‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจ จนท.วิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ-ครอบครัว

'อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร'ลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจ จนท.วิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ-ครอบครัว

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจ จนท.วิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ-ครอบครัว

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.26 น.

วันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร พร้อมด้วย นายครองศักดิ์ สงรักษา รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจ นายณฐกร บริบูรณ์ วิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการและครอบครัว ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ทำร้ายคณะกรรมการตรวจรับงานปรับปรุงอาคารศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรกระบี่ ณ โรงพยาบาลกระบี่ และเป็นตัวแทนมอบกระเช้าเยี่ยมให้กำลังใจจาก ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และจาก ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วย

จากนั้น ได้เดินทางไปยังศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรกระบี่ ตำบลเขาคราม อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ พบปะพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจในการทำงาน

จากนั้น อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรและคณะได้เดินทางไปยังวัดแก้วโกรวาราม ตำบลปากน้ำอำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ เยี่ยมเยียนและให้กำลังใจแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต นายปราโมทย์ แซ่ตั๋น สถาปนิกปฏิบัติการ สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดกระบี่ และที่วัดคลองท่อม ตำบลคลองท่อมใต้ อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ เยี่ยมเยียนและให้กำลังใจแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต นายชาญณรงค์ ถิ่นลิพอน พนักงานโยธา สำนักโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดกระบี่

– 006

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ร่วมคณะ’รองฯธรรมนัส’ลงพื้นที่นครปฐมดูแลประชาชน

'อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร'ร่วมคณะ'รองฯธรรมนัส'ลงพื้นที่นครปฐมดูแลประชาชน

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ร่วมคณะ’รองฯธรรมนัส’ลงพื้นที่นครปฐมดูแลประชาชน

วันเสาร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.50 น.

เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ลงพื้นที่ร่วมกับคณะของ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ตรวจราชการในจังหวัดนครปฐม ณ จุดก่อสร้างโครงการประตูระบายน้ำแม่น้ำท่าจีน เชื่อมคลองสูบ หมู่ 2 โรงพยาบาลห้วยพลู ต.ห้วยพลู อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม และตรวจสถานที่ก่อสร้างโครงการประตูระบายน้ำคลองพระน้อย บริเวณหน้าวัดใหม่สุคนธาราม ต.วัดละมุด อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม ในโอกาสนี้ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะได้พบปะประชาชน พร้อมมอบถุงยังชีพให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ด้วย

‘ปูขาว-นครศรีโมเดล’ พลิกวิกฤตบ่อกุ้งร้าง-สู่ธุรกิจปูขาวเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

‘ปูขาว-นครศรีโมเดล’ พลิกวิกฤตบ่อกุ้งร้าง-สู่ธุรกิจปูขาวเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

‘ปูขาว-นครศรีโมเดล’ พลิกวิกฤตบ่อกุ้งร้าง-สู่ธุรกิจปูขาวเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

วันเสาร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.34 น.

‘ปูขาว-นครศรีโมเดล’ พลิกวิกฤตบ่อกุ้งร้าง-สู่ธุรกิจปูขาวเศรษฐกิจยั่งยืน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โครงการวิจัย ‘การขยายผลเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการเลี้ยงปูขาวเพื่อยกระดับรายได้เกษตรกรท้องถิ่นลุ่มน้ำปากพนัง’ โดย ดร.กิตติชนม์ อุเทนะพันธุ์ และคณะ มทร.ศรีวิชัย ภายใต้การสนับสนุนของ บพท. ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการเปลี่ยนพื้นที่บ่อกุ้งทิ้งร้างกว่า 44,000 ไร่ ในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง (อ.หัวไทร, อ.ปากพนัง, อ.เมือง) จังหวัดนครศรีธรรมราช ให้กลายเป็นแหล่งผลิตปูขาวที่มีคุณภาพ

โดยโครงการนี้เป็นการต่อยอดจากงานวิจัยเดิมที่ชื่อว่า ‘ปูขาว-นครศรีโมเดล’ ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างชุดความรู้และเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อแก้ไขปัญหาการเลี้ยงปูทะเลแบบเดิมที่มีอัตรารอดต่ำเพียง 15-20% ให้กลายเป็นอาชีพที่มั่นคงและยั่งยืน

