‘ไชยา’สร้าง Smart Farmer เลี้ยงปศุสัตว์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/790081

‘ไชยา’สร้าง Smart Farmer เลี้ยงปศุสัตว์

‘ไชยา’สร้าง Smart Farmer เลี้ยงปศุสัตว์

วันพฤหัสบดี ที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ตรวจเยี่ยม : นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ ตรวจเยี่ยมวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเพชรบุรี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหารือความร่วมมือระหว่างกรมปศุสัตว์ และองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กับสถานศึกษา ใช้องค์ความรู้งานวิจัย สร้างเกษตรกรอัจฉริยะ (Smart Farmer)

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเพชรบุรี ต.สามพระยา อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเยี่ยมชมการดำเนินงานของสถานศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร พร้อมหารือความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรฯ และสถานศึกษา ให้สร้างเยาวชนในท้องถิ่นให้เป็นเกษตรกรอัจฉริยะ (Smart Farmer)

นายไชยา กล่าวว่า จ.เพชรบุรี มีสถานที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นศูนย์กักกันโรคเพื่อการส่งออกของสินค้าปศุสัตว์ไปยังต่างประเทศ และมีวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเพชรบุรีที่มีความพร้อมทั้งศูนย์การเรียนรู้ เครื่องมือ และมีบุคลากร นักเรียน รวมถึงนักศึกษาที่มีความสนใจการทำเกษตรกรรมจำนวนมาก จึงต้องการบูรณาการร่วมกับสถานศึกษาในการผลิตหลักสูตรทางด้านวิชาการและประสบการณ์จริง รองรับอาชีพการเลี้ยงปศุสัตว์เพื่อการส่งออก โดยมอบหมายให้กรมปศุสัตว์ และองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ทำงานร่วมกับสถานศึกษา จัดการเรียนการสอน และใช้องค์ความรู้ด้านการวิจัย พัฒนา เทคโนโลยีและนวัตกรรมของกระทรวงเกษตรฯ ให้รองรับการทำการเกษตรสมัยใหม่ในอนาคต

นอกจากนี้ นายไชยา ได้เยี่ยมชมนิทรรศการวิจัยการแปรรูปสับปะรดเป็นอาหารสำหรับโคนมของศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์เพชรบุรี การพัฒนา
ไก่เขียวห้วยทรายจากไก่พันธุ์พื้นเมืองของศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ รวมถึงโครงการของนักเรียน อาทิ การศึกษาอัตราการรอดของแหนแดงที่เพาะเลี้ยงในน้ำกร่อย โดยใช้จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงจากใบทองหลางน้ำที่ในอัตราส่วนที่แตกต่างกัน ช่วยให้การเจริญเติบโต และโครงการผลิตก้อนเชื้อเห็ดนางฟ้าภูฐานเพื่อจำหน่าย เป็นต้น พร้อมทั้ง เยี่ยมชมศูนย์การเรียนรู้ของวิทยาลัยฯ ที่สอนทำอาหารสัตว์ การพัฒนาสายพันธุ์โค และการทำสัตวบาล เพื่อเป็นแนวทางให้นักศึกษาสามารถหารายได้เลี้ยงชีพได้ตั้งแต่วัยเรียน

ชป.ส่งเครื่องสูบน้ำช่วยเกษตรกรสู้ภัยแล้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/790033

ชป.ส่งเครื่องสูบน้ำช่วยเกษตรกรสู้ภัยแล้ง

ชป.ส่งเครื่องสูบน้ำช่วยเกษตรกรสู้ภัยแล้ง

วันพุธ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 17.53 น.

กรมชลประทาน เคียงข้างพี่น้องประชาชนและเกษตรกร เดินหน้าส่งเครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องสูบน้ำ เข้าไปช่วยเหลือเพิ่มประสิทธิภาพการส่งน้ำ บรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ต่างๆ  ตามนโยบายของรัฐบาล และ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  

นายชูชาติ รักจิตร อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้สำนักเครื่องจักรกล ร่วมกับโครงการชลประทานในพื้นที่ ติดตั้งเครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องสูบน้ำ เพื่อช่วยเหลือพื้นที่ประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำ ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพการส่งน้ำให้เกษตรกรได้เพาะปลูกในช่วงฤดูแล้ง อาทิ 

#จังหวัดปทุมธานี 
ติดตั้งเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ ขนาด 12 นิ้ว บริเวณประตูระบายน้ำปากคลองส่งน้ำ 6 ซ้าย ตำบลคลองสี่ อำเภอคลองหลวง จำนวน 1 เครื่อง บริเวณประตูระบายน้ำปากคลองส่งน้ำ 7 ซ้าย ตำบลคลองสาม อำเภอคลองหลวง จำนวน 1 เครื่อง และบริเวณประตูระบายน้ำปากคลองส่งน้ำ 8 ซ้าย ตำบลคลองสอง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี จำนวน 1 เครื่อง 

#จังหวัดนครนายก 
ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ ขนาด 8 นิ้ว จำนวน 1 เครื่อง บริเวณ หมู่ที่ 11 ตำบลบางอ้อ อำเภอบ้านนา 

#จังหวัดนครศรีธรรมราช
ติดตั้งเครื่องเครื่องสูบน้ำ จำนวน 2 เครื่อง บริเวณบ้านเหมืองนายลับหมู่ที่ 5 ตำบลเขาพังไกร อำเภอหัวไทร

#จังหวัดพัทลุง 
ติดตั้งเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ จำนวน 3 เครื่อง บริเวณ หมู่ที่ 9 และหมู่ที่ 10 ตำบลพญาขัน อำเภอเมืองพัทลุง 

#จังหวัดนราธิวาส 
ติดตั้งเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ จำนวน 1 เครื่องบริเวณคลองระบายน้ำสาย 2 ตำบลเกาะสะท้อน อำเภอตากใบ 

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ยังคงเดินหน้าติดตั้งเครื่องสูบน้ำ เครื่องจักร เครื่องมือ เพื่อลดผลกระทบและป้องกันปัญหาการขาดแคลนน้ำตลอดช่วงฤดูแล้ง พร้อมขอความร่วมมือทุกภาคส่วนร่วมกันใช้น้ำอย่างประหยัด เพื่อให้สามารถส่งน้ำให้กับพื้นที่เป้าหมายได้อย่างทั่วถึง หากประชาชนหรือหน่วยงานใดต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อสอบถามได้ที่โครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือโทร.สายด่วนกรมชลประทาน 1460

‘ชัยวัฒน์’ทุบเปรี้ยงผู้มีอิทธิพลยึด‘สปก.’ท้าจริงใจยึดคืนให้หมด 1มี.ค.เชิญ‘ปปช.’ลุยพิสูจน์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789956

‘ชัยวัฒน์’ทุบเปรี้ยงผู้มีอิทธิพลยึด‘สปก.’ท้าจริงใจยึดคืนให้หมด 1มี.ค.เชิญ‘ปปช.’ลุยพิสูจน์

‘ชัยวัฒน์’ทุบเปรี้ยงผู้มีอิทธิพลยึด‘สปก.’ท้าจริงใจยึดคืนให้หมด 1มี.ค.เชิญ‘ปปช.’ลุยพิสูจน์

วันพุธ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 14.57 น.

