สวพส.มุ่งพัฒนาพื้นที่สูงตามเป้าหมาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789812

วันพุธ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายวิรัตน์ ปราบทุกข์ ผอ.สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (สวพส.) กล่าวว่า ให้ความสำคัญในงานด้านการพัฒนา โดยปัจจุบันได้ดำเนินงานครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 2,000 กลุ่มบ้าน จากพื้นที่สูงทั้งหมดที่มี 4,205 กลุ่มบ้าน ทั้งการพัฒนาและส่งเสริมอาชีพการอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมการสร้างความเข้มแข็งของชุมชน และการพัฒนาปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชน ภายใต้ความร่วมกับหน่วยงานต่างๆ นำหลักวิธีการปฏิบัติงาน และองค์ความรู้โครงการหลวงไปประยุกต์ใช้ในบริบทต่างๆ ของพื้นที่ และการแก้ปัญหาที่หลากหลายโดยเฉพาะปัญหาความยากจน การขาดโอกาสในการเข้าถึงบริการพื้นฐานของรัฐและปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม มีแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2566-2570)เป็นกรอบในการดำเนินงาน และใช้องค์ความรู้ ผลงานวิจัย เทคโนโลยีดิจิทัล และคณะทำงานบูรณาการในระดับพื้นที่ ในการขับเคลื่อนการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพ

ผลการดำเนินงานในปัจจุบันได้สร้างประโยชน์และการเปลี่ยนแปลงที่ดีแก่พื้นที่เป้าหมายอย่างเป็นรูปธรรม บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน คือประชาชนมีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดี ควบคู่กับการอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม โดยได้รับรางวัลที่เลิศรัฐ สาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ประจำปี 2566 “Best of the Best” ภายใต้ผลงาน “คู่วิถีชุมชนอยู่ร่วมกับป่าสมบูรณ์ ตอบโจทย์พื้นที่สูง” ที่ดำเนินการในโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวง 10 แห่ง ของ 5 จังหวัด ซึ่งเป็นรูปแบบของแก้ปัญหาและพัฒนาเชิงพื้นที่ แยกพื้นที่ป่าและพื้นที่เกษตรออกจากกัน ยกระดับการประกอบอาชีพด้วยการปรับการทำการเกษตรแบบดั้งเดิม เป็นการเกษตรแบบประณีต เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับส่งเสริมชุมชนในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ในโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวง 33 แห่ง ของ 8 จังหวัด

‘รมว.ธรรมนัส’เผยข่าวดี! ‘กรมการข้าว’เตรียมคลอดข้าว 10 สายพันธุ์ใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789845

'รมว.ธรรมนัส'เผยข่าวดี! 'กรมการข้าว'เตรียมคลอดข้าว 10 สายพันธุ์ใหม่

‘รมว.ธรรมนัส’เผยข่าวดี! ‘กรมการข้าว’เตรียมคลอดข้าว 10 สายพันธุ์ใหม่

วันอังคาร ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 19.29 น.

“รมว.ธรรมนัส”เผยข่าวดี “กรมการข้าว”เตรียมคลอดข้าว 10 สายพันธุ์ใหม่ ชูคุณภาพดี ตรงตามความต้องการของชาวนาและผู้บริโภค

เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2567 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการแถลงข่าวประชาสัมพันธ์และเผยแพร่สายพันธุ์ข้าวที่เตรียมรับรองพันธุ์ใหม่ของกรมการข้าว ปี 2567 โดยมีนายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 115 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ร้อยเอก ธรรมนัส เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ความสำคัญกับงานวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าว จึงได้มอบหมายให้กรมการข้าว วิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวพันธุ์ใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของพี่น้องชาวนาในทุกมิติ ซึ่งกรมการข้าวมีการวางแผนการรับรองพันธุ์ข้าวในทุกปี อย่างน้อยปีละ 4 – 5 พันธุ์ โดยพันธุ์ข้าวใหม่ ๆ ที่จะรับรองพันธุ์นั้นต้องเร่งรัดงานวิจัยพัฒนาให้สามารถทนแล้งและทนน้ำท่วมได้ในพันธุ์เดียวกัน อีกทั้งมีความเหมาะสมในการปลูกแต่ละพื้นที่ในประเทศไทย ตลอดจนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อให้มีโอกาสแข่งขันกับประเทศคู่แข่งได้

นายอนุชา กล่าวว่า พี่น้องชาวนาจะได้รับผลผลิตเพิ่มขึ้นจากการใช้พันธุ์ข้าวพันธุ์ใหม่ ที่ให้ผลผลิตต่อไร่สูง อีกทั้งยังลดความเสียหายจากการทำลายของโรค และแมลงศัตรูข้าว สามารถลดต้นทุนการผลิตข้าวได้จากการลดการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูข้าว สำหรับข้าวรับรองพันธุ์เดิมของกรมการข้าว ยังเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกรได้เลือกปลูกตามความเหมาะสมของสภาพพื้นที่และความต้องการของผู้บริโภค ส่วนข้าวพันธุ์ใหม่นั้นก็เป็นทางเลือกหนึ่งให้เกษตรกร ผู้บริโภคและผู้ประกอบการค้าข้าว ได้เลือกรับประทานข้าวที่มีความหลากหลาย และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในด้านการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ มากมาย