ซึ่งโครงการได้พัฒนาชุดความรู้ที่สามารถยกระดับประสิทธิภาพการผลิตอย่างก้าวกระโดด ทำให้เกิดผลลัพธ์ทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างชัดเจน เห็นได้จาก 1.)อัตราการรอดตาย (ปูไซส์ตลาด) จากเดิมอยู่ที่ 15–20% กลายเป็น 60–80% และ 2.)รายได้ผู้ประกอบการจากเดิมที่ไม่แน่นอน เพิ่มขึ้นเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 100%

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากโดยรวมของกระบวนการโครงการวิจัยดังกล่าว จะพบว่าในส่วนของผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยพิจารณาจากตัวชี้วัดอัตราผลตอบแทนการลงทุน (ROI) จะอยู่ในระดับที่สูงถึง 522.15% ขณะที่ผลกระทบทางสังคม (SROI) ก็อยู่ในระดับสูงถึง 4.1

ในปี 2568 โครงการได้เข้าสู่ระยะขยายผล โดยมุ่งเน้นการสร้างระบบเครือข่ายแม่ข่าย-ลูกข่าย เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีแบบชุมชนขับเคลื่อน (Community-Driven Technology Transfer) ครอบคลุมพื้นที่ 3 อำเภอ และมีกลุ่มเป้าหมายรวม 120 ครัวเรือน (แม่ข่าย 16 ครัวเรือน และลูกข่าย 104 ครัวเรือน)

โดยเกษตรกรผู้มีประสบการณ์จากโครงการเดิม (แม่ข่าย/นวัตกร) ทำหน้าที่เป็นผู้นำกลุ่ม ถ่ายทอดชุดความรู้ Standard Operating Procedure (SOP) การผลิตปูขาว และเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้น (เช่น การเลี้ยงแบบใช้จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง) ให้แก่เกษตรกรรายใหม่ (ลูกข่าย) ซึ่งเกษตรกรลูกข่ายสามารถบรรลุรายได้สุทธิเกิน 60,000 บาทต่อปี ขณะที่แม่ข่ายคาดว่าจะมีรายได้สุทธิสูงถึง 350,000 บาทต่อปี (คำนวณจาก 2 รอบการเลี้ยง)

ซึ่งข้อมูลชุดความรู้และ SOP การผลิตปูขาวได้รับการยอมรับจาก สำนักงานประมงจังหวัด และกรมประมง เพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติในการส่งเสริมอาชีพให้แก่เกษตรกร โดยเฉพาะการปรับนากุ้งทิ้งร้างมาเป็นบ่อเลี้ยงปูขาว และสอดคล้องกับแนวทางการกำหนดปูขาวเป็นสัตว์เป้าหมายของกรมประมง นอกจากนี้รูปแบบการเลี้ยงเน้นการรักษาสมดุลทางนิเวศ โดยใช้จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงเป็นหลัก ทำให้การผลิตเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปลอดสารเคมีและยาปฏิชีวนะ

นอกจากนี้ ผลจากงานวิจัยได้ก่อให้เกิด ‘นิเวศธุรกิจปูขาว’ ที่ครบวงจรในจังหวัดนครศรีธรรมราช ทำให้ปูขาวกลายเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจใหม่ที่ยั่งยืน และคาดการณ์ผลกระทบทางเศรษฐกิจรวมในห่วงโซ่ธุรกิจปูขาวไว้ที่ประมาณ 19-20 ล้านบาทต่อปี

////-026

‘กรมการข้าว’ผนึกกำลัง’ซันไรซ์’ออสเตรเลีย เดินหน้า’ข้าวคาร์บอนต่ำ’ ขยายตลาด-พัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อชาวนาไทย

'กรมการข้าว'ผนึกกำลัง'ซันไรซ์'ออสเตรเลีย เดินหน้า'ข้าวคาร์บอนต่ำ' ขยายตลาด-พัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อชาวนาไทย

‘กรมการข้าว’ผนึกกำลัง’ซันไรซ์’ออสเตรเลีย เดินหน้า’ข้าวคาร์บอนต่ำ’ ขยายตลาด-พัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อชาวนาไทย

วันเสาร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.26 น.

