‘ไชยา’ผลักดันส่งออกสินค้าฮาลาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/790311

‘ไชยา’ผลักดันส่งออกสินค้าฮาลาล

‘ไชยา’ผลักดันส่งออกสินค้าฮาลาล

วันศุกร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ผลักดัน : นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ ตรวจโรงงานแปรรูปโคฮาลาล ต.สลุย อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร เพื่อรับฟังปัญหาและหารือแนวทางขับเคลื่อนการส่งออกโคเนื้อจากโรงงานที่มีมาตรฐานสากล ส่งออกสินค้าปศุสัตว์ไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดที่มีกำลังซื้อสูง สร้างรายได้ให้กับเกษตรกร

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจโรงงานแปรรูปโคฮาลาล ต.สลุย อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร เพื่อรับฟังปัญหาและหารือแนวทางขับเคลื่อนการดำเนินงานของโรงงานแปรรูปโคฮาลาลที่ได้รับมาตรฐานสากล และมีศักยภาพในการส่งออก ให้สามารถรับซื้อโคเนื้อของเกษตรกรส่งขายตลาดต่างประเทศ

โดยนายไชยา กล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรให้มีช่องทางจำหน่ายสินค้าเกษตร โดยเฉพาะปศุสัตว์ ซึ่งการที่มีเอกชนมาสัมปทาน ดำเนินการโรงงานแปรรูปโคฮาลาล บนพื้นที่ของกระทรวงเกษตรฯ ปรับปรุงโรงงานให้มีมาตรฐานสากล มีศักยภาพการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ไปต่างประเทศ สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทย เป็นการจุดประกายให้นักธุรกิจรายอื่น สนใจทำการตลาดสินค้าฮาลาลส่งออก เนื่องจากเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูง โดยพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานของโรงงาน ให้สามารถรับซื้อสินค้าของเกษตรกรไปแปรรูปจำหน่ายในห้างสรรพสินค้า และต่างประเทศ

จากนั้นนายไชยา ได้ลงพื้นที่บริษัท ท่าเรือประจวบ จำกัด อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อตรวจเยี่ยมการดำเนินกิจการของท่าเรือ เตรียมความพร้อมส่งออกโคมีชีวิต 2,000 ตัวไปยังประเทศเวียดนาม ซึ่งบริษัทฯ ได้รับมาตรฐานสากล มีความพร้อมรองรับจำนวนโคมีชีวิตด้วยพื้นที่กว้างขนาด 670 ไร่รวมถึงมีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางขนส่งสินค้าเกษตรทางเรือไปประเทศคู่ค้า สามารถรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจ
ทั้งกลุ่มอุตสาหกรรมในท้องถิ่น และจังหวัดใกล้เคียงได้จากการเชื่อมระบบขนส่งต่อเนื่องสู่ชายฝั่งทะเลอันดามัน เข้าสู่ประเทศเมียนมา และกลุ่มประเทศเอเชียใต้ (BIMSTEC) รวมถึงประเทศมาเลเชีย และสิงคโปร์ โดยมุ่งหวังขยายตลาดสินค้าเกษตรไปต่างประเทศให้มากยิ่งขึ้น เพื่อให้
พี่น้องเกษตรกรมีกำไรจากการจำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ส่งออก และกลไกตลาดกลับสู่วงจรปกติ ช่วยให้เศรษฐกิจในประเทศเติบโตยิ่งขึ้น

รมว.เกษตรฯเยี่ยม ติดตามสถานการณ์ สินค้าเกษตรส่งออก ในประเทศเยอรมนี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/790308

วันศุกร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ และคณะ เยี่ยมชมและติดตามสถานการณ์การค้าสินค้าเกษตรและอาหารไทย ที่ร้านค้า Vinh-Loi ซึ่งเป็นร้านค้าของผู้ประกอบการจำหน่ายและนำเข้าสินค้าเกษตรไทยรายใหญ่ ในกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี และมีการนำเข้าสินค้าผักผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็ง รวมทั้งสินค้าอาหารและเครื่องอุปโภคของไทย อาทิ ข้าวและผลิตภัณฑ์ กะทิ โดยมี Mr. Chieu Duc Truong, CEO Vinh-Loi ต้อนรับ

