‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ เป็นประธานในพิธีถวายความอาลัยสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ เป็นประธานในพิธีถวายความอาลัยสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ เป็นประธานในพิธีถวายความอาลัยสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.20 น.

14 พฤศจิกายน 2568 นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นประธานในพิธีถวายความอาลัยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมีคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และบุคลากรในสังกัดกรมส่งเสริมการเกษตร ภายในพิธี ผู้เข้าร่วมพิธีได้พร้อมใจกันยืนสงบนิ่ง เพื่อถวายความอาลัยและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ณ ห้องประชุม 7 ชั้น 5 กรมส่งเสริมการเกษตร อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวถวายความอาลัยต่อการสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นหาที่สุดมิได้ พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างแห่งความจงรักภักดี ความเสียสละ และพระปรีชาสามารถ โดยเฉพาะด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎร ทรงมุ่งมั่นฟื้นฟูอาชีพเกษตรกรรม ให้ประชาชนอยู่ดีมีสุขอย่างยั่งยืน  พระราชกรณียกิจนานัปการของพระองค์ ได้แผ่ไพศาลเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรทั่วประเทศและเป็นแรงบันดาลใจ ให้กรมส่งเสริมการเกษตร มุ่งมั่นสืบสาน รักษา และต่อยอดแนวพระราชดำริ ในการพัฒนาเกษตรกรรมไทย ให้มั่นคงและยั่งยืนตลอดไป ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ อันหาที่สุดมิได้

-(016)

‘ธรรมนัส’ดันสินค้าเกษตรไทยโกอินเตอร์ ลงนามพิธีสารไทย-จีน เปิดตลาดส่งออกผลิตภัณฑ์จากผึ้ง

'ธรรมนัส'ดันสินค้าเกษตรไทยโกอินเตอร์ ลงนามพิธีสารไทย-จีน เปิดตลาดส่งออกผลิตภัณฑ์จากผึ้ง

‘ธรรมนัส’ดันสินค้าเกษตรไทยโกอินเตอร์ ลงนามพิธีสารไทย-จีน เปิดตลาดส่งออกผลิตภัณฑ์จากผึ้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 22.02 น.

“ธรรมนัส”ดันสินค้าเกษตรไทยโกอินเตอร์ ลงนามพิธีสารไทย-จีน เปิดตลาดส่งออกผลิตภัณฑ์จากผึ้ง เพิ่มมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี สร้างรายได้ให้เกษตรกรไทย

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีและอธิบดี ว่าด้วยความร่วมมือด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) อาเซียน – จีน ครั้งที่ 9 ระหว่างวันที่ 11 – 14 พฤศจิกายน 2568 โดย ร.อ.ธรรมนัส ได้ลงนามพิธีสารด้านความปลอดภัยอาหาร ด้านการสัตวแพทย์ และการปกป้องพืช เพื่อการส่งออกผลิตภัณฑ์จากผึ้งจากประเทศไทยไปยังประเทศจีน

การลงนามครั้งนี้ ร.อ.ธรรมนัส เป็นผู้ลงนามฝ่ายไทย และนางซุน เหมยจวิน รัฐมนตรีและเลขาธิการคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีน ประจำสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) เป็นผู้ลงนามฝ่ายจีน ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและเกษตรระหว่างสองประเทศ โดยเป็นผลสำเร็จจากการประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทยกับสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อกำหนดเงื่อนไขการค้า การกำกับดูแลคุณภาพ และมาตรฐานการผลิตสินค้าปศุสัตว์ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลและข้อกำหนดของประเทศคู่ค้า

พิธีสารฉบับนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของจีนต่อคุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์จากประเทศไทย โดยจากเดิมไทยสามารถส่งออกเฉพาะ “น้ำผึ้ง” ไปยังจีนเท่านั้น ภายหลังการลงนามครั้งนี้ จะสามารถขยายการส่งออกผลิตภัณฑ์ “นมผึ้ง” และ “เกสรผึ้ง” ได้เพิ่มเติม ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งในทุกภูมิภาคของประเทศ