‘ชัยวัฒน์’รัวต่อเนื่อง ซัด‘ส.ป.ก.’ตอบหนังสือ‘คณะกรรมการวันแมพ’เองที่ดินปมปัญหาเป็นที่‘อุทยานแห่งชาติ’ จวกถ้าทำงานถูกต้องแม่นยำ‘ผู้ยากไร้-ยากจน’ต้องมีที่ทำกิน ไม่ใช่ไปตกอยู่ในมือ‘อิทธิพล-นักการเมือง-นายทุน’ เตรียมเชิญ‘ป.ป.ช.-หน่วยงานเกี่ยวข้อง’ 1 มี.ค.นี้ ลงพื้นที่จริงพิสูจน์แนวเขตให้รู้กันไปเลย

28 กุมภาพันธ์ 2567 ที่รัฐสภา นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ และกมธ.การที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎรสภาผู้แทนราษฎร กรณีข้อพิพาทที่ดิน ส.ป.ก. เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา ว่า กรมแผนที่ทหาร ได้อธิบายที่มาที่ไปของแผนที่ว่าเดินจากหมุด และอ้างอิงจากสมุดจดบันทึกการรังวัด หรือฟิลด์บุ๊คของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่งเราพยายามอธิบายว่าฟิลด์บุ๊คต้องอิงจากหลักฐานเดิม ปัจจุบันมีพระราชกฤษฎีกาที่ชัดเจน และได้หลักฐานเพิ่มเติมว่า คณะอนุกรรมการปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ มาตราส่วน 1 : 4,000 (One Map) ได้ทำหนังสือเตือน ส.ป.ก. ไปว่าแนวเขตที่ไปวางแปลงทับเขตอุทยานฯ โดยให้พิจารณา จากนั้นก็มีหนังสือตอบมาชัดเจนจาก ส.ป.ก. ว่าอยู่ในเขตอุทยาน โดยตอบมาก่อนที่จะเกิดเรื่อง   

“ผมก็ยังงงว่าคณะที่ทำ ทำแบบนี้ได้อย่างไร ด้วยอำนาจหรือมีอะไรที่มากกว่านั้น ดังนั้นวันนี้คณะกรรมาธิการ 2 คณะที่พิจารณาแล้ว ก็ยังมีอีกชุดหนึ่ง โดยในวันพุธหน้าก็ต้องมาชี้แจงรายละเอียด ทราบว่าจะเชิญคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มาด้วย” นายชัยวัฒน์ กล่าว

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ตนขอยืนยันกับประชาชนที่อาจฟังแล้วไม่เข้าใจว่าทำไมเราออกมาพูดเรื่อง ส.ป.ก. ประชาชนที่เดือดร้อน ผู้ยากจน ยากไร้ ไม่มีที่ทำกิน สบายใจได้ว่าท่านจะได้ที่ทำกินจาก ส.ป.ก. ด้วยความสุจริตใจ และคณะทำงาน ส.ป.ก. จะมองเห็นผู้ยากไร้จริงๆ ไม่ใช่ให้กับผู้มีอำนาจ หรือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ วันนี้ต้องเดินหน้าสู้พร้อมกัน เพราะ ส.ป.ก.ที่ออกมา ผู้ครอบครองจะเป็นผู้มีอิทธิพล มีนักการเมือง นักลงทุนต่างๆ ที่ไม่ใช่เกษตรกรผู้ยากไร้ ที่ไม่มีที่ทำกินจริงๆ  โดยในวันที่ 1 มี.ค.นี้ เวลา 08.30 น. ตนได้นัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดูพื้นที่ ให้เจอกันที่ด่านปากช่อง ไปดูแนวเขตอุทยานว่ามีตรงไหนบ้างที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ลุแก่อำนาจ

“อยากเรียนกับสื่อ และฝากไปยังประชาชนว่าผู้ยากไร้ ยากจน ไม่มีที่ทำกินสบายใจได้ ถ้า ส.ป.ก. ตั้งใจทำงานนี้ด้วยความถูกต้องและแม่นยำ ก็ต้องเอาคนที่เป็นนายทุน กลุ่มนายทุน กลุ่มที่ได้ไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย รื้อกลับมา ถ้า ส.ป.ก. จริงใจต่อประเทศชาตินี้ เอาเป็นแบบนี้ดีกว่า” นายชัยวัฒน์ กล่าว

เมื่อถามว่าที่ดินเขาใหญ่ที่เป็นปัญหามีเกษตรกรเป็นเจ้าของพื้นที่หรือไม่ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า จะบอกว่าไม่มีเกษตรกร คือได้มาไม่ชอบด้วยกฎหมาย คือเป็นบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในรายชื่อ ซึ่งผู้ใหญ่บ้านยืนยันว่ามีลูกบ้านเสนอชื่อไป แต่ไม่มีชื่อ กรณีแบบนี้มันเกิดขึ้นมาแล้ว รายชื่อที่ได้ไป ในวันที่ 1 มี.ค. ไปดูกันว่าใครเป็นผู้ครอบครอง เห็นแล้วไม่รู้ว่าเป็นที่เกษตรกร หรือที่ดินทำเลทอง

“ผมได้แจ้งในที่ประชุม กมธ.ฯแล้วว่า ในวันที่ 1 มี.ค. ผมได้ทำหนังสือเชิญ ป.ป.ช. เลขาธิการ ส.ป.ก. และผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ (ป.ป.ป.) รวมทั้งฝ่ายปกครองทั้งหมด รวมถึงคณะอนุกรรมการของกมธ.การที่ดินฯชุดนี้ ลงพื้นที่จริง จะได้ชี้ชัดกันไปเลย” นายชัยวัฒน์ กล่าว

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ตนเชื่อมั่นในแนวเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่อยู่แล้ว ซึ่งเป็นแนวทางมาตลอด และคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ หรือ คทช. ก็มีมติมาตั้งแต่วันที่ 18ธ.ค.2565 เห็นชอบแนวเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และมีการดำเนินการต่อเนื่องมาตลอด และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ หรือ สคทช. ก็ทำหนังสือถาม ซึ่งเขาก็ตอบชัดว่าเป็นที่แนวเขตอุทยานฯ แต่ไม่รู้ว่าเหตุการณ์นี้มาได้อย่างไร

เมื่อถามว่าทางกรมแผนที่ทหาร ได้ชี้แจงอย่างไรในเรื่องนี้ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า เขาก็ชี้แจงว่าทำตามเส้นฟิลด์บุ๊คที่จัดทำในพื้นที่ ซึ่งตนอธิบายไปว่ามันกว้าง 300 เมตร แต่ตัวแทนกรมแผนที่ทหารก็อ้างอิงว่ามันติดเขาลูกช้าง แต่แผนที่ทำออกมาเฉพาะเส้นเดียว ก็อยากถามว่าการจำแนกพื้นที่มาก่อนหรือหลัง โดยเฉพาะนโยบายของกระทรวงเกษตรฯในขณะนั้นยืนยันชัดเจนว่าอุทยานใด เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าใด ที่ประกาศมาก่อน ส.ป.ก. ต้องยึดตามแนวอุทยานและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า

