ระยอง เปิดศูนย์แปรรูปวัสดุ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755227

วันศุกร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ ศูนย์นวัตกรรมเศรษฐกิจหมุนเวียน ต.บ้านฉาง อ.บ้านฉาง จ.ระยอง นายไตรภพวงศ์ ไตรรัตน์ ผวจ.ระยอง นายจิม ฟิทเทอร์ลิง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่ม บ.ดาว ประเทศไทย ร่วมเปิดศูนย์นวัตกรรมเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อการจัดการและแปรรูปขยะวัสดุรีไซเคิลครบวงจร อย่างเป็นทางการมีส่วนราชการ ท้องถิ่น และ ประชาชนในพื้นที่เทศบาลตำบลบ้านฉาง ร่วมเป็นสักขีพยานจำนวนมาก ซึ่งศูนย์นวัตกรรมเศรษฐกิจหมุนเวียนแห่งนี้ถือว่าเป็นต้นแบบแห่งแรกของประเทศ สำหรับการคัดแยกและยกระดับคุณภาพวัสดุรีไซเคิลเหลือใช้ในชุมชนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีฝีมือคนไทยซึ่งพร้อมดำเนินการในรูปแบบ ธุรกิจชุมชน หรือ CommunityEnterprise ซึ่งก่อตั้งด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ได้แก่ กลุ่ม บ.ดาว ประเทศไทย วว.บพข.สถาบันพลาสติก และ เทศบาลตำบลบ้านฉาง โดยตั้งเป้าแก้ปัญหาพลาสติกใช้แล้วและวัสดุรีไซเคิลในหลุมฝังกลบ เพื่อนำกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลในแต่ละปีกว่า 1,000 ตัน และลดการปล่อยก๊าชเรือนกระจกได้ถึง 2,400 ตัน ซึ่งการจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อการจัดการและแปรรูปขยะวัสดุรีไซเคิลครบวงจร ได้รับการสนับสนุนงบประมาณกว่า 20 ล้านบาทจากกองทุน Dow Business Impact Fund และกลุ่ม บ.ดาว ประเทศไทย ร่วมกับหน่วยบริหารและจัดการลงทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

‘หมูเถื่อน’เรื่องเร่งด่วนในมือ‘ธรรมนัส’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755122

‘หมูเถื่อน’เรื่องเร่งด่วนในมือ‘ธรรมนัส’

‘หมูเถื่อน’เรื่องเร่งด่วนในมือ‘ธรรมนัส’

วันพฤหัสบดี ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2566, 14.44 น.

‘หมูเถื่อน’เรื่องเร่งด่วนในมือ‘ธรรมนัส’

ถ้อยแถลงครั้งแรกหลังเข้าปฏิบัติหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คนใหม่ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า คือการแถลงนโยบายที่ต้องช่วยเหลือเกษตรกรอย่างเร่งด่วน 3 เรื่อง ได้แก่ ภัยแล้ง – ประมง – หมูเถื่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องการปราบปรามหมูเถื่อน ที่ท่าน รมต. ยืนยันว่าเมื่อตนลงมือแล้ว ต้องเห็นผลภายใน 1-2 เดือน นับเป็นคำสั่งอันเข้มแข็งของรัฐมนตรีที่ได้ใจคนเลี้ยงหมูยิ่งนัก

เรื่องราวหมูเถื่อนเกิดขึ้นมาเนิ่นนานกว่าขวบปี เกาะกินผลประโยชน์หลายร้อยล้าน และทำร้ายเบียดเบียนให้เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูไทยไม่มีที่ยืน ต้องล้มหายตายจากเลิกอาชีพกันไปไม่น้อย จนเกิดการร้องเรียนและเรียกร้องให้มีการสืบสวน สอบสวน และดำเนินคดีเรื่อยมา  แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่สามารถดำเนินคดีกับผู้บงการได้อย่างถึงที่สุด กระทั่งเกิดมุมมองว่าน่าจะเป็นเพราะมี “ผู้มีอิทธิพล” อยู่เบื้องหลัง จึงทำให้ขบวนการหมูเถื่อนยังคงยืดเยื้อ และการดำเนินคดีก็สะดุดเป็นระยะ