ทั้งนี้ ในปี 2567 ไทยส่งออกผลิตภัณฑ์จากผึ้งปริมาณ 7,311.88 ตัน มูลค่า 621.43 ล้านบาท โดยตลาดจีนมีปริมาณส่งออก 542.43 ตัน มูลค่า 78.36 ล้านบาท คาดว่าหลังจากการลงนามพิธีสารฉบับนี้ จะสามารถผลักดันให้มูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์จากผึ้งของไทยเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 800 – 1,000 ล้านบาทต่อปี

“การลงนามในครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการผลักดันสินค้าเกษตรไทยให้มีศักยภาพในการแข่งขันระดับนานาชาติ ตอบสนองนโยบายของรัฐบาลในการสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่เกษตรกร และขยายตลาดส่งออกสินค้าเกษตรคุณภาพของไทยสู่เวทีโลกอย่างยั่งยืน” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

– 006

‘อธิบดีกรมการข้าว’ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวภาคเหนือ

'อธิบดีกรมการข้าว'ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวภาคเหนือ

‘อธิบดีกรมการข้าว’ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวภาคเหนือ

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 22.01 น.

วันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย นายสันติ ไชยา ผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวกำแพงเพชร รักษาการผู้อำนวยการกองเมล็ดพันธุ์ข้าว ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและพบปะให้กำลังใจผู้อำนวยการและเจ้าหน้าที่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวภาคเหนือ ณ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพิษณุโลก จ.พิษณุโลก

ในการนี้ อธิบดีกรมการข้าวได้เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับผู้อำนวยการและเจ้าหน้าที่ของศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวภาคเหนือ เพื่อรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะในการดำเนินงาน ทั้งด้านการผลิตและบริหารเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ โครงสร้างการบริหารจัดการ รวมถึงอุปสรรคต่างๆ ในการปฏิบัติงานของแต่ละศูนย์

ในโอกาสเดียวกันนี้ อธิบดีกรมการข้าวได้เยี่ยมชมโรงงานปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ข้าว ห้องเพาะและตรวจสอบความงอกเมล็ดพันธุ์ข้าว ของศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพิษณุโลก

– 006

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’เป็นปธ.โครงการอาสาสมัครฝนหลวงนักประชาสัมพันธ์

'อธิบดีกรมฝนหลวง'เป็นปธ.โครงการอาสาสมัครฝนหลวงนักประชาสัมพันธ์

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’เป็นปธ.โครงการอาสาสมัครฝนหลวงนักประชาสัมพันธ์

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.13 น.

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 เวลา 13.00 น. นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายปราบพล โล่ห์วีระ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านปฏิบัติการ ผู้อำนวยการศูนย์ฯ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมในโครงการอาสาสมัครฝนหลวงนักประชาสัมพันธ์ ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 – 15 พฤศจิกายน 2568 เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ และสามารถนำความรู้ที่ได้จากโครงการอาสาสมัครฝนหลวงนักประชาสัมพันธ์ครั้งนี้ ไปประยุกต์ใช้เพื่อสนับสนุนภารกิจการปฏิบัติการฝนหลวงของกรมฝนหลวงและการบินเกษตรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ต่อไป ณ ห้องประชุม เดซี ชั้น 9 อาคาร 2 โรงแรม ทีเค พาเลซ แอนด์ คอนเวนชัน กรุงเทพฯ

– 006

‘กรมชลประทาน’รายงานฝนตอนบนเริ่มลดลง เร่งระบายน้ำต่อเนื่อง

‘กรมชลประทาน’รายงานฝนตอนบนเริ่มลดลง เร่งระบายน้ำต่อเนื่อง

‘กรมชลประทาน’รายงานฝนตอนบนเริ่มลดลง เร่งระบายน้ำต่อเนื่อง

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.12 น.

