สศก.ร่วมเวที FSMM ณ รัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เสริมสร้างความมั่นคงอาหารภูมิภาคเอเปคให้แข็งแกร่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756432

สศก.ร่วมเวที FSMM ณ รัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เสริมสร้างความมั่นคงอาหารภูมิภาคเอเปคให้แข็งแกร่ง

สศก.ร่วมเวที FSMM ณ รัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เสริมสร้างความมั่นคงอาหารภูมิภาคเอเปคให้แข็งแกร่ง

วันพุธ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2566, 16.44 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผลักดันความร่วมมือนโยบายด้านความมั่นคงอาหารต่อเนื่อง หลังจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นเจ้าภาพหลักการประชุมรัฐมนตรีความมั่นคงอาหารเอเปค ครั้งที่ 7 เมื่อเดือนสิงหาคม 2565 ณ ประจวบคีรีขันธ์ ล่าสุด มอบหมายสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ร่วมเวทีประชุมรัฐมนตรีความมั่นคงอาหารเอเปค ครั้งที่ 8 (Food Security Ministerial Meeting: FSMM) เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2566 ณ เมืองซีแอตเทิล รัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สำหรับการเข้าร่วมประชุม FSMM ครั้งนี้ ได้เข้าร่วมประชุมในฐานะผู้แทนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมี Mr. Thomas J. Vilsack รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร สหรัฐอเมริกา เป็นประธาน ซึ่งที่ประชุมได้เห็นชอบเอกสารหลักการเพื่อการบรรลุความมั่นคงอาหารผ่านระบบการเกษตรและอาหารอย่างยั่งยืนในภูมิภาคเอเปค ประกอบด้วยหลักการสำคัญ 4 ประการ คือ

1) ระบบการเกษตรและอาหารที่ยั่งยืนและยืดหยุ่น ควรส่งเสริมการสร้างความมั่นคงอาหาร การรักษาสิ่งแวดล้อม การส่งเสริมวิถีชีวิตที่ยั่งยืน และคำนึงถึงผลประโยชน์ทางสังคมสำหรับคนรุ่นปัจจุบันและในอนาคต 2) นโยบายเพื่อพัฒนาความยั่งยืนและความยืดหยุ่นในระบบการเกษตรและอาหารที่แตกต่างกัน ควรตอบสนองต่อลักษณะเฉพาะและบริบทที่แตกต่างกันในแต่ละเศรษฐกิจ 3) การปรับเปลี่ยนระบบการเกษตรและอาหารของเอเปคไปสู่ความยั่งยืนและความยืดหยุ่น ควรใช้กระบวนการตัดสินใจเชิงนโยบายและออกกฎระเบียบที่อ้างอิงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ปัจจัยเสี่ยง และคำนึงถึงมาตรฐานสากล และ 4) ระบบการค้า พหุภาคี และตลาดที่โปร่งใส คาดการณ์ได้ เปิดกว้างและยุติธรรม มีความสำคัญต่อความมั่นคงอาหารในระดับภูมิภาคและระดับโลก

นอกจากนี้ สหรัฐอเมริกา ได้ออกแถลงการณ์ประธานการประชุมรัฐมนตรีความมั่นคงอาหาร ครั้งที่ 8 โดยเน้นย้ำการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการภายใต้แผนงานความมั่นคงอาหารมุ่งสู่ ปี พ.ศ.2573 และเป้าหมายกรุงเทพฯ ว่าด้วยเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว ตลอดจนความเชื่อมโยง นวัตกรรม และความยั่งยืนของระบบการเกษตรและอาหาร การสนับสนุนระบบการค้าพหุภาคี ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงอาหาร รวมถึงความร่วมมือกับองค์การระหว่างประเทศและหน่วยงานระดับภูมิภาคที่เกี่ยวข้อง

โอกาสนี้ เลขาธิการ สศก.ได้กล่าวสนับสนุนหลักการเพื่อการบรรลุความมั่นคงอาหารผ่านระบบการเกษตรและอาหารอย่างยั่งยืนในภูมิภาคเอเปค ซึ่งเน้นความสำคัญของความร่วมมือกัน และการประสานงานกันระหว่างเขตเศรษฐกิจ เพื่อบรรลุเป้าหมายของระบบการเกษตรและอาหารที่ยั่งยืนและมีภูมิคุ้มกันในภูมิภาคเอเปค โดยเฉพาะในหลักการที่ 4 ซึ่งไทยสนับสนุนการส่งเสริมบทบาทของระบบการค้าพหุภาคีที่โปร่งใส เปิดกว้างและเป็นธรรม เพื่อให้มั่นใจว่าจะเกิดการค้าที่เสรีและเป็นธรรม สนับสนุนการค้าอาหารที่ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงอาหารในภูมิภาค  ตลอดจนกล่าวสนับสนุนแถลงการณ์ประธานการประชุมรัฐมนตรีความมั่นคงอาหาร ครั้งที่ 8 ดังกล่าว ซึ่งมีความสอดคล้องกับแถลงการณ์ประธานรัฐมนตรีความมั่นคงอาหาร ครั้งที่ 7 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ ที่มุ่งเน้นการยกระดับวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดี สร้างความมั่งคั่งให้กับประชาชน ลดการสูญเสียอาหารและขยะอาหาร ส่งเสริมการเข้าถึงตลาด และการอำนวยความสะดวกทางการค้า พร้อมเน้นย้ำว่า “ความมั่นคงอาหารเป็นประเด็นที่ไทยให้ความสำคัญในลำดับต้นๆ และไทยยินดีให้ความร่วมมือในการทำงานร่วมกันเพื่อให้ความมั่นคงอาหารของโลกเพิ่มขึ้น และสนับสนุนความร่วมมือในรูปแบบหุ้นส่วนภาครัฐและเอกชน เพื่อให้เกิดการทำงานที่เป็นรูปธรรม มุ่งสู่ผลลัพธ์ในการบรรลุด้านความมั่นคงอาหาร”