“เพราะฉะนั้นอุทยานเขาใหญ่ ประกาศปี 2505 มีแนวพระราชกฤษฎีกาชัดเจน ก็ต้องยืนตามแนวพระราชกฤษฎีกา ส.ป.ก.ไม่สามารถจัดที่ดินในพื้นที่อุทยานได้ ซึ่ง ส.ป.ก.ก็ตอบกลับมาชัดเจนว่าอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ แต่วันนี้ก็ไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้น ต้องดูว่าเบื้องหน้าเบื้องหลังของขบวนการที่เกิดขึ้นเป็นบุคคลที่ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่” นายชัยวัฒน์ กล่าว

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘บิ๊กป๊อด’ไฟเขียว!‘ชัยวัฒน์’เปิดอีกมุมปมร้อน‘ส.ป.ก.’ ลั่นไม่มีแนวกันชน ท้าเจอที่ศาล  

‘สนธิญา’ร้องศาลปกครองสั่งเบรกแปลง‘ส.ป.ก.’เป็นโฉนดในพื้นที่ทับซ้อนอุทยาน-มรดกโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789925

‘สนธิญา’ร้องศาลปกครองสั่งเบรกแปลง‘ส.ป.ก.’เป็นโฉนดในพื้นที่ทับซ้อนอุทยาน-มรดกโลก

‘สนธิญา’ร้องศาลปกครองสั่งเบรกแปลง‘ส.ป.ก.’เป็นโฉนดในพื้นที่ทับซ้อนอุทยาน-มรดกโลก

วันพุธ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 12.10 น.

‘สนธิญา’ร้องศาลปกครองสั่งเบรกแปลง‘ส.ป.ก.’เป็นโฉนดในพื้นที่ทับซ้อนอุทยาน-มรดกโลก

28 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ศาลปกครอง ถ.แจ้งวัฒนะ กทม. นายสนธิญา สวัสดี เดินทางมายื่นฟ้องกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต่อศาลปกครองกลางกรณีสำนัก งานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตร กรรม(ส.ป.ก.) จัดสรรที่ดินส.ป.ก. 4-01จำนวน 1.6 ล้านไร่ ออกเป็นโฉนดเพื่อการเกษตรให้เกษตรกรใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันกับสถาบันการเงินทับซ้อนกับพื้นที่อุทยานแห่งชาติ จึงขอให้ศาลกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวโดยสั่งระงับการดำเนินการดังกล่าวของสำนักงาน ส.ป.ก.ไว้จนกว่าจะมีการพิสูจน์พื้นที่ทับซ้อนระหว่างที่ดินส.ป.ก.กับเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติจำนวน 142 แห่งและเขตพื้นที่มรดกโลก 7 แห่งทั่วประเทศ จนกว่าจะมีข้อสรุปทางกฎหมายชัดเจนต่อไป ส่วนพื้นที่ที่อยู่นอกพื้นที่ทับซ้อนก็ให้ดำเนินการไปตามนโยบายของรัฐบาลตามปกติต่อไป

“ที่มาร้องนี้ผมไม่ได้คัดค้านการแจก ส.ป.ก.4-01ไปออกโฉนดครุฑเขียวเพื่อเกษตรกรรม แต่ต้องการให้กรณีทับซ้อนอุทยานแห่งชาติซึ่งมีอยู่ 142 แห่งทั่วประเทศหยุดไว้ก่อน แต่ในส่วนอื่นอีกประมาณ 1.6 ล้านไร่ รัฐบาลก็ดำเนินการไป ไม่มีปัญหา จะเป็นผืนป่าเสื่อมโทรมที่มีอยู่ปัจจุบัน ก็เอามาแจกประชาชนได้คนละ 50-100ไร่ ที่ต้องมาเรียกร้องเช่นนี้เพราะผมกลัว เนื่องจากเจอกับตัวเองที่นครศรีธรรมราชและมีผู้ร้องเรียนมาโดยเฉพาะที่ อ.คีรีวง ซึ่งเป็นพื้นที่โอโซนที่ดีที่สุดในประเทศ ไทยก็มีปัญหากันอยู่ หรือเฉพาะที่นครราชสีมาที่เดียววันนี้ก็ทับซ้อนกันจนไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรแล้ว จึงเห็นว่าถ้าต้องการให้สะอาดหมดจดจริงๆในเขตอุทยานก็ต้องยุติชั่วคราวแล้วสอบกันให้ชัดเจนก่อน” นายสนธิญา กล่าว

‘บิ๊กป๊อด’ไฟเขียว!‘ชัยวัฒน์’เปิดอีกมุมปมร้อน‘ส.ป.ก.’ ลั่นไม่มีแนวกันชน ท้าเจอที่ศาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789914

‘บิ๊กป๊อด’ไฟเขียว!‘ชัยวัฒน์’เปิดอีกมุมปมร้อน‘ส.ป.ก.’ ลั่นไม่มีแนวกันชน ท้าเจอที่ศาล

‘บิ๊กป๊อด’ไฟเขียว!‘ชัยวัฒน์’เปิดอีกมุมปมร้อน‘ส.ป.ก.’ ลั่นไม่มีแนวกันชน ท้าเจอที่ศาล

วันพุธ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 11.10 น.

‘บิ๊กป๊อด’ไฟเขียว!‘ชัยวัฒน์’ลั่นเดินหน้าสอบปมร้อนที่ดิน‘ส.ป.ก.’ทับซ้อน ยันเป็นของอุทยานฯร้อยเปอร์เซ็นต์ มีข้อมูล-หลักฐานชัด โวย‘กรมแผนที่ทหาร’อ้างเป็น‘แนวกันชน’ พร้อมแจง‘นายกฯ’หากได้โอกาส ขอสังคมใช้วิจารณญาณของใครน่าเชื่อถือที่สุด ลั่นเจอกันที่ศาล

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2567 ที่รัฐสภา นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการ(กมธ.) การที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาศึกษาเรื่องปัญหาเขตพื้นที่ปฏิรูปที่ดินทับซ้อนพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ต.หมูสี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ว่า กมธ. ได้เรียกตนมาชี้แจงในเรื่องที่สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) รุกเข้ามาในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่งเรายืนยันชัดเจนอยู่แล้วว่าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ มีเส้นแบ่งเขตตามพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ) ที่ผ่านมติทุกเรื่องมาแล้ว ตนยืนยันความชัดเจน และความถูกต้อง คงมีหลายเรื่องที่จะต้องชี้แจงใน กมธ. ส่วนกรณีที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ออกมาระบุกรมแผนที่ทหาร ยืนยันว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นแนวกันชนนั้น ไม่มี แนวกันชน พ.ร.ฎ เป็นแบบไหนก็แบบนั้น จะมาบอกว่าตรงนั้นเป็นแนวกันชน ไม่ใช่

