ปลัดฯนำคณะบุกซาอุฯ ดันส่งออก-ร่วมมือด้านเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755725

วันจันทร์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะร่วมประชุมหารือกับนายอาเหม็ด บินซาเลห์ อัล อิยาดะห์ อัล-คัมซี ปลัดกระทรวงด้านการเกษตร ของกระทรวงสิ่งแวดล้อม น้ำและการเกษตร ซาอุดีอาระเบีย ที่กรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย เพื่อผลักดันการค้า และความร่วมมือด้านการเกษตร ระหว่างไทย-ซาอุดีอาระเบีย

ปลัดกระทรวงเกษตรฯ กล่าวว่า ได้เร่งรัดให้มีการดำเนินความร่วมมือด้านการเกษตรอย่างเป็นรูปธรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร การส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตรและอาหารระหว่างกัน การแลกเปลี่ยนการเยือนของภาคเอกชน และความร่วมมือในการสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายBCG และ Saudi Vision 2030โดยมีประเด็นด้านการค้าต่างๆ ที่ได้หยิบยกเพื่อผลักดัน กับซาอุดีอาระเบีย ไม่ว่าจะเป็นการส่งออกพืชเพื่อการเพาะปลูก โคมีชีวิต เนื้อสัตว์ปีกและผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกแปรรูปสินค้าประมงและสินค้าสัตว์น้ำเพาะเลี้ยงซึ่งเป็นสินค้าที่มีคุณภาพและศักยภาพสูง พร้อมทั้งผลักดันการจัดตั้งสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตร ที่กรุงริยาด

นายประยูร กล่าวอีกว่า ฝ่ายซาอุดีอาระเบีย มีความประสงค์ผลักดันความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและวิชาการเกษตร โดยเฉพาะด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การผลิตอาหารสัตว์ (อาหารแมวและเป็ด) การพัฒนาระบบสหกรณ์ การส่งเสริมเครือข่ายด้านการค้าของผู้ประกอบการทั้งสองฝ่าย รวมทั้งการแก้ไขปัญหาการนำเข้าสินค้าเกษตรจากซาอุดีอาระเบียมายังไทย ซึ่งทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะเสริมสร้างและเร่งรัดการดำเนินงานต่างๆ ร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรมต่อยอดความสัมพันธ์ด้านการเกษตรระหว่างสองประเทศอีกครั้ง

‘กรมปศุสัตว์’ขานรับนโยบาย’ธรรมนัส’เร่งกวาดล้างหมูเถื่อนช่วยเกษตรกรไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755610

'กรมปศุสัตว์'ขานรับนโยบาย'ธรรมนัส'เร่งกวาดล้างหมูเถื่อนช่วยเกษตรกรไทย

‘กรมปศุสัตว์’ขานรับนโยบาย’ธรรมนัส’เร่งกวาดล้างหมูเถื่อนช่วยเกษตรกรไทย

วันเสาร์ ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2566, 18.41 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ลั่นพร้อมขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วนของ “ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์” เร่งปราบปรามหมูเถื่อนและกวาดล้างขบวนการทำลายชาติ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและปกป้องความปลอดภัยอาหารของคนไทย

9 ก.ย.66 นายสัตวแพทย์ สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ตามที่ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรฯ สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เร่งขับเคลื่อนแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรทุกด้านทันที สำหรับกรมปศุสัตว์ได้รับมอบหมายให้แก้ปัญหาหมูเถื่อนและการลักลอบนำเข้าสินค้าปศุสัตว์ผิดกฎหมาย ซึ่งส่งผลกระทบเกษตรกรเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะด้านต้นทุน เกษตรกรต้องแบกรับภาระด้านต้นทุนที่สูงแต่ขายไม่ได้ราคา และยังเสี่ยงต่อการระบาดของโรคสัตว์ ทั้งยังส่งผลต่อความปลอดภัยของผู้บริโภค โดยย้ำว่า ต้องปราบปรามอย่างจริงจังและเห็นผลภายใน 1-2 เดือน นั้น กรมฯ เร่งดำเนินการทันทีตามนโยบาย รมว.ธรรมนัส โดยได้ประชุมด่วนทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งส่วนกลางและภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อเดินหน้าสานต่อการปราบปรามหมูเถื่อนที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ให้เข้มข้นยิ่งขึ้น

“การปราบปรามหมูเถื่อน เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ รมว.เกษตรฯ ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง กรมปศุสัตว์ในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแลการผลิตสินค้าปศุสัตว์โดยตรง และได้ประกาศทำสงครามกับขบวนการหมูเถื่อน ที่สร้างความเสียหายให้เกษตรกรไทยด้วยการดักจับทุกทิศทาง เพื่อกวาดล้างหมูผิดกฎหมายที่แทรกซึมอยู่ในประเทศ และกัดกร่อนสุขภาพของผู้บริโภคชาวไทยในวงกว้าง ที่ผ่านมา กรมฯ บังคับใช้กฎหมายแล้ว 238 คดี รวมของกลาง 1,142 ตัน มูลค่ารวมกว่า 190 ล้านบาท และเตรียมทำลายของกลางครั้งใหญ่ในเดือนกันยายนนี้ และได้ยกระดับการทำงานให้เคร่งครัดขึ้น โดยเร่งรัดการปฏิบัติงานของ WARROOM ในทุกเขตและทุกจังหวัด ให้ดำเนินการทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ และเสาร์-อาทิตย์ เพื่อปราบหมูเถื่อนให้สิ้นซากโดยเร็วที่สุด” อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าว

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวอีกว่า กรมฯ ได้แต่งตั้งทีมเจ้าหน้าที่หน่วยสารวัตรปศุสัตว์ไซเบอร์ ทำหน้าที่สืบค้นข้อมูลและหาหลักฐานการกระทำความผิดกฎหมายทางด้านปศุสัตว์ทางช่องทางออนไลน์ รวมถึงมีมาตรการป้องกันการลักลอบ ณ ด่านกักกันสัตว์ท่าอากาศยาน ด้วยภารกิจสารวัตรบีเกิล รวมถึงมาตรการลักลอบ ณ ด่านกักกันสัตว์ท่าเรือ ด้วยการเปิดตู้ตรวจสอบสินค้ำปศุสัตว์ 100% ที่ด่านขาเข้า ตลอดจนตั้งจุดตรวจ จุดสกัด และลาดตระเวนตามแนวชายแดน ซึ่งจะมีการดำเนินการจับกุมผู้กระทำความผิด โดยดำเนินการอย่างเด็ดขาดกับขบวนการผิดกฎหมาย ตามพ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ โดยมีบทลงโทษแรกคือเนื้อสุกรที่จับได้จะถูกทำลายทิ้งทั้งหมด และคดีนี้เป็นคดีอาญามีโทษทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งขึ้นอยู่กับการตัดสินของศาล ส่วนกรณีห้องเย็นหากเคยขึ้นทะเบียนขอนำเข้าเนื้อสัตว์ไว้กับกรมฯและถูกตรวจพบการทำผิดกฎหมายเช่นนี้ กรมฯ จะทำการเพิกถอนใบอนุญาตด้วย