ด้าน นายณัฏฐกิตติ์ กล่าวว่า ในปีนี้กรมการข้าวได้รับรองพันธุ์ข้าวที่มีความหลากหลายพันธุ์มากขึ้น เพื่อให้เกษตรกรสามารถเลือกปลูกให้เหมาะสมกับพื้นที่ของตนเอง และตามความสนใจของผู้บริโภค โดยข้าวที่จะรับรองพันธุ์ทั้ง 10 สายพันธุ์ มีความหลากหลายประเภท ทั้งข้าวขาวพื้นนุ่ม ขาวขาวพื้นแข็ง ข้าวหอมไทย ข้าวเหนียว ข้าวญี่ปุ่น ข้าวพื้นเมือง และข้าวสาลี ซึ่งข้าวแต่ละประเภทจะมีจุดเด่นที่แตกต่างกันตามการนำไปใช้ประโยชน์ อาทิ ข้าวขาวพื้นแข็ง อายุสั้น 90-100 วัน ให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์ข้าวทั่วไป 10-15 % ศักยภาพการให้ผลผลิต 1,000-1,200 กิโลกรัมต่อไร่ ต้านทานต่อโรคขอบใบแห้ง และพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลทานทานต่อสภาพน้ำท่วมฉับพลัน สภาพอากาศเย็น

ข้าวเหนียว มีทั้งหมด 2 สายพันธุ์ ประกอบไปด้วย สายพันธุ์ RGDU10017-1-MAS-49-4-1-NKI-1-3-1-2 เสนอเป็นพันธุ์รับรองชื่อ กข24 (สกลนคร 72) เป็นข้าวที่ไวต่อช่วงแสง ลำต้นเตี้ย ต้านทานการหักล้ม ทำให้ลดการสูญเสียผลผลิตระหว่างการเก็บเกี่ยว และสายพันธุ์ CRI13055-1-1-2-1 เสนอเป็นพันธุ์รับรองชื่อ กข26 (เชียงราย 72) ไม่ไวต่อช่วงแสง อายุสั้น ผลผลิตสูงกว่าข้าวเหนียวทั่วไปที่นิยมปลูก 13 – 15 % สามารถปลูกได้ปีละ 2 ครั้ง จะเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดีสำหรับให้เกษตรกรได้ใช้ปลูก เพื่อเพิ่มรายได้ให้มีมากขึ้น

ข้าวขาวพื้นนุ่ม เกษตรกรสามารถเลือกใช้พันธุ์ข้าวเพื่อทดแทนการปลูกข้าวขาว พื้นนุ่ม ที่ไม่ไวต่อช่วงแสง เช่น พันธุ์ปทุมธานี 1 ที่ปัจจุบันประสบปัญหาหลายด้าน คุณภาพ การขัดสีลดลงอย่างมากทำให้การขายข้าวดังกล่าวในปัจจุบันได้ราคาลดลง อีกทั้งอายุการ เก็บเกี่ยว 120 วัน อาจยาวนานไปสำหรับเกษตรกร ที่ต้องการพันธุ์ข้าวที่มีอายุสั้นกว่า 120 วัน ซึ่งหากมีพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพหุงต้มใกล้เคียงกัน มีผลผลิตสูงกว่า และอายุสั้นกว่า เกษตรกรอาจมีทางเลือกในการเลือกปลูกข้าวขาวพื้นนุ่มได้ตลอดทั้งปี เพื่อยกระดับการ แข่งขันในด้านการส่งออกของข้าวหอม พื้นนุ่ม ของประเทศไทยในตลาดโลกได้อย่างมี ประสิทธิภาพมากขึ้น

“นอกจากประเภทข้าวที่กล่าวมาแล้ว ยังมีข้าวประเภทอื่น ๆ ที่ยังพัฒนาผลผลิต หรือคุณภาพมาทดแทนพันธุ์เดิมเพื่อใช้ประโยชน์ในการแปรรูป หรือใช้สำหรับบริโภคเฉพาะในแต่ละภูมิภาค เพื่อยกระดับการแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สามารถผลิตข้าวได้ตรงตามความต้องการของตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ ตลอดจนสร้างมูลค่าเพิ่มของประเทศจากการส่งออกข้าวคุณภาพต่อไป” อธิบดีกรมการข้าว กล่าว

– 006

‘กรมชลประทาน’นำร่องศึกษาวิจัยต้นทุนน้ำชลประทานในพื้นที่EEC

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789834

‘กรมชลประทาน’นำร่องศึกษาวิจัยต้นทุนน้ำชลประทานในพื้นที่EEC

‘กรมชลประทาน’นำร่องศึกษาวิจัยต้นทุนน้ำชลประทานในพื้นที่EEC

วันอังคาร ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 19.06 น.