เมื่อถามย้ำว่ายืนยันว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ของกรมอุทยานฯ ใช่หรือไม่ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า “ใช่ครับ”

“ผมขอถามกลับว่าคำว่า “แนวกันชน” เป็นแนวหลอกลวงหรือเปล่า ผมขอยืนยันว่าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ มี พ.ร.ฎ จะเอาช่องว่างนั้นเป็นแนวกันชนไม่ได้ เรายืนยันด้วยหลักฐานที่เรามี และใช้ในชั้นศาลมา 30 ปีแล้ว” นายชัยวัฒน์กล่าว

เมื่อถามว่าการที่อ้างว่าจะนำพื้นที่แนวกันชนนี้ไปให้ชาวบ้านปลูกป่า นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ไม่เกี่ยว ตรงนั้นเป็นแนวของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เป็นคนละเรื่องกัน ถ้าความบริสุทธิ์ใจที่ออกมาแถลงข่าวแบบนั้น ก็รีบทำเลย ต้องเข้าใจว่า “แนวกันชน” ในมาตรา 18 ของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อุทยานแห่งชาติทั่วประเทศ เป็นเส้นสีฟ้า ไปดูได้เลยว่าแนวกันชนห่างจากอุทยานแห่งชาติออกไป 3 กิโลเมตร (กม.) ไม่ใช่เอาช่องว่างของป่า หรือเส้นมาแบ่งเขตว่าไม่ได้อยู่ในอุทยาน และเป็นแนวกันชน มันไม่ได้ ยืนยัน 100% ว่า เป็นพื้นที่ของเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

เมื่อถามต่อว่าแสดงว่าการปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐ (One Map) เอามาใช้ไม่ได้จริงใช่หรือไม่ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า One Map ยังไม่ได้ประกาศใช้ และคนที่อยู่ในคณะกรรมการ One Map ก็เป็นคนเดียวกันกับที่มาอ้าง และออกเอกสารนำเสนอต่อนายกรัฐมนตรี ส่วนจะเป็นเอกสารที่ถูกต้องหรือไม่ค่อยมาว่ากัน

เมื่อถามว่าจะมีโอกาสเข้าชี้แจงกับนายกรัฐมนตรีหรือไม่ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีให้โอกาส ให้กรมอุทยานฯ หรือเจ้าหน้าที่ เข้าชี้แจง ตนก็พร้อมที่จะเข้าไปชี้แจงความชัดเจน ความแม่นยำ ความถูกต้องต่อผืนป่าทั่วประเทศ ทั้งนี้ มองว่า การตัดสินของกรมแผนที่ทหาร ต้องพูดความจริงทั้งหมด เอารายละเอียดมาคุยกัน เรื่องจะจบง่าย แต่ถ้าเป็นแบบนี้ ไม่จบแน่นอน

เมื่อถามว่าได้มีการคุยกับพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแล้วหรือไม่ นาบชัยวัฒน์ กล่าวว่า ท่านสั่งการอยู่แล้ว ให้มีความถูกต้อง แม่นยำ และรอบคอบ ตนจะเดินหน้าต่อ ไม่มีปัญหา

“ท่านเชื่อมั่นในเราอยู่แล้ว ถ้าไม่เช่นนั้นท่านก็ต้องปล่อยผมลอยคอสิ วันนี้ท่านบอกว่าถ้าถูกต้อง ก็ทำเลย” นายชัยวัฒน์ กล่าว

เมื่อถามย้ำถึงการเรียกผู้ใหญ่ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาคุยกัน เป็นความเข้าใจไม่ตรงกันใช่หรือไม่ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ตนคิดว่าผู้ใหญ่ฝั่งกระทรวงเกษตรฯ ต้องเข้าใจก่อน ที่เคยพูดว่าเป็นพื้นที่ทับซ้อนหมายความว่าอย่างไร แนวเขตป่าอนุรักษ์คืออะไร ไม่ใช่ว่าขีดเข้ามาในแนวป่า แล้วบอกว่าเป็นแนวกันชน เป็นป่าชุมชน หรือปลูกป่าร่วมกัน มันไม่ใช่ ไม่อย่างนั้นคำพิพากษาศาลทุกคดีที่ถูกตัดสินไปแล้ว แสดงว่าเราผิด หรือแสดงว่าเจ้าหน้าที่รัฐ และเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ถือว่ามีความผิด ใช่หรือไม่

เมื่อถามว่า แนวทางการแก้ปัญหาที่ถูกต้องคืออะไร นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ทุกคนต้องพูดความจริง กรมแผนที่ทหารต้องมีความซื่อสัตย์ในตัวเองก่อน ถ้ากระโดดไป กระโดดมา แบบนี้ถูกต้องหรือไม่ ต้องเรียนว่าตนก็เรียนการสำรวจพื้นที่ การทำรังวัดแผนที่มา เป็นรุ่นแรกที่ทำสมุดจดการรังวัด (Field Book) และสมุดจดการรังวัดแบบไฟล์ดิจิตอล ในปัจจุบันมีความคลาดเคลื่อนเพียง 5 เซนติเมตร จะมาบอกว่า ตรงนั้นเป็นแนวของ ส.ป.ก. ไม่ได้

“ผมขอถามว่าหลักของ ส.ป.ก.มีหรือไม่ เส้นของกรมพัฒนาที่ดิน ที่ระบุว่าการจำแนกที่ดินของ ส.ป.ก.มีหลักหมุดหรือไม่ ไม่ใช่เขียนในกระดาษแล้วมาบอกว่าใช่ ผมมีหมุด มีแผนที่ มีถนนรอบแนวเขต ที่ใช้งบประมาณถึง 145 ล้านบาท ก็ขอให้สังคมใช้วิจารณญาณว่าของใครน่าเชื่อถือที่สุด เจอกันที่ศาล” นายชัยวัฒน์ กล่าว

‘ปลอดประสพ’อธิบายปม‘สปก.เขาใหญ่’ ลั่นต้องมีคนเจ็บตัว แนะชะลอแผนเปลี่ยนเป็นโฉนด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789910

‘ปลอดประสพ’อธิบายปม‘สปก.เขาใหญ่’ ลั่นต้องมีคนเจ็บตัว แนะชะลอแผนเปลี่ยนเป็นโฉนด

‘ปลอดประสพ’อธิบายปม‘สปก.เขาใหญ่’ ลั่นต้องมีคนเจ็บตัว แนะชะลอแผนเปลี่ยนเป็นโฉนด

วันพุธ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 10.40 น.