นอกจากนี้ เลขาธิการ สศก.ยังได้ถูกเชิญให้เป็น Speaker นำเสนอนโยบายด้านเกษตรที่มุ่งเน้นรับมือของภาคเกษตรกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสร้างความมั่นคงอาหาร และการส่งเสริมการค้าสินค้าอาหาร โดยเน้นแนวทาง 3 แนวทาง เพื่อรับมือ กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้แก่ การลดและป้องกัน การปรับตัว และการใช้เทคโนโลยี เช่น การปลูกป่า การลดการเผา การทำนาแบบเปียกสลับแห้ง การลดการใช้สารเคมี การใช้เมล็ดพันธุ์ที่ทนแล้งและน้ำท่วม การเลี้ยงปลาในนาข้าว แก้มลิง พยากรณ์ผลผลิต การจัดทำระบบเตือนภัย เป็นต้น โดยในส่วนของนโยบายด้านความมั่นคงอาหาร ไทยได้จัดทำปฏิทินผลผลิตสินค้าเกษตรรายเดือนระดับจังหวัด เพื่อบริหารจัดการความมั่นคงอาหารในระดับพื้นที่ โดยปฏิทินจะแสดงผลความพอเพียงของหมู่โภชนการ เช่น คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน วิตามิน เอ ซี อี เหล็ก แคลเซียม โปตัสเซียม และยังส่งเสริมการสร้างรายได้ของเกษตรกร ด้วยการจำหน่ายเศษวัสดุเหลือใช้เพื่อนำไปผลิตอาหารสัตว์ หรือไบโอชาร์ ซึ่งสอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจ BCG อีกทั้งยังสนับสนุนการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ความปลอดภัย ตลอดจนส่งเสริมการให้ความรู้ด้านโภชนาการให้กับประชาชน ขณะที่ด้านการส่งเสริมการค้า ไทยพร้อมสนับสนุนหลักการค้าภายใต้ระบบการค้าพหุภาคีขององค์การการค้าโลก และส่งเสริมการเปิดตลาดสินค้าเกษตรและอาหารผ่านกรอบการเจรจาเขตการค้าเสรีร่วมกัน

– 006

‘รมว.เกษตรฯ’สั่ง’กรมปศุสัตว์’เตรียมพร้อมฝังทำลายหมูเถื่อน 161 ตู้คอนเทนเนอร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756357

'รมว.เกษตรฯ'สั่ง'กรมปศุสัตว์'เตรียมพร้อมฝังทำลายหมูเถื่อน 161 ตู้คอนเทนเนอร์

‘รมว.เกษตรฯ’สั่ง’กรมปศุสัตว์’เตรียมพร้อมฝังทำลายหมูเถื่อน 161 ตู้คอนเทนเนอร์

วันพุธ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2566, 13.50 น.

“รมว.เกษตรฯ”สั่ง”กรมปศุสัตว์”จัดเตรียมสถานที่ฝังกลบทำลาย”หมูเถื่อน” 161 ตู้คอนเทนเนอร์ ในคดีที่ดีเอสไอตรวจยึดและเก็บรักษาของกลางไว้ที่ท่าเรือแหลมฉบัง “อธิบดีกรมปศุสัตว์”เผยจัดเตรียมสถานที่ไว้ ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์สระแก้ว ตำบลคลองไก่เถื่อน อำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว หากได้รับมอบของกลางจากดีเอสไอ พร้อมดำเนินการฝังกลบทำลายใน 5 วัน

เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2566 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สั่งการให้กรมปศุสัตว์จัดเตรียมพร้อมสถานที่เพื่อฝังกลบทำลายซากสุกรของกลางลักลอบนำเข้าหรือ “หมูเถื่อน” ในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ให้พร้อมใช้เป็นที่ฝังกลบทำลายซากชิ้นส่วนหมูเถื่อน จำนวน 161 ตู้คอนเทนเนอร์ น้ำหนักรวม 4,363,118 กิโลกรัม มูลค่ารวมกว่า 500 ล้านบาท ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษรับไว้เป็นคดีพิเศษเลขที่ 59 / 2566 เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2566 และอยู่ระหว่างรวบรวมสำนวนและวัตถุพยานให้ครบถ้วน เพื่อรอการส่งมอบของกลางซากชิ้นส่วนสุกรให้กับกรมปศุสัตว์นำไปทำลาย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวย้ำว่า การป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรเป็นนโยบายหลักเร่งด่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเฉพาะการปราบปรามการลักลอบนำเข้า “หมูเถื่อน” เพื่อป้องกันโรคระบาดสัตว์ ปกป้องเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรที่ถูกแทรกแซงกลไกลตลาดอย่างไม่เป็นธรรม รวมถึงคุ้มครองผู้บริโภค

สำหรับสถานที่ที่กรมปศุสัตว์รายงานว่า ได้จัดเตรียมไว้คือ ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์สระแก้ว ตำบลคลองไก่เถื่อน อำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว

ด้าน นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า การดำเนินการขนย้าย “หมูเถื่อน” 161 ตู้คอนเทนเนอร์มาทำลาย จะมีคณะทำงานเพื่อดำเนินการ ประกอบด้วย ผู้แทนจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมศุลกากร กรมปศุสัตว์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ โดยคณะทำงานจะร่วมกันดำเนินการขนส่งตู้สินค้าโดยรถบรรทุก ซึ่งทุกคันจะต้องผ่านจุดชั่งน้ำหนักศุลกากร ตู้คอนเทนเนอร์มีการติด SEAL ล๊อคทุกตู้เพื่อป้องกันการเปิดตู้ มีการบันทึกน้ำหนักและหมายเลขตู้พร้อมบันทึกวีดีโอไว้เป็นหลักฐาน ขณะเดินทางขนย้าย มีรถตำรวจทางหลวงนำขบวนขนย้ายตู้สินค้าจนถึงสถานที่ฝั่งทำลาย พร้อมส่งมอบหลักฐานและลงนามบันทึกให้กับทีมทำลาย ซึ่งแต่งตั้งโดยกรมปศุสัตว์จนเสร็จสิ้นภารกิจ คาดว่า จะดำเนินการขนย้ายและฝังกลบทำลายแล้วเสร็จภายใน 5 วัน

สำหรับขั้นตอนการฝังทำลาย มีคณะกรรมการทำลายซากสุกร แต่งตั้งโดยกรมปศุสัตว์ ทำหน้าที่จดบันทึกรายละเอียดตู้สินค้าซากสุกร พร้อมตัด SEAL ก่อนนำซากไปฝังทำลาย หลุมฝังซากมีจำนวน 6 หลุม แต่ละหลุมมีความยาว 150 เมตร ความกว้าง 9 เมตร ความลึก 4 เมตร ปูด้วยพลาสติก PE (หนา 0.3 มิลลิเมตร) ทุกหลุมเพื่อป้องกันของเสียจากซากสัตว์ที่อาจปนเปื้อนสู่ธรรมชาติ การฝังซากจะใช้วิธีการยกตู้คอนเทนเนอร์เทซากออกจากตู้ โดยใช้เครนยกหัวท้าย ก่อนฝังซากจะโรยด้วยปูนขาวที่ก้นหลุม เมื่อซากเต็มหลุม พ่นทับด้วยน้ำยา EM และใช้แบคโฮและแทรกเตอร์ฝังดินกลบหลุม โดยทุกหลุมติดตั้งท่อระบายแก๊สจากซากที่เน่าเปื่อยตามธรรมชาติ โดยวิธีการฝังกลบทำลาย ให้เป็นไปตามมาตรฐาน ขององค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ

นายสัตวแพทย์สมชวน กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมปศุสัตว์พร้อมรับนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อกวาดล้างเนื้อหมูผิดกฎหมายที่แทรกซึมอยู่ในประเทศ และกัดกร่อนสุขภาพของผู้บริโภคชาวไทยในวงกว้าง ที่ผ่านมาได้บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามมาตรการเข้มงวดตรวจสอบการลักลอบนำเข้าเนื้อสุกร ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ปคบ.) กระทรวงมหาดไทย กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร กรมศุลกากร และหน่วยงานชายแดน ร่วมกันปราบปรามการลักลอบนำเข้าชิ้นส่วนเนื้อสุกรอย่างเด็ดขาด เพื่อปกป้องเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร และป้องกันเชื้ออหิวาต์แอฟริกาสุกร หรือ ASF ที่อาจปนเปื้อนมากับชิ้นส่วนสุกร รวมทั้งเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค ซึ่งชิ้นส่วนสุกรที่ลักลอบนำเข้า ไม่ได้ผ่านการตรวจสอบจากกรมปศุสัตว์ อาจมีสารตกค้าง เช่น สารเร่งเนื้อแดง หรือเชื้อโรคอื่นที่เป็นอันตรายต่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรและผู้บริโภค

สำหรับผลการปฏิบัติงานบังคับใช้กฎหมายในการลักลอบนําซากสุกร เข้าราชอาณาจักร ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2565 จนถึงปีงบประมาณ 2566 ของกรมปศุสัตว์ (ล่าสุดวันที่ 1 กันยายน 2566) ทั้งในส่วนของเนื้อสุกร เครื่องใน และชิ้นส่วน รวม 238 คดี จำนวนรวม 1,142,487 กิโลกรัม มูลค่ารวม 190,426,840 บาท มีการทำลายของกลางแล้ว 202 คดี จำนวนรวม 1,049,920 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่า 175,216,249 บาท

หากประชาชน ต้องการความช่วยเหลือหรือการร้องเรียนหรือแจ้งเบาะแส การกระทำความผิดกฎหมาย ด้านปศุสัตว์ สามารถแจ้งผ่าน application DLD 4.0 แอปฯใช้ง่าย ได้ประโยชน์จริง สามารถโหลดได้ทั้ง Android และ iOS

– 006

เมื่อ ‘น้ำดี ดินฉ่ำ’ ปลูกไม้ดอกแซมพืชสวน มีรายได้ต่อเนื่อง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756306

เมื่อ 'น้ำดี ดินฉ่ำ' ปลูกไม้ดอกแซมพืชสวน มีรายได้ต่อเนื่อง

เมื่อ ‘น้ำดี ดินฉ่ำ’ ปลูกไม้ดอกแซมพืชสวน มีรายได้ต่อเนื่อง

วันพุธ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2566, 11.59 น.

เมื่อ “น้ำดี ดินฉ่ำ”ปลูกไม้ดอกแซมพืชสวน มีรายได้ต่อเนื่อง

13 ก.ย.2566 นายณรงค์ ป้องประชานุกูล  หนึ่งในเกษตรกรที่ได้รับประโยชน์ จากโครงการอ่างเก็บน้ำบางทรายนวลอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลคลองชะอุ่น อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ด้วยการปลูกไม้ดอกไม้ประดับเชิงพานิชย์ แซมพืชสวน เปิดเผยว่า ในอดีตพื้นที่ตรงนี้ค่อนข้างแห้งแล้งขาดแคลนน้ำ พืชสวนที่ปลูกได้รับผลกระทบอย่างมากยืนต้นตายเป็นส่วนใหญ่ ทำให้เกษตรกรประสบกับความลำบากในการดำรงชีพ และการประกอบอาชีพ

“พอในพื้นที่มีโครงการอ่างเก็บน้ำบางทรายนวลอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานไว้ ก็เริ่มปลูกไม้ผลและได้ผลผลิตดี แต่ต่อมาผลผลิตมีจำนวนมากล้นตลาดทำให้ราคาตกต่ำ ก็เลยมองหาอาชีพเสริมด้วยการนำต้นดาหลามาปลูกแซมในสวนผลไม้ ควบคู่กับพันธุ์ไม้ดอกชนิดอื่น ๆ โดยส่งขายที่จังหวัดภูเก็ตให้แก่โรงแรม พอเจอสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทางโรงแรมหลายแห่งไม่รับซื้อเพราะต้องปิดกิจการ ก็หาตลาดใหม่ ๆ ที่ปากคลองตลาด กรุงเทพมหานคร ก็มีการสั่งซื้อมาอย่างต่อเนื่อง จวบจนทุกวันนี้ นับว่าเป็นการสั่งซื้อที่ดีมาก ในพื้นที่เกษตรกรจะปลูก ดอกดาหลา 8 สายพันธุ์ ระยะเวลาการปลูกจนถึงตัดดอกขาย ใช้เวลา 1 ปี โดยจะตัดดอกขายได้อย่างต่อเนื่อง เพราะมีน้ำมาใช้เพาะปลูกอย่างต่อเนื่องพอเพียงกับความต้องการโดยเฉพาะในหน้าแล้ง จึงทำให้การเพาะปลูกไม้ผล ไม้ดอก ไม่ได้รับผลกระทบ” นายณรงค์ ป้องประชานุกูล  กล่าว