‘กรมชลประทาน’เดินหน้าโครงการศึกษาวิจัยต้นทุนน้ำในพื้นที่ EEC เพื่อศึกษาข้อมูลในพื้นที่‘ฉะเชิงเทรา-ชลบุรี-ระยอง’ สำหรับจัดทำโครงสร้างต้นทุน-จัดเก็บค่าน้ำที่เหมาะสมตาม พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ

27 กุมภาพันธ์ 2567 นายสุรชาติ มาลาศรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ  กรมชลประทาน  เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้ว่าจ้างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นที่ปรึกษาในการดำเนินโครงการศึกษาวิจัยต้นทุนน้ำในพื้นที่จ.ฉะเชิงเทราจ.ชลบุรีและจ.ระยอง  ซึ่งถือเป็นพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก:EEC) เพื่อศึกษา รวบรวม และวิเคราะห์ โครงสร้างต้นทุนและการประเมินต้นทุน การจัดการน้ำอุปทานโดยกรมชลประทานและการกำหนดอัตราค่าน้ำชลประทานที่เหมาะสมและเป็นรูปธรรมสำหรับทุกภาคส่วนที่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงตามบริบทการจัดหา จัดสรร พัฒนา ให้บริการด้านอุปทานน้ำ (Water Resources Supply) รวมทั้งวางแผนและกำหนดทิศทางการพัฒนาและประยุกต์ใช้โครงสร้างต้นทุนการจัดการน้ำอุปทานและอัตราคำน้ำชลประทานในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกที่สอดคล้องกับแผนหลักการพัฒนาแหล่งน้ำต้นทุนและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ EEC ร่วมกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน กลุ่มผู้ใช้น้ำให้เกิดการบริหารจัดการน้ำในเขตพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกแบบบูรณาการ

โดยคณะผู้เชี่ยวชาญจะทำการศึกษาวิเคราะห์และกำหนดข้อเสนอแนะเชิงนโยบายแนวทางการจัดการน้ำอุปทานอย่างเหมาะสมสอดคล้องกับภาคส่วนผู้ใช้น้ำที่เกี่ยวข้อง ที่ได้รับการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบแล้วให้มีประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ และรองรับอุปสงค์น้ำจากการคาดการณ์บริบทการเปลี่ยนแปลงในอนาคตและพัฒนาระบบ Web Application สนับสนุนการวิเคราะห์ ประเมิน และกำหนดต้นทุนการจัดการน้ำอุปทานและกำหนดต้นทุนการจัดการน้ำ กำหนดอัตราค่าน้ำชลประทานอย่างเหมาะสม  ภายใต้การคาดการณ์ปริมาณน้ำที่สามารถใช้การได้  ความต้องการน้ำและระดับความขาดแคลนอย่างมีมาตรฐานและเป็นธรรมสำหรับทุกภาคส่วนในเป้าหมาย 3 จังหวัดคือฉะเชิงเทรา ชลบุรีและระยอง คาบเกี่ยวกับ2ลุ่มน้ำหลัก  ได้แก่ ลุ่มน้ำบางปะกงและลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออกรวมพื้นที่ศึกษาทั้งหมดประมาณ 8,454,375 ไร่   โดยในการศึกษาครั้งนี้ได้แบ่งประเภทความต้องการน้ำออกเป็น 4ประเภทด้วยกันคือ 1.น้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคและการท่องเที่ยว 2.น้ำเพื่อการอุตสาหกรรม 3.น้ำเพื่อการเกษตรชลประทานและ 4.น้ำเพื่อรักษาสมดุลระบบนิเวศและผลักดันน้ำเค็ม

นายสุรชาติ  กล่าวอีกว่ากรมชลประทานเลือกพื้นที่ภาคตะวันออกนำร่องในการศึกษาต้นทุนน้ำ เนื่องจากว่าในปัจจุบันจังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรีและระยองเป็นพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(EEC)ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและมีการส่งเสริมอุตสาหกรรมและการลงทุนหลักของประเทศไทยและภูมิภาค

นอกจากเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญแล้วยังมีฐานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และการเกษตรมูลค่าสูง ทำให้มีแรงงานทุกระดับหลั่งไหลเข้าสู่พื้นที่ส่งผลให้มีความต้องการความมั่นคงด้านน้ำสูงและคาดการณ์ว่าจะเพิ่มสูงเพิ่มขึ้นอีกในอนาคตอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง  โดยคาดว่าในปี 2580 จะมีความต้องการใช้น้ำรวม 3,089 ล้าน ลบ.ม./ปี เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ที่มีความต้องการใช้น้ำรวม 2,419 ล้าน ลบ.ม/ปี (เพิ่มขึ้น 670 ล้าน ลบม /ปี)อันเนื่องจากการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจและสังคมตามนโยบายสำคัญของรัฐบาล  โดยความต้องการใช้น้ำในพื้นที่ 3 จังหวัดEEC คิดเป็นร้อยสะ 53.5 ของความต้องการใช้น้ำทั้งภาคตะวันออก  ทั้งนี้ ความต้องการใช้น้ำภาคอุปโภค-บริโภคมีอัตราการเพิ่มขึ้นมากที่สุด (ร้อยละ 56) รองลงมาคือภาคอุตสาหกรรม (ร้อยละ 43) และภาคเกษตรกรรม (ร้อยละ 17)

สำหรับความต้องการใช้น้ำเพื่อการอุปโภคและการท่องเที่ยว  จังหวัดชลบุรีมีความต้องการใช้น้ำมากที่สุดคือ 147.50 ล้านลบ.ม.รองลงมาระยองและฉะเชิงเทรา 61.66 ล้านลบ.ม.และ41.89 ล้านลบ.ม.ตามลำดับ   ส่วนความต้องการใช้น้ำเพื่อการอุตสาหกรรมจังหวัดที่มีความต้องการใช้มากที่สุดคือ ระยองมีความต้องการ292.77ล้านลบ.ม.รองลงมาชลบุรี203.95ล้านลบ.ม.และฉะเชิงเทรา  108.92ล้านลบ.ม.ตามลำดับ  ส่วนความต้องการใช้น้ำเพื่อการเกษตรชลประทาน  จังหวัดฉะเชิงเทรามีความต้องการใช้มากที่สุดคือ1304.74ล้านลบ.ม.รองลงมาระยอง139.18ล้านลบ.ม.และชลบุรี117.97ล้านลบ.ม.

