กรมพัฒนาฯทำแอปฯรู้จริงพืชดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754490

วันอังคาร ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า ปัจจุบันเกษตรกรหลายพื้นที่ต้องแบกรับภาระต้นทุนในการซื้อปุ๋ยเคมีมาใช้ จึงมีแนวทางบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร ส่งเสริมให้เกษตรกรเน้นการใช้ปุ๋ยในปริมาณที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ตรงกับความต้องการของพืชแต่ละชนิดรวมถึงลักษณะของดิน เพื่อลดต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกร จึงคิดค้น นวัตกรรม รู้จริง พืช ดิน ปุ๋ย จากฐานข้อมูลความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรดินทั่วประเทศ ร่วมกับค่าความต้องการธาตุอาหารของพืชจากกรมวิชาการเกษตร ซึ่งสามารถให้คำแนะนำปุ๋ยได้อย่างเหมาะสมกับชนิดพืชและสามารถลดต้นทุนการผลิตสำหรับพืชเศรษฐกิจ

จากผลสำเร็จงานวิจัยสู่นวัตกรรม โดย นายยุทธศาสตร์ อนุรักติพันธุ์ ผอ.กองวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน กรมพัฒนาที่ดิน ร่วมกับกรมวิชาการเกษตร พัฒนานวัตกรรมรู้จริง พืช ดิน ปุ๋ย ด้วยฐานข้อมูลความอุดมสมบูรณ์ของดินและความต้องการธาตุอาหารของพืชจนเป็น แอปพลิเคชั่น รู้จริง พืช ดิน ปุ๋ย (Thai Soil Fertility Management : TSFM) สามารถให้คำแนะนำการจัดการดินและปุ๋ยได้อย่างเหมาะสมสำหรับพืชเศรษฐกิจ 63 ชนิด ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูก 77 จังหวัด 923 อำเภอ 7,425 ตำบลสามารถเลือกผสมปุ๋ยใช้เองได้ถึง 51,256 สูตร พร้อมค่าใช้จ่ายที่ลดลงจากการใช้ปุ๋ยแต่ละสูตร เป็นทางเลือกให้แก่เกษตรกร

ทั้งนี้ สามารถดาวน์โหลดผ่านทางสมาร์ทโฟนได้ทั้งระบบ Android และIOS โดยลงทะเบียนครั้งเดียว กรอกรายละเอียดให้ครบถ้วนเท่านั้น “นวัตกรรมรู้จริง พืช ดิน ปุ๋ย” แอปพลิเคชั่นที่ให้คำแนะนำการใช้ปุ๋ยให้เหมาะสมตามความต้องการของพืชตรงตามสภาพดินที่ครบถ้วน แม่นยำ รู้ผลไว ใช้งานง่ายช่วยลดต้นทุนการใช้ปุ๋ย ลดการตกค้างจากสารเคมีในดิน ช่วยรักษาทรัพยากรดินและช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิตเกษตรกรและสิ่งแวดล้อมด้วย

‘มนัญญา’เปิดงาน แก้ไขหนี้สหกรณ์ หนุนสร้างรายได้ สมาชิกกลุ่มเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754492

วันอังคาร ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเปิดโครงการแก้ไขปัญหาหนี้ค้างชำระของสมาชิกสหกรณ์ใน จ.นราธิวาส ที่สหกรณ์นิคมปิเหล็ง จำกัด ต.มะรือโบออก อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส พร้อมด้วย นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างการรับรู้แนวทางแก้ไขปัญหาหนี้ค้างชำระของสหกรณ์ภาคการเกษตรและกลุ่มเกษตรกร เสริมสร้างองค์ความรู้ในการบริหารจัดการสินเชื่อให้มีประสิทธิภาพ และส่งเสริมอาชีพเพื่อสร้างรายได้ให้แก่สมาชิก ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ในการบรรเทาและแก้ไขปัญหาหนี้สินของสมาชิกสหกรณ์ภาคการเกษตรและกลุ่มเกษตรกร พัฒนาคุณภาพชีวิตสมาชิกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรด้วยระบบสหกรณ์ ให้มีความสามารถในการบริหารหนี้สินของตนเอง ผ่านกลไกการให้บริการของสหกรณ์หรือกลุ่มเกษตรกรที่ตนเองสังกัด รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรให้มีองค์ความรู้ในการประกอบอาชีพ

ในโอกาสนี้ น.ส.มนัญญา ได้มอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินของนิคมสหกรณ์ (กสน.3) และหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (กสน.5) ให้แก่สมาชิกสหกรณ์นิคมปิเหล็ง จำกัด และสหกรณ์นิคมบาเจาะ จำกัด 40 ราย พร้อมเยี่ยมชมบูธแสดงผลผลิตสินค้าของผู้แทนกลุ่มอาชีพในสังกัดสหกรณ์นิคมปิเหล็ง จำกัด เช่น เกษตรกรผู้ปลูกผักปลอดสารพิษ เกษตรกรผู้ทำการเกษตรผสมผสานเกษตรกรผู้ทำสวนผลไม้ รวมทั้งผลิตภัณฑ์อื่นๆ จากเกษตรกรผู้ทำนาข้าว เป็นต้น

รองปลัดฯร่วมประชุม คกก.โครงการเกษตรวิชญา1/66

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754494

วันอังคาร ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมประชุมคณะกรรมการโครงการเกษตรวิชญา ครั้งที่ 1/2566 โดยมีนายจรัลธาดา กรรณสูต องคมนตรี เป็นประธาน ร่วมกับ พล.อ.กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน และผู้แทนหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมประชุม โดยที่ประชุมรับทราบความก้าวหน้าประเด็นต่างๆ ได้แก่ 1.ผลการปรับปรุงเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินโครงการเกษตรวิชญา ปี 2565, 2.การจัดทำแผนปฏิบัติการโครงการเกษตรวิชญา ระยะ 5 ปี(พ.ศ. 2566 -2570) 3.การปรับผังแปลงเพาะปลูกในพื้นที่จัดสรรให้เกษตรกรทำกิน 4.การดำเนินงานร่วมกับโครงการหลวง และสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง 5.การส่งเสริมให้มีการปลูกพืชเศรษฐกิจร่วม ตามโครงการสร้างป่าสร้างรายได้ และ 6.การบริหารจัดการน้ำ