‘กรมชลประทาน’รายงานฝนตอนบนเริ่มลดลง เร่งระบายน้ำต่อเนื่อง

13 พฤศจิกายน 2568 กรมชลประทาน รายงานถึงสถานการณ์ฝนที่ตกหนักต่อเนื่องจากอิทธิพลของพายุ “คัลแมกี” ในพื้นที่ตอนบน ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ขณะนี้มีปริมาณน้ำจากทางตอนบนทยอยไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด(ข้อมูล ณ วันที่ 12 พ.ย.68) ที่สถานี C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ มีปริมาณไหลผ่านในอัตรา 2,999 ลบ.ม./วินาที ก่อนจะไหลลงมาสมทบกับปริมาณน้ำที่มาจากแม่น้ำสะแกกรัง และไหลลงสู่บริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท ตามลำดับ

กรมชลประทาน ได้รับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้ง 2 ฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างเต็มศักยภาพ พร้อมควบคุมการระบายผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในเกณฑ์ 2,900 ลบ.ม./วินาที ร่วมกับการปรับลดการระบายน้ำผ่านเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี  เหลือในอัตรา 200 ลบ.ม./วินาที  พร้อมเร่งระบายน้ำออกสู่แม่น้ำนครนายก แม่น้ำบางปะกง และสถานีสูบน้ำตามแนวคลองชายทะเลออกสู่อ่าวไทยตามจังหวะการขึ้นลงของน้ำทะเลอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่สถานการณ์ฝนทางตอนบนเริ่มลดลง ซึ่งจะส่งผลให้สถานการณ์น้ำเริ่มคลี่คลายตามลำดับ

กรมการข้าวรับข้อเสนอชาวนา เร่งจัดตั้งทีมวิจัยร่วมกัน พัฒนาปรับปรุงพันธุ์ข้าวใหม่

กรมการข้าวรับข้อเสนอชาวนา เร่งจัดตั้งทีมวิจัยร่วมกัน พัฒนาปรับปรุงพันธุ์ข้าวใหม่

กรมการข้าวรับข้อเสนอชาวนา เร่งจัดตั้งทีมวิจัยร่วมกัน พัฒนาปรับปรุงพันธุ์ข้าวใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.38 น.

กรมการข้าวรับข้อเสนอของ “ชาวนา” เร่งจัดตั้งทีมวิจัยร่วมกัน พัฒนาปรับปรุงพันธุ์ข้าวใหม่ที่มีศักยภาพผลผลิตต่อไร่สูง หวังช่วยลดต้นทุนการผลิตให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว ได้ร่วมหารือกับสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย นำโดยนายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมฯ นายเกรียงศักดิ์ ตาปนานนท์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมฯ พร้อมด้วยกรรมการสมาคมฯจังหวัด อาทิ จังหวัดนครสวรรค์ นครนายก พระนครศรีอยุธยา กำแพงเพชร และจังหวัดปทุมธานี และนายสามารถ อัดทอง นายกสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ข้าวไทย โดยการหารือครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาแนวทางร่วมกันในการพัฒนาการผลิตข้าวไทยให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคและให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก

จากการรับฟังข้อมูลของสมาคมฯ ทำให้กรมการข้าวได้รับทราบว่า สมาคมฯมีความต้องการให้ภาครัฐเล็งเห็นถึงความสำคัญต่อการลดต้นทุนการผลิตข้าวให้กับชาวนาไทยด้วยการพัฒนาพันธุ์ข้าวใหม่ๆที่มีศักยภาพด้านผลผลิตต่อไร่สูง 1,200-1,300 กิโลกรัมต่อไร่ ควรเป็นพันธุ์ข้าวที่ตลาดในและต่างประเทศมีความต้องการ รวมถึงเป็นพันธุ์ที่ต้านทานต่อโรคและแมลง อีกทั้งเป็นพันธุ์ที่ใช้ปุ๋ยน้อยและตอบสนองต่อการใช้ปุ๋ยเป็นอย่างดี ซึ่งในปัจจุบันนี้พันธุ์ข้าวของไทยยังไม่มีคุณลักษณะเช่นนี้ พร้อมกันนี้สมาคมฯได้เสนอแนะให้เร่งปรับปรุงพันธุ์ข้าวที่เน้นจำนวนเมล็ดต่อรวงและย่นระยะเวลาพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ภายใน 1-2 ปี และให้สามารถประกาศรับรองพันธุ์ใหม่ได้