‘ปลอดประสพ’ย้ำปม‘ส.ป.ก.เขาใหญ่’เป็นพื้นที่ ส.ป.ก.มาแต่ปี 2534 แต่ยังมีสถานะเป็นป่าจำแนก ใครตัดทำลายผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ ลั่นต้องมีคนเจ็บตัว แนะฝ่ายการเมืองชะลอแผน‘แปลงเป็นโฉนด’ทั้งหมด อย่าเน้นเฉพาะ‘เขตกันชน’พร้อมกำหนดประเภท‘ที่ดินสันทนาการท่องเที่ยวในเชิงนิเวศน์’

28 กุมภาพันธ์ 2567 นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรค และประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย และอดีตรองนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก หัวข้อ “เรื่องที่ดิน มาคิดใหม่ ทำใหม่ ดีไหมครับ” มีเนื้อหาดังนี้…

เรื่องที่ดิน มาคิดใหม่ ทำใหม่ ดีไหมครับ

ดังที่ผมพูดว่า ไม่ต้องกรมแผนที่ทหารหรอกครับ ที่สุดกรณี ส.ป.ก. และอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ก็เป็นไปตามที่ผมพูดทุกประการ (100%) คือ เป็นพื้นที่ ส.ป.ก.มาแต่ปี 2534 (33ปีมาแล้ว) เรื่องนี้ต้องขอขอบคุณคนของ ส.ป.ก.ในยุคนั้นที่ไม่มอบ ส.ป.ก.4-01 ให้กับผู้ใด จนมาในปี 2542 ในขณะผมเป็นอธิบดีกรมป่าไม้ ก็ได้ทำถนนลำลองเพื่อแสดงแนวเขตเขาใหญ่ในเชิงภูมิประเทศและระบบนิเวศน์อีกครั้ง และก็ต้องขอบคุณผู้คนของทั้ง 3 กรม รวมถึงจนท.ท้องถิ่นและราษฎรที่ได้ให้ความเคารพ ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดตลอดมา

แต่ก็จนได้ ในปลายปี 2566 ด้วยลมชั่วและความละโมบ ทำให้ข้าราชการกลุ่มหนึ่ง สมคบกับนายทุนสามานย์ บุกเข้ามาในพื้นที่ดังกล่าว แล้วทำการแผ้วถาง ตัดต้นไม้ป่าซึ่งรกชัฏมานานนับสิบปี แถมปลูกต้นมะม่วงลงไปเพื่อแสดงสิทธิ์ครอบครอง

ด้วยบารมีเจ้าพ่อเขาใหญ่ที่ได้ดลใจให้หัวหน้าอุทยานเขาใหญ่ล่วงรู้แผนการ ส่วนผู้อำนวยการสำนักอุทยานก็ลงมาจัดการทันที ภายใต้การสนับสนุนคุ้มครองของอธิบดีกรมอุทยานฯ ยอดเยี่ยมจริงๆน้องเอ๋ย!

เรื่องนี้ต้องมีคนเจ็บตัว ขอบอกว่า แม้เป็นที่ ส.ป.ก. แต่ก็ยังมีสถานะเป็นป่าจำแนก เพราะยังไม่มีการออก ส.ป.ก.4-01ที่ถูกต้อง (คนที่สมควรจะได้ตายไปนานแล้ว) ดังนั้นความเป็นป่าก็ยังดำรงอยู่ ต้นไม้ทุกต้นเป็นต้นไม้ธรรมชาติ เป็นทรัพย์สินของกรมป่าไม้ ใครไปตัดทำลายถือเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ (กฤษฎีกาได้ตีความไว้แล้ว) เรื่องนี้หากยังสงสัยความเป็นป่า ก็ให้ไต่ถาม “เจ้าด้วน” เจ้าของป่าตัวจริงก็แล้วกัน

ส่วนในทางการเมือง ผมขอแนะนำให้ชะลอแผนการเปลี่ยน ส.ป.ก.เป็นโฉนด ที่มีต้นกำเนิดมาจากพื้นที่ป่าไม้ไว้ก่อนทั้งหมด อย่าเน้นเฉพาะเขตกันชนเลย เพราะไม่รู้ว่า เขตกันชนจริงๆมันอยู่ที่ไหน และมันจะกว้างยาวอย่างไร สำรวจใหม่หมดเถิดครับ ดูให้ครบ เช่น ความลาดชัน ความสูง ชนิดและความอุดมสมบูรณ์ของหน้าดิน ระบบน้ำและเส้นทางคมนาคม คิดเสียว่า ทำทั้งทีก็ทำเสียให้ถูกต้องทั้งทางวิชาการและความเป็นไปได้จริงๆในการทำเกษตรกรรม

สุดท้าย อีกเรื่องที่น่าคิด พื้นที่บางแห่งกลับไปเป็นป่าไม่ได้อีกแล้ว ครั้นจะเอาไปแจกเป็นที่ทำกินเช่น ส.ป.ก.ก็ไม่ได้อีกเพราะดินไม่ดีและไม่มีน้ำ มาคิดกันใหม่ กำหนดประเภทที่ดินอีกชนิดหนึ่งขึ้นมาเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อย่างยั่งยืน แล้วออกกฎหมายมารองรับเสีย ที่ประเภทนี้มีไว้ให้เช่าอย่างเดียว ให้เช่าสัก 30 ปี แล้วคิดแพงๆก็ได้ ขอเสนอให้เรียกว่า “ที่ดินสันทนาการท่องเที่ยวในเชิงนิเวศน์”

‘อุเทนถวาย’พรึ่บ! แสดงพลังค้านย้ายสถาบัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789859

‘อุเทนถวาย’พรึ่บ!  แสดงพลังค้านย้ายสถาบัน

‘อุเทนถวาย’พรึ่บ! แสดงพลังค้านย้ายสถาบัน

วันพุธ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.35 น.

ชาวอุเทนถวายรวมตัว ยื่นหนังสือคัดค้านย้ายที่ตั้งสถาบัน “ศุภมาส” นั่งหัวโต๊ะรับฟัง 6 ข้อเรียกร้อง ก่อนมอบให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องใช้เป็นข้อมูลคลี่คลายข้อพิพาทให้เร็วที่สุด ระบุการแก้ปัญหาต้องเคารพและยึดหลักกฎหมาย ย้ำยังรับนักศึกษาชั้นปี 1 ปีการศึกษา 2567 ตามปกติ จากนั้นได้ยกพลไปสภาฯ ร้อง ‘วันนอร์-ชวน’ ทบทวน ‘2มาตรา’ ใน ‘พ.ร.บ.จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2551’ ค้านย้ายมหาวิทยาลัย หวั่นให้อำนาจเข้ามาหาผลประโยชน์ในที่ดิน

ช่วงเช้าวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย มีศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน สมาคมผู้ปกครองและครูอุเทนถวาย และอื่นๆ เดินทางมารวมตัวกันที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวายกันอย่างเนืองแน่น เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านการออกจากพื้นที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุด

โดยในเวลา 09.00 น. ได้ทำพิธีบวงสรวงองค์พระวิษณุกรรมเพื่อเอาฤกษ์เอาชัย ก่อนเริ่มจัดรูปขบวนภายในมหาวิทยาลัย จากนั้นเวลา 9.30 น. ได้เริ่มเดินขบวนเข้าถนนพญาไท มุ่งหน้าแยกสามย่าน แล้วมุ่งหน้าไปยื่นหนังสือถึงสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาฯ คัดค้านการย้านสถาบันไปพื้นอื่น