สำหรับผลการปฏิบัติงานบังคับใช้กฎหมายในการลักลอบนําซากสุกร เข้าราชอาณาจักร ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2565 จนถึงปีงบประมาณ 2566 (ล่าสุดวันที่ 1 กันยายน 2566) ทั้งในส่วนของเนื้อสุกร เครื่องใน และชิ้นส่วน รวม 238 คดี จำนวนรวม 1,142,487 กิโลกรัม มูลค่ารวม 190,426,840 บาท มีการทำลายของกลางแล้ว 202 คดี จำนวนรวม 1,049,920 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่า 175,216,249 บาท โดยกรมปศุสัตว์ ได้บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามมาตรการเข้มงวดตรวจสอบการลักลอบนำเข้าเนื้อสุกร ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ปคบ.) กระทรวงมหาดไทย กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร กรมศุลกากร กระทรวงกลาโหม และหน่วยงานชายแดน ร่วมกันปราบปรามการลักลอบนำเข้าชิ้นส่วนเนื้อสุกรอย่างเด็ดขาด เพื่อปกป้องเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร และป้องกันเชื้ออหิวาต์แอฟริกาสุกร หรือ ASF ที่อาจปนเปื้อนมากับชิ้นส่วนสุกร รวมทั้งเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค ซึ่งชิ้นส่วนสุกรที่ลักลอบนำเข้า ไม่ได้ผ่านการตรวจสอบจากกรมปศุสัตว์ อาจมีสารตกค้าง เช่น สารเร่งเนื้อแดง หรือเชื้อโรคอื่นที่เป็นอันตรายต่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรและผู้บริโภค

ขณะเดียวกัน ในประเด็นการลักลอบนำเข้าโค-กระบือมีชีวิต จากประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงชิ้นส่วนเนื้อโค-กระบือนั้น กรมปศุสัตว์ ก็มีมาตรการปราบปรามอย่างเข้มงวดและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังมาโดยตลอด เพื่อปกป้องพี่น้องเกษตรกรจากขบวนการผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง

‘กรมส่งเสริมการเกษตร’หนุนโรงเรียนตชด.ปลูกผัก-ไม้ผลยืนต้นสำหรับโภชนาการอาหารกลางวัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755527

‘กรมส่งเสริมการเกษตร’หนุนโรงเรียนตชด.ปลูกผัก-ไม้ผลยืนต้นสำหรับโภชนาการอาหารกลางวัน

‘กรมส่งเสริมการเกษตร’หนุนโรงเรียนตชด.ปลูกผัก-ไม้ผลยืนต้นสำหรับโภชนาการอาหารกลางวัน

วันเสาร์ ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2566, 11.15 น.

‘กรมส่งเสริมการเกษตร’หนุนโรงเรียนตชด.ฝึกอบรมเสริมสร้างแหล่งอาหาร ปลูกผัก-ไม้ผลยืนต้น สำหรับโภชนาการอาหารกลางวัน ก่อนขยายผลสู่ผู้ปกครองและชุมชน สร้างแหล่งอาหาร ลดต้นทุนภายในครัวเรือน และสร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัว

9 กันยายน 2566 นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ที่ผ่านมากรมส่งเสริมการเกษตรได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร เข้าไปส่งเสริมและให้ความรู้กับเกษตรกร ในการทำการเกษตรตามความเหมาะสมของศักยภาพในแต่ละพื้นที่ รวมถึงการเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรชนิดต่างๆ ซึ่งการดำเนินงานและขับเคลื่อนโครงการพระราชดำริ และโครงการหลวง ถือเป็นอีกภารกิจหลักที่เน้นหนักเป็นพิเศษ ทั้งในเรื่องการส่งเสริมการปลูกพืชผักสวนครัวเพื่อการบริโภคในครัวเรือน และชุมชน และการส่งเสริมปลูกพืชเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดความยั่งยืน และมีความมั่นคง เพื่อเป็นทรัพย์สินให้กับเกษตรกรในอนาคตได้เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับพื้นที่ได้ด้วย

งานสำคัญอีกด้านของกรมส่งเสริมการเกษตร คือ การสนองงานในโครงการพระราชดำริ โครงการหลวงในพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะโครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในพื้นที่ทุรกันดาร ถือเป็นโครงการที่ต้องให้ความสำคัญ โครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในพื้นที่ทุรกันดาร เป็นโครงการตามแนวพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งดำเนินโครงการมากว่า 40 ปี กรมส่งเสริมการเกษตรได้ร่วมสนองงานมาตั้งแต่เริ่มต้นโครงการในปี พ.ศ.2523 ผ่าน โครงการเกษตรเพื่ออาหาร ที่มีเป้าหมายในเรื่องการเพิ่มศักยภาพของเยาวชนในด้านสายงานอาชีพต่างๆ พร้อมขยายผลงานทางด้านเกษตรนั้นๆ เข้าไปสู่ชุมชน  กิจกรรมหลัก คือ การให้ความรู้ด้านการเกษตรแก่ครู นักเรียน และผู้ปกครอง เพื่อเสริมสร้างทักษะด้านการเกษตรเป็นอาชีพเสริม และสามารถนำกลับไปประยุกต์ใช้ในครัวเรือนได้

นอกจากนั้นยังมีการทำแปลงสาธิตเพื่อปลูกพืชผักและไม้ผลตามความเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ของทางโรงเรียน จากนั้นก็จะมีการถ่ายทอดองค์ความรู้ขยายไปยังผู้ปกครองในพื้นที่ภายในชุมชนใกล้เคียง เนื่องจากโครงการอาหารกลางวันผลิตอาหารเพียงมื้อเดียวภายในโรงเรียน แต่อีก 2 มื้อ นักเรียนต้องไปรับประทานอาหารที่บ้าน การถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้ปกครองถือว่าเป็นส่วนสำคัญ เพราะหากมีการปลูกพืชผักเอง จะสามารถแบ่งเบาภาระในเรื่องรายจ่ายในครัวเรือน และผลผลิตในครัวเรือน ในส่วนที่เหลือก็จะสามารถนำไปขาย และสร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้อีกทาง  ทำให้ครอบครัวมีรายได้เพิ่มขึ้น มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และยังเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกฝน ขยายผลในเรื่องของการทำบัญชี เรื่องการออม ที่เกิดจากการขายผลผลิตที่เหลือจากบริโภค ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งในการต่อยอดขยายผลในเรื่องอาหารกลางวันของโรงเรียนต่อด้วย

จากผลการดำเนินการในการส่งเสริมให้ความรู้กับการผลิตอาหารในโครงการอาหารกลางวัน ยังพบว่าทั้งเด็ก ครู ผู้ปกครอง และคนในชุมชน มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น การขาดสารอาหารลดน้อยลง สุขภาพดีขึ้นอย่างมาก และยังมีรายได้พิเศษ ซึ่งเชื่อว่าโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันดังกล่าว จะสามารถตอบโจทย์ให้ประชาชน สามารถสร้างความมั่นคงในชีวิต อยู่ดี กินดี มีความสุข มีความมั่นคงในชีวิต ในอนาคตต่อไป ซึ่งขณะนี้กรมส่งเสริมการเกษตรได้ร่วมกับโรงเรียน ตชด. ดำเนินการฝึกอบรมให้กับครูและนักเรียน ในพื้นที่อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ เพื่อนำไปขยายผลให้กับชุมชนในพื้นที่ด้วย