กระทั่งในที่สุดพบคดีใหญ่ “หมูเถื่อนตกค้าง ณ ท่าเรือแหลมฉบัง 161 ตู้คอนเทนเนอร์” ที่กรมศุลกากร ส่งมอบให้ DSI และ ปปง. ดำเนินคดีต่อ สังคมไทยจึงได้เห็นความคืบหน้าของคดีออกมาบ้าง แต่ก็ยังไม่ทราบว่าจะสามารถสาวถึงต้นตอ และดำเนินการยึดทรัพย์ผู้กระทำผิดได้เมื่อใด  พอท่าน รมต.เกษตรฯ รับปากกระโจนเข้าช่วยเร่งรัดให้ทุกอย่างจบลงภายใน 1-2 เดือน จึงเป็นข่าวดีอย่างยิ่งของคนเลี้ยงหมูทั่วไทยที่หวังจะได้เห็นหน้าคนร้ายในขบวนการนี้อย่างใจจดจ่อ

อีกส่วนหนึ่งคือ การฝังทำลายซากหมูเถื่อน จำนวนมหาศาลถึง 4 ล้าน 5 แสนกิโลกรัมจากทั้ง 161 ตู้นี้ ซึ่งเป็นความรับผิดชอบดำเนินการของกรมปศุสัตว์ ในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ของท่าน รมต.พอดี  แม้ก่อนหน้านี้คณะทำงานท่าเรือสีขาวพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง ได้ประชุมร่วมกับกรมปศุสัตว์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางแผนการทำลายออกมาแล้วว่าจะฝังทำลายในเขต อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว โดยคาดว่าจะดำเนินการได้ภายในเดือนกันยายนนี้ แต่ผ่านเดือนกันยายนเข้ามาราว 1 สัปดาห์แล้ว ยังไม่เห็นกำหนดการฝังทำลายใดๆ ออกมา

ทั้งๆที่ดูเหมือนว่า หมูเถื่อนของกลางพร้อมแล้วเพราะถูกตรวจสอบหลักฐานเรียบร้อย งบประมาณการทำลายที่สายเดินเรือผู้ขนส่งหมูเถื่อนเข้ามาต้องรับผิดชอบก็พร้อมแล้ว พื้นที่ฝังทำลายก็มีแล้ว ทุกอย่างมีความพร้อมแบบนี้ แต่ไม่รู้ว่าเกิดการล่าช้าในขั้นตอนใด  ขณะที่หมูในบางตู้ก็เสื่อมสภาพและส่งกลิ่นเหม็น ควรอย่างยิ่งที่จะเร่งทำลาย เพื่อตัดตอนเชื้อโรคที่อาจระบาดออกมาติดหมูไทย และตัดตอนหมูติดเชื้อไม่ให้เล็ดลอดเข้าสู่ตลาดผู้บริโภค สร้างความสบายใจให้ทุกฝ่าย จึงเป็นอีกประเด็นของเรื่องหมูเถื่อนที่ต้องฝากท่านธรรมนัสเร่งติดตามดำเนินการให้ทุกคนได้เห็นการฝังทำลายหมูครั้งประวัติศาสตร์นี้ในเร็ววัน

ที่สำคัญ ต้องวางแผนระยะยาวและต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย อย่าปล่อยให้เกิดเหตุการณ์หมูเถื่อนเข้ามาทำร้ายหมูไทยได้อีก เพราะมันสร้างความเสียหายมหาศาล กระทบตั้งแต่เกษตรกร   และผู้คนในห่วงโซ่การผลิตหมู  ไปจนถึงสุขภาพผู้บริโภค และระบบเศรษฐกิจของประเทศ 

กลุ่มเกษตรกรตั้งความหวังกับกระทรวงเกษตรฯในยุคของท่าน ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ไว้ไม่น้อย ท่ามกลางกระแสความท้าทายที่ถาโถมเข้ามาทดสอบ ทุกคนพร้อมให้ความร่วมมือและเป็นกำลังใจให้ท่านนำพาเกษตรกรไทยเดินหน้าประกอบอาชีพ เพื่อช่วยกันสร้างความมั่นคงทางอาหารและฟื้นฟูเศรษฐกิจบ้านเมืองอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน

สามารถ สิริรัมย์

หลักเกณฑ์การจัดที่ดิน’ส.ป.ก.’ 3 กรณี และการขอสละสิทธิการใช้ที่ดิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755118

หลักเกณฑ์การจัดที่ดิน'ส.ป.ก.' 3 กรณี และการขอสละสิทธิการใช้ที่ดิน

หลักเกณฑ์การจัดที่ดิน’ส.ป.ก.’ 3 กรณี และการขอสละสิทธิการใช้ที่ดิน

วันพฤหัสบดี ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2566, 14.39 น.

ระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคัดเลือกและจัดที่ดินให้แก่เกษตรกร การโอนหรือตกทอดทางมรดกสิทธิการเช่าหรือเช่าซื้อ และการจัดการทรัพย์สินและหนี้สินของเกษตรกรผู้ได้รับที่ดิน พ.ศ. 2564 กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคัดเลือกและจัดที่ดินให้แก่เกษตรกร ซึ่งสามารถจำแนกได้เป็น 3 กรณี คือ

1) กรณีการจัดที่ดินรอบแรก จะมุ่งเน้นการจัดที่ดินให้แก่ผู้ถือครองที่ดินเดิมที่มีคุณสมบัติเป็นเกษตรกรตามกฎหมาย เพื่อให้เกษตรกรดังกล่าวมีสิทธิเข้าทำประโยชน์ในในที่ดินโดยชอบตามกฎหมาย ส.ป.ก. โดยหากที่ดินที่เกษตรกรผู้ถือครองที่ดินเดิมได้รับการจัดที่ดินนั้นเป็นที่ดินของรัฐ เกษตรกรจะได้รับสิทธิการเข้าทำประโยชน์ (ส.ป.ก. 4-01) แต่หากเป็นที่ดินที่ ส.ป.ก. จัดซื้อมา (ที่ดินเอกชน) เกษตรกรผู้เช่าที่ดินที่จัดซื้อ เกษตรกรผู้ยากจน หรือผู้ประสงค์จะประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก จะได้รับการจัดที่ดิน โดยการทำสัญญาเช่าหรือสัญญาเช่าซื้อที่ดินจาก ส.ป.ก.

2) กรณีการจัดที่ดินรอบใหม่ (รอบสอง ขึ้นไป) อาจเกิดขึ้นได้ทั้งจากกรณีการโอนสิทธิหรือสละสิทธิของเกษตรกรที่ได้รับการจัดที่ดินรอบแรก รวมทั้งในกรณีที่เกษตรกรที่ได้รับการจัดที่ดินรอบแรกนั้นเสียชีวิตลง ซึ่งเกษตรกรดังกล่าวล้วนประกอบเกษตรกรรมในรูปแบบครอบครัวเกษตรกร กรณีนี้ จะมุ่งเน้นการจัดที่ดินให้แก่คู่สมรส บุตร เครือญาติ หรือทายาทของเกษตรกรดังกล่าว โดยคู่สมรส บุตร เครือญาติ หรือทายาทนั้นจะต้องมีคุณสมบัติเป็นเกษตรกรตามกฎหมาย และต้องรับโอนไปทั้งสิทธิและหน้าที่ในทรัพย์สินและหนี้สินที่เกษตรกรรายเดิมมีอยู่อันเนื่องมาจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ซึ่งเกษตรกรที่ได้รับการจัดที่ดินในกรณีนี้จะได้รับสิทธิเช่นเดียวกับเกษตรกรรายเดิม (สัญญาเช่า สัญญาเช่าซื้อ หรือสิทธิการเข้าทำประโยชน์ (ส.ป.ก. 4-01) แล้วแต่กรณี)

3) กรณีการจัดที่ดินแปลงว่าง อาจเกิดขึ้นได้ทั้งจากกรณีการจัดที่ดินรอบแรกที่ไม่มีผู้ถือครองที่ดินเดิมหรือผู้ถือครองที่ดินเดิมไม่มีคุณสมบัติเป็นเกษตรกร หรือในกรณีที่เกษตรกรถูกสั่งสิ้นสิทธิการเข้าทำประโยชน์เนื่องจากกระทำผิดระเบียบการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินของ ส.ป.ก. หรือที่ดินที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ส่งมอบให้แก่ ส.ป.ก. รวมทั้งในกรณีที่เกษตรกรซึ่งได้รับการจัดที่ดินรอบแรกนั้นไม่มีคู่สมรส บุตร เครือญาติ หรือทายาท หรือมีแต่บุคคลดังกล่าวไม่มีคุณสมบัติเป็นเกษตรกรหรือไม่ประสงค์จะขอรับการจัดที่ดินต่อจากเกษตรกรรายดังกล่าว โดยในการจัดที่ดินแปลงว่างนี้จะมุ่งเน้นการจัดที่ดินให้แก่เกษตรกรซึ่งขึ้นทะเบียนขอรับการจัดที่ดินไว้กับ ส.ป.ก. ซึ่งเกษตรกรที่ได้รับการจัดที่ดินจะต้องทำสัญญาเช่าที่ดินจาก ส.ป.ก.