เวลา 10.00 น. ที่บริเวณเชิงสะพานชมัยมรุเชฐ หน้าทำเนียบรัฐบาล กลุ่มนักศึกษาอุเทนถวาย สมาคมศิษย์เก่า และคณะอาจารย์อุเทนถวาย 120 คน นำโดย นายทักษิต เรียบร้อย นายกสโมสรนักศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย เดินทางมายื่นหนังสือถึง นายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯและรมว.คลัง ขอคัดค้านการย้าย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก (อุเทนถวาย)

หนังสือดังกล่าวมีข้อเรียกร้อง ดังนี้ 1.ขอคัดค้านการย้ายเขตพื้นที่การศึกษา เขตพื้นที่อุเทนถวาย ถนนพญาไท หรือ “อุเทนถวาย” ออกจากที่ดินพิพาท และขอให้ธำรงตามพระราชประสงค์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวไว้ เพื่อใช้เฉพาะกิจการการศึกษาวิชาช่าง โดยมีชื่อ “อุเทนถวาย”ไว้เช่นเดิม

2.พิจารณาจัดตั้งคณะกรรมการ เพื่อสนับสนุนจัดทำร่าง ยกวิทยฐานะส่งเสริมสนับสนุนพัฒนาที่ดินพระราชทานอันเป็นที่ตั้งของ อุเทนถวาย ให้มีศักยภาพต้านความพร้อมในการรองรับการพัฒนาสรรพความรู้และวิทยาการสมัยใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างในยุคปัจจุบัน ให้พร้อมต่อการพัฒนาการทางเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมอันเป็นคุณประโยชน์ต่อประชาชน ประเทศชาติ จนเป็นที่ปรากฏต่อสังคมโลกทั่วไป

3.พิจารณามีคำสั่งให้ อุเทนถวาย มีสิทธิ์ในการบริหารจัดการด้านการเรียนการสอน และการพัฒนาสถานที่เพื่อรองรับการศึกษาต่อไปได้, ให้ได้รับการสนับสนุนงบประมาณแผ่นดิน แต่มีระบบการบริหารจัดการที่มีความเป็นเอกเทศ อิสระและคล่องตัว สามารถจัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษาได้อย่างมีคุณภาพมากยิ่งขึ้นโดยคำนึงถึงความเป็นอิสระและความเป็นเลิศทางวิชาการ ซึ่งผ่านการกำกับดูแลและสนับสนุนจากหน่วยงาน ด้านการศึกษาของภาครัฐโดยตรง ทั้งนี้ ต้องไม่มีเงื่นไขให้การพัฒนาสถนศึกษาอุเทนถวายอยู่ภายใต้ภาระผูกพันการอ้างสิทธิหรือกรรมสิทธิ์ที่ดิน จากนิติบุคคล จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย เพื่อสั่งให้ชะลอ หรือระงับได้

4.โดยเหตุที่ดินพิพาทเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน อุทิศให้โดยพระราชประสงค์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีเนื้อที่เป็นเศษเสี้ยวส่วนน้อยของที่ดินของนิติบุคคลจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแต่มีเหตุขัดข้องในการหยิบยกแปลความพระราชประสงค์ผิดแผกแตกต่างไปจากประวัติความเป็นมาเพื่อเอาไป เป็นของนิติบุคคล ชาวอุเทนถวายจึงมีความจำเป็น โดยได้ทำการร้องขอความเป็นธรรมให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยในประเด็นนี้ด้วย

อนึ่ง เพื่อบรรเทาพระราชภาระของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ ชาวอุเทนถวายขอให้ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านคณะรัฐมนตรี และท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับระบบการศึกษา ได้โปรดดำเนินการมุ่งเน้นยึดถือประโยชน์การศึกษา ให้เป็นที่ตั้งสำหรับการศึกษาวิชาช่างก่อสร้างเท่านั้น เพื่อให้เป็นไปตามพระราชประสงค์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

โดยเข้ามายุติปัญหาการนำที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดินที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะเพื่อการศึกษาอันเป็นที่ตั้งโรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวาย ไปเป็นของนิติบุคคลจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งสามารถนำไปใช้เพื่อการพาณิชย์หรือประโยชน์ส่วนบุคคลใดๆ ด้วยการจดทะเบียนโฉนดที่ดินพิพาทเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดินสำหรับประชาชนใช้ร่วมกันเป็นที่ตั้งสถานศึกษาเท่านั้น และออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงและจัดทำทะเบียนที่ดินสาธารณะประโยชน์ตามแบบที่กฎหมายกำหนด

5.ขอให้ยกเลิกคำสั่ง ระงับคำสั่งหรือไม่ออกคำสั่ง โดยไม่มีการโยกย้ายนักศึกษาอุเทนถวายไปเรียนที่แห่งอื่น การงดรับนักศึกษาใหม่ รวมทั้งโยกย้ายคณะครู อาจารย์ บุคคลากร และเจ้าหน้าที่ไปประจำการที่อื่น

6.ขอให้มีการออกหนังสือแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินการและปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อเรียกร้อง โดยแต่งตั้งคณะกรรมการ 3 ฝ่าย สัดส่วนเท่ากัน มีประธานและคณะกรรมการฝ้ายที่สามมีที่มาจากบุคคลภายนอกที่ไม่มีส่วนได้เสียหรือคาดหมายได้ว่ามีประโยชน์ได้เสียกับคู่กรณี และระบุกำหนดการแล้วเสร็จอย่างเป็นรูปธรรม จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา ด้วยความเข้าใจข้อเรียกร้องชาวอุเทนถวายตามหนังสือนี้ ก่อนใช้อำนาจสั่งการ ดำเนินการ หรือแนวทางใดๆ ในการยุติข้อพิพาท หากท่านนายกรัฐมนตรี เห็นเป็นการสมควร ขอได้โปรดมีหนังสือเชิญประชุมหารือแนวทางเสนอบุคคลฝ่ายคู่กรณี และเสนอประธานและคณะกรรมการฝ่ายที่สามเพื่อแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินการและปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อเรียกร้อง เพื่อพัฒนามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก เขตพื้นที่อุเทนถวาย ถนนพญาไท ต่อไป

จากนั้น เวลา 14.00 น. ศิษย์ปัจจุบัน ศิษย์เก่า สมาคมศิษย์เก่าอุเทนถวาย สมาคมผู้ปกครองและครูอุเทนถวาย ประมาณ 2,500 คนได้เคลื่อนขบวนมาที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) พร้อมกับสลับกันขึ้นปราศรัยโดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจนำโดย พล.ต.ต.อัฏธพร วงศ์ศิริปรีดา ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 มาตรึงกำลังพร้อมวางแผงเหล็กกั้นบริเวณหน้ากระทรวง ขณะที่ น.ส.สุชาดา แทนทรัพย์ เลขานุการ รมว.กระทรวง อว.พร้อมกับศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล รองปลัดกระทรวง อว.ได้คอยเจรจากับกลุ่มผุ้ชุมนุมเป็นระยะอย่างต่อเนื่องเพื่อให้บรรยากาศการชุมนุมคลี่คลายลง