ในการเยี่ยมชมดังกล่าว รมว.เกษตรฯ ได้รับทราบข้อมูลจากผู้นำเข้า ว่าสินค้าผักผลไม้สดและแช่แข็ง ยังคงได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงจากผู้บริโภคท้องถิ่น เนื่องจากมีความพอใจในรสชาติ และมีความเชื่อมั่นในคุณภาพการผลิตที่มีมาตรฐานและความปลอดภัยสูง สินค้าผักสดและผลไม้สดที่นำเข้าจากไทยและได้รับความนิยม ได้แก่ กะเพรา โหระพา มะพร้าวน้ำหอม มะม่วงน้ำดอกไม้ เงาะ ลำไย มังคุด และยังมีความต้องการสินค้าของไทยอีกจำนวนมาก อาทิ ส้มโอสายพันธุ์ขาวน้ำผึ้ง และมะพร้าว ลิ้นจี่ และทุเรียน

ทั้งนี้ ร.อ.ธรรมนัส ได้มอบหมายให้อัครราชทูต (ฝ่ายเกษตร) ผลักดันสินค้าเกษตรไทยและขยายตลาดให้มากขึ้นทั้งในสหภาพยุโรปและเยอรมนี
พร้อมแก้ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ เพื่อเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับผู้ส่งออกและเกษตรกรไทย

‘ธรรมนัส’ถกผู้ประกอบการ พัฒนาเทคโนโลยี-นวัตกรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/790309

วันศุกร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์พร้อมด้วยนายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ และ ผอ.สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำกรุงบรัสเซลส์ เปิดโอกาสให้ นาย Tobias Fausch ประธาน German Agribusiness Alliance (GAA) และ น.ส.Mursal Noorzai ผู้แทนบริษัท BayWa AG เข้าร่วมหารือด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตรยั่งยืน ภายในงาน Global Forum for Food and Agriculture ซึ่งจัดขึ้นที่ศูนย์การประชุมและแสดงสินค้า Messe Berlin โดยฝ่ายเยอรมนี นำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตรแม่นยำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) และการวิเคราะห์พื้นที่ด้วยระบบดาวเทียม โดยสามารถปรับใช้ได้กับเกษตรรายย่อยที่มีพื้นที่ขนาด

3 ไร่ขึ้นไป

นอกจากนี้ การบริหารจัดการพื้นที่เกษตรอย่างแม่นยำจะสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งการลดต้นทุน ยกระดับประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มผลผลิตและคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตร รวมทั้งเสริมสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร ทั้งนี้ นาย Tobias Fausch แจ้งให้ทราบว่า GAA มีความประสงค์ที่จะนำผู้ประกอบการเยอรมนี เดินทางไปยังประเทศไทย เพื่อเข้าร่วมงาน Agritechnica ในเดือนพฤษภาคมนี้ เพื่อแสดงเทคโนโลยีต่อผู้ประกอบการไทยและผู้สนใจต่อไป

‘อนุชา’ผนึกกำลังพันธมิตร ผุดโครงการ‘ยุวเกษตรฯของแผ่นดิน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/790310

วันศุกร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ตามที่ได้ขับเคลื่อนแนวคิด “เงินบาทแรกของแผ่นดิน” คือ เงินจากน้ำ (ภาคประมง) เงินจากดิน (สวนไร่นา) และเงินจากหญ้า (ภาคปศุสัตว์) ซึ่งถือว่ามีความสำคัญ เพราะเกษตรกรเป็นกำลังซื้อหลักของประเทศ ที่จะสามารถเพิ่มตัวเลข GDP ให้เติบโตขึ้นได้ จึงต้องการส่งเสริมสนับสนุน เพื่อให้เกษตรกรไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน โดยการสร้างสินค้าเกษตรมีมูลค่าสูง มุ่งเน้นการทำเกษตรปลอดภัย นำไปสู่ความเชื่อมั่น และเพิ่มรายได้อย่างยั่งยืน รวมถึงขณะนี้ได้เดินหน้าขับเคลื่อนการใช้ Agri Map เป็นฐานข้อมูลที่สำคัญในการวางแผนการทำเกษตรให้เหมาะสมกับสภาพดินและน้ำในแต่ละพื้นที่ กำหนดให้มีการปรับเปลี่ยน โดยแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งมาปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ ซึ่งเป็นวิธีที่มีความเสี่ยงน้อยกว่าการทำเกษตรแบบเดิมที่ปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพียงอย่างเดียว เพราะการปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์นั้นทำได้ง่าย ไม่ต้องลงทุนสูง สามารถพลิกชีวิตนำพาลูกหลานเกษตรกรไทย สู่ความร่ำรวย ยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นได้