“กรมการข้าว” ผนึกกำลัง “ซันไรซ์” ออสเตรเลีย เดินหน้า “ข้าวคาร์บอนต่ำ” ขยายตลาด – พัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อชาวนาไทย

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว  เปิดห้องประชุมต้อนรับ  Mr. Ed Thistlethwaite Vice President และ คุณบราลี แตงอ่อน Category Procurement Manager บริษัท ซันไรซ์ (SunRice Group) กลุ่มธุรกิจข้าวชั้นนำระดับโลกจากประเทศออสเตรเลีย ให้เข้าพบแสดงความยินดีและร่วมปรึกษาหารือ ความร่วมมือในการยกระดับและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับข้าวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ข้าวคาร์บอนต่ำ” ซึ่งเป็นไปตามนโยบายสำคัญของ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมการทำเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ ให้กับภาคเกษตรกรรมของไทย และตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลก

การหารือครั้งสำคัญนี้มุ่งเน้นใน 3 ประเด็นหลัก เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของชาวนาไทย ได้แก่

1. โอกาสทางการตลาดข้าวคาร์บอนต่ำในออสเตรเลีย การหารือเกี่ยวกับการเปิดตลาดและการขยายช่องทางการจำหน่าย ข้าวคาร์บอนต่ำของไทย ในประเทศออสเตรเลีย ภายใต้การรับรองมาตรฐานสากล ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพและผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสินค้าที่ยั่งยืน (Sustainability) และแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับแนวโน้มความต้องการของตลาด การกำหนดราคา และมาตรฐานการนำเข้าข้าวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของออสเตรเลีย

2. การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปจากข้าวคาร์บอนต่ำ สร้างความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อต่อยอดข้าวคาร์บอนต่ำสู่ผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปและอาหารแปรรูปมูลค่าสูง (Value-added products) ที่หลากหลาย

3. ความร่วมมือส่งเสริมการปลูกข้าวคาร์บอนต่ำการสร้างความร่วมมือทางเทคนิคในการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีการทำนาแบบลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Low Emission Rice Farming) ให้กับชาวนาไทย และสนับสนุนการดำเนินงานในพื้นที่นำร่อง เพื่อให้เกิดการขยายผลการปลูกข้าวคาร์บอนต่ำอย่างเป็นระบบและยั่งยืนทั่วประเทศ สร้างความมั่นคงทางรายได้ให้กับชาวนาจากการขายผลผลิตพรีเมียมและโอกาสในการเข้าร่วมตลาดคาร์บอนเครดิต

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า “การพบปะกับ SunRice ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของข้าวไทยในการมุ่งสู่การเป็นผู้นำข้าวรักษ์โลก การผนึกกำลังกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง SunRice จะช่วยให้เราสามารถเข้าถึงตลาดพรีเมียมที่มีกำลังซื้อสูง และนำเทคโนโลยีมาปรับใช้เพื่อลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลตอบแทนให้กับชาวนาไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม”

ทางด้าน Mr. Ed Thistlethwaite ได้แสดงความยินดีในความร่วมมือครั้งนี้ โดยระบุว่า ไทยมีศักยภาพสูงในการผลิตข้าวคุณภาพดี และบริษัทพร้อมที่จะสนับสนุนองค์ความรู้และช่องทางทางการค้า เพื่อร่วมสร้างข้าวคาร์บอนต่ำที่เข้มแข็งและยั่งยืน

การหารือครั้งนี้คาดว่าจะนำไปสู่การจัดทำข้อตกลงความร่วมมืออย่างเป็นทางการในเร็ววันนี้ เพื่อขับเคลื่อนภาคการเกษตรของไทยให้เติบโตควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อม และสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้กับชาวนาไทยอย่างยั่งยืน

‘อธิบดีกรมการข้าว’เฝ้ารับเสด็จฯ’กรมสมเด็จพระเทพฯ’เสด็จพระราชดำเนินติดตามความก้าวหน้างานด้านข้าว

'อธิบดีกรมการข้าว'เฝ้ารับเสด็จฯ'กรมสมเด็จพระเทพฯ'เสด็จพระราชดำเนินติดตามความก้าวหน้างานด้านข้าว

‘อธิบดีกรมการข้าว’เฝ้ารับเสด็จฯ’กรมสมเด็จพระเทพฯ’เสด็จพระราชดำเนินติดตามความก้าวหน้างานด้านข้าว

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 21.03 น.