การหารือร่วมกันในครั้งนี้ กรมการข้าว สมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย และสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ข้าวไทย ได้มีความเห็นร่วมกันว่าจะดำเนินการจัดตั้งทีมทำงานวิจัยร่วมกัน ในรูปแบบสมาพันธ์หรือสมาคม โดยมีองค์ประกอบ ได้แก่ นักวิชาการจากภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และสถาบัน/กลุ่มเกษตรกร เพื่อดำเนินการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ข้าวตามที่สมาคมฯได้ให้ข้อมูล และกรมการข้าวพร้อมที่จะผลักดันให้เกิดเป็นรูปธรรมโดยเร็ว

‘อธิบดีกรมการข้าว’ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม-ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวภาคอีสาน

'อธิบดีกรมการข้าว'ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม-ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวภาคอีสาน

‘อธิบดีกรมการข้าว’ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม-ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวภาคอีสาน

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.42 น.

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย นายสันติ ไชยา ผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวกำแพงเพชร รักษาการผู้อำนวยการกองเมล็ดพันธุ์ข้าว ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและพบปะให้กำลังใจผู้อำนวยการและเจ้าหน้าที่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวอุดรธานี

ในการนี้ อธิบดีกรมการข้าวได้เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับผู้อำนวยการและเจ้าหน้าที่ของศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะในการดำเนินงาน ทั้งด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ โครงสร้างการบริหารจัดการ รวมถึงอุปสรรคต่างๆ ในการปฏิบัติงานของแต่ละศูนย์

ในโอกาสเดียวกันนี้ อธิบดีกรมการข้าวยังได้ร่วมปลูกต้นรวงผึ้งเพื่อเป็นที่ระลึก และสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวอุดรธานี เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่การปฏิบัติราชการของเจ้าหน้าที่

–  006

‘สมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ’ขอบคุณ’ครม.’ เห็นชอบกำหนดนโยบายและมาตรการนำเข้ากากถั่วเหลือง-ข้าวโพด

'สมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ'ขอบคุณ'ครม.' เห็นชอบกำหนดนโยบายและมาตรการนำเข้ากากถั่วเหลือง-ข้าวโพด

‘สมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ’ขอบคุณ’ครม.’ เห็นชอบกำหนดนโยบายและมาตรการนำเข้ากากถั่วเหลือง-ข้าวโพด

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.18 น.

สมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ขอบคุณ ครม. เห็นชอบกำหนดนโยบายและมาตรการนำเข้ากากถั่วเหลือง – ข้าวโพด พร้อมดูแลเกษตรกรเช่นเดิม

(12 พฤศจิกายน 2568) นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล เลขาธิการสมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และนายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย เปิดเผยหลังทราบข่าวว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบนโยบายและมาตรการนำเข้ากากถั่วเหลือง ปี 2569-2571 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ว่า “เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ภาคธุรกิจปศุสัตว์จะได้คลายความกังวลต่อการวางแผนการนำเข้ากากถั่วเหลืองโดยเฉพาะในช่วงรอยต่อประกาศหมดอายุที่จะถึงในสิ้นปีนี้” พร้อมขอบคุณนายกรัฐมนตรี, รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่กรุณาเร่งรัดการดำเนินการให้ประกาศดังกล่าวได้อย่างรวดเร็ว ตลอดจนขอบคุณคณะรัฐมนตรี และเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน

นายพรศิลป์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ได้กระจายข่าวดังกล่าวไปยังสมาชิกสมาพันธ์ฯ ให้เตรียมพร้อมในการดำเนินการบริหารจัดการการนำเข้ากากถั่วเหลืองสำหรับปี 2569 ที่จะถึงนี้เรียบร้อยแล้ว  “การนำเข้ากากถั่วเหลืองซึ่งเป็นวัตถุดิบต้นน้ำของห่วงโซ่การผลิตอาหาร มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะต้องพึ่งพิงการนำเข้าทุกปี การกำหนดนโยบายและมาตรการนำเข้ากากถั่วเหลืองเป็นคราวละ 3 ปี จะช่วยลดภาระงานของภาครัฐ และสร้างความต่อเนื่องในการบริหารจัดการการนำเข้าระหว่างปี ให้ภาคธุรกิจปศุสัตว์สามารถวางแผนดำเนินการผลิตได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับการเห็นชอบมาตรการการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (WTO) และข้าวสาลีสำหรับการผลิตอาหารสัตว์ ปี 2569 โดยกำหนดปริมาณและอัตราภาษีการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายใต้กรอบ WTO ในโควตา ในอัตราภาษี ร้อยละ 0 จำนวนปริมาณ 1 ล้านตัน และให้องค์กรคลังสินค้า (อคส.) และผู้นำเข้าทั่วไปสามารถนำเข้าได้ เป็นไปตามมติที่ประชุมจากคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2568 และสอดคล้องกับ ข้อตกลงไทย-สหรัฐอเมริกา ที่ต้องการให้เปิดตลาดสินค้าเกษตรข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จนกระทั่งได้รับการปรับลดภาษีส่งออกสินค้าไทยไปยังสหรัฐอเมริกาเหลือ 19% การเปิดตลาดในครั้งนี้ได้มีการหารือกันอย่างเข้มข้นภายใต้คณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยมีเป้าหมายตั้งต้นไม่ให้เกิดผลกระทบกับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จึงได้มี มาตรการที่จะสร้างหลักประกันให้แก่เกษตรกรทั้งในเชิงปริมาณและราคา เช่น

1.ผู้นำเข้าต้องรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศปริมาณ 3 ส่วน ต่อการนำเข้า 1 ส่วนก่อน เพื่อเป็นหลักประกันว่าเกษตรกรจะขายข้าวโพดได้ทั้งหมด

2.จำนวนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ซื้อจากเกษตรกรไทยมาแล้ว จะสามารถนำไปใช้ในการประกอบการนำเข้าได้ หากมีการรับซื้อในราคาที่ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง ราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2568/2569 ซึ่งกำหนดให้ราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ความชื้น 14.5% ณ หน้าโรงงานกรุงเทพปริมณฑล ในราคา 9.80 บาท/กิโลกรัม และผู้รวบรวมจะต้องรับซื้อข้าวโพดความชื้น 30% ณ จังหวัดเพชรบูรณ์ ในราคา 7.05 บาท/กิโลกรัม โดยจังหวัดอื่นให้ลดหย่อนไปตามระยะทางและค่าขนส่ง

ประเทศไทยมีความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปีละกว่า 9 ล้านตัน ผลผลิตข้าวโพดในประเทศไทยมีเพียง 4.5-5 ล้านตัน ทำให้ที่ผ่านมาต้องนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศเพื่อนบ้านเฉลี่ยปีละ 1.5-2.0 ล้านตัน นำเข้าข้าวสาลีเฉลี่ย ปีละ 1.5-1.6 ล้านตัน เมื่อนำตัวเลขทั้งสองส่วนมาบวกกันแล้ว ถือว่าประเทศไทยยังขาดแคลนข้าวโพดอีกจำนวน 0.4-1.0 ล้านตันต่อปี

ข้อกำหนดที่ให้ผู้นำเข้าข้าวโพดภายใต้กรอบ WTO ต้องซื้อข้าวโพดไทย 3 ส่วนก่อนนำเข้า 1 ส่วน ไม่ได้เป็นการเพิ่มจำนวนการนำเข้าให้มากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา เพียงแต่เป็นทางเลือกให้นำเข้าระหว่างข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หรือข้าวสาลี ในจำนวนที่เคยนำเข้าอยู่แล้ว กล่าวคือ เพียงแค่เปลี่ยนการนำเข้าข้าวสาลีไปนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในกรอบ WTO แทน จึงขอให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทำความเข้าใจอย่างถูกต้อง