ดังนั้น ภาครัฐและสถาบันการศึกษาจำเป็นที่จะต้องร่วมมือกัน โดยบูรณาการองค์ความรู้ที่มีส่งเสริมนักศึกษาที่มีความสนใจด้านการเกษตร เพื่อพัฒนาสู่การเป็น “ยุวเกษตรกรเงินบาทแรกของแผ่นดิน” ทำให้สามารถที่จะขับเคลื่อนให้หลุดพ้นความยากจนสู่เป้าหมายการประกอบอาชีพอย่างยั่งยืน และทำให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นครัวของโลกได้ด้วยการทำปศุสัตว์ ซึ่งการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาไปสู่การเป็นครัวของโลก หรือแหล่งผลิตอาหารครบวงจรได้อย่างแท้จริง

สำหรับความร่วมมือครั้งนี้ กรมปศุสัตว์ กรมพัฒนาที่ดิน กรมการข้าว ร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยจังหวัดภาคเหนือ (มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยพะเยา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลลำปาง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลน่าน มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่) มีกลุ่มเป้าหมายนักศึกษาเครือข่ายมหาวิทยาลัยภาคเหนือมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับขีดความสามารถด้านการเกษตรและสร้างนักศึกษาให้เป็นผู้นำด้านการเกษตรยุคใหม่ ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีปศุสัตว์

“ผมเชื่อมั่นว่าหากเราทุกคน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเครือข่ายมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาที่สำคัญ ร่วมกันพัฒนาลูกหลานคนรุ่นใหม่ให้ก้าวสู่กำลังที่สำคัญของประเทศ โดยการส่งเสริมความรู้ด้านปศุสัตว์ ให้สามารถนำไปปฏิบัติในพื้นที่ของตนเองได้อย่างเหมาะสม สร้างให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างบุคคลที่ประสบความสำเร็จ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับตนเอง และเกิดการเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายความร่วมมือระหว่างกันในอนาคต ให้ลูกหลานไทยก้าวขีดจำกัด หลุดจากวัฏจักรเดิมๆ ที่เรียนจบมาแล้วต้องไปเป็นแรงงานในภาคอุตสาหกรรม แต่เราจะร่วมกันเปลี่ยนแปลงประเทศ พัฒนายกระดับลูกหลานไทยให้สามารถจับเงินล้านได้ด้วยการทำปศุสัตว์ โดยทุกหน่วยงานมีความพร้อมที่จะเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการให้เกิดเป็นรูปธรรม” นายอนุชา กล่าว

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’เป็นปธ.เปิดโครงการพัฒนาเครือข่ายอาสาสมัครฝนหลวง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/790284

'อธิบดีกรมฝนหลวง'เป็นปธ.เปิดโครงการพัฒนาเครือข่ายอาสาสมัครฝนหลวง

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’เป็นปธ.เปิดโครงการพัฒนาเครือข่ายอาสาสมัครฝนหลวง

วันพฤหัสบดี ที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 17.48 น.

เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 13.00 น. นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการพัฒนาเครือข่ายอาสาสมัครฝนหลวง ซึ่งจัดขึ้นเพื่อพัฒนาศักยภาพตัวแทนอาสาสมัครฝนหลวงในระดับจังหวัดในการเป็นผู้นำ การสร้างเครือข่าย การทำงานเป็นทีม การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และร่วมกันกำหนดทิศทางการดำเนินงานของอาสาสมัครฝนหลวงในการสนับสนุนการปฏิบัติการฝนหลวงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีอาสาสมัครฝนหลวงดีเด่นระดับภูมิภาคและระดับประเทศ จำนวน 40 คน เข้าร่วมโครงการ ระหว่างวันที่ 29 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2567 ณ โรงแรมแกรนด์ฮิลล์ รีสอร์ท แอนด์ สปา อ.เมือง จ.นครสวรรค์