ทั้งนี้ หากเกษตรกรผู้ได้รับที่ดินซึ่งได้รับการจัดให้เข้าทำประโยชน์ มีเหตุจำเป็นต้องจัดการทรัพย์สินหรือหนี้สินที่เกิดขึ้นในระหว่างที่ได้รับที่ดินตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม อาจยื่นคำขอสละสิทธิของตนต่อ ส.ป.ก.จังหวัด เพื่อให้เกษตรกรอื่นนอกเหนือจาก เกษตรกรซึ่งเป็นคู่สมรส บุตร หรือเครือญาติ เป็นผู้ได้รับพิจารณาจัดที่ดินแทนที่ได้โดยการเช่า หากเกษตรกรผู้ได้รับที่ดินนั้นอยู่ในหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

(1) เป็นเกษตรกรผู้ได้รับที่ดินซึ่งชราภาพ หรือทุพพลภาพ หรือเจ็บป่วยเรื้อรัง หรือประสงค์จะประกอบอาชีพอื่น (2) เกษตรกรผู้ได้รับที่ดินไม่ประสงค์จะทำประโยชน์ในที่ดินนั้นอีกต่อไป โดยไม่มีคู่สมรสและบุตร หรือมีแต่บุคคลดังกล่าวไม่ประสงค์จะประกอบอาชีพเกษตรกรรมในที่ดินนั้น (3) เป็นการขอสละสิทธิในที่ดินทั้งหมดที่ตนได้รับจัดที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม

โดยเกษตรกรอื่นต้องจ่ายค่าชดเชย ต้องจัดการทรัพย์สินหรือหนี้สินที่เกิดขึ้นในระหว่างที่เกษตรกรเดิมได้รับที่ดินตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม อาทิ เช่น ไม้ยืนต้นทางการเกษตร โรงเรือน สิ่งปลูกสร้าง หรือมูลค่าการปรับปรุงพัฒนาที่ดินเพื่อให้เหมาะสมต่อการเกษตรกรรม รวมถึงค่าภาระติดพันอยู่ หรือมีหนี้สินค้างชำระกับ ส.ป.ก. หรือสถาบันการเงินที่ร่วมโครงการกับ ส.ป.ก. หรือสถาบันเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน!!!

ปลัดฯหารือภาครัฐ-เอกชน ขยายช่องทางรองรับตลาดมังคุด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755006

วันพฤหัสบดี ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมหารือแนวทางการขยายช่องทางการกระจายผลผลิตมังคุดภาคใต้ที่จะออกสู่ตลาด เน้นการผลิตมังคุดคุณภาพ โดยมี นายสุรเดช สมิเปรม รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายภัสชญภณ หมื่นแจ้ง รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร นายปณิธาน มีไชยโย ผอ.องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) และผู้แทนหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ภาคใต้ (นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ชุมพร ระนอง และสงขลา) เข้าร่วมการประชุม ที่ห้องประชุมองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร จตุจักร กทม.และผ่านการประชุมออนไลน์

นายประยูร กล่าวว่า ช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2566 เป็นช่วงที่ผลผลิตมังคุดทั้งประเทศมีการเก็บเกี่ยวมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 58.63 ของผลผลิตมังคุดทั้งปี โดยแหล่งผลิตมังคุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จ.จันทบุรีนครศรีธรรมราช, ชุมพร, ตราด และ นราธิวาส ตามลำดับ ซึ่งมังคุดภาคใต้มีราคาปรับตัวลดลง คาดว่าจะมีผลผลิตมังคุดเหลือออกสู่ตลาดในเดือนสิงหาคม 2566 ประมาณ 5,000 ตัน และในเดือนกันยายน 2566 ประมาณ 11,200 ตัน ซึ่งเกษตรและสหกรณ์จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้แจ้งแผนงานรองรับในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน 2566 ได้แก่ 1.รณรงค์ให้เกษตรกรรวมกลุ่มทั้งทางการและไม่เป็นทางการ 2. คัดเกรดมังคุด 3.ประสานงานกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดนครศรีธรรมราช ในการนำล้งไปรับซื้อมังคุดที่กลุ่มเกษตรกร และ 4.จำหน่ายสินค้าผ่านทางออนไลน์