นายสุรชาติ กล่าวถึงแนวทางในการวิเคราะห์และพัฒนาโครงสร้างต้นทุนการจัดการน้ำอุปทาน การประมาณการมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและการกำหนดอัตราค่าน้ำชลประทานด้วยว่า จะเน้นศึกษารูปแบบ วิธิการ กลไกลและแนวทางการแจกแจงโครงสร้างต้นทุนการประเมินต้นทุนและการกำหนดราคาน้ำในประเทศต่างๆที่มีความเหมาะสมกับประเทศไทย  อาทิ  สหภาพยุโรปมีการกำหนดกฎระเบียบด้านการบริหารจัดการน้ำ (EU Water Framework Directive)โดยส่งเสริมเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ซึ่งรวมถึงภาษีและค่าทำเนียมทั่วไปเพื่อสร้างแรงจูงใจแก่ผู้ใช้น้ำในการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพและลดปัญหามลพิษทางน้ำ  รวมทั้งแนวทางขององค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่นหรือไจก้า ได้นำเสนอแนวทางการกำหนดราคาค่าน้ำกรณีศึกษาของเมืองเกียวโตซึ่งในข้อมูลได้นำเสนอรายได้จากการจัดเก็บค่าน้ำเปรียบเทียบกับต้นทุนอุปทานน้ำและอัตราส่วนความคุ้มทุนรวมระยะในการทบทวนอัตราค่าน้ำของผู้ให้บริการน้ำในประเทศญี่ปุ่น เป็นต้น

“หลังจากผลดำเนินการศึกษาวิจัยต้นทุนน้ำพื้นที่EEC แล้วเสร็จ   กรมชลประทานมีความเชื่อมั่นว่าจะทำให้มีการกำหนดอัตราราคาค่าน้ำที่เหมาะสม  สะท้อนและครอบคลุมต้นทุนที่แท้จริง มีมาตรฐานและทำให้ประเทศไทยมีแนวทางในการใช้โครงสร้างต้นทุนการจัดการน้ำอุปทานและอัตราค่าน้ำชลประทานพร้อมข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่เหมาะสม  ตลอดจนมีระบบ Web Applicationกำหนดต้นทุนการจัดการน้ำและอัตราค่าน้ำที่เหมาะสมและได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วน” นายสุรชาติ  กล่าว 

‘ธรรมนัส’แถลงบทสรุปพิพาท‘หมุดนิรนาม’ ฮึ่มสั่งเอกซเรย์ทั่วไทยเช็คบิล‘นายทุน’ฮุบส.ป.ก.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789700

‘ธรรมนัส’แถลงบทสรุปพิพาท‘หมุดนิรนาม’ ฮึ่มสั่งเอกซเรย์ทั่วไทยเช็คบิล‘นายทุน’ฮุบส.ป.ก.

‘ธรรมนัส’แถลงบทสรุปพิพาท‘หมุดนิรนาม’ ฮึ่มสั่งเอกซเรย์ทั่วไทยเช็คบิล‘นายทุน’ฮุบส.ป.ก.

วันอังคาร ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 13.55 น.

‘ธรรมนัส’ตั้งโต๊ะแถลงผลสรุปพื้นที่พิพาท‘ส.ป.ก.-อุทยานฯ’ลงตัว 2 หน่วยงานไม่ผิด ถือแผนที่คนละฉบับ อ้าง‘กรมแผนที่ทหาร’รายงานชัด ส.ป.ก. ปักหมุดในเขตตนเอง เพียงแต่การออกเอกสารสิทธิ์ขาดจิตสำนึก พร้อมประสานสำรวจยึดคืนโรงแรม-รีสอร์ต ใช้พื้นที่ผิดวัตถุประสงค์ ชม‘กรมอุทยานฯ’กล้าหาญ  

เมื่อเวลา 10.45 น.วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ทำเนียบรัฐบาล ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ แถลงข่าวภายหลังงกรมแผนที่ทหาร สำรวจพื้นที่ ส.ป.ก. ทับซ้อนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เตรียมประกาศไม่ให้นำที่ดินแนวกันชนออกเป็นที่ดินทำกิน ส.ป.ก.