นายพรศิลป์ กล่าวอีกว่า สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ขอสนับสนุนการบังคับใช้ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง ราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งมีการกำหนดราคารับซื้อทั้งในส่วนของโรงงานอาหารสัตว์ และผู้รวบรวมแต่ละพื้นที่ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมด้านราคาเกษตรกร “ประกาศฉบับนี้เป็นหลักประกันราคาข้าวโพดของเกษตรกรไทย ซึ่งมีที่มาจากต้นทุนเฉลี่ยของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด บวกค่าขนส่ง และบวกผลกำไร ซึ่งเป็นราคาที่เกษตรกรข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สามารถอยู่ได้ และไม่เป็นภาระต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์  จึงอยากให้มีการดำเนินการลักษณะนี้ในทุกปี” และสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ขอยืนยันว่าจะให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการปฏิบัติตามมาตรการของกระทรวงพาณิชย์เพื่อดูแลเกษตรกรข้าวโพดภายในประเทศดังเช่นที่ได้ดำเนินการเสมอมา

‘กรมปศุสัตว์’ ลุยอำนาจเจริญบุกจับอาหารสัตว์เถื่อน​ ขายผ่าน​ออนไลน์​

'กรมปศุสัตว์' ลุยอำนาจเจริญบุกจับอาหารสัตว์เถื่อน​ ขายผ่าน​ออนไลน์​

‘กรมปศุสัตว์’ ลุยอำนาจเจริญบุกจับอาหารสัตว์เถื่อน​ ขายผ่าน​ออนไลน์​

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.19 น.

กรมปศุสัตว์สนธิกำลังหน่วยเฉพาะกิจพญานาคราชเข้าตรวจสอบร้านจำหน่ายอาหารสัตว์จังหวัดอำนาจเจริญ พบจำหน่ายอาหารสัตว์เถื่อน​ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์​ สั่งอายัดของกลางกว่า 400 กระสอบ มูลค่ารวมกว่า 135,000 บาท ดำเนินคดีตามพ.ร.บ.​ควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. 2558

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดเผยว่า ได้​มอบ​หมายให้​เจ้า​หน้าที่​ชุด​เฉพาะกิจ​ประกอบด้วย​ สารวัตรปศุสัตว์ไซเบอร์ กองควบคุมอาหารและยาสัตว์ สำนักงานปศุสัตว์เขต 3 สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดอำนาจเจริญ สำนักงานปศุสัตว์อำเภอปทุมราชวงศา และด่านกักกันสัตว์ยโสธร บูรณาการร่วมกับหน่วยเฉพาะกิจพญานาคราช เข้าตรวจสอบร้านจำหน่ายอาหารสัตว์ในอำเภอปทุมราชวงศา​ จังหวัด​อำนาจเจริญ​ ตามที่​ได้รับเรื่องร้องเรียนผ่านระบบ DLD 4.0 ว่า​ มีการ​จำหน่าย​อาหาร​สัตว์​เถื่อน​ผ่าน​แพลตฟอร์ม​ออนไลน์​ โดยจากการ​สืบสวน​เบื้องต้น​พบว่า​ ร้านอาหาร​สัตว์​แห่ง​นี้​จำหน่ายอาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะโดยไม่ได้ขึ้นทะเบียน

จากการตรวจสอบภายในสถานที่ พบอาหารสัตว์ผสมสำเร็จรูปชนิดผงสำหรับเลี้ยงโค 2 ยี่ห้อ รวม 445 กระสอบ มูลค่ารวมประมาณ 135,140 บาท โดยไม่มีหลักฐานการขอขึ้นทะเบียนอาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่จึงได้อายัดของกลางทั้งหมด พร้อมเก็บตัวอย่างอาหารสัตว์ 5 รายการ ส่งตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการของกรมปศุสัตว์ เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดี

การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. 2558 มาตรา 56 (4) ซึ่งห้ามผู้ใดขายอาหารสัตว์ที่ต้องขึ้นทะเบียนแต่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ มีโทษตามมาตรา 86 วรรคสอง จำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 10,000–60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยของกลางทั้งหมดถูกยึดอายัดไว้ ณ สถานประกอบการ และจะดำเนินการทางกฎหมายจนกว่าคดีจะสิ้นสุด