ต่อมา น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.กระทรวง อว. เดินทางมารับข้อเรียกร้องของศิษย์ปัจจุบัน ศิษย์เก่า สมาคมศิษย์เก่าอุเทนถวาย สมาคมผู้ปกครองและครูอุเทนถวายพร้อมกับ น.ส.สุชาดา แทนทรัพย์ เลขานุการ รมว.กระทรวง อว. น.ส.เพชรดาว โต๊ะมีนา ที่ปรึกษา รมว.กระทรวง อว. นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี (นายอนุทิน ชาญวีรกุล) นางกรณิศ งามสุคนธ์รัตน์ ประธานคณะทำงาน รมว.กระทรวง อว. นายเพิ่มสุข สัจจาภิวัฒน์ ปลัดกระทรวง อว. ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล รองปลัดกระทรวง อว. โดยมีตัวแทนนักศึกษาปัจจุบันและศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.) ตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย จำนวน 5 คน นำโดยนายศุภชัย ลิ้มพิพิฒน์โสภณ นายกสมาคมศิษย์เก่า นายคูณแสน โควศวนนท์ นายกสโมสรนักศึกษา เข้ายื่นข้อเรียกร้อง จำนวน 6 ข้อ โดยใช้เวลาประมาณ 15 นาที

จากนั้น น.ส.ศุภมาส แถลงข่าวว่า ตนตั้งใจมารับข้อเรียกร้องด้วยตัวเอง โดยจากข้อเรียกร้องทั้งหมด กระทรวง อว.จะรับประเด็นไว้เพื่อให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้ใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาเพื่อหาทางคลี่คลายปัญหาโดยเร็วที่สุด ซึ่งในบางเรื่องก็อยู่ระหว่างการพูดคุยหารือหาทางออกร่วมกัน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการจัดการเรียนการสอนของนักศึกษาและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง และเพื่อให้เกิดความรอบคอบในการแก้ไขปัญหา แต่อย่างไรก็ตามการแก้ไขปัญหาจะต้องเคารพและยึดหลักของกฎหมาย โดยคำนึงถึงประโยชน์ต่อการจัดการศึกษาของประเทศเป็นสำคัญ ส่วนการเปิดรับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ในปีการศึกษา 2567 ของ มทร.ตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวายนั้น ขอย้ำว่า ยังคงเปิดรับตามปกติ แต่ให้มีการบริหารจัดการการเรียนการสอนเพื่อให้สอดรับกับแผนการจัดการศึกษาของมหาวิทยาลัยที่ได้กำหนดไว้

เวลา 15.30 น. กลุ่มชาวอุเทนถวาย ได้เดินทางจาก กระทรวง อว. มายังรัฐสภา เพื่อยื่นหนังสือต่อนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเรียกร้องให้สภาผู้แทนราษฎร วินิจฉัย ทบทวนพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2551

ต่อมาในเวลา 16.30 น. นายทักษิต เรียบร้อย นายกสโมสรนักศึกษาอุเทนถวาย และนายสมชัย ไตรพิทยากุล นายกสมาคมศิษย์เก่าอุเทนถวาย เป็นตัวแทนกลุ่ม เข้ายื่นหนังสือบริเวณจุดรับหนังสือศาลาแก้ว รัฐสภา โดยมีนายเจษ อนุกูลโภคารัตน์ ผู้บังคับบัญชากลุ่มงานประสานการเมืองและรับเรื่องราวร้องทุกข์ สำนักงานประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นตัวแทนรับยื่นหนังสือ

ด้านนายทักษิต กล่าวว่า กลุ่มนักศึกษาอุเทนถวาย สมาคมศิษย์เก่า และคณะอาจารย์อุเทนถวาย เรียกร้องให้สภาผู้แทนราษฎร วินิจฉัย ทบทวน พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2551 ในมาตรา 13 ที่บัญญัติว่า ที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ดังต่อไปนี้ไม่ถือว่าเป็นที่ราชพัสดุ และให้เป็นกรรมสิทธิ์ของมหาวิทยาลัย และ มาตรา 16 ที่บัญญัติ ว่า มหาวิทยาลัยมีอำนาจและหน้าที่กระทำการต่างๆเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ซื้อ ขาย จ้าง รับจ้าง สร้าง จัดหา โอน รับโอน เช่าให้เช่า ซึ่งพวกตนมองว่าก่อนหน้านี้พ.ร.บ.ดังกล่าวไม่ได้มีการระบุไว้แต่ได้มีการแก้ไขให้อำนาจจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้ามาบริหารจัดการหาผลประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว ซึ่งขัดกับพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ซึ่งให้ใช้ในการศึกษาเท่านั้น

ขณะที่นายเจษ กล่าวว่า จะตรวจสอบเอกสารให้ถูกต้องเรียบร้อย ก่อนจะกราบเรียนประธานสภาฯอย่างเร็วที่สุด

เกษตรฯจับมือนิวซีแลนด์ หนุนยกระดับภาคการเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789815

วันพุธ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังหารือกับ นายโจนาธาน คิงส์ เอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทย ว่าการหารือดังกล่าวช่วยกระชับความพันธ์อันดี รวมถึงความร่วมมือด้านการเกษตร ประเทศไทยและนิวซีแลนด์ ต่างร่วมเป็นสมาชิกในกรอบพหุภาคีต่างๆ ได้แก่ กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเปก (APEC) และกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิก เป็นต้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นให้เกิดการค้าการลงทุน กระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจภายในภูมิภาค

นอกจากนี้ ได้แสดงความขอบคุณที่นิวซีแลนด์สนับสนุนโครงการความร่วมมือด้านนมและผลิตภัณฑ์นมมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาและเพิ่มศักยภาพเกษตรกรไทยและฟาร์มโคนมของไทย โดยฝ่ายนิวซีแลนด์ ยินดีจะสนับสนุนโครงการความร่วมมือด้านโคนมของไทยต่อไป นิวซีแลนด์เป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรที่สำคัญของไทย โดยสินค้าเกษตรไทยเป็นสินค้าที่มีคุณภาพและมีมาตรฐานระดับสากลและเป็นที่ต้องการในนิวซีแลนด์ อาทิ ปลาทูน่ากระป๋อง กุ้ง ข้าว และผลไม้ของไทย (ลำไย ลิ้นจี่ มังคุด ทุเรียน มะม่วง สับปะรด และมะพร้าวอ่อน) โดยกระทรวงเกษตรฯ ให้ความสำคัญกับการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ จึงขอฝากท่านเอกอัครราชทูตฯ ประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรและอาหารของไทยให้แก่ชาวนิวซีแลนด์