“อธิบดีกรมการข้าว”เฝ้ารับเสด็จฯ”สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี”เสด็จพระราชดำเนินติดตามความก้าวหน้างานด้านข้าว และทรงทอดพระเนตรการเกี่ยวข้าว ณ แปลงสาธิตการเกษตรโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก

วันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน 2568 เวลา 13.30 น. นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมกรมการข้าว พร้อมด้วย นายมุ่งมาตร วังกะ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่กรมการข้าว เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ พลเอกหญิง สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรการเกี่ยวข้าวประจำปี 2568 (เป็นการส่วนพระองค์) ณ แปลงสาธิตการเกษตร โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ตำบลพรหมณี อำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก

ในโอกาสนี้ อธิบดีกรมการข้าว ได้ขอพระราชทานกราบบังคมทูลถวายรายงานทรงทราบผลการดำเนินงาน “โครงการ 1 อำเภอ 1 แปลงเกษตรอัจฉริยะ” โดยผลการดำเนินงานได้ดำเนินการ สร้างแปลงเรียนรู้การปลูกข้าวด้วยเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะนำร่องใน 13 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อสาธิตและถ่ายทอดเทคโนโลยี ตั้งแต่การเตรียมดิน การปลูก การดูแลรักษา การจัดการแปลง จนกระทั่งการเก็บเกี่ยว อาทิ การปรับระดับดินด้วยเลเซอร์ การบริหารน้ำด้วยเซนเซอร์อัตโนมัติ การใช้โดรนทางการเกษตร และระบบตรวจสุขภาพข้าวที่เหมาะกับแต่ละพื้นที่ สามารถลดต้นทุนได้ 30 – 35% เพิ่มผลผลิตเฉลี่ยกว่า 8% และถ่ายทอดความรู้แก่
เกษตรกรกว่า 520 ราย

นอกจากนี้ ยังได้ถวายรายงานการดำเนินงาน “โครงการพัฒนาพื้นที่ว่างเปล่าอันเนื่องมาจาก พระราชดำริบริเวณโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ประจำปี 2568” โดยผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี

– 006

‘เลขาธิการ มกอช.’เผยความร่วมมืออาเซียน-จีน เดินหน้าเทคโนโลยีดิจิทัลเสริมความปลอดภัยอาหาร

'เลขาธิการ มกอช.'เผยความร่วมมืออาเซียน-จีน เดินหน้าเทคโนโลยีดิจิทัลเสริมความปลอดภัยอาหาร

‘เลขาธิการ มกอช.’เผยความร่วมมืออาเซียน-จีน เดินหน้าเทคโนโลยีดิจิทัลเสริมความปลอดภัยอาหาร

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.25 น.

“เลขาธิการ มกอช.”เผยความร่วมมืออาเซียน-จีน เดินหน้าเทคโนโลยีดิจิทัลเสริมความปลอดภัยอาหาร ไทยเตรียมต่อยอดพัฒนาระบบใบรับรอง SPS อิเล็กทรอนิกส์ร่วมกับจีน

นายชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย เปิดเผยภายหลังการประชุมระดับอธิบดีว่าด้วยความร่วมมือด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) อาเซียน-จีน ครั้งที่ 9 เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ณ นครฉงชิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ว่า การประชุมครั้งนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการความร่วมมือที่ก้าวหน้าอย่างมาก โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีดิจิทัลซึ่งมีบทบาทสำคัญในการยกระดับระบบความปลอดภัยอาหารและอำนวยความสะดวกทางการค้าในภูมิภาค

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้าจากจีนในการพัฒนา เว็บไซต์ China-ASEAN SPS Cooperation Information Platform (www.chinaaseansps.com) ซึ่งได้รวบรวมข้อมูลกฎหมาย มาตรฐาน และมาตรการด้านสินค้าเกษตรกว่า 40,000 รายการ พร้อมจัดตั้งฐานข้อมูลสารจำกัดและสารปนเปื้อนกว่า 200,000 รายการ โดยเพิ่มฟังก์ชัน AI Assistant “เสี่ยวไห่” (Xiaohai) เพื่อช่วยสืบค้น วิเคราะห์ และตอบคำถามด้าน SPS ได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงระบบ Market Access Inquiry Platform ที่เปิดให้ประเทศสมาชิกสามารถตรวจสอบสถานะการเข้าถึงตลาดของสินค้าเกษตรและอาหารได้แบบออนไลน์ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของการนำเทคโนโลยีอัจฉริยะมาช่วยพัฒนาความโปร่งใสและการบริหารจัดการความเสี่ยงในห่วงโซ่อาหาร