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังรับทราบผลการดำเนินงานโครงการเกษตรวิชญา ประจำปี 2565 โดยมีการปฏิบัติงานในพื้นที่โครงการ 4 ส่วน ได้แก่ พื้นที่ป่าไม้ พื้นที่ธนาคารอาหารชุมชน พื้นที่ศูนย์สาธิตการเรียนรู้เกษตรบนพื้นที่สูง และพื้นที่จัดสรรให้เกษตรกรทำกิน อีกทั้งยังรับทราบความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการเกษตรวิชญาประจำปี 2566 โดยมีผลการดำเนินงานในพื้นที่ทั้ง 4 ส่วน เป็นไปตามแผนงานที่กำหนด และสอดคล้องกับแผนปฏิบัติการโครงการเกษตรวิชญา ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2566-2570) ซึ่งมีผลการดำเนินงานในภาพรวมเฉลี่ยร้อยละ 91.96 และแบ่งตามพื้นที่ ได้แก่ พื้นที่ป่าไม้ ร้อยละ 89.28 พื้นที่ธนาคารอาหารชุมชน ร้อยละ 96.11 พื้นที่ศูนย์สาธิตการเรียนรู้เกษตรบนพื้นที่สูง ร้อยละ 89.03 และพื้นที่จัดสรรให้เกษตรกรทำกิน ร้อยละ 93.40

นายเศรษฐเกียรติกล่าวว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบการปรับแผนปฏิบัติการโครงการเกษตรวิชญา ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2566-2570) ซึ่งมีแนวทางการดำเนินงาน ได้แก่ 1.การจัดทำโรงกรองน้ำอย่างง่าย เพื่อใช้ในการกรองน้ำก่อนส่งเข้าระบบกระจายน้ำรายแปลง 2.ส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าสู่ระบบการผลิตของโครงการหลวง และสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) (สวพส.) 3.ส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกรในรูปแบบสหกรณ์ เพื่อการแปรรูป การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการตลาด 4.ส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ลดการใช้ปุ๋ยเคมีทางการเกษตร 5.ส่งเสริมการผลิตเกษตรแบบเกษตรปลอดภัยทุกราย และ 6.ประสานขอรับการสนับสนุนระบบไฟฟ้าภายในแปลง และมีมติเห็นชอบการพัฒนาเกษตรกรต้นแบบโครงการเกษตรวิชญา โดยขอรับการสนับสนุนจาก สวพส.และมูลนิธิโครงการหลวง ปี 2567-2570 ปีละ 15 ราย

ทั้งนี้ นายจรัลธาดา กรรณสูต และ พล.อ.กัมปนาท รุดดิษฐ์ ได้ให้คำแนะนำในการอบรมเพิ่มความรู้ให้เกษตรกรเพื่อเพิ่มรายได้ในการประกอบอาชีพ โดยเน้นการส่งเสริมการเพาะปลูกพืชชนิดอื่นทดแทนการปลูกหอมหัวใหญ่ เช่น กุหลาบ และชา เป็นต้น ตลอดจนการพัฒนาพื้นที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว และเน้นย้ำให้ติดตามตรวจสอบมาตรฐาน GAP ให้สามารถผลิตได้สินค้าเกษตรได้ตรงตามมาตรฐานที่กำหนด

‘ธรรมนัส’ลงพื้นที่เมืองคอน ลุยแก้ปัญหามังคุดตกต่ำ แฉรู้ข้อมูลเบื้องลึกโยงทุบราคา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754518

'ธรรมนัส'ลงพื้นที่เมืองคอน ลุยแก้ปัญหามังคุดตกต่ำ แฉรู้ข้อมูลเบื้องลึกโยงทุบราคา

‘ธรรมนัส’ลงพื้นที่เมืองคอน ลุยแก้ปัญหามังคุดตกต่ำ แฉรู้ข้อมูลเบื้องลึกโยงทุบราคา

วันจันทร์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2566, 21.53 น.

“ผู้กองธรรมนัส”บินด่วนลงพื้นที่เมืองคอน แก้ราคามังคุดตกต่ำ หลังชาวสวนเททิ้งกลางถนนประชด เผยมีข้อมูลเบื้องลึกโยงทุบราคา เตรียมตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาในระยะยาว ขณะที่ส.ส.ภูมิใจไทย เตรียมเสนอญัตติด่วนเข้าสภาฯ

จากกรณีเกษตรกรชาวสวนมังคุด อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราชสุดทนที่ราคามังคุดตกต่ำเหลือเพียงกก.ละ 5 บาท สร้างความเดือดร้อนไปทั่วจนต้องนำผลไม้มังคุดจำนวนกว่า2ตันไปเททิ้งบนถนนเพื่อประชดราคาตกต่ำสุดขีด บนถนนสายนครศรีธรรมราช-นบพิตำ หน้าที่ว่าการอำเภอพรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราชเมื่อเร็วๆนี้นั้น จนหลายฝ่ายตื่นตัวเข้ามาแก้ไขแต่สถานการณ์ราคามังคุดยังไม่ดีขึ้นนั้น

