึ่ง “น้ำ” ถือว่ามีความจำเป็นทั้งในภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม รวมถึงสาธารณูปโภค

ทั้งนี้ ได้มีนโยบายที่สำคัญเพื่อขับเคลื่อนด้านเกษตรสู่ความสำเร็จ หนึ่งในนั้นคือ การรับมือภัยแล้ง รวมทั้ง การป้องกัน แก้ไข และฟื้นฟู ภัยพิบัติทางธรรมชาติ กรมพัฒนาที่ดิน มีภารกิจที่สำคัญในการอนุรักษ์ดินและน้ำ เพื่อทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรดินและน้ำอย่างเหมาะสมดินและน้ำในภาคการเกษตรมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงและเกื้อกูลซึ่งกันและกัน การดูแลรักษาดินและน้ำให้มีความยั่งยืน จะช่วยให้เกิดความมั่นคงทางอาหาร ความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศ รวมทั้งคุณภาพชีวิตของมนุษย์และสัตว์ โดยในปีงบประมาณ 2567 นี้จึงได้ดำเนินโครงการบริหารจัดการดินและน้ำทั้งบนดินและใต้ดินในพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง เพื่อหาแนวทางและมาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำเพื่อป้องกันและลดผลกระทบจากภัยแล้งในจังหวัดที่เป็นพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง ให้เกษตรกรมีทรัพยากรทั้งดินและน้ำที่เหมาะสมไว้ใช้ในพื้นที่เกษตรกรรมอย่างยั่งยืน สามารถเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร สร้างรายได้ให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นต่อไป

“งานพัฒนาการบริหารจัดการดินและน้ำบนดินและใต้ดิน เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ เป็นการชะลอความเร็วของน้ำ การกักเก็บตะกอน การป้องกันการสูญเสียหน้าดิน รักษาความชื้นในดิน รวมทั้งเป็นการกักเก็บน้ำฝนที่ตกลงมาให้ไหลซึมลงใต้ดินอย่างช้าๆ ทำให้เกิดความชื้นที่พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ อีกทั้งช่วยไม่ให้น้ำไหลบ่าไปกัดเซาะดินในพื้นที่ตอนล่างจนก่อให้เกิดความเสียหาย และยังเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำไว้ใช้เพื่อการเกษตร ดังนั้นการบริหารจัดการดินและน้ำ ทั้งบนดินและใต้ดินจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ที่ดิน โดยเฉพาะการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่เกษตรกรรมที่มีโอกาสเสี่ยงภัยแล้ง โดยผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการดำเนินกิจกรรมดังกล่าว คือมีพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งได้รับการบริหารจัดการดินและน้ำทั้งบนดินและใต้ดิน 60,000 ไร่ รวมทั้งมีการบริหารจัดการน้ำใต้ดิน 1,800 แห่ง ครอบคลุม 60 จังหวัด ภายในปีงบประมาณ 2567 เพื่อให้เกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นายอนุชา กล่าว