ด้าน พ.ต.ต.วิสูตร สายสุด ครูใหญ่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ท่านผู้หญิงสุประภาดา เกษมสันต์ สังกัดกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 21 กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 2 กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน กล่าวว่า โรงเรียนตั้งอยู่ในพื้นที่ หมู่ 7 ตำบลตะเคียน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ โดยโครงการอาหารกลางวันที่เกิดขึ้น ทางโรงเรียนได้ร่วมกับหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ โดยเฉพาะกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ส่งเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเข้ามาส่งเสริมการเรียนรู้และถ่ายทอดให้ความรู้ในเรื่องการปลูกพืชผักและไม้ผลที่ให้มีความเหมาะสมในพื้นที่เพื่อสร้างแหล่งอาหาร ในโรงเรียนที่มีการฝึกอบรมให้กับนักเรียน ครูและผู้ปกครอง พร้อมทั้งจัดทำแปลงปลูกสาธิต เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้จริง และผลิตพืชผัก มาใช้ในการประกอบอาหาร

โดยมีผู้ปกครองในพื้นที่ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเข้าเวรมาร่วมกันทำอาหารให้กับบุตรหลานในโรงเรียน นักเรียนทั้งหมดจะร่วมกันทำงาน โดยร่วมกันทำกิจกรรมและเรียนรู้ขบวนการผลิตตั้งแต่ต้น ทำให้ได้รับความพอใจจากผู้ปกครองค่อนข้างมาก จากนักเรียนเดิมมีเพียง 63 คน ปัจจุบันมีนักเรียนที่เข้ามาเรียนกว่า 225 คน ซึ่งเด็กนักเรียนทั้งหมดได้รับอาหารที่ร่วมกิจกรรมการทำขึ้นมาด้วยตัวเองตามหลักโภชนาการ เมื่ออาหารเพียงพอ สุขภาพดี อย่างอื่นก็จะดีไปด้วย ทำให้นักเรียนของพื้นที่นี้พร้อมที่จะเรียนรู้ และได้รับการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

นอกจากนั้นยังมีการขยายผลการพัฒนาจากโรงเรียนสู่ชุมชน โดยเฉพาะบ้านโพธิ์ทอง ที่เป็นชุมชนใกล้โรงเรียนได้มีการขยายองค์ความรู้ที่ส่งเสริมในโรงเรียนสู่ชุมชนในการทำการเกษตรเป็นหมู่บ้านแรก และขยายสู่ชุมชนอื่นๆ เพื่อต่อยอดออกไป นอกจากนักเรียนได้บริโภคอาหารที่ครบถ้วนทุกมื้ออาหาร ผู้ปกครองยังสามารถนำผลผลิตที่เหลือไปจำหน่ายในตลาดใกล้หมู่บ้าน ต่อยอดสร้างรายได้ให้ครอบครัวได้อีกทาง โดยโครงการที่เกิดขึ้นถือเป็นโครงการที่สร้างองค์ความรู้ให้ชุมชนและประชาชนในพื้นที่ ให้สามารถพึ่งพาตัวเองได้อย่างถาวร ถือเป็นการเอื้ออำนวยช่วยเหลือซึ่งกันและกันอย่างมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐ และประชาชนในพื้นที่ด้วย

ขณะที่เด็กชายอัครเดช ศรีนวล นักเรียนโรงเรียน ตชด. ในโรงเรียนโครงการอาหารกลางวัน กล่าวว่า เป็นส่วนหนึ่งของนักเรียนในโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน ที่เข้าไปเรียนรู้และทำกิจกรรมร่วมกับทางโรงเรียนจากการฝึกอบรมของเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร ที่มาให้ความรู้ให้กับเด็กนักเรียนในโรงเรียน ได้เรียนรู้และส่งเสริมการผลิตอาหารให้กับโครงการให้ถูกต้องตามหลักโภชนาการ โดยมีการปลูกผักเป็นหลัก ซึ่งจะมีทั้งพืชผัก เช่น ผักคะน้า ผักกาด มะเขือเทศ ผักบุ้ง กระเพรา ข้าว ข้าวโพด เป็นต้น หลังจากได้รับการเรียนรู้จึงได้นำความรู้ที่มีอยู่มาขยายผลการปลูกในครัวเรือน โดยร่วมกับคุณยายทำแปลงสวนครัวเล็กๆ ปลูกผักไว้กินเอง โดยเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร จะเป็นที่ปรึกษาและสนับสนุนด้านเมล็ดพันธุ์พืชผักและต้นกล้า ส่งผลให้ครอบครัวสามารถลดรายจ่ายในครัวเรือนได้อย่างมาก ขณะเดียวกันผักที่มีการปลูกเหลือจากการนำไปทำอาหาร ยังสามารถนำไปจำหน่ายในตลาดใกล้บ้าน เพื่อสร้างรายได้ให้ครอบครัวได้ด้วย

ด้าน นายอุทัย คำใบ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 5 บ้านร่มราษฎร์ ตำบลตะเคียน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ กล่าวว่า เป็นหนึ่งในชาวบ้านที่เข้าไปฝึกอบรมความรู้จากเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร ในโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน ในส่วนที่มีการขยายผลมาสู่ชุมชน ในฐานะผู้นำชุมชน ต้องขอบคุณทางภาครัฐที่ให้การสนับสนุนองค์ความรู้ให้กับประชาชนในครั้งนี้ โดยที่ผ่านมาทางเจ้าหน้าที่ได้เข้ามาให้ความรู้ ส่งเสริมให้เมล็ดพันธุ์ และต้นพันธุ์ จะมีทั้งไม้ผลและไม้ยืนต้น พืชผักต่างๆ เช่น กล้วยพันธุ์ต่างๆ ฝรั่ง รวมทั้งไม้ยืนต้น ต้นไม้เศรษฐกิจ ในระยะยาว เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับชุมชน สำหรับพื้นที่ของตน ได้สร้างเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับชุมชนด้วย โดยตนจะแจกต้นพันธุ์กล้วยที่นำมาปลูก และขยายพันธุ์ให้กับชาวบ้านในชุมชน ซึ่งสามารถลดรายจ่ายในครัวเรือนได้เป็นอย่างดี และบางส่วนยังสามารถนำไปจำหน่ายที่ตลาด เพื่อสร้างรายได้ให้กับครอบครัวของชาวบ้านได้ด้วย………..-005

ทุเรียน’บาตามัส’ทองคำแห่งชายแดนใต้ จาก’ศาสตร์พระราชา’ สู่คุณค่าแห่งเกษตรกรรมยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755515

ทุเรียน'บาตามัส'ทองคำแห่งชายแดนใต้ จาก'ศาสตร์พระราชา' สู่คุณค่าแห่งเกษตรกรรมยั่งยืน

ทุเรียน’บาตามัส’ทองคำแห่งชายแดนใต้ จาก’ศาสตร์พระราชา’ สู่คุณค่าแห่งเกษตรกรรมยั่งยืน

วันเสาร์ ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2566, 09.35 น.