ร.อ.ธรรมนัส กล่าว ว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา กรมแผนที่ทหารได้ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี หลังจัดทำแผนที่ One map กรณีนี้เสร็จแล้ว นายกฯ จึงสั่งการให้ตนพร้อม พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรณ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) แถลงข่าว โดยยืนยันว่าทั้ง 2 หน่วยงานไม่มีใครผิดใครถูก เนื่องจากถือแผนที่คนละฉบับ ไม่มีใครมีเจตนาร้ายที่จะไปทำลายทรัพย์สินส่วนราชการของสำนักงานปฏิรูปที่ดิน

ทั้งนี้ ตนขอชื่นชมนายไชยา ห้วยหงส์ทอง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผอ.สำนักงานอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช และทีมงาน ที่กล้าหาญ ลุกขึ้นมาปกป้องป่า

ในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ ได้มีการตั้งกรรมการสอบเจ้าหน้าที่ปฏิรูปที่ดินที่มีพฤติกรรมส่อผิดกฎหมายในการออกเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. พร้อมทั้งมอบที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายร้องเอาผิด ถ้าตรวจพบผิดตามกฎหมายจะดำเนินคดีมาตรา 157 วินัยร้ายแรง อย่างไรก็ตามตนยืนยันว่าจะทำอะไรอะไรที่เป็นการรังแกข้าราชการ หากดำเนินการด้วยความบริสุทธิ์ใจ ก็อย่าไปกลัว แต่หากประพฤติมิชอบก็จะดำเนินการเอาผิด

“ยืนยันว่าหนังสือที่เจ้ากรมแผนที่ทหารนำเสนอต่อนายกฯ ระบุชัดเจนว่าพื้นที่ที่ส.ป.ก.ไปปักหมุด อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน ไม่ได้อยู่ในเขตอุทยานฯ แต่เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวอยู่ใกล้กับพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จึงเห็นว่าควรกันเป็นพื้นที่กันชน ถ้าผมเป็น ส.ป.ก.จังหวัด ถ้าถามจิตสำนึกตามที่ ผอ.ชัยวัฒน์ ระบุก็ ไม่ควรทำอย่างยิ่งที่จะนำพื้นที่นี้มาทำเป็นพื้นที่ ส.ป.ก. ยืนยันว่าผมได้หารือกับ พล.ต.อ.พัชรวาท ปลัด 2 กระทรวง และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เห็นพ้องว่าต้องแก้ปัญหาไม่ให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทะเลาะกัน แต่ไม่โทษใคร เพราะต่างฝ่ายถือแผนที่คนละฉบับ ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ของตัวเอง” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า นอกจากนี้ตนได้สั่งการให้ตรวจสอบพื้นที่ ส.ป.ก.รอบเขาใหญ่ทั้งหมดว่าจัดสรรที่ดินโดยผิดกฎหมายหรือไม่ หรือจัดโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เป็นเกษตรกรเข้าไปทำกินหรือไม่ หากพบว่าเป็นรีสอร์ต หรือโรงแรมจะยึดคืน เรื่องนี้ได้ให้สำรวจทั่วประเทศด้วยในลักษณะเดียวกัน หากพื้นที่ยังไม่ได้จัดสรร ทาง 2 หน่วยงานมีการหารือกันแล้วว่าจะทำเป็นป่ากัน ดังนั้นใครที่ไม่ได้ใช้พื้นที่ทำการเกษตรหรือไม่ใช่เกษตรกรจริง ก็ขอให้มอบตัว อย่าให้ฝ่ายกฎหมายลงไปจัดการ พื้นที่นี้จะทำผิดวัตถุประสงค์ไม่ได้ ขอย้ำว่าพื้นที่ที่มีปัญหาไม่ว่าจะกี่แปลง ก็จะเพิกถอนให้หมด เรื่องในบ้านเมื่อคุณทำผิด คุณส่อเจตนาอะไร เรารู้หมด ใครทำอะไรอยู่ก็รับกรรมไปแล้วกัน เราไม่มีละเว้น  

“ท่านนายกฯลงมาสั่งการด้วยตัวเอง ไม่ให้เกิดข้อพิพาทระหว่างเจ้าหน้าที่ เมื่อเช้าผมประชุมที่ดิน 72 จังหวัด และได้ข้อสรุปว่าต่อจากนี้ 2 หน่วยงานจับมือพิทักษ์ป่า พื้นที่อุทยาน ด้วยกัน ทำกันชนทั้งประเทศ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา ขอยืนยันว่าผมกับ พล.ต.อ.พัชรวาท ไม่มีข้อบาดหมาง หรือขัดแย้งใดๆทั้งสิ้น ผมเป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นน้อง เปรียบเสมือนเป็นเด็กก็ให้ความเคารพนับถือ” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว ///-005

ผู้ช่วยรมว.เกษตรฯถกคกก. ขับเคลื่อนนโยบายภาพรวม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789601

วันอังคาร ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

น.ส.จอมขวัญ กลับบ้านเกาะ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการติดตามและขับเคลื่อนงานด้านเกษตรและสหกรณ์ ตามนโยบาย รมว.เกษตรฯ พร้อมผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ โดยที่ประชุมพิจารณาประเด็นต่างๆ ดังนี้ 1.การขับเคลื่อนนโยบายของ รมว.เกษตรฯ ภาพรวมและในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร 1.1 การปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย 1.2 การป้องกัน แก้ไข ฟื้นฟู รับมือภัยแล้งและภัยพิบัติทางธรรมชาติ 1.3 การผลักดันสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง 1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง1.4 การแก้ไขปัญหาประมง 1.5 ประเด็นข้อสั่งการจากการตรวจราชการของ รมว.เกษตรฯ ในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร

2.การรับเรื่องร้องเรียนและการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร และ 3.ผลการใช้จ่ายงบประมาณของกระทรวงเกษตรฯ