ล่าสุดเย็นวันนี้ ( 4 ก.ย.) ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะลงพื้นที่ อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช พบปะเยี่ยมเยียนรับทราบปัญหาราคามังคุดตกต่ำกับเกษตรกรชาวสวนมังคุด จ.นครศรีธรรมราช โดยมีนายอภินันท์   เผือกผ่อง ผวจ.นครศรีธรรมราช และรองอธิบดีกรมการค้าภายในและนายอำเภอพรหมคีรี,จนท.พาณิชย์จังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมพี่น้องเกษตรกรชาวสวนมังคุดในพื้นที่ อ.พรหมคีรี ให้การต้อนรับ  โดยจุดแรกพบพี่น้องเกษตรกรชาวสวนมังคุดที่อาคารเอนกประสงค์เทศบาลตำบลพรหมโลก อ.พรหมคีรี ทั้งนี้เพื่อรับทราบปัญหาที่แท้จริงและเพื่อประเมินสถานการณ์ด้านปริมาณ ราคา และวางแผนหาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนมังคุดอย่างเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องชาวสวนมังคุดต่อไป

โดยพื้นที่ประสบปัญหาราคามังคุดตกต่ำ ได้แก่ อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช อำเภอพรหมคีรี อำเภอชะอวด อำเภอร่อนพิบูลย์ อำเภอพระพรหม อำเภอลานสกา ซี่งมาตรการเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหามังคุดราคาตกต่ำ สรุปความได้  1.ส่งเสริมการขายตรงและขายผ่านระบบออนไลน์ช่วยชาวสวนรายย่อย 2.เร่งเปิดจุดปลายทางเพิ่มขึ้น ทั้งห้างท้องถิ่น และโมบายพาณิชย์ เพื่อช่วยระบายผลผลิต 3.ให้มีการจัดการผลผลิตต่อเนื่อง มีการแปรรูปมังคุดเพื่อเพิ่มมูลค่า เช่น มังคุดกวน น้ำมังคุด  ทำเครื่องสำอาง เป็นต้น 4.ส่งเสริมให้ชาวสวนทำมังคุดคุณภาพให้ตรงกับความต้องการของตลาด5.ส่งเสริมการรวมกลุ่มแปลงใหญ่มังคุด ให้มีการประมูลผลผลิตของสมาชิก เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองทางการตลาด

ขณะที่นางมุกดาวรรณ เลื่องสีนิล สส.พรรคภูมิใจไทย เขต 8 นครศรีธรรมราช เผยว่า อยากให้มีตลาดกลางมังคุด ต่อไปมังคุดของเราจะต้องมารอให้ผู้ประกอบการ หรือ ผู้มาซื้อให้มาถามเราว่าจะขายราคาเท่าไหร่ ไม่ใช่ให้เรามาถามว่าคุณจะซื้อราคาเท่าไหร่ เราจะแก้ปัญหาจุดนี้ให้ได้  ภายในฤดูกาลหน้าเราจะเริ่มกันเลย แลตนได้ติดต่อกับเจ้าของสวนมังคุดมาตลอด จะให้การอุแลในเรื่องนี้ ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนของการนำปัญหาเข้าสู่รัฐสภาเพื่อเสนอญัตติการแก้ปัญหาด้านผลผลิตของเกษตรกร พืชเกษตร ตกต่ำ เพื่อแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบโดยการจัดตั้งกรรมาธิการวิสามัญในเรื่องนี้ขึ้น 

ด้านร.อ.ธรรมนัส ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า ก่อนที่จะเดินทางมาที่นี้ ตนมีข้อมูลเชิงลึกอยู่แล้วในเรื่องของปัญหาของพี่น้องเกษตรกรซึ่งไม่ใช่เฉพาะมังคุด   แต่พี่น้องเกษตรกรชาวสวน อ.พรหมคีรี เรื่องมังคุดเรื่องล้งเป็นเรื่องใหญ่ ถามว่าจะต้องแก้ยังไงผมขอเอาข้อมูลทั้งหมดไปปรึกษากับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในวันศุกร์นี้ว่าเราจะมีมาตรการควบคุมและแก้ปัญหาอย่างไร

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีขบวนการทุบราคามังคุดให้ต่ำลงทางรัฐบาลจะแก้ปัญหาอย่างไร ร.อ.ธรรมนัส ตอบว่า อันนี้เป็นปัญหาสำคัญ ซึ่งถามว่าผมมีข้อมูลมั๊ย ผมขอตอบว่ามีข้อมูลครับ แต่การพูดในที่สาธารณะผมไม่ได้พูด แต่ว่าเรื่องก็จะมีการหารือกันและตั้งคณะกรรมการขึ้นมาแก้ไขปัญหา

ผู้สื่อข่าวถามว่า เราจะมีการปรามเจ้าหน้ารัฐบางคนที่มีส่วนทำให้ราคาตกหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส ตอบว่า เราขอตั้งกรรมการในการไต่สวนเรื่องนี้ก่อน และหาข้อเท็จจริงว่ามันเกี่ยวข้องอะไรยังไงต่อไป เราจะไปตัดสินใจโดยไม่มีการสืบสวนสอบสวนก่อนไม่ได้  ผู้สื่อข่าวถามว่าเบื้องต้นมีมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้แค่ไหน ร.อ.ธรรมนัส ตอบว่า ตนฟังข่าวมาหลายๆทางแล้วแต่ขอเอาข้อมูลเหล่านี้ไปหาข้อเท็จจริงก่อนว่ามันเป็นยังไง