ทั้งนี้ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขยายช่องทางตลาดรองรับผลผลิตมังคุดล้นตลาด และเน้นการผลิตมังคุดคุณภาพ ดังนี้ 1.เกษตรและสหกรณ์จังหวัดนครศรีธรรมราช สร้างการรับรู้กับพี่น้องเกษตรกร 2.กรมส่งเสริมสหกรณ์ เร่งรัดการกระจายออกนอกพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส.นครศรีธรรมราช จำกัด (สกต.นครศรีธรรมราช) และสหกรณ์การเกษตรพรหมคีรี จำกัด รวมถึงเพิ่มจุดกระจายมังคุด 3.องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ให้แจ้งสถาบันเกษตรกร กลุ่มแปลงใหญ่ วิสาหกิจชุมชน ว่าจะมีการเปิดจุดจำหน่ายที่ อ.ต.ก.ตรัง อ.ต.ก.สงขลา อ.ต.ก.กทม. และอาจพิจารณาเพิ่มจุดจำหน่ายที่อื่น เพื่อรองรับการบริหารจัดการมังคุดภาคใต้ และช่วยประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคภายในประเทศซื้อมังคุดเพิ่มขึ้น 4.สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 7 (สวพ.7) กรมวิชาการเกษตร ให้สร้างการรับรู้ให้เกษตรกรแปลงใหญ่ และวิสาหกิจชุมชม ร่วมกันยื่นขอ GAP เพื่อเน้นการผลิตมังคุดคุณภาพ และ 5.กรมส่งเสริมการเกษตร ติดตามการรายงานสถานการณ์การผลิตและการตลาด นอกจากนี้ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ขอความร่วมมือสมาคมผู้ประกอบการพืชผักผลไม้ไทย ช่วยเพิ่มปริมาณการส่งออกไปยังต่างประเทศเพิ่มจากเดิมให้มากขึ้น เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรได้ทันเวลา

ปลัดฯประชุมคกก.นโยบายและแผนฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755005

วันพฤหัสบดี ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ครั้งที่ 1/2566 มีวาระพิจารณาที่สำคัญ ได้แก่ 1.การเปิดตลาดสินค้าเกษตร ตามพันธกรณีความตกลงองค์การการค้าโลก (WTO) ปี พ.ศ. 2567-2569 สำหรับสินค้ากระเทียม เมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่ หอมหัวใหญ่ หัวพันธุ์มันฝรั่ง และมันฝรั่งสดเพื่อการแปรรูป 2.(ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านการเกษตรเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบ (ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านการเกษตรเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2566-2570 และมอบหมายฝ่ายเลขานุการคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนนโยบายการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตร นำเสนอแผนปฏิบัติการด้านการเกษตร เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2566-2570 ต่อคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติเพื่อรับทราบ

3.ปรับปรุงองค์ประกอบคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนนโยบายการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตร เพื่อให้กลไกการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาคเกษตรมีความครอบคลุม/สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน จึงต้องปรับปรุงองค์ประกอบคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนนโยบายการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตร โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ปรับปรุงองค์ประกอบคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนนโยบายการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตร โดยเพิ่มผู้แทนจาก 3 หน่วยงาน เป็นอนุกรรมการฯ และมอบหมายฝ่ายเลขานุการ เสนอ (ร่าง) คำสั่งคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง ปรับปรุงองค์ประกอบคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนนโยบายการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตร ต่อประธานกรรมการนโยบายฯ เพื่อพิจารณาลงนามต่อไป นอกจากนี้ยังรับทราบการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรฯ

เกษตรฯเดินหน้า หารือสหกรณ์ฯ หนุนปลูกกาแฟ ขยายการรับซื้อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755004

วันพฤหัสบดี ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายสุรเดช สมิเปรม รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ จ.ชุมพร พร้อมด้วยนายธิติ โลหะปิยะพรรณ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรฯ โดยหารือร่วมกับสหกรณ์ผู้ปลูกกาแฟจังหวัดชุมพร จำกัด ต.ท่าแซะ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร เพื่อผลักดันความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรฯ และภาคเอกชน ในการขยายปริมาณรับซื้อเมล็ดกาแฟจากเกษตรกร เนื่องจากปัจจุบันปริมาณผลผลิตเมล็ดกาแฟดิบในประเทศไม่เพียงพอ ทำให้ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ มากถึง 6 หมื่นตันต่อปี อีกทั้งได้มีนโยบายส่งเสริมการปลูกกาแฟเพื่อทดแทนการนำเข้า จึงเป็นโอกาสดีที่จะร่วมกันในการส่งเสริมการผลิตกาแฟเพื่อสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรไทยซึ่งกาแฟถือเป็นพืชที่มีโอกาสทางการตลาดสูง แต่ในประเทศยังมีการผลิตน้อย