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมปศุสัตว์ให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ เพื่อคุ้มครองเกษตรกรและผู้บริโภคจากผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน ตามนโยบายของร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้สั่งการให้เข้มงวดการตรวจสอบคุณภาพอาหารสัตว์​ ร้าน​จำหน่าย​อาหารสัตว์​ ตลอดจนการจำหน่ายสินค้าในระบบออนไลน์ เพื่อปกป้องเกษตรกรไม่ให้ได้รับความเสียหาย และสร้างความเชื่อมั่นในภาคการผลิตปศุสัตว์ของประเทศ

กรมปศุสัตว์ขอความร่วมมือประชาชน หากพบเห็นการกระทำผิดเกี่ยวกับการผลิตหรือจำหน่ายอาหารสัตว์ไม่ได้มาตรฐาน สามารถแจ้งเบาะแสผ่าน Application “DLD 4.0” ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อร่วมกันสร้างระบบการเลี้ยงสัตว์ที่มีคุณภาพ​ ปลอดภัย​ และ​ยั่งยืน​ต่อไป​./

-(016)

‘กรมการข้าว’ห่วง’ข้าววัชพืช’ระบาดหนักภาคอีสาน-ภาคกลาง แนะ 10 วิธีป้องกันและกำจัด ลดการระบาด

'กรมการข้าว'ห่วง'ข้าววัชพืช'ระบาดหนักภาคอีสาน-ภาคกลาง แนะ 10 วิธีป้องกันและกำจัด ลดการระบาด

‘กรมการข้าว’ห่วง’ข้าววัชพืช’ระบาดหนักภาคอีสาน-ภาคกลาง แนะ 10 วิธีป้องกันและกำจัด ลดการระบาด

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.28 น.

กรมการข้าว ห่วง “ข้าววัชพืช” ระบาดหนักภาคอีสาน และ ภาคกลาง แนะ 10 วิธี ป้องกันและกำจัด ลดการระบาด

ข้าววัชพืช คือ ข้าวที่เกิดจากการผสมพันธุ์ข้ามระหว่างข้าวป่าที่พบทั่วไปในธรรมชาติกับข้าวปลูก

ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลักษณะที่ชาวนาไม่ต้องการ คือ ปลายเมล็ดมีหางยาว ออกดอกเร็วกว่าข้าวปลูก เมล็ดสุกแก่ก่อน และร่วงเกือบหมดก่อนเวลาเก็บเกี่ยว โดยจะสังเกตได้จากสีของข้าวเปลือกและสีของเยื่อหุ้มเมล็ด ที่จะมีสีแดงน้ำตาล สีแดง และอาจมีสีขาวได้ ข้าววัชพืช สามารถจำแนกตามลักษณะภายนอกของข้าววัชพืชได้เป็น 3 ลักษณะ คือ ข้าวหางหรือข้าวนก ข้าวแดงหรือข้าวลาย และข้าวดีดหรือข้าวเด้ง

ในช่วงระยะเวลา 2 – 3 ปี ที่ผ่านมา ข้าววัชพืชได้มีการระบาดมาอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มการระบาดขยายเป็นวงกว้างมากขึ้น โดยในปัจจุบัน ข้าววัชพืชได้ระบาดรุนแรงเป็นจำนวนมากในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางของประเทศไทย ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ปลูกข้าวของพี่น้องชาวนาเป็นอย่างมาก กรมการข้าวหน่วยงานที่มีภารกิจหลักเกี่ยวกับข้าวและชาวนา จึงได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบและ ประชาสัมพันธ์องค์ความรู้ให้แก่ชาวนาถึงวิธีป้องกันและกำจัดข้าววัชพืช โดยพี่น้องชาวนาสามารถดำเนินการตามคำแนะนำของกรมการข้าวได้ ดังนี้