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือประเด็นการจัดตั้งกลไกร่วมป้องกันและควบคุมโรคพืชและสัตว์ข้ามพรมแดน (Invasive Alien Species) ซึ่งจีนได้เสนอให้ขยายความร่วมมือเชิงเทคนิคและการแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกัน เพื่อเสริมสร้างระบบเฝ้าระวังและการตอบสนองอย่างรวดเร็วในระดับภูมิภาค โดยไทยเห็นว่าแนวทางดังกล่าวจะช่วยยกระดับมาตรการด้านความปลอดภัยชีวภาพ (Biosecurity) และความมั่นคงทางอาหารของภูมิภาคอาเซียน-จีนได้อย่างยั่งยืน

เลขาธิการ มกอช.กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับประเทศไทย มกอช.จะได้ใช้เวทีนี้ในการหารือแนวทาง ต่อยอดพัฒนา “ระบบใบรับรอง SPS อิเล็กทรอนิกส์ (e-SPS)” ระหว่างไทยและจีน เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลการรับรองด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชในรูปแบบดิจิทัล ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนทางการค้า เพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบย้อนกลับ และส่งเสริมความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในตลาดต่างประเทศ โดย มกอช.อยู่ระหว่างการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศ เพื่อเตรียมระบบและโครงสร้างข้อมูลให้สามารถเชื่อมโยงกับระบบของจีนได้ในอนาคต

“ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีดิจิทัลภายใต้กรอบ SPS ระหว่างอาเซียนและจีน ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างระบบข้อมูลร่วมที่โปร่งใสและเชื่อถือได้ ซึ่งไม่เพียงช่วยสนับสนุนการค้าสินค้าเกษตรระหว่างภูมิภาค แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการปกป้องสุขภาพของประชาชน พืช และสัตว์อย่างยั่งยืน มกอช.พร้อมทำงานร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียนและจีน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อภูมิภาค” นายชัยวัฒน์ กล่าว

– 006

‘กรมฝนหลวงและการบินเกษตร’จัดพิธีวางพานพุ่มดอกไม้สดเนื่องใน’วันพระบิดาแห่งฝนหลวง’

'กรมฝนหลวงและการบินเกษตร'จัดพิธีวางพานพุ่มดอกไม้สดเนื่องใน'วันพระบิดาแห่งฝนหลวง'

‘กรมฝนหลวงและการบินเกษตร’จัดพิธีวางพานพุ่มดอกไม้สดเนื่องใน’วันพระบิดาแห่งฝนหลวง’

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.45 น.

กรมฝนหลวงและการบินเกษตร จัดพิธีวางพานพุ่มดอกไม้สดเนื่องใน “วันพระบิดาแห่งฝนหลวง” 14 พฤศจิกายน ประจำปี 2568 พร้อมเปิดนิทรรศการ “70 ปีฝนหลวง สืบสานพระราชปณิธานพระบิดาแห่งฝนหลวง เพื่อพสกนิกรของพระราชา”

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จัดพิธีวางพานพุ่มดอกไม้สดเนื่องใน “วันพระบิดาแห่งฝนหลวง ประจำปี 2568” ณ Jewel Hall ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพมหานคร เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผู้ทรงเป็น “พระบิดาแห่งฝนหลวง” ที่ทรงริเริ่มโครงการพระราชดำริฝนหลวงเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรและประชาชนทั่วประเทศโดยได้รับเกียรติจาก นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนายกฤษ อุตตมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร รวมถึงผู้บริหาร ข้าราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่วนราชการ และอาสาสมัครฝนหลวง เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง บรรยากาศภายในพิธี ประธานได้วางพานพุ่มดอกไม้สดถวายราชสักการะหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร “พระบิดาแห่งฝนหลวง” และกล่าวรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่พระองค์ทรงอุทิศพระวรกายและพระปรีชาสามารถในการคิดหาวิธีในการบังคับเมฆให้เกิดเป็นเม็ดฝน ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการเกษตรและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในชั้นบรรยากาศของประเทศมาตลอดระยะเวลา 70 ปีที่ผ่านมา จากนั้นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบรางวัลอาสาสมัครฝนหลวงดีเด่น ประจำปี 2568 จำนวน 5 รางวัล เพื่อเชิดชูบุคคลผู้มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนภารกิจปฏิบัติการฝนหลวงทั่วประเทศ และเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ ที่มีความสนใจเข้ามามีส่วนร่วมในการสืบสานพระราชปณิธานแห่งพระบิดาแห่งฝนหลวง นอกจากนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เปิดนิทรรศการ “70 ปีฝนหลวง สืบสานพระราชปณิธานพระบิดาแห่งฝนหลวง เพื่อพสกนิกรของพระราชา” ซึ่งจัดแสดงเรื่องราวพระอัจฉริยภาพของในหลวงรัชกาลที่ 9 ตลอดจนพัฒนาการของเทคโนโลยีฝนหลวงที่กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้พัฒนาต่อยอดอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นคงทางน้ำให้กับประเทศ

นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กล่าวย้ำว่า  ตลอด 70 ปีที่ผ่านมา โครงการพระราชดำริฝนหลวงไม่เพียงช่วยบรรเทาปัญหาภัยแล้ง แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการน้ำในชั้นบรรยากาศของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ รัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯ พร้อมสนับสนุนให้กรมฝนหลวงฯ พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่สามารถทำให้การปฏิบัติการฝนหลวงให้มีความก้าวหน้าและปฏิบัติการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และเป็นหลักประกันความมั่นคงทางน้ำของประเทศไทยต่อไป”

ด้าน นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่าในโอกาสครบรอบ 70 ปี กรมฝนหลวงฯ ได้วางแผนพัฒนาศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงให้เป็น Smart Weather Modification Center พร้อมต่อยอดองค์ความรู้ด้วยเทคโนโลยีดาวเทียมและปัญญาประดิษฐ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำฝนให้ครอบคลุมทั่วประเทศ และขยายความร่วมมือในระดับนานาชาติ เพื่อให้ฝนหลวงไทยเป็นต้นแบบของภูมิภาคอาเซียน

สำหรับบรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความซาบซึ้งและความภาคภูมิใจของผู้เข้าร่วมพิธี ที่ต่างได้มีโอกาสร่วมกันรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 ผู้ทรงเป็นแรงบันดาลใจให้ “สายฝนแห่งความหวัง” ยังคงโปรยปรายสู่ผืนดินไทยตราบจนทุกวันนี้

ทั้งนี้ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ขอเชิญชวนประชาชน นักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจ เข้าร่วมชมนิทรรศการ “70 ปีฝนหลวง สืบสานพระราชปณิธานพระบิดาแห่งฝนหลวง เพื่อพสกนิกรของพระราชา” ระหว่างวันที่ 14 – 16 พฤศจิกายน 2568 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ Jewel Hall ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพมหานคร เพื่อร่วมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและเรียนรู้ศาสตร์แห่งฝนหลวง มรดกทางภูมิปัญญาอันล้ำค่าของแผ่นดินไทย

– 006

‘สุชาติ’เตรียมหารือทูตศรีลังกา นำ’พลายประตูผา–พลายศรีณรงค์’คืนสู่ประเทศไทย

'สุชาติ'เตรียมหารือทูตศรีลังกา นำ'พลายประตูผา–พลายศรีณรงค์'คืนสู่ประเทศไทย

‘สุชาติ’เตรียมหารือทูตศรีลังกา นำ’พลายประตูผา–พลายศรีณรงค์’คืนสู่ประเทศไทย

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.33 น.

“สุชาติ ชมกลิ่น” เตรียมหารือทูตศรีลังกา เดินหน้าประสานนำ “พลายประตูผา–พลายศรีณรงค์” คืนสู่ประเทศไทย ย้ำยึดหลักมิตรภาพและสวัสดิภาพช้างไทยเป็นอันดับแรก

14 พฤศจิกายน 2568 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ชี้แจงความคืบหน้าเกี่ยวกับการประสานนำ “พลายประตูผา” และ “พลายศรีณรงค์” กลับประเทศไทย โดยยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้ติดตามงานอย่างใกล้ชิดทุกวัน เพื่อให้กระบวนการทั้งหมดเป็นไปอย่างรอบคอบและคำนึงถึงสวัสดิภาพของช้างไทยทั้งสองเชือกเป็นสำคัญ

“นายสุชาติบอกว่า ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในการผลักดันภารกิจสำคัญครั้งนี้ พร้อมเน้นย้ำว่าทีมงานทุกฝ่ายยังคงทำงานอย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดพักแม้แต่วันเดียว เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและเกิดความมั่นใจทั้งในด้านความถูกต้องของขั้นตอน และมิตรภาพอันดีระหว่างไทย–ศรีลังกา”นางสาวลลิดา กล่าว