“บาตามัส”คือภาษามาลายู ที่ชาวเกษตรกรในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ใช้เรียกทุเรียนพันธุ์”หมอนทอง”หนึ่งในสายพันธุ์ยอดนิยมแห่งราชาผลไม้ ด้วยรสชาติ และราคาที่จับต้องได้หากซื้อกันตามฤดูกาล เป็นที่ทราบกันดีว่าในประเทศไทยมีหลายพื้น หลายจังหวัดที่เพาะปลูกทุเรียน ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดจันทรบุรี ระยอง และนนทบุรี ซึ่งเป็นตลาดหลักที่สร้างผลผลิตจากสวนท้องถิ่นกระจายไปสู่ปลายทางทั่วประเทศ และต่างแดน ซึ่งรสชาติ และเนื้อสัมผัสจากแต่ละแหล่ง ก็ล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะส่วนตัว ตามลักษณะภูมิประเทศ ที่แตกต่าง

ขณะที่จังหวัดชายแดนใต้ ด้ามขวานอันอุดมสมบูรณ์ แหล่งเกษตรกรรมในวิถีชีวิตพหุวัฒนธรรม ภาพจำอาจมองเข้ามาว่ายางพาราคือพืชเศรษฐกิจหลักในพื้นที่ แต่โดยข้อเท็จจริง เกษตรกรชาวจังหวัดชายแดนใต้ ก็ปลูกทุเรียนกันมาหลายปีแล้วเช่นกัน 

ด้วยลักษณะภูมิประเทศภูเขา เกษตรกรจึงเลือกที่จะปลูกทุเรียนตามเชิงเขา ด้วยแร่ธาตุในดิน และภูมิอากาศแบบฝนสลับแดด ผลผลิตของทุเรียนในพื้นที่ รสชาด และเนื้อสัมผัส จึงมีความเฉพาะตัว นุ่มละมุน และกลิ่นไม่แรงนัก

แม้ผลผลิตที่ได้จะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่นเดียวกับทุเรียนในพื้นที่อื่น หากแต่หลายปีก่อนการปลูกทุเรียนในสามจังหวัดชายแดนใต้ เป็นไปแบบปล่อยตามธรรมชาติ ไร้ทิศทาง และเป้าหมาย จึงทำให้”เกรด”และ”คุณภาพ” ของทุเรียน ไม่อยู่ในระดับที่ควรจะเป็น  ซึ่งส่งผลต่อราคาที่ถูกกดต่ำ “โอกาส”ที่มีกลับกลายเป็น”ปัญหา”ด้วยเหตุผลสำคัญคือการจัดการที่ขาด”องค์ความรู้”

จนเมื่อปี พ.ศ.2561 สถาบันปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ ลงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ตามที่ได้รับคำร้องขอจากเกษตรกรชาวสวนทุเรียน ว่ามีผลผลิตทุเรียนจำนวนมาก แต่จำหน่ายได้ราคาต่ำเพราะถูกกดราคา เนื่องจากทุเรียนไม่มีคุณภาพ ผลทุเรียนออกมาแล้วมีหนอนเจาะเมล็ดทุเรียน มีหนามแดงราคาต่ำ มีการขายแบบเหมาสวนโดยไม่ได้คัดเกรด เป็นต้น
เมื่อรับทราบปัญหาแล้วในปีถัดมา พ.ศ. 2562 สถาบันปิดทองหลังพระฯ จึงได้ทำหน้าที่ประสานงานเพื่อให้เกิดการบูรณาการทำงานกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่าง “รู้ รัก สามัคคี” เข้าไปเสริมงานราชการให้สามารถบริการประชาชนในพื้นที่ให้ได้มากที่สุด 

พร้อมทั้งน้อมนำแนวทางพระราชดำริ “สืบสาน รักษา ต่อยอด” ก่อเกิด”ทฤษฎีใหม่”แก้ไขปัญหาเกษตรกรแบบ “องค์รวม”อย่างเป็นขั้นตอน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายคือเกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน 

“สถาบันปิดทองหลังพระฯ” ดำเนินงาน แบบ”ครบวงจร”ตั้งแต่ ต้นทาง กลางทาง และ ปลายทาง โดยยึดแนวทาง “ศาสตร์พระราชา”ที่มีแก่นแกนหลักคือ”เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” เป็นหัวใจสำคัญ

ต้นทาง – ส่งเสริมองค์ความรู้การปลูกทุเรียน ตั้งแต่การจัดการดิน น้ำในแปลง การดูแลตามระยะเจริญเติบโตตามมาตราฐาน  GAP

กลางทาง-การพัฒนารูปแบบการเก็บเกี่ยวผลผลิต “ไม่ตัดทุเรียนอ่อน” และตรวจสอบแป้งไม่ต่ำว่า 32 % ตามมาตราฐานที่ตลาดต้องการ

ปลายทาง – เชื่อมโยงล้งพันธมิตรสนับสนุนเกษตรกร ตลอดจนพัฒนารูปแบบที่ให้เกษตกรเป็นผู้กำหนดราคาเอง
ขณะเดียวกันเมื่อลงรายละเอียดคู่ขนาน ในหลัก”เข้าใจ”

– มีการพัฒนาความรู้เยาวชนและเกษตรกรให้เป็นอาสาสมัครในพื้นที่ 90 ราย โดยนำไปเรียนรู้วิธีใส่ปุ๋ย การฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช การผสมเกษรดอกทุเรียนเพื่อให้ลูกมีรูปทรงสวย การตัดทุเรียนไม่ให้อ่อน ที่จังหวัดระยองและเมื่ออาสาสมัครมีความรู้แล้วก็เป็นครูถ่ายทอดความรู้ให้เกษตรกรต่อ ในลักษณะลงพื้นที่ติดตามการปฏิบัติของเกษตรกรในสวนทุเรียน แนะนำการแก้ไขปัญหาเมื่อเกิดอย่างทันท่วงที มีการจัดทำคู่มือการผลิตทุเรียนคุณภาพผสมผสานความรู้ของส่วนราชการ ภาคเอกชน และภูมิปัญญาชาวบ้านเข้าด้วยกันอย่างเข้าใจง่ายทำเป็น 2 ภาษา ทั้งภาษาไทยและมาลายู
“เข้าถึง” 

– มีการใช้แอพพลิเคชั่นติดตามการผลิตทุเรียนของเกษตรกร 4 ระยะ ตั้งแต่ 1. การเตรียมต้นสะสมอาหาร 2.การดูแลดอกทุเรียน 3.การฉีดพ่นสารป้องกันและกำจัดหนอนเจาะทุเรียน และ 4. การเก็บเกี่ยวที่ไม่ให้มีผลผลิตอ่อน ซึ่งผลผลิตต้องมีอายุไม่น้อยกว่า 120 วัน ขึ้นไป หลังดอกบาน พร้อมทั้งตรวจวัดเปอร์เซ็นต์แป้งที่ไม่น้อยกว่าร้อยละ 32 โดยทุเรียนรุ่นแรกจะออกตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายน และมีผลผลิตมากในช่วงกรกฎาคม – กันยายน

นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งกองทุนปุ๋ย สารป้องกันและกำจัดศัตรูพืช ให้เกษตรในโครงการยืมสำหรับเกษตรกรไม่มีเงินลงทุน และจะใช้คืนเป็นเงินหลังจากขายผลผลิตได้เพื่อหมุนเวียนไว้ซื้อปัจจัยการผลิตปีต่อๆ ไป
“พัฒนา”