1. เลื่อนเวลาปลูกไปเป็นช่วง กลางเดือน ก.ค. – ส.ค. ที่ช่วยลดจำนวนข้าววัชพืชได้มาก

2. เลือกใช้เมล็ดพันธุ์จากแหล่งที่เชื่อถือได้ หรือมีคุณภาพเทียบเท่าเมล็ดพันธุ์ข้าวจากกรมการข้าว

ซึ่งจะช่วยให้มั่นใจได้ว่าเมล็ดพันธุ์มีมาตรฐาน ไม่มีพันธุ์ปน ความงอกสูง แข็งแรงสามารถแข่งขันกับวัชพืชได้

3. ล่อให้งอกแล้วไถกลบ โดยการเตรียมดิน – ปล่อยให้งอก แล้วไถกลบ 1–3 ครั้ง จะสามารถลดข้าววัชพืชได้มากกว่า 50% นอกจากนี้ให้ปลูกปอเทืองร่วมด้วย จะช่วยปรับดินและกำจัดวัชพืชไปพร้อมกัน

4. เตรียมดินให้ดี โดยการไถ พรวน ตีดิน 1 รอบ แล้วคราดทำเทือกให้เรียบ เพื่อเตรียมพร้อมก่อนปลูก

5. ใช้อัตราเมล็ดพันธุ์ที่เหมาะสม โดยการ ปักดำ : ให้ใช้ปริมาณเมล็ดพันธุ์ 7 – 10 กก./ไร่

ส่วนนาหว่าน : ให้ใช้ปริมาณเมล็ดพันธุ์ 18 – 24 กก./ไร่ ซึ่งการใช้อัตราที่เหมาะสมจะช่วยให้ข้าวโตเร็ว แข่งกับวัชพืชได้

6. เปลี่ยนวิธีปลูกจาก “นาหว่าน” ให้เปลี่ยนเป็น “ปักดำ” หรือ “โยนกล้า” แทน

7. ใช้สารกำจัดวัชพืชให้ถูกวิธี โดยนาหว่านแห้ง : ไม่ควรใช้สารเคมี ควรใช้วิธีล่อให้งอกแล้วไถกลบแทน ส่วนนาหว่านน้ำตม : ให้ใช้สาร ออกซาไดอะซอน หลังหว่าน 3 วัน อัตรา 500 มล./ไร่ และ โพรพานิล หลังหว่าน 8 –10 วัน และนาปักดำ : ใช้ ไดเมธทีนามิด หลังปักดำ 3 วัน ในอัตรา 100 มล./ไร่ และ โพรพานิล หลัง 10 วัน

8. ลูบรวงข้าววัชพืชด้วยสารเคมีเฉพาะจุด โดยใช้ กลูโฟซิเนต – แอมโมเนียม อัตรา 100 – 200 มล./น้ำ 1 ลิตรลูบช่วงข้าววัชพืชเริ่มออกรวง และตากเกสรไม่เกิน 3 วัน

9. ถอนหรือตัดข้าววัชพืชเป็นระยะ โดยถอนหรือใช้เครื่องตัดหญ้า 3 ครั้ง ในระยะต้นกล้า แตกกอ และตั้งท้องที่จะช่วยเพิ่มผลผลิตข้าวได้มากกว่า 80%

10. จัดการน้ำในนาอย่างเหมาะสม โดยหากขังน้ำในนาไว้ประมาณ 1 เดือน จะช่วยลดเมล็ดข้าววัชพืชในดินได้ราว 30%

สำหรับขั้นตอนกระบวนการทั้ง 10 ข้อนี้ จะสามารถป้องกันและกำจัดข้าววัชพืชได้ โดยกรมการข้าว จะนำเสนอและประชาสัมพันธ์ข้อมูลเหล่านี้ให้พี่น้องชาวนาได้รับทราบต่อไป โดยเกษตรกรท่านใดมีข้อสงสัย สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หน่วยงานกรมการข้าวใกล้บ้านท่าน

ขอขอบคุณข้อมูลประกอบโดย : โครงการเทคโนโลยีการจัดการข้าววัชพืชแบบบูรณาการ กองวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว

#กรมการข้าว #ข้าววัชพืช