ด้านนายปกิต ทนุผล ประธานกลุ่มบริหารการใช้น้ำบางทรายนวล  โครงการอ่างเก็บน้ำบางทรายนวลอันเนื่องมาจากพระราชดำริ  เปิดเผยว่า ประชาชนได้รับประโยชน์จากการใช้น้ำอย่างทั่วถึง มีการวางระบบการจัดการน้ำอย่างเท่าเทียม โดยทุกคนจะรับน้ำจากโครงการฯ มาสำรองไว้ในสระภายในแปลงเพาะปลูกของตนเอง ทำให้พื้นที่มีความชื้นสูง เนื่องจากมีน้ำใต้ดินทำให้รากพืชสามารถเจริญเติบโตได้และนำขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้ การปลูกพืชแซมในแปลงไม้ผลก็จะมีความสมบูรณ์ไปด้วย พืชหลักที่ปลูก อาทิ มังคุด ลองกอง ปาล์มน้ำมัน ซึ่งมีความสมบูรณ์เพราะมีน้ำเพียงพอเกิดวงจรการอิงอาศัยระหว่างพืชไม้ยืนต้นกับไม้ดอกที่ปลูกแซม ส่วนช่วงหน้าแล้งทางโครงการจะไม่ส่งน้ำเข้าแปลงเกษตรกร แต่ก็ไม่ขาดแคลนเพราะมีน้ำเก็บสำรองไว้ในสระน้ำภายในแปลงเพาะปลูกของทุกคนแล้ว 

“สิ่งที่เราสำนึกสูงสุดก็คือพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่พระราชทานอ่างเก็บน้ำมาให้ใช้อุปโภคบริโภคอย่างเพียงพอ ได้หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนที่นี่ สร้างรายได้สร้างความมั่นคงในการทำกินและดำรงชีพของคนที่นี่มาอย่างยาวนานมากกว่า 30 ปี” นายปกิต ทนุผล  กล่าว

โครงการอ่างเก็บน้ำบางทรายนวลอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลคลองชะอุ่น อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นโครงการที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระราชดำริเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2527 สรุปความว่า “…ให้กรมชลประทานพิจารณาก่อสร้างอ่างเก็บน้ำบางทรายนวลปิดกั้นลำน้ำบางทรายนวล ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของคลองชะอุ่น ให้สามารถมีน้ำใช้ทำไร่และทำสวน รวมทั้ง มีน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคได้ตลอดทั้งปี…” ในปี 2529 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงดำเนินงานสนองพระราชดำริ ก่อสร้างเขื่อนดินขนาดความจุประมาณ 2,200,000 ลูกบาศก์เมตร พร้อมก่อสร้างระบบท่อส่งน้ำและอาคารประกอบความยาวรวม 15,770 เมตร ปัจจุบันยังสามารถใช้การได้ปกติ สามารถส่งน้ำสนับสนุนการอุปโภคบริโภคให้แก่ราษฎรบ้านแสนสุข หมู่ที่ 2 และบ้านทับคริสต์ หมู่ที่ 3 ตำบลคลองชะอุ่น อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 235 ครัวเรือน ราษฎร 1,238 คน รวมทั้งส่งน้ำสนับสนุนพื้นที่การเกษตร 3,628 ไร่ ได้อย่างเพียงพอตลอดทั้งปี ส่งผลให้ราษฎรมีรายได้ มีคุณภาพชีวิต และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2566 พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี ประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ภาคใต้ พร้อมด้วย พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท องคมนตรี รองประธานอนุกรรมการฯ นายวิกรม คัยนันทน์ ที่ปรึกษาด้านการประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และคณะอนุกรรมการฯ ได้เดินทางไปติดตามผลการดำเนินงานโครงการฯ รับฟังบรรยายสรุปผลการดำเนินงานและการบริหารจัดการน้ำของโครงการฯ พร้อมให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินงานขยายผลโครงการฯ เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์มากยิ่งขึ้น และพบปะเยี่ยมเยียนประชาชนผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการฯ  พร้อมเยี่ยมแปลงไม้ดอกไม้ประดับของราษฎรที่ประสบความสำเร็จในการเพาะปลูกในระบบวนเกษตร ซึ่งได้รับประโยชน์จากโครงการฯ

เกษตรฯร่วมนิทรรศการ ด้านพลังงานสิ่งแวดล้อม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756217

วันพุธ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

น.ส.นฤมล สงวนวงศ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับมอบหมายจากนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ให้เป็นผู้แทนเข้าร่วมงาน “ASEAN’S LARGEST EVENT ON ENERGY AND ELECTRIC VEHICLE TECHNOLOGY OF THE YEAR” (นิทรรศการด้านพลังงานสิ่งแวดล้อม ปั๊ม วาล์ว และยานยนต์ไฟฟ้า 2023) ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ทั้งนี้ สำหรับกิจกรรมภายในงาน แบ่งออกเป็น 6 โซน ได้แก่ 1.โซนจัดแสดงพิเศษที่รวมสมาคมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้คำปรึกษาโดยมีเป้าหมายลดคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ 2.โซนจัดแสดงยานยนต์แห่งอนาคต ด้วยเทคโนโลยีและการออกแบบขั้นสูงยานยนต์อัจฉริยะ ที่มีการเชื่อมต่อที่ควบคุมโดยระบบอัจฉริยะ 3.โซนจัดแสดงรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าหลากหลายแบรนด์ โชว์เทคโนโลยี ประสิทธิภาพของแบตเตอรี่และความจุของพลังงานแบตเตอรี่ 4.โซนจัดแสดงนิทรรศการพิเศษที่นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีต้นแบบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศไทยมานำเสนอ 5.โซนที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำและหน่วยงานเพื่อให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับอุตสาหกรรมน้ำ และ 6.เวทีสำหรับผู้เชี่ยวชาญและบริษัทชั้นนำ ร่วมแบ่งปันวิสัยทัศน์เกี่ยวกับเทคโนโลยีและนวัตกรรม

รองปลัดฯประชุมSOM-AMAF สานความร่วมมือเกษตรและป่าไม้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756213

วันพุธ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย (SOM-AMAF Leader) เข้าร่วมการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสของการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้กับเจ้าหน้าที่อาวุโสของจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ครั้งที่ 22สมัยพิเศษ (Special SOM-22nd AMAF Plus Three) การประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสของการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้กับเจ้าหน้าที่อาวุโสของประเทศญี่ปุ่น (SOM-AJMAF) และการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสของการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้กับเจ้าหน้าที่อาวุโสของสหพันธรัฐรัสเซีย ครั้งที่ 8 (8th ARSOMA) พร้อมด้วยคณะผู้แทนหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ

สำหรับการประชุมดังกล่าว เพื่อรับทราบความก้าวหน้าของโครงการความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ โดยที่ประชุมรับทราบความก้าวหน้าของกิจกรรมความร่วมมืออาเซียนบวกสามด้านอาหาร เกษตร ประมง ปศุสัตว์ และป่าไม้ภายใต้ ASEAN Plus Three Cooperation Strategy (APTCS) Framework on Food, Agriculture, and Forestry และรับทราบผลการดำเนินงานขององค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม (ASEAN Plus Three Emergency Rice Reserve : APTERR)โดยจีนสนับสนุนเงิน 4,000,000 เหรียญสหรัฐภายใต้ Tier 3 แบ่งเป็น 800,000 เหรียญสหรัฐ ต่อปี (ปี 2566-2570) และญี่ปุ่น บริจาคข้าว 620 ตัน ให้กับโครงการ School Distribution Programme รวมถึงเกาหลีใต้ บริจาคข้าว 2,000 ตัน เข้าระบบข้าวในสต็อกล่วงหน้าปีงบประมาณ 2566 ซึ่งจัดสรรล่วงหน้าให้กับลาว เมียนมา และฟิลิปปินส์ ทั้งนี้ ประเทศเมียนมา จะได้รับความช่วยเหลือด้านข้าวเพิ่มเติมอีก 2,500 ตันจากเกาหลีใต้

นอกจากนี้ที่ประชุมได้รับทราบความก้าวหน้าในการดำเนินงานของสำนักงานเลขานุการระบบข้อมูลสารสนเทศความมั่นคงทางอาหารในภูมิภาคอาเซียน (ASEAN Food Security Information System: AFSIS) ซึ่งเป็นกลไกที่มีความยั่งยืนในการให้ข้อมูลด้านความมั่นคงทางอาหารในภูมิภาคอาเซียน

ส่วนการประชุม SOM-AJMAF ที่ประชุมเห็นชอบร่างแผนความร่วมมือ ASEAN-Japan Midori Cooperation Plan เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน-ญี่ปุ่นในการเสริมสร้างระบบเกษตรกรรมและอาหารที่ยั่งยืน เน้นการใช้เทคโนโลยีในการทำฟาร์มซึ่งช่วยให้เกิดความมั่นคงด้านอาหารในภูมิภาค และส่งเสริมความร่วมมือในการสร้างระบบเกษตรกรรมและอาหารที่ยืดหยุ่นและยั่งยืนผ่านนวัตกรรม โดยไทยพร้อมให้ความร่วมมือกับญี่ปุ่นในการนำเทคโนโลยีทางการเกษตรเข้ามาช่วยเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนการผลิต เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น รวมทั้งในการประชุม 8th ARSOMAที่ประชุมรับทราบผลการดำเนินงานด้านการเกษตรที่อาเซียนร่วมมือกับรัสเซีย โดยมาเลเซีย เสนอโครงการใหม่ ได้แก่ Technical Workshop on Best Management Practices in Mitigating Soil Degradation in ASEAN Countries and Russia ซึ่งจะหารือคราวต่อไป

สศท.10ชูแปลงใหญ่ ผลิตทุเรียนเขาจ้าว ต้นแบบความสำเร็จ รับประกันมีคุณภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756211

วันพุธ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

น.ส.ศิริพร จูประจักษ์ ผอ.สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 10 ราชบุรี (สศท.10) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า แปลงใหญ่ทุเรียนเขาจ้าวนับเป็นตัวอย่างการรวมกลุ่มของเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ เริ่มรวมกลุ่มเมื่อปี 2560 ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูก 1,030 ไร่ มีเกษตรกรสมาชิก 55 ราย ผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP 37 ราย และอยู่ระหว่างการขอรับรอง 4 ราย ซึ่งกลุ่มแปลงใหญ่มีการจัดอบรมมาตรฐานเกษตรอินทรีย์เพื่อยกระดับการผลิตทุเรียนเข้าระบบเกษตรอินทรีย์ และอยู่ระหว่างขอขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา โดยคาดว่าจะได้ขึ้นทะเบียน GI ภายในปี 2566

สำหรับปี 2566 ผลผลิตทุเรียนเขาจ้าวของแปลงใหญ่ทุเรียนเขาจ้าว ทยอยออกสู่ตลาดแล้วตั้งแต่เดือนมิถุนายน และจะออกต่อเนื่องถึงเดือนสิงหาคม ทั้งหมด 350 ตัน โดยผลผลิตจะออกมากสุดในเดือนกรกฎาคมนี้ (คิดเป็นร้อยละ 44 ของผลผลิตทุเรียนเขาจ้าวทั้งจังหวัด) ด้านภาพรวมสถานการณ์ตลาด ผลผลิตส่วนใหญ่ร้อยละ 90 จำหน่ายในพื้นที่และที่สวนให้กับกลุ่มท่องเที่ยวเชิงเกษตรหรือนักท่องเที่ยวทั่วไป และส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 10 จำหน่ายทางออนไลน์ ได้แก่ Facebook ของกลุ่มแปลงใหญ่ทุเรียนเขาจ้าว ตลาดเกษตรกรออนไลน์.com โดยมีการรับประกันคุณภาพ หากทุเรียนเกิดความเสียหายระหว่างการขนส่งหรือทุเรียนไม่ได้คุณภาพ ทางกลุ่มแปลงใหญ่จะเครมให้กับผู้ซื้อทุกราย

ปลัดฯร่วมงานตรานกยูงพระราชทาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756216

วันพุธ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ เฝ้าฯ รับเสด็จ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเปิด “งานตรานกยูงพระราชทาน สืบสานตำนานไหมไทย” ครั้งที่ 18 ประจำปี 2566 ภายใต้แนวคิด “ไหมไทยล้ำค่า สายใยแห่งภูมิปัญญา พัฒนาสู่สากล” เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2566 ที่ทรงสืบสานและทรงให้ความสำคัญกับผ้าไหมไทย พร้อมผลักดันมาตรฐานไหมไทย มุ่งสร้างชื่อเสียงสู่สากล สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรและขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี

สำหรับกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ การจัดแสดงเครื่องหมายตรานกยูงพระราชทาน การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผ้าไหมตรานกยูงพระราชทานประเภทผ้าไหมมัดหมี่ ผ้าไหมยกดอกลำพูนผ้าไหมแพรวา ผลงานการประกวดเส้นไหมผ้าไหมตรานกยูงพระราชทานและผลิตภัณฑ์หม่อนไหม ประจำปี 2566 ผลงานของกรมหม่อนไหม เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการ Silk Home จำลองการใช้ชีวิตประจำวันในห้องรูปแบบ Studio คอนโดมิเนียม ตั้งแต่ตื่นนอนจนเข้านอนซึ่งผลิตภัณฑ์ใน Silk Home มีรายละเอียดของสินค้าและช่องทางการจำหน่ายที่สามารถเลือกซื้อสินค้าได้ภายในงาน มีการการันตีคุณภาพและมาตรฐาน ตลอดจนมีการจัดแสดงแฟชั่นโชว์ของทูตอัตลักษณ์ไหมไทย ซึ่งเป็นบุคคลที่ให้ความสำคัญในการอนุรักษ์ และสวมใส่ผ้าไหมไทยในประเทศต่างๆ รวมทั้งยังประชาสัมพันธ์การสวมใส่ผ้าไหมไทยให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