‘ธรรมนัส’ Kick off โฉนดฯ ให้เกษตรกรสร้างอาชีพ-รายได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789594

วันอังคาร ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน “Kick off พิธีมอบโฉนดเพื่อการเกษตร โดยมี นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรฯ” นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายวิณะโรจน์ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) และผู้ว่าราชการจังหวัด 11 จังหวัด แขกผู้มีเกียรติ และเกษตรกร เข้าร่วม ที่ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร ต.ช้างใหญ่ อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา นอกจากนี้ยังมีการ Kick off พร้อมกันทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยมีนายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรฯ เป็นประธาน Kick off มอบโฉนดเพื่อการเกษตร ที่ จ.ชุมพร

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ส.ป.ก.ได้ขับเคลื่อนนโยบายโดยมีคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ได้อาศัยอำนาจตามมาตรา 30 เห็นชอบในการพิจารณาปรับปรุงเอกสารสิทธิการใช้ประโยชน์ ส.ป.ก.4-01 ให้เป็นโฉนดเพื่อการเกษตรตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งมีเกษตรกรที่เข้าคุณสมบัติการเปลี่ยนเป็นโฉนดเพื่อการเกษตร 2.27 ล้านแปลง เนื้อที่ประมาณ 22 ล้านไร่ เกษตรกร 1.6 ล้านคน เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่เกษตรกรผู้ได้รับโฉนดเพื่อการเกษตร ส.ป.ก.จึงจัดพิธี Kick off การมอบโฉนดเพื่อการเกษตรให้แก่เกษตรกร พร้อมกันทั่วประเทศ 25,000 ฉบับ เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ ตามที่รัฐบาลได้ให้สัญญาไว้ เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรทุกคนได้ใช้ประโยชน์ สามารถนำเอกสารนี้ไปสร้างมูลค่าเพิ่มในการประกอบกิจการภาคการเกษตร ซึ่ง ส.ป.ก.จะดำเนินการมอบโฉนดเพื่อการเกษตรให้แล้วเสร็จทั่วประเทศโดยเร็ว และพร้อมที่จะเป็นกองทัพที่จะอุดหนุนทุกท่านให้อยู่ได้ อยู่ดี มีความสุขในเขตปฏิรูปที่ดินตลอดไป

ทั้งนี้ การขึ้นทะเบียนขอออกโฉนดเพื่อการเกษตรทั้งจากระบบออนไลน์ และออฟไลน์ ปัจจุบันมีเกษตรกรยื่นความประสงค์ขอออกโฉนดรวมทั้งสิ้น 227,152 แปลง หลังจากนี้ได้มอบหมายให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง สร้างการรับรู้และความเข้าใจนโยบายของรัฐบาล กระทรวงเกษตรฯ และ ส.ป.ก.ในการดำเนินงานเพิ่มศักยภาพมูลค่าโฉนดเพื่อการเกษตร ทั้ง ส.ป.ก.และหน้าที่ของผู้ที่ได้รับที่ดินไป ตลอดจนเชื่อมโยงภาคีเครือข่ายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกรต่อไป

สำหรับการยื่นความประสงค์ขอออกโฉนดเพื่อการเกษตร ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2566 เปิดรับแจ้งความประสงค์พร้อมกันทั่วประเทศ 3 ช่องทาง ได้แก่ ส.ป.ก.ทุกจังหวัด ศูนย์บริการประชาชน (Mobile Unit ) และระบบออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์ ส.ป.ก. (ข้อมูล ณ วันที่ 13 มกราคม 2567) มีผู้ยื่นความประสงค์ 227,152 แปลง ออกโฉนดไปแล้ว 33,663 แปลง คิดเป็น 275,100 ไร่ เกษตรกร 29,006 ราย

กรมชลฯรุดรณรงค์ ทำนาเปียกสลับแห้ง ใช้น้ำในทุกกิจกรรม ให้เพียงพอฤดูแล้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789592

วันอังคาร ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า สถานการณ์น้ำปัจจุบัน พบว่าอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 57,700 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) 76% ของความจุอ่างฯ รวมกัน เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 16,786 ล้าน ลบ.ม.(67% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) จึงวางแผนจัดสรรน้ำช่วงฤดูแล้งปี 2566/67 ตามปริมาณน้ำต้นทุนที่มี ด้วยการจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคเป็นหลัก รักษาระบบนิเวศ การเกษตร อุตสาหกรรม และสำรองไว้ใช้ในต้นฤดูฝนหน้าตามลำดับ จนถึงขณะนี้มีการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้งทั้งประเทศไปแล้วกว่า 8,325 ล้าน ลบ.ม. (39%) เฉพาะลุ่มเจ้าพระยามีการใช้น้ำไปแล้วประมาณ 2,557 ล้าน ลบ.ม. (42%)