-สถาบันปิดทองหลังพระฯ ได้เข้าไปเป็นที่ปรึกษาให้กับเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน แนะนำวิธีการเจรจาต่อรองราคาที่ให้เกิดประโยชน์ทั้งเกษตรกร และ ผู้รับซื้อแบบไม่มีการเอาเปรียบกัน มีรูปขายผลผลิตในปีนี้ 3 รูปแบบ ผู้ซื้อจะยินยอมพร้อมใจสนับสนุนเงินสมทบ “กองทุนพัฒนาเกษตรกร” เพื่อไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการพัฒนาทุเรียนให้มีคุณภาพปีต่อไป เป็นจำนวนเงินกิโลกรัม 2 บาท 
ดังนี้

(1) เจรจาล้งที่รับซื้อเดิมในพื้นที่และมั่นใจในคุณภาพทุเรียนของเกษตรกรในโครงการฯ (ล้งพันธมิตร) พร้อมทั้งเสนอราคารับซื้อสูงกว่าท้องตลาด โดยเกษตรกรจะเป็นผู้เลือกเองว่าจะไปขายให้กับล้งที่พอใจมากที่สุด

(2) การขายออนไลน์ : มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างชื่อแบรนด์ “ทุเรียนบาตามัส”ให้เป็นที่รู้จักภายในประเทศ เจาะกลุ่มเป้าหมายที่มีกำลังซื้อสูง โดยปีนี้ เริ่มนำร่อง 320 กล่อง จากเกษตรกร 5 ราย เพื่อทดลองตลาด

(3) การขายประมูลสวน : โดยได้เชิญล้งที่สนใจจำนวน 6 ล้ง ดูผลผลิตในสวนเกษตรกร 3 ราย ว่าทุเรียนมีรูปทรงสวยเกรดส่งออกเป็นส่วนมาก มีหนามสีเขียว และให้ล้งยื่นซองเสนอราคาเพื่อเข้าตัดผลผลิตเกษตรกรทุกเกรดในราคาเดียวกันยกเว้นของเสีย ซึ่งปีนี้ล้งที่ชนะการประมูลให้ราคาสูงถึง 146 บาทต่อกิโลกรัม

“ความสำเร็จ”จากการดำเนินงานของโครงการฯ นี้ คือ การให้ความรู้แก่ประชาชนในพื้นที่ ต่อยอดยกระดับเกษตรกรชาวสวนทุเรียนแบบดั้งเดิมกลายเป็นเกษตรกรสมัยใหม่ รู้จักการดูแลสวนทุเรียนอย่างเป็นระบบเป็นขั้นตอน ตามหลักทฤษฎีใหม่ และปัจจุบันเริ่มต้นเข้าไปสู่เกษตรผู้ประกอบการ คือ รู้วิธีการพัฒนาแบบตลาดนำการผลิตทำทุเรียนให้เป็นที่ต้องการของผู้รับซื้อ รู้จักรวมกันซื้อปัจจัยการผลิต รวมกลุ่มกันขายผลผลิต เพื่อสร้างอำนาจในการต่อรองราคาและที่สำคัญได้รู้จักในการบริหารงานกลุ่มที่สามารถเชื่อมโยงกับแหล่งตลาดและเงินลงทุนได้ด้วยตนเอง ถือได้ว่าเป็นการสืบสาน รักษา ต่อยอด แนวพระราชดำริ ที่ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างมีภูมิคุ้มกัน เป็นการสอนให้ชาวบ้าน”รู้วิธีตกปลา มากกว่าเอาปลาไปให้” เป็นการพัฒนาที่มุ่งสู่ความยั่งยืนของประชาชนอย่างแท้จริง



ทั้งหมดทั้งมวลคือการขับเคลื่อนดำเนินการเป็นขั้นตอน โดย”ตั้งมั่น ยึดมั่น”ในแนวทางพระราชดำริ “รู้ รัก สามัคคี” และนำไปสู่การปฏิบัติอย่าง”เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา”สถาบันปิดทองหลังพระฯ ใช้เวลาขับเคลื่อนร่วมกับเกษตกร เพียงระยะเวลา 1 ปี “ความสำเร็จ”ที่เป็นรูปธรรม คือผลผลิตทุเรียนคุณภาพจาก 800 กิโลกรัมต่อไร่ เป็น 1,571 กิโลกรัมต่อไร่ สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ รวม 402.02ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ยจากรายละ 60,000 บาทต่อปี เป็น 262,731 บาทต่อปี 

ปัจจุบันสามจังหวัดชายแดนใตัมีพื้นที่ปลูกทุเรียนกว่า 1.35 แสนไร่ แบ่งเป็น จังหวัดยะลา ประมาณ 9.6 หมื่น ไร่  นราธิวาส 3 หมื่นไร่ และปัตตานี 8,000 ไร่  และมีการจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชน 20 แห่ง  เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างวิสาหกิจในการผลิตทุเรียน และรวมปริมาณผลผลิตที่มีปริมาณมากพอสำหรับการเจรจากับผู้รับซื้อ

ทุเรียนหมอนทองบาตามัส จึงเป็นดั่ง”ทองคำแห่งชายแดนใต้” ด้วยผลผลิตที่สร้างทั้งรายได้ สามารถยกระดับคุณภาพชีวิต และพึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืน แต่”คุณค่า”ที่มหาศาลยิ่งกว่า คือ”วิถีพหุวัฒนธรรม”ของเกษตรกรไทย-พุทธ และไทย-มุสลิม ที่หล่อหลอมแน่นแฟ้นกลมเกลียวเป็นหนึ่งเดียวในเป้าหมายเพื่อร่วมพัฒนา”ทุเรียนท้องถิ่น”ให้เป็นสินค้าคุณภาพสูง เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายทัดเทียมเช่นเดียวกันกับทุเรียนจากภูมิภาคอื่น
 

มท.จับมือสมาคมแม่บ้าน มท.และภาคีเครือข่าย ช่วยซื้อผลผลิตทางการเกษตรที่ล้นตลาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755306

มท.จับมือสมาคมแม่บ้าน มท.และภาคีเครือข่าย ช่วยซื้อผลผลิตทางการเกษตรที่ล้นตลาด

มท.จับมือสมาคมแม่บ้าน มท.และภาคีเครือข่าย ช่วยซื้อผลผลิตทางการเกษตรที่ล้นตลาด

วันศุกร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2566, 10.51 น.

มท.จับมือสมาคมแม่บ้าน มท.และภาคีเครือข่าย ช่วยซื้อผลผลิตทางการเกษตรที่ล้นตลาด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และยกระดับคุณภาพชีวิตพี่น้องเกษตรกรให้มีความสมบูรณ์พูนสุขกันถ้วนหน้าอย่างยั่งยืน

วันนี้ (8 ก.ย.66) นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์ความเดือดร้อนของประชาชนผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรชาวสวนผลไม้ที่กำลังประสบปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ อันเป็นสภาพปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่กระทรวงมหาดไทยให้ความสำคัญในการบรรเทาปัญหาเพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุข และทำให้พี่น้องประชาชนมีความสมบูรณ์พูนสุขกันถ้วนหน้าอย่างยั่งยืน