4 ทศวรรษ ซีพีเอฟ เดินหน้าส่งเสริมเกษตรยั่งยืน สู่ความสำเร็จ‘3 หมู่บ้านเกษตรกรรม’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756148

4 ทศวรรษ ซีพีเอฟ เดินหน้าส่งเสริมเกษตรยั่งยืน สู่ความสำเร็จ‘3 หมู่บ้านเกษตรกรรม’

4 ทศวรรษ ซีพีเอฟ เดินหน้าส่งเสริมเกษตรยั่งยืน สู่ความสำเร็จ‘3 หมู่บ้านเกษตรกรรม’

วันอังคาร ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2566, 16.34 น.

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เผยความสำเร็จ “หมู่บ้านเกษตรกรรม” 3 แห่ง ตลอด 46 ปี สร้างความมั่นคงในอาชีพแก่เกษตรกร ลดความเสี่ยงตลาดผันผวน สร้างรายได้แน่นอน ปีละกว่า 1 ล้านบาทต่อครอบครัว มุ่งยกระดับภาคเกษตรไทยต่อเนื่องทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ผลักดันสู่ ‘เกษตรยั่งยืน’

นายสมพร เจิมพงศ์ ผู้อำนวยการใหญ่ ธุรกิจสุกร ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า เครือเจริญโภคภัณฑ์และซีพีเอฟมุ่งสนับสนุน อาชีพเกษตรกรรมแก่เกษตรกรรายย่อย ผ่านการส่งเสริมการรวมกลุ่มในรูปแบบ “หมู่บ้านเกษตรกรรม” มาตั้งแต่ปี 2520 เพื่อเพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการแก่เกษตรกร ด้วยการนำขีดความสามารถของบริษัทมาประยุกต์ใช้ โดยเฉพาะการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีการเลี้ยงสัตว์ ผสานกับการมีส่วนร่วมของเกษตรกร เพื่อเสริมสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพ เพิ่มรายได้ และพัฒนาสู่สังคมพึ่งพาตนเอง ตลอดระยะเวลา 46 ปี ที่บริษัทร่วมกับเกษตรกรไทยพัฒนาอาชีพ ไปพร้อมกับการสร้างความเข้มแข็งในชุมชน นับจากโครงการหมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา โครงการหมู่บ้านเกษตรกรรมกำแพงเพชร อ.เมือง จ.กำแพงเพชร และต่อยอดสู่โครงการหมู่บ้านเกษตรสันติราษฎร์ อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี จนถึงปัจจุบันทำให้เกษตรกรกว่า 140 รายและครอบครัว มีความมั่นคงในอาชีพ มีรายได้ที่แน่นอน มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสืบทอดอาชีพเกษตรกรรมสู่ลูกหลานจากรุ่นสู่รุ่น มุ่งเป็นสมาร์ทฟาร์ม (Smart Farm) เพื่อผลักดันสู่ ‘เกษตรยั่งยืน’

“ซีพีเอฟ มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน พร้อมส่งต่อความสำเร็จสู่พี่น้องเกษตรกร ในรูปแบบหมู่บ้านเกษตรกรรม ทั้ง 3 แห่ง ที่สามารถวัดความสำเร็จได้ในทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม สะท้อนผ่านรายได้เกษตรกรปีละกว่า 6 แสน ถึงมากกว่า 1 ล้านบาทต่อครอบครัว ตามประเภทสุกร ปริมาณการผลิต และอาชีพเสริมของแต่ละคน พร้อมส่งเสริมการจ้างงานในชุมชนเพื่อให้เกิดการกระจายรายได้ และบริษัทยังร่วมกับเกษตรกรพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็ง นำไปสู่สังคมที่พึ่งพาตนเองได้ พร้อมต่อยอดสู่การสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี ตามนโยบายฟาร์มสีเขียว (green farm) ด้วยการพัฒนาพื้นที่ว่างในฟาร์มสุกรเป็นป่านิเวศในชุมชน เพื่อการอยู่ร่วมกับชุมชนรอบข้างอย่างมีความสุข สอดคล้องกับกลยุทธ์ 3 เสาหลักสู่ความยั่งยืน อาหารมั่นคง สังคมพึ่งตน และดินน้ำป่าคงอยู่” นายสมพร กล่าว

สำหรับ หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า เริ่มดำเนินการเมื่อปี 2520 ถือเป็นต้นแบบเกษตรผสมผสานยั่งยืน ด้วยแนวคิด 4 ประสาน คือ ภาครัฐ เอกชน สถาบันการเงิน และเกษตรกร โดยการพลิกฟื้นผืนดินทรายที่เสื่อมสภาพ เพาะปลูกไม่ได้ผล จำนวน 1,253 ไร่ มาจัดรูปที่ดินใหม่ แบ่งเป็นแปลงละ 24 ไร่ พร้อมสร้างบ้านพัก 1 หลัง และโรงเรือนเลี้ยงสุกร 1 หลัง ให้แก่เกษตรกร 50 ครอบครัว ที่มีฐานะยากจน ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง โดยเลี้ยงสุกรเป็นอาชีพหลัก และมีอาชีพเสริมที่เหมาะกับสภาพแวดล้อมและวิถีชุมชน อาทิ ทำสวนมะม่วง ปลูกยางพารา เลี้ยงไก่ไข่ออร์แกนิค เพาะเห็ดฟาง ปลูกผักปลอดสารพิษ ด้วยระบบการบริหารจัดการที่อาศัยกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการมีส่วนร่วม ช่วยให้ชุมชนเข้มแข็งและส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ดัชนีชี้วัดความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมของหมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า คือ รายได้ จากเริ่มต้นที่มีรายได้เฉลี่ย 2,000 บาทต่อครอบครัวต่อเดือน ปัจจุบันเพิ่มเป็นประมาณปีละ 960,000 – 1,800,000 บาทต่อครอบครัว และกลายเป็นชุมชนเลี้ยงสุกรที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ที่เป็นต้นแบบด้านการพัฒนาศักยภาพของเกษตรกร ที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ ทุกคนมีที่ดิน ทรัพย์สิน มีความเป็นอยู่ที่ดี บุตรหลานมีโอกาสได้ศึกษาในระดับสูงเท่าที่ตนเองต้องการ ขณะเดียวกัน เกษตรกรยังมุ่งจัดการสภาพแวดล้อมและทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน ผ่านโครงการป่าเชิงนิเวศเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ และโครงการธนาคารน้ำใต้ดิน ที่พัฒนาสู่แหล่งเรียนรู้เปิดให้ผู้ที่สนใจเข้ามาศึกษาดูงาน