สำหรับสหกรณ์ผู้ปลูกกาแฟจังหวัดชุมพร จำกัด ดำเนินธุรกิจหลายด้าน ในส่วนของธุรกิจแปรรูป ได้แก่ กาแฟคั่ว-บด, กาแฟ 3 in 1 และกาแฟสารดิบ ภายใต้ผลิตภัณฑ์ชื่อ “กาแฟชุมพร” สำหรับธุรกิจรวบรวมกาแฟนั้น สหกรณ์รวบรวมผลผลิตจากสมาชิก เครือข่ายสหกรณ์ และสหกรณ์ทั่วไป โดยในระหว่างปีบัญชี 2565-2566 สหกรณ์รวบรวมกาแฟได้ 276 ตัน เป็นมูลค่ากว่า 20 ล้านบาท

ส่วนการปลูกกาแฟ ปี 2566 ภาคใต้ (ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี พังงา กระบี่ นครศรีธรรมราช ภูเก็ต ตรัง พัทลุง สงขลา สตูล และยะลา) มีเนื้อที่ยืนต้น 89,643 ไร่ เนื้อที่ให้ผล 80,856 ไร่ ผลผลิต 6,909 ตัน (ข้อมูลคณะทำงานพัฒนาคุณภาพ ปริมาณการผลิตสินค้าเกษตรฯ ภาคใต้ ณ วันที่ 8 สิงหาคม 2566)

กรมชลฯเร่งกำจัดผักตบชวา ขวางทางน้ำแม่น้ำบางปะกง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755002

วันพฤหัสบดี ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า สำนักเครื่องจักรกล ได้กำจัดผักตบชวาและวัชพืช รวมทั้งสิ่งกีดขวางทางน้ำอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำและส่งน้ำเพื่ออุปโภค-บริโภคและการเกษตรอย่างเต็มศักยภาพ บรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำ ในพื้นที่ลุ่มน้ำบางปะกง อาทิ พื้นที่ จ.นครนายก กำจัดวัชพืชได้ประมาณ 25,000 ตัน และแม่น้ำปราจีนบุรี กำจัดได้ประมาณ 20,000 ตัน ที่บริเวณจุดสะพานบางขนาก กำจัดวัชพืชได้ประมาณ 15,000 ตัน รวมถึงบริเวณหน้าเขื่อนบางปะกง กำจัดวัชพืชได้ประมาณ 23,600 ตัน รวมปริมาณการกำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำที่ได้ทั้งหมดประมาณ 83,600 ตัน

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้กำจัดวัชพืชสิ่งกีดขวางทางน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำต่างๆ อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งติดตั้งเครื่องจักร เครื่องมือ เพื่อการบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถส่งน้ำให้กับเกษตรกรในพื้นที่เป้าหมายได้อย่างเพียงพอและทั่วถึง หากประชาชนหรือหน่วยงานใดต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดตามสอบถามได้ที่โครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือโทร.สายด่วน 1460

‘สุรเดช’ชูสวนทวีทรัพย์ ต้นแบบผลิตทุเรียนคุณภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754750

วันพุธ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายสุรเดช สมิเปรม รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับมอบหมายจากนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ให้ลงพื้นที่ จ.ชุมพร เพื่อติดตามสถานการณ์การผลิตสินค้าเกษตร (ทุเรียน กาแฟ และมังคุด) โดยมี นายธิติ โลหะปิยะพรรณ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายธราพงษ์ มีมุสิทธิ์เกษตรและสหกรณ์จังหวัดชุมพร และหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรฯร่วมลงพื้นที่ โดยเยี่ยมชมสวนทวีทรัพย์ ซึ่งมีการบริหารจัดการผลิตทุเรียนคุณภาพแบบเกษตรอุตสาหกรรม ตามแนวทาง BCG Model ของนายวีรวัฒน์ จีรวงส์ ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน ปี 2566 สาขาปราชญ์เกษตรดีเด่น และประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อ.ปะทิว จ.ชุมพร