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยได้ประสานสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นำโดย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ได้ช่วยซื้อผลผลิต “สละ” ที่พบว่าปีนี้มีจำนวนผลผลิตออกมาเป็นจำนวนมากจนเกิดภาวะสินค้าล้นตลาด ส่งผลทำให้พ่อค้าคนกลางกดราคา ที่จากเดิมเกษตรกรเคยขายได้ราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 500 บาท แต่เมื่อพ่อค้าคนกลางกดราคาจึงขายได้เพียงกิโลกรัมละ 200 – 250 บาท ซึ่งหลังจากนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทยได้ช่วยซื้อสละจากเกษตรกรผู้ปลูกจากในพื้นที่จังหวัดพัทลุง ราคากิโลกรัมละ 300 บาท จำนวน 500 กิโลกรัม คิดเป็นเงินรวมทั้งสิ้น 150,000 บาท ส่งผลทำให้ราคาสละกระเตื้องขึ้นเป็นกิโลกรัมละ 350 – 400 บาท นอกจากนี้ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ยังได้ช่วยซื้อเงาะและมังคุดจากเกษตรกรอีกด้วย ทำให้ราคาผลไม้สูงขึ้น พี่น้องประชาชนได้รับประโยชน์จากการขายผลไม้ มีรายได้ที่เหมาะสม ส่งผลให้ครอบครัวได้มีเงินในการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

“นอกจากนี้ จังหวัดลำปาง โดยนายชัชวาลย์  ฉายะบุตร ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ได้ทำการส่งมอบผลผลิต “ลองกอง” จากจังหวัดยะลา และผลผลิต “มังคุด” จากจังหวัดพัทลุงให้แก่ผู้ที่สั่งซื้อ ซึ่งจังหวัดลำปางได้นำแนวทางของกระทรวงมหาดไทยที่มุ่งมั่นในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนเกษตรกรชาวสวนผลไม้พื้นที่ภาคใต้เพื่อกระจายผลผลิตมังคุดจากจังหวัดนครศรีธรรมราช ระนอง และพัทลุง จำนวนรวม 17.10 ตัน มูลค่า 580,500 บาท ลองกองจากจังหวัดยะลา ปริมาณ 2.576 ตัน มูลค่า 115,920 บาท อีกด้วย” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าว

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงมหาดไทย โดยผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ตลอดจนส่วนราชการในส่วนกลาง และหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ให้ความสำคัญในการดูแลคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนทุกกลุ่ม ทุกช่วงวัย เพื่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนในทุกเรื่อง ครอบคลุมทั้งมิติสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งในเรื่องผลผลิตทางการเกษตรที่ล้นตลาดนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดต่าง ๆ ได้ช่วยประสานกับผู้ว่าราชการจังหวัดพื้นที่ที่เกษตรกรได้รับความเดือดร้อน ด้วยการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ให้ประชาชนผู้สนใจในพื้นที่ได้ซื้อผลผลิต อันเป็นการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนคนไทยด้วยกัน ซึ่งเป็นการลดผลกระทบจากภาวะสินค้าล้นตลาด และเป็นการหนุนเสริมเศรษฐกิจฐานรากอีกด้วย ทั้งนี้ ด้วยเพราะหน้าที่ของคนมหาดไทย คือ “การบำบัดทุกข์ บำรุงสุข และทำให้พี่น้องประชาชนมีความสมบูรณ์พูนสุขกันถ้วนหน้าอย่างยั่งยืน”

– 006

สกู๊ปพิเศษ : สืบทอดอาหารปักษ์ใต้สูตรเด็ด ให้กับลูกหลานเพื่อสานต่อ ‘ไตปลาแห้งสูตรแม่บุญส่ง’ เพื่อให้ประชาชนลิ้มรสชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755222

สกู๊ปพิเศษ : สืบทอดอาหารปักษ์ใต้สูตรเด็ด ให้กับลูกหลานเพื่อสานต่อ  ‘ไตปลาแห้งสูตรแม่บุญส่ง’ เพื่อให้ประชาชนลิ้มรสชาติ

สกู๊ปพิเศษ : สืบทอดอาหารปักษ์ใต้สูตรเด็ด ให้กับลูกหลานเพื่อสานต่อ ‘ไตปลาแห้งสูตรแม่บุญส่ง’ เพื่อให้ประชาชนลิ้มรสชาติ

วันศุกร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นี่คือ..ไตปลาแห้งแม่บุญส่ง ที่บรรจุใส่กระปุก พร้อมส่งให้กับลูกค้าตามที่ได้ออเดอร์เข้ามา ได้ลองลิ้มชิมรสชาติไตปลาแห้งแม่บุญส่ง สูตรโบราณดั้งเดิมที่สืบทอดกันมาให้ลูกหลาน และได้ผ่านการตรวจสอบและได้รับเครื่องหมาย อย.ประกันคุณภาพและความมั่นใจให้กับลูกค้าเรียบร้อยแล้ว ซึ่งคุณแม่บุญส่ง รามสูต วัย 65 ปี ชอบในรสชาติอาหารปักษ์ใต้มาเป็นเวลานานและมีสูตรการทำแกงไตปลาที่อร่อย ปรุงอาหารรับประทานกันในครัวเรือน และได้คำชมจากผู้ที่ได้ลองลิ้มชิมรสชาติแกงไตปลาสูตรเด็ดของแม่บุญส่ง ที่มีอายุมากแล้วลูกหลานก็อยากจะสานต่อการทำแกงไตปลาเพื่อสืบทอดอาหารปักษ์ใต้จากคุณแม่บุญส่ง โดยมีการพัฒนาแกงไตปลาสูตรเด็ดมาทำเป็นไตปลาแห้งและยังรักษาสูตรเดิมเอาไว้ ทั้งรสชาติ ก็ไม่เปลี่ยนแปลง แม้ว่าจะเป็นไตปลาแห้งก็ตาม และยังคงใช้ชื่อไตปลาแห้งแม่บุญส่ง เป็นโลโก้เครื่องหมายและได้ผ่านการรับรองจาก อย.เรียบร้อยแล้ว โดยลูกหลานได้ควักเงินลงขันเปิดเป็นโรงงานเล็กๆ บริเวณท่าเทียบเรือประมงใหม่เลขที่ 285-287 ซอย 1 ถนนสงขลา-พลาซ่า อ.เมืองจ.สงขลา ในชื่อห้างหุ้นส่วนจำกัด ไตปลาแห้งแม่บุญส่ง ซึ่งเป็นโรงงานเล็กๆ ผลิตไตปลาแห้งแม่บุญส่งตามออเดอร์ลูกค้า และคุณแม่บุญส่งก็จะมาควบคุมดูแลด้วยตัวเอง

ในส่วนนางสาวบุญศิริ รามสูต วัย 30 ปี ซึ่งเป็นหลานสาวของคุณแม่บุญส่งก็ได้เข้ามาเป็นทายาทสืบทอดอาหารปักษ์ใต้สูตรเด็ด “ไตปลาแห้งแม่บุญส่ง” เพื่อให้ชาวสงขลาได้ชิมรสชาติรวมทั้งประชาชนทั่วไป เพื่ออนุรักษ์อาหารปักษ์ใต้ให้คงอยู่สืบไป โดยนางสาวบุญศิริ จะควบคุมดูแลการผลิตทั้งหมด โดยมีคุณแม่บุญส่งเข้ามาให้คำปรึกษาแนะนำ หากมีข้อสงสัย เนื่องจากเห็นว่า มีทายาทสืบทอดการทำไตปลาแห้งแม่บุญส่ง มีความตั้งใจและสามารถดำเนินการได้ รวมทั้งมีความเข้าใจขั้นตอน วิธีการในการทำอย่างถูกต้อง ตามที่ อย.ได้เข้ามาตรวจและแนะนำเพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีมาตรฐานและความสะอาด ตามกำหนดทุกประการ