“เท่าที่ฟังปัญหาจากพี่น้องเกษตรกรหลายกลุ่ม พบว่าปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากพี่น้องเกษตรกรรายย่อยที่ไม่ได้เข้าอยู่ในกลุ่ม แต่อันนั้นก็ถือว่าเป็นปัญหาหลักเพราะรายย่อยนั้นเยอะมาก ฉะนั้นเมื่อมีการประมูลต่างๆพี่น้องเกษตรกรรายย่อยเหล่านี้ก็ไม่ได้มีส่วนร่วมได้ประโยชน์จากตรงนี้ ถามว่าจะแก้ปัญหาให้เขายังไง ก็คงต้องแก้ไขปัญหาเร่งด่วนก่อนเราต้องช่วยระบายออกก่อนในตอนนี้ โดยบูรณาการโดยกระทรวงเกษตรฯ และกรมการค้าภายในช่วยระบายออกก่อน ส่วนในเรื่องพี่น้องกลุ่มเกษตรกรรายที่รวมกลุ่มกันไม่น่าจะมีปัญหา ส่วนในเรื่องของราคาเราจะได้ไปหารือกับ รมว.พาณิชย์ก่อนว่าเราจะแก้ไขปัญหาอย่างไร ไม่ใช่ให้ราคามันตกฮวบฮาบ ทั้งๆที่ปลายทางราคาผู้บริโภคยังสูงอยู่ อันนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องช่วยกันแก้ปัญหากันอย่างเร่งด่วนต่อไป”ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า สำหรับข้อมูลของเกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราชพบว่า ฤดูกาลนี้ มีผลผลิตมังคุด จำนวน 40,561 ตัน ออกสู่ตลาดแล้วจำนวน 28,110 ตัน (ร้อยละ 70) ที่เหลือ 12,451 ตัน ยังคงทยอยออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยปริมาณผลผลิตมากที่สุดอยู่ในช่วงระหว่างวันที่ 21-31 สิงหาคม 2566 มีปริมาณ 6,500 กว่าตัน  ซึ่งกรมการค้าภายในร่วมกับจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้รวบรวมมังคุดจากจังหวัดนครศรีธรรมราช ไปเปิดจุดจำหน่ายในกรุงเทพมหานคร ผ่านรถโมบายพาณิชย์ จำนวนทั้งหมด 100 จุด และต่างจังหวัดอีก 120 จุด รวม 220 จุด ปริมาณ 1,100 ตัน เพิ่มทางเลือกให้เกษตรกรในการจำหน่ายมังคุดผ่านช่องทางออนไลน์ โดยได้มอบกล่องใส่ผลไม้ให้กับเกษตรกร จำนวน 35,000 กล่อง โดยสำนักงานฯ ได้จัดสรรให้กลุ่มเกษตรกรและเกษตรกรขายออนไลน์แล้ว โดยมังคุดรุ่นที่ 1 ออกหมดไปแล้ว

ตอนนี้เหลือรุ่นที่ 2 อีกประมาณ 20,000 ตันเศษ ซึ่งจากมาตรการที่กรมการค้าภายในเข้าไปดูดซับผลผลิต 12,950 ตัน จะช่วยเร่งระบายผลผลิตให้กับเกษตรกรอย่างต่อเนื่องต่อไป ณ วันที่ 1 กันยายน 2566 ราคามังคุดคัดเกรดต่าง ๆ – เกรดมันใหญ่ ราคา 33 – 37 บาท/กิโลกรัม  – เกรดมันเล็ก ราคา 23 – 27 บาท/กก. – เกรดผิวกาก/ผิวลาย ราคา 20 บาท/กก. – และเกรดตกไซต์/ผิวดำ ราคา 15 – 17 บาท/กก. และราคาซื้อขาย ณ จุดรับซื้อทั่วไป

ส่วนเกรดมันรวม ราคา 25-30 บาท เกรดคละ 13-20 บาท ส่วนเกรดดำ/ดอก 7-10 บาท ทั้งนี้ ราคาขึ้นอยู่กับคุณภาพผลผลิต ซึ่งการส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันให้เข้มแข็งเพื่อทำมังคุดคุณภาพเป็นเรื่องที่สำคัญมาก และนำผลผลิตมารวมเพื่อใช้ระบบประมูลจะทำให้มีการแข่งขันด้านราคาและเพิ่มอำนาจการต่อรองทำให้สามารถขายผลผลิตได้ในราคาที่สูงขึ้น ประกอบกับผลผลิตมังคุดจังหวัดนครศรีธรรมราชอยู่ในช่วงปลายฤดู ส่วนใหญ่จะมีขนาดเล็กและมีผลกระทบจากฝนตกในพื้นที่จึงมีเนื้อแก้วและยางไหลร่วมด้วย ส่งผลให้คุณภาพและราคาลดลง

‘คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม’มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิต-สร้างโอกาสเกษตรกรไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754328

‘คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม’มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิต-สร้างโอกาสเกษตรกรไทย

‘คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม’มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิต-สร้างโอกาสเกษตรกรไทย

วันจันทร์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2566, 13.32 น.

“คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม” เกิดขึ้นตามบทบัญญัติในมาตรา 12 แห่ง พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 มีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบในการกำหนดนโยบาย มาตรการ ข้อบังคับหรือระเบียบเกี่ยวกับการปฏิบัติงานการปฏิรูปที่ดินของ ส.ป.ก. ตลอดจน การควบคุมการบริหารงานของ ส.ป.ก. รวมทั้งอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบ ดังนี้ (1) จัดหาที่ดินของรัฐเพื่อนำมาใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม

(2) พิจารณากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินตามมาตรา 25 การจัดซื้อหรือเวนคืนที่ดินตามมาตรา 29 และการกำหนดเนื้อที่ที่ดินที่จะให้เกษตรกรหรือสถาบันเกษตรกรเช่าระยะยาว หรือเช่าซื้อตามมาตรา 30 (3) พิจารณาการกำหนดแผนผังและการจัดแบ่งแปลงที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน (4) พิจารณาอนุมัติแผนงานและโครงการการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ตลอดจนงบค่าใช้จ่ายของ ส.ป.ก. เสนอรัฐมนตรี (5) พิจารณากำหนดแผนการผลิตและการจำหน่ายผลิตผลเกษตรกรรมในเขตปฏิรูปที่ดิน เพื่อยกระดับรายได้ และคุ้มครองผลประโยชน์ของเกษตรกร หรือสถาบันเกษตรกร