ส่วน หมู่บ้านเกษตรกรรมกำแพงเพชร ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2522 ด้วยความมุ่งหวังที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย ด้วยการจัดสรรพื้นที่ดินกว่า 4,000 ไร่ สู่การเกษตรผสมผสานแบบทันสมัย โดยนำแนวคิด 4 ประสานมาใช้ เพื่อให้เกษตรกร 64 ครอบครัว ได้ร่วมกันพัฒนาอาชีพ นำวิชาการทางการเกษตรสมัยใหม่ นวัตกรรมเครื่องจักรกล และระบบการจัดการครบวงจรมาใช้ในกระบวนการผลิต ปัจจุบันมีเกษตรกรรวมทั้งสิ้น 81 ราย มีรายได้จากการเลี้ยงสุกรพันธุ์และสุกรขุน ซึ่งเป็นอาชีพหลักประมาณ 600,000 – 1,800,000 บาทต่อครอบครัวต่อปี และมีรายได้จากอาชีพเสริม ทั้งการเลี้ยงปลาดุก การปลูกผักกระเฉดน้ำ การปลูกผักสวนครัว และจำหน่ายปุ๋ยมูลสุกรราว 60,000 บาทต่อปี นอกจากนี้ ยังมุ่งดูแลสิ่งแวดล้อม ด้วยการสร้างกลไกความร่วมมือกับชุมชน สร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ป่าไม้ ผ่านศูนย์เรียนรู้สวนป่ารักษ์นิเวศ บนพื้นที่ 30 ไร่ ปลูกต้นไม้กว่า 18,000 ต้น มีพันธุ์ไม้กว่า 220 ชนิด ช่วยอนุรักษ์พันธุ์ไม้ท้องถิ่น สร้างระบบนิเวศที่สมบูรณ์ เป็นแหล่งอาหารของชุมชน และเตรียมขยายเพิ่มอีก 27 ไร่ ในพื้นที่ข้างเคียง วันนี้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเอง มีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี กลายเป็น หมู่บ้านสามัคคี เทคโนโลยีทันสมัย และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

หมู่บ้านเกษตรสันติราษฎร์ เกิดขึ้นจากการตระหนักถึงความสำคัญของอาชีพตำรวจและคุณภาพชีวิตหลังเกษียณอายุราชการ เครือซีพีและซีพีเอฟจึงได้ริเริ่มโครงการฯ ในปี 2549 ด้วยการจัดสรรที่ดินกว่า 230 ไร่ พร้อมสนับสนุนองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านการเลี้ยงสัตว์ แก่ข้าราชการตำรวจและครอบครัว จำนวน 31 ราย เพื่อให้มีรายได้เสริมและมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง โดยอาชีพหลักคือการเลี้ยงสุกรที่มีซีพีเอฟเข้าไปบริหารจัดการ เพื่อให้มีประสิทธิภาพการผลิตที่ดี โดยมีอาชีพเสริมอื่นๆตามความถนัดของแต่ละบุคคล ปัจจุบันมีการบริหารจัดการในรูปแบบ “บริษัท หมู่บ้านเกษตรสันติราษฎร์ จำกัด” ถือหุ้นโดยข้าราชการตำรวจทั้ง 31 ครอบครัว และเมื่อปี 2561 ทุกรายได้รับมอบกรรมสิทธิ์ที่ดินแล้ว

ยสท.เดินหน้าบูรณาการหน่วยงานปราบบุหรี่เถื่อน พร้อมปรับตัวรับกระแสการบริโภคบุหรี่ลดลง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756108

ยสท.เดินหน้าบูรณาการหน่วยงานปราบบุหรี่เถื่อน พร้อมปรับตัวรับกระแสการบริโภคบุหรี่ลดลง

ยสท.เดินหน้าบูรณาการหน่วยงานปราบบุหรี่เถื่อน พร้อมปรับตัวรับกระแสการบริโภคบุหรี่ลดลง

วันอังคาร ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2566, 15.17 น.

การยาสูบแห่งประเทศไทย เดินหน้าบูรณาการหน่วยงานปราบบุหรี่เถื่อน พร้อมปรับตัวรับกระแสการบริโภคบุหรี่ลดลง

เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2566 ​นายภูมิจิตต์ พงษ์พันธุ์งาม ผู้ว่าการการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) เปิดเผยว่า การยาสูบแห่งประเทศไทย เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง โดยการยกฐานะ โรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง ขึ้นเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการยาสูบแห่งประเทศไทย พ.ศ.2561 สำหรับวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งการยาสูบแห่งประเทศไทย ภารกิจหลักก็คือ เป็นผู้ผลิตบุหรี่ของประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว อีกประการหนึ่งคือการส่งเสริมและสนับสนุนชาวไร่ยาสูบ โดยมีหน่วยงานที่จะสนับสนุนรับซื้อใบยาสูบโดยเฉพาะ

​หลังจากมีการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตในการจัดเก็บทั้งในปี 2560 และปี 2564 ทำให้มีผลกระทบ โดยเฉพาะการปรับตัวของคู่แข่งขันที่อยู่ในการค้าขายบุหรี่ในประเทศไทย ทำให้บุหรี่ต่างประเทศสามารถแข่งขันได้มากขึ้น ซึ่งทำให้รายได้ของการยาสูบแห่งประเทศไทย ลดน้อยลง โดยในปี 2560 การยาสูบแห่งประเทศไทย มีรายได้ส่งให้รัฐอยู่ที่ประมาณ 8,000 – 9,000 ล้านบาท แต่ผลกำไรในปี 2565 เหลือเพียง 100 ล้านบาท นอกจากนี้การที่รับซื้อใบยาสูบลดน้อยลงมากทำให้เกิดภาระต่อชาวไร่ และผลกระทบอีกประการหนึ่งก็คือ ในเรื่องของบุหรี่ผิดกฎหมาย เนื่องจากการปรับโครงสร้างภาษีใหม่ทำให้บุหรี่มีราคาสูงขึ้น