– 006

‘กรมการข้าว’ร่วม​’รมต.เกษตรฯ’เปิดปฏิบัติการฝนหลวงปี​ 2567

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/790177

'กรมการข้าว'ร่วม​'รมต.เกษตรฯ'เปิดปฏิบัติการฝนหลวงปี​ 2567

‘กรมการข้าว’ร่วม​’รมต.เกษตรฯ’เปิดปฏิบัติการฝนหลวงปี​ 2567

วันพฤหัสบดี ที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 14.42 น.

“กรมการข้าว”ร่วม​”รมต.เกษตรฯ”เปิดปฏิบัติการฝนหลวงปี​ 2567 จัดตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง 16 หน่วย ครอบคลุมพื้นที่ 77 จังหวัดทั่วประเทศ เตรียมช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร สร้างความชุ่มชื้นให้กับป่า

เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2567 ​ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดปฏิบัติการฝนหลวง ประจำปี 2567 โดยมี นายไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว​ พร้อมด้วยผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารส่วนราชการในพื้นที่ เข้าร่วม ณ โรงเก็บเครื่องบิน 7 สนามบินนครสวรรค์ อ.เมือง จ.นครสวรรค์

โดยภายในงานมีการประกอบพิธีสงฆ์เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่เจ้าหน้าที่ จากนั้นประธานได้ตรวจแถวชุดปฏิบัติการฝนหลวง 9 ชุด และคล้องพวงมาลัยให้กับเครื่องบิน ผู้อำนวยการศูนย์ และหัวหน้านักบิน จำนวน 9 ชุด พร้อมกล่าวให้ขวัญและกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในทุกภาคส่วน พร้อมทำพิธีปล่อยคาราวานเครื่องบินฝนหลวงออกปฏิบัติการไปประจำการแต่ละหน่วยทั่วประเทศ ซึ่งแสดงถึงความพร้อมของหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงทุกหน่วยที่จะออกปฏิบัติการฝนหลวงในปีนี้

สำหรับในปี 2567 นี้ กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมฝนหลวงฯ มีแผนปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรที่ประสบภัยแล้ง และสร้างความชุ่มชื้นให้กับป่าไม้ การเติมน้ำต้นทุนให้กับอ่างเก็บน้ำและเขื่อนต่าง ๆ ของประเทศ ป้องกันการเกิดไฟป่าและบรรเทาปัญหาหมอกควัน ยับยั้งการเกิดพายุลูกเห็บ รวมทั้งสถานการณ์ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ที่เกินเกณฑ์มาตรฐาน โดยกรมฝนหลวงฯ มีแผนในการจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศทั้ง 77 จังหวัด รวมทั้งสิ้น 16 หน่วย โดยตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงประจำ 5 ภูมิภาค จำนวน 7 ศูนย์ และได้ปรับแผนในการจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงในเดือนมีนาคม และเมษายน 2567 จำนวน 7 หน่วย โดยใช้อากาศยานรวมทั้งสิ้น 30 ลำ ได้แก่ อากาศยานของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จำนวน 24 ลำ อากาศยานที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพอากาศ จำนวน 6 ลำ ในการตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง

– 006

‘กรมฝนหลวงและการบินเกษตร’เปิดปฏิบัติการฝนหลวง ประจำปี 2567

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/790174

'กรมฝนหลวงและการบินเกษตร'เปิดปฏิบัติการฝนหลวง ประจำปี 2567

‘กรมฝนหลวงและการบินเกษตร’เปิดปฏิบัติการฝนหลวง ประจำปี 2567

วันพฤหัสบดี ที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 14.33 น.

วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 09.15 น. ณ บริเวณโรงเก็บเครื่องบิน 7 สนามบินนครสวรรค์ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดปฏิบัติการฝนหลวงประจำปี 2567 โดยมี นายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ กล่าวต้อนรับ ซึ่งในช่วงเช้ามีการประกอบพิธีสงฆ์เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่เจ้าหน้าที่ ลำดับต่อมาประธานได้ตรวจแถวชุดปฏิบัติการฝนหลวง 9 ชุด และคล้องพวงมาลัยให้กับเครื่องบิน ผู้อำนวยการศูนย์ และหัวหน้านักบิน จำนวน 9 ชุด พร้อมกล่าวให้ขวัญกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในทุกภาคส่วน หลังจากนั้นทำพิธีปล่อยคาราวานเครื่องบินฝนหลวงออกปฏิบัติการไปประจำการแต่ละหน่วยทั่วประเทศ ซึ่งแสดงถึงความพร้อมของหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงทุกหน่วยที่จะออกปฏิบัติการฝนหลวงในปีนี้

ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศในประเทศไทยต่อภาคการเกษตรในปัจจุบัน รวมทั้งปัญหาหมอกควันและไฟป่า ปัญหาการเกิดพายุลูกเห็บในพื้นที่ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ที่มีค่าเกินเกณฑ์มาตรฐานที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ปัญหาการขาดแคลนน้ำในการอุปโภค บริโภคและการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้มอบหมายให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร จัดทำแผนปฏิบัติการฝนหลวง ประจำปี 2567 จัดตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 10 หน่วยปฏิบัติการทั่วประเทศ โดยได้น้อมนำศาสตร์ตำราฝนหลวงพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาเป็นแนวทางในการดำเนินการป้องกันและบรรเทาช่วยเหลือความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยพิบัติดังกล่าว

ด้าน นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปี 2567 นี้ มีแผนปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรที่ประสบภัยแล้ง และสร้างความชุ่มชื้นให้กับป่าไม้ การเติมน้ำต้นทุนให้กับอ่างเก็บน้ำและเขื่อนต่างๆ ของประเทศ ป้องกันการเกิดไฟป่าและบรรเทาปัญหาหมอกควัน ยับยั้งการเกิดพายุลูกเห็บ รวมทั้งสถานการณ์ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ที่เกินเกณฑ์มาตรฐาน กรมฝนหลวงฯมีแผนในการจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศทั้ง 77 จังหวัด รวมทั้งสิ้น 16 หน่วย โดยตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงประจำ 5 ภูมิภาค จำนวน 7 ศูนย์ และได้ปรับแผนในการจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงในเดือนมีนาคม และเมษายน 2567 จำนวน 7 หน่วย โดยใช้อากาศยานรวมทั้งสิ้น 30 ลำ ได้แก่ อากาศยานของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จำนวน 24 ลำ อากาศยานที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพอากาศ จำนวน 6 ลำ ในการตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง ดังนี้

1. ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือตอนบน
   – หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดเชียงใหม่

2. ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือตอนล่าง 
   – หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดแพร่

3. ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคกลาง 
   – หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดกาญจนบุรี

4. ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน
   – หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดอุดรธานี

5. ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง  
   – หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดนครราชสีมา

6. ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออก
   – หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดจันทบุรี

7. ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคใต้
   – หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

จัดตั้งฐานเติมสารฝนหลวง จำนวน 4 แห่ง ที่จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดขอนแก่น และจังหวัดระยอง อีกทั้ง ตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2566 ที่ผ่านมา กรมฝนหลวงฯได้จัดตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดระยอง และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ช่วยเหลือพื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบน ในการเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่ป่าไม้เพื่อบรรเทาป้องกันการเกิดไฟป่า ปัญหาหมอกควันและฝุ่นละอองนาดเล็ก PM2.5 และเติมน้ำต้นทุนให้กับอ่างเก็บน้ำ ในส่วนพื้นที่ภาคเหนือ ได้จัดตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดเชียงใหม่

ตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2567 ช่วยเหลือบรรเทาปัญหาหมอกควัน ไฟป่า และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 บริเวณพื้นที่ภาคเหนือ ภายใต้การบูรณาการร่วมกันระหว่างจังหวัดเชียงใหม่ และยังคงติดตามสถานการณ์สภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำไปวางแผนในการปฏิบัติการฝนหลวงอีกด้วย