นายสุรเดชกล่าวว่า มุ่งมั่นที่จะยกระดับควบคุมคุณภาพทุเรียนไทยเพื่อให้ได้คุณภาพเป็นไปตามมาตรฐานการส่งออกที่กำหนด ซึ่งการดำเนินงานที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือจาก ผวจ.ชุมพร จนประสบความสำเร็จ และขอชื่นชมเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนที่บูรณาการความร่วมมือกันเป็นอย่างดีทั้งนี้ ขอฝากว่ายังคงต้องคุมเข้มในการตรวจควบคุมคุณภาพทุเรียนให้ได้มาตรฐานอย่างต่อเนื่อง ยึดมั่นในจรรยาบรรณ และขอให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ เพื่อขับเคลื่อนทุเรียนไทย ทุเรียนคุณภาพ ปลอดภัย ได้มาตรฐาน

รองปลัดฯ กล่าวชื่นชมสวนทุเรียนของนายวีรวัฒน์ จีรวงส์ ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน ปี 2566 ที่ประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการผลิตทุเรียน ทั้งการแปรรูปทุเรียนแช่เยือกแข็ง และทุเรียนฟรีซดราย นอกจากนั้นยังนำผลไม้ชนิดอื่นๆ ในท้องถิ่นและจังหวัดใกล้เคียง มาแปรรูป เช่น มะม่วงฟรีซดราย มังคุดฟรีซดราย สับปะรดฟรีซดราย และเงาะไส้สับปะรดฟรีซดราย และมีการตลาดแบบครบวงจร โดยสวนฯ ผลิตทุเรียนในพื้นที่ 250 ไร่ พร้อมทั้งมีการจัดทำวงจรการบริหารจัดการผลิตทุเรียนคุณภาพตามมาตรฐาน GAP หรือ Premium Durian Cycle : PDC ในรอบ 1 ปี ทำให้ง่ายต่อการวางแผน และบริหารจัดการผลิต และบริหารจัดการสวนแบบเกษตรอุตสาหกรรม ตามแนวทาง BCG MODEL ใช้นวัตกรรมการห่อผลทุเรียนโดยใช้กระดาษห่อผลไม้สีขาวที่ฆ่าเชื้อเคลือบผิวมันด้านนอกระบายน้ำและอากาศได้มาห่อผลทุเรียน ซึ่งมีประสิทธิภาพในการป้องกันแมลงศัตรูทุเรียนได้ ทำให้ลดการใช้สารกำจัดศัตรูพืชปลอดภัยต่อผู้ปฏิบัติงานในสวนและผู้บริโภค อีกทั้งยังได้คิดค้นสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน สร้างรายได้ สามารถยึดถือเป็นแบบอย่างในแนวทางการปฏิบัติงานด้านการเกษตรเป็นอย่างดี จากนั้นลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของล้งทุเรียน บริษัทอาเฮียฟรุต อ.หลังสวน จ.ชุมพร พร้อมทั้งให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่

‘เศรษฐเกียรติ’ถก คณะอนุกรรมการฯ คำสั่งทางปกครอง ในการปฏิรูปที่ดิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754751

วันพุธ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองในการปฏิรูปที่ดินครั้งที่ 2/2566 โดยมี นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เข้าร่วม โดยที่ประชุมรับทราบผลการดำเนินการตามมติคณะอนุกรรมการพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองในการปฏิรูปที่ดินครั้งที่ 1/2566 เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2566 โดยจัดทำวาระการประชุม และอยู่ระหว่างนำเสนอต่อคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คปก.) เพื่อพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์

นายเศรษฐเกียรติ กล่าวว่า ที่ประชุมได้มีการพิจารณากรณีนาย บ.อุทธรณ์คำสั่งคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดสกลนคร (คปจ.สกลนคร) ที่สั่งให้สิ้นสิทธิการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน เนื่องจากได้ขายและส่งมอบการครอบครองที่ดินให้แก่ นาง พ.เพื่อใช้เป็นที่ตั้งโรงงาน ฮ. โดยมิได้รับอนุญาตจากทางราชการ ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนระเบียบ คปก.ว่าด้วยการให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรผู้ได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมปฏิบัติเกี่ยวกับการเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน พ.ศ. 2535 ข้อ 7 (1) และ (3) โดย ส.ป.ก.สกลนคร ได้แจ้งสิทธิอุทธรณ์ทางไปรษณีย์ตอบรับไปยังภูมิลำเนาของนาย บ. ซึ่งนาย บ.ได้ยื่นคำอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งคำสั่ง คปจ.สกลนคร คปก.จึงไม่มีอำนาจรับคำอุทธรณ์ของนาย บ. ไว้พิจารณาได้ โดยที่ประชุมเห็นชอบไม่รับอุทธรณ์ไว้พิจารณาตามความเห็นของ ส.ป.ก.และให้นำเสนอ คปก.พิจารณาวินิจฉัยต่อไป