ไตปลาแห้งแม่บุญส่ง วัตถุดิบที่ใช้คือ ปลาซาบะโดยคัดสรรปลาจากแพปลาที่ท่าเทียบเรือประมงใหม่ เนื่องจากโรงงานอยู่ใกล้กับท่าเทียบเรือประมง ปลาที่นำมาใช้ก็จะสด สะอาดมาก เมื่อทางแพปลานำปลาซาบะมาส่ง ก็จะดำเนินการตามขั้นตอนโดยการตัดหัวปลาและนำไส้ออกจนหมดและล้างทำความสะอาด จากนั้นก็จะนำปลามาเข้าตู้อบโดยมีการปรับอุณหภูมิ ที่สูง 90-100 องศาฯ เพื่อเป็นการฆ่าเชื้อที่ดีที่สุด หลังจากนั้นก็จะเป็นการเตรียมวัตถุดิบในเรื่องเครื่องแกง ซึ่งจะซื้อวัตถุดิบ เพื่อมาจัดเตรียมเอง เพื่อความสะอาดในการผลิตวัตถุดิบทุกอย่าง จะมีการชั่งและตวง ตามน้ำหนักที่กำหนดตามสูตร จากนั้นก็จะนำวัตถุดิบทั้งหมด ทำการบดเป็นเครื่องแกง ทุกกรรมวิธีจะทำเองทั้งหมดตามสูตร รวมไปถึงการทำน้ำไตปลา ก็จะต้มน้ำไตปลาเองด้วย เมื่อทุกอย่างพร้อมก็จะนำลงผสมในกระทะกวนหรือเครื่องกวนโดยมีการควบคุมอุณหภูมิของผลิตภัณฑ์เพื่อความสะอาด ให้ได้ตามที่ อย.กำหนด จะต้องมีอุณหภูมิ 70-75 องศาฯ เมื่อไตปลาแห้งสุกแล้วก็จะนำมาบรรจุในห้องบรรจุแบบปิดเพื่อป้องกันเชื้อ ตอนนี้ไตปลาแห้งแม่บุญส่งได้รับมาตรฐานของ อย.เป็นที่เรียบร้อยแล้วผู้บริโภคสามารถมั่นใจและเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ไตปลาแห้งแม่บุญส่งได้เลยว่า มีความสะอาดตามมาตรฐาน อย.

นางสาวบุญศิริ กล่าวว่า ไตปลาแห้งแม่บุญส่งได้ควบคุมการผลิตทุกขั้นตอนไม่ว่าจะเป็นการรับวัตถุดิบ การอบปลา การชั่งเตรียมวัตถุดิบ รวมถึงการผสมผลิตภัณฑ์ของเราจะมีการควบคุมมาตรฐานทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิ ความร้อน หรือแม้แต่ความสะอาดของพนักงานในโรงงานของเราเอง สำหรับสูตรที่เราใช้เป็นสูตรไตปลาแห้งแม่บุญส่ง ซึ่งปกติแม่บุญส่งจะใช้บริโภคกันในครัวเรือน แต่เราได้นำมาทำการปรับปรุง พัฒนา เพื่อที่จะทำให้ผู้บริโภคมีความชื่นชอบมากยิ่งขึ้นจึงใช้สูตรนี้มา จึงอยากให้ผู้บริโภคทุกคนช่วยกันอุดหนุนสินค้าตัวนี้ เพราะเราตั้งใจที่จะทำขึ้นมาให้รสชาติถูกปากคนใต้และคนไทยแน่นอน สำหรับการติดต่อสามารถติดต่อได้ทางเพจ แม่บุญส่งไตปลาแห้งเบอร์โทรศัพท์ 061-2355963 ที่แนบไว้ในเพจ สามารถแอดไลน์ได้ในเพจเลย

ปรีชา สถิตย์เรืองศักดิ์

‘พีรพันธ์’ประชุมจัดทำแผน โครงการรักษ์น้ำเพื่อพระแม่ฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755228

วันศุกร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายพีรพันธ์ คอทอง รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประชุมจัดทำแผนปฏิบัติการโครงการ “รักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน” ระยะที่ 4 (พ.ศ. 2567 – 2570) จัดขึ้นโดยสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) (สวพส.) มีผู้แทนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดที่เกี่ยวข้อง
7 จังหวัด (11 ลุ่มน้ำ) เข้าร่วม ที่โรงแรมเซ็นทารา ริเวอร์ไซด์จ.เชียงใหม่ โดยหน่วยงานและเกษตรกรต้นแบบ ได้มีการนำเสนอสรุปภาพรวมผลการดำเนินงานโครงการที่ผ่านมา และการถอดบทเรียนโครงการ และมีการระดมความคิดเห็นเพื่อประกอบการทบทวน/จัดทำ ร่างแผนปฏิบัติการโครงการ “รักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน” ระยะที่ 4 (พ.ศ. 2567 -2570)

ทั้งนี้ นายพีรพันธ์ ได้ให้ข้อแนะนำในเรื่องวิธีการทำงาน วิธีการออกแบบโครงการ วิธีการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ภายใต้ข้อจำกัด และความท้าทาย พร้อมทั้ง
มอบนโยบาย/กรอบทิศทางการขับเคลื่อนโครงการ โดยเน้นย้ำ1.การใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ สังคม ประกอบการวางแผนจัดทำโครงการ 2.การเกษตรบนพื้นที่สูงมีข้อจำกัดที่เพิ่มขึ้นในระยะยาว 3.ทีมทำงานในทุกระดับ มีทัศนคติ พฤติกรรม ทักษะ ที่หนุนเสริมหลักความยั่งยืน 4.ทีมทำงานต้องเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและการตลาดสินค้าเกษตร เพื่ออนาคตที่ดีกว่า และ 5.โครงการต้องสะท้อนเป้าหมาย ตัวชี้วัด แผนปฏิบัติการ ระยะที่ 4

ปลัดฯร่วมเปิดงาน ThaiTradeที่ซาอุฯ ส่งเสริมภาพลักษณ์ หนุนสินค้าเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755220

วันศุกร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดงาน “Thai Trade Exhibition Saudi Arabia 2023”โดยมีนายดามพ์ บุญธรรม เอกอัครราชทูต ณ กรุงริยาด นายอับดุลลาซิส อัลซาครานรองผู้ว่าการสำนักการค้าต่างประเทศซาอุดีอาระเบีย ดร.ซามี่ บิน อับดุลลาห์ อัลโอไบดี ประธานสภาหอการค้าไทย-ซาอุดีอาระเบีย เอกอัครราชทูตและผู้แทนสถานทูตจากประเทศต่างๆ ภาคธุรกิจไทยและซาอุดีอาระเบีย เข้าร่วม ที่ Riyadh International Convention and Exhibition Center กรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ว่างานดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์อันดีงามให้แก่ประเทศไทย และเป็นการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทย-ซาอุดีอาระเบียให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในด้านการค้าการลงทุน เป็นโอกาสให้สินค้าเกษตรและอาหารของไทย สามารถเดินหน้าเข้าสู่ตลาดซาอุดีอาระเบีย ได้อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งสินค้าพืช ประมง และไม้ตัดดอก