ปัจจุบันทั้งประเทศมีการเพาะปลูกข้าวนาปรังไปแล้ว 5.58 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 96 ของแผนฯ เฉพาะลุ่มเจ้าพระยา มีการเพาะปลูกข้าวนาปรังไปแล้ว 6.73 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 116 ของแผนฯ ภาพรวมสถานการณ์น้ำอยู่ในเกณฑ์ปกติ ด้านสถานการณ์ค่าความเค็มในแม่น้ำสายหลัก ให้พื้นที่เสี่ยงเฝ้าระวังพร้อมปรับแผนการระบายน้ำเพื่อรักษาคุณภาพน้ำให้ค่าความเค็มอยู่ในเกณฑ์ปกติ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการผลิตน้ำประปา ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นธรรมโดยจัดสรรน้ำตามรอบเวร พร้อมประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้เกษตรกรหันมาทำนาแบบเปียกสลับแห้งเพื่อเป็นการประหยัดน้ำ

‘อนุชา’ตัวแทนรัฐมอบที่ส.ป.ก.149แปลง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789598

วันอังคาร ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรและสหกรณ์ มอบโฉนดเพื่อการเกษตร ภายใต้งาน “Kick off มอบโฉนดเพื่อการเกษตร โดยนายอนุชา กล่าวว่า ได้เร่งดำเนินการให้ประชาชนมีสิทธิในที่ดิน มีชีวิตที่มั่นคง พิจารณาเอกสารสิทธิการใช้ประโยชน์ให้เป็นโฉนดเพื่อให้สามารถนำไปต่อยอดให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ นำมาพัฒนาที่ดินเพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว ซึ่งตั้งเป้าหมายและนำมาขับเคลื่อนการดำเนินงานตามนโยบาย โดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ส.ป.ก.ได้ดำเนินโครงการดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนยังมีแนวทางในการขับเคลื่อนเรื่องการทำโฉนดต้นไม้ในเขต ส.ป.ก.ซึ่งเป็นการออกเอกสารสิทธิ สำหรับต้นไม้ที่เป็นพืชเศรษฐกิจ เช่น ต้นยางพาราที่ปลูกบนที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ เป็นต้น

“ขอแสดงความยินดีกับพี่น้องเกษตรกรทุกท่าน ที่ได้รับมอบโฉนดเพื่อการเกษตร เพื่อให้ทุกท่านสามารถนำไปต่อยอดในการเข้าถึงโอกาส ในการให้บริการของภาครัฐ เป็นการเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้เพิ่มมากขึ้น ทำให้พี่น้องเกษตรกรได้มีทางเลือกในการพัฒนาที่ดิน พัฒนาอาชีพของตนเอง และสร้างคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน” นายอนุชา กล่าว

สำหรับ จ.ชุมพร มีเกษตรกรที่ได้รับมอบโฉนดเพื่อการเกษตร 129 ราย 149 แปลง เนื้อที่ประมาณ 1,340 ไร่ 2 งาน 7 ตารางวา โดยมีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน เนื้อที่ทั้งหมด ประมาณ 668,300 ไร่เป็นพื้นที่เขตดำเนินการปฏิรูปที่ดินเนื้อที่ประมาณ 515,907 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ทั่วทั้งจังหวัด 8 อำเภอ 47ตำบล โดยดำเนินการจัดที่ดินให้เกษตรกรแล้วทั้งสิ้น 32,569 ราย 44,136 แปลง เนื้อที่ประมาณ 503,485 ไร่ซึ่งปีงบประมาณ 2567 ได้ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขเอกสาร สิทธิ ส.ป.ก.4-01 ให้เป็นโฉนดเพื่อการเกษตรให้แก่เกษตรกร 6,182 แปลง เนื้อที่ประมาณ 76,710 ไร่

รมว.เกษตรฯชูแนวคิดใหม่พัฒนาอาชีพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789438

วันจันทร์ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการและรับฟังความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ โดยมีผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ ผู้บริหารส่วนราชการ จ.ศรีสะเกษ เข้าร่วม ที่เขื่อนราษีไศล โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามูลล่าง โดย ร.อ.ธรรมนัส ได้ร่วมหารือกับผู้แทนสมาชิกสมัชชาเกษตรกรภาคอีสาน และสมาพันธ์เกษตรกรภาคอีสาน (สพอ.) ในประเด็นแนวทางการช่วยเหลือและเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนราษีไศล โดยหน่วยงานภายในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีแนวทางการส่งเสริมเกษตรกรผ่านการพัฒนาองค์ความรู้ “Knowledge & Knowhow” เพื่อส่งเสริมเกษตรกรให้สามารถประกอบอาชีพภาคการเกษตรอย่างหลากหลายและยั่งยืน ทั้งนี้ จะมีการร่วมกันหาทางออกปัญหาจากผลกระทบดังกล่าวในประเด็นอื่นๆ เพิ่มเติมด้วย

อย่างไรก็ดี กระทรวงเกษตรฯ ได้บูรณาการร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จัดทำฐานข้อมูลการเกษตรในระบบคลาวด์ เพื่อใช้ในการวางแผนการขับเคลื่อนนโยบายและพัฒนาอาชีพเกษตรกรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยปี 2567 จะมีการจำแนกประเภทกลุ่มเกษตรกร เพื่อส่งเสริมเกษตรกรอย่างตรงจุดตามความเหมาะสม และสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรได้อย่างแท้จริง ประกอบด้วย 1.กลุ่มเกษตรกรประเภทเข้มแข็งมาก 2.กลุ่มเกษตรกรประเภทเข้มแข็ง และ 3.กลุ่มเกษตรกรประเภทเปราะบาง นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญในการบริหารจัดการน้ำทั้งในและนอกพื้นที่ชลประทานโดยมีการศึกษาแนวทางเพิ่มเติม เพื่อวางแผนการบริหารจัดการน้ำให้มีความสอดคล้องกับลักษณะของลุ่มน้ำในแต่ละจังหวัด และส่งผลกระทบต่อเกษตรกรน้อยที่สุด