นายสุพิศ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับแผนการจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง อาจมีการปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ของสภาพภูมิอากาศ และพื้นที่ที่มีความต้องการน้ำของประเทศไทย เพื่อให้การปฏิบัติการฝนหลวงเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน ทั้งนี้ สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารของกรมฝนหลวงฯ และขอรับบริการฝนหลวง ได้ตามช่องทางดังนี้ หมายเลขโทรศัพท์ 02-109-5100 ต่อ 410 หรือช่องทางเพจ Facebook กรมฝนหลวงและการบินเกษตร, Instagram, Tiktok, Twitter : @drraa_pr และศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงทั้ง 7 ศูนย์ทั่วประเทศ

– 006

กตส.ตรวจสุขภาพการเงิน หนุนสหกรณ์เข้มแข็ง-มั่นคง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/790080

วันพฤหัสบดี ที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

น.ส.อัญมณี ถิรสุทธิ์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ (กตส.) กล่าวว่า ได้จัดทำโครงการเพิ่มสุขด้วยโปรแกรมตรวจสุขภาพทางการเงินให้แก่สหกรณ์ทั่วประเทศ โดยมีกิจกรรมมอบของขวัญเกษตรกรไทย มีกิน มีใช้ มีรายได้พอเพียง เพื่อให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร สามารถใช้ตรวจสุขภาพทางการเงินด้วยตนเอง มีการวิเคราะห์วางแผนบริหารทางการเงิน นำไปปรับปรุงการดำเนินงาน เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร รวมทั้งได้รู้เท่าทันสถานการณ์ของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรถึงการพิจารณาร่วมลงทุนกับสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ส่งผลให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรมีความเข้มแข็ง

ทั้งนี้ โครงการเพิ่มสุขด้วยโปรแกรมตรวจสุขภาพทางการเงินให้แก่สหกรณ์ ผ่านการใช้โปรแกรมเฝ้าระวังและเตือนภัยทางการเงินของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร CFSAWS:ss Version 2 (Cooperative Financial Surveillance and Warning System :Set Standard Version 2) เป็นเครื่องมือเตือนภัยที่สามารถมองผ่านข้อมูลทางการเงินของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร และส่งสัญญาณให้วิเคราะห์เฝ้าระวังเตือนภัยทางการเงินอย่างรวดเร็ว ทันการณ์และทันเวลา ด้วยการวิเคราะห์เจาะลึกทางการเงิน 4 ระดับ ได้แก่ ระดับเฝ้าระวังปกติ ระดับเฝ้าระวังมากขึ้น ระดับเฝ้าระวังพิเศษ และระดับเฝ้าระวังพิเศษเร่งด่วน

นอกจากนี้มีการระบุความเสี่ยงและจุดอ่อนในการบริหารจัดการ และเฝ้าระวังทางการเงินอย่างเป็นระบบ ซึ่งได้รับการพัฒนาจากเวอร์ชั่นแรกให้มีประสิทธิภาพรองรับการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ที่มีความหลากหลายและซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะการนำเงินไปลงทุนในแหล่งทุนต่างๆ อาจเกิดความเสี่ยงทางด้านการเงินต่อสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร จึงได้มีการพัฒนาโดยเพิ่มอัตราส่วนทางการเงิน จากเดิมมี 3 อัตราส่วน 3 มิติ ประกอบด้วย ด้านความเข้มแข็งของเงินทุน ความสามารถในการทำกำไรและสภาพคล่องทางการเงิน โดยได้เพิ่มมิติคุณภาพสินทรัพย์ด้วยอัตราส่วนอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ เพื่อให้การวิเคราะห์เฝ้าระวังและเตือนภัยทางการเงินของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่เที่ยงตรงและแม่นยำและครอบคลุมยิ่งขึ้น สามารถตรวจสุขภาพทางการเงิน ทราบระดับการวิเคราะห์เพื่อเฝ้าระวังทางการเงินขององค์กรได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง ซึ่งสามารถใช้งานผ่านแอปพลิเคชั่นโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