นายประยูร เน้นย้ำว่าประเทศไทยมุ่งมั่นที่จะเป็น “แหล่งความมั่นคงอาหารของโลก” จึงให้ความสำคัญกับการผลิต แปรรูปสินค้าเกษตรและอาหารที่ปลอดภัย และได้รับการยอมรับว่ามีมาตรฐานเทียบเท่าระดับสากล โดยกระทรวงเกษตรฯ ได้ตรวจสอบทั้งห่วงโซ่อุปทาน เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประเทศคู่ค้าและผู้บริโภคชาวต่างชาติ ภายใต้นโยบาย 3S คือ Safety Security และ Sustainability รวมถึงการขับเคลื่อนภาคการเกษตรโดยเชื่อมโยงกับโมเดลทางเศรษฐกิจ“Bio-Circular-Green” Economy หรือ “BCG”

‘ธรรมนัส’ขอ100วันแก้ปัญหาเกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755226

วันศุกร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายไชยา พรหมา และนายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรและสหกรณ์ ได้เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงเกษตรฯ โดยสักการะห้องพิรุณ 130 (ห้องพระ อาคาร 1 ชั้น 4) สักการะศาลพระภูมิชัยมงคลสักการะศาลท้าวเวสสุวรรณ สักการะศาลตา-ยาย สักการะองค์พระพิรุณทรงนาค(หน้าอาคาร) และสักการะองค์พระพิรุณทรงนาค (ห้องพิพิธภัณฑ์) และถ่ายภาพร่วมกับผู้บริหาร ข้าราชการและเจ้าหน้าที่

ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า ได้มอบหมายนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ประชุมผู้บริหารและหัวหน้าส่วนราชการทั้งหมด เพื่อหารือมาตรการและการขับเคลื่อนการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรฯ ที่มีความเร่งด่วน อาทิ การแก้ปัญหาภัยแล้งซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาคเหนือตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การแก้ไขปัญหาการทำประมงที่ผิดกฎหมายตามข้อสั่งการของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี การปราบปรามการลักลอบนำเข้าเนื้อสัตว์ผิดกฎหมาย และนโยบายพักหนี้เกษตรกร ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นปัญหาเร่งด่วนที่นายกรัฐมนตรีให้ความเป็นห่วง ส่วนการแบ่งงานของ รมช.เกษตรฯ จะมีการประชุมแบ่งงานภายหลัง
และสามารถเดินหน้าทำงานได้ทันที

สำหรับปัญหามังคุดใต้นั้น ได้เร่งระบายผลผลิตจนสถานการณ์คลี่คลายแล้ว นอกจากนี้ได้มอบหมายปลัดกระทรวงเกษตรฯ เดินหน้ามาตรการแก้ปัญหาในระยะกลาง และระยะยาวอย่างยั่งยืน

รมว.เกษตรฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า ขอฝากถึงพี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศ ว่ากระทรวงเกษตรฯ มีความตั้งใจที่จะช่วยเหลือและยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยให้มีความอยู่ดีกินดีอย่างยั่งยืน ซึ่งนโยบายเร่งด่วนต่างๆ ที่กล่าวข้างต้นจะต้องมีความชัดเจนและเห็นผลภายใน 100 วัน

กยท.ฟันธงราคายางเพิ่ม แนวโน้มสดใส/เน้นรับมือเอลนีโญ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755225

วันศุกร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่เกิดขึ้นและต่อเนื่องจนถึงปี 2567จะทำประเทศในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศผู้ผลิตยางพารารายใหญ่ของโลก รวมทั้งประเทศไทยได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากจะทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นและฝนตกน้อยกว่าปกติ น้ำยางจึงออกมาน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ขณะที่ความต้องการใช้ยางมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคายางในช่วงปลายปี 2566 และในปีถัดไปมีแนวโน้มปรับตัวในทิศทางที่สูงขึ้น แต่จะค่อยเป็นค่อยไป โดยขณะนี้ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 อยู่ในระดับ 47 บาทต่อกิโลกรัม และน้ำยางสดราคาประมาณ 43 บาทต่อกิโลกรัม

“ปรากฏการณ์เอลนีโญ ทำให้ผลผลิตยางลดลง เห็นได้จากตัวเลขผลผลิตยางสะสมตั้งแต่เดือนมกราคม 2566 ถึงปัจจุบันของประเทศผู้ผลิตยางโลกลดลง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีผ่านที่มา โดยมูลค่าการส่งออกยางพาราแปรรูปสะสมตั้งแต่เดือนมกราคม-มิถุนายน 2566 ของประเทศไทย ลดลง 21% และมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์ยางสะสมลดลง 8.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา” นายณกรณ์ กล่าว

สำหรับสถานการณ์ราคายางที่ผ่านมายังไม่ปรับตัวขึ้นเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ประเทศผู้รับซื้อยาง ใช้ยางจากสต๊อกยางที่เก็บไว้ จะเห็นได้จากยอดการผลิตยางรถยนต์และยางรถบรรทุกของโลกไม่ได้ลดลง โดยช่วงไตรมาสแรกปีนี้ยอดการผลิตยางรถยนต์สูงถึง 410.7 ล้านเส้น เพิ่มขึ้น 0.7% เช่นเดียวกับยางรถบรรทุกมียอดการผลิต 47.9 ล้านเส้น เพิ่มขึ้น 1.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา

ส่วนทิศทางของราคายางในช่วงปลายปีนี้ มีทิศทางที่ดีขึ้น เนื่องจากมีปัจจัยหนุนในหลายๆ ด้าน โดยประเทศผู้นำเข้ายางรายใหญ่หลายประเทศได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา และเยอรมนี ได้จัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ในส่วนของประเทศญี่ปุ่น เริ่มผ่อนคลายนโยบายทางการเงิน ในขณะที่คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน พยายามรักษาเสถียรภาพการลงทุนภาคเอกชน สร้างการมีส่วนร่วมให้ภาคเอกชนในโครงการสำคัญของรัฐ รวมทั้งมีมาตรการสนับสนุนการซื้อรถยนต์ไฟฟ้าและไฮบริด ทำให้ความต้องการใช้ยางเพิ่มขึ้น ขณะที่ผลผลิตยางที่ลดลงจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ผนวกกับสต๊อกยางของประเทศผู้นำเข้าถูกใช้ไปจนหมดแล้วจะต้องซื้อยางเข้ามาใหม่ จึงเป็นปัจจัยหนุนที่จะทำให้ยอดการส่งออกยางของไทยและทิศทางของราคายางจะปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้และต่อเนื่องจนถึงปี 2567

“ราคายางมีแนวโน้มที่ดีขึ้น เกษตรกรชาวสวนยางต้องดูแลสวนยางอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ยางสมบูรณ์สามารถกรีดยางได้ตามปกติ โดยเฉพาะเรื่องน้ำ เพราะยางพาราเป็นพืชที่ชอบอากาศชุ่มชื้น หากต้นยางได้รับน้ำที่เพียงพอ ก็จะสามารถผลิตน้ำยางได้เพิ่มขึ้น ชาวสวนยางอาจจะต้องหาแหล่งน้ำกักเก็บ หรือขุดสระเก็บน้ำสำรองไว้ใช้ในช่วงที่ขาดแคลนน้ำ เพื่อให้สามารถกรีดยางได้” นายณกรณ์ กล่าว