นอกจากนี้ นายสุชาติมีกำหนดเข้าพบหารือเอกอัครราชทูตศรีลังกาประจำประเทศไทย ในวันที่ 19 พฤศจิกายนนี้ ณ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อร่วมกันพิจารณาแนวทางการดูแลช้างไทยทั้งสองเชือกตามคำสั่งการของนายกรัฐมนตรี โดยจะให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับศรีลังกา และสวัสดิภาพของช้างเป็นหลัก

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า คณะทำงานไทยได้ประชุมเตรียมการในประเด็นเบื้องต้นเรียบร้อยแล้วเมื่อวานนี้ และจะเร่งประสานรายละเอียดร่วมกับฝ่ายศรีลังกาต่อไป ทั้งนี้ รัฐมนตรีสุชาติ ได้ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า รัฐบาลและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเดินหน้าอย่างจริงใจ รอบคอบ และให้ความสำคัญสูงสุดกับสวัสดิภาพของพ่อพลายทั้งสองเชือก เพื่อให้กลับประเทศไทยได้อย่างปลอดภัยและสมพระเกียรติ

ส.ป.ก.ร่วมวางพานพุ่มดอกไม้สด ‘วันพระบิดาแห่งฝนหลวง ประจำปี 2568’ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ร.9

ส.ป.ก.ร่วมวางพานพุ่มดอกไม้สด 'วันพระบิดาแห่งฝนหลวง ประจำปี 2568' น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ร.9

ส.ป.ก.ร่วมวางพานพุ่มดอกไม้สด ‘วันพระบิดาแห่งฝนหลวง ประจำปี 2568’ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ร.9

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.26 น.

ส.ป.ก. ร่วมวางพานพุ่มดอกไม้สด “วันพระบิดาแห่งฝนหลวง ประจำปี 2568” น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ รัชกาลที่ 9 ภายใต้แนวคิด “70 ปีฝนหลวง สืบสานพระราชปณิธานพระบิดาแห่งฝนหลวง เพื่อพสกนิกรของพระราชา”

14 พฤศจิกายน 2568 นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) พร้อมด้วย นางสาวสุนิสา เอกธิการ ผอ.กองประสานงานโครงการพระราชดำริและโครงการพิเศษ (กปร.) และคณะเจ้าหน้าที่ ร่วมพิธีวางพานพุ่มดอกไม้สดเนื่องใน วันพระบิดาแห่งฝนหลวง ประจำปี 2568 โดยมี นายนเรศ ธำรงทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธี นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้กล่าวรายงาน คณะผู้บริหารจากกรมต่างๆเข้าร่วม ณ Jewel Hall ชั้น 5 สยามพารากอน กรุงเทพฯ

ภายในงานมีการจัดนิทรรศการ ภายใต้แนวคิด ‘70 ปีฝนหลวง สืบสานพระราชปณิธานพระบิดาแห่งฝนหลวง เพื่อพสกนิกรของพระราชา’ ซึ่งจะพาผู้ชมย้อนรอยประวัติศาสตร์การก่อกำเนิดโครงการพระราชดำริฝนหลวง และน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงให้ความสำคัญต่อการจัดการน้ำและป่าไม้ของประเทศ

อีกทั้งยังมีการจัดแสดงนิทรรศการภารกิจของกรมฝนหลวงและการบินเกษตรในรูปแบบเครื่องบินจำลอง เพื่อให้ประชาชนได้สัมผัสประสบการณ์เสมือนขึ้นบินไปปฏิบัติภารกิจจริง ประกอบด้วย 4 โซน ได้แก่

1. ภารกิจฝนหลวงและการดัดแปรสภาพอากาศ นำเสนอการทำฝนหลวงเพื่อบรรเทาภัยแล้งเติมน้ำต้นทุนให้กับเขื่อน อ่างเก็บน้ำ บรรเทาปัญหาหมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5

2. การตรวจสภาพอากาศฝนหลวง แสดงเครื่องมือเรดาร์และระบบตรวจวัดแบบเรียลไทม์

3. นักบินและอากาศยานของกรมฝนหลวงฯ เปิดให้ทดลองขับเครื่องบินเสมือนจริงผ่าน Flight Simulator