ทั้งนี้ ไทยและนิวซีแลนด์ต่างเป็นประเทศที่เป็นคู่ค้าที่สำคัญด้านการเกษตรระหว่างกัน โดยนิวซีแลนด์เป็นคู่ค้าลำดับที่ 32 ของไทยและยังมีสินค้าเกษตรที่ไทยส่งออกที่สำคัญในปี 2566 โดย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.น้ำตาลทรายดิบ 2.กากและเศษอาหาร อาหารสัตว์ 3.ผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำแปรรูป ทูน่ากระป๋อง 4. กากเหลือจากการผลิตสตาร์ชของมันสำปะหลังหรือสาคู และ 5.น้ำตาลทรายขาว

‘ไชยา’ถกกลุ่มผู้ผลิต ปรับราคานมโรงเรียน เสนอให้ครม.พิจารณา ช่วยเหลือผู้เลี้ยงโคนม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789807

วันพุธ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ อนุญาตให้ชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย เข้าพบ นำโดยนายวสันต์ จีนหลง นายกสมาคมผู้ผลิตนมพาสเจอร์ไรส์ และนางพัชรี วัฒนวิชัยกุล ประธานที่ปรึกษาสมาคมเอสเอ็มอีผู้รวบรวมน้ำนมดิบและแปรรูป เข้าหารือขอความอนุเคราะห์ปรับเพิ่มราคาผลิตภัณฑ์นมโรงเรียน เสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เนื่องจากผู้ประกอบการโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นมที่เข้าร่วมโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ได้รับผลกระทบจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น จากการปรับราคากลางรับซื้อน้ำนมโค หน้าโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นมจากเดิมกิโลกรัมละ 20.25 บาท เป็นกิโลกรัมละ 22.75 บาท หรือเพิ่มขึ้น 2.50 บาท
ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2567

นายไชยากล่าวว่า ได้พิจารณาแล้วว่าหากมีการปรับขึ้นราคาน้ำนมดิบจะต้องปรับเพิ่มราคาผลิตภัณฑ์นมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยหารือร่วมกับคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน เสนอเรื่องการปรับราคาผลิตภัณฑ์นมโรงเรียนให้เป็นไปอย่างเหมาะสม และไม่กระทบต่อพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ให้ ครม.พิจารณา พร้อมทั้งมอบหมายกรมปศุสัตว์ ดูแลการผลิตอาหารสัตว์ เพื่อช่วยลดต้นทุนอาหารสัตว์และเพิ่มกำไรให้เกษตรกรมากขึ้น รวมถึงเสนอองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีส่วนร่วมสนับสนุนงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับนมโรงเรียนเพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนร่วมกัน ทั้งนี้ รมช.เกษตรฯ ได้รับหนังสือข้อเรียกร้องของชุมนุมสหกรณ์โคนมฯ เพื่อนำข้อมูลประกอบการพิจารณาเสนอ ครม.ต่อไป

‘อนุชา’จ่อลดค่าธรรมเนียม สัตว์น้ำผ่านท่าฯช่วยชาวประมง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789810

วันพุธ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม รับฟังปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านชุมชนสะพานปลา จ.ชุมพร พร้อมมอบนโยบายแนวทางการขับเคลื่อนงานขององค์การสะพานปลา (อสป.) โดยมีนายวรัตม์มาประณีต รอง ผวจ.ชุมพร นายวิชัยสุดสวาสดิ์ สส.เขต 1 ชุมพร น.ส.อนงค์นาถจ่าแก้ว ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.เกษตรฯ นายปรีดา ยังสุขสถาพร ผู้อำนวยการ อสป.และผู้นำท้องถิ่น เข้าร่วมที่ท่าเทียบเรือประมงชุมพร ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.ชุมพร

นายอนุชากล่าวว่า มีความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมอาชีพประมงและเร่งแก้ปัญหาต่างๆ เพื่อสร้างรายได้ให้เกิดความยั่งยืนในการประกอบอาชีพ สำหรับ ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.ชุมพร ถือเป็นชุมชนประมงที่สำคัญแห่งหนึ่ง ซึ่งได้ให้ความสำคัญ เนื่องจากอาชีพชาวประมงถือเป็นอาชีพดั้งเดิมจากรุ่นสู่รุ่น ทำให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชนและสร้างความเป็นอยู่ของพี่น้องให้ดีขึ้นได้ ดังนั้น เพื่อให้พี่น้องที่ประกอบอาชีพประมงได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ลดภาระค่าใช้จ่าย มีรายได้เพิ่มขึ้น จึงมอบแนวทางให้ อสป. เตรียมประกาศลดอัตราค่าธรรมเนียมสัตว์น้ำผ่านท่า เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และเพื่อมอบเป็นของขวัญช่วงเทศกาลปีใหม่ให้กับชาวประมงทั่วประเทศต่อไป

นายอนุชากล่าวถึงความคืบหน้าการแก้ปัญหากรณีชาวบ้านชุมชนสะพานปลา จ.ชุมพร ยื่นหนังสือร้องเรียนว่าได้รับผลกระทบจากการเก็บค่าเช่าและสัญญาจาก อสป.ว่าขณะนี้ ได้รับรายงานว่าข้อร้องเรียนต่างๆ อสป.ได้เร่งรัดแก้ไขจนถูกนำไปสู่ข้อยุติแล้ว ซึ่งชาวบ้านในพื้นที่พึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง ทั้ง 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.สำหรับพื้นที่ของท่าเทียบเรือประมงชุมพรดังกล่าว เป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ที่มีหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ให้พี่น้องประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งจังหวัดได้มอบให้ อสป. รับผิดชอบนั้น อสป.ดำเนินการยุติการเก็บค่าเช่าอาคารพาณิชย์ ค่าเช่าที่ดินต่างๆ ทั้งหมด และผู้เช่ารายใดที่มีการบอกเลิกสัญญาและมีการทำหนังสือรับสภาพหนี้เพื่อผ่อนชำระหนี้ จะดำเนินการยุติหนี้ทันที

2.อสป.ได้เร่งรัดดำเนินการส่งคืนพื้นที่อาคารพาณิชย์และที่ดินที่มีสิ่งปลูกสร้างต่างๆ บริเวณท่าเทียบเรือประมงชุมพร และส่งมอบให้กับกรมธนารักษ์ เพื่อขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุ จากพื้นที่เดิม 140 ไร่ เหลือเพียงใช้ประโยชน์ตามภารกิจ ประมาณ 30 ไร่ สำหรับดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับท่าเทียบเรือประมง ตาม พ.ร.บ.จัดระเบียบกิจการแพปลา พ.ศ. 2496 โดย อสป.จะจัดเก็บค่าธรรมเนียมสัตว์น้ำ และอื่นๆ ตามประกาศของ อสป.ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของกรมที่ดิน ถอนสภาพที่ดินสาธารณะประโยชน์ (ยื่นต่อผู้ว่าฯ ชุมพร)