(6) พิจารณากำหนดแผนการส่งเสริม และบำรุงเกษตรกรรมในเขตปฏิรูปที่ดิน รวมถึงการจัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ปรับปรุงประสิทธิภาพในการผลิตและคุณภาพผลิตผลเกษตรกรรม ตลอดจนสวัสดิการ การสาธารณูปโภค การศึกษาและการสาธารณสุขของเกษตรกร (7) กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการคัดเลือกเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ซึ่งจะมีสิทธิได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ตลอดจนแบบสัญญาเช่าและเช่าซื้อที่จะทำกับเกษตรกร หรือสถาบันเกษตรกรผู้ได้รับที่ดิน

(8) กำหนดระเบียบการให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ผู้ได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมปฏิบัติเกี่ยวกับการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินและปฏิบัติตามแผนการผลิตและการจำหน่ายผลิตผลเกษตรกรรม (9) กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการว่าด้วยการให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินกู้ยืมจาก ส.ป.ก. ตลอดจนเงื่อนไขของการกู้ยืมโดยอนุมัติรัฐมนตรี

(10) กำหนดระเบียบเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินและหนี้สินของเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรผู้ได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตลอดจนการควบคุมดูแลกิจการอื่นๆ ภายในเขตปฏิรูปที่ดิน (11) ติดตามการปฏิบัติงานของ ส.ป.ก. ให้เป็นไปตามแผนงานและโครงการที่ได้รับอนุมัติ ตลอดจนกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติงาน (12) กำหนดกิจการและระเบียบการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานของ ส.ป.ก. หรือสนับสนุนหรือเกี่ยวเนื่องกับวัตถุประสงค์ของการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม

ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 ก.ย. 2566 ที่ผ่านมา มีการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คปก.) ครั้งที่ 4/2566 ซึ่งที่ประชุม ให้ความเห็นชอบหลักการแนวทางการปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการอนุญาตให้ใช้ที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์สำหรับกิจการที่เป็นการสนับสนุนหรือเกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เนื่องจากระเบียบ คปก. ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการอนุญาตและการให้ผู้รับอนุญาตถือปฏิบัติในการใช้ที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์สำหรับกิจการที่เป็นการสนับสนุนหรือเกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2541

ไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขเพื่อรองรับกรณีผู้ได้รับอนุญาตรายเดิมไม่ประสงค์จะทำประโยชน์ในที่ดินหรือถึงแก่ความตาย และมีคู่สมรส บุตร หรือ เครือญาติ หรือทายาทมายื่นคำขออนุญาตไว้เป็นการเฉพาะ รวมทั้งยังไม่มีหลักเกณฑ์รองรับการจัดการทรัพย์สินหรือหนี้สินของผู้ได้รับอนุญาตที่เกิดขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายในระหว่างการใช้ประโยชน์ในที่ดินก่อนการสละสิทธิหรือถึงแก่ความตาย

นอกจากนั้น ยังได้อนุมัติแผนการใช้จ่ายเงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 วงเงิน 4,010 ล้านบาท เพื่อนำไปแก้ไขปัญหาผู้ไร้ที่ดินทำกิน พัฒนาศักยภาพพื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดินให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล พัฒนาโครงสร้างปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม เพื่อให้เกษตรกรใช้ประโยชน์ร่วมกัน พร้อมกันนี้ยังได้อนุมัติให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เข้าสำรวจก่อสร้าง หรือดำเนินการใด ๆ เพื่อดำเนินโครงการก่อสร้างทางรถไฟ อันเป็นกิจการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งและระบบโลจิสติกส์ จำนวน 2 โครงการ

ได้แก่ โครงการก่อสร้างทางรถไฟ สายเด่นชัย – เชียงราย – เชียงของ ในเขตปฏิรูปที่ดิน เนื้อที่รวมประมาณ 1,537-3-04 ไร่ และโครงการก่อสร้างทางรถไฟ สายบ้านไผ่ – มหาสารคาม – ร้อยเอ็ด- มุกดาหาร – นครพนม เนื้อที่รวมประมาณ 1,917-3-75 ไร่ เป็นระยะเวลาหนึ่งปี โดย รฟท. จะดำเนินการในพื้นที่ต่าง ๆ โดยแบ่งเป็นช่วงหรือระยะเวลาที่มีการเยียวยาหรือจ่ายค่าชดเชยเกษตรกรแล้ว และในการออกหนังสืออนุญาตหรือให้ความยินยอมจะนำเสนอ คปก. พิจารณาอนุญาตตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องต่อไป และในส่วนการเก็บค่าตอบแทนการใช้ประโยชน์ที่ดินและการเก็บค่าหลักประกันเป็นไปตามระเบียบหลักเกณฑ์ที่ ส.ป.ก. กำหนด

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กล่าวว่า การกำหนดหลักเกณฑ์รองรับการพิจารณาอนุญาตและการจัดการทรัพย์สินหรือหนี้สินในกรณีที่ผู้ได้รับอนุญาตรายเดิมสละสิทธิ โอนสิทธิ หรือถึงแก่ความตาย เป็นไปเพื่อให้เกิดความเหมาะสมและเป็นธรรมแก่เกษตรกร นอกจากนี้ การเพิ่มประเภทกิจการเพื่อรองรับกรณีที่เกษตรกรผู้ได้รับมอบที่ดินจาก ส.ป.ก. ประสงค์จะใช้ที่ดินบางส่วนสำหรับประกอบอาชีพเสริมไว้เป็นการเฉพาะด้วย