​อย่างไรก็ตาม การยาสูบแห่งประเทศไทย มีหน่วยงานคือ สำนักป้องกันบุหรี่ผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ให้ความรู้กับหน่วยงานราชการต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องของบุหรี่ปลอมปน บุหรี่ผิดกฎหมาย แสตมป์ยาสูบที่ปลอม ในเรื่องของการให้ความรู้เรื่องบุหรี่ผิดกฎหมายกับประชาชนจะทำได้ค่อนข้างลำบาก เนื่องจากมี พรบ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ ไม่สามารถที่จะโฆษณาประชาสัมพันธ์หรือให้ความรู้เกี่ยวกับบุหรี่ผิดกฎหมายโดยตรงได้ ดังนั้นการยาสูบแห่งประเทศไทย จึงมุ่งให้ความรู้กับเจ้าหน้าที่ที่จะเข้าไปปราบปราม ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานทหาร ตำรวจ หรือว่าหน่วยงานฝ่ายปกครอง นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการปราบปรามบุหรี่ผิดกฎหมาย ซึ่งได้บูรณาการกับหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสรรพสามิต ศุลกากร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง ปปง.ในการดูแลเรื่องนี้อย่างเข้มแข็ง

“สำหรับการปรับตัวของการยาสูบแห่งประเทศไทยนั้น ในขณะนี้นอกจากการผลิตบุหรี่ของประเทศไทยแล้ว เรายังมีการส่งออกใบยาสูบไปต่างประเทศ เพื่อให้อุตสาหกรรมนี้ยังคงทำรายได้ให้กับประเทศ และส่งเสริมพี่น้องเกษตรกรที่ทำการเพาะปลูก ในอนาคตเราอาจจะมีเรื่องของการสกัดสารนิโคตินเพื่อการแพทย์จากใบยา หรือผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เพื่อรับกับแนวโน้มการบริโภคบุหรี่ที่ลดลงในอนาคตอีกด้วย” ผู้ว่าการการยาสูบแห่งประเทศไทย กล่าว

– 006

สศก.ตรวจอ่างนฤบดินทรฯ แหล่งน้ำทำเกษตร-ระบบนิเวศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755996

วันอังคาร ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงการติดตามผลการดำเนินงานโครงการอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา (เขื่อนห้วยโสมง) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ปราจีนบุรี ซึ่งเป็นโครงการชลประทานขนาดใหญ่ เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี 2553 ขณะนี้เสร็จสิ้นกว่า 91% คาดว่าจะก่อสร้างเสร็จสิ้นในปี 2567 ลักษณะเป็นเขื่อนดินแบบแบ่งโซน มีความจุ 295 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแหล่งน้ำต้นทุนและเพิ่มพื้นที่ชลประทาน บรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำปราจีนบุรี และลุ่มน้ำสาขาในเขตพื้นที่ อ.นาดี และ อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ใช้เป็นแหล่งน้ำด้านการอุปโภค-บริโภค และการประปา รักษาระบบนิเวศผลักดันน้ำเค็มและน้ำเน่าเสีย อีกทั้งใช้อ่างเก็บน้ำเป็นแนวกันชนหรือแนวป้องกันการบุกรุกทำลายพื้นที่ป่าไม้ในเขตอุทยานแห่งชาติทับลานและอุทยานแห่งชาติปางสีดา รวมทั้งช่วยเพิ่มระดับความชุ่มชื้นในพื้นที่ป่าไม้ ลดโอกาสการเกิดไฟไหม้ป่า สศก.โดยศูนย์ประเมินผล ได้ลงพื้นที่ติดตามการใช้ประโยชน์ ในช่วงเดือนมิถุนายน 2566 พบว่า ในปีเพาะปลูก 2565/2566 (พฤษภาคม 2565 – เมษายน 2566) สามารถจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้งได้ถึง 209 ล้านลบ.ม. ส่วนในช่วงฤดูฝนจัดสรรน้ำได้ 5 ล้าน ลบ.ม.เพื่อใช้ในการอุปโภค-บริโภค รักษาระบบนิเวศ และเกษตรกรรม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เพาะปลูกพืชไร่ ผลไม้ นาข้าว และบ่อปลา 1,775 ไร่ นอกจากนี้ยังใช้น้ำเพื่อชะลอความเค็มในลุ่มน้ำบางปะกงในช่วงฤดูแล้ง 205 ล้าน ลบ.ม.

นอกจากนี้ โครงการฯ ได้จัดทำแผนปฏิบัติการป้องกันแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินโครงการ เช่น ผลกระทบจากการขุดและถมพื้นที่เพื่อก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ การสูญเสียพื้นที่ดินและทรัพยากรดินบางส่วนเพื่อใช้ในการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ การเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติเดิมของดินในกิจกรรมก่อสร้างโดยเกษตรกรภายใต้แผนดังกล่าว จะได้รับการอบรมถ่ายทอดความรู้ ส่งเสริมพัฒนาอาชีพการผลิตแบบเกษตรผสมผสาน รวมถึงสนับสนุนปัจจัยการผลิต โดยเมื่อติดตามผลแต่ละด้าน พบว่าด้านเศรษฐกิจ กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ดำเนินการพัฒนาและส่งเสริมการเกษตร พร้อมสนับสนุนพันธุ์ไม้ ปุ๋ยคอก และปรับพื้นที่ให้เหมาะสมกับการปลูกพืชทางเลือกใหม่

ขณะที่กรมพัฒนาที่ดิน ดำเนินการป้องกันการเสื่อมโทรมของดินในพื้นที่ชลประทาน โดยส่งเสริมการปรับปรุงดิน และการพัฒนาเกษตรกรด้านการพัฒนาที่ดิน พร้อมสนับสนุนวัสดุ อุปกรณ์ในการทำปุ๋ยหมัก และน้ำหมักชีวภาพ กรมประมง ดำเนินการพัฒนาและอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ และการส่งเสริมการเลี้ยงปลา เพื่อเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำในช่วงฤดูปลามีไข่ พร้อมสนับสนุนพันธุ์ปลาและอาหาร ส่งผลให้เกษตรกรร้อยละ 23 มีรายได้เพิ่มขึ้น เป็นต้น