4. ฝนหลวงกับความยั่งยืน นำเสนอเทคโนโลยี นวัตกรรม และโครงการพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมนิทรรศการ “อาสาสมัครฝนหลวง” ที่สะท้อนบทบาทของภาคประชาชนในการประสานข้อมูลความต้องการน้ำในพื้นที่ และภายในงานยังมีจุดถ่ายภาพ “Landmark สายธารแห่งพระเมตตา” ให้ประชาชนได้ร่วมน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง อีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีการวางพานพุ่มดอกไม้สดถวายราชสักการะพระบิดาแห่งฝนหลวง พร้อมทั้งมีการมอบรางวัล “อาสาสมัครฝนหลวงดีเด่นระดับภูมิภาค” เพื่อเชิดชูเกียรติผู้มีส่วนร่วมในการดำเนินภารกิจฝนหลวง

โดยงานวันพระบิดาแห่งฝนหลวง ประจำปี 2568 ระหว่างวันที่ 14–16 พฤศจิกายนนี้ ที่สยามพารากอน เข้าชมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

-(016)

‘โฆษก ก.เกษตร’ แจงราคาข้าวไม่ตกต่ำตามข่าวลือ พร้อมชู 2 มาตรการ แก้ไขปัญหาข้าวล้นตลาด

'โฆษก ก.เกษตร' แจงราคาข้าวไม่ตกต่ำตามข่าวลือ พร้อมชู 2 มาตรการ แก้ไขปัญหาข้าวล้นตลาด

‘โฆษก ก.เกษตร’ แจงราคาข้าวไม่ตกต่ำตามข่าวลือ พร้อมชู 2 มาตรการ แก้ไขปัญหาข้าวล้นตลาด

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.12 น.

นายเอกภาพ พลซื่อ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ฝ่ายการเมือง) เปิดเผยถึงจากกระแสข่าวราคาเปลือกตกต่ำ จนเหลือเพียงตันละ 5000-6000 บาทนั้น ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับทราบในเรื่องดังกล่าวแล้ว ซึ่งตนเองได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบ ประกอบกับที่ได้รับทราบข้อมูลในแต่ละพื้นที่ก็ยังพบว่า ผู้ประกอบการโรงสีข้าวมีการรับซื้อข้าวเปลือกที่ความชื้นร้อยละ 15 ที่ราคาตันละ 12,000 บาท ในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งมองว่าราคาข้าวไม่ได้ตกต่ำตามข่าวลือ

โดยในช่วงนี้เป็นช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตของเกษตรกร และคาดว่าจะมีปริมาณข้าวออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้มีมาตรการในการรักษาเสถียรภาพข้าวในฤดูกาลผลิตนี้ ด้วยโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ที่จะให้สหกรณ์รับซื้อข้าวจากเกษตรกร เพื่อเก็บรวบรวมในราคาตันละ 13,000 บาท สำหรับข้าวหอมมะลิ และ ในราคาตันละ 10,000 บาท สำหรับข้าวเหนียว

และยังมีโครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร โดยสนับสนุนเงินให้เกษตรกรสำหรับเก็บข้าวไว้ในยุ้งฉางเป็นเวลา 3 เดือนในราคาตันละ 1,500 บาท หากกรณีเกษตรกรไม่มียุ้งฉางในการเก็บรวบรวมข้าวก็สามารถดำเนินการร่วมกับสหกรณ์โดยรัฐบาลจะ ในสหกรณ์ในการเก็บรักษาเก้าในอัตราตันละ 1000 บาทและเกษตรกรแซงกันละหนึ่ง 500 บาท เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรจำหน่ายข้าวในช่วงที่สถานการณ์ราคาปรับตัวดีขึ้น มั่นใจว่า มาตรการต่างๆที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินการจะช่วยบรรเทาผลกระทบด้านราคาในช่วงผลผลิตข้าวออกสู่ตลาดในระยะสั้นได้อย่างประสิทธิภาพ

ทัังนี้ในวันที่ 18 พฤศจิกายนนี้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ซึ่งคาดว่า จะมีการหยิบยกประเด็นหารือสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการประเมินสถานการณ์ข้าวในตลาดโลก รวมถึงราคาข้าวที่ตกต่ำลง เพื่อกำหนดนโยบายการบริหารจัดการข้าวอย่างครบวงจร ตลอดจนพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกร อีกด้วย