โดยการใช้ที่ดินดังกล่าวจะต้องไม่เกินกว่าสัดส่วนที่กำหนดเพื่อมิให้กระทบต่อการใช้ที่ดินเพื่อประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก เพื่อเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้ได้รับที่ดินตามเจตนารมณ์ของกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม รวมทั้งสอดคล้องกับบริบทและสภาพของสังคมในปัจจุบัน ที่ประชุมได้มีการเห็นชอบในเรื่องของงบบริหารกองทุนฯ ที่จะใช้ในการขับเคลื่อนงานเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อพี่น้องเกษตรกรอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

“นอกจากนี้ ในส่วนของการดำเนินการก่อสร้างทางรถไฟ เป็นส่วนสำคัญในการกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจในพื้นที่ ช่วยเกษตรกรในการส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าและการขนส่งสินค้า ส่งเสริมการจ้างงานและการลงทุน ทั้งในภาคเกษตรและอุตสาหกรรม ส่งเสริมการค้าขายชายแดนระหว่างประเทศ ทำให้เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพทางด้านเศรษฐกิจ การค้า การเกษตร การท่องเที่ยว และโลจิสติกส์ ทั้งหมดนี้เป็นเครื่องยืนยันความมุ่งมั่นของ ส.ป.ก. ในการทำให้พี่น้องเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินอยู่ได้ อยู่ดี มีความสุข ตลอดไป” เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าว

‘กองทุนปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม’อีกที่พึ่งของเกษตรกรไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754326

‘กองทุนปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม’อีกที่พึ่งของเกษตรกรไทย

‘กองทุนปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม’อีกที่พึ่งของเกษตรกรไทย

วันจันทร์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2566, 13.30 น.

“กองทุนปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม” จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) โดยในมาตรา 9 และมาตรา 10 กำหนดให้จัดตั้งกองทุนขึ้น ซึ่งมีรายได้มาจาก (1) เงินที่ได้รับจากงบประมาณแผ่นดิน (2) เงินหรือทรัพย์สินอื่นที่ได้รับจากรัฐบาลหรือจากแหล่งต่างๆ ภายในประเทศหรือต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศหรือบุคคลอื่น

(3) เงินที่ได้รับจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร ตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร และ (4) เงิน ดอกผลหรือผลประโยชน์ใดๆ ที่ ส.ป.ก. ได้รับเกี่ยวกับการดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โดยกองทุนนี้ระบุวัตถุประสงค์ไว้ว่า การใช้จ่ายเงินของกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้กระทำได้เฉพาะการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด โดยความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง

ขณะที่ “คณะอนุกรรมการโครงการและการเงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (อกก.คง.)” เกิดขึ้นตามบทบัญญัติของ ระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ว่าด้วยการจัดทำโครงการที่ใช้เงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2536 โดยอาศัยมาตรา 19 (12) แห่ง พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 ออกระเบียบนี้ขึ้น ซึ่งในข้อ 12 ของระเบียบฯ ระบุว่า การเสนอโครงการ ให้หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบเสนอต่อ ส.ป.ก. เพื่อเสนอคณะอนุกรรมการดำเนินการต่อไป

ในวันที่ 31 ส.ค. 2566 ที่ผ่านมา มีการประชุมคณะอนุกรรมการโครงการและการเงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (อกก.คง.) ครั้งที่ 7/2566 โดยมี ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เป็นประธานการประชุม ซึ่งที่ประชุมได้เห็นชอบ โครงการและใช้เงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เพื่อเป็นค่าใช้จ่าย ประจำปีงบประมาณ 2567 วงเงิน 55,000,000 บาท เพื่อให้การปฏิบัติงานตามแผนปฏิบัติราชการและแผนภารกิจของกองทุนการปฏิรูปที่ดินฯ มีความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ บรรลุตามภารกิจ

“และยังมีแผนงานโครงการต่างๆ ที่ต้องดำเนินการตามแผนอีก จำนวน 29 โครงการ/กิจกรรม รวมถึงร่วมดำเนินงานกับหน่วยงานทั้งภายในและ ส.ป.ก. ซึ่งต้องอาศัยงบประมาณและอัตรากำลังทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคในการขับเคลื่อนงานให้ภารกิจต่าง ๆ ของกองทุนการปฏิรูปที่ดินฯ และของ ส.ป.ก. สำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์ และเป้าหมายที่กำหนดไว้ รวมถึงเกษตรกรได้รับประโยชน์สูงสุดจากการให้สินเชื่อเงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินฯ” เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าว

นอกจากนั้น “กองทุนการปฏิรูปที่ดินฯ ยังมีการบริการด้านสินเชื่อแก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน” ซึ่งมีกระบวนการตั้งแต่การรับคำขอกู้ยืมเงิน ไปจนถึงการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อดำเนินการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้กู้ตามระเบียบว่าด้วยการกู้ยืมเงินกองทุนฯ นอกจากนั้นยังมีการจัดทำแผนปฏิบัติการกองทุนการปฏิรูปที่ดินฯ เช่น แผนสินเชื่อ แผนการจัดซื้อที่ดินเอกชน ตรวจสอบบัญชีกองทุน เป็นต้น จึงมีความจำเป็นต้องมีบุคลากรและงบประมาณเพื่อรองรับการดำเนินงานตามภารกิจ เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน และลดปัญหาการดำเนินงานกองทุนการปฏิรูปที่ดินฯ ของ ส.ป.ก.จังหวัด และส่วนกลาง

ที่ประชุมยังเห็นชอบร่างตัวชี้วัดการประเมินผลการดำเนินงานกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ประจำปีบัญชี 2567 โดยมีการจำแนกตัวชี้วัดการประเมินออกเป็น 6 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการเงิน 2) ด้านการตอบสนองผลประโยชน์ต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 3) ด้านการปฏิบัติการ 4) ด้านการบริหารจัดการทุนหมุนเวียน 5) ด้านการปฏิบัติงานของคณะกรรมการบริหารงาน และ 6) ด้านการดำเนินงานตามนโยบายรัฐ/กระทรวงการคลัง เพื่อให้การดำเนินงานกองทุนการปฏิรูปที่ดินฯ มีประสิทธิภาพและเป็นไปตามกรอบหลักเกณฑ์การประเมินผลการดำเนินงานทุนหมุนเวียน

สำหรับกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นทุนหมุนเวียนและใช้จ่ายเพื่อการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม มีพันธกิจในการจัดหาเงินทุนเพื่อหมุนเวียนเข้าสู่กองทุนการปฏิรูปที่ดินฯ บริหารงานกองทุนการปฏิรูปที่ดินฯ อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล พร้อมทั้งสนับสนุนเงินทุนในการดำเนินงานปฏิรูปที่ดินฯ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยสามารถใช้จ่ายเงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินฯ 2 ลักษณะ

คือ 1.รายจ่ายหมุนเวียน สำหรับการจัดซื้อที่ดิน เพื่อนำมาจัดให้แก่เกษตรกรเข้าทำประโยชน์ ด้วยการทำสัญญาเช่าที่ดิน สัญญาเช่าซื้อที่ดิน การสนับสนุนสินเชื่อให้แก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรเพื่อพัฒนาอาชีพและรายได้ 2.รายจ่ายขาด สำหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเพิ่มศักยภาพการใช้ประโยชน์ในที่ดินให้มีประสิทธิภาพ รวมถึงการสนับสนุนเครื่องมืออุปกรณ์ และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานต่าง ๆ ตามภารกิจที่เกี่ยวกับการปฏิรูปเพื่อเกษตรกรรม

เกษตรฯซ้อมแผนรับมือภัยแล้งปี’66/67

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754220

วันจันทร์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร กระทรวงเกษตรฯ ครั้งที่ 5/2566 โดยมีผู้แทนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วมประชุม เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยแล้งปี 2566/67 และเอลนีโญ โดยที่ประชุมรับทราบสถานการณ์น้ำ และพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง ทั้งในและนอกเขตชลประทาน ตลอดจนพิจารณาแผนงาน/โครงการรองรับผลกระทบจากภัยแล้ง ปี 2566/67

นายอภัยกล่าวว่า เนื่องจากช่วงเดือนมิถุนายน 2566 ได้เข้าสู่สภาวะเอลนีโญ โดยมีแนวโน้มที่จะแรงขึ้นในช่วงปลายปี 2566 ต่อเนื่องจนถึงต้นปี 2567 ส่งผลให้ประเทศไทยมีปริมาณฝนน้อยกว่าค่าปกติ ประกอบกับกรมชลประทานคาดการณ์ว่าปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 35 แห่ง วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 (กรณี One Map ข้อมูล ณ วันที่ 18 สิงหาคม 2566) คาดการณ์ปริมาณน้ำใช้การ 22,825 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) (48%) น้อยกว่าปี 2565 จำนวน 13,037 ล้าน ลบ.ม. สำหรับอ่างเก็บน้ำ 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยาคาดการณ์ปริมาณน้ำใช้การ 6,897 ล้าน ลบ.ม.(38%) น้อยกว่าปี 2565 จำนวน 7,177 ล้าน ลบ.ม.

ทั้งนี้ ศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร กระทรวงเกษตรฯ คาดการณ์พื้นที่เกษตรที่จะได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ปี 2566/67 รวมประมาณ 16.51 ล้านไร่ แบ่งเป็นในเขตชลประทาน ลุ่มเจ้าพระยา รวม 22 จังหวัด พื้นที่ 7.34 ล้านไร่ และนอกเขตชลประทาน พื้นที่ซึ่งมีโอกาสเกิดภัยแล้ง รวม 60 จังหวัด พื้นที่ 9.17 ล้านไร่ ดังนั้น เพื่อเป็นการเตรียมรองรับผลกระทบด้านการเกษตรในช่วงฤดูแล้งที่จะเกิดขึ้น ที่ประชุมจึงได้ร่วมกันพิจารณาแผนงาน/โครงการรองรับผลกระทบจากภัยแล้ง ปี 2566/67 รวม 4 แผนงานนอกจากนี้ได้พิจารณาให้ข้อเสนอแนะโครงการต่างๆ รวมถึงพิจารณากำหนดเป้าหมายให้สอดคล้องในแต่ละพื้นที่เพื่อเสนอขอรับจัดสรรงบกลาง

‘มนัญญา’ลงพื้นที่ งานปันน้ำใจสู่น้อง จังหวัดชายแดนใต้ มอบโอกาสเยาวชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754227

วันจันทร์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเปิดโครงการ “ปันน้ำใจสู่น้อง 3 จังหวัดภาคใต้ชายแดน” ครั้งที่ 2 ที่โรงเรียนราชพัฒนา หมู่ 6 ต.มะรือโบออก อ.เจาะไอร้องจ.นราธิวาส พร้อมด้วยนายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และคณะ เพื่อมอบอุปกรณ์การศึกษา อุปกรณ์กีฬา สิ่งของ ทุนการศึกษาและอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการเรียนการสอน ให้แก่โรงเรียนราชพัฒนา และโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในเขตนิคมสหกรณ์ปิเหล็ง 4 แห่ง รวมทั้งโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน จ.นราธิวาส 5 แห่ง พร้อมกับพบปะเยี่ยมเยียนคณะครู นักเรียน และเยี่ยมชมกิจกรรมสหกรณ์นักเรียน