‘เอลนีโญ’ยังแรง!!! กรมชลฯเร่งเก็บกักน้ำปลายฝน วอนเกษตรกรงดปลูกข้าวนาปีต่อเนื่อง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754765

'เอลนีโญ'ยังแรง!!! กรมชลฯเร่งเก็บกักน้ำปลายฝน วอนเกษตรกรงดปลูกข้าวนาปีต่อเนื่อง

‘เอลนีโญ’ยังแรง!!! กรมชลฯเร่งเก็บกักน้ำปลายฝน วอนเกษตรกรงดปลูกข้าวนาปีต่อเนื่อง

วันอังคาร ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2566, 21.31 น.


เอลนีโญยังแรง เร่งเก็บกักน้ำปลายฝน วอนเกษตรกรงดปลูกข้าวนาปีต่อเนื่อง ลดเสี่ยงผลผลิตเสียหาย

เมื่อวันที่ 4 ก.ย.ที่ผ่านมา  ที่ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน ถนนสามเสน ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ผ่านระบบ Video Conference ไปยังสำนักงานชลประทานที่ 1-17 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำนักการระบายน้ำ(กรุงเทพมหานคร) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เป็นต้น เพื่อติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำ และแม่น้ำสายหลักต่าง ๆ สำหรับเป็นข้อมูลในการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องและเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ต่อไป

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ปัจจุบัน (4ก.ย.66) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 42,470 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 56 ของความจุอ่างฯรวมกัน เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 10,153 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 41 ของความจุอ่างฯ รวมกัน จนถึงขณะนี้มีการจัดสรรน้ำทั่วประเทศไปแล้ว 14,238 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 96 ของแผน เฉพาะพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยามีการจัดสรรน้ำไปแล้ว 5,706 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 104 ของแผน ปัจจุบันมีการเพาะปลูกข้าวนาปีทั่วประเทศไปแล้ว 14.96 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 88 ของแผนฯ เก็บเกี่ยวแล้วประมาณ 2.84 ล้านไร่ เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา ทำนาปีไปแล้ว 7.49 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 93 ของแผนฯ เก็บเกี่ยวไปแล้ว 2.53 ล้านไร่ ในส่วนของสถานการณ์ค่าความเค็มใน 4 ลำน้ำสายหลัก(เจ้าพระยา บางปะกง ท่าจีน และแม่กลอง) ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ

ทั้งนี้ จากการคาดการณ์สภาพอากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาพบว่า สถานการณ์เอลนีโญจะทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคมนี้ และมีแนวโน้มส่งผลยาวต่อเนื่องไปจนถึงเดือนเมษายน 67 โดยคาดการณ์ว่า ณ วันที่ 1 พ.ย. 66 จะมีปริมาณน้ำใช้การได้ทั้งประเทศรวมกันประมาณ 21,160 ล้าน ลบ.ม เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยามีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกันประมาณ 5,803 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งอยู่ในเกณฑ์น้อยมาก ปริมาณน้ำดังกล่าวนี้ จะเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศเท่านั้น จึงได้สั่งการไปยังโครงการชลประทานทั่วประเทศ ให้ติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมบริหารจัดการน้ำด้วยความประณีต สอดคล้องสถานการณ์ ควบคู่ไปกับการเก็บกักน้ำในช่วงปลายฤดูฝนให้ได้มากที่สุด ที่สำคัญให้ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ถึงผลกระทบจากสภาวะเอลนีโญและสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง

ที่สำคัญให้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรณรงค์ขอความร่วมมือเกษตรกรที่เพาะปลูกข้าวนาปีรอบแรกและเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จ ให้งดทำนาปีต่อเนื่อง ด้วยปริมาณน้ำต้นทุนมีไม่เพียงพอ ตลอดจนรณรงค์ขอความร่วมมือทุกภาคส่วนช่วยกันเก็บกักน้ำไว้ตามแหล่งน้ำธรรมชาติ อาทิ แก้มลิง บ่อ อาคารชลประทานที่ได้รับการถ่ายโอนแล้ว หรือแม้แต่ภาชนะสำรองน้ำภายในครัวเรือน ไว้ให้ได้มากที่สุด เพื่อเป็นแหล่งน้ำสำรองไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งถัดไป