นอกจากนี้ ร.อ.ธรรมนัสได้มอบหมายหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ บูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วนในการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรอย่างครอบคลุมทั้งระบบการประกอบอาชีพภาคการเกษตร

กรมข้าวรับรองสายพันธุ์ เฟ้นหาข้าวคุณภาพดีให้เกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789441

วันจันทร์ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ปัจจุบันมีพันธุ์ข้าวที่ผ่านการรับรองพันธุ์จากกรมการข้าว ทั้งสิ้น 172 พันธุ์ ครอบคลุมทุกชนิดและประเภทข้าวที่ปลูกในนิเวศการทำนาของประเทศไทย ซึ่งมีหลายพันธุ์ที่มีศักยภาพและแนะนำให้เกษตรกรนำไปปลูก เนื่องจากการรับรองพันธุ์ได้ผ่านขั้นตอนการทดสอบผลผลิต ทดสอบคุณภาพเมล็ดทางเคมีและกายภาพ รวมทั้งทดสอบความต้านทานโรคและแมลงศัตรูข้าวในพื้นที่ปลูกข้าวทั่วประเทศ ผลผลิตที่ได้เป็นค่าเฉลี่ยของพื้นที่ทดสอบทั้งประเทศ (ผลผลิตที่ความชื้น 20-25%) และปัจจุบันได้รับรองพันธุ์ข้าวตามนโยบายตลาดนำการผลิต เพื่อให้ตรงกับความต้องการของตลาดและผู้ใช้ประโยชน์ของข้าวแต่ละชนิด เกษตรกรหรือผู้ใช้ประโยชน์สามารถเลือกพันธุ์ข้าวไปปลูกได้ตามความต้องการและสภาพพื้นที่ปลูกข้าว ครอบคลุมทั้ง 4 ภูมิภาค

นายณัฏฐกิตติ์ กล่าวต่อว่า การรับรองพันธุ์ข้าวในอดีตนั้นใช้เวลาในการพัฒนาพันธุ์หรือการปรับปรุงพันธุ์ข้าวประมาณ 10-12 ปี เพื่อให้นักวิจัยมั่นใจในพันธุ์ข้าวที่เตรียมรับรองพันธุ์ว่ามีความสม่ำเสมอ คงตัวทางพันธุกรรม และปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมต่างในพื้นที่ปลูกข้าวที่แตกต่างกันตลอดจนเป็นที่ยอมรับของเกษตรกรและผู้ใช้ประโยชน์ แต่ปัจจุบันได้ใช้เทคนิคการปรับปรุงพันธุ์ให้มีเวลาสั้นลง เช่น เทคนิคการกลายพันธุ์ การใช้ anther culture การฉายรังสี การใช้เครื่องหมายโมเลกุลในการคัดเลือกข้าว การเทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนม (Genome Editing) เป็นต้น ซึ่งช่วยในการปรับปรุงพันธุ์ ลดขั้นตอนการผสมพันธุ์เพื่อสร้างความแปรปรวนในประชากรข้าว สามารถลดระยะเวลาลงได้ 1 ฤดูปลูก ส่วนขั้นตอนการคัดเลือกนั้นมีความสำคัญด้วยเช่นกัน และจำเป็นต้องคงไว้เพื่อให้ข้าวพันธุ์ใหม่มีลักษณะที่พึงประสงค์และมีเสถียรภาพของพันธุ์ในด้านต่างๆ จากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนการรับรองพันธุ์ซึ่งถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการปรับปรุงพันธุ์ ก่อนที่จะได้พันธุ์ใหม่ไปเผยแพร่ แนะนำให้เกษตรกรปลูกเป็นขั้นตอนการตรวจสอบความถูกต้องทางวิชาการ และความน่าเชื่อถือที่ผ่านการปรับปรุงพันธุ์โดยผ่านการตรวจสอบอย่างเป็นระบบจากคณะกรรมการที่พิจารณาถึงข้อดี ข้อเสีย และคำแนะนำการปฏิบัติที่ถูกต้อง

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวอีกว่า ขั้นตอนสุดท้ายของการพิจารณารับรองพันธุ์จะมีคณะกรรมการพิจารณาพันธุ์ข้าวของกรมการข้าวซึ่งมีอธิบดีกรมการข้าว เป็นประธาน รวมถึงนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิสาขาต่างๆ จากกรมการข้าว นอกจากนี้ยังมีผู้แทนจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรมข้าว ได้แก่ สมาคมโรงสีข้าวไทย สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย สมาคมผู้รวบรวมและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว ฯลฯ ดังนั้นพันธุ์ข้าวที่ผ่านการรับรองพันธุ์ จึงมีข้อมูลถูกต้อง น่าเชื่อถือ ทั้งด้านการปรับปรุงพันธุ์และการผลิต ซึ่งพันธุ์ข้าวที่ได้จากการรับรองพันธุ์ จะเป็นพันธุ์ที่ผู้ประกอบการและเกษตรกรผู้ใช้ประโยชน์ต้องการ เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