“ข้อมูลทางการเงินของสหกรณ์เป็นเรื่องสำคัญ นับเป็นหัวใจสำคัญในการวางแผนการบริหารจัดการการนำโปรแกรมไปใช้ เป็นคู่มือทางการเงินในการนำไปใช้บริหารงาน การจัดทำแผนทางการเงินให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรผู้สอบบัญชี ตลอดจนผู้สนใจทั่วไปใช้ในการอ้างอิงเปรียบเทียบ วิเคราะห์ สู่การเฝ้าระวังและเตือนภัยทางการเงินของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร นำไปปรับใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาปรับปรุงการดำเนินงาน” น.ส.อัญมณี กล่าว

‘ธรรมนัส’ร่วมถกนานาชาติ ใช้ระบบผลิตการเกษตรยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/790078

วันพฤหัสบดี ที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมพิธีเปิดงาน Global Forum for Food and Agriculture ซึ่งมีรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรจากทั่วโลกเข้าร่วมกว่า 80 ประเทศ โดยมีผู้แทนสำนักการเกษตรต่างประเทศ และ ผอ.สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำกรุงบรัสเซลส์ เข้าร่วม ที่ศูนย์การประชุมและแสดงสินค้า Messe Berlin เยอรมนี

สำหรับการจัดงานดังกล่าว มีวัตถุประสงค์และความมุ่งหวังร่วมกันในการเน้นย้ำถึงความสำคัญของภาคการเกษตร และการมุ่งมั่นที่จะใช้การเกษตรที่มีระบบการผลิตที่ยั่งยืนช่วยให้ประชากรทุกกลุ่มเข้าถึงอาหารที่ปลอดภัย มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน รวมถึงการลดอาหารเหลือและขยะอาหาร เพื่อแก้ปัญหาความหิวโหย สร้างความมั่นคงทางอาหาร และระบบโภชนาการที่ดี รวมทั้งบรรลุเป้าหมาย SDG ในปี 2030

ทั้งนี้ ภายในงานได้เชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรแห่งเซียราลีโอน และผู้เชี่ยวชาญจากองค์กร IFAD และมหาวิทยาลัยชั้นนำ ร่วมอภิปรายถึงแนวทางในการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุ Zero hunger ใน 7 ปีข้างหน้า อีกทั้งยังได้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงาน โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่
(ผู้แทนเกษตรกรรุ่นใหม่เจ้าของบริษัททำการเกษตรแนวตั้งในอาคาร จากประเทศไทย) ได้แสดงจุดยืนและร่วมสอบถามอภิปรายด้วย

ชลประทานไม่หวั่น พร้อมรับมือฝนน้อย ใช้วิธีบริหารจัดการ เกิดประโยชน์สูงสุด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/790079

วันพฤหัสบดี ที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงสถานการณ์น้ำปัจจุบัน ว่าอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 56,799 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) 74% ของความจุอ่างฯ รวมกัน เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์)มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 16,417 ล้าน ลบ.ม.(66% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) จึงวางแผนจัดสรรน้ำช่วงฤดูแล้งปี 2566/67 ตามปริมาณน้ำต้นทุนที่มี ด้วยการจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคเป็นหลัก รักษาระบบนิเวศ การเกษตร อุตสาหกรรม และสำรองไว้ใช้ในต้นฤดูฝนหน้าตามลำดับ จนถึงขณะนี้มีการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้งทั้งประเทศไปแล้วกว่า 9,297 ล้าน ลบ.ม.(43%) เฉพาะลุ่มเจ้าพระยามีการใช้น้ำไปแล้วประมาณ 2,927 ล้าน ลบ.ม.(49%) ปัจจุบันทั้งประเทศมีการเพาะปลูกข้าวนาปรังไปแล้ว 7.44 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 128 ของแผนฯ เฉพาะลุ่มเจ้าพระยา มีการเพาะปลูกข้าวนาปรังไปแล้ว 5.22ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 173 ของแผนฯ ภาพรวมสถานการณ์น้ำอยู่ในเกณฑ์ปกติ

ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่าช่วงครึ่งปีแรกอาจมีปริมาณฝนน้อยกว่าค่าปกติ จึงกำชับไปยังโครงการชลประทานโดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางให้ติดตามสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด พร้อมนำสถิติฝนที่ผ่านมา นำมาวิเคราะห์คาดการณ์ปริมาณน้ำ เพื่อวางแผนการบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์และเกิดประโยชน์สูงสุด