น.ส.มนัญญากล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งโครงการที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของเด็กและเยาวชนของชาติรวมทั้งเข้ามาเติมเต็มทักษะการศึกษาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยการสนับสนุนอุปกรณ์การศึกษาไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์การเรียนสำหรับนักเรียนและครูผู้สอน อุปกรณ์การกีฬาที่จะช่วยสร้างศักยภาพของเด็กให้มีความเข้มแข็ง รวมไปถึงทุนการศึกษาที่จะมอบโอกาสและต่อยอดการเรียนให้แก่นักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ การพัฒนาเมืองให้เติบโตโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเตรียมความพร้อมในทุกมิติเพิ่มโอกาสและการเข้าถึงบริการของรัฐโดยเฉพาะการศึกษา ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจะผลักดันการดำเนินงาน การแก้ปัญหา และสร้างพื้นฐานของความเป็นอยู่ที่ดีให้แก่ประชาชนได้อย่างเหมาะสม นำมาซึ่งบุคลากรที่จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเมืองต่อไปในอนาคต

‘พีรพันธ์’จัดอบรมฯใช้งาน สารบรรณอิเล็กทรอนิกส์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754221

วันจันทร์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายพีรพันธ์ คอทอง รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับมอบหมายจากนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ให้เป็นประธานเปิดการฝึกอบรมหลักสูตรการใช้งานระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ โดยมี ผู้อำนวยการศูนย์/ สำนัก/ กอง/ เกษตรและสหกรณ์จังหวัด พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทั้งจากส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และจากต่างประเทศ เข้าร่วม

ทั้งนี้ การประชุมจัดขึ้นที่ห้อง 115 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผ่านระบบออนไลน์ ZOOM Cloud Meeting มีหัวข้อในการฝึกอบรมหลายส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรม นำไปใช้ปฏิบัติงานตามหน้าที่รับผิดชอบต่อไป

กรมชลฯเฝ้าระวังน้ำโขง เปิดปตร.6แห่งรับมือเอลนีโญ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754223

วันจันทร์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายศาสตรา พรหมรักษ์ ผอ.โครงการชลประทานนครพนม กรมชลประทาน กล่าวว่า สถานการณ์น้ำแม่น้ำโขงใน จ.นครพนม เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว โดยมีระดับต่ำกว่าระดับวิกฤต หลังจากช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีร่องมรสุมที่พาดผ่านประเทศลาวตอนบน ภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย และตอนใต้ของประเทศจีน ทำให้เกิดฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับเขื่อนขนาดใหญ่ในประเทศลาว คือเขื่อนน้ำคาน ต้องเร่งระบายน้ำลงสู่แม่น้ำโขง ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำโขงเพิ่มสูง กรมชลประทาน ต้องแขวนบานประตูระบายน้ำ (ปตร.) ในพื้นที่ทั้ง 6 แห่งเพื่อระบายน้ำลงลำน้ำโขงป้องกันน้ำล้นตลิ่ง

อย่างไรก็ดี ได้ติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำในพื้นที่อย่างใกล้ชิด ตามประกาศจากกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) เตือนน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดให้ออกหนังสือแจ้งเตือนร้านค้าและชุมชนให้ขนย้ายสิ่งของขึ้นสู่ที่สูง และกรมชลประทาน ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำระบบแรงดันสูง (Hydroflow) 2 เครื่อง มีอัตราการสูบได้วันละ 300,000 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ระบายลงสู่แม่น้ำโขง ที่ประตูระบายน้ำห้วยบังกอ อ.เมือง บรรเทาความเสียหายให้พื้นที่เศรษฐกิจ

สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดเล็ก 20 แห่งใน จ.นครพนม มีปริมาณน้ำเก็บกัก 50.037 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 88.36 ของปริมาณเก็บกัก โดยจะบริหารจัดการน้ำอย่างประณีตรักษาระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำที่ Upper Rule Curve และจะเริ่มปิดบานประตูระบายทั้ง 6 แห่ง ได้แก่ปตร.ห้วยลังกา ปตร.น้ำอูน ปตร.บ้านหนองบัว ปตร.ห้วยทวย ปตร.ห้วยบังกอ และ ปตร.ห้วยบังฮวกเพื่อเก็บน้ำในลำน้ำให้มากที่สุดที่ร้อยละ 90-100ของความจุลำน้ำ ซึ่งจะสามารถกักเก็บน้ำได้รวมประมาณ 51.70 ล้านลบ.ม. พร้อมทั้งเร่งประชาสัมพันธ์ให้ผู้ใช้น้ำทุกกลุ่มเตรียมพร้อมรับผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ปี 2566ต่อเนื่องปี 2567 ให้ใช้น้ำอย่างประหยัดและคุ้มค่าที่สุดปลูกพืชเหมาะสมกับน้ำต้นทุนเพื่อป้องกันผลผลิตเสียหาย ซึ่งได้รับความเข้าใจและการตอบรับจากกลุ่มผู้ใช้น้ำเป็นอย่างดี

ส่วนแผนการใช้น้ำฤดูฝนปีนี้ ได้วางแผนจัดสรรเพื่อการเกษตร 16.9 ล้านลบ.ม. การอุปโภค-บริโภค 108,000 ลบ.ม. รักษาระบบนิเวศ 742,000 ลบ.ม. รวม 17.79 ล้านลบ.ม. โดยฤดูฝนปีนี้เกษตรกรทำการเพาะปลูกเต็มพื้นที่ในเขตชลประทาน 39,422 ไร่

“โครงการชลประทานนครพนม มีแผนการพัฒนาแหล่งน้ำหลายโครงการ เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในจังหวัดเกิดประสิทธิภาพสูงสุด สามารถนำน้ำในลำน้ำมาใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด ก่อนจะไหลลงแม่น้ำโขง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการทั้งสิ้น 18 โครงการ เมื่อแล้วเสร็จทั้งหมดจะมีพื้นที่ได้รับประโยชน์ประมาณ 19,085 ไร่” ผอ.โครงการชลประทานนครพนม กล่าว